ยุทธการที่วอเตอร์ลู

ยุทธการที่วอเตอร์ลู (อังกฤษ: Battle of Waterloo) เกิดขึ้นเมื่อ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1815 ที่หมู่บ้านวอเตอร์ลู ประเทศเบลเยียม (ส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์) กองทัพฝรั่งเศสภายในบัญชาของจักรพรรดินโปเลียนพ่ายแพ้ต่อสองกองทัพฝ่ายสหสัมพันธมิตร กองทัพแรกคือกองทัพผสมระหว่างบริเตน, เนเธอร์แลนด์, ฮันโนเฟอร์, เบราน์ชไวค์ และนัสเซา ในบัญชาของจอมพลดยุกแห่งเวลลิงตัน กองทัพที่สองคือกองทัพปรัสเซียในบัญชาของจอมพลเก็พฮาร์ท ฟ็อน บลึชเชอร์ ยุทธการครั้งนี้เป็นจุดจบของสงครามนโปเลียนที่ดำเนินมากว่า 12 ปี

ยุทธการที่วอเตอร์ลู
ส่วนหนึ่งของ การทัพวอเตอร์ลู
Wellington at Waterloo Hillingford.jpg
จิตรกรรม เวลลิงตัน​ที่วอเตอร์ลู
วันที่18 มิถุนายน ค.ศ. 1815[1]
สถานที่วอเตอร์ลู เนเธอร์แลนด์ (ปัจจุบันคือ ประเทศเบลเยียม)50°40′48″N 4°24′43″E / 50.680°N 4.412°E / 50.680; 4.412พิกัดภูมิศาสตร์: 50°40′48″N 4°24′43″E / 50.680°N 4.412°E / 50.680; 4.412
ผล ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะ
คู่สงคราม
ฝรั่งเศส ฝ่ายสหสัมพันธมิตร:
ปรัสเซีย ปรัสเซีย
สหราชอาณาจักร สหราชอาณาจักร
เนเธอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์
ราชอาณาจักรฮันโนเฟอร์ ฮันโนเฟอร์
นัสเซา
เบราน์ชไวค์
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
นโปเลียน
มีแชล แน
สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ ดยุกแห่งเวลลิงตัน
ปรัสเซีย เก็พฮาร์ท ฟ็อน บลึชเชอร์
กำลัง

รวม: 72,000[1]-73,000 นาย[2]

  • ทหารราบ 50,700 นาย
  • ทหารม้า 14,390 นาย
  • ทหารปืนใหญ่และทหารยุทธโยธา 8,050 นาย
  • ปืนใหญ่ 252 กระบอก

รวม: 118,000-120,000 นาย[1]
กองทัพเวลลิงตัน: 68,000 นาย[3][4]

  • สหราชอาณาจักร: 31,000 นาย (อังกฤษ 25,000 นายและทหารเยอรมัน 6,000 นาย)
  • เนเธอร์แลนด์: 17,000 นาย
  • ฮันโนเฟอร์: 11,000 นาย
  • เบราน์ชไวค์: 6,000 นาย
  • นัสเซา: 3,000 นาย[5]
  • ปืน 156 อัน[6]

กองทัพบลึชเชอร์:

  • ปรัสเซีย: 50,000 นาย[7]
ความสูญเสีย

รวม: 41,000-42,000 นาย[1]

  • บาดเจ็บและเสียชีวิต 24,000 ถึง 26,000 นาย รวมผู้ถูกจับกุม 6,000 ถึง 7,000 นาย[8]
  • สูญหาย 15,000 นาย[9]
  • imperial eagle standards ถูกจับ 2 กลุ่ม

รวม: 23,000[1]-24,000 นาย
กองทัพเวลลิงตัน: 17,000 นาย

  • ถูกฆ่า 3,500 นาย
  • บาดเจ็บ 10,200 นาย
  • สาบสูญ 3,300 นาย[10]

กองทัพบลึชเชอร์: 7,000 นาย

  • ถูกจับ 1,200 นาย
  • บาดเจ็บ 4,400 นาย
  • สาบสูญ 1,400 นาย[10]
ทั้งสองฝั่ง: ม้าถูกฆ่า 7,000 ตัว

เมื่อนโปเลียนหนีออกจากเกาะเอลบาและคืนสู่อำนาจในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1815 ประเทศทั้งหลายรีบตัวกันจัดตั้งกองทัพสหสัมพันธมิตรเพื่อต่อต้านนโปเลียน กองทัพเวลลิงตันและกองทัพบลึชเชอร์ตั้งค่ายอยู่ใกล้ชายแดนทางเหนือของฝรั่งเศส นโปเลียนวางแผนทั้งคู่ก่อนที่ทั้งคู่จะรวมตัวกับกองทัพพันธมิตรอื่นและบุกเข้าฝรั่งเศส ในวันที่ 16 มิถุนายน นโปเลียนประสบความสำเร็จในการรุกตีกองทัพปรัสเซียในยุทธการที่ลิงงี (Ligny) ด้วยกองหลัก ทำให้ปรัสเซียต้องถอยร่นขึ้นเหนือในวันต่อมา แต่ศึกด้านเวลลิงตันจบลงที่ผลเสมอ นโปเลียนส่งกำลังราวหนึ่งในสามเพื่อไล่ตีกองทัพปรัสเซียจนเกิดเป็นยุทธการที่วาฟ (Wavre) เมื่อวันที่ 18–19 มิถุนายน ทำให้ทหารฝรั่งเศสกองดังกล่าวติดพันศึกด้านนั้นและมาสมทบที่วอเตอร์ลูไม่ได้

เมื่อดยุกแห่งเวลลิงตันทราบเรื่องดังกล่าวก็มองเห็นโอกาสดี ดยุกแห่งเวลลิงตันตัดสินใจตั้งทัพที่เนินมงแซ็งฌ็อง (Mont-Saint-Jean) บนทางหลวงเชื่อมบรัสเซลส์ ใกล้กับหมู่บ้านวอเตอร์ลู เวลลิงตันรับการโจมตีอย่างต่อเนื่องของฝรั่งเศสตลอดบ่ายวันที่ 18 มิถุนายน เมื่อทหารปรัสเซียมาถึง กองทัพปรัสเซียเข้าตีปีกข้างของกองทัพฝรั่งเศสและสร้างความเสียหายอย่างมาก เมื่อตกค่ำ นโปเลียนสั่งกองพันทหารราบรักษาพระองค์ (Garde Impériale) ซึ่งเป็นทหารกองหนุนหน่วยสุดท้ายที่เหลืออยู่เข้าโจมตีแถวของทหารอังกฤษ อีกด้านหนึ่ง ทหารปรัสเซียรุกฝ่าเข้ามาทางปีกขวาของกองทัพฝรั่งเศส ทหารอังกฤษสามารถยันกองพันทหารราบฝรั่งเศสไว้ได้ กองทัพฝรั่งเศสแพ้ราบคาบ

นโปเลียนสละราชสมบัติในอีกสี่วันให้หลัง กองทัพผสมเคลื่อนพลเข้าสู่กรุงปารีสในวันที่ 7 กรกฎาคม ความพ่ายแพ้ที่วอเตอร์ลูปิดฉากการปกครองของนโปเลียนในฐานะจักรพรรดิฝรั่งเศส เป็นจุดจบของสมัยร้อยวัน และเป็นจุดสิ้นสุดของจักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 1

ภูมิหลังแก้ไข

 
นโปเลียนกลับจากเกาะเอลบา
ดูบทความหลักที่: สมัยร้อยวัน

นโปเลียนหลบหนีออกจากเกาะเอลบาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1815 ขณะนั้น ประเทศมหาอำนาจอยู่ระหว่างการประชุมใหญ่แห่งเวียนนาเพื่อจัดระเบียบทวีปยุโรป เมื่อที่ประชุมรับทราบข่าวการหลบหนีของนโปเลียน จึงประกาศให้นโปเลียนเป็นบุคคลนอกกฎหมายในวันที่ 13 มีนาคม และในอีกสี่วันต่อมา กองทัพของสหราชอาณาจักร, รัสเซีย, ออสเตรีย และปรัสเซีย เริ่มเคลื่อนกำลังเพื่อล้มล้างนโปเลียน[11] และเนื่องจากกองทัพข้าศึกมีจำนวนในภาพรวมเหนือกว่าอย่างขาดลอย นโปเลียนจึงทราบดีว่าโอกาสเดียวของเขาคือการชิงโจมตีก่อนที่กองทัพข้าศึกจะสนธิกำลังเป็นกองทัพขนาดใหญ่[12]

ถ้าหากนโปเลียนทำลายกองทัพข้าศึกที่อยู่ทางใต้ของกรุงบรัสเซลล์ก่อนที่ข้าศึกจะได้รับกำลังเสริม เขาก็อาจจะสามารถผลักดันกองทัพอังกฤษกลับไปยังชายฝั่งมหาสมุทร และเอาชนะกองทัพปรัสเซีย สถานการณ์นี้จะช่วยให้เขามีเวลาฝึกฝนกำลังพลและจัดเตรียมกองทัพให้พร้อมรบกับกองทัพผสมของออสเตรีย-รัสเซีย[13] นอกจากนี้ ถ้าหากนโปเลียนได้รับชัยชนะในศึกนี้ ก็อาจจะเป็นแรงผลักดันให้ประชากรเบลเยียมที่พูดภาษาฝรั่งเศส ก่อการปฏิวัติขึ้นในประเทศเบลเยียม ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อเขาเช่นกัน ไม่เท่านั้น กำลังทหารข้าศึกในเบลเยียมก็ไม่ใช่ทหารชั้นดี เนื่องจากหน่วยทหารชั้นดีมากประสบการณ์ถูกส่งไปทวีปอเมริกาเหนือเพื่อร่วมรบในสงคราม ค.ศ. 1812[12]

ทางด้านแม่ทัพอังกฤษอย่างจอมพลดยุกแห่งเวลลิงตัน ในตอนแรกวางแผนจะรับมือภัยคุกคามจากนโปเลียนโดยการเคลื่อนกำลังผ่านเมืองมงส์ (Mons) ไปยังตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงบรัสเซลล์ การกระทำนี้มีข้อดีคือจะทำให้กองทัพของเวลลิงตันอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับกองทัพปรัสเซียในบัญชาของจอมพลบลึชเชอร์ แต่ก็มีข้อเสียคืออาจจะทำให้สูญเสียการติดต่อกับฐานทัพอังกฤษที่เมืองโอสต็องด์ (Ostend) ซึ่งตั้งอยู่ติดชายฝั่งช่องแคบอังกฤษ นโปเลียนชะลอการเคลื่อนกำลังของจอมพลเวลลิงตัน โดยการปล่อยข่าวเท็จเพื่อลวงว่าฝรั่งเศสตัดสายส่งกำลังจากช่องแคบอังกฤษถึงกองทัพของเวลลิงตัน[14]

นโปเลียนเคยมีสรรพกำลังถึงประมาณสามแสนนาย แต่บัดนี้ กำลังทหารของเขาที่วอเตอร์ลูมีไม่ถึงหนึ่งในสามของจำนวนดังกล่าว ถึงกระนั้น กำลังพลเกือบทั้งหมดของเขาก็เป็นทหารชาญศึกที่มีความจงรักภักดียิ่ง นโปเลียนแบ่งกำลังทหารของเขาออกเป็นสามส่วน ได้แก่ปีกซ้ายซึ่งบัญชาโดยจอมพลมีแชล แน, ปีกขวาซึ่งบัญชาโดยจอมพลแอมานุแอล เดอ กรูชี และกำลังสำรองซึ่งบัญชาโดยตัวพระองค์เอง กองทัพฝรั่งเศสข้ามเส้นเขตแดนใกล้กลับเมืองชาร์เลอรัว (Charleroi) ภายในเช้าวันที่ 15 มิถุนายน และรีบบุกครองชัยภูมิสำคัญ ทำให้นโปเลียนอยู่ในตำแหน่งตรงกลางระหว่างกองทัพเวลลิงตันกับกองทัพบลึชเชอร์ โดยหมายจะยับยั้งไม่ให้กองทัพทั้งสองทำการสนธิกำลัง นโปเลียนตั้งใจจะทำลายกองทัพบลึชเชอร์เสียก่อน แล้วจึงทำลายกองทัพเวลลิงตัน[15][16][17][18]

ในคืนวันที่ 15 มิถุนายน ดยุกแห่งเวลลิงตันแน่ใจแล้วว่าหน่วยทหารที่รุกขึ้นเหนือมายังชาเลอรัวเป็นกำลังหลักของฝรั่งเศส และในช่วงเช้าของวันที่ 15 มิถุนายน จอมพลเจ้าชายแห่งออเรนจ์ทำการส่งกำลังส่วนแยกมาให้แก่ดยุกแห่งเวลลิงตัน แต่แล้วเวลลิงตันก็ต้องตกใจกับความเร็วการรุกของนโปเลียน ดยุกแห่งเวลลิงตันจึงรีบสั่งการให้รวมกำลังไว้ที่หมู่บ้านกาทร์บรา (Quatre Bras) สิบเก้ากิโลเมตรทางเหนือของชาเลอรัว อันเป็นตำแหน่งของซึ่งเจ้าชายแห่งออเรนจ์และเจ้าชายแบร์นฮาร์ดแห่งซัคเซิน-ไวมาร์ตั้งทัพอยู่ ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวแทบไม่มีผลดีในการต่อต้านปีกซ้ายของจอมพลแน[19]

การรบแก้ไข

 
แผนที่แสดงยุทธการที่วอเตอร์ลู

สมรภูมิวอเตอร์ลูมีแนวสันเขาตามทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก มีถนนไปบรัสเซล์ตัดผ่านตรงกลางในแนวตั้งฉาก ทางยอดเขามีถนนโออังและหุบเหวตื้น ที่จุดตัดของถนนไปบรัสเซล์มีต้นเอม ซึ่งเวลลิงตันได้ควบคุมการรบที่นั่น โดยใช้การรบบนเนินเขา[20]ความยาวของกองทัพนั้นประมาณ 2.5 ไมล์ (4.0 กิโลเมตร) เวลลิงตันจึงสามารถนำกองทัพของเขารุกขึ้นมาได้ ซึ่งเขาทำในช่วงตอนกลางและฝั่งขวาไปยังหมู่บ้านแบรน์-ลาลเลอดโดยหวังใช้กองทัพปรัสเซียมาถึงให้ทันเวลา[21] ด้านหน้าสันเขามีจุดสำตัญที่สามารถใช้ป้องกันการโจมตีได้ ฝั่งขวาสุดมีชาโต สวน และสวมผลไม้ที่อูโกมองต์มีบ้านที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางต้นไม้ซึ่งหันไปทางทิศเหนือ ตามแนวร่องเหว ฝั่งซ้ายสุดมีหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อปาปล็อต(Papelotte) ซึ่งอูโกมองต์และปาปล็อตได้มีทหารประจำการ ซึ่งทำให้การโจมตีตามแนวขอบใช้ไม่ได้ และปาปล็อตยังยึดถนนไปวาเวรอ ซึ่งทหารปรัสเซียใช้เดินทางมา ทิศตะวันตกของถนนไปบรัสเซล์มีฟาร์มชื่อว่าลาแอย์แซงต์มีทหารเบาแห่งกองทหารแห่งกษัตริย์เยอรมัน 400 นายประจำการอยู่.[22] ด้านตรงข้ามของถนนมีเหมืองทราย ที่หน่วยไรเฟิลที่ 95ประจำการเป็นพลแม่นปืน[23] ตำแหน่งของกองทัพเช่นนี้เป็นสิ่งที่ลำบากใจในการโจมตี การโจมตีต้องโจมตีที่อูโกมง ถ้าโจมตีตรงกลางจะถูงยิงทั้งสองด้าน คือทางอูโกมงและลาแอย์แซงต์ ฝั่งซ้ายจะถูกโจมตีที่ลาแอย์แซงต์ และเมืองปาปล็อต [24] กองทัพฝรั่งเศสอยู่ทางใต้ของสันเขา นโปเลียนไม่เห็นตำแหน่งของเวลลิงตัน จึงเดินทัพไปทางถนนบรัสเซล ปีกขวามีกองที่ 1 นำทัพโดยเดอลงมีทหารราบ 1,600 นาย ทหารม้า 1,500 นาย และสำรองอีก 4,700 ปีกซ้ายนำโดยรายยี มีทหารราบ 1,300 นาย ทหารม้า 1,300 นายและสำรองอีก 4,600 นาย ตรงกลางถนนไปยังลา แบล อาลายยังมีกำลังเสริมของโลโบ ประกอบด้วยทหารราบ 6,000 ทหารรักษาพระองค์ 1,300 นาย และทหารท้าอีก 1,200 นาย[25]

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 Bodart 1908, p. 487.
  2. Hofschröer 1999, pp. 68–69.
  3. Hofschröer 1999, p. 61 cites Siborne's numbers.
  4. Hamilton-Williams 1994, p. 256 gives 168,000.
  5. Barbero 2005, pp. 75–76.
  6. Hamilton-Williams 1994, p. 256.
  7. Chesney 1874, p. 4.
  8. Barbero 2006, p. 312.
  9. Barbero 2005, p. 420.
  10. 10.0 10.1 Barbero 2005, p. 419.
  11. Hamilton-Williams 1993, p. 59.
  12. 12.0 12.1 Chandler 1966, pp. 1016, 1017, 1093.
  13. "The campaign of 1815: a study – A fundamental choice: a defensive or offensive war" (PDF). Waterloo Campaign NL. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2020-04-08. สืบค้นเมื่อ 8 April 2020.
  14. Hofschröer 2005, pp. 136–160.
  15. "Battle of Waterloo – Opening moves". National Army Museum. สืบค้นเมื่อ 17 April 2020.
  16. Mark Simner (15 May 2015). An Illustrated Introduction to the Battle of Waterloo – Quatre Bras and Ligny. Amberley Publishing Limited. ISBN 978-1-4456-4667-1.
  17. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Hussey2017
  18. Alasdair White. The Road to Waterloo: a concise history of the 1815 campaign. Academia. สืบค้นเมื่อ 19 April 2020.
  19. Longford 1971, p. 508.
  20. Barbero 2005, pp. 78,79.
  21. Barbero 2005, p. 80.
  22. Barbero 2005, p. 149.
  23. Parry 1900, p. 58.
  24. Barbero 2005, pp. 141,235.
  25. Barbero 2005, pp. 83–85.

ข้อมูลแก้ไข


แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

  วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Battle of Waterloo   นิยามแบบพจนานุกรมของ meet one's Waterloo ที่วิกิพจนานุกรม