ผู้ใช้:Phaisit16207/ทดลองเขียน 2

บุคคลแก้ไข

โฌเซฟีน เดอ โบอาร์แนแก้ไข

โฌเซฟีน
  • ไวเคาน์เตสแห่งโบอาร์แน
  • ดัชเชสแห่งนาวาร์
 
จักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศส
ระหว่าง18 พฤษภาคม 1804 – 10 มกราคม 1810
พระราชินีแห่งอิตาลี
ระหว่าง26 พฤษภาคม 1805 – 10 มกราคม 1810
คู่อภิเษกในนโปเลียนที่ 1 (1796-1810)
พระนามเต็ม
มารี โฌแซ็ฟ โรซ ตาเช เดอ ลา ปาเฌอรี
ราชวงศ์โบอาร์แน
พระราชบิดาโฌแซ็ฟ-กัสปาร์ ตาเช เดอ ลา ปาเฌอรี
พระราชมารดาโรซ-แกลร์ เด แวร์เฌ เดอ ซานัว
ประสูติ23 มิถุนายน ค.ศ. 1763(1763-06-23)
มาร์ตีนิก, ฝรั่งเศส
สวรรคต29 พฤษภาคม ค.ศ. 1814 (50 ปี)
อีล-เดอ-ฟร็องส์, ฝรั่งเศส
ศาสนาโรมันคาทอลิก
ลายพระอภิไธย 

โฌเซฟีน เดอ โบอาร์แน (ฝรั่งเศส: Joséphine de Beauharnais) หรือชื่อเกิดคือ มารี โฌแซ็ฟ โรซ ตาเช เดอ ลา ปาเฌอรี (ฝรั่งเศส: Marie Josèphe Rose Tascher de La Pagerie) หรือ โฌเซฟีน โบนาปาร์ต (ฝรั่งเศส: Joséphine Bonaparte, ภาษาฝรั่งเศส: [ʒozefin bɔnapaʁt]; 23 มิถุนายน ค.ศ. 1763 – 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1814) เรียกสั้น ๆ ว่า "โรซ" เป็นจักรพรรดินีแห่งฝรั่งเศสพระองค์แรก และเป็นพระมเหสีพระองค์แรกในจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศส

การแต่งงานของโฌเซฟีนกับนโปเลียน ถือเป็นการแต่งงานครั้งที่ 2 ของโฌเซฟีน สามีคนแรกอย่าง อาแล็กซ็องดร์ เดอ โบอาร์แน ถูกประหารชีวิตด้วยเครื่องประหารกิโยตีน ระหว่างยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว และโฌเซฟีนถูกจองจำไว้ในเรือนจำการ์เม จนกระทั่งผ่านไป 5 วัน ภายหลังจากที่สามีถูกประหาร Through her children by Beauharnais, เธอเป็นพระอัยยิกาของ นโปเลียนที่ 3 จักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส and the Brazilian empress Amélie of Leuchtenberg. Members of the current royal families of Sweden, Denmark, Belgium, and Norway and the grand ducal family of Luxembourg also descend from her. Because she did not bear Napoleon any children, he had their marriage annulled in 1810 and married Marie Louise of Austria. Joséphine was the recipient of numerous love letters written by Napoleon, many of which still exist.

A patron of art, Joséphine worked closely with sculptors, painters and interior decorators to establish a unique Consular and Empire style at the Château de Malmaison. She became one of the leading collectors of different forms of art of her time, such as sculpture and painting.[1] The Château de Malmaison was noted for its rose garden, which she supervised closely.

พระราชประวัติแก้ไข

โฌเซฟีนไม่ได้เกิดมาในตระกูลชั้นสูง บิดาของพระนางเคยเป็นทหารเรือฝรั่งเศสที่ไปทำไร่อยู่บนเกาะมาร์ตินีกในทะเลแคริบเบียน เมื่อโฌเซฟีนอายุได้ 3 ขวบ พายุเฮอร์ริเคนก็ถล่มเกาะมาร์ตินีก จนไร่ของครอบครัวตาเชได้รับความเสียหายอย่างหนัก บิดาของโฌเซฟีนไม่เหลือเงินเลยแม้แต่ฟรังก์เดียว ความหวังของเขาที่เหลืออยู่คือหาผู้ชายรวย ๆ มาแต่งงานกับลูกสาวทั้ง 3 คนของตัวเองเพื่อช่วยพยุงฐานะของครอบครัวให้ดีขึ้นมาบ้าง โดยเริ่มจากลูกสาวคนกลาง กาเตอรีน เดซีเร ซึ่งมีคุณน้าผู้เป็นภริยาน้อยของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งในปารีสเป็นผู้จัดหาเจ้าบ่าวให้ คือเป็นลูกชายของขุนนางผู้นั้น กาเตอรีน เดซีเร เสียชีวิตอย่างกะทันหันในปี ค.ศ. 1777 ทำให้คุณน้าจึงยกลูกสาวคนโตคือ โรซ ให้แทน ซึ่งตอนนั้นเธอมีอายุเพียง 15 ปี

ชีวิตการสมรสแก้ไข

หลังจากที่ได้แต่งงานกับสามีแล้ว สามีก็เริ่มเบื่อโฌเซฟีน และในขณะนั้นเองอยู่ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส สามีของโฌเซฟีนถูกประหารแต่นางรอดมาได้ ต่อมาโฌเซฟีนมีสามีคนที่ 2 คือ ปอล บารัส ผู้นำคนสำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศสและนางก็เป็นเพียงภริยาน้อยของปอล ต่อมาไม่นาน บารัสก็เริ่มเบื่อและคิดจะเอาเพื่อนรักของโฌเซฟีนมาเป็นภริยาน้อยแทน เมื่อบารัสต้องการหย่าขาดจากโฌเซฟีนจึงได้แนะนำนางไปให้นายทหารคนสนิทคือ นายพลนโปเลียน โบนาปาร์ต[2] ซึ่งเป็นชาวอิตาลีจากเกาะคอร์ซิกา ตอนแรกโฌเซฟีนไม่ได้รักนโปเลียนเลยแม้แต่น้อย แต่นโปเลียนรักโฌเซฟีนมากถึงขนาดส่งจดหมายถึงนางทุกวัน และระหว่างที่นโปเลียนไม่อยู่ โฌเซฟีนก็หาผู้ชายไปเรื่อย ๆ นางรู้ดีว่าอีกไม่นานก็จะหาความรักไม่ได้แล้วเพราะอีกไม่นานนางจะย่างเข้าสู่วัยกลางคน เมื่อนโปเลียนขอนางแต่งงานเดือนมกราคมในปีถัดมา โฌเซฟีนจึงไม่อาจปฏิเสธได้ ในตอนนั้นเขาเต็มใจที่จะยอมรับลูกทั้งสองของโฌเซฟีนมาเลี้ยง นางจึงแต่งงานกับเขาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1796 ของขวัญวันแต่งงานที่โฌเซฟีนได้จากนโปเลียนคือ เหรียญทองที่สลักคำไว้ว่า "แด่ชะตากรรม" แต่ว่าทุกครั้งที่นโปเลียนไปรบ โฌเซฟีนก็มักจะพาผู้ชายเข้ามาในบ้าน โดยเฉพาะนายทหารหนุ่มที่ชื่อ อีปอลิต ชาร์ล ซึ่งอายุน้อยกว่าถึง 10 ปี โฌเซฟีนลุ่มหลงเขามากถึงเขียนจดหมายไปคร่ำครวญ เมื่อหมดทางเลี่ยง โฌเซฟีนจึงต้องจำใจไปมิลานโดยไม่ลืมที่จะเอาอีปอลิตของเธอไปด้วย จนในที่สุดนโปเลียนก็รู้เรื่องนี้ ในตอนแรกนโปเลียนเองก็ไม่เชื่อ แต่เมื่อกลับมาที่บ้านในมิลานก็พบว่าโฌเซฟีนเดินทางไปเจนัวพร้อมกับอีปอลิต เมื่อโฌเซฟีนกลับมาจากเจนัวก็ปฏิเสธ แต่นโปเลียนไม่เชื่อและอาละวาด หลังจากนั้นโฌเซฟีนก็เริ่มตระหนักว่านโปเลียนรักพระองค์มากเพียงใด[3] และชีวิตของนางจะเป็นอย่างไรถ้าขาดเขา จากเวลานั้นเองโฌเซฟีนจึงเริ่มมีใจให้กับนโปเลียน

วาระสุดท้ายของชีวิตแก้ไข

 
ขณะเข้าพิธีปราบดาภิเษก

ตั้งแต่วันนั้น โฌเซฟีนก็ไม่ได้ก่อเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาอีกเลย แต่นโปเลียนเริ่มไม่วางใจในตัวโฌเซฟีนอีกต่อไป เขามอบความเย็นชาให้กับนาง และไม่นานนโปเลียนไปหาผู้หญิงอื่นที่พร้อมจะเป็นคุณนายโบนาปาร์ตกันทั้งสิ้น โฌเซฟีนมอบความรักให้มากขึ้นเท่าที่นโปเลียนได้ทวีความเย็นชาต่อนาง เมื่อนโปเลียนได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส โฌเซฟีนได้รับการสวมมงกุฎเป็นจักรพรรดินีจากนโปเลียน หลังจากนั้นโฌเซฟีนไม่สามารถที่จะมีพระโอรสให้แก่จักรพรรดิได้ โฌเซฟีนจึงต้องหย่าขาดจากนโปเลียนในที่สุด หลังจากนั้นโฌเซฟีนก็ย้ายไปอยู่ที่คฤหาสน์มาลเมซอง เพื่อเปิดทางให้จักรพรรดินีพระองค์ใหม่ซึ่งก็คือ อาร์คดัชเชสมารี หลุยส์แห่งออสเตรีย ซึ่งต่อมาพระนางก็ให้กำเนิดพระโอรสคือจักรพรรดินโปเลียนที่ 2 แห่งฝรั่งเศส นั่นเอง โฌเซฟีนใช้เวลาให้ผ่านไปกับการทำสวนดอกไม้ ซึ่งโดยเฉพาะกุหลาบที่ชอบมากที่สุด จนสวนดอกไม้ของโฌเซฟีนเป็นสวนที่สวยที่สุดในปารีส นโปเลียนจะมาเยี่ยมและสนทนารวมทั้งปรึกษาเรื่องต่าง ๆ เสมอ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1814 นโปเลียนพ่ายแพ้แก่กองทัพสัมพันธมิตรอย่างยับเยิน นโปเลียนถูกบังคับให้สละราชสมบัติและถูกย้ายไปที่เกาะเอลบา แต่ก็ทรงมาเยี่ยมโฌเซฟีนด้วย และในขณะที่โฌเซฟีนมีอายุ 51 ปี โฌเซฟีนก็ได้เสียชีวิต (คาดว่าน่าจะเป็นปอดบวม) ขณะกำลังเดินเล่นในสวนที่หนาวเย็นในเสื้อผ้าที่บางเบา เมื่อนโปเลียนทราบข่าวถึงกับขังตัวเองไว้ในห้องถึง 3 วัน เมื่อนโปเลียนหลบหนีออกจากเกาะเอลบามาได้พระองค์ก็เดินทางไปยังคฤหาสน์มาลเมซองในสมัยที่โฌเซฟีนยังมีชีวิตอยู่ เธอชอบกลิ่นของดอกไวโอเลตมาก เธอจะพรมตัวด้วยกลิ่นของดอกไวโอเลตอยู่เป็นประจำ เมื่อนโปเลียนไปที่คฤหาสน์พระองค์ก็นำล็อกเกตไปใส่ดอกไวโอเลต และเก็บล็อกเกตนี้ไว้จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตพระองค์ คำพูดสุดท้ายของนโปเลียนคือ "ฝรั่งเศส...กองทัพ...โฌเซฟีน..." ("France, armée, Joséphine") นั่นเป็นหลักฐานว่านโปเลียนรักโฌเซฟีนมาก เพียงแต่ไม่มีเวลาที่จะอยู่ร่วมกันเท่านั้น[4]

อ้างอิงแก้ไข

พระเจ้าการ์โลสที่ 4 แห่งสเปนแก้ไข

พระเจ้าการ์โลสที่ 4
 
พระมหากษัตริย์สเปน
ครองราชย์12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1788 (1788-14-12)19 มีนาคม ค.ศ. 1808 (1808-03-19)
ก่อนหน้าพระเจ้าการ์โลสที่ 3
ถัดไปพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 7
คู่อภิเษกมารีอา ลุยซาแห่งปาร์มา (สมรส ค.ศ. 1765; ตายปี 1819)
พระราชบุตร
พระนามเต็ม
สเปน: Carlos Antonio Pascual Francisco Javier Juan Nepomuceno José Januario Serafín Diego de Borbón y Sajonia
ราชวงศ์บูร์บง
พระราชบิดาพระเจ้าการ์โลสที่ 3
พระราชมารดามาเรียา อาร์เมเลียแห่งซัคเซิน
พระราชสมภพ11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1748(1748-11-11)
พระราชวังปอร์ตีชี, ปอร์ตีชี, เนเปิลส์
สวรรคต20 มกราคม ค.ศ. 1819 (70 ปี)
ปาสาสโซ ปาร์เปอร์นี, โรม, รัฐพระสันตะปาปา
ฝังพระศพเอลเอสโกเรียล
ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
ลายพระอภิไธย 

พระเจ้าการ์โลสที่ 4 แห่งสเปน (สเปน: Carlos IV de España) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 11[1] แห่งราชอาณาจักรสเปน ตั้งแต่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1788 จนถึงการสละราชสมบัติของพระองค์เมื่อ 19 มีนาคม ค.ศ. 1808[2]

The Spain inherited by Charles IV gave few indications of instability,[3] but during his reign, Spain entered a series of disadvantageous alliances and his regime constantly sought cash to deal with the exigencies of war. He detested his son and heir Ferdinand, who led the unsuccessful El Escorial Conspiracy and later forced Charles's abdication after the Tumult of Aranjuez in March 1808, along with the ouster of his widely hated first minister Manuel de Godoy. Summoned to Bayonne by Napoleon Bonaparte, who forced Ferdinand VII to abdicate, Charles IV also abdicated, paving the way for Napoleon to place his older brother Joseph Bonaparte on the throne of Spain. The reign of Charles IV turned out to be a major turning point in Spanish history.[4]

อ้างอิงแก้ไข

  1. Almanach royal, p 34
  2. Stanley G. Payne, History of Spain of Portugal, Vol 2,University of Wisconsin Press., 1973, ISBN 978-0299062842, page 415
  3. Lynch, John. Bourbon Spain, 1700-1808. Basil Blackwell 1989, p. 375
  4. Lynch, "Charles IV and the Crisis of Bourbon Spain", Chapter 10, Bourbon Spain.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

  • Historia del Reinado de Carlos IV, by General Gomez de Arteche (5 vols.), in the Historia General de España de la Real Academia de la Historia (Madrid, 1892, etc.).
  • Historiaantiqua. Isabel II; (Spanish) (2008)

ยุคลิดแก้ไข

ยุคลิด
 
Detail from Raphael's The School of Athens presumed to represent Donato Bramante as Euclid
เกิดกลางศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล
เสียชีวิตกลางศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล
มีชื่อเสียงจาก
อาชีพทางวิทยาศาสตร์
สาขาคณิตศาสตร์

ยุคลิด (อังกฤษ: Euclid /ˈjuːklɪd/; กรีกโบราณ: ΕὐκλείδηςEukleídēs, Ἑλληνιστί [eu̯.kleː.dɛːs] (  ฟังเสียง); fl. 300 BC) บางครั้งถูกเรียกว่า ยุคลิดแห่งอะเล็กซานเดรีย[1] (อังกฤษ: Euclid of Alexandria, เพื่อแยกเขาออกจากยุคลิดแห่งเมการา) เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวกรีก มักถูกเรียกว่า "ผู้ก่อตั้งเรขาคณิต"[1] หรือ "บิดาแห่งเรขาคณิต" ยุคลิดได้ทำงานในอะเล็กซานเดรีย ในรัชสมัยของทอเลมีที่ 1 (323–283 ปีก่อนคริสต์กาล) Elements ของยูคลิดเป็นหนึ่งในผลงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ของคณิตศาสตร์ โดยทำหน้าที่เป็นตำราหลักสำหรับสอนคณิตศาสตร์ (โดยเฉพาะเรขาคณิต) นับตั้งแต่เวลาที่ถูกตีพิมพ์จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20[2][3][4] ใน Elements ยุคลิดได้อนุมานทฤษฎีของสิ่งที่เรียกว่า เรขาคณิตของยุคลิด ในปัจจุบัน จากชุดเล็กของสัจพจน์ ยุคลิดยังเขียนงานเกี่ยวกับทัศนมิติ, ภาคตัดกรวย, เรขาคณิตทรงกลม, ทฤษฎีจำนวน และความเข้นข้นของคณิตศาสตร์ อีกด้วย


ประวัติแก้ไข

เป็นที่น่าเสียดายเหลือเกินที่เรารู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและบุคลิกภาพของยูคลิดน้อยมาก รู้แค่เพียงว่าท่านเคยเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ (professor of mathematics) ของมหาวิทยาลัยอะเล็กซานเดรีย (University of Alexandria) ต่อจากเพลโต และก่อนหน้า อาร์คีมีดีส  และได้ใช้ชีวิตอยู่ที่อะเล็กซานเดรียเป็นเวลานานรวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งสำนักคณิตศาสตร์แห่งอะเล็กซานเดรีย (Alexandria School of Mathematics) ขึ้นด้วย ซึ่งสำนักแห่งนี้ก็มีชื่อเสียงต่อมาอีกเป็นเวลานาน

มีหลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเชื่อได้ว่ายุคลิดเคยได้รับการศึกษาทางด้านคณิตศาสตร์ที่สำนักเพลโต (Platonic School) ที่กรุงเอเธนส์ (Athens) มาก่อน และมาอยู่ที่อะเล็กซานเดรียภายหลังจากที่พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great, ประมาณ 359–323 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ได้สร้างเมืองอะเล็กซานเดรียขึ้น และท่านก็มีชื่อเสียงแพร่หลายในรัชสมัยโตเลมีที่ 1 พระเจ้าโซเตอร์ (Ptolemy I Sotor, ประมาณ 367–282 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งพระเจ้าโตเลมีที่ 1 นี่เองที่ทรงเป็นผู้สร้างมหาวิทยาลัยอะเล็กซานเดรียขึ้นเมื่อประมาณ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการที่จะชัดจูงคนที่มีการศึกษาดีมาอยู่ในเมืองนี้ และมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็นับได้ว่าเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับมหาวิทยาลัยในปัจจุบันมากที่สุด มีทั้งห้องบรรยาย ห้องทดลอง สวน พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุดและที่อยู่ของเจ้าหน้าที่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือห้องสมุด ซึ่งสร้างไว้ได้อย่างใหญ่โตมาก และนับว่าเป็นที่เก็บรวบรวมผลงานที่ใช้ในการศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก ดังที่มีคำกล่าวเปรียบเปรยว่า ภายในระยะเวลา 40 ปีนับตั้งแต่มีการก็ตั้งห้องสมุดมาเท่านั้นก็มีม้วนกระดาษปาปิรุส (papyrus rolls) มากกว่า 6 ม้วน และอะเล็กซานเดรียก็กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านวิชาการ (Intellectual metropolis) ของชาวกรีกติดต่อกันมา

เรื่องเล่าเกี่ยวกับยุคลิดแก้ไข

ปัปปุส (Pappus, ประมาณ ค.ศ. 300) นักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งเคยยกย่องยุคลิดไว้ว่า “เมื่อเปรียบเทียบกับอะโปลโลเนียส (Apollonius of Perga, ประมาณ 225 ปีก่อนคริสต์ศักราช) แล้ว ยุคลิดช่างเป็นคนที่ถ่อมตนและนึกถึงคนอื่น ๆ อยู่เสมอ”

โปรคลุส (Proclus, ค.ศ. 410–485) ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับยุคลิดในหนังสือ Eudemian Summary ว่า “เมื่อยุคลิดได้เป็นพระอาจารย์วิชาเรขาคณิตในพระเจ้าทอเลมีที่ 1 พระองค์มีรับสั่งถามยุคลิดว่า ‘มีทางลัดสำหรับการเรียนวิชาเรขาคณิตไหม?’ ยุคลิดทูลตอบว่า ‘ไม่มีลาดพระบาทสำหรับการเรียนเรขาคณิต’ (There is no royal road to geometry.)” กล่าวคือ การศึกษาวิชาเรขาคณิตไม่ใช่สิ่งที่สะดวกสบายและทำได้ง่าย ๆ แต่มีบางคนกล่าวว่าคำพูดนี้เป็นคำพูดของเมแนชมุส (Menaechmus, ประมาณ 350 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เมื่อทูลตอบพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช

เมื่อมีลูกศิษย์คนหนึ่งถามยุคลิดในระหว่างที่เรียนเรขาคณิตว่า “เราจะได้อะไรเป็นผลตอบแทนบ้างจากการเรียนสิ่งที่ยากเหล่านี้” (What will I get by learning difficult thing?) ซึ่งคำถามนี้คงจะหมายความว่าจะนำความรู้ทางเรขาคณิตไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง เพราะเรขาคณิตที่ยุคลิดสอนนั้นมีแต่การพิสูจน์และการให้เหตุผล ซึ่งเป็นการยากที่ยุคลิดจะตอบได้ในทันทีทันใด ท่านจึงสั่งให้ทาสไปหยิบเหรียญเงิน 2 โอปอลมา 1 เหรียญมอบให้แก่ลูกศิษย์คนนั้นและตอบว่า “เจ้าจะต้องได้รับกำไรหรือประโยชน์จากสิ่งที่เรียนรู้แน่นอน” (for he must make a profit from what he learns.) ที่ยุคลิดกล่าวเช่นนั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ไม่มีทางลัด และไม่สามารถเรียนหรือฝึกหัดแทนกันได้ ผู้เรียนจะต้องพอใจและรักในวิชาคณิตศาสตร์เพราะตัววิชาคณิตศาสตร์เอง

จากเรื่องที่เล่ามานี้แสดงให้เห็นว่า ยุคลิดเป็นผู้ที่มีความรอบรู้และมีความอดทน และเป็นครูที่ดี เป็นนักอนุรักษ์ เป็นผู้ที่อุทิศเวลาให้กับการศึกษาคณิตศาสตร์ และเป็นผู้ที่มีความลึกซึ้งในวิชาคณิตศาสตร์มาก

ผลงานแก้ไข

ผลงานที่สำคัญของยุคลิดคือการเขียนตำราทางคณิตศาสตร์และดารศาสตร์ ผลงานบางชิ้นสูญหายไปแล้ว เช่น งานเขียนเกี่ยวกับภาคตัดกรวยที่ยุคลิดรวบรวมจากการค้นคว้าของอริสเตอุส (Aristaeus, ประมาณ 320 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งเป็นนักเรขาคณิตยุคเดียวกับยุคลิด และงานเขียนเกี่ยวกับภาคตัดกรวยเช่นกันแต่เป็นผลงานของเมแนชมุส

ยุคลิดมีผลงานอย่างน้อยที่สุด 9 ชิ้น ได้แก่ Elements, Data, On Divisions (หรือ ), Pseudaria, Porissms, Conics, Phacnomena, Optics, Elements of Music แต่มีผลงานที่ ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน 5 ชิ้นด้วยกัน คือ

1. Division of Figures กล่าวถึงการแบ่งรูปในระนาบ ประกอบด้วยทฤษฎีบท 36 บท เช่น ทฤษฎีบทที่ 1 ว่าด้วยการสร้างเส้นตรงให้ขนานกับฐานของสามเหลี่ยมและแบ่งสามเหลี่ยมออกเป็นสองส่วนโดยมีพื้นที่เท่ากัน เป็นต้น

2. Data เปรียบเทียบได้กับคู่มือการสอนที่ใช้ควบคู่กับหนังสือ Elements 6 เล่มแรก เนื้อหาสาระจึงเน้นที่การชี้แนะวิธีวิเคราะห์ปัญหาทางเรขาคณิต

3. Phacnomena กล่าวถึงเรขาคณิตบนทรงกลม

4. Optics กล่าวถึงการศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของแสง

5. Elements เป็นตำราทางเรขาและคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของท่านซึ่งเราจะกล่าวถึงอย่างละเอียดต่อไป

Elements ของยุคลิดแก้ไข

 
Euclides, 1703

ที่ต้องนำหนังสือ Elements มากล่าวเป็นกรณีพิเศษก็เนื่องจากว่าเป็นหนังสือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของยุคลิด และได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นตำราที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ เป็นหนังสือที่มีคนอ่านมากที่สุดเป็นลำดับสองรองจากคำภีร์ไบเบิ้ล และถ้าไม่นับรวมคำภีร์ไบเบิ้ลแล้ว อาจกล่าวได้ว่าไม่มีหนังสือเล่มใดจะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์และถูกใช้อย่างกว้างขวางเท่ากับ Elements ว่ากันว่าในทันทีที่หนังสือ Elements ออกมายุคลิดก็ได้รับการกล่าวถึงอย่างชื่นชมอย่างกว้างขวาง ทั้งที่จริง ๆ แล้วยุคลิดมีผลงานออกมาแล้วหลายเล่ม และนับตั้งแต่สมัยของยุคลิดจนกระทั่งถึงสมัยใหม่หากเพียงแต่กล่าวว่าทฤษฎีหรือบทสร้างที่เท่าใด ใน Elements เล่มไหนก็จะสร้างสามารถบอกได้ทันทีว่าทฤษฎีบทหรือบทสร้างนั้นมีใจความว่าอย่างไร

หนังสือ Elements ได้รับการปรับปรุงแก้ไขมากกว่า 1 พันครั้งและเป็นเวลานานกว่า 2 พันปีที่ Elements มีอิทธิพลต่อการสอนวิชาเรขาคณิตในสถาบันการศึกษาทั่วโลก

700 ปีหลังจากที่ยุคลิดได้เขียนหนังสือ Elements ขึ้น ธีออน (Theon, ประมาณ ค.ศ. 390) เป็นผู้ปรับปรุง Elements เป็นท่านแรก หลังจากนั้นก็มีการปรับปรุงอีก จนกระทั่งเริ่มคริสต์ศตวรรษที่ 19 

มีการค้นพบ Elements ที่ห้องสมุดสำนักวาติกัน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นฉบับที่คัดลอกมาจากฉบับที่ปรับปรุงโดยธีออน บทนิยาม สัจพจน์ (ทั้ง Axioms และ Postulates) แตกต่างจากของเดิมบ้าง แต่ทฤษฎีบทและการพิสูจน์ยังคงคล้ายคลึงกับที่ยุคลิดเขียน

การแปล Elements เป็นภาษาละตินครั้งแรกมิได้แปลจากต้นฉบับที่เป็นภาษากรีก แต่แปลจากต้นฉบับที่เป็นภาษาอาหรับ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในสมัยที่อะเล็กซานเดรียเสื่อมลง และตกเป็นส่วนหนึ่งของโรมัน ความรู้ต่าง ๆ ถูกขนย้ายไปอยู่ทีตะวันออกกลาง และที่นั่นเองได้มีการเก็บรักษาความรู้ของชาวกรีกที่อะเล็กซานเดรีย รวมถึงการแปลหนังสือต่าง ๆ จากภาษากรีกเป็นภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นผลดีเพราะเป็นการเก็บรักษาความรู้ของกรีกไว้ตลอดระยะเวลาที่ยุโรปตกอยู่ในยุดมืด (Dark Age) ต่อมาหลังจากพ้นยุคมืดไปแล้วก็ได้มีนักปราชญ์หลายท่านได้แปล Elements จากภาษาอาหรับเป็นภาษาละติน จนกระทั่งปี ค.ศ. 1570 Elements ภาคภาษาอังกฤษฉบับสมบูรณ์ฉบับแรกก็ไดรับการตีพิมพ์ออกมา

ลักษณะสำคัญของหนังสือ Elementsแก้ไข

1. หนังสือ Elements ถือว่าเป็นต้นแบบของระบบคณิตศาสตร์ในปัจจุบัน กล่าวคือในหนังสือ Elements ยุคลิดได้กำหนดข้อตกลงขึ้น 10 ประการ ยุคลิดเรียกข้อตกลง 5 ประการแรกว่าสัจพจน์ (Axioms) หรือคอมมอนโนชั่น (Common Notions) ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เห็นได้จริงโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ในคณิตศาสตร์ทุกแขนง ส่วนข้อตกลง 5 ประการหลังยุคลิดเรียกว่าพอสจูเลต (Postulates) หมายถึงสิ่งที่เห็นได้จริงโดยไม่ต้องพิสูจน์ในทางเรขาคณิต ข้อตกลงดังกล่าวมีดังนี้

A1  สิ่งทั้งหลายที่เท่ากับสิ่งเดียวกัน สิ่งเหล่านั้นย่อมเท่ากัน

A2  สิ่งที่เท่ากัน เมื่อถูกเพิ่มด้วยสิ่งที่เท่ากัน ผลย่อมเท่ากัน

A3  สิ่งที่เท่ากัน เมื่อถูกหักออกด้วยสิ่งที่เท่ากัน ผลย่อมเท่ากัน

A4  สิ่งที่ทุกอย่างร่วมกันย่อมเท่ากัน

A5  ส่วนรวมย่อมใหญ่กว่าส่วนย่อย

P1  ลากเส้นตรงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้

P2  ต่อเส้นตรงที่มีความยาวจำกัดออกไปเรื่อย ๆ

P3  เขียนวงกลมได้เมื่อกำหนดจุดศูนย์กลางและระยะทางใด ๆ

P4  มุมฉากทุกมุมย่อมเท่ากัน

P5  ถ้าเส้นตรงเส้นหนึ่ง ผ่านเส้นตรง 2 เส้น ทำให้มุมภายในที่อยู่ด้านเดียวกันรวมกันน้อยกว่า 2 มุมฉาก แล้วเส้นตรงสองเส้นจะตัดกันทางด้านที่มีมุมรวมกันน้อยกว่า 2 มุมฉาก ถ้าลากเส้นนั้นต่อไปเรื่อยๆ[2]

จากข้อตกลงทั้ง 10 ประการนี้ ยุคลิดสามารถนำไปสร้างทฤษฎีบทได้ 465 ทฤษฎี โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า “การสังเคราะห์” ด้วยการนำบทนิยามหรือทฤษฎีที่รู้แล้ว ประกอบกับการให้เหตุผลเชิงตรรกศาสตร์ ไปสร้างข้อสรุปหรือทฤษฎีบทใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ต่อจากนั้นจึงได้ใช้วิธีการวิเคราะห์พิสูจน์ข้อสรุปหรือทฤษฎีบทเหล่านั้นว่าเป็นจริง

2. ยุคลิดให้นิยามคำศัพท์ทุกคำที่ต้องใช้ในหนังสือ Elements เช่น คำว่าจุด เส้น ระนาบ เป็นต้น

3. การพิสูจน์ที่ปรากฏในหนังสือ Elements ยุคลิดได้พยายามใช้หลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้การพิสูจน์ทฤษฎีบทบางบท จัดได้ว่าเป็นวิธีการให้เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์ที่สละสลวยและสวยงาม จนถือเป็นแบบฉบับมาจนทุกวันนี้ เช่น การพิสูจน์ว่า จำนวนเฉพาะมีจำนวนไม่จำกัด เป็นต้น[3]

หนังสือ Elements มีทั้งหมด 13 เล่ม ซึ่งมีเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรขาคณิต แต่ก็มีการกล่าวถึงพีชคณิต เรขาคณิตเชิงพีชคณิตเบื้องตน และทฤษฎีจำนวนเบื้องต้น เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นผลงานของคนอื่น แต่ทว่ายุคลิดได้นำผลงานของนักปราชญ์คนอื่น ๆ ในสมัยก่อน ๆ มารวบรวมเข้าด้วยกันอย่างมีระบบ และเป็นลำดับเหตุผลต่อเนื่องกัน ซึ่งเนื้อหาของทั้ง 13 เล่ม มีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้

เล่ม 1  ประกอบไปด้วยบทนิยาม 13 นิยาม สัจพจน์ 10 ข้อ ยุคลิดเรียกสัจพจน์ 5 ข้อแรกว่า Postulates และ 5 ข้อหลังเรียกว่า Common notion และทฤษฎีบทอีก 48 ทฤษฎีบท ซึ่งรวมถึงทฤษฎีปีทาโกรัสและบทกลับเอาไว้ด้วย

เล่ม 2  เกี่ยวกับการเปลี่ยนรูป พื้นที่ของรูปต่าง ๆ และพีชคณิตเชิงเรขาคณิตของปีทาโกรัส

เล่ม 3  เป็นทฤษฎีบทเกี่ยวกับวงกลม คอร์ด เส้นสัมผัสวงกลมและการวัดมุมต่าง ๆ

เล่ม 4   เป็นการอภิปรายผลงานของโรงเรียนปีทาโกเรียน เรื่อง การสรางรูปหลายเหลี่ยมด้านเท่าโดยใช้วงเวียนและสันตรง

เล่ม 5 ยุคลิดนำแนวคิดของยูโดซุสมาอธิบายเรื่องทฤษฎีสัดส่วนได้อย่างดีเยี่ยม และนำการประยุกต์ในการหาขนาด ซึ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการค้นพบจำนวนอตรรกยะ

เล่ม 6 นำทฤษฎีสัดส่วนของยูโดซุสมาใช้กับเรขาคณิตในระนาบเกี่ยวกับทฤษฎีบทของรูปสามเหลี่ยมคล้าย

เล่ม 7 ทฤษฎีจำนวน: การจำแนกจำนวนเป็นจำนวนคู่ จำนวนคี่ จำนวนเฉพาะ และจำนวนนสมบูรณ์ (Perfect Number) ตัวหารร่วมมาและตัวคูณร่วมน้อย

เล่ม 8 สัดส่วนต่อเนื่อง

เล่ม 9   เกี่ยวกับทฤษฎีจำนวนต่อจากเล่ม 7 และ 8 ทฤษฎีที่มีชื่อเสียงของเล่มนี้คือ จำนวนเฉพาะมีจำนวนไม่จำกัด

เล่ม 10    เกี่ยวกับเรขาคณิตที่เกี่ยวกับจำนวนอตรรกยะ

เล่ม 11    ความรู้เกี่ยวกับเรขาคณิตสามมิติที่สมนัยกับเล่ม 1

เล่ม 12    เรื่องปริมาตรและทฤษฎีบทของยูโดซุสเกี่ยวกับระเบียบวิธีเกษียณ (Method of exhaustion) ซึ่งเป็นพื้นฐานนำไปสู่เรื่องลิมิต (Limit)

เล่ม 13    เกี่ยวกับการสร้างรูปทรงสามมิติ

ปิดท้าย

แม้ว่ายุคลิดจะไม่ได้เป็นนักคณิตศาสตร์ที่สร้างสรรค์งานทางคณิตศาสตร์ขึ้นใหม่ แต่งานที่เขารวบรวมขึ้นอย่างเป็นระบบ กลับกลายเป็นผลงานที่มีผลกระทบต่อมนุษยชาติมามากกว่า 2000 ปี โดยเฉพาะทางด้านเรขาคณิต จึงไม่น่าแปลกถ้าหากเราไปอ่านหนังสือบางเล่ม จะกล่าวยกย่องว่ายุคลิด คือ บิดาแห่งวิชาเรขาคณิต

[1] ปีที่มีชีวิตอยู่ของนักคณิตศาสตร์ในหนังสือและเอกสารหลายเล่มไม่ตรงกัน ในที่นี่จะยึดตามหนังสือ An Introduction to the History of Mathematics ของ Howard Eves

[2] ถึงกับมีการกล่าวว่าสัจพจน์ข้อนี้เป็นข้อความที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติและพัฒนาการของวิทยาศาสตร์

[3] สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากงานเขียนของ ดร.กิตติกร  นาคประสิทธิ์ และ ผศ.ดร.สาธิต  แซ่จึง เรื่องมีจำนวนเฉพาะอยู่เป็นอนันต์  ในนิตยสาร My Math ตั้งแต่ปีที่ 2 ฉบับ 3 (มีนาคม 2549)

เอกสารประกอบการเรียบเรียง

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน. ภาควิชาคณิตศาสตร์. (2530). ประวัตินักคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: สมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์.

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาศึกษาศาสตร์. (2543). เอกสารการสอนชุดวิชาคณิตศาสตร์ 4 หน่วยที่ 1–8 = Mathematics 4. พิมพ์ครั้งที่ 7. นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัย

ธรรมาธิราช.

ราชบัณฑิตยสถาน. (2540). ศัพท์คณิตศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.

สมพร เรืองโชติวิทย์. (2523). รากฐานเรขาคณิต. กรุงเทพฯ: ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน.

อัควีร์ มัธยมจันทร์. (2544, พฤศจิกายน). “เปิดปูมประวัติคณิตศาสตร์,” อัปเดต. 17(171): 34–37.

Bruno, Leonard C. (1999). Math and Mathematicians: the History of Math Discoveries Around the World. Detroit: U–X–L.

Eves, Haward. (1964). An Introduction to the History of Mathematics. New York: Holt Rinehort and Winston.

O'Connor, J. J. and Robertson, E. F. (Access on September 2002). Euclid of Alexandria (Online). Available: URL http://www-groups.dcs.st-and.ac.uk/~history/Mathematicians/

Euclid.html.

 
ยุคลิดแห่งอเล็กซานเดรีย

ยุคลิด (อังกฤษ: Euclid) หรือ ยุคลิดแห่งอเล็กซานเดรีย เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวกรีกที่มีชีวิตอยู่ประมาณ พ.ศ. 218 ได้กล่าวถึงการหา ห.ร.ม. หรือ ตัวหารร่วมมาก ของจำนวนนับ 2 จำนวนที่มีค่ามากอย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า ขั้นตอนวิธีแบบยุคลิด

หลักฐานและเรื่องราวเกี่ยวกับตัวยูคลิดยังคงสับสน เพราะมีผู้เขียนไว้หลายรูปแบบ อย่างไรก็ตามผลงานเรื่อง The Elements ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้ จากหลักฐานที่สับสนทำให้สันนิษฐานที่เกี่ยวกับยูคลิดมีหลายแนวทาง เช่น ยุคลิดเป็นบุคคลที่เขียนเรื่อง The Element หรือยูคลิดเป็นหัวหน้าทีมนักคณิตศาสตร์ที่อาศัยอยู่ที่อเล็กซานเดรีย และได้ช่วยกันเขียนเรื่อง The Elements อย่างไรก็ดีส่วนใหญ่ก็มั่นใจว่ายูคลิดมีตัวตนจริง และเป็นปราชญ์อัจฉริยะทางด้านคณิตศาสตร์ที่มีชีวิตในยุคกว่า 2,000 ปี

ผลงาน The Elements แบ่งออกเป็นหนังสือได้ 13 เล่ม ใน 6 เล่มแรกเป็นผลงานเกี่ยวกับเรขาคณิต เล่ม 7, 8 และ 9 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีตัวเลข เล่ม 10 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีที่ว่าด้วยจำนวนอตรรกยะ เล่ม 11, 12 และ 13 เกี่ยวข้องกับเรื่องราว รูปเรขาคณิตทรงตัน และปิดท้ายด้วยการกล่าวถึงรูปทรงหลายเหลี่ยม และข้อพิสูจน์เกี่ยวกับรูปทรงหลายเหลี่ยม

ผลงานของยูคลิดเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางมาก และกล่าวกันว่าผลงาน The Elements เป็นผลงานที่ต่อเนื่อง และดำเนินมาก่อนแล้วในเรื่องผลงานของนักคณิตศาสตร์ยุคก่อน เช่น ทาลีส (Thales), ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) และพีธากอรัส อย่างไรก็ตาม หลายผลงานที่มีในหนังสือนี้เป็นที่เชื่อกันว่าเป็นบทพิสูจน์และผลงานของยูคลิดเอง ผลงานของยูคลิดที่ได้รับการนำมาจัดทำใหม่ และตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1482 หลังจากนั้นมีผู้นำมาตีพิมพ์อีกมากมายนับจำนวนครั้งไม่ถ้วน

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 Bruno, Leonard C. (2003) [1999]. Math and Mathematicians: The History of Math Discoveries Around the World. Baker, Lawrence W. Detroit, Mich.: U X L. pp. 125. ISBN 978-0-7876-3813-9. OCLC 41497065.
  2. Ball, pp. 50–62.
  3. Boyer, pp. 100–19.
  4. Macardle, et al. (2008). Scientists: Extraordinary People Who Altered the Course of History. New York: Metro Books. g. 12.

บรรณานุกรมแก้ไข

หนังสืออ่านเพิ่มแก้ไข

  • DeLacy, Estelle Allen (1963). Euclid and Geometry. New York: Franklin Watts.
  • Knorr, Wilbur Richard (1975). The Evolution of the Euclidean Elements: A Study of the Theory of Incommensurable Magnitudes and Its Significance for Early Greek Geometry. Dordrecht, Holland: D. Reidel. ISBN 90-277-0509-7.
  • Mueller, Ian (1981). Philosophy of Mathematics and Deductive Structure in Euclid's Elements. Cambridge, MA: MIT Press. ISBN 0-262-13163-3.
  • Reid, Constance (1963). A Long Way from Euclid. New York: Crowell.
  • Szabó, Árpád (1978). The Beginnings of Greek Mathematics. A.M. Ungar, trans. Dordrecht, Holland: D. Reidel. ISBN 90-277-0819-3.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข


จักรพรรดิยุสตินิอานุสที่ 1แก้ไข

  • จักรพรรดิยุสตินิอานุสที่ 1
  • จัสติเนียนมหาราช
  • นักบุญจัสติเนียน
  • จัสติเนียนที่หนึ่ง
  • Μέγας Ἰουστινιανός
ออกัสตัส
 
ภาพโมเสกในBasilica of San Vitale, ราเวนนา
จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์
ครองราชย์1 สิงหาคม ค.ศ.527 – 14 พฤศจิกายน ค.ศ.565
ร่วมจักรพรรดิ: 1 เมษายน ค.ศ.527–1 สิงหาคม ค.ศ.527
ราชาภิเษก1 สิงหาคม ค.ศ.527
ก่อนหน้าจักรพรรดิจัสตินที่ 1
ถัดไปจักรพรรดิยุสตีนุสที่ 2
ร่วมอุปราชจักรพรรดินีธีโอโดรา
คู่อภิเษกจักรพรรดินีธีโอโดรา
พระราชบุตร
  • บุตรสาวไม่ทราบชื่อ
  • จอห์น (รับเลี้ยง)
  • ธีโอโดรา (รับเลี้ยง)
พระนามเต็ม
Petrus Sabbatius
พระนามเต็ม
Imperator Caesar Flavius Petrus Sabbatius Iustinianus Augustus
ราชวงศ์ราชวงศ์จัสติเนียน
พระราชบิดา
  • Sabbatius
  • Justin I (รับเลี้ยง)
พระราชมารดาVigilantia
ประสูติป. 482
Tauresium, Dardania, จักรวรรดิไบแซนไทน์[1]
สวรรคต14 พฤศจิกายน ค.ศ.565 (83 พรรษา)
คอนสแตนติโนเปิล, จักรวรรดิไบแซนไทน์
ฝังพระศพChurch of the Holy Apostles, คอนสแตนติโนเปิล
ศาสนาChalcedonian Christianity

จักรพรรดิยุสตินิอานุสที่ 1 (ละติน: Flavius Petrus Sabbatius Iustinianus; กรีก: Ἰουστινιανός) เป็นที่รู้จักกันดีในนาม ยุสตินิอานุสมหาราช (อังกฤษ: Justinian the Great; ค.ศ. 482 - 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 565) ทรงเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 แห่ง ราชวงศ์ยุสตินิอานุส ทรงเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ ตั้งแต่ ค.ศ. 527 ถึง ค.ศ. 565

รัชสมัยของพระองค์ถูกทำเครื่องหมายโดยความปรารถนา แต่มีเพียงบางส่วนที่ตระหนักถึง เรโนเวติโออิมเพอร์รี หรือ "การฟื้นฟูจักรวรรดิ"[2] ความปรารถนาเริ่มชัดเจนขึ้นโดยการฟื้นฟูดินแดนของจักรวรรดิโรมันตะวันตกที่ล่มสลายไป [3] เบรีซาอุส แม่ทัพของพระองค์พิชิตราชอาณาจักรแวนดัลได้อย่างรวดเร็ว ต่อมา เบรีซาอุส นาเซเรส และนายพลคนอื่น ๆ พิชิตราชอาณาจักรออสโตรกอท และฟื้นฟูแดลเมเชีย ซิซิลี อิตาลี และโรม กลับมาสู่จักรวรรดิหลังอยู่ใต้การปกครองของออสโตรกอทมานานกว่าครึ่งศตวรรษ The praetorian prefect Liberius reclaimed the south of the Iberian peninsula, establishing the province of Spania. These campaigns re-established Roman control over the western Mediterranean, increasing the Empire's annual revenue by over a million solidi.[4] During his reign, Justinian also subdued the Tzani, a people on the east coast of the Black Sea that had never been under Roman rule before.[5] He engaged the Sasanian Empire in the east during Kavad I's reign, and later again during Khosrow I's; this second conflict was partially initiated due to his ambitions in the west.

A still more resonant aspect of his legacy was the uniform rewriting of Roman law, the Corpus Juris Civilis, which is still the basis of civil law in many modern states.[6] His reign also marked a blossoming of Byzantine culture, and his building program yielded works such as the Hagia Sophia. He is called "Saint Justinian the Emperor" in the Eastern Orthodox Church.[7] Because of his restoration activities, Justinian has sometimes been known as the "Last Roman" in mid-20th century historiography.[8]

อ้างอิงแก้ไข

  1. History of the Later Roman Empire from Arcadius to Irene, Volume 2, J. B. Bury, Cosimo, Inc., 2008, ISBN 1605204056, p. 7.
  2. J. F. Haldon, Byzantium in the seventh century (Cambridge, 2003), 17–19.
  3. On the western Roman Empire, see now H. Börm, Westrom (Stuttgart 2013).
  4. "History 303: Finances under Justinian". Tulane.edu. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 9 March 2008. สืบค้นเมื่อ 14 November 2012.
  5. Evans, J. A. S., The Age of Justinian: the circumstances of imperial power. pp. 93–94
  6. John Henry Merryman and Rogelio Pérez-Perdomo, The Civil Law Tradition: An Introduction to the Legal Systems of Europe and Latin America, 3rd ed. (Stanford: Stanford University Press, 2007), pp. 9–11.
  7. "St. Justinian the Emperor". Orthodox Church in America (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 25 November 2017.
  8. For instance by George Philip Baker (Justinian, New York 1938), or in the Outline of Great Books series (Justinian the Great).

ประเทศแก้ไข

ราชอาณาจักรนาโปลี (นโปเลียน)แก้ไข

ราชอาณาจักรนาโปลี

Regno di Napoli  (อิตาลี)
Regno 'e Napule  (นาโปลี)
Royaume de Naples  (ฝรั่งเศส)
ค.ศ. 1806–ค.ศ. 1815
ธงชาติ
ตราแผ่นดิน
 
สถานะรัฐบริวารของจักรวรรดิฝรั่งเศส
เมืองหลวงนาโปลี
ภาษาทั่วไปอิตาลี, นาโปลี, ฝรั่งเศส
การปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์
พระมหากษัตริย์ 
• ค.ศ. 1806–1808
พระเจ้าโฌแซ็ฟที่ 1
• ค.ศ. 1808–1815
ฌออากีม–นโปเลียน
ยุคประวัติศาสตร์สงครามนโปเลียน
• ประกาศก่อตั้ง
30 มีนาคม ค.ศ. 1806
• โฌแซ็ฟ โบนาปาร์ต เสด็จสู่นาโปลี
15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1806
10 มีนาคม ค.ศ. 1806
• ฌออากีม มูว์รา มาแทนที่โฌแซ็ฟ
1 สิงหาคม ค.ศ. 1808
3 พฤษภาคม ค.ศ. 1815
9 มิถุนายน ค.ศ. 1815
ก่อนหน้า
ถัดไป
  ราชอาณาจักรนาโปลี
ราชอาณาจักรซิซิลีทั้งสอง  
 
Civil ensign

ราชอาณาจักรนาโปลี (อิตาลี: Regno di Napoli; นาโปลี: Regno 'e Napule; ฝรั่งเศส: Royaume de Naples) หรือ ราชอาณาจักรเนเปิลส์ (อังกฤษ: Kingdom of Naples) เป็นรัฐบริวารของฝรั่งเศส เมื่อพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ที่ 4 และ 7 แห่งนาโปลีและซิซิลี แห่งราชวงศ์บูร์บง อยู่ฝ่ายของสหสัมพันธมิตร ต่อกรกับจักรพรรดินโปเลียน และผลลัพธ์ในทางกลับกันคือพระองค์ถูกขับไล่ออกจากราชอาณาจักรโดยการรุกรานของฝรั่งเศส โฌแซ็ฟ โบนาปาร์ต พี่ชายของจักรพรรดินโปเลียน ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระมหากษัตริย์แห่งนาโปลี แทนที่พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ โฌแซ็ฟได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "เจ้าชายแห่งนาโปลี" เพื่อเป็นมรดกแก่ลูกหลานของโฌแซ็ฟ เมื่อโฌแซ็ฟกลายเป็นพระมหากษัตริย์แห่งสเปนใน ค.ศ. 1808 นโปเลียนแต่งตั้งน้องเขยของเขา ฌออากีม มูว์รา ให้ขึ้นมาเป็นพระมหากษัตริย์แทน ภายหลังมูว์ราโดนถอดถอนโดยการประชุมใหญ่แห่งเวียนนา ใน ค.ศ. 1815 ภายหลังปะทะกับจักรวรรดิออสเตรียในสงครามนาโปลี ซึ่งเขาได้รับความปราชัยอย่างเด็ดขาดในยุทธการตูแร็งติโน

ถึงแม้ว่าพระมหากษัตริย์ของนโปเลียน จะมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า พระมหากษัตริย์แห่งนาโปลีและซิซิลี ก็ตาม แต่การที่บริเตนมีอำนาจในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น ทำให้ฝรั่งเศสไม่สามารถเข้าควบคุมดินแดนซิซิลี ที่ซึ่งพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ได้หลบหนีไป และอำนาจของจักรวรรดิฯ ถูกจำกัดขอบเขตอยู่ในราชอาณาจักรนาโปลีบนแผ่นดินใหญ่อยู่อย่างเพียงลำพัง ในขณะที่พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ ยังคงพำนักอยู่และได้ปกครองดินแดนของราชอาณาจักรซิซิลี

ด้วยจิตวิญญาณแห่งการปรับปรุงให้ทันสมัยในสมัยของการปฏิวัติฝรั่งเศส ระบอบการปกครองโฌแซ็ฟและมูว์รา จึงได้ดำเนินแผนงานการปฏิรูปอย่างกว้างขว้าง ต่อองค์กรและโครงสร้างของราชอาณาจักรศักดินาโบราณ ในวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1806 ได้มีการยกเลิกระบบศักดินา และสิทธิ์และอภิสิทธิ์ทั้งหมดของชนชั้นขุนนางถูกยกเลิก[1] การเก็บภาษีที่นาก็ได้สิ้นสุดลง และการจัดเก็บภาษีทั้งหมด ก็ค่อย ๆ ถูกควบคุมจากส่วนกลางโดยตรง ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้นำผู้รับจ้างออกจากระบบการจัดเก็บภาษี และชดเชยผู้ที่สูญเสียอภิสิทธิ์ของการเก็บภาษีจากระบบศักดินาด้วยพันธบัตร[2] ระบบไฟถนนสาธารณะระบบแรก ซึ่งจำลองมาจากกรุงปารีส ก็ถูกติดตั้งในเมืองนาโปลีในรัชสมัยของโฌแซ็ฟ เช่นกัน

ราชอาณาจักรนี้ยังคงมีความรู้สึกต่อต้านศาสนา ซึ่งเคยอยู่ในสมัยของการปฏิวัติ ทรัพย์สินของคริสตจักรถูกยึดและถูกขายทอดตลาดเป็นเบียงนาฌูนู (เพื่อเป็นการชดเชยการสูญเสียสิทธิ์ของขุนนาง ขุนนางจะได้รับหนังสือรับรอง ซึ่งสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินดังกล่าวได้) อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าอสังหาริมทรัพย์ของคริสตจักรจะถูกขายทั้งหมดภายในทันที with some retained to support charitable and educational foundations.[3] Most monastic orders were also suppressed and their funds transferred to the royal treasury, however, although both the Benedictines and Jesuits were dissolved, Joseph preserved the Franciscans.[4]

In 1808 Joachim Murat, husband of Napoleon's sister Caroline, was granted the crown of Naples by the Emperor after Joseph had reluctantly accepted the throne of Spain. Murat joined Napoleon in the disastrous campaign of 1812 and, as Napoleon's downfall unfolded, increasingly sought to save his own kingdom. Opening communications with the Austrians and British, Murat signed a treaty with the Austrians on January 11, 1814 in which, in return for renouncing his claims to Sicily and providing military support to the Allies in the war against his former Emperor, Austria would guarantee his continued possession of Naples.[5] Marching his troops north, Murat's Neapolitans joined the Austrians against Napoleon's stepson, Eugene de Beauharnais, Viceroy of the Kingdom of Italy. After initially opening secret communications with Eugene to explore his options of switching sides again, Murat finally committed to the allied side and attacked Piacenza.[6] Upon Napoleon's abdication on 11 April 1814 and Eugene's armistice, Murat returned to Naples, however his new allies trusted him little and he became convinced that they were about to depose him. Upon Napoleon's return in 1815, Murat struck out from Rimini at the Austrian forces in northern Italy, in what he considered a pre-emptive attack. The powers at the Congress of Vienna assumed he was in concert with Napoleon, but this was in fact the opposite of the truth, as Napoleon was then seeking to secure recognition of his return to France through promises of peace, not war. On 2 April Murat entered Bologna without a fight, but soon he was in headlong retreat as the Austrians crossed the Po at Occhiobello and his Neapolitan forces disintegrated at the first sign of a skirmish. Murat withdrew to Cesena, then Ancona, then Tolentino.[7] At the Battle of Tolentino on 3 May 1815 the Neapolitan army was swept aside and, though Murat escaped to Naples, his position was irrecoverable and he soon continued his flight, leaving Naples for France. Ferdinand IV & VI was soon restored and the Napoleonic kingdom came to an end. The Congress of Vienna confirmed Ferdinand in possession of both his ancient kingdoms, Naples and Sicily, but under the new unified title of King of the Two Sicilies, which would survive until 1861.

อ้างอิงแก้ไข

  1. Procacci, 266.
  2. Connelly, 80.
  3. Connelly, 81.
  4. Connelly, 78.
  5. Connelly, 304.
  6. Connelly, 310.
  7. Connelly, 323.

ราชอาณาจักรอิตาลี (นโปเลียน)แก้ไข

ราชอาณาจักรอิตาลี

Regno d'Italia
Royaume d'Italie
ค.ศ. 1805–ค.ศ. 1814
ธงชาติ
ตราแผ่นดิน
 
ราชอาณาจักรอิตาลีใน ค.ศ. 1812
สถานะรัฐร่วมประมุขร่วมกับจักรวรรดิฝรั่งเศส
เมืองหลวงมิลาน
ภาษาทั่วไปอิตาลี, ฝรั่งเศส
การปกครองราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
พระมหากษัตริย์ 
• ค.ศ. 1805–1814
นโปเลียนที่ 1
อุปราช 
• ค.ศ. 1805–1814
เออแฌน เดอ โบอาร์แน
สภานิติบัญญัติสภาที่ปรึกษา
ยุคประวัติศาสตร์สงครามนโปเลียน
17 มีนาคม ค.ศ. 1805
19 มีนาคม ค.ศ. 1805
23 พฤษภาคม ค.ศ. 1805
26 ธันวาคม ค.ศ. 1805
8 กุมภาพันธ์ 1814
11 เมษายน ค.ศ. 1814
30 พฤษภาคม ค.ศ. 1814
สกุลเงินลีราอิตาลี
ก่อนหน้า
ถัดไป
  จักรวรรดิฝรั่งเศสที่หนึ่ง
  สาธารณรัฐอิตาลี
  มณฑลเวเนเซีย
  รัฐสันตะปาปา
  สาธารณรัฐโนลี
  สาธารณรัฐรกูซา
ราชอาณาจักรลอมบาร์เดีย-เวนิส  
ราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย  
ดัชชีโมเดนาและเรจโจ  
รัฐสันตะปาปา  

ราชอาณาจักรอิตาลี (อิตาลี: Regno d'Italia หรือ Regno Italico, ฝรั่งเศส: Royaume d'Italie) เป็นราชอาณาจักรที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี (ก่อนหน้านี้คือสาธารณรัฐอิตาลี) โดยเป็นรัฐร่วมประมุขร่วมกับฝรั่งเศส ภายใต้การปกครองของนโปเลียนที่ 1 ราชอาณาจักรนี้ได้รับอิทธิพลอย่างเต็มเปี่ยมมาจากการปฏิวัติฝรั่งเศส และสิ้นสุดลงด้วยความปราชัยและการล่มสลายของนโปเลียน รัฐบาลของราชอาณาจักรถูกแต่งตั้งโดยนโปเลียนที่ 1 ในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งอิตาลี และได้แต่งตั้ง เออแฌน เดอ โบอาร์แน พระราชโอรสบุญธรรมของพระองค์ เป็นอุปราชแทนพระองค์ It covered Savoy and the modern provinces of Lombardy, Veneto, Emilia-Romagna, Friuli Venezia Giulia, Trentino, South Tyrol, and Marche. Napoleon I also ruled the rest of northern and central Italy in the form of Nice, Aosta, Piedmont, Liguria, Tuscany, Umbria, and Lazio, but directly as part of the French Empire, rather than as part of a vassal state.

ราชอาณาจักรอิตาลีเกิดขึ้นจากสาธารณรัฐอิตาลีที่มีนโปเลียนเป็นประธานาธิบดีได้รับการประกาศให้เป็นราชอาณาจักรโดยมีนโปเลียนเป็นพระมหากษัตริย์และ เออแฌน เดอ โบอาร์เนส์ (Eugène de Beauharnais) เป็นอุปราช นโปเลียนทรงได้รับการสวมมงกุฎเป็นกษัตริย์ที่มหาวิหารมิลาน[1]ด้วยมงกุฎเหล็กแห่งลอมบาร์ดี

รัฐธรรมนูญแก้ไข

กองทัพแก้ไข

ดูบทความหลักที่: กองทัพนโปเลียนอิตาลี

การล่มสลายแก้ไข

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. CATHOLIC ENCYCLOPEDIA: Milan[1]

หนังสืออ่านเพิ่มแก้ไข

  • Connelly, Owen. Napoleon's Satellite Kingdoms (1965)
  • Gregory, Desmond. Napoleon's Italy (2001)
  • Rath, R. John. The Fall of the Napoleonic Kingdom of Italy (1814) (1941)

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

อื่นๆแก้ไข

ราชวงศ์โบนาปาร์ตแก้ไข

Phaisit16207/ทดลองเขียน 2
 
พระราชอิสริยยศ
ปกครอง
เชื้อชาติอิตาลี, คอร์ซิกา, ฝรั่งเศส
สาขาสายเจ้าชายคานิโน
สายเจ้าชายนโปเลียน
ผู้นำสกุลองค์ปัจจุบันผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์:
ชาร์ล & ฌ็อง-คริสตอฟ นโปเลียน
สถาปนาค.ศ. 1804
สิ้นสุดค.ศ. 1815, ค.ศ. 1870
ประเทศฝรั่งเศส
 

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ:
ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส



ประเทศอื่นๆ · แผนที่

ราชวงศ์โบนาปาร์ต (ฝรั่งเศส: Maison de Bonaparte) เป็นราชวงศ์สุดท้าย ที่ปกครองฝรั่งเศส สถาปนาขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1804 โดย จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 และราชวงศ์นี้ในรัชสมัยจักรพรรดินโปเลียนได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง แต่หลังจากที่พ่ายแพ้ในยุทธการที่วอเตอร์ลูในปี ค.ศ. 1815 จักรพรรดินโปเลียนก็ทรงถูกบังคับให้สละราชสมบัติ โดยก่อนหน้านั้นประเทศใกล้เคียงก็ได้มีสมาชิกราชสกุลโบนาปาร์ตไปปกครอง แต่หลังจากนโปเลียนลงจากราชบัลลังก์ กษัตริย์ในประเทศที่มีเชื้อพระวงศ์โบนาปาร์ตปกครองก็สละราชสมบัติและถูกเนรเทศไปจนหมดสิ้น

หลังจากนโปเลียนถูกเนรเทศไปเกาะเอลบาได้ไม่นานก็ทรงรวบรวมกำลังทหารขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับหนีออกจากเกาะเอลบาและกลับมาปกครองฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่ปกครองได้เพียง 100 วันก็ทรงถูกบังคับให้สละราชสมบัติอีกครั้งและถูกส่งตัวไปยังเกาะเซนต์เฮเลนา และสวรรคตที่เกาะนี้เมื่อปี ค.ศ. 1821 หลังจากนั้นราชสกุลโบนาปาร์ตก็เงียบหายไปจนถึงปี ค.ศ. 1848 หลุยส์ นโปเลียน โบนาปาร์ต พระราชนัดดาในพระเจ้านโปเลียนที่ 1 ก็ได้เป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนแรก ต่อมาหลังจากดำรงตำแหน่ง ครบ 4 ปี ก็ประกาศสถาปนาตนเองขึ้นเป็น จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ในปี ค.ศ. 1852 และครองราชย์อยู่ 18 ปีก็สละราชสมบัติในปี ค.ศ. 1870 เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์โบนาปาร์ตและสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ที่ปกครองฝรั่งเศสมายาวนาน

พระนามแบ่งตามอิสริยยศแก้ไข

จักรพรรดิแห่งฝรั่งเศสแก้ไข

กษัตริย์แห่งฮอลแลนด์แก้ไข

กษัตริย์แห่งเนเปิลส์แก้ไข

กษัตริย์แห่งเวสต์ฟาเลียแก้ไข

กษัตริย์แห่งสเปนแก้ไข

แกรนด์ดัชเชสทัสคานีแก้ไข

รายชื่อของผู้นำราชวงศ์โบนาปาร์ต (ตั้งแต่ 1852)แก้ไข

พิพาทตั้งแต่ปี 1997:

ผังราชวงศ์โบนาปาร์ตแก้ไข

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
คาร์โล โบนาปาร์ต
(1746–1785)
 
เลติเซีย ราโมลิโน
(1750–1836)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
3
 
 
1
 
 
 
 
 
2
 
 
 
 
 
 
 
 
5
 
4
 
6
 
7
 
 
 
 
 
8
 
ลูว์เซียง โบนาปาร์ต
(1775–1840)
m.(2) Alexandrine de Bleschamp
 
 
โฌแซ็ฟ โบนาปาร์ต
(1768–1844)
m. Julie Clary
 
มารี หลุยส์ แห่งออสเตรีย
(1791–1847)
 
นโปเลียนที่ 1
(1769–1821)
 
โฌเซฟีน เดอ โบอาร์แน
(1763–1814)
 
อาแล็กซ็องดร์ เดอ โบอาร์แน
(1760–1794)
 
 
 
 
 
เอลิซา โบนาปาร์ต
(1777–1820)
m. Félix Baciocchi
 
พอลลีน โบนาปาร์ต
(1780–1825)
m.(1) Charles Leclerc
m.(2) Camillo Borghese
 
แคโรไลน์ โบนาปาร์ต
(1782–1839)
m. ฌออากีม มูว์รา
 
Betsy Patterson
(1785–1879)
 
เจโรม โบนาปาร์ต
(1784–1860)
 
Catharina of Württemberg
(1783–1835)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นโปเลียนที่ 2
(1811–1832)
 
 
เออแฌน เดอ โบอาร์แน
(1781–1824)
m. ออกัสตา แห่งบาวาเรีย
 
ออร์ต็องส์ เดอ โบอาร์แน
(1783–1837)
 
หลุยส์ โบนาปาร์ต
(1778–1846)
 
บุตร 4 คน
 
 
 
 
 
มูรัตชิลล์
(1801–1847)
m. Catherine Willis Gray
 
 
เจโรม นโปเลียน โบนาปาร์ต
(1805–1870)
m. Susan May Williams
 
เจโรม โบนาปาร์ต ชาร์ล โบนาปาร์ต
(1814–1847)
 
แมธิลด์ โบนาปาร์ต
(1820–1904)
m. อนาตอลี เดมีดอฟ เจ้าชายแห่งซันโดนาโต
 
เจ้าชายนโปเลียน โบนาปาร์ต
(1822–1891)
m. Marie Clothilde of Savoy
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชาร์ล ลูว์เซียง โบนาปาร์ต
(1803–1857)
 
Zénaïde Bonaparte
(1801–1854)
 
ฌูลี โฌเซฟีน โบนาปาร์ต
(b.&d. 1796)
 
ชาร์ลอตต์ โบนาปาร์ต
(1802–1839)
 
นโปเลียน หลุยส์ โบนาปาร์ต
(1804–1831)
 
นโปเลียน ชาร์ล โบนาปาร์ต
(1802–1807)
 
นโปเลียนที่ 3
(1808–1873)
m.เออแฌนี เดอ มอนติโจ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เจโรม นโปเลียน โบนาปาร์ตที่ 2
(1830–1893)
m. Caroline Edgar
 
ชาร์ล โบนาปาร์ต
(1851–1921)
m. Ellen Channing Day
 
นโปเลียนที่ 5 วิคเตอร์
(1862–1926)
m. เคลเมนทีนแห่งเบลเยียม
 
นโปเลียน หลุยส์ โฌแซ็ฟ เจโรม โบนาปาร์ต
(1864–1932)
 
มาเรีย เลติเซีย โบนาปาร์ต
(1866–1926)
m. Amadeo of Savoy
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
โฌแซ็ฟ ลูว์เซียง โบนาปาร์ต
(1824–1865)
 
พระคาร์ดินัล ลูว์เซียง โบนาปาร์ต
(1828–1895)
 
นโปเลียน ชาร์ล โบนาปาร์ต
(1839–1899)
 
และอีก 10 คน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นโปเลียนที่ 4 เออแฌน
(1856–1879)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Marie Clothilde Bonaparte
(1912–1996)
 
นโปเลียนที่ 6 หลุยส์
(1914–1997)
m. Alix de Foresta
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Zénaïde Bonaparte
(1860–1862)
 
แมรี่ โบนาปาร์ต
(1870–1947)
 
ยูจิเนีย โบนาปาร์ต
(1872–1949)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นโปเลียนที่ 7 ชาร์ล
(b. 1950)
 
แคเธอรีน อลิซาเบธ โบนาปาร์ต
(b. 1950)
 
Laure Clémentine Bonaparte
(b. 1952)
 
เจโรม ซาเวียร์ โบนาปาร์ต
(b. 1957)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แคโรไลน์ โบนาปาร์ต
(b. 1980)
 
ฌ็อง คริสต็อฟ นโปเลียน
(b. 1986)
 
โซฟี แคโรไลน์ โบนาปาร์ต
(b. 1992)

ตราอาร์มแก้ไข

ดนตรีแก้ไข

ฮิมนุสแก้ไข

ฮิมนุส
English: Hymn
 
โน๊ตเพลง
ชื่ออื่นIsten, áldd meg a Magyart
English: God, bless the Hungarians
A magyar nép zivataros századaiból
อังกฤษ: From the stormy centuries of the Hungarian people
เนื้อร้องแฟเร็กค์ โกลซเลย์, ค.ศ. 1845
ทำนองแฟเร็กค์ แอเครล, ค.ศ. 1845
รับไปใช้ค.ศ. 1845 (โดยพฤตินัย)
ค.ศ. 1949 (โดยสาธารณรัฐประชาชนฮังการี)
ค.ศ. 1989 (โดยนิตินัย)
ตัวอย่างเสียง
"ฮิมนุส" (บรรเลง)
 
โน๊ตเพลงต้นฉบับของฮิมนุส

ฮิมนุส (ฮังการี: Himnusz; Hymn; ออกเสียง: [ˈhimnus]) เป็นเพลงชาติของประเทศฮังการี[4] เนื้อเพลงถูกเขียนโดยนักกวี แฟเร็กค์ โกลซเลย์ ใน ค.ศ. 1823 และประพันธ์โดยนักประพันธ์เพลงโรแมนติก แฟเร็กค์ แอเครล ใน ค.ศ. 1844 แต่แรกเริ่มเป็นบทกวีที่มีชื่อว่า "A magyar nép zivataros századaiból" (จากศตวรรษแห่งความสับสนวุ่นวายของฮังการี) ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงอยู่ว่า ชื่อรองนี้ถูกเพิ่มอย่างชัดเจนเพื่อให้บทกวีนี้ผ่านการตรวจสอบโดยทางการของฮาพส์บวร์คหรือไม่[ต้องการอ้างอิง] เป็นเพลงชาติโดยพฤตินัย ของราชอาณาจักรฮังการี ใน ค.ศ. 1844 และได้รับการลงมติยอมรับอย่างเป็นทางการว่า เป็นเพลงชาติของสาธารณรัฐฮังการีที่สาม ใน ค.ศ. 1989

เนื้อเพลงของ "ฮิมนุส" เป็นการภาวนา ที่มีการขึ้นต้นด้วยคำว่า Isten, áldd meg a magyart (  ออกเสียง ) (พระเจ้าคุ้มครองชาวฮังการี)

ประวัติแก้ไข

ถึงแม้ว่าโกลซเลย์ จะแต่งบทกวีเสร็จในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1823 แต่กลับได้รับการเผยแพร่เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1829 ในบทละครเรื่อง"ออโรรา" ของ เกโรลี กิสฟัลลูนดี โดยไม่มีคำบรรยาย ถึงแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารต้นฉบับก็ตาม ต่อมาจึงปรากฏในการสะสมผลงานของโกลซเลย์ ใน ค.ศ. 1832 และในครั้งนี้ได้มาพร้อมกับคำบรรยาย[5] การแข่งขันสำหรับนักประพันธ์เพลง เพื่อสร้างบทกวีที่เหมาะสม สำหรับการขับร้องโดยสาธารณชน ได้จัดขึ้นในปี ค.ศ. 1844 และผู้เข้าแข่งขันอย่างแอเครล ได้เป็นผู้ชนะ ฉบับของเขาได้รับการแสดงเป็นครั้งแรก ในโรงละครแห่งชาติในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1844 ต่อหน้าผู้ชมเป็นจำนวนมาก และในวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1844 ในการเดินทางเป็นครั้งแรก ของเรือกลไฟสเกเชยี (Széchenyi) โดยในช่วงปลายคริสตทศวรรษที่ 1850 จึงจะเป็นเรื่องปกติที่จะขับร้อง "ฮิมนุส" ในวาระพิเศษ ร่วมกับ สโกโซท ของโกวโกรสมาร์เทีย หรืออาจจะเป็นการร้องเพลงแบบเดี่ยว[5]

ในช่วงต้นคริสตทศวรรษที่ 1900 สมาชิกของรัฐสภาฮังการีหลายคน ได้เสนอให้สถานภาพของฮิมนุส เป็นเพลงชาติของฮังการีภายในทางการของ ออสเตรีย-ฮังการี แต่ความพยายามของพวกเขา ไม่เคยได้รับการสนับสนุนเพียงพอ ที่จะให้ผ่านกฎหมายดังกล่าว[6] ต่อมาในคริสต์ทษวรรษที่ 1950 ราโกชีได้วางแผนที่จะแทนที่เพลงชาติด้วยเพลงใหม่ที่เหมาะสมต่ออุดมการณ์คอมมิวนิสต์ แต่นักประพันธ์เนื้อร้องและนักประพันธ์เพลงที่เขาคิดไว้สำหรับงานนี้อย่าง อิลเยชต์และโกดราย ได้ปฏิเสธทั้งคู่[7] จนกระทั่ง ค.ศ. 1989 ฮิมนุสในฉบับที่ถูกปรับปรุงจากฉบับของแอเครล ก็ถูกรับยอมรับอย่างเป็นทางการว่า เป็นเพลงชาติของฮังการี by being mentioned as such in the Constitution of Hungary.[5][6]

การใช้อย่างเป็นทางการแก้ไข

The public radio station Kossuth Rádió plays Himnusz at ten minutes past midnight each day at the close of transmissions in the AM band, as do the state TV channels at the end of the day's broadcasts. Himnusz is also traditionally played on Hungarian television at the stroke of midnight on New Year's Eve.

Alternate anthemsแก้ไข

"Szózat" (Appeal), which begings with the words "Hazádnak rendületlenül légy híve, óh magyar" (To your homeland be faithful steadfastly, O Hungarian) enjoys a social status nearly equal to that of "Himnusz", even though only "Himnusz" is mentioned in the Constitution of Hungary. Traditionally, "Himnusz" is sung at the beginning of ceremonies, and "Szózat" at the end. Recognition is also given to the "Rákóczi March", a short wordless piece (composer unknown, but sometimes attributed to János Bihari and Franz Liszt) which is often used on state military occasions; and the poem Nemzeti dal written by Sándor Petőfi.

Recognition is also given to the "Rákóczi March", a short wordless piece which is often used on state military occasions; and the poem "Nemzeti dal" written by Sándor Petőfi.

Another popular song is the "Székely Himnusz", an unofficial ethnic anthem of the Hungarian-speaking Szekler living in Eastern Transylvania and the Székely Land.

เนื้อเพลงแก้ไข

บทแรกจะถูกขับร้องในพิธีการที่เป็นทางการ

บทร้องภาษาฮังการี
(แฟเร็กค์ โกลซเลย์, ค.ศ. 1823)
คำแปลภาษาอังกฤษ
(วิลเลี่ยม โลเอล, ค.ศ. 1881)
การถอดเสียงตามสัทอักษรสากล

Isten, áldd meg a magyart
Jó kedvvel, bőséggel,
Nyújts feléje védő kart,
Ha küzd ellenséggel;
Bal sors akit régen tép,
Hozz rá víg esztendőt,
Megbűnhődte már e nép
A múltat s jövendőt!

Őseinket felhozád
Kárpát szent bércére,
Általad nyert szép hazát
Bendegúznak vére.
S merre zúgnak habjai
Tiszának, Dunának,
Árpád hős magzatjai
Felvirágozának.

Értünk Kunság mezein
Ért kalászt lengettél,
Tokaj szőlővesszein
Nektárt csepegtettél.
Zászlónk gyakran plántálád
Vad török sáncára,
S nyögte Mátyás bús hadát
Bécsnek büszke vára.

Hajh, de bűneink miatt
Gyúlt harag kebledben,
S elsújtád villámidat
Dörgő fellegedben,
Most rabló mongol nyilát
Zúgattad felettünk,
Majd töröktől rabigát
Vállainkra vettünk.

Hányszor zengett ajkain
Ozmán vad népének
Vert hadunk csonthalmain
Győzedelmi ének!
Hányszor támadt tenfiad
Szép hazám, kebledre,
S lettél magzatod miatt
Magzatod hamvvedre!

Bújt az üldözött, s felé
Kard nyúlt barlangjában,
Szerte nézett s nem lelé
Honját a hazában,
Bércre hág és völgybe száll,
Bú s kétség mellette,
Vérözön lábainál,
S lángtenger fölette.

Vár állott, most kőhalom,
Kedv s öröm röpkedtek,
Halálhörgés, siralom
Zajlik már helyettek.
S ah, szabadság nem virúl
A holtnak véréből,
Kínzó rabság könnye hull
Árvánk hő szeméből!

Szánd meg Isten a magyart
Kit vészek hányának,
Nyújts feléje védő kart
Tengerén kínjának.
Bal sors akit régen tép,
Hozz rá víg esztendőt,
Megbűnhődte már e nép
A múltat s jövendőt!

O, my God, the Magyar bless
With Thy plenty and good cheer!
With Thine aid his just cause press,
Where his foes to fight appear.
Fate, who for so long did'st frown,
Bring him happy times and ways;
Atoning sorrow hath weighed down
Sins of past and future days.

By Thy help our fathers gained
Kárpát's proud and sacred height;
Here by Thee a home obtained
Heirs of Bendegúz, the knight.
Where'er Danube's waters flow
And the streams of Tisza swell
Árpád's children, Thou dost know,
Flourished and did prosper well.

For us let the golden grain
Grow upon the fields of Kún,
And let nectar's silver rain
Ripen grapes of Tokay soon.
Thou our flags hast planted o'er
Forts where once wild Turks held sway;
Proud Vienna suffered sore
From King Mátyás' dark array.

But, alas! for our misdeed,
Anger rose within Thy breast,
And Thy lightnings Thou did'st speed
From Thy thundering sky with zest.
Now the Mongol arrow flew
Over our devoted heads;
Or the Turkish yoke we knew,
Which a free-born nation dreads.

O, how often has the voice
Sounded of wild Osman's hordes,
When in songs they did rejoice
O'er our heroes' captured swords!
Yea, how often rose Thy sons,
My fair land, upon Thy sod,
And Thou gavest to these sons,
Tombs within the breast they trod!

Though in caves pursued he lie,
Even then he fears attacks.
Coming forth the land to spy,
Even a home he finds he lacks.
Mountain, vale – go where he would,
Grief and sorrow all the same –
Underneath a sea of blood,
While above a sea of flame.

'Neath the fort, a ruin now,
Joy and pleasure erst were found,
Only groans and sighs, I trow,
In its limits now abound.
But no freedom's flowers return
From the spilt blood of the dead,
And the tears of slavery burn,
Which the eyes of orphans shed.

Pity, God, the Magyar, then,
Long by waves of danger tossed;
Help him by Thy strong hand when
He on grief's sea may be lost.
Fate, who for so long did'st frown,
Bring him happy times and ways;
Atoning sorrow hath weighed down
All the sins of all his days.

[ˈiʃtɛn aːld mɛg ɒ ˈmɒɟɒrt]
[joː ˈkɛdvɛl ˈbøːʃeːgːɛl]
[ɲuːjtʃ ˈfɛleːjɛ ˈveːdøː kɒrt]
[hɒ kyzd ˈɛlːɛnʃeːgːɛl]
[bɒl ʃorʃ ˈɒkit ˈreːgɛn teːp]
[hozː raː viːg ˈɛstɛndøːt]
[ˈmɛgbyːnhøːtːɛ maːr ɛ neːp]
[ɒ ˈmuːltɒt ˈʃjøvɛndøːt]
 
[ˈøːʃɛiŋkɛt ˈfɛlhozaːd]
[ˈkaːrpaːt sɛnd ˈbeːrtseːrɛ]
[ˈaːltɒlɒd ɲɛrt seːp ˈhɒzaːt]
[ˈbɛndɛguːznɒg ˈveːrɛ]
[ˈʃmɛrːɛ ˈzuːgnɒk ˈhɒbjɒi]
[ˈtisaːnɒg ˈdunaːnɒk]
[ˈaːrpaːt høːʃ ˈmɒgsɒcːɒi]
[ˈfɛlviraːgozaːnɒk]
 
[ˈeːrtyŋk ˈkunʃaːg ˈmɛzɛin]
[eːrt ˈkɒlaːst ˈlɛŋgɛtːeːl]
[ˈtokɒj ˈsøːløːvɛsːɛin]
[ˈnɛktaːrt ˈtʃɛpɛktɛtːeːl]
[ˈzaːsloːɲɟ ˈɟɒkrɒm ˈplaːntaːlaːd]
[vɒt ˈtørøk ˈʃaːntsaːrɒ]
[ˈʃɲøktɛ ˈmaːcaːʒ buːʃ ˈhɒdaːt]
[ˈbeːtʃnɛg ˈbyskɛ ˈvaːrɒ]
 
[hɒjh dɛ ˈbynɛiŋk ˈmiɒtː]
[ɟuːlt ˈhɒrɒk ˈkɛblɛdbɛn]
[ˈʃɛlʃuːjtaːd ˈvilːaːmidɒt]
[ˈdørgøː ˈfɛlːɛgɛdbɛn]
[moʃt ˈrɒbloː ˈmoŋgol ˈɲilaːt]
[ˈzuːgɒtːɒt ˈfɛlɛtːyŋk]
[mɒjt ˈtørøktøːl ˈrɒbigaːt]
[ˈvaːlːɒiŋkrɒ ˈvetːyŋk]
 
[ˈhaːɲsor ˈzɛŋgɛtː ˈɒjkɒin]
[ˈozmaːɱ vɒd ˈneːpeːnɛk]
[vɛrt ˈhɒduŋk ˈtʃonthɒlmɒin]
[ˈɟøːzɛdɛlmi ˈeːnɛk]
[ˈhaːɲsor ˈtaːmɒtː ˈtɛɱfiɒd]
[seːp ˈhɒzaːm ˈkɛblɛdrɛ]
[ˈʃlɛtːeːl ˈmɒgzɒtod ˈmiɒtː]
[ˈmɒgzɒtot ˈhɒɱvːɛdrɛ]
 
[buːjt ɒz ˈyldøzøtː ˈʃɛleː]
[kɒrd ɲuːld ˈbɒrlɒŋgjaːbɒn]
[ˈsɛrtɛ ˈɲeːzɛtː ʃnɛm ˈlɛleː]
[ˈhonjaːt ɒ ˈhɒzaːbɒn]
[ˈbeːrtsrɛ haːg eːʒ ˈvøʎɟbɛ saːlː]
[buːʃ ˈkeːtʃeːg ˈmɛlːɛtːɛ]
[ˈveːrøzøn ˈlaːbɒinaːl]
[ˈʃlaːŋktɛŋgɛr ˈfølɛtːɛ]
 
[vaːr ˈaːlːotː moʃt ˈkøːhɒlom]
[kɛtf ˈʃørøm ˈrøpkɛtːɛk]
[ˈhɒlaːlhørgeːʃ ˈʃirɒlom]
[ˈzɒjlik maːr ˈhɛjɛtːɛk]
[ʃɒh ˈsɒbɒtʃaːg nɛɱ ˈviruːl
[ɒ ˈholtnɒg ˈveːreːbøːl
[ˈkiːnzoː ˈrɒpʃaːk ˈkønːe huːl]
[ˈaːrvaːŋk høː ˈsɛmeːbøːl]
 
[saːnd mɛg ˈiʃtɛn ɒ ˈmɒɟɒrt]
[kid ˈveːsɛk ˈhaːɲaːnɒk]
[ɲuːjtʃ ˈfɛleːjɛ ˈveːdøː kɒrt]
[ˈtɛŋgɛreːŋ ˈkiːɲjaːnɒk]
[bɒl ʃorʃ ˈɒkit ˈreːgɛn teːp]
[hozː raː viːg ˈɛstɛndøːt]
[ˈmɛgbyːnhøːtːɛ maːr ɛ neːp]
[ɒ ˈmuːltɒt ˈʃjøvɛndøːt]

แปลเป็นภาษาไทยแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. The Home And Foreign Review, Issue 5, pg 395
  2. Raymond Horricks (1995). Napoleon's Elites. Transaction Publishers. p. 11. ISBN 9781412829281.
  3. Frédéric T. Briffault (1846). The Prisoner of Ham: Authentic Details of the Captivity and Escape of Prince Napoleon Louis. T.C. Newby. p. 344. carlo maria buonaparte nobility 1771.
  4. "The Story Behind the Hungarian National Anthem". Jules S. Vállay. สืบค้นเมื่อ 8 May 2017.
  5. 5.0 5.1 5.2 "A Himnusz története" [History of Himnusz] (ภาษาฮังการี). สืบค้นเมื่อ 2016-05-17.
  6. 6.0 6.1 "A Himnusz ügye az Országgyűlés előtt" [The matter of the anthem before Parliament] (ภาษาฮังการี). สืบค้นเมื่อ 2016-05-17.
  7. "Betiltották a Himnuszt" [Himnusz banned] (ภาษาฮังการี). สืบค้นเมื่อ 2016-05-17.

ดูเพิ่มแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข


สถานที่แก้ไข

พระราชวังแวร์ซาย[ก][ข]แก้ไข

พระราชวังแวร์ซาย
Château de Versailles  (ฝรั่งเศส)
เรียงตามเข็มนาฬิกาจากบนซ้าย: พระราชวังแวร์ซายเมื่อมองจากโดรน; ด้านหน้าพระราชวังแวร์ซาย; พระราชวังกร็องทรียานง; พระราชวังเปอตีทรียานง; ห้องกระจก; สวนแวร์ซาย
สถานที่ตั้งและข้อมูลพื้นฐาน
 
ข้อมูลทั่วไป
สถาปัตยกรรมบาโรก, แบบหลุยส์ที่ 14, แบบหลุยส์ที่ 15, แบบหลุยส์ที่ 16, ฟื้นฟูคลาสสิก, แบบจักรวรรดิ, แบบนโปเลียนที่ 3
ที่ตั้งแวร์ซาย
พิกัด48°48′17″N 2°07′13″E / 48.8048°N 2.1203°E / 48.8048; 2.1203พิกัดภูมิศาสตร์: 48°48′17″N 2°07′13″E / 48.8048°N 2.1203°E / 48.8048; 2.1203
เริ่มสร้างค.ศ. 1661 (1661)
แล้วเสร็จค.ศ. 1789
เจ้าของรัฐบาลฝรั่งเศส
เว็บไซต์
en.chateauversailles.fr
ชื่อทางการสวนและพระราชวังแวร์ซาย
เกณฑ์การคัดเลือกมรดกทางวัฒนธรรม: (i), (ii), (vi)
อ้างอิง83
จารึก1979 (3 session)
พื้นที่1,070 เฮกตาร์
เขตบัฟเฟอร์9,467 เฮกตาร์

พระราชวังแวร์ซาย (ฝรั่งเศส: Château de Versailles [ʃɑto d(ə) vɛʁsɑj] (  ฟังเสียง)) เป็นพระราชวังหลวงแห่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่แวร์ซาย ห่างจากกรุงปารีสไปทางตะวันตก 19 กิโลเมตร พระราชวังแวร์ซายเป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่งของโลก

พระตำหนักนี้ถูกสร้างขึ้นบนที่ตั้งของพระราชวังแวร์ซายในปัจจุบัน โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และถูกต่อเติมโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ภายใน 3 ระยะ ตั้งแต่ ค.ศ. 1661 จนถึง ค.ศ. 1715 พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับอันโปรดปรานของทั้งสองพระองค์ และใน ค.ศ. 1682 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทรงย้ายศูนย์กลางของพระราชอำนาจราชสำนักและรัฐบาลไปที่แวร์ซาย ซึ่งทำให้แวร์ซายเป็นเมืองหลวงของฝรั่งเศสโดยพฤตินัย พระราชกรณียกิจนี้ยังคงดำเนินต่อไปโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และ 16 ผู้ซึ่งได้ทำการปรับปรุงภายในพระราชวังเป็นส่วนใหญ่ แต่ภายใน ค.ศ. 1789 พระบรมวงศานุวงศ์และเมืองหลวงของฝรั่งเศสก็ได้ย้ายกลับไปที่ปารีส ในช่วงที่เหลือของการปฏิวัติฝรั่งเศส พระราชวังแวร์ซายถูกปล่อยทิ้งร้างและว่างเปล่าเป็นส่วนใหญ่ และประชากรของโดยรอบได้ลดลง

นโปเลียน โบนาปาร์ต ภายหลังยึดอำนาจฝรั่งเศสได้ ก็ได้ใช้พระราชวังแวร์ซายเป็นที่ประทับในฤดูร้อน ตั้งแต่ ค.ศ. 1810 ถึง 1814 แต่เขามิได้บูรณะพระราชวัง When the French Monarchy was restored, it remained in Paris and it was not until the 1830s that meaningful repairs were made to the palace. A museum of French history was installed within it, replacing the apartments of the southern wing.

The estate of Versailles has been massively influential in the history of art, architecture, and horticulture, and has been recognized as an important piece of the world's cultural heritage. The palace has also been important to the histories of France, Europe, and the world from the 17th century to the present day. The palace and park were designated a World Heritage Site by UNESCO in 1979, while the French Ministry of Culture has placed the palace, its gardens, and some of its subsidiary structures on its list of culturally significant monuments.

ประวัติแก้ไข

เดิมเมืองแวร์ซายเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง บริเวณส่วนใหญ่เป็นป่าเขาเยี่ยงชนบทอื่น ๆ ของฝรั่งเศส เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แห่งฝรั่งเศส ยังทรงพระเยาว์ ขณะพระชนมายุได้ 23 พระชันษา ทรงนิยมล่าสัตว์ในป่า และทรงเห็นว่าตำบลแวร์ซายน่าจะเหมาะแก่การประทับเพื่อล่าสัตว์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นมาใน พ.ศ. 2167 โดยในช่วงแรกเป็นเพียงกระท่อมเล็ก ๆ สำหรับพักชั่วคราวเท่านั้น

เมื่อ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ขึ้นครองบัลลังก์ มีประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังแห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองของพระองค์ จึงเริ่มปรับปรุงพระตำหนักเดิมในปี พ.ศ. 2204 ใช้เงินทั้งหมด 500,000,000 ฟรังก์ คนงาน 30,000 คน และใช้เวลาอยู่ถึง 30 ปีจึงแล้วเสร็จในพ.ศ. 2231 ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นแบบอย่างศิลปกรรมที่งดงาม ภายในแบ่งออกเป็นห้อง ๆ เช่น ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ ฯลฯ ทุกห้องล้วนมีเครื่องประดับงดงามตระการตาและภาพเขียนที่มีชื่อเสียง

การก่อสร้างพระราชวังแวร์ซายแห่งนี้ได้นำเงินมาจากค่าภาษีอากรของราษฎรชาวฝรั่งเศส ต่อมาในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสได้มีกองทัพประชาชนและผู้ประท้วงบุกเข้าพระราชวังเพื่อตามหาพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส กับพระนางมารี อองตัวเนต จนเหล่าเชื้อพระวงศ์ต้องย้ายไปพำนักที่พระราชวังตุยเลอรีส์

ปัจจุบันพระราชวังแวร์ซายยังอยู่ในสภาพดีและเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ ภายในพระราชวังแวร์ซายมีทั้งหมด 700 ห้อง ภาพวาด 6,123 ภาพ และงานแกะสลักทั้งหมด 15,034 ชิ้น

 
ภาพพาโนรามาของบริเวณพระราชวังแวร์ซาย

ห้องกระจกแก้ไข

 
ห้องกระจก
 
สวนในพระราชวังแวร์ซาย

ห้องกระจก (Galerie des Glaces หรือ The Hall of Mirrors) เป็นห้องที่มีชื่อเสียงมากที่สุดซึ่งเคยใช้เป็นห้องลงนามในสัญญาสงบศึกระหว่างสัมพันธมิตรกับจักรวรรดิเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และใช้เป็นที่ลงนามเมื่อครั้งเยอรมนีบุกตีชนะฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย ห้องนี้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงทำการก่อสร้างเอง ภายในห้องประกอบด้วยกระจกยักษ์ 17 บาน เปิดออกแล้วจะเห็นสวนแวร์ซายอันสวยงาม

เหตุผลที่ได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลกแก้ไข

พระราชวังแวร์ซายขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2522 ที่ประเทศอียิปต์ ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังต่อไปนี้

  • (i) - เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
  • (ii) - เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
  • (iii) - มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์แก้ไข

เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์
World Trade Center
 
อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เดิมในเดือนมีนาคม 2544 ตึกที่อยู่ทางซ้ายและมีเสาอากาศคืออาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 ตึกที่อยู่ด้านขวาคืออาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 อาคารทั้งเจ็ดของอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ สามารถมองเห็นได้บางส่วน อาคารที่หุ้มหินแกรนิตสีแดงอยู่ทางด้านซ้ายของตึกแฝดคืออาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7เดิม โดยมีพื้นหลังเป็นแม่น้ำอีสต์
 
สถิติความสูง
เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก ตั้งแต่ 2514 ถึง 2516[I]
ก่อนหน้านี้ตึกเอ็มไพร์สเตต
หลังจากนี้วิลลิสทาวเวอร์
ข้อมูลทั่วไป
สถานะถูกทำลาย
สถาปัตยกรรมนิยมสมัยใหม่
ที่ตั้งโลว์เวอร์แมนฮัตตัน, นครนิวยอร์ก
พิกัด40°42′42″N 74°00′45″W / 40.71167°N 74.01250°W / 40.71167; -74.01250พิกัดภูมิศาสตร์: 40°42′42″N 74°00′45″W / 40.71167°N 74.01250°W / 40.71167; -74.01250{{#coordinates:}}: ไม่สามารถมีป้ายกำกับหลักมากกว่าหนึ่งป้ายต่อหน้าได้
ลงเสาเข็ม5 สิงหาคม ค.ศ. 1966 (1966-08-05)
เริ่มสร้าง
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1: 6 สิงหาคม 2511
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2: มกราคม 2512
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 3: มีนาคม 2522
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 4 5 และ 6: 2513
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7: 2 ตุลาคม 2527
วางยอด
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1: 23 ตุลาคม 2513
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2: 19 กรกฎาคม 2514
แล้วเสร็จ
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1: 2515
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 : 2516
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 3: 1 เมษายน 2524
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 4: 2518
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 5: 2515
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 6: 2516
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7: 2530
Opening
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1: 15 ธันวาคม 2513
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2: กันยายน 2514
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 3: 1 กรกฎาคม 2524[1]
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 4: มกราคม 2520
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 5: มีนาคม 2515
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 6: มกราคม 2517
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7: พฤษภาคม 2530
พิธีเปิด4 เมษายน 1973; 48 ปีก่อน (1973-04-04)
ถูกทำลาย11 กันยายน 2001; 20 ปีก่อน (2001-09-11)
เจ้าของการท่าเรือแห่งนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์
ข้อมูลอื่น ๆ
ความสูง
เสาอากาศอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1: 1,728 ฟุต (526.7 เมตร)
หลังคา
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1: 1,368 ฟุต (417.0 เมตร)
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2: 1,362 ฟุต (415.1 เมตร)
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 3: 250 ฟุต (76.2 เมตร)
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 4 และ 5: 120 ฟุต (36.6 เมตร)
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 6: 110 ฟุต (33.5 เมตร)
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7: 610 ฟุต (185.9 เมตร)
ชั้นบนสุด
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1: 1,355 ฟุต (413 เมตร)
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2: 1,348 ft (411 m)
ข้อมูลทางเทคนิค
จำนวนชั้น
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 และ 2: 110 ชั้น
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 3: 22 ชั้น
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 4 และ 5: 9 ชั้น
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 6: 8 ชั้น
  • อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7: 47 ชั้น
พื้นที่แต่ละชั้น
ลิฟต์อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 และ 2: อาคารละ 99 คัน
การออกแบบและการก่อสร้าง
สถาปนิก
ผู้พัฒนาโครงการการท่าเรือแห่งนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์
วิศวกรวอร์ธทิงตัน, สกิลลิง, เฮลเล่ย์และแจ็กสัน,[2] เลสลี อี โรเบิร์ตสัน
ผู้รับเหมาก่อสร้างทิชแมนเรียลตี้แอนด์คอนสตรักชั่น
อ้างอิง
I. ^ World Trade Center บน Emporis
[3][4]

เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (อังกฤษ: World Trade Center) เป็นอาคารขนาดใหญ่ทั้ง 7 หลังในย่านการเงินของโลว์เวอร์แมนฮัตตัน, นครนิวยอร์ก, สหรัฐอเมริกา เปิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2516 และถูกทำลายในปี 2544 ระหว่างเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน เมื่อสร้างแล้วเสร็จจึงถูกเรียกว่า ตึกแฝด อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 (ตึกเหนือ) มีความสูงอยู่ที่ 1,368 ฟุต (417 เมตร) และอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 เดิม (ตึกใต้) มีความสูงอยู่ที่ 1,362 ฟุต (415.1 เมตร) เป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลก อาคารอื่น ๆ ในบริเวณนี้รวมถึงแมริออทเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 3), อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 4, อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 5, อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 6 และอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 ในบริเวณนี้พื้นที่สำนักงานอยู่ที่ 13,400,000 ตารางฟุต (1,240,000 ตารางเมตร)

อาคารหลักถูกก่อสร้างขึ้นระหว่างปี 2509 ถึง 2518 โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่ากับมูลค่า 2.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2564[5])[6] ระหว่างที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตั้งตระหง่านอยู่ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ก็ต้องพบประสบกับเหตุการณ์สำคัญหลายประการ รวมถึงเหตุเพลิงไหม้ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2518[7] การระเบิดตึกในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2536 [8] และการปล้นธนาคารในวันที่ 14 มกราคม 2541[9] ในปี 2541 การท่าเรือแห่งนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ตัดสินใจที่จะแปรรูปเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ โดยการปล่อยเช่าอาคารให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเพื่อจัดการ เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์จึงถูกได้รับสัญญาเช่าให้แก่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ซิลเวอร์สไตน์ ในเดือนกรกฎาคม 2544[10]

ในช่วงเช้าของวันที่ 11 กันยายน 2544 ผู้จี้เครื่องบินจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ ได้ส่งเครื่องบินโบอิง 767 จำนวน 2 ลำ เข้าชนตึกแฝดภายในไม่กี่นาทีโดยซึ่งกันและกัน ไม่ถึงสองชั่วโมงต่อมา ตึกทั้งสองได้ถล่มลงมา การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2,606 รายในบริเวณและบริเวณใกล้เคียงตึก รวมทั้งมีผู้เสียชีวิต 157 รายบนเครื่องบินทั้งสองลำ[11] เศษซากปรักหักพังที่ร่วงลงมาจากตึก รวมกับเพลิงไหม้ที่เกิดจากเศษซากที่เกิดขึ้นในอาคารรอบ ๆ ในหลาย ๆ แห่ง นำไปสู่การพังทลายของอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ทั้งหมด เป็นบางส่วนหรือทั้งหมด และได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อโครงสร้างขนาดใหญ่อื่น ๆ เป็น 10 แห่งในพื้นที่โดยรอบเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

The cleanup and recovery process at the World Trade Center site took eight months, during which the remains of the other buildings were demolished. A new World Trade Center complex is being built with six new skyscrapers and several other buildings, many of which are complete. A memorial and museum to those killed in the attacks, a new rapid transit hub, and an elevated park have been opened. One World Trade Center, the tallest building in the Western Hemisphere at 1,776 ฟุต (541 เมตร) and the lead building for the new complex, was completed in May 2013 and opened in November 2014.

During its existence, the World Trade Center was an icon of New York City.[12] It had a major role in popular culture, and according to one estimate was depicted in 472 films. Following the World Trade Center's destruction, mentions of the complex in various media were altered or deleted, and several dozen "memorial films" were created.[13]

หมายเหตุแก้ไข

  1. อยู่ในส่วนของการปรับปรุงข้อมูล
  2. อยู่ในส่วนของการเพิ่มข้อมูล
  1. "The city's newest hotel, the Vista International, officially opened..." UPI. July 1, 1981. สืบค้นเมื่อ May 23, 2018.
  2. Nalder, Eric (February 27, 1993). "Twin Towers Engineered To Withstand Jet Collision". The Seattle Times. สืบค้นเมื่อ September 6, 2021.
  3. Phaisit16207/ทดลองเขียน 2 บน Emporis
  4. "History of the Twin Towers". Port Authority of New York and New Jersey. June 1, 2014. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ December 28, 2013. สืบค้นเมื่อ August 17, 2015.
  5. "Inflation Calculator".
  6. Thomas, Ryland; Williamson, Samuel H. (2019). "What Was the U.S. GDP Then?". MeasuringWorth. สืบค้นเมื่อ April 6, 2019. United States Gross Domestic Product deflator figures follow the Measuring Worth series.
  7. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ nyt 19750214
  8. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ reeve p10
  9. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ mafia 2007
  10. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ cuozzo
  11. "Man's death from World Trade Center dust brings Ground Zero toll to 2,753". NY Daily News. Associated Press. June 18, 2011. สืบค้นเมื่อ September 1, 2011.
  12. Gillespie 1999, p. 162.
  13. Langmead 2009, p. 353.