ซาร์อีวานที่ 4 แห่งรัสเซีย

ซาร์อีวานที่ 4 วาซิลเยวิช (อังกฤษ: Ivan IV Vasilyevich; 25 สิงหาคม ค.ศ. 1530 – 28 มีนาคม [ตามปฎิทินเก่า: 18 มีนาคม] ค.ศ. 1584) หรือที่รู้จักกันว่า อีวานผู้เหี้ยมโหด (อังกฤษ: Ivan the Terrible) ทรงเป็นเจ้าชายแห่งมอสโกในปี ค.ศ. 1533 จนถึง ค.ศ. 1547 และซาร์แห่งปวงรัสเซีย จากปี ค.ศ. 1547 จนกระทั่งพระองค์สวรรคต

ซาร์อีวานที่ 4
Ivan the Terrible (cropped).JPG
ซาร์แห่งรัสเซีย
ครองราชย์26 มกราคม 1547[a] – 1575
ราชาภิเษก26 มกราคม 1647[b]
ก่อนหน้าสถาปนาตำแหน่ง
ถัดไปซิเมออน เบคบูลาโตวิช
ครองราชย์1576 – 28 มีนาคม 1584
ก่อนหน้าซิเมออน เบคบูลาโตวิช
ถัดไปซาร์ฟิโอดอร์ที่ 1
เจ้าชายแห่งมอสโก
ครองราชย์15 ธันวาคม 1533 – 26 มกราคม 1547
ก่อนหน้าเจ้าชายวาซิลีที่ 3
ถัดไปพระองค์เอง ในฐานะซาร์แห่งรัสเซีย
คู่อภิเษก
พระราชบุตร
พระนามเต็ม
อีวาน วาซิลเยวิช
ราชวงศ์รูลิค
พระราชบิดาเจ้าชายวาซิลีที่ 3 แห่งรัสเซีย
พระราชมารดาเยเลนา กลินสกายา
พระราชสมภพ25 สิงหาคม ค.ศ. 1530(1530-08-25)
โคโลเมนสโกเย, แกรนด์ดัชชีมอสโก
สวรรคต28 มีนาคม [ตามปฎิทินเก่า: ค.ศ. 1584] (53 พรรษา)
มอสโก, อาณาจักรซาร์รัสเซีย
ฝังพระศพอาสนวิหารอัครเทวดา, มอสโก
ศาสนารัสเซียออร์ทอดอกซ์

ในรัชกาลของพระองค์ได้เห็นชัยชนะมณฑลคาซัน ,มณฑลแอสตราข่าน และมณฑลไซบิร์ ซาร์อีวาน ทรงยกระดับรัสเซียจากนครรัฐเล็ก ๆ สู่ราชอาณาจักรซึ่งจะกลายเป็นพื้นฐานการเป็นมหาอำนาจของรัสเซียในอีกสองศตวรรษต่อมา และกลายเป็นผู้ปกครองพระองค์แรกที่ครองตำแหน่งเป็นซาร์แห่งปวงรัสเซีย

สาเหตุที่พระองค์ได้รับฉายาว่า อีวานผู้เหี้ยมโหด เพราะพระองค์ทรงปกครองอาณาจักรด้วยความเหี้ยมโหด ปราศจากความเมตตา ว่ากันว่าทรงรับสั่งให้ควักลูกตาสถาปนิกผู้ออกแบบสร้างมหาวิหารเซนต์บาซิล เพื่อมิให้สร้างสิ่งก่อสร้างที่งดงามเช่นนี้ได้ที่ใดอีก

พระราชวงศ์วาซิลยาวิสได้รับคำเตือนจากพระสังฆราชแห่งเยรูซาเล็ม เมื่อวาซิลีที่ 3 ทอดทิ้งพระมเหสีไปอภิเษกสมรสใหม่ โดยทรงเตือนพระบิดาพระองค์ว่า "หากพระองค์ทรงกระทำการชั่วร้าย พระองค์ก็จะได้พระโอรสที่ชั่วร้ายเช่นกัน"

พระราชประวัติแก้ไข

ซาร์อีวานที่ 4 พระราชสมภพเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1530 ที่มอสโก เป็นพระราชโอรสในเจ้าชายวาซิลีที่ 3กับเยเลนา กลินสกายา

ในวัยเยาว์พระองค์โปรดทรงพระอักษร สวดมนต์ อีกทั้งเป็นผู้เฉลียวฉลาดและอ่อนไหว แต่หากพระองค์ต้องเผชิญหน้ากับการฆ่าฟันกันไม่เว้นแต่ละวันในเคลมลิน ทำให้พระองค์ซึมซับความเหี้ยมโหดเข้าไปในพระทัยพระองค์

พระองค์ได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าซาร์แห่งมัสโควีในวันที 3 ธันวาคม 1533 ในพระชนม์มายุ 3 พรรษา หลังจากพระบิดาสวรรคต โดยมีพระนางเยเลนา กับเจ้าชายโอโบเรนสกี ชู้รักของพระนางเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

เหตุการณ์จึงเริ่มวุ่นวาย เมื่อเจ้าชายยูรี พระปิตุลา ทรงอ้างสิทธิในราชบัลลังก์ จึงถูกจับตัวโยนลงหลุมให้อดอาหารสิ้นพระชนม์ ส่วนพระปิตุลาอีกพระองค์ก็ถูกกำจัดออกไปอย่างรวดเร็ว และในปี 1538 พระนางเยเลนาทรงสิ้นพระชนม์จากการถูกวางยาพิษ และเจ้าชายโอโบเรนสกีก็ถูกจับเข้าคุกและถูกตีจนตาย รัสเซียตกอยู่ใต้การจลาจลอย่างหนัก

ระหว่างนั้นราชนิกุล "บุยสกี" และ "ชุยสกี" ต่างพากันห้ำหั่นกันในวังเคลมลิน เพื่อชิงอำนาจการปกครองระหว่างที่พระเจ้าซาร์ยังทรงพระเยาว์ บางครั้งก็บุกเข้าไปถึงพระราชฐานของอีวาน ข่มขืน ฆ่า บรรดามหาดเล็กนางในต่อหน้าพระพักตร์ เพราะพระองค์ไร้ซึ่งอำนาจ ทำให้ความโหดเหี้ยมและทารุนต่าง ๆ ซึ่มเข้าพระหทัยพระเจ้าซาร์องค์น้อยนี้

ในปี 1539 พวกราชสกุลชุยสกีจับมหาดเล็กของพระองค์ไปถลกหนังทั้งเป็นแขวนประจานที่จตุรัสมอสโคว พระองค์ทรงดื่มน้ำจัณฑ์หนักมากขึ้น และเข้าร่วมกับกลุ่มวัยรุ่นก่อความวุ่นวายในมอสโกทุกวัน ทรงโปรดควบม้าเข้าไปในฝูงชนเต็มเหยียด จับสุนัขและแมวโยนลงจากหอคอยของเคลมลิน แต่ที่น่าแปลกคือ ทรงศึกษาทั้งพระศาสนาและประวัติศาสตร์ และหากพระองค์สำนึกผิด จะทรงโขกพระเศียรลงกับพื้นหรือผนัง จนมีแผลเป็นที่พระพักตร์

ในปี 1543 ทรงกำหราบพวกราชสกุลลงอย่างเด็ดขาด โดยจับเจ้าชายแอนดรูว์ ชุยสกี โยนให้พวกสุนัขล่าเนื้อขย้ำทั้งเป็น แขวนคอพวกทหารโบยาห์ไปตามท้องถนนกรุงมองโก ใครกล่าวว่านินทาพระองค์ก็ให้ตัดลิ้น ซึ่งทำให้อำนาจกลับมาอยู่กับราชสำนักอีกครั้ง

พระองค์ได้ทรงทำพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 1547 และหาพระมเหสีจากเจ้าขุนมูลนายรัสเซีย และได้มีหญิงสาวถึง 1500 คน เข้ามาในราชสำนักของพระองค์ ซึ่งพระองค์เลือก "อนาสตเซีย ซาห์คารินา โคชคินา" จากขุนนางราชสกุล "โรมานอฟ" ซึ่งเป็นชื่อสกุลขุนนางที่สืบมาจากตระกูลเยอรมันชั้นสูงตระกูลหนึ่ง ซึ่งได้อพยพมาจากเยอรมนีไปยังกรุงมอสโกในตอนต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 14 และได้เปลี่ยนสกุลใหม่ว่าสกุลคอชกิน สกุลนี้ได้รับราชการในพระราชสำนักของราชวงศ์รูริคตลอดมาเป็นเวลาร่วม 200 ปี

ซาร์อีวานที่ 4 ได้ทรงเลือก อนาสตาเซียแห่งรัสเซียเป็นคู่อภิเษก พระองค์ทรงหลงรักเจ้าสาวของพระองค์อย่างดื่มด่ำมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อพระนางอนาสตาเซียสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1560 ทำให้พระราชสวามีทรงโศกเศร้ามากถึงกับเสียสติไปและคอยทรงระแวงผู้คนตลอดเวลา โดยคิดว่าเขาเหล่านั้นได้วางยาพิษพระมเหสีสุดที่รักความแค้นเคืองเหล่านี้เลยทำให้พระองค์ทรงมีสติวิปลาสไป

ปี 1553 ประชวรหนัก และพวกขุนนางไม่ยอมรับพระโอรส "ดมีตรี" เพราะคิดกันว่าทรงต้องสวรรคตแน่นอน ปรากฏว่าทรงหายจากพระอาการประชวร จึงกวาดล้างขุนนางอีกครั้งหนึ่ง แต่หลังจากทรงหายประชวร พระพี่เลี้ยงทำพระโอรสน้อยตกจากสะพาน ทำให้พระโอรสองค์น้อยจมน้ำสิ้นพระชนม์ อีวานทรงประหารพี่เลี้ยงอย่างโหดเหี้ยม

พระองค์สร้างมหาวิหารเซนต์บาซิล ทรงปลาบปลื้มความงามของโบสถ์นี้จนสั่งควักลูกตาสถาปนิกทิ้ง เพื่อมิให้ไปสร้างสิ่งใดที่งามกว่าวิหารนี้อีก

ที่ซาร์อีวานที่ 4 จะเสด็จพระราชดำเนินไปไหน พระองค์จะทรงถือธารพระกรเหล็กไปด้วยเสมอ และเมื่อข้าราชบริพารคนใดทำสิ่งใดให้พิโรธ พระองค์ก็จะทรงใช้ธารพระกรนั้นกระหน่ำตีโดยไม่ปราณี

ซาร์อีวานที่ 4 ทรงอภิเษกสมรสอีก 6 ครั้ง (พระมเหสี 1 พระองค์ถึงกับช็อกตายก่อนเข้าห้องหอ เพราะกิตติศัพย์ความเหี้ยมโหดของพระองค์ ส่วนอีก 2 พระองค์ลงไปสู่ตะแลงแกง) พระโอรสของพระองค์มีเพียง 2 พระองค์เท่านั้นที่รอดจากวัยเด็กเป็นผู้ใหญ่

ปีหายนะของพระองค์คือปี 1581 ปีแล้วปีเล่าที่พระสหายของพระองค์เข้ามาและจากไป (ส่วนใหญ่ไปสู่ตะแลงแกง) พระองค์ทรงรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อเจ้าชายอีวาน มกุฏราชกุมารของพระองค์ แต่เมื่อพระองค์ทรงลงพระบาท (กระทืบ) พระนางเยเลนา มเหสีพระองค์ที่สามที่กำลังตั้งพระครรภ์เพราะสวมเสื้อผ้าที่ทรงมิโปรด จนมกุฏราชกุมารอีวานที่ประทับอยู่นั้นทรงทนมิได้จึงมาช่วยพระมารดาเลี้ยง อีวานทรงลืมพระองค์ กระหน่ำตีพระโอรสด้วยคฑาเหล็กในพระหัสถ์จนพระโอรสกะโหลกร้าว เยเลนาแท้งในวันนั้น และอีกสามวันถัดมา มกุฏราชกุมารอีวานก็สิ้นพระชนม์ เป็นเหตุให้พระองค์วิปลาสหนักกว่าเดิม

ในอีกสามปีถัดมา ทรงเรียกบรรดาหมอดูโหราจารย์มาทำนายว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์เวลาใด วันใด บรรดาโหราจารย์ทูลว่าจะสวรรคตในวันที่ 18 มีนาคม ในวันที่ 17 มีนา พระองค์มีอาการดีขึ้น จึงขู่ว่าจะทรงเผาโหราจารย์ทั้งเป็นข้อหาพ่อมด

แต่แล้วเช้าวันที่ 28 มีนาคม [ตามปฎิทินเก่า: 18 มีนาคม] 1584 พระองค์ก็มีพระอาการเกินแก้ และเสด็จสวรรคตในพระชนมายุ 54 พรรษา

ดูเพิ่มแก้ไข

หมายเหตุแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข