เปิดเมนูหลัก

อารยธรรมไมซีนี (Mycenaean civilization) มาจากภาษากรีกโบราณ: (Μυκῆναι Mykēnai หรือ Μυκήνη Mykēnē) เป็นวัฒนธรรมอีเจียนในช่วงปลายสมัยเฮลลาดิค (ยุคสำริด) เจริญอยู่ระหว่างปี 1650 จนถึงปี 1100 ก่อนคริสตกาล อารยธรรมไมซีนีเป็นอารยธรรมแรกที่แสดงความก้าวหน้าในระดับสูงบนแผ่นดินใหญ่ของกรีซ โดยมีจุดเด่นที่การสร้างพระราชวังที่มีลักษณะเป็นป้อมปราการ เริ่มมีการจัดตั้งชุมชนเมือง การสร้างงานศิลปะเครื่องปั้นดินเผารูปเขียนสี และระบบการเขียน[1] ซึ่งปรากฏอยู่ในจารึกแผ่นดินเหนียวไลเนียร์บี อันเป็นหลักฐานทางตัวอักษรที่เก่าแก่ที่สุดในภาษากรีก

ประวัติศาสตร์ประเทศกรีซ
Coat of Arms of Greece
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความที่เกี่ยวกับ
ประเทศประเทศกรีซ

กรีซยุคสำริด
อารยธรรมเฮลลาดิค
อารยธรรมซิคละดีส
อารยธรรมไมนอส
อารยธรรมไมซีนี
กรีซโบราณ
กรีซยุคมืด
กรีซยุคอาร์เคอิก
กรีซยุคคลาสสิก
กรีซยุคเฮลเลนิสติก
กรีซยุคโรมัน
กรีซยุคกลาง
กรีซยุคไบแซนไทน์
กรีซยุคฟรังโคคราเชีย
กรีซยุคออตโตมัน
กรีซยุคใหม่
สงครามประกาศเอกราชกรีซ
ราชอาณาจักรกรีซ
สาธารณรัฐเฮลเลนิกที่ 2
คณะการปกครอง 4 สิงหาคม
กรีซยุคยึดครองโดยอักษะ
สงครามกลางเมืองกรีซ
กรีซยุคปกครองโดยทหาร ค.ศ. 1967-1974
สาธารณรัฐเฮลเลนิกที่ 3
ประวัติศาสตร์แบ่งตามหัวข้อ
ศิลปะกรีก · รัฐธรรมนูญ · เศรษฐกิจ · การทหาร · ชื่อ
{แม่แบบ:Data99

สถานีย่อยประเทศกรีซ
"ประตูสิงโต" (Lion Gate) ประตูทางเข้าหลักของป้อมปราการเมืองไมซีไน ศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตกาล

ชาวไมซีเนียนมีนวัตกรรมหลายอย่างทั้งในทางวิศวกรรม สถาปัตยกรรม และทางการทหาร และมีการเดินทางค้าขายไปทั่วแถบเมดิเตอร์เรเนียน ศาสนาของไมซีนีมีเทพเจ้าหลายองค์ เช่นเดียวกับเทพเจ้าในเทวสภาโอลิมปัส สังคมของชาวกรีกในยุคไมซีนีเป็นสังคมที่นักรบชาติกำเนิดสูงมีบทบาทหลัก และประกอบไปด้วยเครือข่ายรัฐพระราชวังที่มีระบบของลำดับชั้นทางปกครอง ความสัมพันธ์ทางสังคม และทางเศรษฐกิจที่เข้มงวด ผู้ปกครองสูงสุดในสังคมเป็นกษัตริย์ ซึ่งเรียกว่า อะนักซ์ (wanak)

วัฒนธรรมกรีกในยุคไมซีนีต้องพบกับจุดจบ เมื่ออารยธรรมยุคสำริดในแถบเมดิเตอเรเนียนตะวันออกล่มสลายลง และติดตามมาด้วยยุคมืดของกรีซ อันเป็นช่วงที่สังคมกรีกเปลี่ยนผ่านแบบไร้การจดบันทึก (เป็นลายลักษณ์อักษร) ไปสู่กรีซยุคอาร์เคอิก อันเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมอย่างมีนัยสำคัญ โดยอำนาจที่เคยรวมศูนย์อยู่ที่พระราชวังได้กระจายตัวออกไป และมีการใช้เหล็กเพิ่มมากขึ้น[2] มีทฤษฎีที่อธิบายการล่มสลายของอารยธรรมไมซีนีอยู่หลายทฤษฎี บ้างก็ว่าเป็นเพราะการรุกรานของชาวดอเรียนหรือเพราะการขยายอำนาจของ "ชาวทะเล" (the Sea Peoples) ในแถบเมดิเตอเรเนียนซึ่งชาวอียิปต์โบราณได้บันทึกไว้ ทฤษฎีอื่น ๆ ที่ยอมรับกันก็เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ อารยธรรมและประวัติศาสตร์ของยุคไมซีนีกลายเป็นวัตถุดิบที่สำคัญของวรรณกรรมกรีกโบราณ โดยเฉพาะเทพปกรณัมกรีก ซึ่งรวมถึงวัฏมหากาพย์กรุงทรอย (Trojan Epic Cycle)[3]

ตัวตนของชาวไมซีนีแก้ไข

คำถามที่ว่าชาวไมซีนีเป็นใครนั้นยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกัน แต่หลักฐานตัวอักษรจากจารึกดินเหนียวไลเนียร์บี แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของภาษากรีกตั้งแต่ช่วงสหัสวรรษที่สองก่อนคริสตกาลลงมาถึง ศ.ที่แปดก่อน ค.ศ. นอกจากนี้หลักฐานจากจารึกที่พบยังแสดงว่าชาวไมซีนีมีความเกี่ยวข้องทางชาติพันธ์กับประชากรที่อาศัยอยู่ในคาบสมุทรกรีซในสมัยถัดไป ในวรรณคดีของโฮเมอร์ (คือ อีเลียด ซึ่งเล่าถึงการสู้รบเพื่อชิงเมืองทรอย อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นราวปลายศตวรรษที่ 13 - 12 ก่อน ค.ศ.) ชาวไมซีนีถูกเรียกด้วยชื่อต่าง ๆ กัน โฮเมอร์เรียกนักรบไมซีนีที่ตั้งค่ายล้อมกรุงทรอยอยู่ ด้วยชื่อที่แสดงเอกลักษณ์ทางชาติพันธ์ เช่น ชาวอะคีอัน (Achaeans) ชาวดานาอัน (Danaans) และชาวอาร์กีฟ (Argives) ซึ่งเป็นชื่อที่ดูเหมือนจะถูกส่งผ่านมาสู่ยุคของโฮเมอร์จากช่วงเวลาก่อนหน้านั้น

หลักฐานจากไลเนียร์บีที่พบที่คนอสซอส เกาะครีต และมีอายุย้อนไปถึงราว 1400 ปีก่อน ค.ศ. อ้างถึงชื่อ a-kawi-ja-de ซึ่งเชื่อว่าเป็นชื่อของเมืองในไมซีนีที่ชาวอาไคอันอาศัยอยู่ บันทึกในอียิปต์อายุราว 1479-1425 ปีก่อน ค.ศ. ก็มีอ้างถึงดินแดน Tanaju (Danaya) และดินแดนของชาวดานาอัน (กรีกโบราณ: Δαναοί) - ชื่อของราชวงศ์ปรำปราที่เคยปกครองดินแดนอาร์กอส - ก็ได้รับการอธิบายในทางภูมิศาสตร์ในจารึกสมัยรัชกาลของฟาโรห์แอเมนโฮเทปที่ 3 (ครองราชย์ 1390-1352 ปีก่อน ค.ศ.) ว่ากินบริเวณกว้างในทางใต้ของกรีซแผ่นดินใหญ่

ประวัติศาสตร์แก้ไข

ยุคเริ่มต้น (ราว 1600 - 1450 ก่อน ค.ศ.)แก้ไข

ยุครุ่งเรือง (ราว 1450 - 1250 ก่อน ค.ศ.)แก้ไข

ระยะล่มสลาย (ราว 1250 - 1100 ก่อน ค.ศ.)แก้ไข

Referencesแก้ไข

Citationsแก้ไข

  1. Fields 2004, pp. 10–11.
  2. Morris 1996, "Greece: Dark Age Greece", pp. 253–256.
  3. The extent to which Homer attempted to or succeeded in recreating a "Mycenaean" setting is examined in Moses I. Finley The World of Odysseus, 1954.

บรรณานุกรมแก้ไข