รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2490

รัฐประหาร พ.ศ. 2490 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เวลา 23.00 น. ต่อเนื่องถึงเช้าวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 โดยกลุ่มทหารนอกราชการที่นำโดย พลโทผิน ชุณหะวัณ[2] นำกำลังยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2490
Phin Choonhavan.jpg
พลโทผิน ชุณหะวัณ ผู้นำในการรัฐประหาร
วันที่ เสาร์ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490
สถานที่ ไทย ราชอาณาจักรไทย
ผลลัพธ์
คู่ขัดแย้ง
คณะทหารแห่งชาติ รัฐบาลธำรงนาวาสวัสดิ์
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ

สนับสนุนโดย:

  • กลุ่มจอมพล แปลก พิบูลสงคราม
  • กลุ่มนิยมเจ้า (เช่น พรรคประชาธิปัตย์และเชื้อพระวงศ์)

รัฐประหารดังกล่าวเป็นการร่วมมือระหว่างพันธมิตรกลุ่มจอมพล แปลก พิบูลสงคราม และกลุ่มนิยมเจ้า เพื่อโค่นอำนาจของกลุ่มปรีดี พนมยงค์ (ซึ่งประกอบด้วยอดีตสมาชิกเสรีไทยและทหารเรือบางส่วน) โดยอาศัยช่องจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรรายงานว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหารด้วย[1]:64 ผลของรัฐประหารทำให้กลุ่มปรีดีและคณะราษฎรหมดอำนาจไป และแม้จอมพล แปลก พิบูลสงครามจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้นแต่ก็ไม่ได้มีฐานอำนาจของตนเอง การเมืองไทยต่อมาอยู่ในช่วง "ผู้นำสามเส้า" จนถึงปี 2500

เหตุการณ์แก้ไข

ชนวนเหตุแก้ไข

 
พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ขณะแถลงในรัฐสภา พ.ศ. 2490

รัฐบาลธำรงนาวาสวัสดิ์ซึ่งสืบอำนาจต่อจากรัฐบาล นายปรีดี พนมยงค์ ไม่สามารถจัดการกับปัญหาความขัดแย้งกันในชาติได้ อันมีสาเหตุหลักจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ประกอบกับมีการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการ เช่น การนำเงินไปซื้อจอบเสียมแจกจ่ายให้ราษฎรทำการเกษตร ทว่าความปรากฏภายหลังว่าเป็นจอบเสียมที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเรียกกันว่า "กินจอบกินเสียม" เป็นต้น ในขณะนั้นมีข่าวลือและความเป็นไปได้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า อาจเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น สำหรับตัวพลเรือตรีถวัลย์ แล้ว เมื่อนักข่าวซักถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ตอบว่า "ก็นอนรอการปฏิวัติอยู่แล้ว" เพราะมั่นใจในศักยภาพของรัฐบาลตัวเองว่ามีผู้บัญชาการทหารบก (พลเอกอดุล อดุลเดชจรัส) ให้การสนับสนุนอยู่[3]

ความเคลื่อนไหวในการเตรียมรัฐประหารประกอบด้วยพันธมิตรทางการเมืองระหว่างกลุ่มจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ที่เสียอำนาจไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กับกลุ่มนิยมเจ้า โดยมีการเคลื่อนไหวเพื่อกล่าวหาปรีดีว่าเป็นผู้บงการเหตุสวรรคต[1]:62

ขณะเดียวกันรัฐบาลสายปรีดีเสียการสนับสนุนจากสหรัฐเนื่องจากได้ร่วมมือกับเวียดมินห์ในหลายทาง เช่น ส่งมอบอาวุธให้ในทางลับ และวางแผนร่วมมือกันจัดตั้งองค์การความร่วมมือสันนิบาตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อต่อรองกับชาติมหาอำนาจ กอปรกับแนวความคิดของปรีดีโน้มเอียงไปในทางสังคมนิยม[1]:60–1

ลำดับเหตุการณ์แก้ไข

รัฐประหารครั้งนี้ เดิมทีกำหนดให้เกิดขึ้นในเวลา 05.00 น. ของวันที่ 8 พฤศจิกายน แต่ทว่า พลเอกอดุล อดุลเดชจรัส ผู้บัญชาการทหารบก ทราบเสียก่อน จึงมีคำสั่งเรียกให้นายทหารทุกชั้นเข้ามารายงานตัว คณะผู้ก่อการจึงเลื่อนกำหนดเดิมให้เร็วขึ้นหนึ่งวัน โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 23.00 น. ของคืนวันที่ 7 พฤศจิกายน ต่อเนื่องถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน เมื่อกองกำลังรถถังส่วนหนึ่งบุกเข้าไปที่ เวทีลีลาศ สวนอัมพร เพื่อทำการควบคุมตัวนายกรัฐมนตรีถวัลย์ซึ่งอยู่ในงานราตรีการกุศล และรถถังอีกส่วนหนึ่งบุกเข้าไปประตูทำเนียบท่าช้างวังหลวงหน้าเพื่อควบคุมตัว นายปรีดี พนมยงค์ แต่นายปรีดีได้หลบหนีไปก่อนหน้านั้นไม่นานด้วยเรือ ครอบครัวนายปรีดีขณะนั้นเหลือเพียง ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภรรยาและลูก ๆ เท่านั้น

เช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน พลโทผิน ชุณหะวัณ หัวหน้าคณะรัฐประหาร ได้แถลงต่อสื่อมวลชนด้วยสภาพน้ำตานองหน้า ว่าทำไปเพราะความจำเป็น จนได้รับฉายาว่า "วีรบุรุษเจ้าน้ำตา" หรือ "บุรุษผู้รักชาติจนน้ำตาไหล" และเรียกกลุ่มของตนเองว่า "คณะทหารแห่งชาติ" รวมทั้งได้แต่งตั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยุติบทบาททางการเมืองไปแล้วในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ให้เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งชาติ ซึ่งสาเหตุของรัฐประหารในครั้งนี้ ได้ปรากฏอยู่ในคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2490 (หรือเรียก "รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม")

ปฏิกิริยาแก้ไข

จากนั้นคณะทหารแห่งชาติ จึงให้ พันตรีควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยให้สัญญาว่าจะไม่แทรกแซงการทำงาน ซึ่งคณะทหารแห่งชาติได้ตั้งสภาขึ้นมา ใช้ชื่อว่า "คณะรัฐมนตรีสภา" และจัดการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491 พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงข้างมาก พันตรีควง อภัยวงศ์ จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นรัฐบาลพลเรือน แต่ทว่า ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2491 คณะนายทหารในกลุ่มคณะทหารแห่งชาติสี่คน ก็ได้ทำการบีบบังคับให้ พันตรีควง อภัยวงศ์ ลาออก และแต่งตั้งจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชหัตถเลขาแสดงความพอพระราชหฤทัยกับเหตุการณ์หลังได้รับทูล[4]

ผลจากรัฐประหารในครั้งนี้ ได้พลิกโฉมหน้าการเมืองไทยไปโดยสิ้นเชิง เป็นรัฐประหารที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน มีการวิเคราะห์ว่า รัฐบาล พ.ต. ควง อภัยวงศ์ แม้จะได้รับการแต่งตั้งและเลือกตั้งมา ก็ไม่มีอำนาจและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะอำนาจที่แท้จริงยังอยู่ที่คณะนายทหาร ซึ่งหลังจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งก่อตั้งมาก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็มีความแตกแยกกันเองภายในพรรค สืบเนื่องจากการพิจารณาการขึ้นเงินเดือนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลจอมพล ป. ของสมาชิกพรรคบางคน ทำให้สมาชิกพรรคหลายคนได้ลาออก เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เลขาธิการพรรค, นายเลียง ไชยกาล, นายสุวิชช พันธเศรษฐ, นายโชติ คุ้มพันธ์ เป็นต้น ถือเป็นความแตกแยกกันของพรรคเป็นครั้งแรก[5]

ผลของรัฐประหารยังขจัดกลุ่มอำนาจเก่าของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งได้แก่ ขบวนการเสรีไทยและคณะราษฎรสายพลเรือน ให้สิ้นไปจากเวทีการเมือง รัฐประหารดังกล่าวเป็นการชิงตัดหน้าแผนของรัฐบาลในการปราบปรามผู้ต่อต้าน ทำให้ขั้วอำนาจปรีดีกระจัดกระจายอย่างฉับพลัน[1]:66 แต่พันธมิตรทางการเมืองของเขายังพยายามต่อต้านโดยคิดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และการโฆษณาต่อต้านรัฐบาลในพระนครและภาคอีสาน จนคณะรัฐประหารใช้กฎหมายเข้าปราบปราม[1]:66–7

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 ใจจริง, ณัฐพล. การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491–2500) (ร.ด.). คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. |access-date= requires |url= (help)
  2. รัฐประหาร 2490 “รุ่งอรุณแห่งแสงเงินแสงทองของวันใหม่” ศิลปวัฒนธรรม. 5 กันยายน พ.ศ. 2563
  3. จรี เปรมศรีรัตน์, กำเนิดพรรคประชาธิปัตย์ 6 เมษายน พ.ศ. 2489 61 ปี ประชาธิปัตย์ ยังอยู่ยั้งยืนยง ISBN 9789747046724
  4. ใจจริง, ณัฐพล (2556). ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ: ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ. 2475-2500) (1 ed.). ฟ้าเดียวกัน. ISBN 9786167667188. Check date values in: |date= (help)
  5. นายควง อภัยวงศ์ กับพรรคประชาธิปัตย์ โดย ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม (กรุงเทพมหานคร, พ.ศ. 2522)

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข