แอริสตอเติล

(เปลี่ยนทางจาก อริสโตเติล)

แอริสตอเติล (กรีก: Αριστοτέλης; อังกฤษ: Aristotle) (384 ปีก่อนคริสตกาล – 7 มีนาคม 322 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปรัชญากรีกโบราณ เป็นลูกศิษย์ของเพลโต และเป็นอาจารย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราช เขาและเพลโตได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักปรัชญาที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคนหนึ่ง ในโลกตะวันตก ด้วยผลงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ ตรรกศาสตร์ กวีนิพนธ์ สัตววิทยา การเมือง การปกครอง จริยศาสตร์ และชีววิทยา

แอริสตอเติล
Aristotle Altemps Inv8575.jpg
เกิด384 ปีก่อนคริสตกาล
เสียชีวิต7 มีนาคม 322 ปีก่อนคริสตกาล
ยุคปรัชญากรีกโบราณ
แนวทางปรัชญากรีก
สำนักInspired the Peripatetic school and tradition of Aristotelianism
ความสนใจหลัก
  • ชีววิทยา
  • สัตววิทยา
  • จิตวิทยา
  • ฟิสิกส์
  • อภิปรัชญา
  • ตรรกศาสตร์
  • จริยศาสตร์
  • วาทศาสตร์
  • สุนทรียศาสตร์
  • ดนตรี
  • บทกวี
  • เศรษฐศาสตร์
  • การเมือง
  • การปกครอง
แนวคิดเด่น
The Golden mean ตรรกบท จริยศาสตร์ของคุณธรรม

นักปรัชญากรีกโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือแอริสตอเติล เพลโต (อาจารย์ของแอริสตอเติล) และโสกราตีส (ที่แนวคิดของเขานั้นมีอิทธิพลอย่างสูงกับเพลโต) พวกเขาได้เปลี่ยนโฉมหน้าของปรัชญากรีก สมัยก่อนโสกราตีส จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาตะวันตกในลักษณะปัจจุบัน โสกราตีสนั้นไม่ได้เขียนอะไรทิ้งไว้เลย ทั้งนี้เนื่องจากผลของแนวคิดปรากฏในบทสนทนาของเพลโตชื่อ เฟดรัส เราได้ศึกษาแนวคิดของเขาผ่านทางงานเขียนของเพลโตและนักเขียนคนอื่น ๆ ผลงานของเพลโตและแอริสตอเติลเป็นแก่นของปรัชญาโบราณ

แอริสตอเติลเป็นหนึ่งในไม่กี่บุคคลในประวัติศาสตร์ที่ได้ศึกษาแทบทุกสาขาวิชาที่มีในช่วงเวลาของเขา ในสาขาวิทยาศาสตร์ แอริสตอเติลได้ศึกษา กายวิภาคศาสตร์, ดาราศาสตร์, วิทยาเอ็มบริโอ, ภูมิศาสตร์, ธรณีวิทยา, อุตุนิยมวิทยา, ฟิสิกส์,และ สัตววิทยา ในด้านปรัชญา แอริสตอเติลเขียนเกี่ยวกับ สุนทรียศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, จริยศาสตร์, การปกครอง, อภิปรัชญา, การเมือง, จิตวิทยา, วาทศิลป์ และ เทววิทยา เขายังสนใจเกี่ยวกับ ศึกษาศาสตร์, ประเพณีต่างถิ่น, วรรณกรรม และ กวีนิพนธ์ ผลงานของเขาเมื่อรวบรวมเข้าด้วยกันแล้ว สามารถจัดว่าเป็นสารานุกรมของความรู้สมัยกรีก

ประวัติแก้ไข

แอริสตอเติล หรือเกิดเมื่อประมาณ 384 หรือ 383 ปีก่อนคริสตกาลที่เมืองสตากิรา (Stagira) ในแคว้นมาเซโดเนีย (Macedonia) ซึ่งเป็นแคว้นที่แห้งแล้งทางตอนเหนือสุดของทะเลอีเจียน (Aegean Sea) ของประเทศกรีก เป็นบุตรชายของนายนิโคมาคัส (Nicomachus) ซึ่งมีอาชีพทางการแพทย์ประจำอยู่ที่เมืองสตาราเกีย และยังเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าอมินตัสที่ 2 (King Amyntas II) แห่งมาซิโดเนีย

ในวัยเด็กนั้นผู้ที่ให้การศึกษาแก่แอริสตอเติลคือบิดาของเขานั้นเองซึ่งเน้นหนักไปในด้านธรรมชาติวิทยา เมื่อเขาอายุได้ 18 ปีก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อกับปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้นคือ เพลโต ในกรุงเอเธนส์ (Athens) ในระหว่างการศึกษาอยู่กับเพลโต 20 ปีนั้นทำให้แอริสตอเติลเป็นนักปราชญ์ที่ลือนามต่อมาจากเพลโต ต่อมาเมื่อเพลโตถึงแก่กรรมในปี 347 ปีก่อนคริสต์ศักราช แอริสตอเติลจึงเดินทางไปรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ในปี 343 - 342 ก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาในปี 336 ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าฟิลิป พระองค์จึงได้พระราชทานทุนให้แก่แอริสตอเติลเพื่อจัดตั้งโรงเรียนที่สตากิราชื่อไลเซียม (Lyceum)

ในการทำการศึกษาและค้นคว้าของแอริสตอเติลทำให้เขาเป็นผู้รอบรู้สรรพวิชา และได้เขียนหนังสือไว้มากมายประมาณ 400 - 1000 เล่ม ซึ่งงานต่าง ๆ ที่ได้เขียนขึ้นมานั้น ได้มีอิทธิพลต่อความเชื่อในศาสนาคริสต์จวบจนกระทั่งยุคกลางหรือยุคมืด ซึ่งมีเวลาประมาณ 1,500 ปีเป็นอย่างน้อย

คำสอนแก้ไข

คำสอนที่น่าสนใจของแอริสตอเติลได้แก่ ความเชื่อที่ว่าโลกเรานี้ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ 4 ธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ

ในเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลนั้นแอริสตอเติลเข้าใจว่า โลกเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีดวงดาวต่าง ๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์โคจรรอบ ๆ สวรรค์นั้นอยู่นอกอวกาศ โลกอยู่ด้านล่างลงมา น้ำอยู่บนพื้นโลก ลมอยู่เหนือน้ำ และไฟอยู่เหนือลมอีกทีหนึ่ง ธาตุต่าง ๆ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่ทว่าธาตุที่ประกอบเป็นสวรรค์นั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงจะมีรูปร่างเช่นนั้นตลอดไป ซึ่งคำสอนต่อมาในปี ค.ศ. 1609 โยฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler) ได้ตั้งกฎของเคปเลอร์ ซึ่งเป็นการประกาศว่า โลกเราโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี เป็นการลบล้างความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลของแอริสตอเติล

และในอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ กรณีของวัตถุสองอย่างที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน จะตกลงถึงพื้นไม่พร้อมกันตามหลักของแอริสตอเติล ซึ่งกาลิเลโอ ได้ทำการพิสูจน์ต่อหน้าสาธารณชนที่หอเอนแห่งปิซาว่าเป็นคำสอนที่ไม่จริงในปี ค.ศ. 1600

แต่อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของแอริสตอเติลทางด้านชีววิทยานั้นเป็นที่ยกย่องกันมาก เพราะเขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลา และพวกสัตว์เลื้อยคลานและได้ทำการบันทึกไว้อย่างละเอียดมาก เขาได้แบ่งสัตว์ออกเป็น 2 พวกใหญ่ คือ พวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrates) และพวกไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrates) นับว่าแอริสตอเติลเป็นผู้บุกเบิกความรู้ทางด้านนี้จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักธรรมชาติวิทยาคนแรกของโลก

ปรัชญาทฤษฎีแก้ไข

ตรรกศาสตร์พจน์แก้ไข

แอริสตอเติลเป็นผู้เขียน Prior Analytics ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นงานศึกษาตรรกศาสตร์รูปนัยที่มีอายุมากที่สุด[1] และมโนทัศน์ตรรกศาสตร์ของเขาเป็นตรรกศาสตร์ตะวันตกรูปที่ครอบงำจนมีความก้าวหน้าในคณิตตรรกศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19[2]

ออร์กานอนแก้ไข

ตรรกบทแบบหนึ่งของแอริสตอเติล[A]
คำ พจน์[B] สมการ[C]
    บุรุษทุกคนต้องตาย

    กรีกทุกคนเป็นบุรุษ

กรีกทุกคนต้องตาย
M a P

S a M

S a P
 

สิ่งที่ปัจจุบันเรียก ตรรกศาสตร์แบบแอริสตอเติลและตรรกบทประเภทต่าง ๆ (วิธีการให้เหตุผลเชิงตรรกะ) แอริสตอเติลเองเรียกว่า ศาสตร์การวิเคราะห์ (analytics) คำว่า "logic" นั้นเขาสงวนไว้หมายถึงวิภาษวิธี งานส่วนใหญ่ของแอริสตอเติลอาจไม่อยู่ในรูปดั้งเดิม เพราะน่าจะมีการแก้ไขโดยนักเรียนและผู้สอนในภายหลัง งานเชิงตรรกะของแอริสตอเติลมีการรวบรวมเป็นหนังสือหกเล่มชื่อ ออร์กานอน เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ค.ศ.

การวิเคราะห์งานเขียนของแอริสตอเติลเริ่มจากพื้นฐาน คือ การวิเคราะห์พจน์อย่างง่าย, การวิเคราะห์ประพจน์และความสัมพันธ์มูลฐาน, การศึกษาตรรกบทและวิภาษวิธี

อภิปรัชญาแก้ไข

สาระแก้ไข

แอริสตอเติลพิจารณามโนทัศน์ของสาระ (ousia) และสารัตถะ (to ti ên einai) ในหนังสือ Metaphysics (Book VII) เขาสรุปว่าสสารหนึ่งเป็นสสาร (matter) และรูป (form) ประกอบกัน เป็นทฤษฎีปรัชญาชื่อ สสารรูปนิยม (hylomorphism) ใน Book VIII เขาแยกแยะสสารของสาระเป็น substratum หรือสิ่งที่ประกอบเป็นสสาร ตัวอย่างเช่น สสารของบ้านคือ อิฐ หิน ไม้ ฯลฯ หรือสิ่งอื่นที่ประกอบเป็นบ้าน ส่วนรูปของสสารคือบ้านที่แท้จริง กล่าวคือ "สิ่งที่คุ้มร่างกายและทรัพย์" หรือ differentia อื่นที่ทำให้นิยามสิ่งหนึ่งว่าบ้าน สูตรซึ่งให้ส่วนประกอบเป็น account ของสสาร และสูตรที่ให้ differentia เป็น account ของรูป

สัจนิยมภายในแก้ไข

 
ทฤษฎีของเพลโตว่า รูปมีอยู่เป็นสากล เช่น รูปในอุดมคติของแอปเปิ้ล แต่แอริสตอเติลเห็นว่าทั้งสสารและรูปเป็นของปัจเจก (สสารรูปนิยม)

ปรัชญาของแอริสตอเติลมุ่งที่ระดับสากล (universal) เช่นเดียวกับครูเพลโตของเขา ภววิทยาของแอริสตอเติลวางระดับสากล (katholou) ในรายละเอียด (kath' hekaston) สิ่งที่อยู่ในโลก ในขณะที่สำหรับเพลโตแล้ว ภาวะสากลเป็นรูปที่มีอยู่แยกกันซึ่งสิ่งที่แท้จริงเลียนแบบ แต่สำหรับแอริสตอเติล "รูป" เป็นภาพนิ่งซึ่งเป็นพื้นฐานของปรากฏการณ์ แต่เป็น "ตัวอย่างประกอบ" (instantiated) ในสสารหนึ่ง ๆ[5]

เพลโตให้เหตุผลว่าทุกสิ่งมีรูปสากล ซึ่งอาจเป็นคุณสมบัติหรือความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ตัวอย่างเช่น เมื่อเราดูลูกแอปเปิ้ล เราเห็นแอปเปิ้ล และเราสามารถวิเคราะห์รูปของแอปเปิ้ลได้ด้วย ในลักษณะนี้ มีแอปเปิ้ลเฉพาะรายและรูปสากลของแอปเปิ้ล ยิ่งไปกว่านั้น เราสามารถวางแอปเปิ้ลไว้ข้างหนังสือ เพื่อที่เราสามารถพูดถึงทั้งหนังสือและแอปเปิ้ลว่าอยู่ข้างกัน เพลโตให้เหตุผลว่ามีรูปสากลบางอย่างซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสิ่งเฉพาะ ตัวอย่างเช่น มีความเป็นไปได้ว่าไม่มีความดีเฉพาะส่วนอยู่ แต่ "ความดี" ยังเป็นรูปสากลแท้ แอริสตอเติลไม่เห็นด้วยกับเพลโตในข้อนี้ โดยให้เหตุผลว่าระดับสากลทั้งหมดเป็นตัวอย่างที่อยู่ในบางช่วงเวลา และไม่มีระดับสากลใดที่ไม่ยึดโยงกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ แอริสตอเติลยังไม่เห็นด้วยกับเพลโตเกี่ยวกับตำแหน่งของระดับสากล เมื่อเพลโตพูดถึงโลกของรูป ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีรูปสากลทั้งหมดอยู่ แอริสตอเติลยืนยนัว่าระดับสากลนั้นมีอยู่ในทุกสิ่งซึ่งระดับสากลเป็นภาคแสดง (predicated) ฉะนั้น แอริสตอเติลจึงว่า รูปของแอปเปิ้ลมีอยู่ในทุกลูก มากกว่าในโลกของรูป[5][6]

ศักยภาพและภาวะจริงแก้ไข

ญาณวิทยาแก้ไข

สัจนิยมภายในของแอริสตอเติลหมายความว่าญาณวิทยาของเขาอาศัยการศึกษาสิ่งที่มีอยู่หรือเกิดขึ้นในโลก แล้วยกไปสู่ความรู้สากล ส่วนญาณวิทยาของเพลโตเริ่มต้นจากความรู้รูปสากล (หรือความคิด) แล้วลดระดับลงเมาเป็นความรู้การเลียนแบบเฉพาะรายของรูปสากลนั้น[7] แอริสตอเติลใช้การอุปนัยจากตัวอย่างควบคู่กับนิรนัย ส่วนเพลโตอาศัยนิรนัยจากหลักการ priori[7]

ปรัชญาธรรมชาติแก้ไข

"ปรัชญาธรรมชาติ" ของแอริสตอเติลครอบคลุมปรากฏการณ์ธรรมชาติหลากหลายซึ่งรวมถึงสิ่งที่จัดอยู่ในวิชาฟิสิกส์ ชีววิทยาหรือวิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นในปัจจุบัน ในอภิธานของแอริสตอเติล "ปรัชญาธรรมชาติ" เป็นปรัชญาแขนงหนึ่งที่สอบสวนปรากฏการณ์ในโลกธรรมชาติ งานของแอริสตอเติลครอบคลุมการสอบสวนทางปัญญาแทบทุกแง่มุม แอริสตอเติลทำให้ปรัชญามีความหมายอย่างกว้างอยู่รวมกับการใช้เหตุผล ซึ่งเขาจะเรียกว่าเป็น "ศาสตร์" แต่พึงทราบว่าการใช้คำว่า "ศาสตร์" ของเขานั้นมีความหมายแตกต่างจากสิ่งที่ครอบคลุมด้วยคำว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แอริสตอเติลเขียนว่า "ศาสตร์ (dianoia) ทุกชนิดเป็นเชิงปฏิบัติ บทกวีหรือทฤษฎี" ศาสตร์เชิงปฏิบัติของเขารวมถึงจริยศาสตร์และการเมือง ศาสตร์บทกวีของเขาหมายความถึงการศึกษาวิจิตรศิลป์รวมทั้งบทกวี ศาสตร์ทฤษฎีของเขาครอบคลุมฟิสิกส์ คณิตศาสตร์และอภิปรัชญา

ฟิสิกส์แก้ไข

ห้าธาตุแก้ไข

ในหนังสือ On Generation and Corruption แอริสตอเติลเชื่อมโยงสี่ธาตุที่เสนอก่อนหน้านี้โดย Empedocles ได้แก่ ดิน น้ำ ลมและไฟ กับคุณสมบัติที่สัมผัสได้สองจากสี่อย่าง ได้แก่ ร้อน เย็น เปียกและแห้ง ตามแผนของ Empedocles สสารทั้งหมดประกอบขึ้นจากสี่ธาตุในสัดส่วนแตกต่างกัน แผนของแอริสตอเติลเพิ่มธาตุอีเทอร์ (Aether) จากสวรรค์ ซึ่งเป็นสสารของทรงกลมสวรรค์ คือ ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์

ธาตุของแอริสตอเติล[8]
ธาตุ ร้อน/เย็น เปียก/แห้ง การเคลื่อนที่ สถานะของสสารสมัยใหม่
ดิน เย็น แห้ง ลง ของแข็ง
น้ำ เย็น เปียก ลง ของเหลว
ลม ร้อน เปียก ขึ้น แก๊ส
ไฟ ร้อน แห้ง ขึ้น พลาสมา
อีเทอร์ (สสารเทวะ) เป็นวงกลม
(บนสวรรค์)

การเคลื่อนที่แก้ไข

 
กฎการเคลื่อนที่ของแอริสตอเติลมีว่าวัตถุตกลงพื้นด้วยความเร็วแปรผันตรงกับน้ำหนักและแปรผกผันกับความหนาแน่นของของไหลที่เป็นตัวกลาง[9] ซึ่งเป็นการประมาณที่ถูกต้องสำหรับวัตถุในสนามความโน้มถ่วงของโลกที่เคลื่อนที่ในอากาศหรือน้ำ[10]

แอริสตอเติลอธิบายการเคลื่อนที่ไว้สองแบบ คือ "การเคลื่อนที่รุนแรง" หรือ "ไม่เป็นธรรมชาติ" เช่น การขว้างหิน และ "การเคลื่อนที่ธรรมชาติ" เช่น วัตถุที่ตกลงพื้น ในการเคลื่อนที่รุนแรง เมื่อตัวการหยุดออกแรงกระทำ การเคลื่อนที่ก็หยุดเช่นกัน กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า สภาพธรรมชาติของวัตถุคือการอยู่กับที่ เนื่องจากแอริสตอเติลไม่ได้พิจารณาการเสียดทานด้วย ด้วยความเข้าใจนี้ จะสังเกตได้ตามที่แอริสตอเติลกล่าวว่า วัตถุหนัก (เช่น อยู่บนพื้น) ต้องใช้แรงมากกว่าในการทำให้วัตถุขยับ ละวัตถุที่ถูกผลักด้วยแรงที่มากกว่าจะเคลื่อนที่เร็วกว่า

ใน Physics (215a25) แอริสตอเติลระบุกฎจำนวนว่า ความเร็ว v ของวัตถุที่ตกลงแปรผันตรงกับ (ค่าคงที่ c) กับน้ำหนัก W และแปรผกผันกับความหนาแน่น ρ ของของไหลที่เป็นตัวกลาง

แอริสตอเติลส่อความว่าในสุญญากาศความเร็วของการตกจะไม่มีที่สิ้นสุด และสรุปจากความไม่สมเหตุสมผลนี้ว่าสุญญากาศจะมีอยู่ไม่ได้

อาร์คิมิดีสแก้ไขทฤษฎีของแอริสตอเติลว่าวัตถุที่เคลื่อนที่เข้าสู่สถานที่พักตามธรรมชาติของมัน เรือโลหะสามารถลอยน้ำได้หากมันแทนที่น้ำมากพอ การลอยขึ้นอยู่กับแผนของอาร์คิมิดีสว่าด้วยมวลและปริมาตรของวัตถุ ไม่ใช่ความคิดเรื่ององค์ประกอบมูลฐานของวัถตุของแอริสตอเติล

งานเขียนของแอริสตอเติลว่าด้วยการเคลื่อนที่ยังมีอิทธิพลอยู่จนสมัยใหม่ตอนต้น กล่าวกันว่ากาลิเลโอแสดงด้วยการทดลองว่าข้ออ้างของแอริสตอเติลเรื่องวัตถุที่หนักกว่าจะตกลงสู่พื้นเร็วกว่าวัตถุที่เบากว่าไม่ถูกต้อง ส่วนคาร์โล โรเวลลี นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีความเห็นแย้งว่า ฟิสิกส์การเคลื่อนที่ของแอริสตอเติลถูกต้องในขอบเขตความสมเหตุสมผล ที่ว่าวัตถุในสนามความโน้มถ่วงของโลกจมอยู่ในของไหลเช่นอากาศ ในระบบนี้ วัตถุที่หนักกว่าตกลงอย่างคงที่เดินทางเร็วกว่าวัตถุที่เบากว่า (ไม่ว่าคิดแรงเสียดทานหรือไม่) และวัตถุจะตกลงช้าลงในตัวกลางที่หนาแน่นกว่า

สี่เหตุแก้ไข

 
แอริสตอเติลให้เหตุผลโดยอาศัยแนวเทียบงานไม้ว่าสิ่งเกิดรูปมาได้จากสี่เหตุ ในกรณีของโต๊ะ ไม้ที่ใช้ (เหตุวัตถุ) การออกแบบ (เหตุรูปนัย) อุปกรณ์และเทคนิคที่ใช้ (สัมฤทธิเหตุ) และวัตถุประสงค์เพื่อการตกแต่งหรือใช้งาน (อันตเหตุ)[11]

แอริสตอเติลเสนอว่าเหตุผลของทุกสิ่งสามารถบอกได้ว่ามาจากปัจจัยสี่ชนิด

  • เหตุวัตถุ (material cause) อธิบายวัตถุของประกอบขึ้นเป็นวัตถุ ตัวอย่างเช่น เหตุวัตถุของโต๊ะคือไม้ ไม่ใช่เหตุเกี่ยวกับการกระทำ ไม่ได้หมายความว่าโดมิโนแท่งหนึ่งล้มทับอีกแท่งหนึ่ง
  • เหตุรูปนัย (formal cause) เป็นรูปของวัตถุ คือ การจัดเรียงของสสาร เป็นการบอกว่าสิ่งหนึ่งคืออะไร สิ่งนั้นตัดสินจากนิยาม รูป แปรูป สารัตถะ ภาวะสังเคราะห์หรือแม่แบบ กล่าวอย่างง่ายว่า เหตุรูปนัยคือความคิดที่อยู่ในใจของประติมากรซึ่งนำให้ปั้นประติมากรรมนั้น ตัวอย่างอย่างง่ายของเหตุรูปนัยคือภาพทางจิตหรือความคิดซึ่งทำให้ศิลปิน สถาปนิกหรือวิศวกรวาดภาพ
  • สัมฤทธิเหตุ (efficient cause) เป็น "บ่อเกิดปฐมภูมิ"เสนอว่าตัวการทุกชนิด ทั้งที่ไม่มีชีวิตหรือมีชีวิต ที่เป็นบ่อเกิดของการเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนที่หรือการหยุดนิ่ง เหตุดังกล่าวครอบคลุมนิยามสมัยใหม่ของ "สาเหตุ" ว่าเป็นตัวการหรือเหตุการณ์เฉพาะหรือสภาพหนึ่ง
  • อันตเหตุ (final cause, telos) เป็นวัตถุประสงค์ สาเหตุที่มีหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตรงกับความคิดเหตุจูงใจ (motivating cause) สมัยใหม่ เช่น ความจงใจ (volition) ในกรณีสิ่งมีชีวิต ส่อความถึงการปรับตัวกับวิถีชีวิตเฉพาะ

เชิงอรรถแก้ไข

  1. This type of syllogism, with all three terms in 'a', is known by the traditional (medieval) mnemonic Barbara.[3]
  2. M is the Middle (here, Men), S is the Subject (Greeks), P is the Predicate (mortal).[3]
  3. The first equation can be read as 'It is not true that there exists an x such that x is a man and that x is not mortal.'[4]

อ้างอิงแก้ไข

  1. Degnan 1994, pp. 81–89.
  2. Corcoran 2009, pp. 1–20.
  3. 3.0 3.1 Lagerlund 2016.
  4. Predicate Logic.
  5. 5.0 5.1 Cohen 2016.
  6. Lloyd 1968, pp. 43–47.
  7. 7.0 7.1 Smith 2017.
  8. Lloyd 1968, pp. 133–39, 166–69.
  9. Drabkin 1938, pp. 60–84.
  10. Rovelli 2015, pp. 23–40.
  11. Leroi 2015, pp. 88–90.
  • Knight, Kelvin. 2007. Aristotelian Philosophy: Ethics and Politics from Aristotle to MacIntyre, Polity Press.
  • Lewis, Frank A. 1991. Substance and Predication in Aristotle. Cambridge: Cambridge University Press.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

คุณสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับ แอริสตอเติล ได้โดยค้นหาจาก
โครงการพี่น้องของวิกิพีเดีย :
  หาความหมาย จากวิกิพจนานุกรม
  หนังสือ จากวิกิตำรา
  คำคม จากวิกิคำคม
  ข้อมูลต้นฉบับ จากวิกิซอร์ซ
  ภาพและสื่อ จากคอมมอนส์
  เนื้อหาข่าว จากวิกิข่าว
  แหล่งเรียนรู้ จากวิกิวิทยาลัย