จักรวรรดิรัสเซีย

อดีตจักรวรรดิในทวีปยูเรเชียและอเมริกาเหนือ

จักรวรรดิรัสเซีย[e] เป็นจักรวรรดิในประวัติศาสตร์ที่มีอาณาเขตกว้างขวางตั้งแต่ยูเรเชียจนถึงอเมริกาเหนือตั้งแต่ ค.ศ. 1721 โดยสืบทอดจากอาณาจักรซาร์รัสเซียหลังการทำสนธิสัญญานีสตาดซึ่งยุติมหาสงครามเหนือ จักรวรรดิรัสเซียดำรงอยู่จนกระทั่งสาธารณรัฐรัสเซียได้รับการประกาศจัดตั้งโดยรัฐบาลเฉพาะกาลซึ่งเข้ายึดอำนาจหลังการปฏิวัติในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917[5][6] จักรวรรดิรัสเซียเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง จักรวรรดิรัสเซียได้แผ่ขยายดินแดนไปถึงสามทวีป ได้แก่ ทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ แต่ในเรื่องของขนาดนั้น เป็นรองจากจักรวรรดิบริติชและจักรวรรดิมองโกลเท่านั้น การผงาดขึ้นของจักรวรรดิรัสเซียเกิดขึ้นพร้อมกับการเสื่อมอำนาจของมหาอำนาจข้างเคียงที่เป็นคู่แข่ง เช่น จักรวรรดิสวีเดน เครือจักรภพโปแลนด์–ลิทัวเนีย เปอร์เซีย จักรวรรดิออตโตมัน และจักรวรรดิ​ต้าชิง

จักรวรรดิรัสเซีย

Российская Империя (รัสเซียสมัยใหม่)
Россійская Имперія (การสะกดก่อน ค.ศ. 1918)

Rossiyskaya Imperiya
ค.ศ. 1721–ค.ศ. 1917
คำขวัญ"ซนามิโบ!"
Съ нами Богъ!
S nami Bog! ("พระเจ้าทรงอยู่กับเรา!")
เพลงชาติ
"กรอมโพเบดี ราซดาวายเซีย!"
Гром победы, раздавайся!
Grom pobedy, razdavaysia! (ค.ศ. 1791–1816)
("ขอสายฟ้าแห่งชัยชนะจงฟาดลงมา!") (ไม่เป็นทางการ)
"คอยสลาเวน นาชโกสปอค วซีออน"
Коль славен наш Господь в Сионе
Kol' slaven nash Gospod' v Sione (ค.ศ. 1794–1816)
("พระเป็นเจ้าของเรารุ่งโรจน์เพียงใดในไซออน") (ไม่เป็นทางการ)
"โมลิทวารุสคิคฮ์"
Молитва русских
Molitva russkikh (ค.ศ. 1816–1833)
("คำภาวนาแห่งชาวรัสเซีย")
"โบเช ซาร์ยาครานี"
Боже, Царя храни!
Bozhe Tsarya khrani! (ค.ศ. 1833–1917)
("พระเจ้าทรงคุ้มครองซาร์!")
มหาลัญจกร (ค.ศ. 1882–1917):
Russian greaterarms.png
     จักรวรรดิรัสเซียใน ค.ศ. 1914      ดินแดนที่ส่งมอบให้ประเทศอื่นก่อน ค.ศ. 1914      รัฐในอารักขาหรือดินแดนภายใต้การยึดครอง
     จักรวรรดิรัสเซียใน ค.ศ. 1914
     ดินแดนที่ส่งมอบให้ประเทศอื่นก่อน ค.ศ. 1914
     รัฐในอารักขาหรือดินแดนภายใต้การยึดครอง
เมืองหลวงเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก
(ค.ศ. 1721–1728; ค.ศ. 1730–1917)
มอสโก
(ค.ศ. 1728–1730)[ต้องการอ้างอิง]
เมืองใหญ่สุดเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก
ภาษาราชการรัสเซีย
โปแลนด์ เยอรมัน (ในเขตผู้ว่าการบอลติก) ฟินแลนด์, สวีเดน, ยูเครน, จีน (ในต้าเหลียน)
ศาสนา
โดยส่วนใหญ่:
อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ 71.10% (ประจำชาติ)
โดยส่วนน้อย:
อิสลาม 11.07%
คาทอลิก 9.16%
ยูดาห์ 4.16%
โปรเตสแตนต์ 3.00%
อัครทูตอาร์มีเนีย 0.94%
อื่น ๆ 0.56%
เดมะนิมชาวรัสเซีย
การปกครองรัฐเดี่ยวภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
(ค.ศ. 1721–1906)
รัฐเดี่ยวภายใต้ระบอบราชาธิปไตยกึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญในระบบรัฐสภา[1]
(ค.ศ. 1906–1917)
จักรพรรดิ 
• ค.ศ. 1721–1725 (พระองค์แรก)
จักรพรรดิปีเตอร์ที่ 1
• ค.ศ. 1894–1917 (พระองค์สุดท้าย)
จักรพรรดินิโคลัสที่ 2
 
• ค.ศ. 1810–1812 (คนแรก)
นีโคไล รูมียันเซฟ[a]
• ค.ศ. 1917 (คนสุดท้าย)
นีโคไล กอลลิตซิน[b]
สภานิติบัญญัติวุฒิสภาปกครอง[2]
สภาแห่งรัฐ
(ค.ศ. 1810–1917)
สภาดูมา
(ค.ศ. 1905–1917)
ประวัติศาสตร์ 
10 กันยายน ค.ศ. 1721
• สถาปนาจักรวรรดิ
2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1721
4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1722
26 ธันวาคม ค.ศ. 1825
3 มีนาคม ค.ศ. 1861
18 ตุลาคม ค.ศ. 1867
มกราคม ค.ศ. 1905 – กรกฎาคม ค.ศ. 1907
30 ตุลาคม ค.ศ. 1905
• บังคับใช้รัฐธรรมนูญ
6 พฤษภาคม ค.ศ. 1906
8–16 มีนาคม ค.ศ. 1917
14 กันยายน ค.ศ. 1917
พื้นที่
• รวม
22,800,000 ตารางกิโลเมตร (8,800,000 ตารางไมล์) (ที่ 3[c])
ประชากร
• ค.ศ. 1914 ประมาณ
164,000,000 (ที่ 3)
125,640,021
จีดีพี (อำนาจซื้อ)ค.ศ. 1900–1917 (ประมาณ)
• รวม
106.299 พันล้าน (ที่ 6)
สกุลเงินรูเบิล
ก่อนหน้า
ถัดไป
อาณาจักรซาร์รัสเซีย
รัฐบาลชั่วคราวรัสเซีย

ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ดินแดนรัสเซียถูกปกครองโดยโบยาร์ ซึ่งเป็นชนชั้นขุนนาง ผู้ซึ่งเหนือกว่านั้นคือซาร์ ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นจักรพรรดิในอนาคต ซาร์อีวานที่ 3 (ค.ศ. 1462–1505) ได้วางรากฐานสำหรับจักรวรรดิที่จะปรากฏขึ้นในอนาคต พระองค์ทรงขยายดินแดนของรัสเซียออกไปเป็นสามเท่า ยุติการครอบงำของโกลเดนฮอร์ด ปรับปรุงเครมลินแห่งมอสโก และวางรากฐานของรัฐรัสเซีย ราชวงศ์โรมานอฟเป็นราชวงศ์ที่ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่การก่อตั้งจักรวรรดิใน ค.ศ. 1721 จนถึง ค.ศ. 1762 ราชวงศ์ฮ็อลชไตน์-ก็อทตาร์ฟ-โรมานอฟ ซึ่งเป็นสาขาฝั่งมารดาของเชื้อสายเยอรมันที่สืบทอดทางบิดา ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ ค.ศ. 1762 จนถึงการสิ้นสุดของจักรวรรดิรัสเซีย ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิรัสเซียมีอาณาเขตที่กว้างขวาง จากมหาสมุทรอาร์กติกทางตอนเหนือ จรดทะเลดำทางตอนใต้ และจากทะเลบอลติกทางทิศตะวันตก จรดอะแลสกาและแคลิฟอร์เนียในทวีปอเมริกาเหนือ ทางทิศตะวันออก[7]

ตามการสำมะโนครัวประชากรใน ค.ศ. 1897 จักรวรรดินี้มีประชากรอยู่ที่ 125.6 ล้านคน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกในยุคนั้น รองลงมาจากจีนสมัยราชวงศ์ชิงและอินเดีย เช่นเดียวกับจักรวรรดิอื่น ๆ จักรวรรดิรัสเซียมีความหลายทางด้านเศรษฐกิจ ชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนาเป็นอย่างมาก จักรวรรดิรัสเซียมีเศรษฐกิจที่มาจากการทำเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ โดยตั้งอยู่บนที่ดินขนาดใหญ่ ซึ่งชาวนารัสเซียต้องทำงานอย่างไม่ได้ก่อเกิดผลอะไร ซึ่งรู้จักกันดีในฐานะ "ทาสติดที่ดิน" ผู้ที่ถูกผูกมัดอยู่กับดินแดนภายใต้การจัดการของระบบศักดินา ทาสติดที่ดินนั้นได้รับอิสรภาพใน ค.ศ. 1861 แต่ชนชั้นสูงที่เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าวยังคงควบคุมที่ดินอยู่ เศรษฐกิจนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจทางด้านอุตสาหกรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากการลงทุนจากต่างประเทศ ในเรื่องการรถไฟและโรงงาน องค์ประกอบที่ไม่ลงรอยหลายประการทำเกิดการก่อกบฎและการลอบสังหารในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ตำรวจลับของจักรวรรดิรัสเซียได้จับตาผู้ที่เห็นต่างอย่างใกล้ชิด และหลายพันคนถูกเนรเทศไปยังไซบีเรีย

ประวัติศาสตร์แก้ไข

ดูบทความหลักที่: ประวัติศาสตร์รัสเซีย
ธงแห่งจักรวรรดิรัสเซียในวาระแห่งการเฉลิมฉลอง ตั้งแต่ปี 1858 ถึง 1883.[8][9][10][11][12] อย่างไรก็ตาม ธงนี้ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่ากับธงชาติรัสเซียแถบสีขาว-น้ำเงิน-แดง
ธงประจำพระอิสริยยศสมเด็จพระจักรพรรดิ ใช้รว่างปี ค.ศ. 1858 - 1917

แม้ว่าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 จะไม่ได้ก่อตั้งจักรวรรดิรัสเซียอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งหลังเกิดสนธิสัญญานีสตาด (ค.ศ. 1721) โดยนักประวัติศาสตร์บางคนได้โต้แย้งว่าซาร์อีวานที่ 3 แห่งรัสเซียได้พิชิตเวลีคีนอฟโกรอด ใน ค.ศ. 1478[ต้องการอ้างอิง] จากมุมมองอื่นนั้น คำว่าอาณาจักรซาร์ ซึ่งเป็นคำที่ถูกใช้หลังจากการราชาภิเษกของซาร์อีวานที่ 4 ใน ค.ศ. 1547 ก็เป็นคำในภาษารัสเซียร่วมสมัยสำหรับความหมายคำว่า "จักรวรรดิ" แล้ว[ต้องการอ้างอิง]

ศตวรรษที่ 18แก้ไข

จักรพรรดิปีเตอร์มหาราชทรงรวบรวมอำนาจในรัสเซียให้มีความเป็นปึกแผ่นแล้วนำพาจักรวรรดิรัสเซียในขณะนั้นไปสู่ระบบรัฐของยุโรปพระองค์ทรงเปลี่ยนจากอาณาจักรเล็กๆเริ่มแรกในศตวรรษที่ 14 ให้กลายเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในโลกในรัชสมัยของพระองค์ ทรงขยายดินแดนเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ยูเรเซีย ตั้งแต่ทะเลบอลติกจรดมหาสมุทรแปซิฟิก และได้ขยายออกไปมากในช่วงศตวรรษที่ 17 อย่างไรก็ตามนี้คือแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาล และมีประชากรเพียง 14 ล้านคน ส่วนใหญ่ที่อยู่ตามชนบทและทำกสิกรรมทางตะวันตกของประเทศ ส่วนน้อยที่อยู่ในเมือง ปีเตอร์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การปกครอง และการทำศึกสงครามเสียใหม่ เพื่อให้เจริญก้าวหน้าโดยรับแนวคิดมาจากตะวันตกมาโดยทั้งสิ้น พระองค์ทรงเรียนรู้กลยุทธ์และการป้องกันมากมายจากตะวันตก แล้วยังสร้างกองทัพที่เข้มแข็ง ซึ่งมาจากการเกณฑ์ทหาร พระองค์ยังเป็นจักรพรรดิซาร์พระองค์แรกที่เสด็จประพาสยุโรปด้วย พระองค์ทรงทำสงครามกับสวีเดนเพื่อชิงแผ่นดินส่วนที่ติดกับทะเลบอลติกให้มีทางออกสู่ทะเลอีกทั้งยังให้เป็นประตูสู่ยุโรปด้วย และสร้างเมืองหลวงใหม่ชื่อว่า เซนต์ปีเตอส์เบิร์ก และเมื่อนโปเลียนบุกรัสเซีย รัสเซียก็มีชัยเหนือกองทัพของเขา นั้นเป็นการแสดงให้โลกรู้ว่าจักรวรรดิรัสเซียนั้นยังคงเป็นมหาอำนาจที่ไม่อาจโค่นล้มได้ง่าย ๆ

ศตวรรษที่ 19แก้ไข

เมื่อล่วงเข้าศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิอยู่ภายใต้การนำของจักรพรรดินีโคลัสที่ 1 ซึ่งทรงทำสงครามพิชิตแหลมไครเมียกับจักรวรรดิออตโตมันเมื่อล่วงเข้ารัชสมัยของ จักรพรรดิอะเลคซันดร์ที่ 2 แห่งรัสเซีย รัสเซียก็พิชิตแหลมไครเมียได้สำเร็จซึ่งในขณะนั้นเองจักรวรรดิก็ก้าวเข้าสูการปฏิรูปประเทศอีกครั้ง ทาสเริ่มได้รับสิทธิมากขึ้น เริ่มมีการเผยแพร่ความรู้ และเริ่มมีแผนที่จะร่างรัฐธรรมนูญขึ้นด้วย แต่พระองค์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์เสียก่อน

สิ้นสุดจักรวรรดิรัสเซียแก้ไข

เมื่อเริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ก็เริ่มมีกระแสการปฏิวัติไปทั่วโลก ในขณะนั้นเองจักรวรรดิรัสเซียก็เริ่มเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนอดยากทั่วรัสเซีย ฤดูหนาวที่โหดร้าย และการพ่ายแพ้สงคราม ภายใต้อำนาจของจักรพรรดิซาร์นีโคลัสที่ 2 เริ่มมีชนกลุ่มเล็กภายในเซนต์ปีเตอส์เบิร์กเริ่มคิดก่อการปฏิวัติ เมื่อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น ในปี 1905 ประชาชนได้รวมตัวกันชุมนุมกัน ณ จัตุรัสแดง ที่พระราชวังฤดูหนาว ในเซนต์ปีเตอส์เบิร์กเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อจักรพรรดิซาร์ และเมื่อจักรพรรดิซาร์เสด็จออกมา ปืนและปืนใหญ่ของทหารม้ารัสเซียก็ระดมยิงใส่ผู้ชุมนุมประท้วง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เหตุการณ์นี้รู้จักกันดีในชื่อว่า วันอาทิตย์นองเลือด (Bloody Sunday) หรือ อาทิตย์ทมิฬ ต่อมาเมื่อรัสเซียแพ้สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น และ สงครามโลกครั้งที่ 1 ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1917 เกิดการปฏิวัติขึ้นชื่อว่า (การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์) นำโดย วลาดิมีร์ เลนิน ซึ่งจักรพรรดิซาร์นีโคลัสที่ 2 ก็ต้องทรงสละราชบัลลังก์และถูกกักกันตัวไว้ หลังจากการปฏิวัติไม่นาน ราชวงศ์ก็ทรงประทับอยู่ ณ พระราชวังอเล็กซานเดอร์ และระหว่างเมษายน และ พฤษภาคมปี 1918 ก็ทรงถูกย้ายจากพระราชวังอเล็กซานเดอร์มาประทับ ณ เมืองเยคาเทียรินเบิร์ก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม เวลา 1:30 นีโคลัส อเล็กซานดร้า โอรสและธิดา ถูกหลอกให้ลงมาชั้นใต้ดิน แต่เมื่อทั้งหมดลงมา ก็ถูกขังไว้ในห้องพร้อมกับทหารกลุ่มบอลเชวิค โดยทั้งหมดสิ้นพระชนม์จากการถูกยิงเป้าหมู่ ภายหลังได้มีการฝังพระศพทั้งหมดร่วมกัน เป็นการปิดฉากราชวงศ์โรมานอฟและจักรวรรดิรัสเซีย

หมายเหตุแก้ไข

  1. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการรัฐมนตรี
  2. ในฐานะนายกรัฐมนตรี
  3. ดูรายชื่อจักรวรรดิที่มีพื้นที่มากที่สุด
  4. ตัวสะกดก่อนการปฏิรูป (ก่อน ค.ศ. 1917)
  5. อังกฤษ: Russian Empire; รัสเซีย: Россійская Имперія[d], Российская империя, อักษรโรมัน: Rossiyskaya Imperiya, สัทอักษรสากล: [rɐˈsʲij.skə.jə ɪmˈpʲe.rʲɪ.jə] (  ฟังเสียง)

อ้างอิงแก้ไข

เชิงอรรถแก้ไข

  1. Williams, Beryl (1994-12-01). "The concept of the first Duma: Russia 1905–1906". Parliaments, Estates and Representation. 14 (2): 149–158. doi:10.1080/02606755.1994.9525857.
  2. "The Sovereign Emperor exercises legislative power in conjunction with the State Council and State Duma". Fundamental Laws, "Chapter One On the Essence of Supreme Sovereign Power Article 7." Archived 8 มิถุนายน 2019 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  3. Rein Taagepera (September 1997). "Expansion and Contraction Patterns of Large Polities: Context for Russia". International Studies Quarterly. 41 (3): 475–504. doi:10.1111/0020-8833.00053. JSTOR 2600793.
  4. Turchin, Peter; Adams, Jonathan M.; Hall, Thomas D. (ธันวาคม 2006). "East-West Orientation of Historical Empires". Journal of World-Systems Research. 12 (2): 223. ISSN 1076-156X. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 กันยายน 2016. สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2016.
  5. Geoffrey Swain (2014). Trotsky and the Russian Revolution. Routledge. p. 15. ISBN 9781317812784. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 กันยายน 2015. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2015. The first government to be formed after the February Revolution of 1917 had, with one exception, been composed of liberals.
  6. Alexander Rabinowitch (2008). The Bolsheviks in Power: The First Year of Soviet Rule in Petrograd. Indiana UP. p. 1. ISBN 978-0253220424. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 กันยายน 2015. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2015.
  7. In pictures: Russian Empire in colour photos Archived 20 สิงหาคม 2018 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, BBC News Magazine, March 2012.
  8. Bonnell, p. 92
  9. Condee, p. 49
  10. Saunders, p. 129
  11. National Museum of Science and Technology (Canada). Material history review. Canada Science and Technology Museum, 2000, p46
  12. CRWflags.com. K. Ivanov argues, that Russia has changed her official flag in 1858

อ้างอิงแก้ไข

หนังสืออ่านเพิ่มแก้ไข

การสำรวจแก้ไข

  • Ascher, Abraham. Russia: A Short History (2011) excerpt and text search
  • Bushkovitch, Paul. A Concise History of Russia (2011) excerpt and text search
  • Freeze, George (2002). Russia: A History (2nd ed.). Oxford: Oxford University Press. p. 556. ISBN 978-0-19-860511-9.
  • Hosking, Geoffrey. Russia and the Russians: A History (2nd ed. 2011)
  • Hughes, Lindsey (2000). Russia in the Age of Peter the Great. New Haven, CT: Yale University Press. p. 640. ISBN 978-0-300-08266-1.
  • Lincoln, W. Bruce. The Romanovs: Autocrats of All the Russias (1983) excerpt and text search, sweeping narrative history
  • Longley, David (2000). The Longman Companion to Imperial Russia, 1689–1917. New York, NY: Longman Publishing Group. p. 496. ISBN 978-0-582-31990-5.
  • McKenzie, David & Michael W. Curran. A History of Russia, the Soviet Union, and Beyond. 6th ed. Belmont, CA: Wadsworth Publishing, 2001. ISBN 0-534-58698-8.
  • Moss, Walter G. A History of Russia. Vol. 1: To 1917. 2d ed. Anthem Press, 2002.
  • Perrie, Maureen, et al. The Cambridge History of Russia. (3 vol. Cambridge University Press, 2006). excerpt and text search
  • Riasanovsky, Nicholas V. and Mark D. Steinberg. A History of Russia. 7th ed. New York: Oxford University Press, 2004, 800 pages. ISBN 0-19-515394-4
  • Ziegler; Charles E. The History of Russia (Greenwood Press, 1999) online edition

1801–1917แก้ไข

  • Jelavich, Barbara. St. Petersburg and Moscow: Tsarist and Soviet Foreign Policy, 1814–1974 (1974)
  • Manning, Roberta. The Crisis of the Old Order in Russia: Gentry and Government. Princeton University Press, 1982.
  • Pipes, Richard. Russia under the Old Regime (2nd ed. 1997)
  • Seton-Watson, Hugh. The Russian Empire 1801–1917 (Oxford History of Modern Europe) excerpt and text search
  • Waldron, Peter (1997). The End of Imperial Russia, 1855–1917. New York, NY: St. Martin's Press. p. 189. ISBN 978-0-312-16536-9.
  • Westwood, J. N. (2002). Endurance and Endeavour: Russian History 1812–2001 (5th ed.). Oxford: Oxford University Press. p. 656. ISBN 978-0-19-924617-5.

การทหาร และ การต่างประะเทศแก้ไข

  • Englund, Peter (2002). The Battle That Shook Europe: Poltava and the Birth of the Russian Empire. New York, NY: I. B. Tauris. p. 288. ISBN 978-1-86064-847-2.
  • Fuller, William C. Strategy and Power in Russia 1600–1914 (1998) excerpts; military strategy
  • Jelavich, Barbara. St. Petersburg and Moscow: Tsarist and Soviet Foreign Policy, 1814–1974 (1974)
  • Saul, Norman E. Historical Dictionary of Russian and Soviet Foreign Policy (2014)excerpt and text search
  • Stone, David. A Military History of Russia: From Ivan the Terrible to the War in Chechnya excerpts

เศรษฐกิจ สังคม และ ความเชื่อแก้ไข

  • Christian, David. A History of Russia, Central Asia and Mongolia. Vol. 1: Inner Eurasia from Prehistory to the Mongol Empire. (Blackwell, 1998). ISBN 0-631-20814-3.
  • Dixon, Simon (1999). The Modernisation of Russia, 1676–1825. Cambridge: Cambridge University Press. p. 288. ISBN 978-0-521-37100-1.
  • Etkind, Alexander. Internal Colonization: Russia's Imperial Experience (Polity Press, 2011) 289 pages; discussion of serfdom, the peasant commune, etc.
  • Freeze, Gregory L. From Supplication to Revolution: A Documentary Social History of Imperial Russia (1988)
  • Kappeler, Andreas (2001). The Russian Empire: A Multi-Ethnic History. New York, NY: Longman Publishing Group. p. 480. ISBN 978-0-582-23415-4.
  • Milward, Alan S. and S. B. Saul. The Development of the Economies of Continental Europe: 1850–1914 (1977) pp 365–425
  • Milward, Alan S. and S. B. Saul. The Economic Development of Continental Europe 1780–1870 (2nd ed. 1979), 552pp
  • Mironov, Boris N., and Ben Eklof. The Social History of Imperial Russia, 1700–1917 (2 vol Westview Press, 2000) vol 1 online; vol 2 online
  • Mironov, Boris N. (2012) The Standard of Living and Revolutions in Imperial Russia, 1700–1917 (2012) excerpt and text search
  • Mironov, Boris N. (2010) "Wages and Prices in Imperial Russia, 1703–1913," Russian Review (Jan 2010) 69#1 pp 47–72, with 13 tables and 3 charts online
  • Moon, David (1999). The Russian Peasantry 1600–1930: The World the Peasants Made. Boston, MA: Addison-Wesley. p. 396. ISBN 978-0-582-09508-3.
  • Stolberg, Eva-Maria. (2004) "The Siberian Frontier and Russia's Position in World History," Review: A Journal of the Fernand Braudel Center 27#3 pp 243–267
  • Wirtschafter, Elise Kimerling. Russia's age of serfdom 1649–1861 (2008)

ประวัติศาสตร์ และ ความทรงจำแก้ไข

  • Burbank, Jane, and David L. Ransel, eds. Imperial Russia: new histories for the Empire (Indiana University Press, 1998)
  • Cracraft, James. ed. Major Problems in the History of Imperial Russia (1993)
  • Kuzio, Taras. "Historiography and national identity among the Eastern Slavs: towards a new framework." National Identities (2001) 3#2 pp: 109–132.
  • Olson, Gust, and Aleksei I. Miller. "Between Local and Inter-Imperial: Russian Imperial History in Search of Scope and Paradigm." Kritika: Explorations in Russian and Eurasian History (2004) 5#1 pp: 7–26.
  • Sanders, Thomas, ed. Historiography of imperial Russia: The profession and writing of history in a multinational state (ME Sharpe, 1999)
  • Smith, Steve. "Writing the History of the Russian Revolution after the Fall of Communism." Europe‐Asia Studies (1994) 46#4 pp: 563–578.
  • Suny, Ronald Grigor. "The empire strikes out: Imperial Russia,‘national’identity, and theories of empire." in A state of nations: Empire and nation-making in the age of Lenin and Stalin ed. by Peter Holquist, Ronald Grigor Suny, and Terry Martin. (2001) pp: 23–66.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข