ประเทศอินเดีย

(เปลี่ยนทางจาก อินเดีย)

อินเดีย (อังกฤษ: India) หรือ ภารตะ (ฮินดี: भारत, ถอดอักษรเทวนาครีเป็นไทย ภารต, ออกเสียง [ˈbʱaːɾət̪] บฮฺรัต) หรือชื่อทางการว่า สาธารณรัฐอินเดีย (อังกฤษ: Republic of India, ฮินดี: भारत गणराज्य) คือประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียใต้ เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของอนุทวีปอินเดีย มีประชากรมากเป็นอันดับที่สองของโลก และเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีประชากรมากที่สุดในโลก[3][4][5] โดยมีประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคน มีภาษาพูดร้อยแปดสิบแปดภาษาโดยประมาณ ด้านเศรษฐกิจ อินเดียมีอำนาจการซื้อมากเป็นอันดับที่สี่ของโลก ทั้งนี้ อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับจีน เนปาล และภูฏาน ทางตะวันตกเฉียงเหนือติดกับปากีสถาน ทางตะวันออกติดพม่า ทางตะวันตกเฉียงใต้จรดมหาสมุทรอินเดีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ติดศรีลังกา ล้อมรอบบังกลาเทศทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก นอกนั้นยังมีเขตแดนทางทะเลต่อเนื่องกับน่านน้ำไทย พม่า และอินโดนีเซีย และด้วยพื้นที่ 3,287,590 ตารางกิโลเมตร อินเดียจึงเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 7 ของโลก[6]

สาธารณรัฐอินเดีย

Republic of India (อังกฤษ)
भारत गणराज्य (ฮินดี)
คำขวัญสตฺยเมว ชยเต (सत्यमेव जयते)
"ความจริงเท่านั้นจักมีชัย"
เพลงชาติชนะ คณะ มนะ (जन ग़ण मन, ชน คณ มน)
"ดวงใจแห่งผองชน"
Image of a globe centred on India, with India highlighted.
พื้นที่ที่ควบคุมแสดงในสีเขียวเข้ม
บริเวณที่อ้างสิทธิ์แต่มิได้ควบคุมแสดงในสีเขียวอ่อน
เมืองหลวงนิวเดลี
28°36′50″N 77°12′30″E / 28.61389°N 77.20833°E / 28.61389; 77.20833
เมืองใหญ่สุดมุมไบ
ภาษาราชการภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษ
ดูเพิ่มได้ที่ ภาษาราชการของอินเดีย
การปกครองสหพันธรัฐ ระบบรัฐสภา สาธารณรัฐรัฐธรรมนูญ
ราม นาถ โกวินท์
Venkaiah Naidu
นเรนทระ โมที
เอกราช 
• ประกาศ
15 สิงหาคม พ.ศ. 2490
• สาธารณรัฐ
26 มกราคม พ.ศ. 2493
พื้นที่
• รวม
3,287,590 ตารางกิโลเมตร (1,269,350 ตารางไมล์) (7)
9.56
ประชากร
• 29 ก.ค. 2560 ประมาณ
1,319,180,000 (2)
• สำมะโนประชากร 2544
1,027,015,247
329 ต่อตารางกิโลเมตร (852.1 ต่อตารางไมล์) (31)
จีดีพี (อำนาจซื้อ)2560 (ประมาณ)
• รวม
$ 9.446 ล้านล้าน
$ 7,173
จีดีพี (ราคาตลาด)2560 (ประมาณ)
• รวม
$ 2.439 ล้านล้าน
$ 1,852
จีนี (2554)35.2
ปานกลาง
HDI (2562)เพิ่มขึ้น 0.645[1]
ปานกลาง · 131
สกุลเงินรูปี (Rs.)1 (INR)
เขตเวลาUTC+5:30 (IST)
• ฤดูร้อน (DST)
UTC+5:30 (not observed)
ขับรถด้านซ้ายมือ
รหัสโทรศัพท์91
โดเมนบนสุด.in
1 Re. เป็นเอกพจน์

มนุษย์ยุคใหม่เริ่มเข้ามาตั้งรกรากในอนุทวีปอินเดียเมื่อประมาณ 55,000 ปีที่แล้ว[7] โดยมีอาชีพหลักคือการทำเกษตรกรรมและล่าสัตว์ และอนุทวีปอินเดียถือเป็นบริเวณที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากที่สุดรองจากทวีปแอฟริกา[8] ผู้คนเริ่มรวมตัวกันเป็นสังคมเมื่อ 9,000 ปีที่แล้วบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ โดย 1200 ปีก่อนคริสตศักราช ภาษาสันสกฤตโบราณซึ่งเป็นตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียนดั้งเดิม ได้แพร่กระจายไปยังอินเดียจากแถบตะวันตกเฉียงเหนือ[9] และประมาณ 400 ปี ก่อนคริสตศักราช อิทธิพลของศาสนาฮินดูได้ก่อให้เกิดระบบชนชั้นวรรณะในอินเดีย ตามมาด้วยการแพร่หลายของศาสนาพุทธและศาสนาเชนในประชากรบางกลุ่ม การรวมกลุ่มทางการเมืองในช่วงต้นก่อให้เกิดราชวงศ์โมริยะและจักรวรรดิคุปตะซึ่งตั้งอยู่ในลุ่มน้ำคงคา ในยุคดังกล่าวเพศชายมีบทบาทหลักในด้านความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาประเทศแต่สตรีเพศยังคงถูกจำกัดเสรีภาพในสังคม[10] วิถีชีวิตในสังคมของประชากรในอินเดียตอนใต้ยังได้ขยายอิทธิพลไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งวัฒนธรรมทางศาสนาและภาษาตระกูลดราวิเดียน[11]

ในยุคกลางตอนต้น ศาสนาคริสต์, อิสลาม, ยูดายห์ และซาราธุสตรา ได้รับอิทธิพลมาจากชายฝั่งทางใต้และตะวันตกของอินเดีย กองทัพมุสลิมจากเอเชียกลางเข้ายึดที่ราบทางเหนือของอินเดียเป็นและได้ก่อตั้งรัฐสุลต่านเดลี และผนวกอินเดียตอนเหนือเข้าสู่เครือข่ายสากลของอิสลามยุคกลาง ในศตวรรษที่ 15 จักรวรรดิวิชัยนครได้สร้างวัฒนธรรมฮินดูผสมผสานขึ้นในอินเดียตอนใต้ ศาสนาซิกข์ได้ถือดำเนิดขึ้นในรัฐปัญจาบ ต่อมาใน ค.ศ. 1526 จักรวรรดิโมกุลได้ปกครองประเทศอย่างสงบสุขเป็นระยะเวลาร่วมสองศตวรรษ และทิ้งมรดกทางสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าเอาไว้ถึงปัจจุบัน[12][13] ต่อมา การปกครองของบริษัทในอินเดียโดยสหราชอาณาจักรได้เข้ามามีบทบาทหลัก ส่งผลให้อินเดียกลายเป็นประเทศอาณานิคมที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ระดับโลกแต่ยังคงรักษาอำนาจอธิปไตยของตนไว้ การปกครองของบริติชราชเริ่มต้นในปี 1858 และนับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่[14] โดยมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการศึกษาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ต่อมา ขบวนการชาตินิยมได้ถือกำเนิดขึ้นโดยมีอุดมการณ์ในการต่อต้านการปกครองของต่างชาติ[15] และกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการยุติการปกครองของอังกฤษ ใน ค.ศ. 1947 จักรวรรดิบริติชอินเดียนถูกแบ่งออกเป็นสองอาณาจักรอิสระได้แก่ อาณาจักรฮินดูที่ส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย และปากีสถานซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมท่ามกลางการอพยพของประชากรจำนวนมากซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในภูมิภาคเอเชีย[16][17]

อินเดียเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐมาตั้งแต่ ค.ศ. 1950 ปกครองด้วยระบบรัฐสภาแบบประชาธิปไตย เป็นสังคมพหุนิยมซึ่งประกอบไปด้วยความหลากหลายทางภาษาและเชื้อชาติ ประชากรของอินเดียเพิ่มขึ้นจาก 361 ล้านคนใน ค.ศ. 1951 เป็น 1.211 พันล้านใน ค.ศ. 2011[18] ในช่วงเวลาเดียวกัน รายได้ต่อหัวของประชากรได้เพิ่มขึ้นจาก 64 ดอลลาร์ เป็น 1,498 ดอลลาร์ต่อปี และอัตราการรู้หนังสือเพิ่มขึ้นจาก 16.6% เป็น 74% จากการเป็นประเทศที่ค่อนข้างยากจนใน ค.ศ. 1951 อินเดียได้กลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีกลุ่มชนชั้นกลางที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในประเทศ[19] อินเดียยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีโครงการอวกาศซึ่งรวมถึงภารกิจนอกโลกทั้งที่วางแผนไว้และสำเร็จแล้วหลายภารกิจ[20][21][22] และยังมีชื่อเสียงในด้านวงการบันเทิง, ภาพยนตร์, ดนตรี รวมทั้งคำสอนทางจิตวิญญาณและศาสนาของอินเดียได้มีบทบาทต่อวัฒนธรรมโลก[23] อินเดียได้ลดอัตราความยากจนลงอย่างมาก แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน[24] อินเดียมีค่าใช้จ่ายด้านการทหารสูง และมีปัญหาข้อพิพาทบริเวณแคชเมียร์กับประเทศปากีสถานและจีนมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 ปัญหาหลักในปัจจุบันของสังคมอินเดีย ได้แก่ ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ, ภาวะทุพโภชนาการในเด็ก และระดับมลพิษทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น[25] อินเดียยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์โดยพื้นที่ป่าไม้คิดเป็นเนื้อที่กว่า 21.7% ของประเทศ[26] และมีการออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าและป่าไม้ที่เข้มงวด[27]

ภูมิศาสตร์แก้ไข

ดูบทความหลักที่: ภูมิศาสตร์อินเดีย
 
แผนที่ภูมิประเทศของอินเดีย

ประเทศอินเดียเกิดขึ้นบนอนุทวีปอินเดีย (Indian subcontinent) ซึ่งตั้งอยู่บนบริเวณแผ่นเปลือกโลกอินเดีย (Indian tectonic plate) ซึ่งในอดีตนั้นเคยเชื่อมอยู่กับแผ่นออสเตรเลีย การรวมตัวทางภูมิศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศอินเดียนั้นเกิดขึ้นราว 75 ล้านปีก่อน เมื่ออนุทวีปอินเดียซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของมหาทวีปแห่งตอนใต้ คือ มหาทวีปกอนด์วานา (Gondwana) ได้เริ่มเคลื่อนตัวขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านที่บริเวณมหาสมุทรอินเดียซึ่งในขณะนั้นยังไม่เกิดขึ้น โดยกินเวลารวมทั้งหมดประมาณ 55 ล้านปี หลังจากนั้นอนุทวีปอินเดียนได้ชนเข้ากับแผ่นทวีปยูเรเชีย อันเป็นที่มาของการเกิดเทือกเขาที่มีความสูงที่สุดในโลก คือ เทือกเขาหิมาลัย ซึ่งอยู่บริเวณภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ตอนใต้ของเทือกเขาซึ่งเคยเป็นท้องทะเลอันกว้างขวางได้ค่อย ๆ กลายมาเป็นผืนดินราบลุ่มแม่น้ำอันกว้างใหญ่ ทำให้เกิดเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ-คงคา (Indo-Gangetic Plain) ทางภาคตะวันตกนั้นติดกับทะเลทรายธาร์ ซึ่งถูกกั้นกลางด้วยทิวเขาอะราวัลลี

อนุทวีปอินเดียนั้นได้คงอยู่จนกลายมาเป็นคาบสมุทรอินเดียในปัจจุบัน ซึ่งจัดเป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดทางธรณีวิทยา และยังเป็นบริเวณที่มีความคงที่ทางภูมิศาสตร์ที่สุดแห่งหนึ่งในอินเดีย โดยกินพื้นที่กว้างขวางจรดเทือกเขาสัทปุระ (Satpura) ทางตอนใต้ และเทือกเขาผิงอ ในภาคกลางของอินเดีย โดยมีลักษณะคู่ขนานกันไปจรดชายฝั่งทะเลอาหรับในรัฐคุชราตทางทิศตะวันตก และที่ราบสูงโชตนาคปุระ (Chota Nagpur Plateau) ที่เต็มไปด้วยแร่รัตนชาติในรัฐฌาร์ขัณฑ์ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนทิศใต้นั้นประกอบด้วยแผ่นดินคาบสมุทรบนที่ราบสูงเดกกัน (Deccan Plateau) ซึ่งถูกขนาบโดยเทือกเขาริมทะเลทั้งสองฝั่งที่เรียกว่า เทือกเขากัทส์ทิศตะวันตก และตะวันออก(Western and Eastern Ghats) ในบริเวณนี้จะพบหินที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งมีอายุถึง 1 พันล้านปี

 
เทือกเขาเกดาร์ (Kedar Range) ส่วนหนึ่งของหิมาลัย

ชายฝั่งของอินเดียนั้นมีระยะทางประมาณ 7,517 กิโลเมตร (4,700 ไมล์) แบ่งเป็นระยะทางบนคาบสมุทรอินเดีย 5,423 กิโลเมตร (3,400 ไมล์) และ 2,094 กิโลเมตร (1,300 ไมล์) ในหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์และลักษทวีป จากแผนที่ทะเลของอินเดียนั้น ชายฝั่งบนแผ่นดินใหญ่ของอินเดียประกอบด้วยหาดทรายถึง 43% กรวดและหิน 11% รวมถึงหน้าผา และ 46% เป็นดินเลนและโคลน

แม่น้ำในอินเดียแบ่งออกได้เป็นสี่ประเภทคือ แม่น้ำจากเทือกเขาเอเวอเรส แม่น้ำคาบสมุทรเดคคาน แม่น้ำชายฝั่ง และแม่น้ำในดินแดนภายในแม่น้ำหิมาลัย ปกติจะเกิดจากน้ำที่ละลายมาจากหิมะ ในภาคเหนือของอินเดีย ดังนั้น แม่น้ำเหล่านี้จะมีน้ำไหลเต็มที่อยู่ตลอดเวลา และมีความลาดชันค่อนข้างต่ำ ในฤดูมรสุมเมื่อฝนตกมาก แม่น้ำเหล่านี้จะรับน้ำไว้ได้ไม่หมด จึงทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่อยู่เสมอ ส่วนแม่น้ำในคาบสมุทรเดคคาน โดยปกติได้น้ำจากน้ำฝน ดังนั้นปริมาณน้ำในแม่น้ำดังกล่าว จึงมักจะมากน้อยไม่แน่นอน อีกทั้งมีความลาดชันลดหลั่นลง จึงรับน้ำได้มาก และช่วยระบายน้ำในฤดูมรสุมอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำย่อย ๆ ซึ่งไม่มีต้นกำเนิดจากแม่น้ำทั้งสองประเภทดังกล่าว และอยู่ตามชายฝั่งโดยเฉพาะในฝั่งตะวันตก จะมีเส้นทางสั้น ๆ และมีขนาดแคบ จึงรับน้ำได้ในปริมาณจำกัด สำหรับแม่น้ำในดินแดนภายใน เป็นลำน้ำเล็ก ๆ ไม่มีทางออกทะเล ปลายทางของแม่น้ำหากไม่ไหลลงแอ่งน้ำ ทะเลสาบ ก็จะเหือดแห้งไปในทะเลทรายธาร์

ระบบแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียคือ แม่น้ำคงคา (Ganges) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย แม่น้ำสาขาในระบบแม่น้ำคงคาคือ แม่น้ำยมนา แม่น้ำกากรา แม่น้ำกันดัค และแม่น้ำโคสิ บริเวณผืนดินที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคาจัดได้ว่ามีความอุดมสมบูรณ์ และกว้างใหญ่ที่สุด โดยเป็นบริเวณกว้างถึงหนึ่งในสี่ของประเทศ นอกจากนั้นยังมีแม่น้ำพรหมบุตร ซึ่งมีความสำคัญรองลงมา มีสาขามากมาย ซึ่งไหลผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ของอินเดีย โดยไปสุดที่อ่าวเบงกอลเช่นเดียวกับแม่น้ำคงคา

ส่วนลุ่มน้ำของระบบแม่น้ำอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ รองลงมาได้แก่ ลุ่มแม่น้ำโคธาวารีนาเลีย (Godavari) ในเขตที่ราบสูงเดคคาน ระบบน้ำตาปี (Tapi) ในภาคเหนือ และระบบน้ำเพนเนอร์ (Penner) ในภาคใต้ การที่อินเดียถูกแวดล้อมด้วยพรมแดนธรรมชาติรอบด้าน คือมีทั้งภูเขาและฝั่งทะเลเป็นพรมแดน ได้แยกอินเดียออกจากส่วนอื่น ๆ ของทวีปเอเชีย ทำให้อินเดียตั้งอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง ซึ่งนับว่ามีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อวิถีชีวิตของชาวอินเดีย ทำให้ชาวอินเดียมีอารยธรรมและวัฒนธรรมที่มีลักษณะของตนเองโดยเฉพาะ และในโอกาสเดียวกัน พรมแดนธรรมชาติดังกล่าว ช่วยให้สามารถรักษาวัฒนธรรมของตนให้สืบเนื่องตลอดมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงสมัยปัจจุบัน

สภาพอากาศของอินเดียนั้นได้รับอิทธิพลจากสองแหล่งใหญ่ ๆ คือเทือกเขาหิมาลัย และทะเลทรายธาร์ ทำให้มีทั้งฤดูร้อนอันอบอุ่น และฤดูหนาวที่มีมรสุม เทือกเขาหิมาลัยนั้นมีบทบาทมากในการป้องกันลมพัดลงลาดเขา (Katabatic wind) ทำให้บริเวณส่วนใหญ่ของประเทศนั้นอบอุ่นกว่าประเทศอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ในละติจูดเดียวกัน ส่วนทะเลทรายธาร์นั้นก็มีบทบาทในการขับเคลื่อนความชื้นของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งลมมรสุมนี้เองที่ทำให้ทุกปี ๆ ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมนั้นมีฝนกรดตกในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ

จากการแบ่งเขตภูมิอากาศนั้น อินเดียประกอบด้วยภูมิอากาศหลัก ๆ 4 แบบได้แก่ แบบเขตร้อนชื้น (tropical wet), แบบเขตร้อนแห้งแล้ง (tropical dry), แบบอบอุ่นชื้น (subtropical humid), และแบบเทือกเขาสูง (montanr)

การเมืองการปกครองแก้ไข

บริหารแก้ไข

ดูบทความหลักที่: รัฐบาลอินเดีย

นิติบัญญัติแก้ไข

ดูบทความหลักที่: รัฐสภาแห่งอินเดีย

ระบบรัฐสภา ประกอบด้วยราชยสภา (Rajya Sabha) เป็นสภาสูง มีสมาชิกจำนวน 245 คน สมาชิกส่วนใหญ่ มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม อีกส่วนมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี และโลกสภา (Lok Sabha) เป็นสภาล่าง มีสมาชิกจำนวน 545 คน สมาชิกจำนวน 543 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและอีก 2 คน มาจากการคัดเลือกของประธานาธิบดี จากกลุ่มอินโด-อารยันในประเทศอยู่ในวาระคราวละ 5 ปี เว้นเสียแต่จะมีการยุบสภา

ตุลาการแก้ไข

ดูบทความหลักที่: กฎหมายอินเดีย

ศาลอินเดียแบ่งเป็นสามชั้น ประกอบด้วย ศาลสูงสุด (Supreme Court) นำโดย ประธานศาลสูงสุดแห่งอินเดีย (Chief Justice of India), ศาลสูง (High Courts) ยี่สิบเอ็ดศาล เป็นศาลชั้นอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นอีกจำนวนมาก ศาลสูงสุดมีเขตอำนาจชำระคดีเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน, ข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นกับส่วนกลาง และคดีที่อุทธรณ์มาจากศาลสูง กับทั้งการตีความรัฐธรรมนูญ

การเมืองภายในแก้ไข

ดูบทความหลักที่: การเมืองอินเดีย

การแบ่งเขตการปกครองแก้ไข

อินเดียแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 28 รัฐ (States) (ซึ่งแบ่งย่อยลงเป็นเขต) และ 9 ดินแดนสหภาพ (Union Territories) ได้แก่

 
แผนที่แสดงรัฐและดินแดนสหภาพของประเทศอินเดีย

รัฐ

ดินแดนสหภาพ

กองทัพแก้ไข

ดูบทความหลักที่: กองทัพอินเดีย

เศรษฐกิจแก้ไข

ดูบทความหลักที่: เศรษฐกิจอินเดีย

เศรษฐกิจของอินเดียมีขนาดเป็นอันดับที่ 11 ของโลกเมื่อวัดด้วยค่าจีดีพี[28] และเป็นอันดับ 4 ของโลกเมื่อเทียบด้วยความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ[29] หลังจากที่ได้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งโดยนักสังคมนิยมเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เศรษฐกิจของประเทศหลังจากได้รับเอกราช อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยกิจกรรมตลาดเสรีซึ่งริเริ่มในปี พ.ศ. 2533 เพื่อการแข่งขันกับนานาชาติและการลงทุนจากต่างประเทศ อินเดียเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าเกิดใหม่โดยมีจำนวนประชากรมหาศาล เช่นเดียวกับทรัพยากรทางธรรมชาติและบุคลากรมืออาชีพมีทักษะที่เพิ่มมากขึ้น นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้ทำนายว่าในปี พ.ศ. 2563[30] อินเดียจะกลายเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก

 
จำนวนชนชั้นกลางกว่า 300 ล้านคนของอินเดียเพิ่มจำนวนโดยเฉลี่ย 5% ต่อปี[31] จากภาพ แสดงถึงการจัดสร้างเขตที่อยู่อาศัยในมุมไบ

อินเดียอยู่ภายใต้นโยบายซึ่งตั้งบนพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย นับจาก พ.ศ. 2490 ถึง พ.ศ. 2534 เศรษฐกิจอินเดียมีลักษณะของข้อบังคับขยาย ลัทธิคุ้มครอง การถือกรรมสิทธิ์โดยเอกชน การคอรัปชั่นและการเจริญเติบโตอย่างช้า ๆ[32][33][34][35] จนกระทั่งเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ซึ่งมีการเปิดโอกาสเสรีทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และได้ส่งผลให้ประเทศเปลี่ยนไปเป็นลักษณะของตลาดเศรษฐกิจแทน[33][34] การฟื้นฟูการปฏิรูปเศรษฐกิจและนโยบายทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในช่วงพุทธทศวรรษ 2540 ได้เร่งให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วยิ่งขึ้น ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เมืองต่าง ๆ ในอินเดียได้เริ่มเปิดเสรีในข้อบังคับเกี่ยวกับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง[36] โดยในปี พ.ศ. 2551 อินเดียเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดอันดับสองของโลก[37][38][39] อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2552 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียกลับลดลงอย่างมากเหลือ 6.8 เปอร์เซนต์[40] ตลอดจนโครงการฟื้นฟูการขาดดุลปีงบประมาณครั้งใหญ่ที่ 6.8 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งจะเป็นระดับสูงที่สุดของโลก[41][42]

การท่องเที่ยวแก้ไข

การท่องเที่ยวในประเทศอินเดียเป็นส่วนสำคัญในเศรษฐกิจของประเทศอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลกคำนวณว่าธุรกิจการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับอินเดีย ₹16.91 หรือ 9.2% ของจีดีพีประเทศในปี 2018 และทำให้เกิดอาชีพกับผู้คน 42.673 ล้านคน, 8.1% ของการจ้างงานทั้งหมด[43] มีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นสูงถึง 6.9% หรือ 32.05 แลกห์โคร (14 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2028 (9.9% ของจีดีพี)[44] ในเดือนตุลาคม 2015 การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในประเทศอินเดียมีมูค่าประมาณการอยู่ที่สามพันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าจะโตขึ้นถึง 7–8 พันล้านดอลล่าร์ในปี 2020[45] ในปี 2014 มีผู้ป่วยต่างชาติ 184,298 รายเข้ามาในประเทศอินเดียเพื่อเข้ารับการรักษา[46]

ในปี 2017 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 10 ล้านคนเดินทางเข้ามาในอินเดีย เทียบกับจำนวน 8.89 ล้านคนในปี 2016 หรือคิดเป็นการเติบโต 15.6%[47][48][49] ในขณะที่นักท่องเที่ยวภายในประเทศเดินทางไปตามรัฐและยูทีต่าง ๆ อยู่ที่ 1,036.35 ล้านคนในปี 2012 เติบโตขึ้น 16.5% จากปี 2011[50] ในปี 2014 รัฐที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการท่องเที่ยวคือรัฐทมิฬนาฑู, รัฐมหาราษฏระ และรัฐอุตตรประเทศ[51] และมีเมืองเดลี, มุมไบ, เจนไน, อัคระ และไชปุระ เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากที่สุดห้าอันดับของประเทศ ในปี 2015 นอกจากนี้ในระดับโลก เมืองเดลี อยู่อันดับที่ 28 ขำองจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้า ตามด้วย มุมไบ ที่อันดับ 30, เจนไน ที่อันดับ 43, อัคระ ที่อันดับ 45, ไชปุระ ที่อันดับ 52 และ โกลกาตา ที่อันดับ 90 ของโลก[52] โดยมีกระทรวงการท่องเที่ยวเป็นหน่วยงานรัฐบาลที่กำหนดและดำเนินนโยบายพัฒนาการท่องเที่ยว ภายใต้แคมเปญ อินเคร็ดดิเบิล อินเดีย (Incredible India)

ประชากรศาสตร์แก้ไข

เชื้อชาติแก้ไข

ประชากรอินเดียมี 1.252 พันล้านคน โดยมีเชื้อชาติ อินโด-อารยัน ร้อยละ 72 ดราวิเดียน ร้อยละ 25 มองโกลอยด์ ร้อยละ 2 และอื่น ๆ ร้อยละ 1 อัตราการเพิ่มของประชากร ร้อยละ 1.8 พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) และอัตราการรู้หนังสือ ร้อยละ 52.1

ระบบชั้นชั้นวรรณะแก้ไข

ตั้งแต่สมัยโบราณวรรณะที่สำคัญของอินเดียมี 4 วรรณะ ได้แก่[54]

  • วรรณะพราหมณ์ ได้แก่ นักบวช ปัจจุบันอาจตีความไปถึงนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์และนักการเมือง
  • วรรณะกษัตริย์ ได้แก่ นักรบ ซึ่งอาจรวมไปถึงข้าราชการ
  • วรรณะแพศย์ ได้แก่ พ่อค้า และ นักธุรกิจ
  • วรรณะศูทร ได้แก่ ผู้ใช้แรงงาน ชาวนา กรรมกร และคนยากจน

โดยทั่วไปแล้วสามวรรณะแรกนั้นเปรียบเสมือนชนชั้นปกครอง และวรรณะศูทรเปรียบได้กับผู้ถูกปกครอง นอกจากนี้ในสังคมของชาวฮินดูยังมีการแบ่งวรรณะที่ต่ำที่สุด คือ ชนชั้นจัณฑาล หรือที่รู้จักกันในชื่อยุคใหม่ว่า "ดาลิต" มีความหมายว่า "ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า" ซึ่งเป็นชนนั้นที่ถูกเลือกปฏิบัติและมีสิทธิเสรีภาพทางสังคมน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม กฎหมายในสังคมยุคใหม่ของอินเดียได้มีการลดช่องว่างทางสังคมดังกล่าวลง โดยมีการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา เช่นการกำหนดโควตาให้นักศึกษาชนชั้นดาลิตเข้าศึกษาโดยไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก, การเลือกประกอบอาชีพ ตลอดจนสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนักในทางปฎิบัติ[55]

ภาษาแก้ไข

อินเดียมีประชากรกว่า 1,100 ล้านคน ประชากรเหล่านี้มีความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม มีภาษาหลักใช้พูดถึง 16 ภาษา เช่น ภาษาฮินดี ภาษาอังกฤษ ภาษาเบงกอล ภาษาอูรดู ฯลฯ และมีภาษาถิ่นมากกว่า 100 ภาษา ภาษาฮินดี ถือว่าเป็นภาษาประจำชาติ เพราะคนอินเดียกว่าร้อยละ 30 ใช้ภาษานี้ คนอินเดียที่อาศัยอยู่รัฐทางตอนเหนือและรัฐทางตอนใต้นอกจากจะใช้ภาษาที่แตกต่างกันแล้ว การแต่งกาย การรับประทานอาหารก็แตกต่างกันออกไปด้วย

ศาสนาแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ศาสนาในประเทศอินเดีย

ประเทศอินเดียมีความหลากหลายในศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ และการปฏิบัติ โดยทางการแล้วประเทศอินเดียเป็นรัฐฆราวาส (secular state) และไม่มีศาสนาประจำชาติ อนุทวีปอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาที่สำคัญของโลกสี่ศาสนา ได้แก่ ศาสนาฮินดู, ศาสนาไชนะ, ศาสนาพุทธ และศาสนาซิกข์ ข้อมูลจากสำมะโนประชากรปี 2011 ระบุว่าประชากรอินเดีย 79.8% นับถือศาสนาฮินดู, 14.2% นับถือศาสนาอิสลาม, 2.3% นับถือศาสนาคริสต์, 1.7% นับถือศาสนาซิกข์, 0.7% ศาสนาพุทธ และ 0.37% นับถือศาสนาไชนะ ทั้งศาสนาโซโรอัสเตอร์, Sanamahism และ ศาสนายูดาย ล้วนมีประวัติศาสตร์เก่าแก่ในประเทศอินเดีย และมีผู้นับถืออยู่ศาสนาละหลายพันคน ประเทศอินเดียมีประชากรที่นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์มากที่สุดในโลก (ทั้ง ปาร์ซี (parsi) และ อิรานี (irani)) และยังมีประชากรที่นับถือศาสนาบาไฮมากที่สุดในโลกเช่นกัน[57] ถึงแม้ทั้งสองศาสนานี้จะเติบโตขึ้นในแถบเปอร์เซียก็ตาม ตลอดทั้งประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดีย ศาสนาเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมมาตลอด ความหลากหลายทางศาสนาและการยอมรับความต่างทางศาสนา (Religious toleration) ล้วนปรากฏในประเทศทั้งในทางกฎหมายและทางธรรมเนียมปฏิบัติ ในรัฐธรรมนูญอินเดียได้รับรองเสรีภาพทางศาสนาให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอินเดีย[58]

เทพเจ้าในความเชื่อของชาวอินเดียแก้ไข

ในบรรดาเรื่องราวของเทพเจ้าของชนชาติทั้งหลายนั้น เทพเจ้าของอินเดียนับว่ามีเรื่องราวและประวัติความเป็นมาที่ซับซ้อนมากกว่าชาติอื่นๆ[59] และกล่าวกันว่าตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ชนชาติอริยกะ หรืออินเดียอิหร่านที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในลุ่มแม่น้ำสินธุ มีการนับถือเทพเจ้าและมีคัมภีร์พระเวทเกิดขึ้น พวกอริยกะ หรืออารยันนั้นแต่เดิมนั้นนับถือธรรมชาติ เช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ท้องฟ้า ลม และไฟ ต่อมามีการกำหนดให้ปวงเทพเกิดมีหน้าที่กันขึ้น โดยตั้งชื่อตามสิ่งที่เป็นธรรมชาตินั้นๆแล้วก็เกิดมีหัวหน้าเทพเจ้าขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระเวท ซึ่งก็คือพระอินทร์ จากหลักฐานโบราณที่เป็นจารึกบนแผ่นดินเหนียวอายุราว 1,400 ปี ก่อนคริสตกาล เรียกว่าแผ่นจารึก โบกาซ คุย หรือจารึก เทเรีย ซึ่งขุดพบที่ตำบลดังกล่าว ของดินแดนแคปปาโดเซีย ในตุรกี จารึกนี้ ได้ออกนามเทพเจ้าเป็นพยานถึง 4 องค์ ได้แก่ พระอินทร์ (lndra) เทพเจ้าแห่งพลัง มิทระ (Mitra) พระวรุณ (Varuna)และ นาสัตย์ (Nasatya) คือ พระนาสัตย์อัศวิน (Asvins)[60]

บางตำราได้กล่าวว่า เทพเจ้าดั้งเดิมของพวกอริยกะนั้นได้แก่ พระอินทร์ พระสาวิตรี พระวรุณ และพระยม บ้างก็กล่าวว่า เทพเจ้าที่เก่าที่สุด คือ พระอินทร์ พระพฤหัสบดี พระวรุณ และพระยม

โครงสร้างพื้นฐานแก้ไข

โทรคมนาคมแก้ไข

การศึกษาแก้ไข

ดูบทความหลักที่: การศึกษาในประเทศอินเดีย

การศึกษาในประเทศอินเดียนั้นดำเนินการผ่านทางโรงเรียนรัฐ (ซึ่งบริหารจัดการในสามระดับ: รัฐบาลกลาง, รัฐ และ ท้องถิ่น) และโรงเรียนเอกชน ภายใต้หลายยทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอินเดีย การศึกษาภาคบังคับโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเยาวชนอายุ 6 ถึง 14 ปี อัตราส่วนของโณงเรียนรัฐบาลต่อโรงเรียนเอกชนในประเทศอินเดียอยู่ที่ 7:5 โดยประเทศอินเดียนั้นได้ดำเนินการเพิ่มอัตราการเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษามาตลอด ในปี 2011 พบว่าราว 75% ของประชากรอินเดียที่อายุ 7 ถึง 10 ปีสามารถอ่านออกเขียนได้ (literate)[61] การพัฒนาระบบการศึกษาในประเทศอินเดียถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ[62] ถึงแม้สัดส่วนการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของประชากรอินเดียนั้นได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทศวรรษที่ผ่านมา มีสัดส่วนผู้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทั้งประเทศอยู๋ที่ 24% ในปี 2013[63] แต่อินเดียก็ยังไม่ได้เข้าใกล้อัตราส่วนการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของประเทศพัฒนาแล้วประเทศอื่น ๆ เลย[64]

ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีระบบโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ พบว่านักเรียน 29% ที่อายุ 6 ถึง 14 ปี ศึกษาระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเอกชน[65] ในขณะที่โรงเรียนเทคนิกจำนวนมากก็เป็นโรงเรียนเอกชนเช่นกัน ตลาดการศึกษาเอกชนในประเทศอินเดียมีรายได้อยู่ที่ 450 ล้านดอลล่าร์สหรัฐในปี 2008[66]

ข้อมูลจากรายงานสถานะการศึกษาประจำปี (Annual Status of Education Report: ASER) ปี 2012 ระบุว่าเยาวชนอายุ 6-14 ปีในพื้นที่ชนบท 96.5% ได้เข้าสมัครเรียนระบบการศึกษา นับเป็นปีที่สี่ที่สัดส่วนนี้สูงเกิน 96% ประเทศอินเดียสามารถคงสัดส่วนการเข้าสู่ระบบการศึกษาของนักเรียนอายุ 6-14 ไว้ที่ประมาณ 95% ตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2014 ข้อมูลจาก ASER เมื่อปี 2018 พบว่ามีเยาวชนเพียง 2.8% เท่านั้นที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา[67] อีกรายงานหนึ่งจากปี 2013 ระบุว่ามีนักเรียนจำนวน 229 ล้านคนเข้าศึกษาในโรงเรียนที่ได้รับการรับรองทั่วประเทศ ในระดบัประถมหนึ่งถึงเจ็ด (Class I - XII) นับว่าเพิ่มขึ้น 2.3 ล้านคนจากปี 2002 และพบว่าในเด็กผู้หญิงนั้นเพิ่มขึ้นถึง 19%[68] ในขณะที่ในเชิงปริมาณ ประเทศอินเดียกำลังเข้าใกล้การครอบคลุมการศึกษาได้ทั่วถึงทั้งประชากรของประเทศ (universal education) แต่คุณภาพของการศึกษาในประเทศอินเดียนั้นเป็นที่ตั้งคำถามอย่างมาก โดยเฉพาะในโรงเรียนของรัฐบาล ถึงแม้นักเรียนมากกว่า 95% จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา แต่พบว่าในระดับมัธยมศึกษา มีเยาวชนอินเดียเพียง 40% เท่านั้นที่เข้าศึกษาต่อในเกรด 9-12 (Grades 9-12) หรือเทียบเท่ากับ ม.3-6 ในระบบการศึกษาไทย นับตั้งแต่ปี 2000 ธนาคารโลกได้อุดหนุนทุน 2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐให้กับการศึกษาในประเทศอินเดีย เหตุผลบางประการที่ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาในประเทศอินเดียมีระดับที่ต่ำอาจมาในหนึ่งวันคุณครูทั่วประเทศประมาณ 25% ไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ครู[69]

สาธารณสุขแก้ไข

วัฒนธรรมแก้ไข

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมอินเดีย

วรรณกรรมแก้ไข

 
รามายาณะ หนึ่งในวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของอินเดีย
 
ภาพของราวณะตัวละครหลักฝ่ายอธรรมจากเรื่องรามายาณะ ขณะต่อสู้กับนกสดายุ
ดูบทความหลักที่: วรรณกรรมของอินเดีย

วรรณกรรมอินเดียได้รับการยอมรับว่ามีอิทธิพลในแง่คำสอนและวัฒนธรรมต่อโลกมาอย่างยาวนาน และมักสะท้อนประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อทางศาสนาสอดแทรกลงไปในวรรณกรรมทุกเรื่อง[70] โดยมีสองมหากาพย์วรรณกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ รามายณะ และ มหาภารตะ[71][72] ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ปุราณะและเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวกับธรรมเนียมกษัตริย์ การสืบราชวงศ์ตามแบบธรรมเนียมโบราณของราชวงศ์ในลุ่มแม่น้ำคงคา วรรณกรรมอินเดียยังมีอิทธิพลต่อชีวิตชาวบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย โดยการเล่า การอ่านนิทานแสดงเกี่ยวกับเนื้อเรื่องในวรรณกรรม การแสดงหุ่นกระบอก หนัง ละครที่มีเนื้อหาของวรรณกรรม รามายณะ มหากาพย์ และชาดกในโอกาสต่างๆ

นาฏศิลป์แก้ไข

ดูบทความหลักที่: นาฏศิลป์ของอินเดีย

อาหารแก้ไข

ดูบทความหลักที่: อาหารอินเดีย

อาหารอินเดียเป็นชื่อเรียกโดยรวมของอาหารในอนุทวีปอินเดียซึ่งมีลักษณะร่วมกันคือใช้เครื่องเทศ สมุนไพรและผักหรือผลไม้มาก มีทั้งพืชผักที่ปลูกในประเทศอินเดียและจากที่อื่นๆ นิยมกินอาหารมังสวิรัติในสังคมชาวอินเดีย แต่ละครอบครัวจะเลือกสรรและพัฒนาเทคนิคการทำอาหารทำให้มีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางด้านประชากรในอินเดีย ความเชื่อของชาวฮินดูและวัฒนธรรมมีบทบาทต่อวิวัฒนาการของอาหารอินเดียมาก[73] แต่ในภาพรวม อาหารทั่วประเทศอินเดียพัฒนามาจากปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมทั้งจากชาวมองโกลและยุโรปทำให้ได้อาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง [74][75] การค้าเครื่องเทศระหว่างอินเดียและยุโรปเป็นตัวเร่งหลักสำหรับการค้นพบอินเดียของชาวยุโรป[76] ยุคอาณานิคมได้ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างอาหารยุโรปกับอาหารอินเดียเพิ่มความยืดหยุ่นทำให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น [77][78] อาหารอินเดียมีอิทธิพลต่ออาหารทั่วโลกโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหมู่เกาะแคริบเบียน[79][80]

วันหยุดแก้ไข

ดูบทความหลักที่: วันหยุดในประเทศอินเดีย

เนื่องจากประเทศอินเดียถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง และมีการเฉลิมฉลองเทศกาลและวันหยุดต่าง ๆ อย่างหลากหลาย อย่างไรก็ตามในประเทศอินเดียมีวันหยุดราชการ (national holidays) แค่สามวันเท่านั้น คือ วันสาธารณรัฐ (Republic Day) 26 มกราคม, วันเอกราช (Independence Day) 15 สิงหาคม และ คานธีชยันตี (Gandhi Jayanti) 2 ตุลาคม[81][82]

รัฐแต่ละรัฐจะมีเทศกาลท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปตามศาสนาและภาษาหลักของรัฐนั้น ๆ เทศกาลฮินดูที่เป็นที่นิยมสูง เช่น มกรสังกรานติ, โปนคัล (Pongal), มหาศิวาราตรี, โอนาม (Onam), ชันมาษตมี (Janmashtami), สรัสวตีบูชา, ทีปวลี, คเณศจตุรถี, รักษาพันธาน (Raksha Bandhan), โหลี, ทุรคาบูชา, นวราตรี ส่วนเทศกาลของศาสนาเชน เช่น มหาวีระชนมะกัลยนกะ (Mahavir Janma Kalyanak) และ ปรยุษัน (Paryushan) เทศกาลของศาสนาซิกข์ เช่น คุรุนานักชยันตี และ วิสาขี เทศกาลมุสลิม เช่น อีดิลฟิดรีย์, อีดุลอัฎหา, เมาลิด (Mawlid), มุฮัรรอม เทศกาลพุทธ เช่น อามเพฑกรชยันตี, พุทธชยันตี, วันธรรมจักรปราวตาน (Dhammachakra Pravartan Day) และ โลซาร์ (Losar) เทศกาลโซโรอัสเตอร์ปาร์ซี เช่น โนวรูซ (Nowruz) และเทศกาลคริสต์ เช่น คริสต์สมภพ กับ ปัสกา เช่นเดียวกับวันหยุดสังเกตการณ์ เช่นศุกร์ศักดิ์สิทธิ์

กีฬาแก้ไข

ศิลปะแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ศิลปะอินเดีย

สถาปัตยกรรมแก้ไข

ดูบทความหลักที่: สถาปัตยกรรมอินเดีย

สถาปัตยกรรมอินเดียเป็นสถาปัตยกรรมที่มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ของชาติอินเดีย, วัฒนธรรมอินเดีย และ ศาสนาที่เกิดขึ้นในอินเดีย[83] ซึ่งมีการวิวัฒนาการและพัฒนา แตกต่างกันไปตามยุคสมัยและพื้นที่ ได้รับอิทธิพลจากภายนอกในแต่ละยุค ทั้ง กรีก, โรมัน, เปอร์เซีย และ อิสลาม ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมยุคก่อน ๆ และงานศิลปะที่อุทิศเพื่อกษัตริย์และศาสนาอย่างลงตัว

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Human Development Report 2020" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). United Nations Development Programme. December 15, 2020. สืบค้นเมื่อ December 15, 2020.
  2. "India". World Bank.
  3. "HTLS 2019: The evolution of the world's largest democracy". Hindustan Times (ภาษาอังกฤษ). 2019-11-25.
  4. https://www.europarl.europa.eu/RegData/etudes/ATAG/2014/538956/EPRS_ATA(2014)538956_REV1_EN.pdf
  5. "India country profile". BBC News (ภาษาอังกฤษ). 2019-02-18. สืบค้นเมื่อ 2021-07-08.
  6. "Largest countries in the world". Statista (ภาษาอังกฤษ).
  7. Dyson, Tim (2018-09-27). A Population History of India: From the First Modern People to the Present Day (ภาษาอังกฤษ). Oxford University Press. ISBN 978-0-19-882905-8.
  8. Dyson, Tim (2018-09-27). A Population History of India: From the First Modern People to the Present Day (ภาษาอังกฤษ). Oxford University Press. ISBN 978-0-19-882905-8.
  9. Lowe, John J. (2015-04-23). Participles in Rigvedic Sanskrit: The Syntax and Semantics of Adjectival Verb Forms (ภาษาอังกฤษ). OUP Oxford. ISBN 978-0-19-100505-3.
  10. https://www.thebrainhub.com. "Role of women in India's freedom struggle". http://www.madhavuniversity.edu.in/. External link in |website= (help)
  11. Asher, Catherine B.; Asher; Talbot, Cynthia; Talbot, Assistant Professor of History and Asian Studies Cynthia (2006-03-16). India Before Europe (ภาษาอังกฤษ). Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-80904-7.
  12. Chakraborty, Debasree. "Greatest Examples of Mughal Architectures in India". www.heritagehotelsofindia.com (ภาษาอังกฤษ).
  13. Limited, Bangkok Post Public Company. "The magnificence of the Mughals". Bangkok Post. สืบค้นเมื่อ 2021-07-08.
  14. Bary, Wm. Theodore De; Embree, Ainslie T., บ.ก. (1964-12-31). "Approaches to Asian Civilizations". doi:10.7312/deba90382. Cite journal requires |journal= (help)
  15. Marshall, P. J. (2001-08-02). The Cambridge Illustrated History of the British Empire (ภาษาอังกฤษ). Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-00254-7.
  16. Metcalf, Barbara (2006). A concise history of modern India. Thomas R. Metcalf, Barbara Metcalf (2nd ed ed.). New York: Cambridge University Press. ISBN 978-0-511-24698-2. OCLC 161834406.CS1 maint: extra text (link)
  17. Copland, Ian (2001). India, 1885-1947 : the unmaking of an empire. Harlow, England: Longman. ISBN 0-582-38173-8. OCLC 47023696.
  18. Dyson, Tim (2018-09-27). A Population History of India: From the First Modern People to the Present Day (ภาษาอังกฤษ). Oxford University Press. ISBN 978-0-19-882905-8.
  19. Fisher, Michael H. (2018-10-18). An Environmental History of India: From Earliest Times to the Twenty-First Century (ภาษาอังกฤษ). Cambridge University Press. ISBN 978-1-107-11162-2.
  20. "India's Space Program". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-07-08.
  21. "India Announces Plans For Its First Human Space Mission". NPR.org (ภาษาอังกฤษ).
  22. "INDIA SPACE MISSION: Latest News & Videos, Photos about INDIA SPACE MISSION | The Economic Times - Page 1". The Economic Times.
  23. Metcalf, Barbara D.; Metcalf, Thomas R. (2012-09-24). A Concise History of Modern India (ภาษาอังกฤษ). Cambridge University Press. ISBN 978-1-107-02649-0.
  24. Dyson, Tim (2018-09-27). A Population History of India: From the First Modern People to the Present Day (ภาษาอังกฤษ). Oxford University Press. ISBN 978-0-19-882905-8.
  25. "The impact of air pollution on deaths, disease burden, and life expectancy across the states of India: the Global Burden of Disease Study 2017". The Lancet. Planetary Health. 3 (1): e26–e39. 2019-1. doi:10.1016/S2542-5196(18)30261-4. ISSN 2542-5196. PMC 6358127. PMID 30528905. Check date values in: |date= (help)
  26. http://www.frienvis.nic.in/Database/Forest-Cover-in-States-UTs-2019_2478.aspx
  27. Fisher, Michael H. (2018-10-18). An Environmental History of India: From Earliest Times to the Twenty-First Century (ภาษาอังกฤษ). Cambridge University Press. ISBN 978-1-107-11162-2.
  28. "India". International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ 21 April 2010.
  29. "CIA — The World Factbook — Rank Order — GDP (purchasing power parity)". Cia.gov. 2009-03-05. สืบค้นเมื่อ 2009-03-13.
  30. "India Vision 2020" (PDF). สืบค้นเมื่อ 2009-12-12.
  31. Marketing in the 21st Century: New world marketing - By Bruce David Keillor. Books.google.com. ISBN 9780275992767. สืบค้นเมื่อ 2010-04-05.
  32. Eugene M. Makar (2007). An American's Guide to Doing Business in India.
  33. 33.0 33.1 Economic survey of India 2007: Policy Brief. OECD. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "oecd" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน
  34. 34.0 34.1 "India Stumbles in Rush to a Free Market Economy". New York Times.
  35. "India's Rising Growth Potential" (PDF). Goldman Sachs. 2007. สืบค้นเมื่อ 2009-06-21.
  36. "Doing Business in India 2009". World Bank. สืบค้นเมื่อ 2010-06-08.
  37. "India now second fastest growing economy". Australiannews.net. สืบค้นเมื่อ 2010-04-05.
  38. Maurice R. Landes (2009-12-17). "USDA - India". Ers.usda.gov. สืบค้นเมื่อ 2010-04-05.
  39. Marketing in the 21st Century: New world marketing - By Bruce David Keillor. Books.google.com. ISBN 9780275992767. สืบค้นเมื่อ 2010-04-05.
  40. "World GDP Contracted 2% in 2009". สืบค้นเมื่อ 2010-07-02.
  41. "India's fiscal deficit to be highest in the world: Goldman". Rediff.com. 2004-12-31. สืบค้นเมื่อ 2010-04-05.
  42. http://www.business-standard.com/india/news/pmeac-for-including-expense-targets-in-fiscal-discipline/374074/ PMEAC for including expense targets in fiscal discipline
  43. "2019 ANNUAL RESEARCH: KEY HIGHLIGHTS" (PDF). WTTC. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 2019-12-30. สืบค้นเมื่อ 15 March 2019.
  44. "Travel & Tourism Economic Impact 2018 India" (PDF). World Travel and Tourism Council. สืบค้นเมื่อ 22 March 2017.
  45. "Indian medical tourism industry to touch $8 billion by 2020: Grant Thornton – The Economic Times". The Economic Times. สืบค้นเมื่อ 16 April 2016.
  46. "Promotion of Medical Tourism". Press Information Bureau. สืบค้นเมื่อ 28 April 2016.
  47. Sanjay Kumar (15 January 2018). "15.2% Growth in Foreign Tourist Arrivals in December, 2017 Over December, 2016; 48.3% Growth in Foreign Tourist Arrivals on e-Tourist visa in December, 2017 Over December, 2016". Press Information Bureau, Government of India, Ministry of Tourism. สืบค้นเมื่อ 7 March 2018.
  48. Team, BS Web (17 January 2018). "India attracted 10 mn foreign tourists in 2017, sports to bring more". Business Standard India. สืบค้นเมื่อ 11 February 2018.
  49. "Performance of Tourism Sector during December, 2016" (PDF). Ministry of Tourism. สืบค้นเมื่อ 28 February 2017.
  50. "India's Domestic Tourists increase by 16% crossing 1 Billion Mark". news.biharprabha.com. Indo-Asian News Service. สืบค้นเมื่อ 21 February 2014.
  51. "Tamil Nadu, UP pip Goa as tourist havens".
  52. Bremner, Caroline. "Top 100 City Destinations Ranking" (PDF). Euromonitor International. สืบค้นเมื่อ 30 January 2017.
  53. "Cities having population 1 lakh and above" (PDF). India Census 2011. 31 January 2012.
  54. "Jati: The Caste System in India". Asia Society (ภาษาอังกฤษ).
  55. Sankaran, Sindhuja; Sekerdej, Maciek; von Hecker, Ulrich (2017). "The Role of Indian Caste Identity and Caste Inconsistent Norms on Status Representation". Frontiers in Psychology (ภาษาEnglish). 0. doi:10.3389/fpsyg.2017.00487. ISSN 1664-1078.CS1 maint: unrecognized language (link)
  56. "India has 79.8% Hindus, 14.2% Muslims, says 2011 census data on religion". Firstpost. 26 August 2016. สืบค้นเมื่อ 14 August 2016.
  57. Smith, Peter (2008). An introduction to the Baha'i faith. Cambridge University Press. p. 94. ISBN 978-0-521-86251-6.
  58. Basu, Durga Das (2013). Introduction to the Constitution of India (21 ed.). LexisNexis. p. 124. ISBN 978-81-803-8918-4.
  59. vadkwan (2017-05-29). "อารยธรรมอินเดีย". สังคมน่ารู้กับครูขวัญ.
  60. "Hindu Gods and Goddesses". dummies (ภาษาอังกฤษ).
  61. "Education in India". World Bank. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 6 April 2012. สืบค้นเมื่อ 8 January 2009.
  62. India achieves 27% decline in poverty, Press Trust of India via Sify.com, 12 September 2008
  63. "Gross enrollment ratio by level of education". UNESCO Institute for Statistics. สืบค้นเมื่อ 10 December 2015.
  64. "Global Education". University Analytics. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 8 December 2015. สืบค้นเมื่อ 10 December 2015.
  65. "Over a quarter of enrollments in rural India are in private schools". The Hindu. สืบค้นเมื่อ 21 August 2014.
  66. "Indian education: Sector outlook" (PDF). คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 24 September 2015. สืบค้นเมื่อ 23 January 2014.
  67. ASER-2018 RURAL, Annual Status of Education Report (Rural) (PDF). India: ASER Centre. 2019. p. 47. ISBN 9789385203015.
  68. Enrollment in schools rises 14% to 23 crore The Times of India (22 January 2013)
  69. Sharath Jeevan & James Townsend, Teachers: A Solution to Education Reform in India Stanford Social Innovation Review (17 July 2013)
  70. https://kb.psu.ac.th/psukb/bitstream/2010/6885/17/Chapter3_62-98_.pdf
  71. "Ramayana and Mahabharata: Stories, Similarities and Differences". www.asiahighlights.com.
  72. "อินเดียก่อนพุทธกาล : ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย". www.dhammathai.org.
  73. Steward, the (pb) by hi. Books.google.com. ISBN 9788125003250. สืบค้นเมื่อ 2009-06-23.
  74. Chandra, Sanjeev (February 7, 2008). "The story of desi cuisine: Timeless desi dishes". The Toronto Star. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)
  75. "Indian food – Indian Cuisine – its history, origins and influences". Indianfoodsco.com. สืบค้นเมื่อ 2009-06-23.
  76. Louise Marie M. Cornillez (Spring 1999). "The History of the Spice Trade in India".
  77. "Foreign Influences in Modern Indian Cooking". Mit.edu. 1998-01-20. สืบค้นเมื่อ 2009-06-23.
  78. "History of Indian Food and Cooking". Inmamaskitchen.com. สืบค้นเมื่อ 2009-06-23.
  79. "Bot generated title ->". Veg Voyages. สืบค้นเมื่อ 2009-06-23.
  80. "Asia Food Features". Asiafood.org. สืบค้นเมื่อ 2009-06-23.
  81. "National holidays". เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 15 September 2015. สืบค้นเมื่อ 14 September 2015.
  82. "National and Public holidays". เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 12 September 2015. สืบค้นเมื่อ 14 September 2015.
  83. See Raj Jadhav, pp. 7–13 in Modern Traditions: Contemporary Architecture in India.

ดูเพิ่มแก้ไข