กฎอัยการศึก

กฎอัยการศึก (อังกฤษ: martial law) เป็นกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง โดยเฉพาะในดินแดนที่มีกองกำลังพลเรือนล้นหลาม หรือในดินแดนที่ถูกยึดครอง[1][2]

กฎอัยการศึก
รถถังในช่วงกฎอัยการศึกในประเทศโปแลนด์ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1981
คำประกาศของดันมอร์ได้มีการประกาศกฎอัยการศึกในอาณานิคมเวอร์จีเนียในวันที่ 27 พฤษภาคม ค.ศ. 1775

การใช้งานแก้ไข

กฎอัยการศึกมักกำหนดเป็นการชั่วคราวเมื่อรัฐบาลหรือข้าราชการพลเรือนไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง หรือให้บริการที่สำคัญ ในกฎอัยการศึกเต็มขั้น นายทหารยศสูงสุดจะยึด หรือได้รับแต่งตั้ง เป็นผู้ว่าการทหารหรือเป็นหัวหน้ารัฐบาล ฉะนั้น จึงเป็นการถอดอำนาจทั้งหมดทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการของรัฐบาล

กฎอัยการศึกเป็นกฎหมายที่มีอยู่ในเวลาปกติ แต่ไม่ได้ใช้บังคับ โดยเมื่อจะใช้บังคับจะต้องประกาศ และกำหนดเขตพื้นที่ที่จะใช้บังคับ ในหลายประเทศจะไม่มีการตราเป็นกฎหมายชัดเจน เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ในบางประเทศจะตราเป็นกฎหมายชัดเจน เช่น ฝรั่งเศส ไทย

รัฐบาลอาจใช้กฎอัยการศึกเพื่อควบคุมสาธารณะ เหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร (เช่น ประเทศไทยใน พ.ศ. 2549) เมื่อถูกการประท้วงของประชาชนคุกคาม (เช่น การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในประเทศจีน พ.ศ. 2532) เพื่อปราบปรามคู่แข่งทางการเมือง (เช่น ประเทศโปแลนด์ในปี พ.ศ. 2524) หรือเพื่อกำราบการก่อการกบฏ (เช่น วิกฤตการณ์เดือนตุลาคม พ.ศ. 2513 ในประเทศแคนาดา) อาจมีประกาศกฎอัยการศึกในกรณีภัยพิบัติธรรมชาติใหญ่ ทว่า ประเทศส่วนมากประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินแทน

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดกฎอัยการศึกระหว่างความขัดแย้งหรือในกรณีการยึดครอง เมื่อไม่มีการจัดรัฐบาลพลเรือนอื่นใดให้กับประชากรที่ไม่มีเสถียรภาพ ตัวอย่างเช่น การบูรณะประเทศเยอรมนีและญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ตลอดจนการบูรณะตอนใต้หลังสงครามกลางเมืองอเมริกา

ตามแบบ การกำหนดกฎอัยการศึกจะประกอบกับการห้ามออกจากเคหสถานเวลาค่ำคืน การระงับกฎหมายแพ่ง สิทธิพลเมือง หมายสั่งให้ส่งตัวผู้ถูกคุมขังมาศาล และการใช้หรือขยายกฎหมายทหารหรือการศาลทหารกับพลเรือน

ในประเทศไทยแก้ไข

กฎอัยการศึกของไทย มีศักดิ์เทียบเท่ากับ พระราชบัญญัติ ตราขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2450 เรียกว่า กฎอัยการศึก ร.ศ. 126 มีทั้งสิ้น 9 มาตรา โดยถอดแบบมาจากกฎอัยการศึกของประเทศฝรั่งเศส ต่อมาใน พ.ศ. 2457 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าอำนาจของทหารตามกฎอัยการศึก ร.ศ. 126 นั้นยึดตามแบบฝรั่งเศส แต่ไทยใช้ตำราพิชัยสงครามตามแบบอินเดีย ซึ่งไม่สอดคล้องกัน จึงทรงยกเลิกกฎอัยการศึก ร.ศ. 126 และตรา กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457[3] ขึ้นใช้แทน มีทั้งสิ้น 17 มาตรา มีการแก้ไขเพิ่มเติมรวม 5 ครั้ง

ราชอาณาจักรไทย ประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 ครั้งแรก ในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476[4]ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ครั้งที่ 2 ประกาศใช้ ใน 24 จังหวัด ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2484 เวลา 6.00 ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 [5]

ครั้งที่ 3 ประกาศใช้ทั่วราชอาณาจักร ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เวลา 20.45 ถึง วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2489[6]เป็นการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรยาวนานที่สุดของประเทศไทย

ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกหลายครั้ง โดยสถิติที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้

พื้นที่ที่ใช้กฎอัยการศึกยาวนานที่สุดของประเทศไทยคือ อำเภอสะเดา โดยประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558 ยาวนานถึง 24 ปี 1 เดือน 8 วัน

รองลงมาคือ จังหวัดนราธิวาส เฉพาะ อำเภอจะแนะ อำเภอเจาะไอร้อง อำเภอระแงะ อำเภอแว้ง อำเภอศรีสาคร และอำเภอสุคิริน จังหวัดยะลาเฉพาะอำเภอกาบัง อำเภอธารโต อำเภอบันนังสตา อำเภอเบตง และอำเภอยะหา มีการประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 เป็นระยะเวลา 14 ปี 4 เดือน 26 วัน

มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ถึง 1 เมษายน พ.ศ. 2558 ยาวนาน 10 เดือน 11 วัน เป็นการประกาศกฎอัยการศึกเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นครองราชย์

การยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ใด จะต้องประกาศออกมาเป็นพระบรมราชโองการ

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. Anonymous (19 August 2010). "Martial Law". LII / Legal Information Institute.
  2. "Martial law". britannica.com.
  3. พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗
  4. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2476/A/653.PDF
  5. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2484/A/664.PDF
  6. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2489/A/007/66.PDF

อ่านเพิ่มแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข