เปิดเมนูหลัก

การเมืองไทยปัจจุบันมีรูปแบบรัฐเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และระบอบการปกครองเป็นระบอบกึ่งประชาธิปไตย ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ และพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ยังคงมีประกาศและคำสั่งรวมถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ยังคงมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายอยู่ นอกจากนั้นกฎหมายในประเทศไทย อาทิ พระราชบัญญัติ นั้นหมายถึง บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ประมุขแห่งรัฐตราขึ้น โดยคำแนะนำและยินยอมขององค์กรนิติบัญญัติแห่งรัฐ พระราชกำหนด นั้นหมายถึง กฎหมายรูปแบบหนึ่งซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยคำแนะนำและยินยอมของคณะรัฐมนตรี โดยอาศัยอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญวางไว้ว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และภายหลัง การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชโองการที่ไม่มีผู้ใดรับสนองพระราชโองการจำนวนมาก กลุ่มเซ็นทรัล เปิดเพลง สดุดีจอมราชา ภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในศูนย์การค้าอย่างน้อย 2 เดือน พระมหากษัตริย์

ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ได้กล่าวว่าประเทศไทยเป็นระบอบราชาชาตินิยม[1] หรือ กึ่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประเทศไทยปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และเผด็จการระบบรัฐสภา ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นประมุขแห่งรัฐ และนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ส่วนฝ่ายตุลาการเป็นอิสระจากการถ่วงดุลอำนาจ ฝ่ายบริหารมีนายกรัฐมนตรีเป็นประมุขแห่งอำนาจ ฝ่ายนิติบัญญัติของไทยอยู่ในระบบสภาคู่ แบ่งออกเป็นวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายตุลาการ มีศาลเป็นองค์กรบริหารอำนาจ

ส่วนใหญ่ประเทศไทยมีระบบพรรคการเมืองเป็นระบบหลายพรรค กล่าวคือ ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างเด็ดขาด จึงต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมปกครองประเทศ

ตั้งแต่โบราณกาล ราชอาณาจักรไทยอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างไรก็ตาม หลังจากการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ประเทศไทยจึงอยู่ภายใต้การปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ(ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข) รัฐธรรมนูญเขียนฉบับแรกถูกร่างขึ้น อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยยังมีการต่อสู้ระหว่างกลุ่มการเมืองระหว่างอภิชนหัวสมัยเก่าและหัวสมัยใหม่ ข้าราชการ และนายพล ประเทศไทยเกิดรัฐประหารหลายครั้ง ซึ่งมักเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหารชุดแล้วชุดเล่า จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญและกฎบัตรรวมแล้ว 20 ฉบับ (นับรวมฉบับปัจจุบัน) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างสูง หลังรัฐประหารแต่ละครั้ง รัฐบาลทหารมักยกเลิกรัฐธรรมนูญที่มีอยู่เดิมและประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว

เนื้อหา

รัฐธรรมนูญแก้ไข

ก่อนหน้าการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ประเทศไทยยังไม่มีรัฐธรรมนูญใช้ในการปกครองประเทศ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์และประมุขฝ่ายบริหาร ในปี พ.ศ. 2475 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษร โดยคาดว่าจะเป็นแนวปฏิบัติที่สำคัญที่สุดในการปกครองประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นระหว่างกลุ่มมีอิทธิพล จึงได้เกิดรัฐประหารขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2477 รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการฉบับแรกของประเทศถูกยกเลิก และได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

กฎบัตรและรัฐธรรมนูญทั้งหมดของประเทศไทยรับรองว่าประเทศปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่มีสมดุลของการแบ่งแยกอำนาจแตกต่างกันมาก รัฐบาลไทยส่วนใหญ่ปกครองแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญบางฉบับถูกเรียกว่าเป็นเผด็จการ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2500 ประเทศไทยได้เคยใช้ทั้งระบบสภาเดี่ยวและสภาคู่ และสมาชิกรัฐสภามีทั้งแบบเลือกตั้งและแต่งตั้ง พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งเช่นกัน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือที่เรียกกันว่า "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" ได้มีการประกาศใช้หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ (พ.ศ. 2535) อย่างไรก็ตาม มีการอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เป็นต้นเหตุของความยุ่งยากทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความโดดเด่นในด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ[2] เช่นเดียวกับความเป็นประชาธิปไตยในตัวกฎหมาย นอกจากนี้ยังบัญญัติให้สมาชิกของทั้งสองสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มีการรับรองสิทธิมนุษยชนจำนวนมากตามกฎหมาย และมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่มีการจัดตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหารเป็นครั้งแรก เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ถูกยกเลิก คณะรัฐประหารได้ประกาศกฎอัยการศึกและรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้นปกครองประเทศ ซึ่งมีเนื้อหาให้คณะรัฐประหารมีอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ฝ่ายนิติบัญญัติและสภาร่างรัฐธรรมนูญ คณะรัฐประหารถูกบีบให้ยินยอมจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นและเทศบาลเป็นปกติในปี พ.ศ. 2550 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีการประกาศใช้หลังลงประชามติ โดยเนื้อหามีจุดเด่นด้านการเพิ่มสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน[ต้องการอ้างอิง] และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามาจากคณะรัฐประหารปี 2549 ทั้งนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมาจากการสรรหา

ภายหลังความขัดแย้งทางการเมืองช่วงปี 2556-2557 เกิดรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 พร้อมกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ภายใต้การควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐประหารประกาศกฎอัยการศึกและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ปัจจุบัน ประเทศไทยใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งผ่านการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2559 และแก้ไขตามข้อสังเกตพระราชทานจำนวน 3 มาตรา[3]โดยพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัฐบาลแก้ไข

ดูบทความหลักที่: รัฐบาลไทย
 
ห้องประชุมอาคารรัฐสภา

รัฐบาลไทยมีบทบาทขึ้นอย่างชัดเจนในสมัยรัฐชาติอันสถานปนาขึ้นครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวภายหลังทรงผนวกดินแดนและอาณาจักรภายใต้ปกครองของอาณาจักรสยามขึ้นเป็นสยามประเทศ[4] แบ่งอำนาจออกเป็น 3 ส่วน คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ

รัฐสภาไทยเป็นองค์กรบริหารอำนาจนิติบัญญัติ เป็นแบบระบบสองสภา ประกอบด้วย วุฒิสภา 250 คน และสภาผู้แทนราษฎร 500 คน มีสมาชิกรวมกัน 750 คน -->นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน มีนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอีก 35 คน รวมกันไม่เกิน 36 คน ส่วนศาลไทยเป็นองค์กรบริหารอำนาจตุลาการ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร

การปกครองส่วนท้องถิ่นแก้ไข

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแก้ไข

นโยบายการต่างประเทศของไทยรวมไปถึงการสนับสนุนอาเซียน เน้นเสถียรภาพในภูมิภาค และให้ความสำคัญกับสัมพันธภาพอันยาวนานกับสหรัฐอเมริกา

ประเทศไทยเข้าไปมีบทบาทเต็มในองค์กรทั้งระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ โดยได้พัฒนาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีการจัดการประชุมรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงเศรษฐกิจทุกปี ความร่วมมือในภูมิภาคกำลังดำเนินการทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การธนาคาร การเมืองและวัฒนธรรม ประเทศไทยยังได้ส่งทหารเข้าร่วมในกองกำลังนานาชาติในติมอร์ตะวันออก, อัฟกานิสถาน, อิรัก[5], บุรุนดี[6] และปัจจุบัน ในดาร์ฟูร์ ประเทศซูดาน[7] อีกด้วย

พรรคการเมือง และการเลือกตั้งแก้ไข

พรรคการเมืองแก้ไข

ณ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562 มีพรรคการเมืองจดทะเบียนในประเทศไทยทั้งหมด 102 พรรคและยังมีสถานะเป็นพรรคการเมือง[8] พรรคการเมืองที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังประชารัฐ เป็นต้น

การจำกัดสิทธิทางการเมืองของพรรคการเมืองหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557แก้ไข

ขณะนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติห้ามมิให้พรรคการเมืองดำเนินการประชุมหรือทำกิจกรรมใด ๆ ทางการเมืองตามกฎอัยการศึก และประกาศที่ 57/2557[9] นอกจากนั้น กิจกรรมทางการเมืองของประชาชนถือเป็นสิ่งต้องห้าม ช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2557 ทางกกต.ทำหนังสือแจ้งพรรคการเมืองให้คืนเงินจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง เนื่องจากไม่มี พ.ร.บ.พรรคการเมือง รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้สิ้นสุดไปแล้ว[10] หลังจากหลายพรรคการเมืองออกมาขอให้ยกเลิกโดยให้พรรคการเมืองสามารถประชุมพรรคเพื่อการมีส่วนร่วมกับการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทางพล.อ. เลิศรัตน์ รัตนวาณิช คณะกรรมการธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ ได้พูดว่า "ทุกพรรคการเมืองจะให้ความร่วมมือ เพราะทุกพรรคคงต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่อาจจะติดในเรื่องของห้วงเวลาที่อาจต้องขอเลื่อนออกไปบ้าง เพื่อการเตรียมความพร้อม ส่วนข้ออ้างของพรรคการเมือง ที่ระบุว่ายังไม่พร้อมให้ความเห็น เพราะไม่สามารถประชุมกรรมการบริหารพรรคได้ เนื่องจากติดคำสั่งห้ามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น เรื่องนี้พรรคการเมืองสามารถทำหนังสือถึง คสช. เพื่อขอประชุมกรรมการบริหารพรรคตามเงื่อนไขได้"[11]

ระบบพรรคการเมืองแก้ไข

ในอดีต ประเทศไทยเคยมีระบบหลายพรรคการเมือง กล่าวคือ มักไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว การจัดตั้งรัฐบาลจึงต้องอาศัยพรรคการเมืองหลายพรรคที่เรียกว่า "รัฐบาลผสม"

ระบบสองพรรคการเมืองแก้ไข

ภายหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้สร้างระบบการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งใช้ระบบเลือกตั้งแบบเขตละคน ส่งผลให้พรรคใหญ่ได้เปรียบในการเลือกตั้ง[12][13][14][15][16]

ในปี พ.ศ. 2545 มีการควบรวมพรรคความหวังใหม่ เข้ากับ พรรคไทยรักไทย โดยที่สมาชิก พรรคความหวังใหม่ ส่วนใหญ่ไปเข้าร่วมกับ พรรคไทยรักไทย(พรรครัฐบาล)ยกเว้นพันโทหญิงฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ รองเลขาการพรรค ที่ย้ายไปพรรคประชาธิปัตย์ (พรรคฝ่ายค้าน) จนถึงปัจจุบันยังคงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนเดียวที่ย้ายจากพรรคฝ่ายรัฐบาลไปพรรคฝ่ายค้าน ระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร[17]

สังศิต พิริยะรังสรรค์แสดงความเห็นว่า "รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็มีจุดอ่อนบางประการที่เป็นที่รับรู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้วคือ รัฐธรรมนูญมีอคติที่ส่งเสริมพรรคการเมืองขนาดใหญ่มากกว่าพรรคการเมืองขนาดเล็ก นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้ ส.ส. ในสภาฯ ตรวจสอบการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี และ รมต. ได้ค่อนข้างยาก เมื่อประกอบกับการที่นักการเมืองมีปัญหาเรื่องการคอร์รัปชั่นและการมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรง การเมืองไทยจึงตกอยู่ในภาวะวิกฤติที่ระบบการเมืองไม่สามารถเยียวยา แก้ไขตัวเองได้ด้วยตนเอง จนนำไปสู่การต่อต้านของภาคประชาชน และจบลงด้วยการรัฐประหารของคณะทหาร"[18]

ระบบสองพรรคในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น สมัยที่ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลครองเสียงข้างมากในสภาจนไม่จำเป็นต้องอาศัยพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ พรรคไทยรักไทย (ต่อมาคือ พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย) และพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสองพรรคการเมืองใหญ่สุด

การเลือกตั้งแก้ไข

เลือกตั้งของประเทศไทย เป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ในการปกครองประเทศไทย อาทิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย, วุฒิสภาไทย, ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ผู้ว่าเมืองพัทยา และผู้บริหารท้องถิ่นอื่น ๆ ด้วยการให้ประชาชนออกเสียงเลือกบุคคลที่เห็นสมควร

ประเทศไทยมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปมาแล้ว 28 ครั้ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 เป็นต้นมา โดยครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2562

สำหรับประเทศไทย การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ และตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา อำนวยการโดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฯ

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยแก้ไข

ช่วงแรกแก้ไข

ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น คนไทยรวมตัวกันอยู่ในลักษณะนครรัฐ โดยยกตัวอย่างเช่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่ถึงแม้ว่าจะมีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการปกครอง แต่ก็ยังคงมีอำนาจภายในกลุ่มแคว้นต่าง ๆ เช่น สุพรรณบุรี ลพบุรี สุโขทัย เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช ซึ่งหากกลุ่มอำนาจใดที่ครองอำนาจอยู่ในเมืองหลวงเพลี่ยงพล้ำให้แก่กลุ่มอื่น ๆ แล้วก็สามารถถูกชิงอำนาจไปได้เช่นกัน เช่น ราชวงศ์อู่ทองถูกแคว้นสุพรรณบุรีชิงอำนาจไปในสมัยขุนหลวงพะงั่ว[19]

อย่างไรก็ตาม อาณาจักรอยุธยาสามารถรวบรวมอำนาจบางกลุ่มผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งเดียวกับตนได้สำเร็จ โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงใช้กุศโลบายต่าง ๆ ทั้งความสัมพันธ์เครือญาติ การปฏิรูปการปกครองไปจนถึงการใช้กำลังทหาร เพื่อผนวกเอาแคว้นสุโขทัยมาเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยา สมัยดังกล่าวยังมีการปกครองที่เป็นปึกแผ่นมากขึ้น กระทั่งการล่มสลายอย่างสิ้นเชิงก็ไม่สามารถทำลายความรู้สึกของผู้คนตามไปด้วยได้[19] จึงนำไปสู่การเกิดใหม่ของกรุงศรีอยุธยาเป็นกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์

การปกครองของไทย ในสมัยสุโขทัยเป็นแบบพ่อปกครองลูก ในสมัยอยุธยาเป็นแบบเทวราชา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นธรรมราชาจากอิทธิพลของศาสนาพุทธต่อการเมืองการปกครอง[19] ซึ่งใช้มาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ช่วงเปลี่ยนเป็นรัฐชาติแก้ไข

ท่ามกลางภัยคุกคามลัทธิอาณานิคมของยุโรป พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มการปรับปรุงบ้านเมืองโดยการสร้างรัฐชาติ อันเป็นการยกระดับจากชุมทางแห่งอำนาจมาเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจบนดินแดนที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแทน[20] ซึ่งได้พัฒนาต่อมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ การก่อตั้งกระทรวงเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างทันสมัย และการดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ระหว่างการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้มีการยกเลิกเจ้าเมืองท้องถิ่นตามหัวเมืองเพื่อประโยชน์ของการกระชับอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง นอกจากประโยชน์เพื่อป้องกันการเป็นเมืองขึ้นชาติอื่นแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งนี้ได้เปลี่ยนความสัมพันระหว่างขุนนางและพระมหากษัตริย์ไทย โดยทำให้พระมหากษัตริย์ไทยมีอำนาจมากขึ้น ตามความเห็นของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รูปแบบความสัมพันธ์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้เกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 5[21] นอกจากแนวคิดแบบตะวันตกเรื่องการรวมศูนย์อำนาจและชาติรัฐแล้ว แนวคิดด้านการเลิกทาสได้เข้ามาในไทยด้วยเช่นกันซึ่งได้ส่งผลให้มีการเลิกทาส ในระยะหลังเริ่มมีความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นแนวคิดที่เข้ามาจากการติดต่อกับตะวันตกเช่นกัน

ช่วงหลังการปฏิวัติสยามแก้ไข

ต่อมาได้มี การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นพฤติการณ์ "ชิงสุกก่อนห่าม" ในขณะที่บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าเกิดขึ้นช้าเกินไป อันเป็นสาเหตุของ "วงจรอุบาทว์"[22] เพราะเกิดช้าเกินกว่าที่ประชาธิปไตยจะพัฒนาไปอย่างมั่นคงในประเทศไทย อีกทั้งการปฏิวัติด้วยมือของคณะทหารทำให้การเมืองเป็นลูกไล่ของทหารและข้าราชการ[22]

ประชาธิปไตยครึ่งใบแก้ไข

ประชาธิปไตยเบ่งบานแก้ไข

ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พลังของชนชั้นกลางเริ่มเข้ามามีบทบาทในการเมืองไทยมากขึ้น[23] ซึ่งถึงแม้ว่าเขตชนบทจะให้คะแนนเสียงส่วนใหญ่มาจัดตั้งรัฐบาล แต่เสถียรภาพของรัฐบาลจะมาจากประชาชนในเขตเมือง[23]

ร่วมสมัยแก้ไข

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม และ พฤษภาทมิฬ เป็นสองเหตุการณ์ที่ประชาชนชาวไทยมีความเห็นต่อต้านเผด็จการทหารในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 และ การรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ประชาชนชาวไทยกลับไม่มีการชุมนุมต่อต้านคณะรัฐประหารอย่างกว้างขวางเหมือน 2 เหตุการณ์ก่อนหน้าสืบเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงระหว่างประชาชนชาวไทยด้วยกัน หนำซ้ำยังมีประชาชนชาวไทยส่วนหนึ่งสนับสนุนการรัฐประหารในขณะนั้น ความเห็นของคนไทยมีทั้งต่อต้านและสนับสนุนเผด็จการทหาร

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ถึง พ.ศ. 2557 คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 57 ถึง คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 60 ไทยมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกคณะรัฐบาล การเมืองไทยอยู่ภายใต้ความขัดแย้งที่รุนแรง จนนำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก และใน คณะรัฐมนตรีไทย คณะที่ 61 ได้มีการประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดตั้งแต่มีคณะรัฐมนตรีไทย

รายการเหตุการณ์ทางการเมืองแก้ไข

รัฐประหารและกบฏแก้ไข

การชุมนุมทางการเมืองแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. ธงชัย วินิจจะกูล มองทะลุประวัติศาสตร์ “ราชาชาตินิยม” และ “ผี” ในการเมืองไทย
  2. Kittipong Kittayarak, The Thai Constitution of 1997 and its Implication on Criminal Justice Reform
  3. รัฐบาลแก้ไข รธน. ตามข้อสังเกตพระราชทานเสร็จแล้ว
  4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณงาม เง่าธรรมสาร, 2552, กระบวนการบูรณการรัฐชาติไทยกรณีจังหวัดชายแดนใต้: บทเรียนจากระบบเทศาภิบาลในสมัยรัชกาลที่ 6, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; สงขลา.
  5. ส่องโลก. ปฏิบัติการเปี่ยมมนุษยธรรมในอิรัก. อ้างจาก วารสารกรมประชาสัมพันธ์ ประจำเดือนเมษายน 2547. สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  6. ทีมข่าวความมั่นคง คม ชัด ลึก. ผ่าภารกิจ"กองทัพไทย"ในดาร์ฟูร์!"รักษาสันติภาพก็เหมือนได้ซ้อมรบ". สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  7. กองบัญชาการกองทัพไทย. บทความประชาสัมพันธ์ กองกำลังกองทัพไทยในภารกิจรักษาสันติภาพผสมสหประชาชาติ-สหภาพแอฟริกาในดาร์ฟูร์. สืบค้น 8 พฤษภาคม 2553.
  8. ข้อมูลพรรคการเมืองที่ยังดำเนินการอยู่
  9. "พท.ขอกมธ.ยกร่างฯประสานเว้นกฎอัยการศึก - ประกาศคสช.ห้ามชุมนุมการเมือง." Posttoday. N.p., n.d. Web. 9 Jan. 2015.
  10. "กกต.ให้พรรคการเมืองคืนเงินสนับสนุน-เนื่องจากไม่มี พ.ร.บ.พรรคการเมืองแล้ว." ประชาไท. N.p., n.d. Web. 09 Jan. 2015.
  11. "แนะขอคสช.ประชุมพรรค." Thaipost. N.p., n.d. Web. 9 Jan. 2015.
  12. "บทความ ดร.ปริญญา : การนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนมาใช้ในประเทศไทย." Prachatai. N.p., n.d. Web. 07 Jan. 2015.
  13. "“ทักษิณ” สั่ง “2 เจ๊” คุมปฏิบัติการทวงคืนอำนาจ ชน คมช.แบบมีชั้นเชิง-ชี้ ทรท.ต้องชนะเลือกตั้ง." Manager Online. N.p., n.d. Web. 07 Jan. 2015.
  14. "สัมภาษณ์พิเศษ “สิริพรรณ นกสวน สวัสดี” - เลือกตั้งแบบเยอรมนีดียังไง? หากใช้จริง ใครได้ ใครเสีย?" Matichon. N.p., n.d. Web. 7 Jan. 2015.
  15. "นครินทร์เตรียมเสนอสูตรเลือกตั้งแบบเยอรมัน." Posttoday. N.p., n.d. Web. 07 Jan. 2015.
  16. "11 ตุลาคม พ.ศ. 2540." ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้า. สถาบันพระปกเกล้า, n.d. Web. 7 Jan. 2015.
  17. https://thailandtwilight.wordpress.com/2009/01/07/%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B9%89-%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99-45/
  18. "สังศิต พิริยะรังสรรค์:คนตุลาเป็นวีรชน ปชต.ไม่ใช่จำเลยประวัติศาสตร์." Isranews. N.p., n.d. Web. 7 Jan. 2015.
  19. 19.0 19.1 19.2 โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ. หน้า 171.
  20. โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ. หน้า 172.
  21. หน้า 110, รศ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เหตุแห่งการปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕. สัมภาษณ์. นิตยสารสารคดี "๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕" ฉบับที่ ๑๗๒: มิถุนายน ๒๕๔๒
  22. 22.0 22.1 โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ. หน้า 175.
  23. 23.0 23.1 โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ. หน้า 176.
  24. https://thailandtwilight.wordpress.com/2009/01/07/%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B9%89-%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99-45/

ดูเพิ่มแก้ไข