พิธีสำเร็จการศึกษาในประเทศไทย

พิธีสำเร็จการศึกษา (อังกฤษ: graduation ceremony) เป็นพิธีการพิเศษซึ่งสถาบันอุดมศึกษาจัดขึ้นเพื่อมอบปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาประจำปีอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มจัดให้มีขึ้นในต่างประเทศมาก่อน เช่นสหรัฐอเมริกาหรือหลายประเทศในทวีปยุโรป ต่อมาประเทศไทยจึงเริ่มรับเอาประเพณีดังกล่าวเข้ามา โดยกราบบังคมทูลเชิญพระมหากษัตริย์ เพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธาน จึงบัญญัติศัพท์ให้เรียกว่า พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ทั้งนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 จนถึงปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศ์เสด็จแทนพระองค์ ภายหลังมีสถาบันอุดมศึกษาจัดพิธีอย่างเดียวกันโดยมิได้กราบบังคมทูลเชิญพระมหากษัตริย์ หรือกราบทูลเชิญพระบรมวงศ์เสด็จพระราชดำเนิน หรือทูลเชิญพระอนุวงศ์เสด็จไปทรงเป็นประธาน จึงบัญญัติเป็นศัพท์เรียกขึ้นใหม่ว่า พิธีประสาทปริญญาบัตร

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก้ไข

พิธีพระราชทานปริญญาบัตร มีขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473[1] และปฏิบัติสืบต่อกันมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร, พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เองเป็นประจำทุกปี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศ์คือ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี, ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จแทนพระองค์

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแก้ไข

 
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตร ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2473
 
ตึกบัญชาการ หรือ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พิธีพระราชทานปริญญาบัตร เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่เวชบัณฑิต (หรือแพทยศาสตรบัณฑิตในปัจจุบัน) ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ตึกบัญชาการ (อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน) ในครั้งนั้น ทางมหาวิทยาลัยกราบทูลเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ เรียนเชิญเสนาบดี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนส่งหนังสือเชิญผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ รวม 11 แห่ง อาทิ กรมยุทธศึกษาทหารบก กรมยุทธศึกษาทหารเรือ สภากาชาดสยาม วชิรพยาบาล มหามงกุฎราชวิทยาลัย ราชบัณฑิตยสภา และโรงเรียนกฎหมาย เอกอัครราชทูตนานาประเทศ เป็นต้น มาร่วมพิธีด้วย

ในพิธีดังกล่าว มหาอำมาตย์เอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์บัณฑิตชั้นโท (หรือมหาบัณฑิตในปัจจุบัน) ทางวิทยาศาสตร์แก่พระยาภะรตราชา ผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในขณะนั้น และบัณฑิตชั้นเอก (หรือดุษฎีบัณฑิตในปัจจุบัน) แก่ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เอ.จี. เอลลิส คณบดีคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในขณะนั้น แล้วพระราชทานปริญญาบัตรแก่เวชบัณฑิตจำนวน 34 คน ในจำนวนนั้น 18 คนมาจากปีการศึกษา 2471 และ 16 คนจากปีการศึกษา 2472 เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราโชวาท และเสด็จพระราชดำเนินกลับ

ต่อมา สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอให้กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า "มหาวิทยาลัยขอพระบรมราชานุญาตสงวนธรรมเนียมนี้ไว้คือ ถือว่าการพระราชทานปริญญาบัตรเป็นการหน้าพระที่นั่ง หากเสด็จไม่ได้ ก็จะเป็นการถวายปริญญาต่อพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ และรับพระราชทานปริญญาบัตรจากผู้แทนพระองค์" เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบแล้วก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามนั้น ธรรมเนียมนี้จึงสืบต่อมาจนปัจจุบัน[1]

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรแก้ไข

 
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2489

ในระหว่างเสด็จฯ นิวัตประเทศไทย เป็นครั้งที่สอง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็นการพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกในรัชสมัยของพระองค์[2] และเมื่อวันที่ 23 เมษายน เสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (หรือมหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน) เป็นครั้งสุดท้ายในรัชสมัย โดยในครั้งนั้น มีพระราชประสงค์ให้ผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นให้เพียงพอแก่ประชาชน เพราะขณะนั้นมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์รับนักศึกษาแพทย์ได้เพียงปีละ 50 คน ต่อมาจึงก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (หรือคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน) เพื่อรองรับการผลิตแพทย์เพิ่มตามพระราชประสงค์ดังกล่าว[3] [4]

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรแก้ไข

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เริ่มพระราชทานปริญญาบัตรแก่สถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ของรัฐตั้งแต่ พ.ศ. 2493 เป็นต้นมา โดยเสด็จพระราชดำเนินในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2492-2493 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2493 นับเป็นการพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกในรัชกาล หนังสือพิมพ์[ไหน?]เคยคำนวณว่า หากเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับนั่งครั้งละประมาณ 3 ชั่วโมง เท่ากับทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทานใบปริญญาบัตร 470,000 ครั้ง จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอพระราชทานให้ทรงลดการพระราชทานลง โดยเสนอให้พระราชทานปริญญาบัตรเฉพาะระดับมหาบัณฑิตขึ้นไปเท่านั้น[5] กับทรงมีรับสั่งว่า "จะพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตปริญญาตรีไปจนกว่าจะไม่มีแรง"[5] พระองค์เสด็จฯ ในพิธีฯ จนถึงปี 2544 แล้วหลังจากนั้นจึงให้ผู้แทนพระองค์ไปแทน

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวแก้ไข

เสด็จพระราชดำเนินเพื่อพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ รวมทั้งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เป็นประจำทุกปีการศึกษา นอกจากนี้พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศ์เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชทานปริญญาบัตรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมาของสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ (ที่ไม่ใช่สถาบันที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินฯ) โดยประดับธงชาติไทย ธงประจำพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และธงประจำพระองค์ในพระบรมวงศ์ซึ่งเสด็จแทนพระองค์ เมื่อผู้แทนพระองค์เสด็จไปถึง ให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ส่วนพระแท่นหน้าพระเก้าอี้ที่ประทับ ให้ทอดผ้าทิพย์อันประดับด้วยพระครุฑพ่าห์เพื่อสื่อความหมาย เสมือนเสด็จพระราชดำเนินไปด้วยพระองค์เอง

ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2563 ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดทั่วของโควิด-19 และการประท้วงในประเทศ ได้มีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัย รวมทั้งการวัดอุณหภูมิกาย และการเจาะเลือดปลายนิ้ว[6] นอกจากนี้ยังมีการตรวจข้อมูลจากบัตรประจำตัวประชาชน รวมทั้งประวัติอาชญากรรม มีการถ่ายภาพบุคคล และการส่งรายชื่อผู้ที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วมพิธี[7] ในพิธีดังกล่าว มีข่าวออกไปว่าบัณฑิตคณะรัฐศาสตร์จะไม่เข้าร่วมพิธีทั้งคณะ แต่มีบัณฑิตให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ มติชน ว่าเป็นข่าวเท็จ[8]

พิธีประสาทปริญญาบัตรแก้ไข

พิธีประสาทปริญญาบัตร หรือในภาษาสากลคือ พิธีสำเร็จการศึกษา (อังกฤษ: Graduation ceremony) เป็นพิธีการพิเศษซึ่งสถาบันอุดมศึกษาจัดขึ้นเพื่อมอบปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาประจำปีอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มจัดให้มีขึ้นในต่างประเทศมาก่อน ต่อมาประเทศไทยจึงเริ่มรับเอาประเพณีดังกล่าวเข้ามา ซึ่งจะเรียกชื่อดังกล่าวข้างต้น ในกรณีที่สถาบันอุดมศึกษาจัดขึ้นโดยมิได้กราบบังคมทูลเชิญพระมหากษัตริย์ หรือกราบทูลเชิญพระบรมวงศ์เสด็จพระราชดำเนิน หรือทูลเชิญพระอนุวงศ์เสด็จไปทรงเป็นประธาน

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกแห่งกรุงสยาม
  2. "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2007-07-10. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30.
  3. "มูลนิธิอานันทมหิดล : ความเป็นมาและวัตถุประสงค์". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2007-06-21. สืบค้นเมื่อ 2007-06-30.
  4. [https://web.archive.org/web/20171008135150/http://www.md.chula.ac.th/about.php Archived 2017-10-08 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน ประวัติคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  5. 5.0 5.1 อมิตา อริยอัชฌา, ครองใจคน : หลากเหตุผลที่คนไทยรักในหลวง, บลิสสิเนส, 2548
  6. "มธ.เข้มมาตรการรับปริญญา บัณฑิตต้องเจาะเลือดทุกคน". เดลินิวส์. 12 October 2020. สืบค้นเมื่อ 3 November 2020.
  7. "องค์การนักศึกษามธ. จี้ผู้บริหารชี้แจง 6 ประเด็นหลังปล่อยจนท.เข้ามาในพื้นที". Bright Today. 31 October 2020. สืบค้นเมื่อ 3 November 2020.
  8. "บัณฑิต 'รัฐศาสตร์' งง ปล่อยข่าวไม่รับทั้งที่เข้ามากสุด ติง มธ. ละเมิดสิทธิ ตรวจบัตร ปชช". มติชนออนไลน์. 30 October 2020. สืบค้นเมื่อ 3 November 2020.