เปิดเมนูหลัก

อะเล็กซานเดรีย

(เปลี่ยนทางจาก อเล็กซานเดรีย)

อะเล็กซานเดรีย[3] หรือในภาษาอาหรับเรียก อัลอิสกันดะรียะห์ (อาหรับ: الإسكندرية‎; อาหรับอียิปต์ (Masri): اسكندريه; คอปติก (Sahidic): Ⲣⲁⲕⲟⲧⲉ; กรีก: Αλεξάνδρεια; อังกฤษ: Alexandria) เป็นเมืองใหญ่อันดับสองในประเทศอียิปต์ รองจากกรุงไคโร มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญทอดตัวยาวประมาณ 32 กม. (20 ไมล์) ตามแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในส่วนกลางของภาคเหนือของประเทศ ระดับความสูงของพื้นที่ซึ่งตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น อะเล็กซานเดรียเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่สำคัญ เนื่องจากมีการต่อเชื่อมท่อแก๊สธรรมชาติและท่อส่งน้ำมันจากเมืองสุเอซ และเมืองนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศอียิปต์ด้วย

อะเล็กซานเดรีย

الإسكندرية

Ⲣⲁⲕⲟⲧⲉ
San Stefano Grand Plaza.JPG
ธงของอะเล็กซานเดรีย
ธง
ตราอย่างเป็นทางการของอะเล็กซานเดรีย
ตรา
สมญา: ไข่มุกแห่งเมดิเตอร์เรเนียน
อะเล็กซานเดรีย is located in อียิปต์
อะเล็กซานเดรีย
อะเล็กซานเดรีย
ที่ตั้งในอียิปต์
พิกัดภูมิศาสตร์: 31°12′N 29°55′E / 31.200°N 29.917°E / 31.200; 29.917
ประเทศอียิปต์ อียิปต์
ก่อตั้ง331 ปีก่อนคริสตกาล
ผู้ก่อตั้งอเล็กซานเดอร์มหาราช
การปกครอง
 • ผู้ว่าราชการจังหวัดAbd El Aziz Konsowa El Ghoury[1]
พื้นที่
 • ทั้งหมด2,679 ตร.กม. (1,034 ตร.ไมล์)
ความสูง5 เมตร (16 ฟุต)
ประชากร (ตุลาคม พ.ศ. 2561)[2]
 • ทั้งหมด5,200,000
 • ความหนาแน่น1,900 คน/ตร.กม. (5,000 คน/ตร.ไมล์)
เดมะนิมAlexandrian, Alexandrine (อาหรับ: إسكندراني‎)
เขตเวลาEST (UTC+2)
รหัสไปรษณีย์21500
รหัสพื้นที่(+20) 3
เว็บไซต์Alexandria.gov.eg
บทความนี้เกี่ยวกับเมืองในประเทศอียิปต์ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ อะเล็กซานเดรีย (แก้ความกำกวม)
r
Z1
a
A35t

niwt
หรือ
r
a
qdd
i i
t
niwt
raqd(y).t (อะเล็กซานเดรีย)
อักษรไฮเออโรกลีฟ

ประวัติศาสตร์แก้ไข

ยุคโบราณแก้ไข

เชื่อกันว่าเมืองอะเล็กซานเดรีย (Alexandreia; กรีกโบราณ: Ἆλεξάνδρεια) ก่อตั้งโดย อเล็กซานเดอร์มหาราช ในเดือนเมษายน 331 ปีก่อนคริสตกาล หัวหน้าสถาปนิกของจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์สำหรับโครงการนี้คือ ดิโนเครเตส แห่งโรดส์ (Dinocrates; กรีกโบราณ: Δεινοκράτης ο Ρόδιος) อะเล็กซานเดรียถูกสถาปนาขึ้น เพื่อที่จะมาแทนที่เมืองนัฟคราติส (Naucratis; กรีกโบราณ: Ναύκρᾰτις; ภาษาอียิปต์โบราณเรียกว่า Piemro; คอปติก: Ⲡⲓⲏⲙⲣⲱ) ในฐานะศูนย์กลางอารยธรรมเฮลเลนิสต์ในอียิปต์และเป็นจุดเชื่อมระหว่างกรีกกับหุบเขาไนล์ที่มั่งคั่ง แม้ว่าจะเชื่อกันมานานแล้วว่าก่อนหน้านั้นมีเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการค้นพบเศษเปลือกหอยและการปนเปื้อนของตะกั่วซึ่งจากการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี แสดงถึงการมีกิจกรรมของมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญมากว่าสองพันปี ก่อนหน้าการก่อตั้งเมืองอะเล็กซานเดรีย[4]

อเล็กซานเดรียเป็นศูนย์กลางทางปัญญาและวัฒนธรรมของโลกโบราณในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมืองและพิพิธภัณฑ์ดึงดูดนักวิชาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหลายคนทั้งชาวกรีก ชาวยิว และชาวซีเรีย ต่อมาภายหลังเมืองถูกชิงปล้นและสูญเสียความสำคัญลง[5]

ในช่วงยุคต้นของคริสตจักร เมืองนี้เป็นศูนย์กลางของเขตอัครบิดรแห่งอะเล็กซานเดรีย ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางที่สำคัญของศาสนาคริสต์ยุคแรกในจักรวรรดิโรมันตะวันออก ในยุคสมัยใหม่คริสตจักรคอปติกออร์โธดอกซ์ และคริสตจักรกรีกออร์โธดอกซ์แห่งอะเล็กซานเดรียต่างก็อ้างสิทธิ์เป็นผู้สืบทอดเขตอำนาจการปกครองนี้

ทางตะวันออกของเมืองอะเล็กซานเดรีย ซึ่งตอนนี้คืออ่าวอะบุ กีร (Abu Qir; อาหรับ: خليج أبو قير‎) ในสมัยโบราณเป็นที่ลุ่มและหมู่เกาะหลายแห่ง ในช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล มีเมืองท่าสำคัญคือ คาโนปอส (Canopus; กรีกโบราณ: Κάνωπος; คอปติก: Ⲡⲓⲕⲩⲁⲧ) และ เอราคลิออน (Heracleion; กรีกโบราณ: Ἡράκλειον; คอปติก: ⲧϩⲱⲛⲓ) ซึ่งพึ่งจะถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีใต้น้ำเมื่อเร็ว ๆ นี้

ชุมชนของอียิปต์ที่ชื่อ ราคอติ Rhakotis มีอยู่ก่อนแล้วบนแนวชายฝั่งก่อนที่จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็นอะเล็กซานเดรีย ในภาษาอียิปต์โบราณ rˁ-ḳṭy.t (คอปติก: ⲣⲁⲕⲟϯ (Bohairic), ⲣⲁⲕⲟⲧⲉ (Sahidic)) นั้นแปลว่า "บริเวณที่ถูกสร้างขึ้น" ซึ่งชื่อนี้ถูกใช้ต่อเนื่องในส่วนของชาวอียิปต์ในเมืองอะเล็กซานเดรีย ไม่กี่เดือนหลังจากการก่อตั้งจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ได้ออกจากอียิปต์ และไม่เคยกลับมาที่เมืองอีก หลังจากนั้นอุปราช คลีโอเมเนส (Cleomenes of Naucratis; กรีกโบราณ: Kλεoμένης) ยังคงทำการขยายเมืองต่อไป หลังจากการต่อสู้กับผู้สืบทอดคนอื่นของจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ นายพล ทอเลมี (Ptolemy Lagides) หรือต่อมาคือทอเลมีที่ 1 โซเตอร์ (กรีกโบราณ: Πτολεμαῖος Σωτήρ) ประสบความสำเร็จในการเชิญพระศพของจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์มาสู่เมืองอะเล็กซานเดรีย แม้ว่าในท้ายที่สุดพระศพจะหายไป หลังจากถูกนำออกจากสุสานฝังพระศพ[6]

แม้ว่าคลีโอเมเนส จะรับผิดชอบดูแลการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเมืองอะเล็กซานเดรีย แต่โครงการสร้าง เอปตาสตาดิออน (Heptastadion, กรีกโบราณ: Ὲπταστάδιον) เขื่อนกันคลื่นและถนนในทะเลไปยังเกาะฟาโรส และส่วนเชื่อมโยงในเขตแผ่นดินดูเหมือนจะเป็นงานหลักของราชอาณาจักรทอเลมี การแทนที่การค้าที่เสื่อมโทรมลงของ ไทร์ Tyre (ฟินิเชีย:    , Ṣur) เมืองท่าสำคัญของฟินิเชีย ทำให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของการค้าระหว่างยุโรป, อาหรับ และอินเดียในทิศตะวันออก ทำให้เมืองนี้ใช้เวลาเติบโตน้อยกว่าหนึ่งชั่วคนก็มีขนาดที่ใหญ่กว่านครคาร์เธจ (พิวนิก:     0   , qrt-ḥdšt) ในเวลาหนึ่งศตวรรษเมืองอะเล็กซานเดรียได้กลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอีกหลายศตวรรษต่อจากนั้นก็มีขนาดเป็นที่สองรองเพียงแต่กรุงโรม เมืองนี้กลายเป็นเมืองหลักของกรีกในอียิปต์ ที่มีพลเมืองชาวกรีกมาจากหลากหลายภูมิหลัง[7]

 
ภาพประภาคารแห่งอะเล็กซานเดรียบนเหรียญจากคริสต์ศตวรรษที่ 2 (ซ้าย: ด้านหลังของเหรียญจักรพรรดิอันโตนีนุส ปิอุส, ฃวา: ด้านหลังของเหรียญ
จักรพรรดิก็อมมอดุส)

อะเล็กซานเดรียไม่เพียง แต่เป็นศูนย์กลางของอารยธรรมเฮลเลนิสต์เท่านั้น แต่ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวยิวที่ใหญ่ที่สุดในโลก คัมภีร์ฮิบรู (อังกฤษ: Tanakh; ฮีบรู: תנ"ך‎) ฉบับแปลภาษากรีกหรือคัมภีร์สารบบเซปตัวจินต์ (ละติน: septuaginta; กรีกโบราณ: Ἑβδομήκοντα; ตัวย่อ: LXX,  ) ได้สร้างขึ้นที่เมืองนี้ ในช่วงต้นฟาโรห์ในราชวงศ์ทอเลมีให้มีการจัดระบบและส่งเสริมการพัฒนาของพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ นำไปสู่การเป็นผู้นำของศูนย์การเรียนรู้อารยธรรมเฮลเลนิสต์ (ห้องสมุดแห่งอะเล็กซานเดรีย) ขณะเดียวกันก็มีความระมัดระวังในการรักษาเอกลักษณ์ความแตกต่าง ของประชากรสามเชื้อชาติที่มีจำนวนมากที่สุดคือ กรีก, ยิว และอียิปต์ด้วย[8] เมื่อถึงยุคสมัยของจักรพรรดิเอากุสตุสกำแพงเมืองได้ล้อมรอบพื้นที่ 5.34 ตารางกิโลเมตร (2.64 salta) และมีประชากรทั้งหมดในสมัยโรมันประมาณ 300,000 คน[9]

จากงานเขียนของไฟโลแห่งอะเล็กซานเดรีย (ฮีบรู: יְדִידְיָה הַכֹּהֵן‎‎) ในปีที่ 38 ของสากลศักราช ความโกลาหลปะทุขึ้นระหว่างพลเมืองชาวยิวและชาวกรีก ในระหว่างการมาเยือนเมืองอะเล็กซานเดรียของ"กษัตริย์แห่งชาวยิว" อกริปปาที่ 1 (ละติน: Agrippa I หรือ Herod Agrippa; ฮีบรู: אגריפס‎) แห่งราชอาณาจักรเฮโรดแห่งยูเดีย โดยเป้าหมายหลักคือต้องการยกเลิกการส่งบรรณาการของรัฐยิวให้กับจักรพรรดิโรมัน การดูหมิ่นระหว่างชนสองเชื้อชาติและความรุนแรงถูกยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการทำลายธรรมศาลาแห่งอะเล็กซานเดรีย ซึ่งเป็นศาสนสถานในศาสนายูดาห์ ความรุนแรงถูกปราบปรามหลังจากจักรพรรดิกาลิกุลา (ละติน: Caligula) เข้าแทรกแซงและเนรเทศผู้ปกครองชาวโรมันฟลัคคุส (ละติน: Aulus Avilius Flaccus) ออกจากเมือง[10]

ในปี ค.ศ. 115 ส่วนใหญ่ของเมืองอะเล็กซานเดรียถูกทำลายระหว่างสงครามคิตอส (ละติน: Seditio Kitos หรือ Tumultus Iudaicus; ฮีบรู: מרד הגלויות‎) ซึ่งทำให้จักรพรรดิฮาดริอานุสและเดคริอันนุส (Decriannus) ซึ่งเป็นสถาปนิกของเขาได้มีโอกาสสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ ในปี ค.ศ. 215 จักรพรรดิการากัลลา (Caracalla; กอล: Καρακάλλας) เดินทางมาเยือนเมืองและเพียงเพราะมีวรรณกรรมเชิงเหน็บแนมดูถูก พรรณาว่าประชาชนสามารถสั่งการเขาได้ จู่ ๆ จักรพรรดิก็สั่งให้กองทัพของเขาสังหารเยาวชนที่มีอายุพอจะจับอาวุธได้ทุกคน ในวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 365 (เหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ครีต ค.ศ. 365)[11] อะเล็กซานเดรียได้รับความเสียหายจากสึนามิ (ละติน: Megacyma) มีการรำลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเวลาต่อมาในชื่อ "วันแห่งความหวาดกลัว"[12]

ยุคของนบีมูฮัมมัดแก้ไข

ปฏิสัมพันธ์ครั้งแรกของศาสดามูฮัมมัดแห่งศาสนาอิสลามกับชาวอียิปต์เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 628 ในระหว่างการยาตรา (siryah, อาหรับ: سِرْيَة‎‎) ของ สัยด อิบนุ ฮาริษะฮฺ (Zayd ibn Harithah, อาหรับ: زَيْد ٱبْن حَارِثَة‎) ในการยุทธในดินแดนฮัสมา (Hisma, อาหรับ: صحراء حِسْمَى‎) เขามอบหมาย ฮาติบ อิบนุ อบู บัลตะอะฮฺ อัล-ลุคอมี (Hatib ibn Abi Balta'ah al-Lakhmi, อาหรับ: حاطب بن أبي بلتعة اللخمي‎) ให้เป็นตัวแทนผู้นำสาส์นส่งถึงผู้ปกครองอียิปต์ในอะเล็กซานเดรีย Muqawqis (อาหรับ: المقوقس‎, คอปติก: ⲭⲁⲩⲕⲓⲁⲛⲟⲥ, ⲕⲁⲩⲭⲓⲟⲥ)[13][14][15] ในสาส์นของมูฮัมมัดกล่าวว่า: "ข้าพเจ้าขอเชิญท่านให้ยอมรับอิสลาม อัลลอฮฺผู้ทรงประเสริฐยิ่งจะให้รางวัลท่านเป็นสองเท่า แต่ถ้าท่านปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นท่านจะต้องแบกรับภาระการละเมิดของชาวอียิปต์" ในระหว่างการยาตราครั้งนี้ หนึ่งในผู้นำสาส์นของมูฮัมมัด ดิฮยะฮฺ อิบนุ เคาะลีฟะฮฺ อัล-กัลบี (Dihyah bin Khalifah al-Kalbi, อาหรับ: دِحْيَة ٱبْن خَلِيفَة ٱلْكَلْبِيّ‎‎) ถูกโจมตี ซึ่งดิฮยะฮฺ ได้เข้าหาตระกูลดูบาอิบ (Banu Dubayb) (ตระกูลในชนเผ่า เจดฮัมมัน (Banu Judham, อาหรับ: بنو جذام‎) ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวมุสลิม) เพื่อขอความช่วยเหลือ เมื่อข่าวมาถึงเมดินา ผู้นำของเผ่าเจดฮัมมัน ริฟาฮฺ อิบนุ สัยด (Rifa'ah ibn Zayd) ได้ร้องขอเผ่าของมูฮัมมัดให้ร่วมส่งคนไปช่วยเหลือซึ่งเผ่าได้ตอบรับ แม้จะไม่เห็นด้วยแต่มูฮัมมัดได้ส่ง สัยด อิบนุ ฮะริษะฮฺ พร้อมกับทหารเพื่อต่อสู้ 500 คนไปช่วยเหลือ กองทัพมุสลิมต่อสู้กับเผ่าเจดฮัมมัน สังหารพวกเขาหลายคน (ก่อให้เกิดความสูญเสียจำนวนมาก) รวมถึงหัวหน้าของพวกเขา อัลฮูนาอิด อิบนุ อาริด (Al-Hunayd ibn Arid) และลูกชาย, ยึดอูฐได้ 1,000 ตัว, ปศุสัตว์ 5,000 ตัว และจับผู้หญิงและเด็กชาย 100 คน หัวหน้าคนใหม่ของเผ่า เจดฮัมมัน ผู้ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามได้ขอร้องให้มูฮัมมัดปล่อยตัวเพื่อนชนเผ่าของเขา ซึ่งมูฮัมมัดก็ได้ปล่อยพวกเขาเหล่านั้น[16][17]

ภูมิอากาศแก้ไข

ข้อมูลภูมิอากาศของอะเล็กซานเดรีย
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 29
(84)
33
(91)
40
(104)
41
(106)
45
(113)
44
(111)
43
(109)
39
(102)
41
(106)
38
(100)
36
(97)
29
(84)
45
(113)
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 18.4
(65.1)
19.3
(66.7)
20.9
(69.6)
24.0
(75.2)
26.5
(79.7)
28.6
(83.5)
29.7
(85.5)
30.4
(86.7)
29.6
(85.3)
27.6
(81.7)
24.1
(75.4)
20.1
(68.2)
24.9
(76.8)
อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) 13.4
(56.1)
13.9
(57)
15.7
(60.3)
18.5
(65.3)
21.2
(70.2)
24.3
(75.7)
25.9
(78.6)
26.3
(79.3)
25.1
(77.2)
22.0
(71.6)
18.7
(65.7)
14.9
(58.8)
20.0
(68)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 9.1
(48.4)
9.3
(48.7)
10.8
(51.4)
13.4
(56.1)
16.6
(61.9)
20.3
(68.5)
22.8
(73)
23.1
(73.6)
21.3
(70.3)
17.8
(64)
14.3
(57.7)
10.6
(51.1)
15.8
(60.4)
อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 2
(36)
4
(39)
7
(45)
12
(54)
17
(63)
18
(64)
14
(57)
11
(52)
1
(34)
1
(34)
1
(34)
ปริมาณฝน มม (นิ้ว) 52.8
(2.079)
29.2
(1.15)
14.3
(0.563)
3.6
(0.142)
1.3
(0.051)
0.01
(0.0004)
0.03
(0.0012)
0.1
(0.004)
0.8
(0.031)
9.4
(0.37)
31.7
(1.248)
52.7
(2.075)
195.94
(7.714)
วันที่มีฝนตกโดยเฉลี่ย (≥ 0.01 มม.) 11.0 8.9 6.0 1.9 1.0 0.04 0.04 0.04 0.2 2.9 5.4 9.5 46.92
จำนวนชั่วโมงที่มีแดด 192.2 217.5 248.0 273.0 316.2 354.0 362.7 344.1 297.0 282.1 225.0 195.3 3,307.1
แหล่งที่มา: องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (UN),[18] Bing Weather[19] for record temperatures,
Hong Kong Observatory[20] for data of sunshine hours and daily mean temperatures

เมืองพี่น้องแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Alexandria Governor - Dr. Abd El Aziz Konsowa". 29 January 2019. Archived from the original on 12 February 2018. สืบค้นเมื่อ 12 February 2018.
  2. "الجهاز المركزي للتعبئة العامة والإحصاء". www.capmas.gov.eg (in Arabic). Archived from the original on 1 October 2018. สืบค้นเมื่อ 27 October 2018.
  3. กองธรรมศาสตร์และการเมือง, ed. (2552). พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (แก้ไขเพิ่มเติม). ราชบัณฑิตยสถาน. p. 393. ISBN 978-616-707-303-3.
  4. "Do fundo do mar... Sea bottom: Sediments Reveal Alexandria's Hidden History". Archived from the original on 5 November 2006. สืบค้นเมื่อ 2017-01-28.
  5. "The Lighthouse Dims". Foreign Policy. 23 December 2014. Archived from the original on 9 March 2017. สืบค้นเมื่อ 5 March 2017.
  6. O'Connor, Lauren (2009). "8". The Remains of Alexander the Great: The God, The King, The Symbol (PDF). Constructing the Past. 10.
  7. Erskine, Andrew (April 1995). "Greece & Rome, 2nd Ser". Culture and Power in Ptolemaic Egypt: The Museum and Library of Alexandria. 42 (1): 38–48 [42].
  8. Erskine, Andrew (April 1995). "Culture and Power in Ptolemaic Egypt: the Museum and Library of Alexandria" (PDF). Greece & Rome. 42 (1): 38–48. doi:10.1017/S0017383500025213.
  9. "Ancient Alexandria, Comparison Between Alexandria and Ancient Rome". aldokkan.com. สืบค้นเมื่อ 5 November 2019.
  10. Philo of Alexandria. "Against Flaccus".
  11. Ammianus Marcellinus. "Res Gestae, 26.10.15–19". Archived from the original on 17 March 2008.
  12. Stiros, Stathis C. (2001). "The AD 365 Crete earthquake and possible seismic clustering during the fourth to sixth centuries AD in the Eastern Mediterranean: a review of historical and archaeological data". Journal of Structural Geology. 23: 545–562 (549 & 557). ISSN 0191-8141. OCLC 4967864.
  13. Safiur-Rahman Mubarakpuri, The Sealed Nectar Archived 5 September 2015 at the Wayback Machine., p. 222
  14. Akbar Shāh Ḵẖān Najībābādī, History of Islam, Volume 1, p. 194. Quote: "Again, the Holy Prophet «P sent Dihyah bin Khalifa Kalbi to the Byzantine king Heraclius, Hatib bin Abi Baltaeh to the king of Egypt and Alexandria; Allabn Al-Hazermi to Munzer bin Sawa the king of Bahrain; Amer bin Aas to the king of Oman. Salit bin Amri to Hozah bin Ali— the king of Yamama; Shiya bin Wahab to Haris bin Ghasanni to the king of Damascus"
  15. Werner., Vycichl (1984) [1983]. Dictionnaire étymologique de la langue copte. Leuven: Peeters. ISBN 9782801701973. OCLC 11900253.
  16. Mubarakpuri, Saifur Rahman Al (2005). The Sealed Nectar. Darussalam Publications. p. 226. Archived from the original on 5 September 2015. สืบค้นเมื่อ 1 July 2015. (online Archived 17 March 2015 at the Wayback Machine.)
  17. Watt, W. Montgomery (1956). Muhammad at Medina. Oxford University Press. p. 108. ISBN 978-0-19-577307-1. Archived from the original on 5 September 2015. สืบค้นเมื่อ 1 July 2015. Dihyah b. Khalifah al-Kalbi, who had gone to Syria on an errand for Muhammad, was returning to Medina with gifts, when he was robbed by a man of Judham called al-Hunayd. Another clan of Judham, however, or some men from another tribe, forced al-Hunayd to give the things back. Meanwhile a leader of Judham, Rifa'ah b. Zayd, had been in Medina, had brought back to the tribe Muhammad's terms for an alliance, and the tribe had accepted. Muhammad had not been informed of this decision, however, and sent out Zayd b. Harithah to avenge the insult to his messenger. There was a skirmish in which the Muslims killed al-Hunayd and captured a number of women and animals. (free online Archived 7 October 2014 at the Wayback Machine.)
  18. "Weather Information for Alexandria". World Weather Information Service. World Meteorological Organization. สืบค้นเมื่อ 30 October 2019.
  19. Alexandria, Egypt Monthly Averages Archived 20 May 2013 at the Wayback Machine. – Bing Weather
  20. "Climatological Information for Alexandria, Egypt" (1961-1990) - Hong Kong Observatory
  21. "Bratislava City - Twin Towns". Bratislava-City.sk. สืบค้นเมื่อ 26 October 2008.
  22. "Sister Cities Home Page". eThekwini Online: The Official Site of the City of Durban. Archived from the original on 11 October 2012.
  23. "Baltimore City Mayor's Office of International and Immigrant Affairs - Sister Cities Program". Archived from the original on 18 January 2010. สืบค้นเมื่อ 18 July 2009.

บรรณานุกรมแก้ไข

  • Haag, Michael (September 27, 2004). Alexandria: City of Memory. London and New Haven: Yale University Press. ISBN 978-0300191127. A social, political and literary portrait of cosmopolitan Alexandria during the 19th and 20th centuries
  • Von Hagen, Victor Wolfgang (1967). The Roads that led to Rome. Photographed by Adolfo Tomeucci. Cleveland and New York: The World Publishing. ASIN B005HZJQYY.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

พิกัดภูมิศาสตร์: 31°12′N 29°55′E / 31.200°N 29.917°E / 31.200; 29.917