ประเทศเกาหลีใต้

สาธารณรัฐในเอเชียตะวันออก
"สาธารณรัฐเกาหลี" เปลี่ยนทาง มาที่นี่ สำหรับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ดูที่ ประเทศเกาหลีเหนือ สำหรับการใช้งานแบบอื่น ดูที่ เกาหลี (แก้ความกำกวม)
"แทฮันมินกุก" เปลี่ยนทาง มาที่นี่ สำหรับรัฐบาลพลัดถิ่นที่ใช้ชื่อเดียวกัน ดูที่ รัฐบาลเฉพาะกาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลี
"เกาหลีใต้" เปลี่ยนทางมาที่นี่ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ เกาหลี

พิกัดภูมิศาสตร์: 36°N 128°E / 36°N 128°E / 36; 128

สาธารณรัฐเกาหลี (อังกฤษ: Republic of Korea; เกาหลี: 대한민국 (ฮันกึล); 大韓民國 (ฮันจา)) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เกาหลีใต้ (อังกฤษ: South Korea) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี พรมแดนทางเหนือติดกับประเทศเกาหลีเหนือ มีประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้โดยมีทะเลญี่ปุ่นและช่องแคบเกาหลีกั้นไว้[10] เกาหลีใต้มีประชากรราว 51 ล้านคน และกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในเขตเมืองหลวงและปริมณฑล (ซูโดกว็อน 수도권)

สาธารณรัฐเกาหลี

คำขวัญ
"홍익인간" (โดยพฤตินัย)
"Hongik Ingan"
"นำพาประโยชน์สุขแก่มนุษยชาติอย่างทั่วถึง"[1]
เพลงชาติ
"애국가"
"แอกุกกา"
"เพลงรักชาติ"
ดินแดนที่ควบคุมโดยเกาหลีใต้เป็นสีเขียวเข้ม ดินแดนที่อ้างสิทธิแต่ไม่ได้ควบคุมเป็นสีเขียวอ่อน
ดินแดนที่ควบคุมโดยเกาหลีใต้เป็นสีเขียวเข้ม ดินแดนที่อ้างสิทธิแต่ไม่ได้ควบคุมเป็นสีเขียวอ่อน
เมืองหลวง
และ ใหญ่สุด
โซล
37°33′N 126°58′E / 37.550°N 126.967°E / 37.550; 126.967
ภาษาราชการเกาหลี (Pyojuneo)
ภาษามือเกาหลี[2]
อักษรทางการเกาหลี
กลุ่มชาติพันธุ์
(ค.ศ. 2019)[3]
ศาสนา
(ค.ศ. 2015)[4][5]
เดมะนิม
การปกครองรัฐเดี่ยว ระบบประธานาธิบดี สาธารณรัฐรัฐธรรมนูญ
มุน แจ-อิน
คิม บู-คยุม
พัก บย็อง-ซุก
คิม มย็อง-ซู
ยู นัม-ซอก
สภานิติบัญญัติสมัชชาแห่งชาติ
ก่อตั้ง
ประมาณศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตศักราช
1 มีนาคม ค.ศ. 1919
11 เมษายน ค.ศ. 1919
15 สิงหาคม ค.ศ. 1945
• การปกครองของสหรัฐในเกาหลีส่วนใต้ของเส้นขนานที่ 38
8 กันยายน ค.ศ. 1945
15 สิงหาคม ค.ศ. 1948
25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1988
17 กันยายน ค.ศ. 1991
พื้นที่
• รวม
100,363 ตารางกิโลเมตร (38,750 ตารางไมล์) (อันดับที่ 107)
0.3 (301 ตารางกิโลเมตร)
ประชากร
• ค.ศ. 2019 ประมาณ
เพิ่มขึ้นเป็นกลาง 51,709,098[6] (อันดับที่ 27)
507 ต่อตารางกิโลเมตร (1,313.1 ต่อตารางไมล์) (อันดับที่ 13)
จีดีพี (อำนาจซื้อ)ค.ศ. 2021 (ประมาณ)
• รวม
เพิ่มขึ้น 2.436 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ[7] (อันดับที่ 14)
เพิ่มขึ้น 47,027 ดอลลาร์สหรัฐ[7] (อันดับที่ 40)
จีดีพี (ราคาตลาด)ค.ศ. 2021 (ประมาณ)
• รวม
เพิ่มขึ้น 1.806 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ[7] (อันดับที่ 10)
เพิ่มขึ้น 34,866 ดอลลาร์สหรัฐ[7] (อันดับที่ 37)
จีนี (ค.ศ. 2018)positive decrease 34.5[8]
ปานกลาง
HDI (ค.ศ. 2019)เพิ่มขึ้น 0.916[9]
สูงมาก · อันดับที่ 23
สกุลเงินวอน (₩) (KRW)
เขตเวลาUTC+9 (เวลามาตรฐานเกาหลี)
รูปแบบวันที่
  • ปปปป년 ด월 ว일
  • ปปปป. ด. ว. (ค.ศ.)
ไฟบ้าน220 โวลต์–60 เฮิร์ซ
ขับรถด้านขวา
รหัสโทรศัพท์+82
โดเมนบนสุด
ก่อนหน้า
สาธารณรัฐเกาหลีที่ห้า
สาธารณรัฐเกาหลี
ชื่อเกาหลีใต้
ฮันกึล
ฮันจา
เกาหลีใต้
ชื่อเกาหลีเหนือ
โชซ็อนกึล
ฮันจา
ชื่อเกาหลีใต้
ฮันกึล
ฮันจา
เกาหลี
ชื่อเกาหลีเหนือ
โชซ็อนกึล
ฮันจา
ชื่อเกาหลีใต้
ฮันกึล
ฮันจา

ในภาษาเกาหลีอ่านชื่อประเทศว่า แทฮันมินกุก (대한민국; 大韓民國) โดยเรียกสั้น ๆ ว่า ฮันกุก (한국) ที่หมายถึงเกาหลี และบางครั้งจะใช้ชื่อว่า นัมฮัน (남한) ที่หมายถึง เกาหลีทางใต้ ส่วนชาวเกาหลีเหนือจะเรียกเกาหลีใต้ว่า นัมโชซ็อน (남조선) ที่หมายถึง โชซ็อนใต้

คาบสมุทรเกาหลีมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่าหนึ่งล้านปี โดยเริ่มมีผู้คนอาศัยอยู่ตั้งแต่ช่วงยุคหินเก่าตอนต้น ซึ่งพบหลักฐานในบันทึกของจีนเมื่อต้นศตวรรษที่ 7 ภายหลังจากการรวมสามราชอาณาจักรเกาหลีในปลายศตวรรษที่ 7 เกาหลีถูกปกครองโดยราชวงศ์โครยอ (ค.ศ. 918–1392) และราชวงศ์โชซ็อน (ค.ศ. 1392–1897) จักรวรรดิเกาหลีถูกผนวกเข้ากับจักรวรรดิญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1910[11] และการปกครองของญี่ปุ่นในเกาหลีได้สิ้นสุดลงหลังจากความพ่ายแพ้ของฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมา ประเทศเกาหลีได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนได้แก่ บริเวณตอนเหนือซึ่งถูกครอบครองโดยสหภาพโซเวียตและทางใต้ที่ครอบครองโดยสหรัฐอเมริกา และภายหลังจากการเจรจาเรื่องการรวมประเทศที่ล้มเหลว ดินแดนทางใต้ได้กลายเป็นสาธารณรัฐเกาหลีในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1948[12][13] ในขณะที่ดินแดนดั้งเดิมได้กลายเป็นเกาหลีเหนือ

ใน ค.ศ. 1950[14] การรุกรานของเกาหลีเหนือก่อให้เกิดสงครามเกาหลี[15] นำไปสู่การแทรกแซงของสหประชาชาติที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งให้การสนับสนุนเกาหลีใต้[16] ในขณะที่เกาหลีเหนือได้รับการสนับสนุนจากจีนและสหภาพโซเวียต[17] หลังสงครามยุติใน ค.ศ. 1953 เศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัวขึ้น โดยมีการบันทึกว่าเกาหลีใต้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เฉลี่ยเติบโตเร็วที่สุดในโลกระหว่าง ค.ศ. 1980–90 และปัจจุบันเกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในประเทศประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าที่สุดในทวีปเอเชีย[18] อีกทั้งยังให้เสรีภาพสื่อในระดับสูง[19][20] อย่างไรก็ตาม การทุจริตทางการเมืองยังคงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศ[21][22] อดีตประธานาธิบดีที่ยังมีชีวิตอยู่จำนวน 4 คนได้ถูกตัดสินให้จำคุกในความผิดจากคดีต่าง ๆ ตั้งแต่การใช้อำนาจในทางที่ผิดไปจนถึงการติดสินบนและการฉ้อฉล[23] ซึง 2 จาก 4 คนนี้ยังคงต้องโทษอยู่จนถึงปัจจุบัน[24][25][26]

เกาหลีใต้ถือเป็นประเทศพัฒนาแล้วและอยู่ในอันดับที่ 7 ของดัชนีการพัฒนามนุษย์ในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลกโดยวัดจากจีดีพี และเป็นประเทศที่มีความเร็วการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุดชาติหนึ่งของโลก[27][28][29] รวมทั้งมีโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพสูง เกาหลีใต้เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 5 และผู้นำเข้ารายใหญ่อันดับ 8 ของโลก นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เกาหลีใต้มีชื่อเสียงในด้านวัฒนธรรมป๊อปที่มีอิทธิพลไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านดนตรี (เคป็อป) ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่ากระแสเกาหลี[30][31][32] เกาหลีใต้เป็นประเทศสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) และกลุ่ม 20

นิรุกติศาสตร์แก้ไข

ชื่อประเทศ Korea มีที่มาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยอาณาจักรโคกูรยอ ซึ่งเป็นมหาอำนาจในเอเชียตะวันออกในยุคนั้น เรียกดินแดนบริเวณคาบสมุทรเกาหลีที่ตนเองปกครองว่า Goryeo (Koryo)[33][34] ต่อมา ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ราชวงศ์โครยอ ได้ปกครองประเทศต่อและเริ่มมีการติดต่อค้าขายกับชาติอื่น ๆ และพ่อค้าชาวเปอร์เซียที่มาเยือนดินแดนแห่งนี้ได้ออกเสียงคำว่า Goryeo เป็น Korea[35] และใน ค.ศ. 1568 ชื่อประเทศเกาหลีได้ปรากฎอย่างเป็นทางการในแผนที่ของ เฟอร์เนา วาซ ดูราดู นักสำรวจชาวโปรตุเกส ในชื่อ "Conrai" ก่อนที่ João Teixeira Albernaz จะเปลี่ยนกลับมาเป็น "Korea" อีกครั้งในปลายศตวรรษที่ 16 เพื่อให้ง่ายต่อการออกเสียง และชาติตะวันตกได้ใช้ชื่อ Korea เพื่อเรียกประเทศเกาหลีนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ราชวงศ์โชซ็อน ได้ปกครองประเทศต่อจากราชวงศ์โครยอ และตั้งชื่อดินแดนทั้งหมดว่า Joseon (โชซ็อน) ตามชื่อราชวงศ์ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น Daehan Jeguk ใน ค.ศ. 1897 ตามพระบรมราชโองการของพระเจ้าโคจง โดยชื่อ Daehan มีที่มาจากคำว่า Samhan ซึ่งสื่อความหมายถึง สามราชอาณาจักรเกาหลี (จักรวรรดิโคกูรยอ, แพ็กเจ และชิลลา) แต่ในทางปฎิบัติแล้ว คนเกาหลีโดยทั่วไปยังเรียกประเทศตนเองว่าโชซ็อน แม้จะไม่ใช่ชื่ออย่างเป็นทางการในทางนิตินัย[36][37]

ต่อมา เกาหลีอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นตั้งแต่ ค.ศ. 1910–1945 ตามสนธิสัญญาการรวมญี่ปุ่น-เกาหลี และภายหลังจากการยอมจำนนของญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 ดินแดนของเกาหลีได้ถูกแบ่งแยกใน ค.ศ. 1948[38] และภายหลังจากความล้มเหลวในการเจรจาเพื่อรวมประเทศ ดินแดนทางใต้ได้รับการตั้งชื่อในภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการว่า The Republic of Korea ซึ่งหมายถึง สาธารณรัฐเกาหลี

ภูมิศาสตร์แก้ไข

 
บริเวณภูเขาเบ็คดู ซึ่งมีชื่อเรียกในความหมายโลกสวรรค์

ที่ตั้งแก้ไข

เกาหลีใต้ครอบคลุมพื้นที่ทางใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งทอดยาวประมาณ 1,100 กม. (680 ไมล์) จากแผ่นดินใหญ่ในทวีปเอเชีย คาบสมุทรนี้ประกอบด้วยภูเขาที่ขนาบข้างด้วยทะเลเหลืองทางทิศตะวันตก และทะเลญี่ปุ่นทางทิศตะวันออก ปลายด้านใต้อยู่ที่ช่องแคบเกาหลีและทะเลจีนตะวันออก

แผ่นดินประเทศรวมทั้งหมู่เกาะทั้งหมดตั้งอยู่ระหว่างละติจูด 33° ถึง 39°N และลองจิจูด 124° ถึง 130°E พื้นที่ทั้งหมดบริเวณนี้มีเนื้อที่ 100,032 ตารางกิโลเมตร (38,622.57 ตารางไมล์)[39] เกาหลีใต้แบ่งออกเป็นสี่ภูมิภาคหลัก: ภาคตะวันออกของเทือกเขาสูงและที่ราบชายฝั่งแคบ; ภาคตะวันตกของที่ราบชายฝั่งทะเลกว้าง แอ่งน้ำ และเนินเขา พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขาและหุบเขา และภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่ครอบงำโดยแอ่งกว้างของแม่น้ำนักดง เกาหลีใต้เป็นที่ตั้งของป่าไม้สำคัญสามแห่ง ได้แก่ ป่าผลัดใบของเกาหลีกลาง ป่าผสมผสานแมนจูเรีย และป่าดิบชื้นของเกาหลีใต้

ภูมิประเทศของเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก ที่ราบลุ่มซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกและตะวันออกเฉียงใต้ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 30% ของพื้นที่ทั้งหมด[40]

บริเวณโดยรอบประเทศประกอบด้วยเกาะประมาณสามพันเกาะ ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ตั้งอยู่นอกชายฝั่งตะวันตกและใต้ของเกาหลีใต้ เมืองเชจูอยู่ห่างจากชายฝั่งทางใต้ของเกาหลีใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร (62 ไมล์) ถือเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีพื้นที่ 1,845 ตารางกิโลเมตร (712 ตารางไมล์) เชจูยังเป็นที่ตั้งของจุดที่สูงที่สุดของเกาหลีใต้: Hallasan ภูเขาไฟที่ดับแล้วสูงถึง 1,950 เมตร (6,400 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล เกาะทางตะวันออกสุดของเกาหลีใต้ ได้แก่ เกาะอุลลึงโด (Ulleungdo) และ เลียนคอร์ทร็อคส์ (Liancourt Rocks (Dokdo/Takeshima)) ในขณะที่ มาราโด (Marado) และ Socotra Rock เป็นเกาะที่อยู่ทางใต้สุดของเกาหลีใต้

เกาหลีใต้มีอุทยานแห่งชาติ 20 แห่ง[41] และสถานที่ทางธรรมชาติยอดนิยม เช่น ทุ่งชาโบซอง อุทยานระบบนิเวศอ่าวซุนชอน และอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของจีริซาน

สภาพอากาศแก้ไข

เกาหลีใต้มีมีภูมิอากาศแบบทวีปชื้นและภูมิอากาศแบบกึ่งเขตร้อนชื้น และได้รับผลกระทบจากลมมรสุมเอเชียตะวันออก โดยมีปริมาณน้ำฝนมากขึ้นในฤดูร้อนในช่วงฤดูฝนสั้นๆ ที่เรียกว่า jangma (장마) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนกรกฎาคม ฤดูหนาวอาจมีอากาศหนาวจัดโดยอุณหภูมิต่ำสุดจะลดลงต่ำกว่า -20 °C (-4 °F) ในเขตพื้นที่ภายในประเทศของประเทศ: ในกรุงโซล ช่วงอุณหภูมิเฉลี่ยมกราคมคือ −7 ถึง 1 °C (19 ถึง 34 °F) ) และช่วงอุณหภูมิเฉลี่ยเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 22 ถึง 30 °C (72 ถึง 86 °F) ฤดูหนาวอุณหภูมิจะสูงขึ้นตามแนวชายฝั่งทางใต้และต่ำกว่ามากในบริเวณภูเขาภายใน ฤดูร้อนอาจร้อนและชื้นจนรู้สึกไม่สบาย โดยมีอุณหภูมิเกิน 30 °C (86 °F) ในหลายพื้นที่ของประเทศ เกาหลีใต้มีสี่ฤดูกาลที่แตกต่างกัน[42] ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิมักจะกินเวลาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม ฤดูร้อนตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนกันยายน ฤดูใบไม้ร่วงตั้งแต่กลางเดือนกันยายนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน และฤดูหนาวตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคม ทั้งสองฤดูถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวที่สุด[43]

ปริมาณน้ำฝนมีความเข้มข้นในช่วงฤดูร้อนของเดือนมิถุนายนถึงกันยายน ชายฝั่งทางใต้อยู่ภายใต้พายุไต้ฝุ่นช่วงปลายฤดูร้อนซึ่งทำให้เกิดลมแรง ฝนตกหนัก และน้ำท่วมในบางครั้ง ปริมาณน้ำฝนรายปีเฉลี่ยแตกต่างกันไปจาก 1,370 มิลลิเมตร (54 นิ้ว) ในกรุงโซลถึง 1,470 มิลลิเมตร (58 นิ้ว) ในปูซาน

ประวัติศาสตร์แก้ไข

ดูบทความหลักที่: ประวัติศาสตร์เกาหลี

ยุคเผ่าและอาณาจักรโชซ็อนโบราณแก้ไข

 
อาณาจักรโชซ็อนโบราณ
ดูบทความหลักที่: อาณาจักรโชซ็อนโบราณ

ในยุคแรกดินแดนบนคาบสมุทรเกาหลีประกอบด้วยผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ เผ่าแรกที่ปรากฏคือเผ่าโชซ็อนโบราณ ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคเหนือ เรืองอำนาจในช่วงพ.ศ. 143 – 243 ส่วนเผ่าอื่นได้แก่เผ่าพูยอ อยู่บริเวณปากแม่น้ำซุงคารีทางแมนจูเรียเหนือ เผ่าโคกูรยออยู่ระหว่างแม่น้ำพมาก และแม่น้ำอัมนก เผ่าอกจออยู่บริเวณมณฑลฮัมกย็อง เผ่าทงเยอยู่บริเวณมณฑลคังว็อน และเผ่าสามฮั่นคือ มาฮั่น ชินฮั่น และพยอนฮั่น ที่อยู่บริเวณแม่น้ำฮั่นและแม่น้ำนักดง ทางภาคใต้ของคาบสมุทรเกาหลี[44]

ตำนานที่เป็นที่แพร่หลายในประเทศเกาหลีเล่าถึงกำเนิดของชนชาติตนว่า เจ้าชายฮวางวุง โอรสของเทพสูงสุดบนสวรรค์ลงมาสร้างเมืองที่ภูเขาแทแบ็ก ได้แต่งงานกับหญิงที่มีกำเนิดจากหมี มีโอรสชื่อตันกุน ต่อมาเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรโชซ็อนโบราณ เมื่อ 1790 ปีก่อนพุทธศักราช[45]

ดินแดนคาบสมุทรเกาหลีตกเป็นเมืองขึ้นจีนเมื่อ พ.ศ. 434 เมื่อจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้หรือกวนอู่ตี้แห่งราชวงศ์ฮั่นยกทัพเข้ายึดครองดินแดนของอาณาจักรโชซ็อนโบราณ และแบ่งเกาหลีเป็น 4 มณฑล คือ อาณาจักรนังนัง ชินบอน อิมดุน และฮย็อนโท อย่างไรก็ตาม จีนปกครองมณฑลนังนังอย่างจริงจังเพียงมณฑลเดียว มณฑลอื่น ๆ จึงค่อย ๆ แยกตัวเป็นเอกราช จน พ.ศ. 856 ชนเผ่าโคกูรยอเข้ายึดครองมณฑลนังนัง ขับไล่จีนออกไปได้สำเร็จ การตกเป็นเมืองขึ้นของจีนทำให้เกาหลีได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากจีนมาก เช่นตัวอักษรและศาสนา (พุทธและขงจื๊อ)[46]

ยุคสามอาณาจักรแก้ไข

 
ภาพเขียนสีสมัยอาณาจักรโคกูรยอ

ในยุคนี้คาบสมุทรเกาหลีถูกปกครองโดยสามอาณาจักรที่รุ่งเรืองนับพันปีบนคาบสมุทรเกาหลี[47] คือ

ยุคอาณาจักรเหนือใต้แก้ไข

 
พระราชวังสมัยโบราณในเกาหลี

เมื่อสิ้นสุดสมัย 3 อาณาจักรนั้น อาณาจักรชิลลาถือว่าเป็นผู้มีชัยเหนืออาณาจักรอื่นบนคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมด ในทางประวัติศาสตร์ถือว่ายุคสมัยนี้ อาณาจักรชิลลาเป็นผู้รวบรวมแผ่นดินเกาหลีให้เป็นผืนเดียวกันได้เป็นครั้งแรกนับแต่ยุคสมัยดึกดำบรรพ์เป็นต้นมา จึงเรียกว่า ยุคชิลลารวมอาณาจักร ช่วงยุคสมัยนี้นับจากปีที่อาณาจักรโคกูรยอและอาณาจักรแพ็กเจล่มสลายลงไปใน พ.ศ. 1211 และสืบเนื่องไปจนถึง พ.ศ. 1478 แต่ที่จริงแล้ว อาณาจักรชิลลาไม่ได้ครอบครองดินแดนทั้งหมดไว้ ที่ครอบคลุมได้ทั้งหมดนั้นเพียงดินแดนทางตอนใต้เท่านั้น แม้แต่ดินแดนของโคกูรยอเดิม ชิลลาก็ได้มาเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่เพียงที่ต้องยกคาบสมุทรเหลียวตงให้กับจีน แต่ดินแดนทางเหนือจรดไปถึงแมนจูเรียตกอยู่ในการควบคุมของอาณาจักรเกิดใหม่อีกอาณาจักรหนึ่ง ชื่อว่า อาณาจักรพัลแฮ หรือเรียกว่า ป๋อไห่ ในชื่อเรียกตามภาษาจีน ในยุคสมัยนี้ นักประวัติศาสตร์บางท่านจึงจัดว่าเป็นยุคอาณาจักรเหนือใต้ของเกาหลี

ยุคสามอาณาจักรหลังแก้ไข

ดูบทความหลักที่: สามอาณาจักรหลัง

หลังจากอาณาจักรพัลแฮถูกราชวงศ์เหลียวตีจนแตกนั้นประชาชนพากันอพยพลงใต้มาบริเวณอาณาจักรโคกุเรียวเดิม แล้วเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรพัลแฮ ก็สถาปนาอาณาจักรใหม่บริเวณอาณาจักรโคกุเรียวเดิม แล้วให้ชื่อว่า "อาณาจักรโคกูเรียวใหม่" แล้วสถาปนาตนเองป็นกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้ากุงเย ส่วนชาวแพ็กเจที่อยู่ในอาณาจักรรวมชิลลาก็ได้ก่อกบฏต่ออาณาจักร มีหัวหน้าคือ คยอน ฮวอน แล้วไปตั้งถิ่นฐานที่บริเวณอาณาจักรแพ็กเจเดิม แล้วให้ชื่อว่า "อาณาจักรแพ็กเจใหม่" แล้วสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้าคยอน ฮวอน แล้วทำการก่อกบฏต่ออาณาจักรรวมชิลลา ทำให้ชิลลาเกิดความระส่ำระส่าย จึงถือเป็นยุคสามอาณาจักรยุคหลัง

ยุคราชวงศ์โครยอแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ราชวงศ์โครยอ

วังฮูมาสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์แทโจแห่งราชวงศ์โคเรียวเมื่อ พ.ศ. 1486 อาณาจักรนี้เจริญสูงสุดในสมัยกษัตริย์มุนจง ยุคนี้เป็นยุคที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนา มีการทำสงครามกับพวกญี่ปุ่นและมองโกล ถูกจีนควบคุมในสมัยราชวงศ์หยวน จนเมื่ออำนาจของราชวงศ์หยวนอ่อนแอลง อาณาจักรโครยอต้องพบกับปัญหาโจรสลัดญี่ปุ่นและการรุกรานของราชวงศ์หมิง ในที่สุดทำให้ฝ่ายทหารมีอำนาจมากขึ้นจนนำไปสู่การยึดอำนาจของนายพล อีซองกเย และสถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1935

ยุคราชวงศ์โชซ็อนแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ราชวงศ์โชซ็อน

นายพล ลี ซองเกสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์แทโจแห่งราชวงศ์โชซ็อน ในสมัยนี้ส่งเสริมลัทธิขงจื๊อให้เป็นลัทธิประจำชาติและเริ่มลดอิทธิพลของพุทธศาสนา สมัยกษัตริย์เซจงมหาราช ทรงประดิษฐ์อักษรฮันกึลขึ้นใช้แทนอักษรจีน

จักรวรรดิเกาหลีแก้ไข

ดูบทความหลักที่: จักรวรรดิเกาหลี

จักรวรรดิเกาหลี หรือ แทฮันเจกุก (อังกฤษ: The Greater Korean Empire ; เกาหลี: 대한제국, ฮันจา: 大韓帝國, MC: Daehan Jeguk, MR: Taehan Chekuk) คือราชอาณาจักรโชซ็อนที่ประกาศยกสถานะของรัฐจากราชอาณาจักรเป็นจักรวรรดิ ตามพระบรมราชโองการของพระเจ้าโกจง พร้อมกับการเปลี่ยนพระอิสริยยศจาก กษัตริย์ เป็น จักรพรรดิ โดยพระองค์มีพระนามว่า สมเด็จพระจักรพรรดิควางมูแห่งจักรวรรดิเกาหลี เพื่อให้ประเทศเอกราชจากจักรวรรดิชิง และยกสถานะของประเทศมีความเท่าเทียมกับจักรวรรดิชิง และ จักรวรรดิญี่ปุ่น แม้ว่าโดยพฤติการณ์แล้วสถานะของเกาหลีไม่ได้เข้าข่ายการเป็นจักรวรรดิเลยก็ตาม จนกระทั่งถูกจักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองในปี พ.ศ. 2453

เกาหลีภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นแก้ไข

เมื่อ พ.ศ. 2453 ญี่ปุ่นได้ผนวกเกาหลีเป็นทาสของตนตามสนธิสัญญาการรวมญี่ปุ่น-เกาหลี ซึ่งสนธิสัญญานี้เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย เพราะมีการลงนามของกษัตริย์เกาหลี[49] เกาหลีเป็นเมืองขึ้นจนกระทั่งญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงครามเมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488

ในระหว่างการปกครองของญี่ปุ่น มีการสร้างระบบคมนาคมแบบตะวันตก ส่วนใหญ่ล้วนทำเพื่อประโยชน์ของชาวเกาหลี ญี่ปุ่นยกเลิกราชวงศ์โชซ็อน ยุบพระราชวัง ช่วยปรับปรุงระบบภาษี ให้ส่งข้าวจากเกาหลีไปช่วยญี่ปุ่น มีการใช้แรงงานทาสในการสร้างถนนและทำเหมืองแร่

หลังการสวรรคตของกษัตริย์โกจง (Gojong) เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2461 ด้วยยาพิษ ทำให้เกิดการเรียกร้องเอกราชทั่วประเทศ เมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2461 ผลจากการลุกฮือขึ้นเรียกร้องเอกราชทำให้ชาวเกาหลีราว 7,000 คนถูกฆ่าโดยทหารและตำรวจญี่ปุ่น ชาวคริสต์เกาหลีจำนวนมากถูกฆ่าหรือเผาในโบสถ์ระหว่างการเรียกร้องเอกราชมีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลของเกาหลีที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน หลังจากการเคลื่อนไหว 1 มีนาคม เพื่อต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น[50]

การลุกฮือขึ้นต่อต้านญี่ปุ่นยังคงมีอยู่ต่อไป เช่น การลุกฮือของนักศึกษาทั่วประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2472 จนนำไปสู่การประกาศกฎอัยการศึกเมื่อ พ.ศ. 2474 หลังจากเกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่นเมื่อ พ.ศ. 2480 ญี่ปุ่นพยายามลบล้างความเป็นชาติของเกาหลี การสอนประวัติศาสตร์และภาษาเกาหลีในโรงเรียนถูกห้าม การแสดงออกทางวัฒนธรรมที่เป็นเกาหลีถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ชาวเกาหลีถูกบังคับให้มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น[51] สิ่งของมีค่าถุกนำออกจากเกาหลีไปยังญี่ปุ่น.[52] หนังสือพิมพ์ถูกห้ามตีพิมพ์ด้วยภาษาเกาหลี หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จำนวนมากถูกเผาทำลาย

ชาวเกาหลีจำนวนมากอพยพออกจากเกาหลีไปสู่แมนจูเรียและรัสเซีย ชาวเกาหลีในแมนจูเรียจัดตั้งขบวนการกู้เอกราชชื่อ "ทุงนิบกุน" (Dungnipgun) ขบวนการนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน ทำสงครามกองโจรกับกองทัพญี่ปุ่น กองทัพเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นกองทัพปลดปล่อยเกาหลี เมื่อราว พ.ศ. 2483 เคลื่อนไหวในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวเกาหลีกว่าหมื่นคนเข้าร่วมในกองทัพปลดปล่อยประชาชนและกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเกาหลีถูกบังคับให้ร่วมมือกับญี่ปุ่น ชายชาวเกาหลีถูกเกณฑ์เข้าร่วมในกองทัพญี่ปุ่น[53] ผู้หญิงจากจีนและเกาหลีราว 200,000 คน ถูกส่งตัวไปเป็นนางบำเรอของทหารญี่ปุ่น[54]

การแบ่งแยกประเทศแก้ไข

ดูบทความหลักที่: สงครามเกาหลี
 
ทหารปีนข้ามกำแพงทะเลในอินช็อน

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง แนวโน้มของการแบ่งประเทศเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อ 8 กันยายน พ.ศ. 2488[55] เมื่อสหรัฐเข้าควบคุมภาคใต้ของคาบสมุทรเกาหลี และโซเวียตเข้าควบคุมภาคเหนือ โดยใช้เส้นขนาน(ละติจูด,เส้นรุ้ง)ที่ 38 องศาเป็นเส้นแบ่ง รัฐบาลชั่วคราวถูกยกเลิกเพราะสหรัฐเห็นว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ในครั้งแรกการแบ่งแยกนี้เป็นการชั่วคราว และจะให้เอกราชแก่เกาหลีเมื่อสี่ชาติมหาอำนาจคือ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต อังกฤษ และจีน จัดการปกครองในเกาหลีสำเร็จ[56]

ในการประชุมไคโรเมื่อ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486 กำหนดให้เกาหลีเป็นชาติอิสระ และการประชุมล่าสุดที่ยัลตาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 ตกลงให้เกาหลีเป็นรัฐในอารักขาของชาติมหาอำนาจสี่ชาติ ต่อมา 9 สิงหาคม พ.ศ. 2488 โซเวียตยกทัพจากไซบีเรียเข้าสู่เกาหลีโดยไม่มีการต่อต้าน ญี่ปุ่นยอมแพ้เมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2488 มีการประชุมที่มอสโกเพื่อตกลงเกี่ยวกับอนาคตของเกาหลี โดยกำหนดให้เป็นรัฐในอารักขา 5 ปี และรวมส่วนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐและโซเวียตเข้าด้วยกัน มีการประชุมกันอีกครั้งที่กรุงโซลแต่องค์การตั้งประเทศใหม่ยังไม่ลุล่วง เดือนกันยายน พ.ศ. 2490 สหรัฐส่งปัญหาเกาหลีเข้าสู่สหประชาชาติเพื่อให้เกาหลีเป็นรัฐเดียวที่มีเอกภาพ แต่ผลจากสงครามเย็นทำให้สหรัฐวางแผนคุ้มกันเกาหลีเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้เกิดการแยกประเทศเมื่อ พ.ศ. 2491 เกิดเป็นสองประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจและการปกครองต่างกัน สหประชาชาติยอมรับสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เป็นตัวแทนเกาหลีในสหประชาชาติเพียงรัฐเดียวเมื่อ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2491 สงครามเกาหลีระเบิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2493 เมื่อเกาหลีเหนือยกทัพข้ามเส้นขนานที่ 38 องศาบุกเข้าโจมตีเกาหลีใต้ เป็นการยุติความพยายามในขณะนั้นที่จะรวมประเทศทั้งสองอย่างสันติ สงครามดำเนินไปจนมีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2496

ความพยายามรวมประเทศหลังสงครามแก้ไข

เกาหลีใต้มีความพยายามที่จะรวมประเทศอย่างสันติตั้งแต่ พ.ศ. 2513 โดยเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเจรจาระหว่างสภากาชาดฝ่ายใต้กับฝ่ายเหนือเพื่อให้ครอบครัวที่พลัดพรากระหว่างสงครามได้พบหน้ากัน มีการออกแถลงการณ์ระหว่างสองประเทศเมื่อ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 เพื่อยุติการกล่าวร้ายระหว่างกัน แต่การเจรจาเพื่อรวมประเทศไม่ราบรื่น ที่ประสบผลสำเร็จมีเพียงการอนุญาตให้ชาวเกาหลีทั้งสองประเทศข้ามเขตปลอดทหารไปมาหาสู่กันได้ในช่วง 20-23 กันยายน พ.ศ. 2528 และการเจรจาเกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก พ.ศ. 2531 ที่กรุงโซลเท่านั้น การเจรจาเรื่องอื่น ๆ หยุดชะงักลงหลัง พ.ศ. 2529 เนื่องจากเกาหลีเหนือไม่พอใจเกี่ยวกับการซ้อมรบระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการขัดแย้งกับการรวมชาติ เกาหลีใต้พยายามประนีประนอมกับเกาหลีเหนือเพื่อการเจรจาจนมีการประชุมระดับผู้นำครั้งแรกเมื่อ 4 กันยายน พ.ศ. 2533 จากนั้นมีการประชุมต่อมาอีกหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม การรวมชาติเกาหลียังเป็นสิ่งที่ต้องรอคอยต่อไปจนกระทั่งปัจจุบัน จนกระทั่ง คิม จอง อึน จะร่วมการประชุมระดับผู้นำครั้งที่ 3 กับ มุน แจ อิน ในวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561 ที่หมุ่บ้านปันมุนจอม ในเขตปลอดทหารเกาหลี

การเมืองการปกครองแก้ไข

 
The National Assembly ของเกาหลีใต้
 
หน่วยงานรัฐบาลกลางแห่งเกาหลีใต้
 
เมืองพิเศษในประเทศเกาหลีใต้

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2491 คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งเป็นสองส่วนโดยเส้นละติจูดที่ 38 องศาเหนือ (มักเรียกว่าเส้นขนาน 38) โดยสหภาพโซเวียตดูแลเกาหลีเหนือมีการปกครองระบอบสังคมนิยม ส่วนสหรัฐอเมริกาดูแลเกาหลีใต้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย

สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประมุขของประเทศคือประธานาธิบดี ซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา รัฐสภาเป็นองค์กรนิติบัญญัติ และศาลทำหน้าที่ทางตุลาการ ทั้งนี้ เกาหลีใต้มีการแบ่งเขตการปกครองเป็น 9 จังหวัด และ 6 เขตการปกครอง (โซล ปูซาน อินชอน แตกู ควังจู แตชอน)

รัฐธรรมนูญแก้ไข

เกาหลีใต้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 โดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาโดยตลอดอีก 9 ครั้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดมีขึ้นในปี พ.ศ. 2530 เมื่อรัฐบาลประธานาธิบดีช็อน ดู-ฮวัน ต้องประสบกับภาวะกดดันทางการเมืองจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง และในที่สุด ประธานาธิบดีชุน ดู ฮวาน ก็ยินยอมให้มีการลงประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง โดยอยู่ในตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว (5 ปี) และให้มีการจัดระบบการปกครองท้องถิ่นอิสระเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญที่ได้รับการแก้ไข ยังได้ยกเลิกอำนาจการยุบสภาของประธานาธิบดี และให้รัฐสภามีอำนาจหน้าที่ดูแลและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งระบุว่ากองทัพต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐเกาหลีฉบับปัจจุบันคือ ฉบับที่ ๑๐ มีทั้งสิ้น ๑๐ หมวด ๑๓๐ มาตรา ประกอบด้วย หมวด ๑ บททั่วไป (มาตรา ๑ - ๙) หมวด ๒ หน้าที่และสิทธิของพลเมือง (มาตรา ๑๐ - ๓๙) หมวด ๓ รัฐสภา (มาตรา ๔๐ - ๖๕) หมวด ๔ รัฐบาล แบ่งเป็น ส่วนที่ ๑ ประธานาธิบดี (มาตรา ๖๖ - ๘๕) ส่วนที่ ๒ ฝ่ายบริหาร (มาตรา๘๖ - ๙๓) ส่วนที่ ๓ องค์กรของรัฐบาล (มาตรา ๙๔ - ๙๖) ส่วนที่ ๔ ผู้ตรวจการแผ่นดิน (มาตรา ๙๗ - ๑๐๐) หมวด ๕ ศาล (มาตรา ๑๐๑ - ๑๑๐) หมวด ๖ ศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๑๑๑ - ๑๑๓) หมวด ๗ กรรมการการเลือกตั้ง (มาตรา ๑๑๔ - ๑๑๖) หมวด ๘ การปกครองท้องถิ่น (มาตรา ๑๑๗ - ๑๑๘) หมวด ๙ เศรษฐกิจ (มาตรา ๑๑๙ - ๑๒๗) หมวด ๑๐ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๑๒๘ - ๑๓๐) (แก้ไขล่าสุดเมื่อ ๒๙ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๘๗ และประกาศใช้เมื่อ ๒๕ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๘๘)[57]

ฝ่ายนิติบัญญัติแก้ไข

รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภา (National Assembly) เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งรัฐสภาของเกาหลีใต้เป็นรูปแบบสภาเดียวประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 300 คน โดยสมาชิกจำนวน 246 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และ สมาชิกจำนวน 54 คนมาจากการแต่งตั้งโดยจัดสรรตามสัดส่วนของพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง สมาชิกรัฐสภาแห่งชาติอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี สภาจะเลือกประธาน (Speaker) และรองประธาน (Vice-Speaker) จำนวน 2 คน ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า สามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีได้ หากสมาชิกรัฐสภา 1 ใน 3 เสนอขอและสมาชิกสภาข้างมากเห็นชอบตามเสนอ ซึ่งในกรณีการถอดถอนประธานาธิบดีนั้น ต้องเสนอโดยเสียงข้างมากและสมาชิกสภา 2 ใน 3 ให้ความเห็นชอบ โดยประธานฯและรองประธานรัฐสภานั้น จะมีวาระในการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี ซึ่งรัฐสภาชุดปัจจุบันคือสมัยที่ 20 มีนายชอง เซ กยุน เป็นประธานรัฐสภา รับตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๙ และมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ ๒ ปี นายชอง เซ กยุน เป็นสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรค Minjoo Party (พรรคฝ่ารัฐบาล) และเป็นสมาชิกรัฐสภาตั้งแต่สมัยที่ ๑๕ – ๒๐ จำนวนทั้งสิ้น ๖ สมัย และมีรองประธานรัฐสภาจำนวน ๒ คน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาจากพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างละ ๑ คน อย่างไรก็ดี ตามกฎหมายผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของเกาหลีใต้กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาที่ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาจำเป็นต้องถอนตัวออกจากการสังกัดพรรคการเมืองเป็นการชั่วคราว (ข้อมูล เมื่อ 17 กันยายน 2560)

ฝ่ายบริหารแก้ไข

 
มุน แจ-อิน ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน
  • ประธานาธิบดี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากผู้มีสิทธิออกเสียง โดยมีวาระ 5 ปี และไม่สามารถลงสมัครแข่งขันเป็นครั้งที่ 2 ได้ เพื่อเป็นการป้องกันการขยายอำนาจ ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ และผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย รวมทั้งเป็นผู้มีอำนาจประกาศกฎอัยการศึก และมาตรการจำเป็นในยามฉุกเฉิน นอกจากนี้ประธานาธิบดีสามารถเสนอร่างกฎหมายให้รัฐสภาพิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจยุบสภา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้แก่ มุน แจ-อิน ดำรงตั้งแหน่งตั้งวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ฝ่ายตุลาการแก้ไข

ประกอบไปด้วยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา โดยประธานาธิบดีแต่งตั้งประธานศาลฎีกาด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา การพิจารณาของศาลกำหนดให้เปิดเผยแก่สาธารณชนทั่วไปได้ ยกเว้นในกรณีที่เห็นว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือเป็นเรื่องที่จะสร้างปัญหาในด้านความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อขวัญของประชาชน คำพิพากษาจำเป็นต้องปิดเป็นความลับ นอกจากนี้ ยังมีศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยให้ความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และมีอำนาจในการพิจารณาว่ากฎหมายฉบับใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญให้ถือเป็นโมฆะ (โดยมีขั้นตอนการดำเนินการเริ่มจากศาลรัฐธรรมนูญได้รับการร้องขอจากศาลชั้นต้นหรือจากกลุ่มบุคคลที่ข้อร้องเรียนได้รับการพิจารณาจากศาลชั้นต้น ให้พิจารณากฎหมายดังกล่าว) อนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญยังเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตัดสินความถูกต้องทางกฎหมายของกระบวนการถอดถอนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ ได้แก่ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และผู้พิพากษา รวมทั้งมีอำนาจสั่งยุบพรรคการเมืองตามข้อเสนอของฝ่ายบริหาร หากพบว่าพรรคการเมืองดังกล่าวดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

พรรคการเมืองแก้ไข

เมื่อ ธันวาคม พ.ศ. 2538 เกิดการรวมตัวของ 3 พรรคใหญ่ คือ

  1. พรรค Democratic Justice Party-DJP
  2. พรรค Reunification Democratic Party-RDP และ
  3. พรรค New Democratic Republican Party-NDRP และตั้งชื่อว่าพรรค New Korean Party-NKP

ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ ธ.ค. 2540 ได้เกิดพรรคใหม่คือ

  1. พรรค Grand National Party -GNP (ซึ่งเป็นการรวมตัวของพรรค NKP กับพรรค New Party by the People)
  2. พรรค Millennium Democratic Party-MDP ซึ่งมีนาย คิม แด จุง เป็นหัวหน้าพรรค และ
  3. พรรค United Liberal Democrats-ULD ซึ่งมีนาย คิม จอง พิล เป็นหัวหน้าพรรค

โดยพรรค MDP กับพรรค ULD ได้ร่วมกันส่งนายคิม แด จุง เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และได้รับชัยชนะ โดยนาย คิม จอง พิล ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต่อมาพรรค ULD ได้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ปัจจุบันมีพรรคฝ่ายค้าน (Grand National Party-GNP) และพรรครัฐบาล (Millennium Democratic Party-MDP) และพรรคฝ่ายค้านเสียงส่วนน้อย (United Liberal Democrats-ULD) ทั้งนี้ พรรคฝ่ายค้าน GNP สามารถคุมเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภารวม 139 ที่นั่ง ทั้งนี้เมื่อ 15 เม.ย. 2547 มีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้สมัยที่ 17 โดยเป็นการเลือกสมาชิกรัฐสภาทั้งสิ้น 299 ที่นั่งประกอบด้วยการเลือกตั้งโดยตรง 243 ที่นั่ง และจากสัดส่วนพรรค (party list) 56 ที่นั่ง ผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการพรรค Uri ได้คะแนนเสียงข้างมากส่งผลให้พรรค Uri กลายเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมากในรัฐสภาเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม พรรค Uri ได้พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งซ่อม 6 ครั้งในเดือนเมษายน 2548 ทำให้พรรค Uri ไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภาอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังได้แพ้ในการเลือกตั้งซ่อมในเดือนตุลาคม 2548 อีก ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลมีปัญหามากขึ้น

กระทรวงแก้ไข

สาธารณรัฐเกาหลีมีกระทรวง 17 กระทรวง[58] โดยแต่ละกระทรวงจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นหัวหน้า โดยได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และต้องรายงานงานต่างๆให้กับนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี
ในบางกระทรวงอาจมีหน่วยงานเทียบเท่าในสังกัด ซึ่งจะทำงานขึ้นตรงต่อทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้นๆและนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐเกาหลีด้วย

รายชื่อกระทรวงแก้ไข

ลำดับที่ ชื่อกระทรวงภาษาไทย ชื่อกระทรวงภาษาอังกฤษ ชื่อกระทรวงภาษาเกาหลี อักษรย่อ
1 กระทรวงยุทธศาสตร์ และการคลัง Ministry of Strategy and Finance 기획재정부 MOSF
2 กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการวางแผนอนาคต Ministry of Science, ICT and Future Planning 미래창조과학부 MSIP
3 กระทรวงศึกษาธิการ Ministry of Education 교육부 MOE
4 กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs 외교부 MOFA
5 กระทรวงรวมชาติ Ministry of Unification 통일부 MOU
6 กระทรวงยุติธรรม Ministry of Justice 법무부 MOJ
7 กระทรวงกลาโหม Ministry of National Defense 국방부 MND
8 กระทรวงความปลอดภัย และการบริการสาธารณะ Ministry of Security and Public Administration 안전행정부 MOSPA
9 กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว Ministry of Culture, Sports and Tourism 문화체육관광부 MCST
10 กระทรวงการเกษตร อาหาร และกิจการชนบท Ministry of Agriculture, Food and Rural Affairs 농림축산식품부 MAFRA
11 กระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรม และพลังงาน Ministry of Trade, Industry and Energy 산업통상자원부 MOTIE
12 กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ Ministry of Health and Welfare 보건복지부 MOHW
13 กระทรวงสิ่งแวดล้อม Ministry of Environment 환경부 ME
14 กระทรวงการจ้างงาน และแรงงาน Ministry of Employment and Labor 고용노동부 MOEL
15 กระทรวงความเสมอภาพทางเพศ และครอบครัว Ministry of Gender Equality and Family 여성가족부 MOGEF
16 กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และคมนาคม Ministry of Land, Infrastructure and Transport 국토교통부 MOLIT
17 กระทรวงมหาสมุทรและประมง Ministry of Oceans and Fisheries 해양수산부 MOF

การแบ่งเขตการปกครองแก้ไข

ประเทศเกาหลีใต้แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 8 จังหวัด (เกาหลี: ) 1 จังหวัดปกครองตนเองพิเศษ (เกาหลี: 특별자치도) 6 มหานคร (เกาหลี: 광역시) 1 นครพิเศษ (เกาหลี: 특별시) และ 1 นครปกครองตนเองพิเศษ (เกาหลี: 특별자치)

แผนที่ รายชื่อ ฮันกึล ฮันจา ประชากร
นครพิเศษ
โซล (ซออุล) 서울특별시 서울特別市 9,794,304
นครปกครองตนเองพิเศษ
เซจง 세종특별자치시 世宗特別自治市 96,000
มหานคร
ปูซาน (พูซัน) 부산광역시 釜山廣域市 3,635,389
แทกู 대구광역시 大邱廣域市 2,512,604
อินช็อน 인천광역시 仁川廣域市 2,628,000
แทจ็อน 대전광역시 大田廣域市 1,442,857
ควังจู 광주광역시 光州廣域市 1,456,308
อุลซัน 울산광역시 蔚山廣域市 1,087,958
จังหวัด
คย็องกี 경기도 京畿道 10,415,399
คังว็อน 강원도 江原道 1,592,000
ชุงช็องเหนือ 충청북도 忠淸北道 1,462,621
ชุงช็องใต้ 충청남도 忠淸南道 1,840,410
ช็อลลาเหนือ 전라북도 全羅北道 1,890,669
ช็อลลาใต้ 전라남도 全羅南道 1,994,287
คย็องซังเหนือ 경상북도 慶尙北道 2,775,890
คย็องซังใต้ 경상남도 慶尙南道 2,970,929
จังหวัดปกครองตนเองพิเศษ
เชจู 제주특별자치도 濟州特別自治道 560,000

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแก้ไข

เกาหลีใต้รักษาความสัมพันธ์ทางการฑูตกับอีก 188 ประเทศ และเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติมาตั้งแต่ปี 1991 อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้ นายบัน คี-มูน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2016 นอกจากนี้ยังได้พัฒนาความเชื่อมโยงกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะสมาชิกอาเซียนบวกสาม ซึ่งเป็นคณะผู้สังเกตการณ์ และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS)

ในเดือนพฤศจิกายน 2009 เกาหลีใต้เข้าร่วมคณะกรรมการช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาของ OECD ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่อดีตประเทศผู้รับความช่วยเหลือเข้าร่วมกลุ่มในฐานะสมาชิกผู้บริจาค

เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอด G-20 ในกรุงโซลในเดือนพฤศจิกายน 2010 ซึ่งเป็นปีที่เกาหลีใต้และสหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า เกาหลีใต้ได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีกับแคนาดาและออสเตรเลียในปี 2014 และอีกฉบับกับนิวซีแลนด์ในปี 2015

เกาหลีเหนือแก้ไข

ทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ต่างอ้างอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์เหนือบริเวณคาบสมุทรทั้งหมดและหมู่เกาะรอบนอก แม้จะมีความเป็นปฏิปักษ์ซึ่งกันและกัน แต่ความพยายามในการปรองดองยังคงดำเนินต่อไปนับตั้งแต่การแยกระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้หลังสงครามเกาหลี[59] บุคคลสำคัญทางการเมืองเช่น คิม คู ทำงานเพื่อปรองดองรัฐบาลทั้งสองแม้หลังสงครามเกาหลี ด้วยความเกลียดชังอันยาวนานหลังสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950 ถึง 1953 เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อแสวงหาสันติภาพ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2007 มูฮยอน และผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอิล ได้ลงนามในข้อตกลงแปดประเด็นในประเด็นสันติภาพถาวร การเจรจาระดับสูง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การต่ออายุบริการรถไฟ การเดินทางบนทางหลวงและทางอากาศ และการร่วมเชียร์กีฬาโอลิมปิก

ญี่ปุ่นแก้ไข

เกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีนัก อันเนื่องมาจากความขัดแย้งตั้งแต่สมัยโบราณ[60] แต่ยังคงมีกิจกรรมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่สำคัญมาหลายร้อยปี[61] โดยที่เกาหลีทำหน้าที่เปรียบเสมือนประตูการเดินทางสู่ทวีปเอเชียและญี่ปุ่น ประชากรเกาหลีส่วนมากยังคงฝังใจกับเหตุการณ์ที่บรรพบุรุษของตนถูกกระทำในศตวรรษที่ 20 จากเหตุการณ์การยึดครองเกาหลีของญี่ปุ่น ซึ่งคนเกาหลีโดยทั่วไปยังคงมีทัศนคติในแง่ลบต่อคนญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันญี่ปุ่นถือเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่อันดับสามของเกาหลีใต้ โดยมีปริมาณส่งออกกถึง 12% (46 พันล้านดอลลาร์) ในปี 2016

ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติก็ยังไม่สู้ดีนัก โดยไม่มีกิจกรรมทางการฑูตระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการจนถึง ค.ศ. 1965 ทั้งสองชาติได้ร่วมลงนามใน สนธิสัญญาความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งคู่และลดความตึงเครียดในอดีต ซึ่งในช่วงสงครามโลกนั้นประชากรเกาหลีหลายแสนรายถูกเกณฑ์ไปรับใช้จักรวรรดิญี่ปุ่น โดยเพศชายจะถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน และเพศหญิงจะถูกใช้เพื่อระบายความต้องการทางเพศ[62][63][64][65]

สหภาพยุโรปแก้ไข

สหภาพยุโรป (อียู) และเกาหลีใต้เป็นคู่ค้าที่สำคัญ โดยได้เจรจาข้อตกลงการค้าเสรีมาเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว นับตั้งแต่เกาหลีใต้ถูกกำหนดให้เป็นหุ้นส่วนเขตกาค้าเสรี ซึ่งได้รับการอนุมัติในเดือนกันยายน 2010 และมีผลบังคับใช้ 1 กรกฎาคม 2011 เกาหลีใต้เป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 10 ของสหภาพยุโรป และสหภาพยุโรปได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเกาหลีใต้ การค้าของสหภาพยุโรปกับเกาหลีใต้มีมูลค่ารวมเกิน 90 พันล้านยูโรในปี 2015 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 9.8% ระหว่างปี 2003 ถึง 2013[66]

สหภาพยุโรปเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 1962 อย่างไรก็ตาม บริษัทในสหภาพยุโรปมีปัญหาสำคัญในการเข้าถึงและดำเนินการในตลาดเกาหลีใต้เนื่องจากมาตรฐานที่เข้มงวดและการทดสอบข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการมักสร้างอุปสรรคต่อการค้า ทั้งในการติดต่อกับเกาหลีใต้ตามเส้นทางปกติและผ่านเขตการค้าเสรีเกาหลี ซึ่งสหภาพยุโรปกำลังพยายามปรับปรุงสถานการณ์นี้

สหรัฐอเมริกาแก้ไข

 
ประธานาธิบดี มุน แจ-อิน เข้าพบประธานาธิบดี โจ ไบเดนทำเนียบขาวในเดือนพฤษภาคม 2021

เกาหลีใต้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง[67] เมื่อสหรัฐฯ ปกครองเกาหลีชั่วคราวเป็นเวลาสามปี (บริเวณส่วนใหญ่ในภาคใต้ โดยสหภาพโซเวียตมีส่วนร่วมในการปกครองเกาหลีเหนือ) เมื่อเริ่มสงครามเกาหลี กองกำลังสหรัฐฯ ถูกส่งไปเพื่อป้องกันการรุกรานจากเกาหลีเหนือทางใต้ และต่อมาได้ต่อสู้ในฐานะผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของกองทหารของสหประชาชาติ การมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ มีความสำคัญในการป้องกันความพ่ายแพ้ของสาธารณรัฐเกาหลีจากกองกำลังทางเหนือ[68]

กองทัพแก้ไข

 
เรือรบของกองทัพเรือเกาหลีใต้
ดูบทความหลักที่: กองทัพสาธารณรัฐเกาหลี

สืบเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลายกับเกาหลีเหนือ ได้กระตุ้นให้เกาหลีใต้จัดสรรงบประมาณกว่า 2.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม และกว่า 15% ของการใช้จ่ายทั้งหมดไปกับการใช้สอยด้านการทหาร เกาหลีใต้มีกำลังพลประจำการมากเป็นอันดับ 7 ของโลก (599,000 ในปี 2018) และจำนวนกองกำลังสำรองที่สูงที่สุดในโลก (3,100,000 ในปี 2018) และงบประมาณด้านการป้องกันประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 10 ณ ปี 2019 เกาหลีใต้มีงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ 43.1 พันล้านดอลลาร์ กองทัพเกาหลีใต้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นกำลังทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดอันดับ 6 ของโลก ณ ปี 2020 โดยประกอบด้วยกองทัพบก (ROKA) กองทัพเรือ (ROKN) กองทัพอากาศ (ROKAF) และนาวิกโยธิน (ROKMC) และกองกำลังสำรอง[69] กองกำลังเหล่านี้จำนวนมากกระจุกตัวอยู่ใกล้เขตปลอดทหารเกาหลี ผู้ชายเกาหลีใต้ทุกคนต้องรับราชการทหารตามรัฐธรรมนูญ[70] โดยปกติแล้วเป็นระยะเวลา 18 เดือน[71]

นอกจากการรับราชการทหารตามภาคบังคับแล้วแล้ว ผู้ชายเกาหลีกว่า 1,800 คนจะได้รับเลือกเป็นประจำทุกปีเพื่อทำหน้าที่ในการมีส่วนร่วมในโครงการ KATUSA เพื่อซ้อมรบและเสริมกำลังร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ ในปี 2010 เกาหลีใต้ใช้จ่ายเงิน 1.68 ล้านล้านวอนในข้อตกลงแบ่งปันด้านกิจกรรมทางการทหารกับกองทัพสหรัฐฯ และให้การสนับสนุนด้านงบประมาณแก่กองกำลังสหรัฐฯ ในการประจำการที่เกาหลี นอกเหนือจากงบประมาณ 29.6 ล้านล้านวอนสำหรับกองทัพของตน

ในบางครั้ง เกาหลีใต้ได้ส่งกองกำลังไปต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือกองกำลังอเมริกัน ได้เข้าร่วมในความขัดแย้งที่สำคัญส่วนใหญ่ที่สหรัฐอเมริกามีส่วนเกี่ยวข้องในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้ส่งทหาร 325,517 นายไปสู้รบร่วมกับทหารอเมริกัน ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ นิวซีแลนด์ และเวียดนามใต้ในสงครามเวียดนาม ด้วยกำลังสูงสุด 50,000 นาย ในปี 2004 เกาหลีใต้ส่งทหาร 3,300 นายไปช่วยคุ้มกันในอิรัก และเป็นผู้มีส่วนร่วมรายใหญ่อันดับสามในกองกำลังผสม รองจากสหรัฐฯ และอังกฤษเท่านั้น ตั้งแต่ปี 2001 เกาหลีใต้ได้ส่งกำลังทหาร 24,000 นายในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อสนับสนุนสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ตั้งแต่ปี 2007 มีการส่งกำลังทหารอีก 1,800 นายเพื่อเสริมกำลังกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในเลบานอน

เศรษฐกิจแก้ไข

 
เขตคังนัม หนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่สำคัญในกรุงโซล

โครงสร้างแก้ไข

เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจหลักในกลุ่ม 20 เป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีเศรษฐกิจที่มีรายได้สูง แบรนด์ดังของเกาหลีใต้ เช่น แอลจี อีเลคทรอนิคส์ และ ซัมซุง มีชื่อเสียงระดับนานาชาติในด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอื่น ๆ[72]

การลงทุนด้านการศึกษาได้นำประเทศจากอัตราการไม่รู้หนังสือในอดีตไปสู่มหาอำนาจทางเทคโนโลยีระดับนานาชาติ[73] เศรษฐกิจของประเทศได้ประโยชน์จากแรงงานที่มีทักษะสูงและเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชาชนมีการศึกษามากที่สุดในโลก[74] โดยมีประชากรส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา เศรษฐกิจของเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1960 ถึงปลายทศวรรษ 1990 และยังคงเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่เติบโตเร็วที่สุดในทศวรรษ 2000 ร่วมกับฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน เศรษฐกิจเกาหลีใต้ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก และในปี 2014 เกาหลีใต้เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 5 และนำเข้ารายใหญ่อันดับ 7 ของโลก[75][76]

แม้ว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้จะมีศักยภาพในการเติบโตสูงและมีเสถียรภาพทางโครงสร้างที่ชัดเจน แต่ประเทศก็ยังได้รับความเสียหายจากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในตลาดหุ้น เนื่องจากการสู้รบของเกาหลีเหนือในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตทางทหารอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลเสียต่อตลาดการเงินของเกาหลีใต้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศชื่นชมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ต่อวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ โดยอ้างถึงหนี้ของรัฐที่ต่ำและทุนสำรองทางการคลังที่สูงซึ่งสามารถระดมได้อย่างรวดเร็วเพื่อจัดการกับเหตุฉุกเฉินทางการเงิน แม้ว่าจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียในช่วงปลายทศวรรษ 1990 แต่เศรษฐกิจของเกาหลีใต้สามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและทำให้จีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้นสามเท่าในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วไม่กี่ประเทศที่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยในช่วงวิกฤตการเงินโลกได้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 6.2% ในปี 2553 (เติบโตเร็วที่สุดในรอบแปดปีหลังจากการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 7.2% ในปี 2545) และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำ[77]

การท่องเที่ยวแก้ไข

ในปี 2016 นักท่องเที่ยวต่างชาติ 17 ล้านคนเดินทางมาเกาหลีใต้[78] หลายปีที่ผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้มีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากทวีปยุโรปและอเมริกา รัฐบาลเกาหลีใต้ตั้งเป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 20 ล้านคนต่อปีภายในปี 2017[79]

การท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ได้รับแรงผลักดันจากหลายปัจจัย รวมถึงความโดดเด่นของวัฒนธรรมป๊อปเกาหลี เช่น เพลงป๊อปของเกาหลีใต้และละครโทรทัศน์ ที่รู้จักกันในชื่อคลื่นเกาหลี หรือ (Hallyu) ได้รับความนิยมไปทั่วเอเชียตะวันออก สถาบันวิจัยฮุนไดรายงานว่ากระแสเกาหลีส่งผลกระทบโดยตรงในการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกลับเข้ามาในประเทศผ่านความต้องการสินค้าและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในบรรดาประเทศในเอเชียตะวันออก ชาวจีนเป็นชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและทำการลงทุนในเกาหลีมากที่สุด[80] และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนได้เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่านับตั้งแต่ปี 2001

การขนส่งแก้ไข

 
เครื่องบิน แอร์บัส เอ380 ของสายการบินโคเรียนแอร์ สายการบินประจำชาติของเกาหลีใต้

เกาหลีใต้มีเครือข่ายการขนส่งที่ล้ำหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งประกอบด้วยรถไฟความเร็วสูง ทางหลวง เส้นทางรถประจำทาง บริการเรือข้ามฟาก และเส้นทางทางอากาศที่ตัดผ่านทั่วประเทศ Korea Expressway Corporation เป็นบริษัทใหญ่ซึ่งดำเนินกิจกรรมทางด่วนและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบริการผู้โดยสาร

Korail เป็นบริษัทใหญ่ในการให้บริการรถไฟประจำทุกเมืองสำคัญในเกาหลีใต้ มีการเชื่อมต่อทางรถไฟสองสาย ได้แก่ สาย Gyeongui และ Donghae Bukbu ไปยังเกาหลีเหนือ และยังมี KTX เป็นผู้ให้บริการความเร็วสูงตามเส้นทาง Gyeongbu และ Honam เมืองใหญ่ๆ เช่น โซล ปูซาน อินชอน แทกู แทจอน และกวางจู มีระบบขนส่งมวลชนในเมือง

ท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้คือท่าอากาศยานนานาชาติอินช็อน ซึ่งให้บริการผู้โดยสาร 58 ล้านคนในปี 2016[81] ท่าอากาศยานนานาชาติอื่น ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ กิมโป ปูซาน และเชจู นอกจากนี้ยังมีสนามบินหลายแห่งที่สร้างขึ้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานตามนโยบายรัฐบาลแต่แทบจะไม่ได้ใช้เลย และยังมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์อีกมากมายในประเทศ

สายการบินแห่งชาติ โคเรียนแอร์ ให้บริการผู้โดยสารกว่า 26,800,000 คน รวมถึงผู้โดยสารระหว่างประเทศเกือบ 19,000,000 คนในปี 2016 สายการบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองได้แก่ เอเชียน่าแอร์ไลน์ ยังให้บริการทั้งเส้นทางในและต่างประเทศ สายการบินเกาหลีใต้ให้บริการเส้นทางระหว่างประเทศ 297 เส้นทาง สายการบินขนาดเล็ก เช่น เชจูแอร์ ให้บริการเส้นทางภายในประเทศด้วยค่าโดยสารที่ถูกกว่า

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก้ไข

 
จอโทรทัศน์สามมิติด้วยเทคโนโลยี OLED ซึ่งผลิตในเกาหลีใต้

การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในเกาหลีใต้ในตอนแรกไม่ได้เกิดขึ้นมากนักเนื่องจากภาวะสงครามเกาหลี จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1960 ภายใต้การปกครองของ พัก จ็อง-ฮี เศรษฐกิจของเกาหลีใต้เติบโตอย่างรวดเร็วจากอุตสาหกรรมและบริษัท Chaebol เช่น ซัมซุง และ แอลจี นับตั้งแต่การพัฒนาเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เป็นอุตสาหกรรม เกาหลีใต้ได้ให้ความสำคัญกับบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยรัฐบาล บริษัทเกาหลีใต้ ซัมซุง และแอลจี อยู่ในอันดับที่หนึ่งและสามของบริษัทโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดของโลกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2012 ตามลำดับ[82] ประมาณ 90% ของชาวเกาหลีใต้มีโทรศัพท์มือถือ นอกเหนือจากการโทรออก/รับสายและการส่งข้อความแล้ว โทรศัพท์มือถือในประเทศยังนิยมใช้สำหรับการรับชม Digital Multimedia Broadcasting (DMB) หรือดูเว็บไซต์อย่างแพร่หลาย[83] มีการขายโทรศัพท์ DMB มากกว่าหนึ่งล้านเครื่อง และผู้ให้บริการสื่อสารไร้สายรายใหญ่สามราย SK Telecom, KT และ LG U+ ให้ความครอบคลุมในเมืองใหญ่ ๆ และพื้นที่อื่น ๆ เกาหลีใต้มีความเร็วในการดาวน์โหลดทางอินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุดในโลก[84] โดยมีความเร็วในการดาวน์โหลดเฉลี่ย 25.3 Mbit/s[85]

เกาหลีใต้เป็นประเทศอันดับหนึ่งในกลุ่ม OECD ที่มีจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากที่สุด[86] และได้รับการจัดอันดับให้เป็นชาติอันดับหนึ่งของโลกในการเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ และวิทยาศาสตร์ในช่วงปี 2014-19[87][88][89]

ประชากรศาสตร์แก้ไข

ในเดือนเมษายน 2016 สำนักงานสถิติแห่งชาติคาดการณ์ว่าประชากรของเกาหลีใต้จะอยู่ที่ประมาณ 50.8 ล้านคน โดยประชากรวัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง เกาหลีใต้ขึ้นชื่อในเรื่องความหนาแน่นของประชากร ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 505 ต่อตารางกิโลเมตรในปี 2015 มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก 10 เท่า เกาหลีใต้ยังเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับสามของโลกในทางปฏิบัติ[90] เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศไม่เอื้ออำนวยเนื่องจากถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น เกษตรกรรม ชาวเกาหลีใต้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตเมือง เนื่องจากการอพยพอย่างรวดเร็วจากชนบทในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็วในปี 1970, 1980 และ 1990 กรุงโซลยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศและเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหลัก จากการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2005 โซลมีประชากร 10 ล้านคน เขตเมืองหลวงแห่งชาติโซลมีประชากร 24.5 ล้านคน (ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดของเกาหลีใต้) ทำให้เป็นเขตมหานครที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เมืองใหญ่อื่นๆ ได้แก่ ปูซาน (3.5 ล้าน) อินชอน (3.0 ล้าน) แทกู (2.5 ล้าน) แดจอน (1.4 ล้าน) กวางจู (1.4 ล้าน) และอุลซาน (1.1 ล้าน)[91]

เกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในสังคมที่มีผู้อยู่อาศัยซึ่งเป็นเชื้อชาติเดียวกันมากที่สุดในโลก โดยที่ชาวเกาหลีมีสัดส่วนประมาณ 96% ของประชากรทั้งหมด

จำนวนชาวต่างชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา[92] ณ ปี 2016 เกาหลีใต้มีชาวต่างชาติ 1,413,758 คน คิดเป็น 2.75% ของประชากรรวม[93] อย่างไรก็ตาม หลายคนยังถือเป็นชาวเกาหลีโดยกำเนิดแต่มีสัญชาติต่างประเทศ เช่น ผู้อพยพจากประเทศจีน (PRC) คิดเป็น 56.5% ของชาวต่างชาติ แต่ประมาณ 70% ของพลเมืองจีนในเกาหลีเป็น Joseonjok (조선족) ซึ่งเป็นพลเมืองที่มีเชื้อชาติเกาหลี สำนักงานสถิติแห่งชาติเกาหลีระบุว่า ครูสอนภาษาอังกฤษประมาณ 43,000 คนจากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษได้เข้ามาอาศัยอยู่ชั่วคราวในเกาหลี ปัจจุบัน เกาหลีใต้มีอัตราการเติบโตของประชากรที่เกิดในต่างประเทศสูงที่สุด โดยมีชาวต่างประเทศประมาณ 30,000 คนได้รับสัญชาติเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 2010

ศาสนาแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ศาสนาในประเทศเกาหลีใต้

ศาสนาในประเทศเกาหลีใต้ (สำมะโน ค.ศ. 2015)[94][5]

  ไม่มีศาสนา (56.1%)
  พุทธ (15.5%)
  อื่น ๆ (0.8%)

ประเทศเกาหลีใต้ไม่มีศาสนาประจำชาติ และประชาชนมีอิสระในการนับถือศาสนา[95] ในปี พ.ศ. 2548 ประชากรเกาหลีใต้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีศาสนา ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธหรือคริสต์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 มีการสำรวจสำมะโนประชากร พบว่าร้อยละ 29.2 นับถือศาสนาคริสต์ (ในจำนวนนี้เป็นโปรเตสแตนต์ร้อยละ 18.3 และคาทอลิกร้อยละ 10.9) รองลงมาคือร้อยละ 22.8 นับถือศาสนาพุทธ[96][97] ต่อมาใน พ.ศ. 2558 ผลการสำรวจสำมะโนครัวประชากรพบว่ามีประชากรที่ไม่นับถือศาสนามากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 56.9 นับถือศาสนาคริสต์ร้อยละ 27.6 (แบ่งเป็นโปรเตสแตนต์ร้อยละ 19.7 และคาทอลิกร้อยละ 7.9) และนับถือศาสนาพุทธร้อยละ 15.5[94]

นอกจากนี้ยังศาสนิกของศาสนาอิสลาม ซึ่งเข้าสู่เกาหลีครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 7[98] รวมทั้งลัทธิเกิดใหม่อย่างลัทธิช็อนโด และลัทธิว็อนบุล ทั้งยังมีการปฏิบัติศาสนกิจในลัทธิเชมัน ลัทธิดั้งเดิมของเกาหลีก่อนรับศาสนาอื่น[99] ซึ่งนับถือเทพเจ้าผู้สร้างคือ ฮวันอิน (คือพระอินทร์ในพุทธศาสนา) ทั้งได้รับการนับถือในกลุ่มชาวคริสต์ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ด้วย[100]

โบสถ์คาทอลิกจ็อนดง

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีศาสนิกมากที่สุดในเกาหลีใต้ มีศาสนิกชนราว 13.7 ล้านคน[101] โดยประชากรราวสองในสามนิยมเข้าโบสถ์โปรเตสแตนต์ และประชากรร้อยละ 23 นิยมเข้าโบสถ์ของโรมันคาทอลิก อย่างไรก็ตามในช่วงปี พ.ศ. 2523 ศาสนิกชนเข้าโบสถ์โปรเตสแตนต์ลดลง เพราะการขยายตัวของนิกายโรมันคาทอลิก[102] แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่มีการส่งมิชชันนารีออกเผยแผ่ศาสนามากเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา[103]

ศาสนาพุทธเข้ามามีบทบาทในเกาหลีตั้งแต่ปี พ.ศ. 915[104] จากการสำรวจสำมะโนประชากรในปี ค.ศ. 2005 มีศาสนิกชนราว 10.7 ล้านคน[101][105] ปัจจุบันชาวพุทธส่วนใหญ่ในเกาหลีใต้ร้อยละ 90 นับถือนิกายโจ-กเย ซึ่งศาสนวัตถุของพุทธศาสนาจำนวนมากได้กลายเป็นสมบัติประจำชาติ ซึ่งตกทอดมาจากยุครัฐเหนือใต้ และยุคโครยอที่ศาสนาพุทธมีความเจริญจนถึงขีดสุด และภายหลังศาสนาพุทธได้อ่อนแอลงจากการปราบปรามของราชวงศ์โชซ็อนซึ่งนับถือลัทธิขงจื๊อ[106]

ศาสนาอิสลามเคยเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนเกาหลีตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ในยุครัฐเหนือใต้[98] แต่ผู้สืบเชื้อสายได้หันไปนับถือศาสนาพุทธหรือเชมันแทน เนื่องจากเกาหลีขาดการติดต่อกับโลกอาหรับ[107] ปัจจุบันจากการเผยแผ่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีชาวมุสลิมสัญชาติเกาหลีใต้ราว 30,000-35,000 คน[108] ขณะที่อิสลามิกชนส่วนใหญ่ราว 100,000 คนในเกาหลีใต้เป็นแรงงานชาวต่างชาติ[109] อาทิ บังกลาเทศ และปากีสถาน[110]

ภาษาแก้ไข

ภาษาเกาหลีเป็นภาษาราชการของเกาหลีใต้ โดยมีการยืมคำจากภาษาจีนจำนวนมาก ภาษาเกาหลีใช้ระบบการเขียนของชนพื้นเมืองที่เรียกว่าฮันกึล สร้างขึ้นในปี 1446 โดยกษัตริย์เซจอง เพื่อเป็นทางเลือกที่สะดวกแก่ตัวอักขระฮันจาจีนคลาสสิกที่เรียนรู้ได้ยากและไม่เข้ากับภาษาเกาหลีสมัยใหม่ เกาหลีใต้ยังคงใช้อักขระภาษาจีนฮันจาในบางพื้นที่ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์และเอกสารทางกฎหมาย หรือสื่อทางราชการ

จากการที่มีระบบการศึกษาที่ก้าวหน้า และมีการพัฒนามากที่สุดชาติหนึ่งในเอเชีย ส่งผลให้ประชากรวัยรุ่นและผู้ใหญ่วัยทำงานส่วนมากสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เช่นกัน นอกจากนี้ เด็กเกาหลีหลายคนยังเลือกเรียนภาษาจีนกลางหรือภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ 3[111] และตามสถานที่สาธารณะมักจะมีป้ายบริการหลายภาษา ทั้งภาษาเกาหลี ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนกลางในบางสถานที่

การศึกษาแก้ไข

 
มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล หนึ่งในสามสถาบันชั้นนำของเกาหลีใต้

รัฐบาลเกาหลีใต้ดูแลด้านการศึกษาของเด็กทุกคนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมปลายของเกาหลีใต้ส่วนใหญ่มีเครื่องแบบนักเรียน ซึ่งรับอิทธิพลมาจากเครื่องแบบชาติตะวันตก เครื่องแบบของเด็กชายมักประกอบด้วยกางเกงขายาวและเสื้อเชิ้ตสีขาว และเด็กหญิงสวมกระโปรงและเสื้อเชิ้ตสีขาว (เฉพาะในโรงเรียนมัธยม) และเกาหลีใต้มีจำนวนนักศึกษาต่างชาติเพิ่มเข้ามามากถึง 100,000 คน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา[112]

เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการรู้หนังสือสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และมีคะแนนความถนัดในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูงที่สุดชาติหนึ่งในบรรดาเด็กนักเรียนชาวเอเชีย (519 คะแนนตามค่าเฉลี่ย OECD)[113] ซึ่งสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก และแรงงานเกาหลีใต้ถือเป็นแรงงานที่มีการศึกษาสูงที่สุดชาติหนึ่งในทุกภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักในหลายทศวรรษที่ผ่านมาคือเด็กส่วนมากมีความเครียดจากภาวะการแข่งขันที่สูงในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย[114] โดยมีการรายงานถึงการอ่านหนังสือและเรียนกวดวิชามากเกินไป[115] และยังนำไปสู่การฆ่าตัวตายในเด็กวัยเรียนเมื่อผิดหวังในการเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการ สภาวการณ์ดังกล่าวถูกเรียกว่า "Education fever"[116]

การศึกษาถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับชาวเกาหลีใต้ เนื่องจากความสำเร็จในการศึกษาเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวและเป็นที่เชิดหน้าชูตาในสังคม และเป็นสิ่งจำเป็นในการปรับปรุงฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม การสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำเป็นเครื่องหมายสูงสุดของศักดิ์ศรี สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม โอกาสการแต่งงาน การเลือกคู่ครอง และเส้นทางอาชีพที่มั่นคง การเข้าสู่สถาบันการศึกษาระดับสูงนำไปสู่งานที่ได้ค่าตอบแทนดี โดยเด็กจากสถาบันชั้นนำมักมีโอกาสเข้าทำงานกับองค์กรรัฐบาล ธนาคาร หรือกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น ซัมซุง, ฮุนได หรือ แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ชีวิตของเด็กชาวเกาหลีใต้มักหมกมุ่นอยู่กับการศึกษา เนื่องจากแรงกดดันในการประสบความสำเร็จนั้นฝังรากลึกอยู่ในเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมีค่านิยมในการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำสามอันดับแรกในเกาหลีใต้[117] ซึ่งมักเรียกกันว่า "SKY" ได้แก่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล มหาวิทยาลัยเกาหลี และมหาวิทยาลัยยอนเซ[118][119][120]

สุขภาพแก้ไข

เกาหลีใต้มีระบบการรักษาพยาบาลที่เป็นสากล[121] และดีที่สุดเป็นอันดับสองของโลกในปี 2019[122] อย่างไรก็ตามปัญหาการฆ่าตัวตายยังเป็นปัญหาหลักของประเทศโดยมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงเป็นอันดับ 10 ของโลกอ้างอิงจากองค์การอนามัยโลก[123][124][125] โรงพยาบาลในเกาหลีใต้มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ขั้นสูงและสิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ยังมีจำนวนเตียงในโรงพยาบาลมากเป็นอันดับสองของกลุ่มประเทศ OECD เกาหลีใต้มีอายุเฉลี่ยของประชากรสูงเป็นอันดับที่ 11 ของโลก (82.3 ปี)[126]

วัฒนธรรมแก้ไข

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมเกาหลี

วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเกาหลีใต้นั้นเหมือนเกาหลีเหนือเกือบจะทุกประการ[127] แต่ทั้งสองชาติได้พัฒนารูปแบบวัฒนธรรมร่วมสมัยที่แตกต่างกันออกไปนับตั้งแต่การแบ่งแยกประเทศ ในอดีตนั้น วัฒนธรรมของเกาหลีได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน แต่ชาวเกาหลียุคก่อนก็ได้มีการประยุกต์เพื่อพัฒนาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากจีนมาถึงปัจจุบัน[128] แม้จะได้รับการวิจารณ์ว่าเกาหลีใต้ลอกวัฒนธรรมมาจากจีน[129][130] เกาหลีใต้มีแหล่งมรดกโลกที่รับรองโดยยูเนสโก 15 แห่ง (ปี 2021)[131] โดยแบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 13 แห่ง และทางธรรมชาติอีก 2 แห่ง[132] กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกีฬาของเกาหลีใต้มีการกระตุ้นการตื่นตัวทางวัฒนธรรมแก่ประชาชนผ่านการศึกษา การรณรงค์ และการระดมทุนสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยว[133]

การพัฒนาอุตสาหกรรมและการขยายตัวของเขตเมืองเกาหลีใต้ได้นำการเปลี่ยนแปลงมากมายมาสู่วิถีชีวิตของชาวเกาหลียุคใหม่ เศรษฐกิจและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดการกระจุกตัวของประชากรในเมืองใหญ่ ๆ โดยเฉพาะกรุงโซล ผลการศึกษาของ Euromonitor ปี 2014 พบว่าชาวเกาหลีใต้เป็นชาติที่ดื่มแอลกอฮอล์มากที่สุดเป็นประจำทุกสัปดาห์เมื่อเทียบกับทุกประเทศในโลก[134][135][136][137][138] ชาวเกาหลีใต้ดื่มเหล้าโดยเฉลี่ย 13.7 ช็อตต่อสัปดาห์ และจากงานวิจัยระบุว่า พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของชาวเกาหลีมากเป็นสองเท่าหากเทียบกับชาวรัสเซีย และมากว่าชาวอเมริกันถึงสี่เท่า[139]

ศิลปะแก้ไข

 
พระพุทธรูปในถ้ำซ็อกคูรัม

ศิลปะเกาหลีมีลักษณะเด่นหลายประการที่ทำให้เกิดแบบของตัวเอง ศิลปะเกาหลียกย่องธรรมชาติ และการใช้สีอ่อนและเรียบก็ปรากฏอยู่เสมอในภาพเขียน[140]และเครื่องปั้นแบบเกาหลี วัฒนธรรมงานหัตกรรมพื้นบ้านคือศิลปะที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี[141] งานไม้และเครื่องเขินของเกาหลีเป็นที่รู้จักกันดี โดยเน้นการออกแบบเพื่อประโยชน์ใช้สอยและความเรียบง่าย สิ่งสะดุดตาในงานไม้เกาหลีคือศิลปะการประดับมุก งานหัตกรรมโลหะทำด้วยทอง ทำด้วยสำริด ทางด้านพระพุทธศาสนามีการสร้างพระพุทธรูปสำริด ระฆังวัดที่หล่อด้วยสำริด เอกลักษณ์ของระฆังเกาหลีคือรูปร่างการออกแบบและเสียง ศิลปะเครื่องปั้นดินเผา เกาหลีเป็นประเทศที่เป็นที่ยอมรับในการพัฒนาศิลปะด้านนี้และเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงคือ ศิลาดล เป็นเครื่องเคลือบที่มีความสดใส ฝีมือประณีต นิยมเคลือบด้วยสีขาวซึ่งพัฒนาให้สวยงามในยุคโกเรียว เพื่อการอนุรักษ์สิ่งดีงามตั้งแต่อดีต ทางการเกาหลีได้จัดตั้งโครงการสมบัติประจำชาติเกาหลีใต้ขึ้น

ศิลปะของนักปราชญ์ เดิมรูปแบบตัวอักษรเกาหลีและญี่ปุ่นเป็นอักษรจีน ซึ่งเป็นตัวเขียนที่ยังใช้อยู่ในเอเชียตะวันออกร่วมพันปี แม้ว่าหลังจากที่เกาหลี ประดิษฐ์อักษรฮันกึล ในปี พ.ศ. 1989 (ค.ศ. 1446) ตัวอักษรจีนยังคงใช้ในภาษาทางการ จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพราะว่าตัวอักษรจีนมีอยู่นับหมื่นตัว แต่ละตัวมีความแตกต่างกัน มีวิธีเขียนหลายแบบ หลายความหมาย การเรียนอ่านและการเขียนตัวอักษรจีนไม่ใชเรื่องง่าย ศิลปะการเขียนอักษรจีนได้เข้ามาในประเทศเกาหลีเมื่อ 1,500 ปีมาแล้ว

การเขียนตัวอักษรด้วยพู่กันเกาหลีเรียกว่า "บุดกึลซี" ต้องอาศัยปัจจัย 4 ของนักปราชญ์ ได้แก่ หมึก แท่งหินฝนหมึก พู่กันและกระดาษ ศิลปินเขียนพู่กันส่วนใหญ่มักเป็นทั้งนักปราชญ์และจิตรกร ศิลปินเหล่านี้อาจใช้พู่กันเล่มเดียวกันเขียนกลอนบรรยายภาพ ภาพวาดเกาหลี เป็นศิลปะที่มีธรรมเนียมนิยมของตนเองอย่างสมบูรณ์ จิตรกรรม ภาพจิตกรรมของเกาหลีมีมานานแล้ว สถาบันภาพวาดก่อตั้งขึ้นในยุคโกกุริวสถาบันแห่งนี้เน้นภาพวาดที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา รูปแบบจิตรกรรมที่หลากหลายได้พัฒนาสืบต่อกันมาจนถึงสมัยโซชอน พร้อมนำรูปแบบศิลปะจีนแบบใหม่รวมทั้งเทคนิคการวาดภาพแบบตะวันตก มีการใช้สีสันสดใสในภาพที่วาดเกี่ยวกับศาสนานี้

สถาปัตยกรรมแก้ไข

 
วัดพุลกุกซา ถือเป็นผลงานในยุคทองของพุทธศาสนาในอาณาจักรซิลลา และได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก

เนื่องจากประวัติศาสตร์อันวุ่นวายของเกาหลีใต้นับตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงการแบ่งแยกประเทศ การก่อสร้างและการทำลายล้างสถาปัตยกรรมและทรัพยากรในประเทศจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดการผสมผสานรูปแบบและการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ[142] สถาปัตยกรรมดั้งเดิมของเกาหลีมีความโดดเด่นด้วยความกลมกลืนกับธรรมชาติ สถาปนิกโบราณใช้ระบบดั้งเดิมซึ่งมีลักษณะเป็นหลังคามุงจากและพื้นทำความร้อนที่เรียกว่าออนโดล ผู้คนในชนชั้นสูงจะสร้างบ้านหลังใหญ่ด้วยหลังคากระเบื้องโค้งที่หรูหราพร้อมชายคายก สถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมสามารถพบเห็นได้ในพระราชวังและวัดวาอาราม

สถาปัตยกรรมตะวันตกเข้าสู่คาบสมุทรเกาหลีเป็นครั้งแรกเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 โบสถ์ สำนักงานกฎหมายต่างประเทศ โรงเรียนและอาคารมหาวิทยาลัยถูกสร้างขึ้นในรูปแบบใหม่ เป็นผลมาจากการครอบครองเกาหลีโดยญี่ปุ่น ระบอบอาณานิคมได้เข้าแทรกแซงมรดกทางสถาปัตยกรรมของเกาหลีและได้กำหนดรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่สไตล์ญี่ปุ่น ความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามเกาหลีนำไปสู่การทำลายสิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นในช่วงเวลานั้น

สถาปัตยกรรมเกาหลีเข้าสู่การพัฒนาในช่วงการฟื้นฟูหลังสงครามเกาหลี โดยผสมผสานแนวรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่[143] ด้วยแรงกระตุ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในทศวรรษ 1970 และ 1980 การพัฒนาขื้นใหม่นี้ทำให้เห็นรูปแบบใหม่ในการออกแบบสถาปัตยกรรม ภายหลังการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโซลในปี 1988 เกาหลีใต้ได้สร้างรูปแบบที่หลากหลายในภูมิทัศน์ทางสถาปัตยกรรม โดยเริ่มเปิดรับสถาปนิกต่างชาติเข้ามาโดยเฉพาะชาวตะวันตก[144] โดยผสมผสานปรัชญาดั้งเดิมของ "ความกลมกลืนกับธรรมชาติ" และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วที่ประเทศได้ประสบในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เครื่องแต่งกายประจำชาติแก้ไข

 
ฮันบก ชุดประจำชาติของเกาหลีใต้

ชาวเกาหลีมีชุดประจำชาติตั้งแต่สมัยโบราณ เรียกว่า ฮันบก (ฮันหมายถึงชาวเกาหลี บกหมายถึงชุด รวมกันหมายถึงชุดของชาวเกาหลี) ฮันบกทั้งของผู้หญิงและผู้ชายมีลักษณะหลวมๆ เพื่อความสะดวกสบายและคล่องแคล่วไม่ใช้กระดุมหรือตะขอ แต่จะใช้ผ้าผูกไว้แทน ชุดของผู้ชาย ข้างล่างประกอบด้วย "ปันซือ" แต่สมัยใหม่เรียกว่า "แพนที" ซึ่งหมายถึงกางเกงใน ชั้นนอกสวม "บาจี" เป็นกางเกงขายาวหลวมๆรวบปลายขาไว้ด้วย "แทมิน" เป็นแถบผ้าใช้มัดขากางเกง"บันโซเม" เป็นเสื้อรัดรูปแขนสั้นไว้ข้างใน เสื้อนอกเรียกว่า "จอโกลี" เป็นเสื้อแขนยาวไม่มีปกไม่มีกระเป๋า

ชุดของผู้หญิง ประกอบด้วย "แพนที" หรือกระโปรงที่อยู่ข้างใน ข้างบนใช้ "ซ็อกชีมา" เป็นแถบผ้าขนาดใหญ่ ใช้มัดทรวงอกไว้แทนเสื้อยกทรง ข้างนอกสวม "ชีมา" เป็นกระโปรงยาวกรอมเท้า สวมเสื้อ "จอโกรี" เป็นเสื้อนอกแขนยาว ฮันบกเป็นภาพรวมศิลปะของเกาหลีที่สามารถพบเห็นได้ตามท้องถนนของเกาหลี ราวกับถนนสายแฟชั่นของปารีส ฮันบกชุดแต่งกายประจำชาติของเกาหลีทำจากผ้าสีสันสดใส เนื้อผ้าจะขึ้นอยู่กับโอกาสและวัยของผู้ใส่ เด็กหญิงหรือหญิงสาวจะสวมกระโปรงสีแดงเสื้อสีเหลือง จะเปลี่ยนเป็นกระโปรงสีแดง เสื้อสีเขียวเมื่อแต่งงานแล้ว ส่วนหญิงสูงอายุอาจเลือกสีสันต่างๆ ที่สดใส และเลือกใช้เนื้อผ้าได้หลากหลาย

ปัจจุบันชุดแต่งกายวัฒนธรรมเดิมจะใช้เฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ตามถนนหนทาง และรถไฟใต้ดินจะยังคงเห็นผู้คนสวมใส่กันอยู่บ้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุยังคงสวมใส่ชุดฮันบกอยู่

ดนตรีแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ดนตรีเกาหลี

เพลงแก้ไข

ดูบทความหลักที่: เพลงเกาหลี
 
ไซ ศิลปินชื่อดังเจ้าของเพลงคังนัมสไตล์
 
แบล็กพิงก์ เกิร์ลกรุปชื่อดังในปัจจุบัน

เกาหลีใต้ยังมีอุตสาหกรรมบันเทิงที่เฟื่องฟู ซึ่งความบันเทิงของเกาหลีใต้ในแง่มุมต่างๆ รวมถึงละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และเพลงยอดนิยม ได้สร้างรายได้ทางการเงินที่สำคัญให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า "กระแสเกาหลี" ได้กวาดล้างหลายประเทศทั่วเอเชีย ทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอำนารายใหญ่ในฐานะผู้ส่งออกวัฒนธรรมป๊อปและความบันเทิง แข่งขันกับประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

ในปี 1992 เป็นจุดเปลี่ยนสำหรับกระแสความนิยมเพลงของเกาหลีใต้หรือที่เรียกว่า เคป็อป[145] เนื่องจากแนวเพลงได้ปรับปรุงตัวเองจากการผสมผสานองค์ประกอบของแนวเพลงยอดนิยมจากทั่วโลกเช่นตะวันตก ดนตรีป็อป, แจ๊ส, ลาติน, คลาสสิค, ฮิปฮอป, ริทึมและบลูส์, แดนซ์อิเล็กทรอนิกส์, เร้กเก้, คันทรี, โฟล์ค และร็อค ที่อยู่บนรากฐานของดนตรีเกาหลีดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แนวเพลงป๊อป ฮิปฮอป ริทึมแอนด์บลูส์ ร็อค โฟล์ค อิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ได้กลายเป็นจุดเด่นในวงการเพลงเกาหลีใต้สมัยใหม่ ดาราและวงดนตรีเคป็อปเป็นที่รู้จักกันดีทั่วเอเชียและพบว่าชื่อเสียงระดับนานาชาติทำรายได้ส่งออกหลายล้านดอลลาร์ ศิลปินเคป๊อปจำนวนมากยังสามารถรักษาความนิยมในต่างประเทศได้โดยใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียออนไลน์ เช่น เว็บไซต์แบ่งปันวิดีโอ YouTube นักร้องชาวเกาหลีใต้ ไซ (PSY) กลายเป็นที่โด่งดังเมื่อเพลง "คังนัมสไตล์" ของเขาขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงระดับโลกในปี 2012[146][147]

วงเคป๊อปและเกิร์ลกรุปที่มีชื่อเสียงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้แก่[148] บีทีเอส[149], แบล็กพิงก์[150], บิกแบง[151], เกิลส์เจเนอเรชัน[152], เอ็กโซ, ซูเปอร์จูเนียร์[153], ก็อตเซเวน[154], ชายนี และ 2PM[155]

อาหารแก้ไข

ดูบทความหลักที่: อาหารเกาหลี
 
พีบิมบับ หนึ่งในอาหารที่ชึ้นชื่อที่สุดของเกาหลี

อาหารเกาหลี เป็นอาหารประจำชาติของชาวเกาหลีในประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ แรกเริ่มเดิมทีเกาหลีเป็นประเทศเกษตรกรรม และชาวเกาหลีเพาะปลูกข้าวเป็นอาหารหลักมาตั้งแต่โบราณกาล[156] มาในสมัยนี้อาหารเกาหลีจะเป็นตำหรับซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์นานาชนิด ปลา พร้อมด้วยพืชสีเขียวและผักต่าง ๆ อาหารหมักดองต่าง ๆ เช่น กิมจิช็อดกัล (젓갈 - อาหารทะเลหมักเกลือ) และท็อนจัง (된장 - ถั่วเหลืองหมักเหลว) วัตถุดิบหลักทุกชนิดขึ้นชื่อในรสชาติโดยเฉพาะ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อาหารเกาหลีจะมีลักษณะเป็น หยิน-หยาง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญ หลักคิดแบบ หยิน หยาง ตามการแพทย์แผนจีนนั้น ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้จะประกอบไปด้วยสองด้าน ซึ่งด้านทั้งสองจะอยู่ตรงข้ามกันแต่ต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อช่วยรักษาสมดุลให้กับร่างกาย เช่น ชาวเกาหลีนิยมรับประทาน ซัมเกทัง หรือซุปไก่โสม เพื่อเรียกกำลังในช่วงฤดูร้อน หรือหากอากาศหนาวเย็น ร่างกายต้องการอาหารเพื่อทำให้อบอุ่น ต้องกิน “ชินซอลโล” หรือหม้อร้อนที่ประกอบด้วยเนื้อปลา ผัก หรือเต้าหู้[157]

จุดเด่นในการตั้งโต๊ะอาหารเกาหลีคืออาหารจานต่าง ๆ จะถูกนำมาจัดวางในคราวเดียวกัน โดยการปฏิบัติสืบทอดกันมา หากจะเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและญี่ปุ่นแล้ว คนเกาหลีนิยมใช้ช้อนทานอาหารมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเสิร์ฟน้ำซุป

อาหารเกาหลีที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดคือกิมจิ (เกาหลี: 김치, MC: Gimchi, MR: Kimch'i คิมชี) ซึ่งเป็นผักดองที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเกาหลี และพีบิมบับ หรือ "ข้าวยำเกาหลี" มีลักษณะเป็นข้าวสวยโรยหน้าด้วยผักที่ปรุงแล้วนิยมทานร่วมกับไข่ดาว น้ำพริก ไข่ลวก และเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆคลุกให้เข้ากัน รวมทั้ง ต็อกโบกี หรือ เค้กข้าว-ผัด ทำมาจากแป้งต๊อกเนื้อนุ่ม ผัดกับซอสรสเผ็ด ใส่เครื่องเคียงเพิ่มทั้งผัก เนื้อสัตว์ ออมุก ไข่ต้มและชีส

อาหารอื่นๆที่เป็นที่นิยมได้แก่ อาหารปิ้งย่าง (เนื้อสัตว์และอาหารทะเลนำไปย่างทานกับน้ำจิ้มรสชาติต่างๆ), ไก่ทอด, เกี๊ยวซ่าเกาหลี, ข้าวผัดเกาหลี และหัวไชเท้าดอง[158]

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยอดนิยมของเกาหลี ได้แก่ โซจู มักกอลลี และบกบุนจาจู ชาวเกาหลีมีวัฒนธรรมการใช้ตะเกียบที่เป็นเอกลักษณ์ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกโดยใช้ตะเกียบโลหะ[159][160] ซึ่งมีหลักฐานการพบค้นพบในแหล่งโบราณคดีตั้งแต่สมัยโคกูรยอ

กีฬาแก้ไข

 
เทควันโด หนึ่งในกีฬายอดนิยมของชาวเกาหลีใต้

เทควันโดเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีต้นกำเนิดในเกาหลี ในทศวรรษที่ 1950 และ 1960 และได้กลายเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูง โดยเทควันโดกลายเป็นกีฬาโอลิมปิกอย่างเป็นทางการในปี 2000[161] ศิลปะการป้องกันตัวอื่นๆ ของเกาหลี ได้แก่ เทคคยอน ฮับกิโด ทังซูโด กุกซูลวอน คัมโด และซูบัก[162]

ฟุตบอลถือได้ว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน[163] โพลล่าสุดระบุว่าแฟนกีฬาชาวเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ 41% ระบุตัวเองว่าเป็นแฟนฟุตบอล เกาหลีใต้มีลีกอาชีพที่มีชื่อเสียงได้แก่ เคลีก ทีมชาติเกาหลีใต้ถือเป็นทีมแรกในสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย[164] ในฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งตนเองเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น[165] และเป็นชาติที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายการแข่งขันฟุตบอลโลกทุกสมัยนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1986 และผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้ 2 ครั้ง (ในฟุตบอลโลก 2002 และ ฟุตบอลโลก 2010) และในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ทีมฟุตบอลเกาหลีใต้ได้เหรียญทองแดง

เบสบอลเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่เล่นกันอย่างแพร่หลาย โดยได้รับการเผยแพร่ในเกาหลีครั้งแรกใน ค.ศ. 1905 โดยผลสำรวจบางแหล่งอ้างว่าเบสบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศแซงหน้าฟุตบอลในปัจจุบัน การเข้าชมและราคาตั๋วสำหรับการแข่งขันเบสบอลอาชีพเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลีกเบสบอลมืออาชีพ (เคบีโอลีก) มีทั้งหมด 10 ทีม[166] ก่อตั้งขึ้นในปี 1982 เกาหลีใต้จบอันดับสามในเวิลด์เบสบอลคลาสสิกปี 2006 และอันดับสองในปี 2009[167] ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2010 ทีมเบสบอลเกาหลีคว้าเหรียญทอง[168] ผู้เล่นเกาหลีหลายคนยังมีโอกาสได้ไปเล่นในเมเจอร์ลีกเบสบอลของสหรัฐอเมริกา

เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพเอเชียนเกมส์มาสามสมัยในปี 1986 (โซล), 2002 (ปูซาน) และ 2014 (อินชอน) และเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยฤดูหนาวในปี 1997, Asian Winter Games ในปี 1999 และมหาวิทยาลัย Summer Universiade ในปี 2003 และ 2015

ในปี 1988 เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงโซล โดยจบอันดับ 4 ในตารางเหรียญรวมโดยทำผลงานโดดเด่นในการยิงธนู ยิงปืน เทเบิลเทนนิส แบดมินตัน สปีดสเก็ต แฮนด์บอล ฮ็อกกี้ มวยปล้ำ เบสบอล ยูโด เทควันโด และยกน้ำหนัก เกาหลีใต้ได้รับเหรียญรางวัลในโอลิมปิกฤดูหนาวมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ในโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2010 เกาหลีใต้อยู่ในอันดับห้าในการจัดอันดับเหรียญโดยรวม โดยมีความโดดเด่นในด้านสเก็ตความเร็วระยะสั้น สเก็ตเร็วและสเก็ตลีลาก็เป็นที่นิยมเช่นกัน และฮ็อกกี้น้ำแข็งเป็นกีฬาที่เกิดใหม่ โดยมี อันยัง ฮัลลา คว้าแชมป์เอเชียลีกครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2010[169]

วันหยุดแก้ไข

มีวันหยุดราชการอย่างเป็นทางการมากมายในเกาหลีใต้[170][171] หนึ่งในเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวเกาหลีได้แก่ วันปีใหม่เกาหลีหรือ ซอลลัล โดยมีการเฉลิมฉลองในวันแรกของปฏิทินจันทรคติของเกาหลี[172] วันประกาศอิสรภาพของเกาหลีตรงกับวันที่ 1 มีนาคม[173] และเป็นการรำลึกถึงขบวนการวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1919 วันแห่งความทรงจำมีการเฉลิมฉลองในวันที่ 6 มิถุนายน[174] และมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเกียรติแก่ชายและหญิงที่เสียชีวิตในขบวนการเอกราชของเกาหลีใต้ วันรัฐธรรมนูญคือวันที่ 17 กรกฎาคม[175] และเป็นการเฉลิมฉลองการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเกาหลี วันประกาศอิสรภาพคือ วันที่ 15 สิงหาคม[176] เป็นการเฉลิมฉลองการปลดปล่อยของเกาหลีจากจักรวรรดิญี่ปุ่นในปี 1945 ทุกวันที่ 15 ของเดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติ ชาวเกาหลีจะเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งชาวเกาหลีจะไปเยี่ยมบ้านเกิดของบรรพบุรุษและรับประทานอาหารเกาหลีแบบดั้งเดิม วันที่ 1 ตุลาคม มีการเฉลิมฉลองวันกองทัพเพื่อเป็นเกียรติแก่กองกำลังทหารของเกาหลีใต้ วันที่ 3 ตุลาคม เป็นวันสถาปนาแห่งชาติ หรือเรียกว่า วันฮันกึล วันที่ 9 ตุลาคม เป็นวันที่ระลึกถึงการประดิษฐ์อักษรฮันกึล ซึ่งเป็นอักษรพื้นเมืองของภาษาเกาหลี

ดูเพิ่มแก้ไข

หมายเหตุแก้ไข

  1. 19.7% นับถือโปรเตสแตนต์, 7.9% นับถือโรมันคาทอลิก

อ้างอิงแก้ไข

  1. "A New Way of Seeing Country Social Responsibility" (PDF). Faculty of Philosophy and Social-Political Sciences: 6. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 25 September 2013. สืบค้นเมื่อ 16 January 2014.
  2. [시행 2016.8.4.] [법률 제13978호, 2016.2.3., 제정] [Enforcement 2016.8.4. Law No. 13978, enacted on February 3, 2016] (ภาษาเกาหลี). 2016. สืบค้นเมื่อ 26 July 2017.
  3. "Foreign population in Korea tops 2.5 million". koreatimes. February 24, 2020.
  4. Kim, Han-soo; Shon, Jin-seok (20 December 2016). 신자 수, 개신교 1위… "종교 없다" 56%. Chosun Ilbo. สืบค้นเมื่อ 2 July 2017.
  5. 5.0 5.1 Quinn, Joseph Peter (2019). "South Korea". ใน Demy, Timothy J.; Shaw, Jeffrey M. (บ.ก.). Religion and Contemporary Politics: A Global Encyclopedia. ABC-CLIO. p. 365. ISBN 978-1-4408-3933-7. สืบค้นเมื่อ 3 June 2020.
  6. Kosis 100대 지표.
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 "World Economic Outlook Database, October 2020". IMF.org. International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ 14 October 2020.
  8. Inequality - Income inequality - OECD Data. OECD. สืบค้นเมื่อ 17 July 2021.
  9. "Human Development Report 2020" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). United Nations Development Programme. 15 December 2020. สืบค้นเมื่อ 15 December 2020.
  10. "Korea - Geography and Maps | Goway Travel". www.goway.com.
  11. "20th CENTURY: Korea as a Colony of Japan, 1910-1945 | Central Themes and Key Points | Asia for Educators | Columbia University". afe.easia.columbia.edu.
  12. "US Enters the Korean Conflict". National Archives (ภาษาอังกฤษ). 2016-08-15.
  13. "Korea: A History Of The North-South Split". Sky News (ภาษาอังกฤษ).
  14. "The Korean War, 1950-1953 - The Cold War, 1948-1960 - OCR A - GCSE History Revision - OCR A". BBC Bitesize (ภาษาอังกฤษ).
  15. "Korean War | Eisenhower Presidential Library". www.eisenhowerlibrary.gov.
  16. "Korean War | National Army Museum". www.nam.ac.uk (ภาษาอังกฤษ).
  17. Sicard, Sarah (2020-06-25). "A brief history of the Korean War". Military Times (ภาษาอังกฤษ).
  18. Service (KOCIS), Korean Culture and Information. "Transition to a Democracy and Transformation into an Economic Powerhouse : Korea.net : The official website of the Republic of Korea". www.korea.net.
  19. Kim & Chang - Hyun Ho Eun (2019-12-05). "Spotlight: free speech and media freedom in South Korea". Lexology (ภาษาอังกฤษ).
  20. "South Korea : Distinct improvement after a bad decade | Reporters without borders". RSF (ภาษาอังกฤษ).
  21. "South Korea Corruption Rank | 1995-2020 Data | 2021-2023 Forecast | Historical | Chart". tradingeconomics.com.
  22. "South Korea Corruption Report". GAN Integrity (ภาษาอังกฤษ).
  23. Ferrier, Kyle. "The South Korean Presidency Isn't Cursed. It Just Needs to Be Reformed". thediplomat.com (ภาษาอังกฤษ).
  24. "South Korea's troubling history of jailing ex-presidents". American Enterprise Institute - AEI (ภาษาอังกฤษ). 2018-10-09.
  25. Welle (www.dw.com), Deutsche. "Former South Korean president sentenced to prison | DW | 30.11.2020". DW.COM (ภาษาอังกฤษ).
  26. "Ex-President Roh Tae-woo to Pay Remainder of Massive Fine". english.chosun.com (ภาษาอังกฤษ).
  27. "South Korea Internet Speed | 2007-2017 Data | 2020-2021 Forecast | Historical | Chart". tradingeconomics.com.
  28. "Internet Speeds by Country - Fastest Internet In The World Map". www.fastmetrics.com.
  29. "South Korea's Mobile and Broadband Internet Speeds". Speedtest Global Index (ภาษาอังกฤษ).
  30. "The Global Impact of South Korean Popular Culture: Hallyu Unbound ed. by Valentina Marinescu". ResearchGate (ภาษาอังกฤษ).
  31. "'Korean Wave' of pop culture sweeps across Asia". www.cnn.com (ภาษาอังกฤษ).
  32. Yong Jin, Dal (Fall 2012). "Hallyu 2.0: The New Korean Wave in the Creative Industry". International Institute Journal. 2 (1).
  33. Roberts, John Morris; Westad, Odd Arne (2013). The History of the World (ภาษาอังกฤษ). Oxford University Press. ISBN 978-0-19-993676-2.
  34. Walker, Hugh Dyson (2012-11-20). East Asia: A New History (ภาษาอังกฤษ). AuthorHouse. ISBN 978-1-4772-6517-8.
  35. Grayson, James H. (2013-11-05). Korea - A Religious History (ภาษาอังกฤษ). Routledge. ISBN 978-1-136-86925-9.
  36. 수정: 2017.08.30 19:58, 입력: 2017 08 30 09:13 (2017-08-30). "[이기환의 흔적의 역사] 국호논쟁의 전말…대한민국이냐 고려공화국이냐". www.khan.co.kr (ภาษาเกาหลี).
  37. 조선일보 (2020-08-04). "[이덕일 사랑] 대~한민국". 조선일보 (ภาษาเกาหลี).
  38. https://www.washingtonpost.com/outlook/2019/05/31/how-korea-was-divided-why-aftershocks-still-haunt-us-today/
  39. "Wayback Machine". web.archive.org. 2004-09-17.
  40. "Wayback Machine". web.archive.org. 2004-09-17.
  41. "Korea National Park". english.knps.or.kr.
  42. "South Korea climate: average weather, temperature, precipitation, when to go". www.climatestotravel.com.
  43. "Best time to visit South Korea | weather by month - climate - seasons | Selective Asia". www.selectiveasia.com.
  44. "South Korea — History and Culture". www.iexplore.com.
  45. "Korea Information - History". Korean Cultural Center New York (ภาษาอังกฤษ).
  46. "Korean History and Political Geography". Asia Society (ภาษาอังกฤษ).
  47. "Three Kingdoms Period in Korea". World History Encyclopedia (ภาษาอังกฤษ).
  48. https://www.korea.net/AboutKorea/History/Three-Kingdoms-other-States
  49. Yi, Kodme; Kim, Hwajoong (2016-07-21). "The 'Nurses Ordinance' of Korea under Japanese Rule". Journal of Korean Community Nursing (ภาษาKorean).CS1 maint: unrecognized language (link)
  50. "Korea - Korea under Japanese rule". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  51. 宮田 節子 [Miyata, Setsuko]. "創氏改名" [Creating Surnames and Changing Given Names}, 明石書店 [Akashi-shoten], 1992, al. ISBN 4-7503-0406-9
  52. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2013-07-23. สืบค้นเมื่อ 2015-08-17.
  53. 山脇 啓造 Yamawaki, Keizo. 近代日本と外国人労働者―1890年代後半と1920年代前半における中国人・朝鮮人労働者問題 Modern Japan and Foreign Laborers: Chinese and Korean Laborers in the late 1890s and early 1920s, 明石書店 Akashi-shoten, 1994, et al. ISBN 4-7503-0568-5
  54. http://archives.cnn.com/2001/WORLD/asiapcf/east/03/29/japan.comfort.women/index.html] [1] [2] Comfort-Women.org
  55. Pruitt, Sarah. "Why Are North and South Korea Divided?". HISTORY (ภาษาอังกฤษ).
  56. "Korea - Division of Korea". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  57. "Government Ministry of Foreign Affairs, Republic of Korea". www.mofa.go.kr.
  58. "Ministries in Korea - Information about Korea - Nowak & Partner / Recruitment, Market Entry, Project Management". www.nowak-partner.com.
  59. "Can North Korea get the South to join its dispute with Japan over tiny islets in Asia?". Newsweek (ภาษาอังกฤษ). 2018-02-21.
  60. "South Korea and Japan's feud explained". BBC News (ภาษาอังกฤษ). 2019-12-02. สืบค้นเมื่อ 2021-09-20.
  61. "Why Is Japan Hesitant to Improve Relations with South Korea?". thediplomat.com (ภาษาอังกฤษ).
  62. "国民が知らない反日の実態 - 従軍慰安婦の正体". web.archive.org. 2012-07-12.
  63. "archive.ph". archive.ph.
  64. "Washington Coalition for Comfort Women Issues Inc". web.archive.org. 2010-05-02.
  65. "朝日新聞が日韓関係を破壊した 慰安婦についての大誤報を謝罪することが関係修復の条件 | JBpress (ジェイビープレス)". JBpress(日本ビジネスプレス) (ภาษาญี่ปุ่น).
  66. "South Korea-EU - trade in goods - Statistics Explained". web.archive.org. 2017-09-23.
  67. "Timeline of U.S.-South Korean Relations". U.S. Embassy & Consulate in the Republic of Korea (ภาษาอังกฤษ).
  68. https://sgp.fas.org/crs/row/IF10165.pdf
  69. "Republic of Korea Military Guide". www.globalsecurity.org.
  70. "Military Service in Korea". 90 Day Korean® (ภาษาอังกฤษ). 2019-09-12.
  71. "The Correct Understanding of the Millitary Service System - OVERVIEW - HOME". www.mma.go.kr.
  72. https://fortune.com/global500/samsung-electronics-13/
  73. "South Korea Economy: Population, GDP, Inflation, Business, Trade, FDI, Corruption". www.heritage.org (ภาษาอังกฤษ).
  74. "South Korea - Economic and social developments". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  75. "GDP per capita growth (annual %) | Data". data.worldbank.org.
  76. "South Korea - Economic Indicators". tradingeconomics.com.
  77. "South Korea". U.S. Department of State.
  78. "UNWTO Tourism Highlights: 2017 Edition | World Tourism Organization". Default Book Series (ภาษาอังกฤษ). doi:10.18111/9789284419029.
  79. Kolesnikov-Jessop, Sonia (2010-11-10). "South Korea Sets Its Sights on Foreign Tourists". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-09-15.
  80. "Hallyu fuels foreign investment in Korea". web.archive.org. 2015-01-20.
  81. "Surging Seoul: Traffic at Incheon Airport is booming. But can South Korea's Big Two airlines capitalize?". Airline Weekly (ภาษาอังกฤษ).
  82. Wissam. "AME Info: Middle East & Gulf News". https://www.ameinfo.com/ (ภาษาอังกฤษ). External link in |website= (help)
  83. "https://koreajoongangdaily.joins.com/article/view.asp?aid=2900275". koreajoongangdaily.joins.com (ภาษาอังกฤษ). External link in |title= (help)
  84. Galloway, Lindsey. "Five countries on the frontline of tech". www.bbc.com (ภาษาอังกฤษ).
  85. "US ranked 26th in global Internet speed, South Korea number one - TechSpot News". web.archive.org. 2012-02-19.
  86. "Asia". Insider (ภาษาอังกฤษ).
  87. "These Are the World's Most Innovative Countries". Bloomberg.com (ภาษาอังกฤษ). 2019-01-22. สืบค้นเมื่อ 2021-09-25.
  88. Service (KOCIS), Korean Culture and Information. "Korea is the most innovative country: Bloomberg : Korea.net : The official website of the Republic of Korea". www.korea.net.
  89. "Bloomberg: Israel Is World's 5th Most Innovative Country, Ahead Of US, UK". NoCamels (ภาษาอังกฤษ). 2015-02-04.
  90. "KOSIS KOrean Statistical Information Service". kosis.kr.
  91. "South Korea - Population". countrystudies.us.
  92. web.archive.org https://web.archive.org/web/20110501031127/http://kosis.kr/eng/database/database_001000.jsp?listid=B&subtitle=Population,%20Household. Missing or empty |title= (help)
  93. "The Chosun Ilbo (English Edition): Daily News from Korea - More Than 1 Million Foreigners Live in Korea". web.archive.org. 2009-09-09.
  94. 94.0 94.1 South Korea National Statistical Office's 19th Population and Housing Census (2015): "Religion organizations' statistics". Retrieved 20 December 2016
  95. "Constitution of the Republic of Korea". Constitutional Court of Korea. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-03-23. สืบค้นเมื่อ June 26, 2009.
  96. "Korea.net: The official website of the Republic of Korea – Religion". เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-03-06. สืบค้นเมื่อ 2019-12-15.
  97. "International Religious Freedom Report 2008 – Korea, Republic of". U.S. Department of State. Bureau of Democracy, Human Rights, and Labor. January 22, 2009. สืบค้นเมื่อ January 31, 2010.
  98. 98.0 98.1 Grayson, James Huntley (2002). Korea: A Religious History. Routledge. p. 195. ISBN 0-7007-1605-X.
  99. Religion in Korea, Asia Info Organization
  100. Colin Whittaker, Korea Miracle (book), Eastbourne, 1988, p. 63.
  101. 101.0 101.1 Agence France-Presse (January 31, 2009). "S. Korea president faces protests from Buddhists". The Straits Times. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2010-12-05. สืบค้นเมื่อ January 31, 2009.
  102. Kim, Andrew Eungi (2000). "Christianity, Shamanism, and Modernization in South Korea". CBS Interactive. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ June 28, 2012. สืบค้นเมื่อ February 13, 2009.
  103. Moll, Rob (March 1, 2009). "Missions Incredible". Christianity Today. Christianity Today International. สืบค้นเมื่อ February 17, 2009.
  104. "Buddhism in Korea". Korean Buddhism Magazine, Seoul. 1997. สืบค้นเมื่อ February 17, 2009.
  105. "International Religious Freedom Report 2008 – Korea, Republic of". United States Department of State. September 19, 2009. สืบค้นเมื่อ February 17, 2009.
  106. "BBC – Korean Zen Buddhism". Bbc.co.uk. October 2, 2002. สืบค้นเมื่อ April 25, 2010.
  107. "Islamic Korea - Pravda.Ru". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2009-02-06. สืบค้นเมื่อ 2012-12-28.
  108. Bae Ji-sook (2007-08-10). "Life is Very Hard for Korean Muslims". The Korea Times. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2019-10-22. สืบค้นเมื่อ 2019-12-15.
  109. "Islam takes root and blooms". Islamawareness.net. November 22, 2002. สืบค้นเมื่อ April 25, 2010.
  110. "Korea's Muslims Mark Ramadan". The Chosun Ilbo. Seoul. September 11, 2008. สืบค้นเมื่อ March 4, 2012.
  111. "Chinese, Second-most Popular Foreign Language at Schools in South Korea". www.china.org.cn.
  112. "education-blog.net". web.archive.org. 2019-03-22.
  113. "OECD Better Life Index". web.archive.org. 2016-05-31.
  114. "Save Our Schools Australia: South Korea's Education Success Has a Dark Side". web.archive.org. 2016-11-18.
  115. "The overeducated generation - University World News". web.archive.org. 2016-11-18.
  116. Ripley, Amanda (2011-09-25). "Teacher, Leave Those Kids Alone". Time (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0040-781X. สืบค้นเมื่อ 2021-09-15.
  117. "High performance, high pressure in South Korea's education system". ICEF Monitor - Market intelligence for international student recruitment (ภาษาอังกฤษ). 2014-01-23.
  118. "What are the top SKY universities and why does everyone want to get there?". world.uz (ภาษาอังกฤษ).
  119. says, Akbota Abdurakhman (2021-03-20). "KoreabyMe". KoreabyMe (ภาษาอังกฤษ).
  120. "Study in South Korea". Top Universities (ภาษาอังกฤษ).
  121. "Health at a Glance 2015: OECD Indicators | READ online". oecd-ilibrary.org.
  122. "Revealed: Countries With The Best Health Care Systems, 2021". CEOWORLD magazine (ภาษาอังกฤษ). 2021-04-27.
  123. Why South Korea has high suicide rates, สืบค้นเมื่อ 2021-09-15
  124. "GHO | By category | Suicide rate estimates, age-standardized - Estimates by country". WHO.
  125. "Korea's hidden problem: Suicidal defectors". BBC News (ภาษาอังกฤษ). 2015-11-05. สืบค้นเมื่อ 2021-09-15.
  126. "South Korea Population 2021 (Demographics, Maps, Graphs)". worldpopulationreview.com.
  127. Lee, Ji-Young. "5 answers to basic questions you might have about North and South Korea". Business Insider (ภาษาอังกฤษ).
  128. "South Korea's cultural spats with China are growing more intense". The Economist. 2021-06-03. ISSN 0013-0613. สืบค้นเมื่อ 2021-09-25.
  129. "South Korea accuses China of trying to steal its staple cuisine kimchi". Stuff (ภาษาอังกฤษ). 2020-11-30.
  130. "'Stealing our culture': South Koreans upset after China claims kimchi as its own". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2020-12-01.
  131. Service (KOCIS), Korean Culture and Information. "UNESCO Heritage in Korea : Korea.net : The official website of the Republic of Korea". www.korea.net.
  132. Centre, UNESCO World Heritage. "Republic of Korea". UNESCO World Heritage Centre (ภาษาอังกฤษ).
  133. "Ministry of Culture & Tourism Republic of Korea : MCT". web.archive.org. 2005-12-24.
  134. "Drinking Culture in Korea". 90 Day Korean® (ภาษาอังกฤษ). 2017-02-06.
  135. Gooch, Steve Chao,Liz. "The country with the world's worst drink problem". www.aljazeera.com (ภาษาอังกฤษ).
  136. xReasons (2019-05-27). "8 Reasons Why South Koreans Drink More than Anyone". Medium (ภาษาอังกฤษ).
  137. "South Koreans have drunk more frequently during the pandemic". The Drinks Business (ภาษาอังกฤษ). 2021-03-18.
  138. "Topic: Alcoholic beverages in South Korea". Statista (ภาษาอังกฤษ).
  139. "South Koreans drink twice as much liquor as Russians and more than four times as much as Americans – Quartz". web.archive.org. 2014-02-08.
  140. Service (KOCIS), Korean Culture and Information. "Traditional Arts : Korea.net : The official website of the Republic of Korea". www.korea.net.
  141. Planet, Lonely. "Arts in Seoul, South Korea". Lonely Planet (ภาษาอังกฤษ).
  142. "Modern Period of Korean Architecture". www.asianinfo.org.
  143. "Korean Contemporary Architecture". www.asianinfo.org.
  144. "Wayback Machine". web.archive.org. 2011-04-29.
  145. Service (KOCIS), Korean Culture and Information. "Hallyu (Korean Wave) : Korea.net : The official website of the Republic of Korea". www.korea.net.
  146. "PSY". Billboard.
  147. CNN, By Madison Park. "'Gangnam Style' dominates UK chart". CNN.
  148. Nast, Condé (2021-04-20). "Here's why K pop is breaking the internet, and the 16 best Korean pop bands you should know". Glamour UK (ภาษาอังกฤษ).
  149. "BTS: Who are they and how did they become so successful? - CBBC Newsround" (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-09-20.
  150. Nast, Condé (2020-05-14). "How Blackpink Became The Biggest K-Pop Girl Band On The Planet". British Vogue (ภาษาอังกฤษ).
  151. Bui, Hoai-Tran. "BIGBANG: The biggest boy band in the world you probably haven't heard of". USA TODAY (ภาษาอังกฤษ).
  152. "9 ways Girls' Generation redefined K-pop since 'Into The New World'". 9 ways Girls' Generation redefined K-pop since 'Into The New World' | Bandwagon | Music media championing and spotlighting music in Asia. (ภาษาอังกฤษ). 2020-08-05.
  153. "Super Junior Songs That Made Them The K-Pop Icons They Are Today". HELLOKPOP (ภาษาอังกฤษ). 2019-12-01.
  154. IWMBuzz, Author: (2021-05-25). "How GOT7 The Famous K-pop Band Was Formed: Know Here". IWMBuzz (ภาษาอังกฤษ).CS1 maint: extra punctuation (link)
  155. "KPop Groups - Most popular bands and artists of all time". 90 Day Korean® (ภาษาอังกฤษ). 2015-05-25.
  156. "วัฒนธรรมอาหารเกาหลี". jpjctn27. 2016-02-18.
  157. "ประวัติอาหารเกาหลี". Food. 2018-06-25.
  158. CNN, By Violet Kim. "Korean food: 40 best dishes we can't live without". CNN (ภาษาอังกฤษ).
  159. "Why do Koreans use metal chopsticks? | Garland Magazine". garlandmag.com (ภาษาอังกฤษ).
  160. "All About Korean Chopsticks". everythingchopsticks.com.
  161. "WTF World Taekwondo Federation". web.archive.org. 2010-01-21.
  162. "Wayback Machine". web.archive.org. 2011-07-19.
  163. Min-sik, Yoon (2013-10-25). "Baseball comes roaring back to Seoul". The Korea Herald (ภาษาอังกฤษ).
  164. "South Korea's World Cup dream is over, but the party goes on". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2002-06-26.
  165. "2002 Korea Japan FIFA Football World Cup History, Winners, Runners-Up". NDTVSports.com (ภาษาอังกฤษ).
  166. "KBO". eng.koreabaseball.com.
  167. "South Korea national baseball team". Academic Dictionaries and Encyclopedias (ภาษาอังกฤษ).
  168. "South Korea takes Olympics baseball gold". LA Times Blogs - Olympics Blog (ภาษาอังกฤษ). 2008-08-23.
  169. "ASIA LEAGUE ICE HOCKEY". www.alhockey.com.
  170. "Public Holidays : VisitKorea". english.visitkorea.or.kr.
  171. Service (KOCIS), Korean Culture and Information. "Festivals, Celebrations, and Holidays : Korea.net : The official website of the Republic of Korea". www.korea.net.
  172. "Korean New Year around the world in 2022". Office Holidays (ภาษาอังกฤษ).
  173. "March First Movement | Korean history". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  174. "Memorial Day in South Korea". www.timeanddate.com (ภาษาอังกฤษ).
  175. "Constitution Day in South Korea". www.timeanddate.com (ภาษาอังกฤษ).
  176. "Liberation Day - August 15". National Today (ภาษาอังกฤษ). 2021-08-15.

อ่านเพิ่มแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข