ริโอเดลาปลาตา (สเปน: Río de la Plata หมายถึง "แม่น้ำแห่งแร่เงิน") หรือที่นิยมเรียกว่า แม่น้ำเพลต (River Plate) ในภาษาอังกฤษ เป็นชะวากทะเลที่เกิดจากการบรรจบกันของแม่น้ำอุรุกวัยกับแม่น้ำปารานาที่ปุนตาโกร์ดา โดยไหลออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติกและสร้างส่วนเว้ารูปกรวยที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกาใต้ ริโอเดลาปลาตาอาจเป็นได้ทั้งแม่น้ำ ชะวากทะเล อ่าว หรือทะเลชายขอบทวีป ขึ้นอยู่กับคำนิยามของนักภูมิศาสตร์[3][7][ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้] ถ้าถือเป็นแม่น้ำ ริโอเดลาปลาตาจะเป็นแม่น้ำที่กว้างที่สุดในโลก โดยมีความกว้างสูงสุด 220 กิโลเมตร (140 ไมล์)

ริโอเดลาปลาตา
แม่น้ำเพลต, แม่น้ำลาปลาตา
ภาพถ่ายริโอเดลาปลาตาโดยนาซามาจากทิศตะวันเฉียงเหนือถึงตะวันออกเฉียงใต้ บัวโนสไอเรสอยู่ทางด้านขวาใกล้สามเหลี่ยมปากแม่น้ำปารานา ตะกอนแม่น้ำ ทำให้น้ำทะเลเป็นสีน้ำตาลในพื้นที่มอนเตวิเดโอที่ชายฝั่งด้านซ้าย
แผนที่ลุ่มน้ำริโอเดลาปลาตา แสดงริโอเดลาปลาตาที่ปากแม่น้ำปารานาและอุรุกวัย ใกล้บัวโนสไอเรส
ที่มาของชื่อภาษาสเปนที่แปลว่า "แม่น้ำแห่งแร่เงิน"
ที่ตั้ง
ประเทศอาร์เจนตินาและอุรุกวัย
นคร
ลักษณะทางกายภาพ
ต้นน้ำจุดที่แม่น้ำปารานากับอุรุกวัยบรรจบกัน
 • ตำแหน่งอาร์เจนตินา/อุรุกวัย
 • พิกัดภูมิศาสตร์34°0′5″S 58°23′37″W / 34.00139°S 58.39361°W / -34.00139; -58.39361[1]
ปากน้ำมหาสมุทรแอตแลนติก
 • ตำแหน่ง
ทะเลอาร์เจนติน ประเทศอาร์เจนตินา
 • พิกัด
35°40′S 55°47′W / 35.667°S 55.783°W / -35.667; -55.783พิกัดภูมิศาสตร์: 35°40′S 55°47′W / 35.667°S 55.783°W / -35.667; -55.783[2]
ความยาว290 km (180 mi)[3] ถ้ารวมแม่น้ำปารานา จะยาว 4,876 กิโลเมตร (3,030 ไมล์)
พื้นที่ลุ่มน้ำ3,170,000 km2 (1,220,000 sq mi)[4] 3,182,064 km2 (1,228,602 sq mi)[5]
อัตราการไหล 
 • ตำแหน่งริโอเดลาปลาตา มหาสมุทรแอตแลนติก
 • เฉลี่ย(ช่วง ค.ศ. 1971-2010)

27,225 m3/s (961,400 cu ft/s)[5] 22,000 m3/s (780,000 cu ft/s)[3]

884 km3/a (28,000 m3/s)[6]
 • ต่ำสุด12,000 m3/s (420,000 cu ft/s)
 • สูงสุด50,000 m3/s (1,800,000 cu ft/s)
ลุ่มน้ำ
ลำน้ำสาขา 
 • ซ้ายแม่น้ำอุรุกวัย, แม่น้ำซันฆวน, แม่น้ำซันตาลูเซีย
 • ขวาแม่น้ำปารานา, แม่น้ำลูฆัน, แม่น้ำซาลาโด
ริโอเดลาปลาตาในประเทศอาร์เจนตินา

แม่น้ำนี้มีความยาวประมาณ 290 กิโลเมตร (180 ไมล์) และกว้างประมาณ 2 กิโลเมตร (1.2 ไมล์) จากต้นน้ำถึงประมาณ 220 กิโลเมตร (140 ไมล์) ที่ปากแม่น้ำ[8] เป็นพรมแดนทางธรรมชาติระหว่างประเทศอาร์เจนตินากับประเทศอุรุกวัย โดยมีเมืองท่าหลักและเมืองหลวงอย่างบัวโนสไอเรสทางตะวันตกเฉียงเหนือ และมอนเตวิเดโอทางตะวันออกเฉียงใต้

ภูมิศาสตร์ แก้

ริโอเดลาปลาตาเริ่มต้นที่จุดบรรจบกันระหว่างแม่น้ำอุรุกวัยกับปารานาที่ปุนตาโกร์ดา และไหลไปทางตะวันออกถึงมหาสมุทรแอตแลนติดตอนใต้ ไม่มีจุดระบุว่าส่วนตะวันออกของแม่น้ำสิ้นสุดที่ไหน โดยทางองค์การอุทกศาสตร์สากลนิยานขอบเขตทางตะวันออกของริโอเดลาปลาตาเป็น "เส้นที่เชื่อมระหว่างปุนตาเดลเอสเต ประเทศอุรุกวัยกับกาโบซันอันโตนิโอ ประเทศอาร์เจนตินา"[2]

แม้ว่าโดยทั่วไปจะเรียกว่าแม่น้ำ นักภูมิศาสตร์บางคนถือให้ริโอเดลาปลาตาเป็นอ่าวหรือทะเลชายขอบทวีปขนาดใหญ่ในมหาสมุทรแอตแลนติก[3][8] ส่วนผู้ที่ถือว่าเป็นแม่น้ำ จะถือว่าที่นี่เป็นแม่น้ำที่กว้างที่สุดในโลก โดยมีความกว้างสูงสุดประมาณ 220 กิโลเมตร (140 ไมล์) และพื้นที่ผิวรวมประมาณ 35,000 ตารางกิโลเมตร (14,000 ตารางไมล์)[3]

อ้างอิง แก้

  1. Río Paraná Guazú ที่ GEOnet Names Server (main distributary of the Río Paraná)
  2. 2.0 2.1 "Limits of Oceans and Seas, 3rd edition" (PDF). International Hydrographic Organization. 1953. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 8 October 2011. สืบค้นเมื่อ 28 December 2020.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 "Río de la Plata". Encyclopædia Britannica. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 May 2015. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
  4. Raúl A. Guerrero; และคณะ (June 1997). "Physical oceanography of the Río de la Plata Estuary, Argentina". Continental Shelf Research. 17 (7): 727–742. Bibcode:1997CSR....17..727G. doi:10.1016/S0278-4343(96)00061-1.
  5. 5.0 5.1 "Balance hídrico en la Cuenca del Plata". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-10-19. สืบค้นเมื่อ 2023-08-16.
  6. "Transboundary River Basin Overview – La Plata" (PDF).
  7. "Limits in the Sea No. 44 Straight Baselines: Argentina" (PDF). The Geogrpher, Bueau of Intelligence and Research, Department of State of United States of America. August 10, 1972.
  8. 8.0 8.1 Fossati, Monica; Piedra-Cueva, Ismael. "Salinity Simulations of the Rio de la Plata" (PDF). International Conference on Estuaries and Coasts. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 6 March 2012. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.