สงครามนโปเลียน

สงครามนโปเลียน (อังกฤษ: Napoleonic Wars, ฝรั่งเศส: Guerres napoléoniennes) เป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่สำคัญที่ทำให้จักรวรรดิฝรั่งเศสและพันธมิตร นำโดยนโปเลียนที่ 1 ต่อกรกับกลุ่มอำนาจในยุโรปที่ดูผันผวนซึ่งได้รวมตัวกันเป็นพันธมิตร ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินและนำโดยสหราชอาณาจักร มันถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาอันสั้นๆ ของการปกครองฝรั่งเศสในยุโรปส่วนใหญ่ สงครามครั้งนี้เกิดจากข้อพิพาทที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติฝรั่งเศสและผลลัพธ์ของความขัดแย้งครั้งนี้ สงครามมักแบ่งออกเป็นความขัดแย้งห้าครั้ง แต่ละครั้งจะเรียกตามชื่อสหสัมพันธมิตรที่ต่อสู้กับนโปเลียน: สหสัมพันธมิตรครั้งที่สาม (ค.ศ. 1805) ครั้งที่สี่ (ค.ศ. 1806-07) ครั้งที่ห้า (ค.ศ. 1809) ครั้งที่หก (ค.ศ. 1813-14) และครั้งที่ 7 (ค.ศ. 1815) เป้าหมายของสงครามครั้งนี้คือการจัดตั้งรัฐบาลที่มีความมั่นคงในฝรั่งเศส ในขณะที่ได้แสดงให้ทั่วทั้งยุโรปเห็นว่า กองทัพที่พวกเขารวบรวมมาได้นั้นมีไว้เพื่อปกป้อง

สงครามนโปเลียน
La bataille d'Austerlitz. 2 decembre 1805 (François Gérard).jpg
Battle of Waterloo 1815.PNG
บน: ยุทธการที่เอาสเทอร์ลิทซ์
ล่าง: ยุทธการที่วอเตอร์ลู
วันที่ ราว ค.ศ. 1803–ค.ศ. 1815
สถานที่ มหาสมุทรแอตแลนติก, คอเคซัส, ทวีปยุโรป, เฟรนช์เกียนา, มหาสมุทรอินเดีย, ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน, ทวีปอเมริกาเหนือ, ทะเลเหนือ, ริโอเดลาปลาตา และหมู่เกาะเวสต์อินดีส
ผลลัพธ์ ชัยชนะของสัมพันธมิตร
เกิดการประชุมแห่งเวียนนา
คู่ขัดแย้ง
ฝ่ายสัมพันธมิตร:

สหราชอาณาจักร สหราชอาณาจักร
จักรวรรดิออสเตรีย จักรวรรดิออสเตรีย[a]
จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิรัสเซีย[b]
ปรัสเซีย ราชอาณาจักรปรัสเซีย[a]
โปรตุเกส ราชอาณาจักรโปรตุเกส
สเปน จักรวรรดิสเปน[c]
Flag of the Kingdom of the Two Sicilies (1816).svg ซิซิลีทั้งสอง[d]
พีดมอนต์-ซาร์ดิเนีย ราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย
สวีเดน ราชอาณาจักรสวีเดน[e]
จักรวรรดิออตโตมัน จักรวรรดิออตโตมัน สัมพันธมิตรรอง:

Flagge Herzogtum Braunschweig.svg เบราน์ชไวก์
Pavillon royal de France.svg ฝรั่งเศสหัวบูร์บง
ราชอาณาจักรฮันโนเฟอร์ แฮโนเวอร์
Flag of the House of Nassau Weilburg.svg นัสเซา
เนเธอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์
จักรวรรดิฝรั่งเศสและพันธมิตร:
Flag of France (1794–1815, 1830–1958).svg จักรวรรดิฝรั่งเศส

เนเธอร์แลนด์ ฮอลแลนด์[f]
ราชอาณาจักรอิตาลี (นโปเลียน) อิตาลี
Flag of the Kingdom of Etruria.svg อีทรูเรีย[g]
ทู ซิชิลีส์ เนเปิลส์[h]
Flag of the Duchy of Warsaw.svg ดัชชีวอร์ซอ[i]
สมาพันธรัฐแห่งแม่น้ำไรน์[j]:

รัฐบาวาเรีย บาวาเรีย
State flag of Saxony before 1815.svg ซัคเซิน
Flagge Königreich Württemberg.svg เวือร์ทเทิมแบร์ค

เดนมาร์ก เดนมาร์ก–นอร์เวย์[k]

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ออสเตรีย ฟรันซ์ที่ 1 แห่งออสเตรีย

ออสเตรีย อาร์ชดยุกคาร์ล
จักรวรรดิออสเตรีย เจ้าชายคาร์ล ฟิลิป
จักรวรรดิออสเตรีย อาร์ชดยุกโยฮันน์
สหราชอาณาจักร พระเจ้าจอร์จที่ 3
สหราชอาณาจักร ดยุกแห่งพอร์ตแลนด์
สหราชอาณาจักร เอิร์ลแห่งลิเวอร์พูล
สหราชอาณาจักร ดยุกแห่งเวลลิงตัน
สหราชอาณาจักร โฮราชิโอ เนลสัน 
จักรวรรดิรัสเซีย อเล็กซานเดอร์ที่ 1
จักรวรรดิรัสเซีย มีฮาอิล คูตูซอฟ
จักรวรรดิรัสเซีย ไมเคิล บาร์เคลย์
จักรวรรดิรัสเซีย เคานต์เบินนิกเซิน
ปรัสเซีย แกบฮาร์ด ฟอน บลือเชอร์
ปรัสเซีย ดยุกแห่งเบราน์ชไวก์ 
ปรัสเซีย เจ้าชายแห่งโฮเอนโล
สเปน ฟรังซิสโก คาสตันยอส
สเปน Miguel de Alava
ทู ซิชิลีส์ แฟร์ดีนันด์ที่ 4 แห่งเนเปิลส์
จักรวรรดิออตโตมัน สุลต่านเซลิมที่ 3
สวีเดน กุสตาฟที่ 4 แห่งสวีเดน
สวีเดน เจ้าชายคาร์ลแห่งสวีเดน[l]
เนเธอร์แลนด์ วิลเลิมแห่งออเรนจ์
เนเธอร์แลนด์ เจ้าชายเฟรเดริก
Pavillon royal de France.svg หลุยส์ที่ 18

Flag of France (1794–1815, 1830–1958).svg นโปเลียนที่ 1 #

Flag of France (1794–1815, 1830–1958).svg มีแชล แน
Flag of France (1794–1815, 1830–1958).svg โฌเซฟ โบนาปาร์ต
Flag of France (1794–1815, 1830–1958).svg หลุยส์-อาแล็กซ็องดร์ แบร์ตีเย
Flag of France (1794–1815, 1830–1958).svg หลุยส์-นีกอลา ดาวู
Flag of France (1794–1815, 1830–1958).svg ฌอง ลานน์ 
Flag of France (1794–1815, 1830–1958).svg อังเดร มาสเซนา
Flag of France (1794–1815, 1830–1958).svg ฌ็อง เดอ ดีเยอ ซูลต์
Flag of France (1794–1815, 1830–1958).svg ฌ็อง-บาติสต์ เบสซิแยร์ 
Flag of France (1794–1815, 1830–1958).svg ปีแยร์-ฌัก วีลเนิฟ #
เนเธอร์แลนด์ หลุยส์ โบนาปาร์ต
ทู ซิชิลีส์ ฌออากีม มูว์รา
ราชอาณาจักรอิตาลี (นโปเลียน) เออแฌน เดอ โบอาร์แน
Flag of the Duchy of Warsaw.svg เจ้าชายโปเนียตอฟสกี 
รัฐบาวาเรีย มักซีมีเลียนที่ 1
State flag of Saxony before 1815.svg ฟรีดิช เอากุสตุสที่ 1
Flag of France (1794–1815, 1830–1958).svg เฌโรม โบนาปาร์ต
Flagge Königreich Württemberg.svg ฟรีดริชที่ 1

กำลังพลสูญเสีย
ระหว่าง 3,350,000 ถึง 6,500,000 คน
  1. ทั้งออสเตรียและปรัสเซียเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสอยู่ชั่วระยะหนึ่งและส่งกองทัพไปสนับสนุนการรุกรานรัสเซียของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1812
  2. รัสเซียเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสหลังจากสนธิสัญญาทิลซิทในปี ค.ศ. 1807 แต่มายุติลงในปี ค.ศ. 1810 ที่ทำให้ฝรั่งเศสเข้ารุกรานรัสเซียในปี ค.ศ. 1812 ในช่วงนั้นรัสเซียก็ทำสงครามกับสวีเดน (ค.ศ. 1808-1809) และกับ จักรวรรดิออตโตมัน (ค.ศ. 1806-1812) และบางส่วนกับบริเตน (ค.ศ. 1807-1812)
  3. สเปนเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสจนกระทั่งฝรั่งเศสรุกรานในปี ค.ศ. 1808 จากนั้นฝรั่งเศสก็ต่อสู้ในสงครามคาบสมุทร
  4. ซิซิลีที่ยังยังเป็นสหอาณาจักรกับเนเปิลส์กลายมาเป็นรัฐบริวารของฝรั่งเศสหลังจากยุทธการแคมโพเทเนเซในปี ค.ศ. 1806.
  5. สวีเดนประกาศสงครามกับสหราชอาณาจักรหลังจากพ่ายแพ้แก่รัสเซียในสงครามฟินแลนด์ (ค.ศ. 1808–1809)
  6. จักรวรรดิฝรั่งเศสผนวกราชอาณาจักรฮอลแลนด์ใน ค.ศ. 1810 กองทหารดัตช์ต่อสู้กับนโปเลียนในสมัยร้อยวันในปี ค.ศ. 1815
  7. จักรวรรดิฝรั่งเศสผนวกราชอาณาจักรอีทรูเรียใน ค.ศ. 1807
  8. ราชอาณาจักรเนเปิลส์เป็นพันธมิตรกับออสเตรียอยู่ชั่วระยะหนึ่งใน ค.ศ. 1814, เป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสอีกครั้งและต่อสู้กับออสเตรียระหว่างสงครามเนเปิลส์ในปี ค.ศ. 1815
  9. นโปเลียนก่อตั้งดัชชีวอร์ซอปกครองโดย ราชอาณาจักรแซกโซนีในปี ค.ศ. 1807 ก่อนหน้านั้นกองทัพของโปแลนด์ก็เข้าร่วมการต่อสู้ในกองทัพฝรั่งเศสแล้ว
  10. รัฐเยอรมันสิบหกรัฐที่เป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส (รวมทั้งบาวาเรียและเวิร์ตเต็มแบร์ก) ก่อตั้งเป็นสมาพันธรัฐแห่งลุ่มแม่น้ำไรน์ในเดือนกรกฎาคมปี ค.ศ. 1806 หลังจากยุทธการเอาสเทอร์ลิทซ์ (ธันวาคม ค.ศ. 1805) และหลังจากยุทธการเยนา-เออร์ชเต็ดท์ (ตุลาคม ค.ศ. 1806) รัฐเยอรมันอื่นที่เดิมต่อสู้ร่วมกับฝ่ายต่อต้านฝรั่งเศสรวมทั้งแซกโซนีและเวสต์ฟาเลียก็หันกลับมาเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสและเข้าร่วมในสมาพันธรัฐ แต่แซกโซนีก็เปลี่ยนข้างอีกครั้งในปี ค.ศ. 1813 ระหว่างยุทธการไลพ์ซิกที่ทำให้รัฐอื่นรีบทำตามและประกาศสงครามกับฝรั่งเศส
  11. เดนมาร์ก-นอร์เวย์ยังคงรักษาความเป็นกลางมาจนถึงยุทธการโคเปนเฮเกน (ค.ศ. 1807) เดนมาร์กถูกบังคับให้ยกนอร์เวย์ให้แก่สวีเดนตามสนธิสัญญาคีลในปี ค.ศ. 1814 หลังจากการรณรงค์ทางทหารของสวีเดนต่อนอร์เวย์ นอร์เวยก็รวมเป็นสหอาณาจักรกับสวีเดน
  12. Was a commander for the French Empire, as Marshal Jean-Baptiste Bernadotte, ค.ศ. 1804–1810.

เมื่อนโปเลียนได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งกงสุลคนแรกของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1799 ได้รับช่วงต่อจากสาธารณรัฐอันวุ่นวาย ต่อมาเขาได้สร้างรัฐที่มีการเงินที่มั่นคง ระบบราชการที่แข็งแกร่ง และกองทัพที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ในปี ค.ศ. 1805 ออสเตรียและรัสเซียได้จัดตั้งสหสัมพันธมิตรครั้งที่สามและทำสงครามกับฝรั่งเศส ในการตอบโต้ นโปเลียนได้เอาชนะกองทัพรัสเซีย-ออสเตรียที่เป็นพันธมิตรกันที่เอาสเทอร์ลิทซ์ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1805 ซึ่งถือว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์ ในทางด้านทะเล บริติชได้เอาชนะกองทัพเรือร่วมกันของฝรั่งเศส-สเปนอย่างหนักหน่วงในยุทธนาวีที่ตราฟัลการ์ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1805 ชัยชนะครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถควบคุมทางทะเลและป้องกันเกาะอังกฤษจากการถูกบุกครอง ด้วยความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มอำนาจของฝรั่งเศส ปรัสเซียเป็นผู้นำในการก่อตั้งสหสัมพันธมิตรครั้งที่สี่กับรัสเซีย ซัคเซิน และสวีเดน และการเริ่มต้นของสงครามในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1806 นโปเลียนได้เอาชนะปรัสเซียอย่างรวดเร็วที่เจนาและรัสเซียที่ฟรายด์ลันด์ ได้นำพาความสงบสุขที่ไม่สบายใจมาสู่ทวีป แม้ว่าสันติภาพจะล้มเหลว เมื่อสงครามได้ปะทุขึ้นมาในปี ค.ศ. 1809 เมื่อสหสัมพันธมิตรครั้งที่ห้าซึ่งเตรียมการที่แย่ นำโดยออสเตรีย ซึ่งพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วที่วากรัม

ด้วยความหวังที่จะแบ่งแยกและทำให้บริติชอ่อนแลลงทางเศรษฐกิจผ่านทางระบบทวีป นโปเลียนได้เปิดฉากการบุกครองโปรตุเกสซึ่งเป็นพันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวของอังกฤษที่เหลืออยู่ในทวีปยุโรป ภายหลังจากการยึดครองลิสบอนในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1807 และด้วยกองทหารฝรั่งเศสจำนวนมากที่อยู่ในสเปน นโปเลียนจึงฉวยโอกาสในการจัดการกับสเปน อดีตพันธมิตรของพระองค์ ซึ่งได้ทำการขับไล่ราชวงศ์สเปนที่ปกครองอยู่ออกไปและประกาศให้พระเชษฐาของพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งสเปนแทนในปี ค.ศ. 1808 เป็นพระเจ้าโฮเซที่ 1 สเปนและโปรตุเกสได้ออกมาลุกฮือโดยได้รับการสนับสนุนจากบริติชและขับไล่ฝรั่งเศสออกจากคราบสมุทรไอบีเรียในปี ค.ศ. 1814 ภายหลังจากหกปีของการสู้รบ

ในขณะเดียวกัน รัสเซียไม่เต็มใจที่จะแบกรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการค้าที่ลดลงและละเมิดระบบทวีปอยู่เป็นประจำ ทำให้นโปเลียนเปิดฉากการบุกครองรัสเซียครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1812 ผลลัพธ์ของการทัพครั้งนี้ได้จบลงด้วยหายนะและความพินาศย่อยยับของกองทัพใหญ่ของนโปเลียน

ด้วยแรงบันดาลใจจากความพ่ายแพ้ ออสเตรีย ปรัสเซีย และรัสเซียได้ก่อตั้งสหสัมพันธมิตรครั้งที่หกและเริ่มการทัพครั้งใหม่เพื่อต่อกรกับฝรั่งเศส โดยเอาชนะนโปเลียนที่ไลพ์ซิชอย่างเด็ดขากในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1813 ภายหลังจากการสู้รบที่ยังหาบทสรุปไม่ได้หลายครั้ง จากนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้บุกครองฝรั่งเศสจากทางด้านตะวันออก ในขณะที่สงครามคาบสมุทรได้แผ่ขยายออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้เข้ายึดกรุงปารีสไว้ได้ เมื่อปลายเดือนมีนาคม ค.ศ. 1814 และบีบบังคับให้นโปเลียนสละราชบังลังก์ในเดือนเมษายน พระองค์ถูกเนรเทศไปยังเกาะเอลบาและราชวงศ์บูร์บงได้รับการฟื้นฟูกลับมาเข้าสู่อำนาจอีกครั้ง แต่นโปเลียนได้หลบหนีออกมาในในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1815 และกลับเข้ามาควบคุมฝรั่งเศสอีกครั้งจากราวหนึ่งร้อยวัน ภายหลังจากการก่อตั้งสหสัมพันธมิตรครั้งที่เจ็ด ฝ่ายสัมพันธมิตรได้เอาชนะพระองค์อย่างถาวรที่วอเตอร์ลูในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1815 และเนรเทศพระองค์ไปยังเกาะเซนต์เฮเลนา ซึ่งพระองค์ได้สวรรคตในอีกหกปีต่อมา

การประชุมใหญ่แห่งเวียนนาได้ทำให้ชายแดนของทวีปยุโรปได้ถูกเขียนขึ้นใหม่และนำมาซึ่งช่วงเวลาแห่งความสงบสุข สงครามได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อประวัติศาสตร์โลก รวมทั้งการแพร่กระจายของลัทธิชาตินิยมและเสรีนิยม การเถลิงอำนาจของบริติชในฐานะที่เป็นมหาอำนาจที่มีทั้งอำนาจควบคุมทางทะเลและเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของโลก การปรากฏตัวของขบวนการเพื่อเรียกร้องเอกราชในละตินอเมริกา และการล่มสลายของจักรวรรดิสเปนและจักรวรรดิโปรตุเกสในเวลาต่อมา การปรับโครงสร้างพื้นฐานของดินแดนเยอรมันและอิตาลีทำให้กลายเป็นรัฐขนาดใหญ่มากขึ้น และการได้รับแนะนำวิธีการใหม่ๆ ในการทำสงคราม แต่ยังรวมไปถึงกฎหมายทางแพ่งอีกด้วย

อ้างอิงแก้ไข

  • Asprey, Robert (2000). The Rise of Napoleon Bonaparte. New York: Basic Books. ISBN 0-465-04879-X.
  • Blanning, T. C. W. (2002). The Culture of Power and the Power of Culture. Oxford: Oxford University Press. ISBN 0198227450.
  • Cronin, Vincent (1994). Napoleon. HarperCollins. ISBN 0006375219.
  • Pope, Stephen (1999). The Cassel Dictionary of the Napoleonic Wars. Cassel. ISBN 0-304-35229-2.
  • Schom, Alan (1998). Napoleon Bonaparte: A Life. Perennial. ISBN 0-06-092958-8.
  • Tombs, Robert and Isabelle (2006). That Sweet Enemy. William Heinemann. ISBN 978-1-4000-4024-7.
  • Zamoyski, Adam (2004). Moscow 1812: Napoleon's Fatal March. HarperCollins. ISBN 0-00-718489-1.