เปิดเมนูหลัก

จักรวรรดิญี่ปุ่น หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ มหาจักรวรรดิญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 大日本帝国 โรมาจิDai Nippon Teikoku)[1] เป็นจักรวรรดิที่อยู่ทางตะวันออกที่สุดและเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลก ในคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 สถาปนาขึ้นภายหลังจากการปฏิรูปเมจิ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2411 และสิ้นสุดลงเมื่อ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 ภายหลังจักรวรรดิญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง

มหาจักรวรรดิญี่ปุ่น
大日本帝国
ไดนิปปง เทโกะกุ
จักรวรรดิ
ค.ศ. 1868–1947
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญ
เพลงชาติ
คิมิงะโยะ
"ขอพระองค์จงครองราชย์ยาวนานตลอดไป"
อาณาเขตในปี พ.ศ. 2485
เมืองหลวง เกียวโต (2411–2412)
นครโตเกียว (2412–2486)
โตเกียว (2486–2490)
ภาษา ภาษาญี่ปุ่น
ศาสนา โดยนิตินัย: ไม่มี
โดยพฤตินัย: ศาสนาชินโต (รัฐชินโต)
รัฐบาล สมบูรณาญาสิทธิราชย์
โดยปราศจากรัฐธรรมนูญ
(2411-2433)
ภายใต้รัฐธรรมนูญ
(2433-2490)
จักรพรรดิ
 -  พ.ศ. 2411-2455 จักรพรรดิเมจิ
 -  พ.ศ. 2455-2469 จักรพรรดิไทโช
 -  พ.ศ. 2469-2532 จักรพรรดิโชวะ
นายกรัฐมนตรี
 -  พ.ศ. 2428-2431 ฮิโระบุมิ อิโต (คนแรก)
 -  พ.ศ. 2484-2488 ฮิเดะกิ โทโจ (สงครามโลก)
 -  พ.ศ. 2489–2490 ชิเงะรุ โยะชิดะ (สุดท้าย)
ประวัติศาสตร์
 -  การปฏิรูปเมจิ 3 มกราคม ค.ศ. 1868
 -  รัฐธรรมนูญฉบับแรก 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2433
 -  สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447
 -  สงครามแปซิฟิก พ.ศ. 2484-2488
 -  รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 3 พฤษภาคม 1947
พื้นที่
 -  พ.ศ. 2485 7,245,653 ตร.กม. (2,797,562 ตารางไมล์)
ประชากร
 -  พ.ศ. 2485 ประมาณการ 97,770,000 
     ความหนาแน่น 13.5 คน/ตร.กม.  (34.9 คน/ตารางไมล์)
สกุลเงิน เยน
เงินเยนทหารญี่ปุ่น
ก่อนหน้า
ถัดไป
รัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ
อาณาจักรรีวกีว
จักรวรรดิเกาหลี
สาธารณรัฐเอโซะ
สาธารณรัฐฟอร์โมซา
จักรวรรดิรัสเซีย
เยอรมันนิวกินี
บริติชฮ่องกง
อินโดจีนของฝรั่งเศส
เครือรัฐฟิลิปปินส์
บริติชมาลายา
บริติชบอร์เนียว
นิคมช่องแคบ
หมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์
พม่าของบริเตน
การยึดครองญี่ปุ่น
สหภาพโซเวียต
รัฐบาลกองทัพสหรัฐประจำเกาหลี
สาธารณรัฐจีน (2455-2492)
หมู่เกาะรีวกีวภายใต้การปกครองของสหรัฐ
เครือรัฐฟิลิปปินส์
หมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์
การปกครองพลเมืองเกาหลีของโซเวียต
ดินแดนหมู่เกาะแปซิฟิกในภาวะทรัสตี
บริติชฮ่องกง
อินโดจีนของฝรั่งเศส
การปกครองมลายาโดยทหารอังกฤษ
การปกครองบอร์เนียวโดยทหารอังกฤษ
พม่าของบริเตน

ในยุคนี้อุตสาหกรรมมากมายเกิดขึ้นในญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว รวมถึงแสนยานุภาพทางการทหาร ภายใต้หลักการ ฟุโกะกุ เคียวเฮ (ญี่ปุ่น: 富国強兵 โรมาจิประเทศมั่งคั่ง การทหารเข้มแข็ง) ซึ่งนำไปสู่การเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลก ท้ายสุดคือการเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่สอง และสามารถพิชิตภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ทั้งหมด นั่นเองทำให้ในปี พ.ศ. 2485 ถือเป็นจุดสูงสุดของจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่มีอาณาเขตไพศาลถึง 7,400,000 ตารางกิโลเมตร

ภายหลังความสำเร็จทางการทหารในสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สองและสงครามแปซิฟิก จักรวรรดิญี่ปุ่นเริ่มประสบกับความปราชัยในหลายๆสมรภูมิทางมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งการการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโระชิมะและนะงะซะกิ นั่นเองทำให้จักรวรรดิญี่ปุ่น ยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ในห้วงเวลาที่ฝ่ายสัมพันธมิตรนำโดยสหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมญี่ปุ่น มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนร่วม รัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของจักรวรรดิญี่ปุ่น

เนื้อหา

ศัพท์มูลวิทยาแก้ไข

แม้ว่าเรามักจะเรียกประเทศนี้ว่า จักรวรรดิญี่ปุ่น แต่เมื่อแปลความหมายตามตัวอักษรแล้ว จะแปลได้อย่างตรงตัวว่า "มหาจักรวรรดิญี่ปุ่น" (ไดนิปปง เทโกะกุ) โดยที่

  • ได (大) "มหา"
  • นิปปง (日本) "ญี่ปุ่น"
  • เทโกะกุ (帝国) "จักรวรรดิ"

นอกจากนี้เรายังเรียกจักรวรรดิญี่ปุ่นนี้ว่า จักรวรรดิแห่งพระอาทิตย์ ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปในตัวอักษรคันจิของคำว่า นิปปง จะพบว่า อักษร 日 นั้นหมายถึง "พระอาทิตย์" และอักษร 本 หมายถึง "ต้นกำเนิด" ดังนั้น ไดนิปปง เทโกะกุ จึงมีความหมายได้อีกอย่างว่า "มหาจักรวรรดิอันก่อกำเนิดจากพระอาทิตย์" บางครั้งสามารถเรียกว่า จักรวรรดิอาทิตย์อุทัย อีกด้วย

ประวัติแก้ไข

เบื้องหลังแก้ไข

บากูมัตสึแก้ไข

ดูบทความหลักที่: บากูมัตสึ
 
ผู้แทนจากรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะในการเข้าเจรจาติดต่อกับประเทศตะวันตก
 
กองเรือของพลเรือแมทธิว ซี. เพร์รีแห่งสหรัฐอเมริกา ทำการปิดอ่าวบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ

หลังจากญี่ปุ่นได้สิ้นสุดยุคสงครามกลางเมืองในยุคเซ็งโงกุ โทกูงาวะ อิเอยาซุ ได้ขึ้นมามีอำนาจและตั้งรัฐบาลเอโดะที่ปกครองโดยระบอบโชกุน (บากูฟุ) มีอภิสิทธิ์ให้ตระกูลโทกูงาวะผลัดขึ้นเป็นโชกุนต่อเนื่องกันหลายชั่วอายุคน โดยที่จักรพรรดิญี่ปุ่นทรงไม่มีพระราชอำนาจทางการเมือง รัฐบาลโชกุนโทกูงาวะได้ให้ประเทศญี่ปุ่นดำเนินนโยบายปิดประเทศหรือซาโกกุ, เป็นระยะเวลาเกือบ 200 หรือกว่าสองศตวรรษ ภายใต้ระบอบการปกครองของเหล่าโชกุน แห่งยุคเอะโดะ จนอำนาจรัฐบาลโชกุนมาถึงจุดสิ้นสุดเมื่อญี่ปุ่นโดนเรือรบอเมริกานำโดยพลเรือแมทธิว ซี. เพร์รี ยกกองเรือมาปิดปากอ่าวบังคับให้ทำสนธิสัญญายอมเปิดประเทศ รัฐบาลโชกุนของญี่ปุ่นถูกบังคับให้เปิดประเทศเพื่อการค้าโดยการทำสนธิสัญญาคานางาวะ ในปี ค.ศ. 1854 ทำให้รัฐบาลโทกูงาวะเริ่มเสื่อมอำนาจลง ดังนั้นจึงเริ่มเรียกระยะเวลาในช่วงนี้ว่าบากูมัตสึ

ในปีต่อ ๆ มามีการค้าและการติดต่อกับต่างประเทศเพิ่มขึ้น ได้มีการทำสนธิสัญญาการค้าระหว่าง รัฐบาลโชกุนโทกูงาวะและเหล่าประเทศตะวันตกจากยุโรป ส่วนใหญ่เนื่องจากเงื่อนไขที่น่าอับอายของสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ ทำให้ชาวญี่ปุ่นเริ่มเกิดกระแสต่อต้านชาวต่างชาติและฟื้นฟูระบอบจักรพรรดิ รัฐบาลโชกุนที่เอะโดะในไม่ช้าก็เผชิญหน้ากับความเป็นปรปักษ์ภายในซึ่งปรากฏเป็นขบวนการความเคลื่อนไหวความเกลียดกลัวต่างชาติอย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่า ซนโนโจอิ (แปลว่า "ฟื้นฟูพระราชอำนาจจักรพรรดิ ขับไล่ชาวต่างชาติ (ตะวันตก)").[2]

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1863 จักรพรรดิญี่ปุ่นทรงออก "พระราชโองการขับไล่คนป่าเถื่อน" แม้ว่าโชกุนจะไม่มีความตั้งใจที่จะบังคับใช้ระเบียบ แต่ก็เป็นแรงบันดาลใจในการโจมตีรัฐบาลโชกุนเองและชาวต่างชาติในญี่ปุ่น เหตุการณ์นามามูกิ ในช่วงปี ค.ศ. 1862 นำไปสู่การฆาตกรรมของชาวอังกฤษ ชาร์ล เลนน็อกซ์ ริชาร์ดสัน โดยกลุ่มซามูไรจากแคว้นซัตสึมะ อังกฤษเรียกร้องค่าชดเชย แต่ถูกปฏิเสธ ในขณะที่พยายามที่จะจ่ายเงินที่แน่นอนกองทัพเรือราชนาวีอังกฤษก็ถูกยิงจากชายฝั่งใกล้เมืองคาโงชิมะ อังกฤษจึงตอบโต้ด้วย ใช้เรือปืนใหญ่ทำการระดมยิงที่ท่าเรือคาโงชิมะ ในปี ค.ศ. 1863 รัฐบาลโทกูงาวะตกลงที่จะจ่ายค่าชดเชยสำหรับการเสียชีวิตของริชาร์ดสัน[3] อย่างไรก็ตามชาวญี่ปุ่นยังเกิดกระแสต่อต้านชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ได้มีการยิงเรืของชาวต่างชาติที่ท่าเรือชิโมโนเซกิและการโจมตีต่อทรัพย์สินของชาวต่างชาติ กลุ่มประเทศตะวันตกจึงได้รวมเป็นพันธมิตรตอบโต้ญี่ปุ่นกลับนำไปสู่การระดมยิงเมืองชิโมโนเซกิ โดยกองทัพพันธมิตรตะวันตกในปี ค.ศ. 1864.[4] แคว้นโชชู ยังเริ่มทำการรัฐประหารที่ล้มเหลวที่เรียกว่า เหตุการณ์คินม่อน พันธมิตรซัตโช หรือ พันธมิตรแคว้นซัตสึมะแคว้นโชชู ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1866 เพื่อรวมความพยายามในการโค่นล้มรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ และถวายพระราชอำนาจคืนแก่องค์สมเด็จพระจักรพรรดิ ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1867 จักรพรรดิโคเมเสด็จสวรรคตและถูกแทนที่โดยพระโอรสของพระองค์ เจ้าชายมัตสึฮิโตะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิเมจิ

ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1867 รัฐบาลโชกุนมิอาจทนต่อแรงกดดันของชาวญี่ปุ่นได้ โชกุนคนสุดท้าย โทกูงาวะ โยชิโนบุตัดสินยอมวางมือทางการเมืองโดยการประนีประนอม ลาออกจากตำแหน่งและถวายคืนอำนาจบางส่วนของเขาไปยังพระจักรพรรดิเมจิ อีกทั้งยังตกลงที่จะ "เป็นเครื่องมือสำหรับการดำเนินการ" ตามคำสั่งของจักรพรรดิ[5] รัฐบาลโชกุนโทกูงาวะจึงยอมผ่อนปรนอำนาจในระดับหนึ่ง[6][7] อย่างไรก็ตามในขณะที่การลาออกของโชกุนโยชิโนบุได้สร้างโมฆะเล็กน้อยในระดับสูงสุดของรัฐบาลเครื่องมือของรัฐยังคงอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลโชกุนโดยเฉพาะตระกูลโทกูงาวะยังคงเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบการเมืองและยังคงมีอำนาจบริหารมากมาย[8] พันธมิตรซัตสึมะ-โชชูเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในการประนีประนอมและเห็นว่าควรตัดอภิสิทธิ์เหล่าตระกูลโทกูงาวะให้หมดไป[9]

ในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1868 กองทัพพันธมิตรซัตสึมะ-โชชูได้บุกยึดพระราชวังหลวงเกียวโตในกรุงเกียวโต, และในวันถัดมาจักรพรรดิเมจิผู้ทรงพระเยาว์ในวัย 15 ชันษา พระองค์ได้ประกาศการฟื้นฟูพระราชอำนาจของพระองค์เองเพื่อให้ระบอบจักรพรรดิกลับมามีอำนาจเต็ม แม้ว่าสภาที่ปรึกษาของจักรพรรดิส่วนใหญ่มีความสุขกับการประกาศอย่างเป็นทางการของการปกครองโดยตรงโดยราชสำนักและมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับโชกุนโทกูงาวะ ไซโง ทากาโมริ ผู้เลื่อมใสในระบอบจักรพรรดิได้ขู่ว่าการชุมนุมในการยกเลิกตำแหน่ง โชกุน' และสั่งให้ริบที่ดินของโชกุนโยชิโนบุ[10]

ในวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1868 โชกุนโยชิโนบุประกาศว่า "เขาจะไม่ถูกผูกมัดโดยคำแถลงเกี่ยวกับการฟื้นฟูพระราชอำนาจและเรียกร้องต่อราชสำนักให้ยกเลิกการกระทำดังกล่าว"[11] เมื่อวันที่ 24 มกราคม โชกุนโยชิโนบุได้รวบรวมผู้จงรักภักดีต่อระบอบโชกุนตัดสินใจเตรียมโจมตีกรุงเกียวโต เพื่อปราบปรามผู้คิดฟื้นฟูระบอบจักรพรรดิซึ่งครอบครองโดยกองกำลังพันธมิตรซัตสึมะและโชชู การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับการกระตุ้นเตือนจากการเรียนรู้ของเขาเกี่ยวกับการลอบวางเพลิงการโจมตีในเอโดะ เริ่มต้นจากการเผาไหม้ของปราสาทเอโดะซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหลักของโชกุนโทกูงาวะ

สงครามโบชินแก้ไข

ดูบทความหลักที่: สงครามโบชิน
 
การรบทางทะเลที่ฮาโกดาเตะระหว่างฝ่ายจักพรรดิกับฝ่ายโชกุน
 
ซามูไรของแคว้นซัตสึมะ ฝ่ายนิยมจักรพรรดิในระหว่างสงครามโบชิน

(ญี่ปุ่น: สงครามโบชิน โรมาจิ戊辰戦争 ทับศัพท์โบชินเซ็นโซ) ได้เริ่มต่อสู้ระหว่างเดือนมกราคม ค.ศ. 1868 และพฤษภาคม ค.ศ. 1869 การเป็นพันธมิตรของซามูไรจากทางใต้และทางตะวันตกและตอนนี้ขุนนางของราชสำนักได้ประกันความร่วมมือของจักรพรรดิเมจิที่ยังทรงเยาว์วัยที่ทรงสั่งให้ยกเลิกและล้มล้างระบอบโชกุนโทกูงาวะที่ปกครองญี่ปุ่นมาเกือบ 200 ปี

โชกุนโทกูงาวะ โยชิโนบุได้เริ่มเปิดฉากการโจมตีทางทหารเพื่อยึดราชสำนักของสมเด็จพระจักรพรรดิที่กรุงเกียวโต อย่างไรก็ตามความได้เปรียบและกระแสความนิยมจากชาวญี่ปุ่นก็หันไปหากลุ่มจักรพรรดิที่มีขนาดเล็กกว่าแต่ค่อนข้างทันสมัย และเต็มไปด้วยกลุ่ม ไดเมียว ที่แปรพักตร์ไปเข้าข้างฝ่ายฟื้นฟูพระราชอำนาจจักรพรรดิ ในยุทธการโทบะ–ฟูชิมิเป็นชัยชนะที่เด็ดขาดของฝ่ายนิยมจักรพรรดิที่ประกอบไปด้วยกำลังผสมจากแคว้นโชชู แคว้นซัตสึมะและแคว้นโทซะ ที่เอาชนะกองทัพของผู้นิยมระบอบโชกุนโทกูงาวะลงได้[12] การต่อสู้แบบต่อเนื่องถูกต่อสู้ระหว่างฝ่ายจักรพรรดิและฝ่ายโชกุน; จนในที่สุดกองทัพฝ่ายโชกุนที่ยังหลงเหลืออยู่ได้ยอมจำนนต่อกองกำลังของสมเด็จพระจักรพรรดิและหลังจากนั้นโชกุนโยชิโนะบุก็ขอยอมจำนนโดยการส่วนตัว เขาถูกปลดออกจากอำนาจทั้งหมดโดยสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิและขณะเดียวกันชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้ให้การยอมรับการปกครองของจักรพรรดิเท่ากับการฟื้นฟูระบอบจักรพรรดิได้สมบูรณ์แล้ว

รัชกาลเมจิ (ค.ศ. 1868–1912)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: ยุคเมจิ และ การฟื้นฟูเมจิ

การฟื้นฟูเมจิ (การฟื้นฟูพระราชอำนาจ)แก้ไข

 
จักรพรรดิเมจิ, จักรพรรดิญี่ปุ่น (รัชกาลที่ 122) ทรงฉลองพระองค์เยี่ยงอย่างพระมหากษัตริย์ยุโรปตะวันตก สะท้อนถึงการพัฒนาประเทศตามแบบตะวันตกในยุคสมัยเมจิ
 
สมาชิกทูตที่สำคัญในคณะทูตอิวาคูระ มีส่วนร่วมสำคัญในการพัฒนาประเทศญี่ปุ่น จากซ้ายไปขวา: คิโดะ ทากาโยชิ, ยามากูชิ มาซูกะ, อิวาคูระ โทโมะมิ, อิโต ฮิโรบูมิ, โอกูโบะ โทชิมิจิ

หลังสิ้นสุดสงครามโบชิน กลุ่มพันธมิตรที่นิยมระบอบจักรพรรดิ แคว้นโชชูและแคว้นซัตสึมะผนึกกำลังกันล้มล้างระบอบโชกุนแห่งรัฐบาลเอโดะและระบบซามูไรลง เป็นการสิ้นสุดระบอบโชกุนในที่สุด ขณะเดียวกันได้มีการฟื้นฟูอำนาจของสถาบันกษัตริย์ (Taisei Hōkan) หรือการถวายพระราชอำนาจคืนแก่พระจักรพรรดิ จักรพรรดิเมจิได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากเกียวโตไปยังเอโดะแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียว

บทบัญญัติสัตยาธิษฐาน ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชนในการครองราชย์ของจักรพรรดิเมจิแห่งญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1868 คำสาบานได้ระบุจุดมุ่งหมายหลักและแนวทางการปฏิบัติที่จะต้องปฏิบัติตามในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิเมจิซึ่งเป็นเวทีทางกฎหมายเพื่อการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยแบบชาติตะวันตกของญี่ปุ่น[13]

รัฐบาลใหม่ได้ยกเลิกระบอบศักดินาสวามิภักดิ์และมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ในกรุงโตเกียว มีการสถาปนาสภานิติบัญญัติในสมเด็จพระจักรพรรดิขึ้นมาตามแบบอย่างของรัฐสภาอังกฤษ อันประกอบด้วยสภาขุนนาง (สภาสูง) และสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยได้ เนื่องจากอำนาจและอิทธิพลทางการเมืองส่วนใหญ่อยู่ที่เหล่าขุนนางในสภาสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะเก็นโรเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลที่สุดในระบบการเมือง

การพัฒนาชาติแบบตะวันตกแก้ไข

 
ฟุคุซาวะ ยูคิจิ หนึ่งในนักปราชญ์และนักเขียนของญี่ปุ่น ผู้สนับสนุนให้ญี่ปุ่นพัฒนาชาติแบบยุโรป

ญี่ปุ่นได้เริ่มส่งบุคคลากรไปเรียนรู้ศึกษาดูงานชาติตะวันตก โดยแต่งตั้งคณะทูตอิวาคูระในปี ค.ศ. 1871 คณะทูตดังกล่าวมีหน้าที่ภารกิจเดินทางไปทั่วโลกเพื่อเจรจาแก้ไขยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียมกัน กับประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปที่ญี่ปุ่นเคยถูกบังคับให้ทำในช่วงรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะและเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจและสังคมตะวันตกเพื่อนำกลับมาพัฒนาประเทศญี่ปุ่น

นักเขียนที่มีชื่อเสียงหลายคนภายใต้การคุกคามอย่างต่อเนื่องของการลอบสังหารจากศัตรูทางการเมืองของพวกเขา ได้มีอิทธิพลในการชนะการสนับสนุนให้ญี่ปุ่นพัฒนาเดินตามแบบตะวันตก นักเขียนหนึ่งคนคือ ฟุคุซาวะ ยูคิจิ ซึ่งมีผลงานรวมถึง "เงื่อนไขในตะวันตก" "ดัตสึอะรน" และ "โครงร่างของทฤษฎีอารยธรรม" ซึ่งมีรายละเอียดของสังคมตะวันตกและปรัชญาของเขาเอง ในช่วงเวลาการฟื้นฟูเมจิ อำนาจทางทหารและเศรษฐกิจได้รับการเน้นย้ำ ความแข็งแกร่งทางทหารกลายเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศและความมั่นคง จักรวรรดิญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่ไม่ใช่ตะวันตกเพียงมหาอำนาจของโลกและเป็นกำลังสำคัญในเอเชียตะวันออกในเวลาประมาณ 25 ปีอันเป็นผลมาจากอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจ

ความเป็นตะวันตกแบบฉับพลันเมื่อมีการนำมาใช้จะเปลี่ยนไปเกือบทุกด้านของสังคมญี่ปุ่นตั้งแต่ การทหาร, อาวุธ, ศิลปะ, การศึกษา, มารยาท, แฟชั่น, สุขภาพ, ความยุติธรรม, การเมือง, ภาษา ฯลฯ รัฐบาลญี่ปุ่นส่งนักเรียนไปยังประเทศตะวันตกเพื่อสังเกตและเรียนรู้การปฏิบัติของพวกเขาและจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศ" ในหลายสาขาเพื่อมาญี่ปุ่นเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน ตัวอย่างเช่นระบบการพิจารณาคดีและรัฐธรรมนูญมีการจำลองในส่วนของปรัสเซียเป็นส่วนใหญ่

การปฏิรูปการเมืองแก้ไข

ดูบทความหลักที่: รัฐธรรมนูญเมจิ
 
จักรพรรดิเมจิทรงเปิดการประชุมสภาแบบตะวันตก

แนวคิดของรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นเป็นหัวข้อถกเถียงกันอย่างรุนแรงทั้งภายในและภายนอกรัฐบาลตั้งแต่เริ่มต้นรัฐบาลเมจิ การร่างรัฐธรรมนูญสมัยเมจินั้นไม่ได้เป็นการเรียกร้องจากเบื้องต่ำหรือชนชั้นสามัญขึ้นมา แต่เป็นการเรียกร้องของหมู่ปัญญาชน ซึ่งจัดเป็นชนชั้นสูงในสังคมญี่ปุ่น ขณะเดียวกันเจตจำนงของการฟื้นฟูพระราชอำนาจสมัยเมจิตือ การสร้างอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชขององค์จักรพรรดิขึ้นมาปกครองประเทศ แนวความคิดของอำนาจอธิปไตยของปวงชนแบบระบอบตะวันตกจึงดูขัดกันกับอำนาจอธิปไตยขององค์จักรพรรดิแบบญี่ปุ่น

รัฐธรรมนูญได้ถูกยอมรับความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงและความทันสมัยหลังจากยกเลิกตำแหน่งระบบโชกุนแล้ว:

พวกเรา,ผู้สืบทอดบัลลังก์ที่เจริญรุ่งเรืองจากบรรพชนรุ่นก่อนของเรา, ทำการอย่างนอบน้อมและสาบานกับผู้ก่อตั้งจักรวรรดิของบ้านเกิดของเราและแก่บรรพบุรุษของเราคนอื่น ๆ, ในการดำเนินนโยบายที่ยิ่งใหญ่นั้นครอบคลุมทั้งสวรรค์และโลก, เราจะยังคงรักษาและทะนุบำรุงรัฐบาลในรูปแบบโบราณ... ในการพิจารณาแนวโน้มความก้าวหน้าของการดำเนินการของมนุษย์และควบคู่ไปกับความก้าวหน้าของอารยธรรม, เราเห็นว่าสมควรเพื่อให้ความกระจ่างและชัดเจนต่อคำแนะนำที่ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิของบ้านเกิดของเราและผู้ก่อตั้งบรรพบุรุษคนอื่นของเรากำหนดไว้เพื่อสร้างกฎหมายพื้นฐาน...

 
เจ้าชายยามางาตะ อาริโตโมะ, ทรงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสองสมัย พระองค์เป็นหนึ่งในผู้ออกแบบพัฒนาหลักของฐานทัพทหารและการเมืองของญี่ปุ่นยุคแรก

จักรวรรดิแบบตะวันตกได้ถูกก่อตั้งขึ้น, ใช้ชื่อว่า จักรวรรดิญี่ปุ่น โดยนิตินัย, หลังการลงพระปรมาภิไธยบังคับใช้ รัฐธรรมนูญแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น รัฐธรรมนูญดำเนินโครงสร้างทางการเมืองของจักรวรรดิอย่างเป็นทางการและให้อำนาจและหน้าที่ความรับผิดชอบมากมายแก่องค์จักรพรรดิ

มาตรา 4. ถือว่าจักรพรรดิทรงเป็นประมุขของประเทศ ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจและที่เคารพสักการะ ทรงมีความศักดิ์สิทธิ์ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้
มาตรา 6. จักรพรรดิทรงมีสิทธิ์ยับยั้งกฎหมายใดๆที่สภาล่างเสนอมาได้ ทรงสามารถแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีและทรงยุบสภาเมื่อใดก็ได้ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี
มาตรา 11. จักรพรรดิทรงใช้อำนาจสูงสุดทั้งการปกครองและการทหารผ่านคณะรัฐมนตรี ทรงเป็นจอมทัพกองทัพบกและกองทัพเรือ[14]
 
Count Kentaro Kaneko, a diplomat in Meiji period Japan, renowned for his work on the Meiji Constitution

ในปี ค.ศ. 1890, สภาไดเอท ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองต่อรัฐธรรมนูญเมจิ สภาประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎรและสภาขุนนางญี่ปุ่น ทั้งสองสภาเปิดที่นั่งสำหรับชาวอาณานิคมเช่นเดียวกับชาวญี่ปุ่น สภาไดเอทของจักรพรรดิยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่ง ค.ศ. 1947

พัฒนาการด้านเศรษฐกิจแก้ไข

 
นิทรรศการอุตสาหกรรมโตเกียว ปี ค.ศ. 1907
 
สภาพเมืองยามางาตะ ปี ค.ศ. 1881

ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นตกลงใจและตัดสินใจที่จะสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่ตามแบบตะวันตก รัฐบาลเมจิได้มีนโยบายเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมทันที เพราะเห็นว่าประเทศตะวันตกนั้นร่ำรวยมั่งคั่งจนเป็นจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจอันเป็นเครื่องเกื้อกูลต่อการพัฒนาทางการทหาร ซึ่งญี่ปุ่นปรารถนาจะมีสถานะแบบเดียวกัน สิ่งนี้จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นได้ผิดแผกแตกต่างจากเพื่อนบ้านชาวเอเชียอื่นๆที่ยังคงพัฒนาการเกษตรให้ทันสมัยก่อนที่จะก้าวไปสู่ขั้นของการอุตสาหกรรม และความแตกต่างนี่จึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจไปก่อนประเทศเพื่อนบ้านอย่างรวดเร็วมาก

รัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักเสมอว่าหากตนต้องการความเสมอภาคกับตะวันตก ก็จะได้มาด้วยความเข้มแข็งทางการทหารและมั่งคงทางเศรษฐกิจ มีวิทยาการทางเทคโนโลยีจากตะวันตก ซึ่งญี่ปุ่นจะต้องทำได้ด้วยตนเอง กลุ่มผู้นำรัฐบาลเมจิจึงสนับสนุนและช่วยเหลือทุกวิถีทางต่อการลงทุนของเอกชนทั้งทางอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมเบา การธนาคารและธุรกิจการค้าต่างๆ ในยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสากรรมนั้น ญี่ปุ่นเริ่มอุตสาหกรรมการต่อเรือเพื่อออกเดินเรือค้าขายแข่งขันกับต่างประเทศและเสริมกำลังกองทัพเรือควบคู้ไปด้วย บริเวณที่มีกองเรือคับคั่งอยู่ที่บริเวณ โยโกสุงะ มิโตะ ฮิเซนและซัทสึมะ ปรากฏว่าญี่ปุ่นสามารถต่อเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ชื่อ กันรินมารุ บรรทุกทหารและคณะทูตข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังสหรัฐอเมริกาได้ นอกจากนั้นก็มีโรงงานสรรพาวุธที่ผลิตปืน กระสุน และดินปืนได้เอง โดยไม่ยอมใช้ผู้ช่วยเหลือชาวต่างชาติเลย ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศ

ในด้านการพัฒนาทางคมนาคมนั้น ญี่ปุ่นสามารถทำได้สำเร็จในทศวรรษ 1870 มีการเปิดทำการเกี่ยวกับโทรเลขขึ้นปี ค.ศ 1869 ได้เป็นครั้งแรกโดยติดต่อกันระหว่างโตเกียวกับโยโกฮามะ เริ่มการไปรษณีย์ในปี ค.ศ. 1871 ก่อตั้งบริษัทเดินเรือทะเลและเปิดทางรถไฟสายแรกระหว่างโตเกียวและโยโกฮามะในปี ค.ศ. 1872 หลังจากนั้นก็ขยายกิจการคมนาคมติดต่อไปทั้งหมู่เกาะญี่ปุ่นในระยะเวลาอันสั้น ความก้าวหน้าทางการรถไฟนั้นมีมากจนกลายเป็นธุรกิจทั้งของรัฐและเอกชน สำหรับการเดินเรือข้ามมหาสมุทรนั้น ญี่ปุ่นก็แข่งขันกับชาวต่างชาติจนต้องถอนตัวออกไปจากญี่ปุ่นในที่สุด สำหรับเส้นทางสายตะวันออกไกลการเดินเรือทะเลเป็นกิจกรรมที่เฟื่องฟูมากในทศวรรษ 1890 กล่าวกันว่าก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นสามารถมีระวางเรือหนัก 6,000,000 ตัน ซึ่งจัดอยู่ในอันดับสามของโลก

นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังสามารถสร้าง "รถไฟฟ้า" ขึ้นแทนรถลาก รถม้าและเกวียนใช้เดินทางไปสะดวกรวดเร็วในประเทศในปี ค.ศ. 1896 และในปี ค.ศ. 1920 ก็มีการใช้รถยนต์กันทั่วไป ในปี ค.ศ. 1910 ก็มีเครื่องบินลำแรกของตนที่ผลิตเอง ได้มีบริษัทการบินขึ้นพัฒนาการคมนาคมทางอากาศในปี ค.ศ. 1928 สำหรับโทรศัพท์นั้นมีใช้ในปี ค.ศ. 1889 ซึ่งนับว่าต้นศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นมีความเจริญก้าวหน้าทันสมัยในการคมนาคมทุกๆด้าน คือทั้งทางบก ทางเรือและอากาศ

 
มารูโนอูจิ สำนักงานใหญ่ของบริษัทมิตซูบิชิ หนึ่งในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไซบัตสึ ก่อนปี ค.ศ. 1923

ด้านอุตสาหกรรมเบาพวกเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อลดการเสียเปรียบดุลย์การค้ากับต่างประเทศ จึงมีการสนับสนุนการผลิตขึ้นใช้ในประเทศ ทั้งยังส่งออกแข่งขันกับต่างประเทศด้วย ที่สำคัญได้แก่การให้การสนับสนุนต่อนายทุนในธุรกิจสิ่งทอทั้งด้านวิชาการและการเงิน โดยให้ซื้อเครื่องจักรและโรงงานต่อจากรัฐบาลในลักษณะเงินผ่อนที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ทำให้ธุรกิจสิ่งทอเจริญก้าวหน้ารวดเร็วจนเป็นอุตสาหกรรมที่ล้ำหน้าที่สุด ทั้งการีวมกลุ่มกันของนายทุนธุรกิจสิ่งทอก็ยิ่งทำให้มีฐานะเศรษฐกิจที่มั่นคงและสามารถควบคุมความได้เปรียบในตลาดการค้าต่างประเทศได้ด้วย จนญี่ปุ่นเริ่มมีดุลย์การค้าได้เปรียบชาวต่างชาติในปี ค.ศ. 1880 เป็นต้นมาทำให้ญี่ปุ่นค่อยๆเข้าควบคุมตลาดในเอเชียมากสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมสิ่งทอ

รัฐบาลสามารถพัฒนาสังคมธุรกิจการค้าได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็นของรัฐบาลและเอกชน ผู้นำรัฐบาลเองยังกล้าที่จะริเริ่มงานสำคัญในการลงทุนใหม่ๆ เพราะต่างก็มีความเป็นชาตินิยมและความทะเยอทะยานส่วนตัว พวกผพ่อค้าที่ร่ำรวยจากการค้าขายสมัยโทกูงาวะได้เปลี่ยนท่าทีขยายการลงทุนในกิจการอื่นๆ ได้มีการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกลุ่ม บริษัทนายทุนยักษ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียง มีการรวมตัวเป็นกลุ่มทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ กลุ่มไซบัตสึ (เช่น: มิตซุย, มิตซูบิชิ, ฮิตาชิ, โตชิบาและโตโยต้า) พวกไซบัตสึล้วนเป็นพ่อค้าที่เป็นมหาเศรษฐีและเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจ บางตระกูลได้ติดต่อทำธุรกิจให้แก่ภาครัฐบาลทางด้านการธนาคาร รับซื้อและขายทางธุรกิจอุตสาหกรรมของรัฐบาล รวมถึงการจัดซื้อหรือผลิตอาวุธให้รัฐบาล บางกลุ่มยังได้รับการอนุเคราะห์ทางด้านสินเชื่อจากรัฐบาลโดยตรงอีกด้วย นอกจากนี้กลุ่มบริษัทไซบัตสึยังเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการสนับสนุนให้ญี่ปุ่นทำสงครามขยายดินแดนล่าอาณานิคมเพื่อที่จะได้แหล่งระบายสินค้าและแหล่งวัตถุดิบเพิ่มขึ้น

พัฒนาการด้านการทหารแก้ไข

 
เครื่องแบบทหารสมัยใหม่ของกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่น
 
กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นแบบสมัยใหม่ตามแบบตะวันตก

จากปี 1867 ญี่ปุ่นได้มีนโยบายให้กองทัพทหารต่างๆ ของญี่ปุ่นช่วยเหลือกองทัพญี่ปุ่นปฏิรูประบบให้ทันสมัย ภารกิจทางไปศึกษาดูงานด้านการทหารในต่างประเทศครั้งแรกในญี่ปุ่นจัดขึ้นที่ฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1867

ในปี ค.ศ. 1871 นักการเมืองชื่อดังอิวาคูระ โทโมะมิและโอกูโบะ โทชิมิจิ นำองค์กรของกองทัพแห่งชาติที่ประกอบไปด้วยซามูไรที่แข็งแกร่ง 10,000 คน เริ่มฝึกและเรียนรู้ระบบการทหารแบบตะวันตก โอกูโบะยังเป็นซามูไรแห่งแคว้นซัตสึมะและเขาเป็นหนึ่งใน สามขุนนางผู้ยิ่งใหญ่แห่งการฟื้นฟูและเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งหลักของญี่ปุ่นสมัยใหม่[15] ในปี ค.ศ. 1873, รัฐบาลของจักรวรรดิเสนอถึงการแต่งตั้งตำแหน่งราชการใหม่หรือ รัฐมนตรีว่าการสงคราม โดยมีเจ้าชายยามางาตะ อาริโตโมะทรงเป็นผู้บุกเบิกเพื่อจัดทัพกองทัพญี่ปุ่น ดังนั้นยามางาตะจึงโน้มน้าวรัฐบาลและตรากฎหมายการเกณฑ์ทหารในปี 1873 ซึ่งจัดตั้งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นขึ้นใหม่ กฎหมายจัดตั้งการรับราชการทหารสำหรับผู้ชายทุกชนชั้นเป็นระยะเวลา 3 ปีและเพิ่มอีก 4 ปีในสถานะกำลังสำรอง ยามางาตะได้ปรับปรุงและสร้างแบบจำลองใหม่โดยยึดตามแบบจากกองทัพปรัสเซีย เจ้าชายยามางาตะยังทรงเป็นจอมพลในกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นและทรงดำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นถึงสองสมัย ทรงเป็นหนึ่งในสถาปนิกหลักของฐานทัพทหารและการเมืองของญี่ปุ่นยุคแรกและถือได้ว่าทรงเป็น "พระบิดาแห่งกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่น" และลัทธิทหารนิยมญี่ปุ่น[16][17]

ด้านกองทัพเรือ กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1869 ในช่วงทศวรรษที่ 1870 และ 1880 กองทัพเรือญี่ปุ่นยังคงเป็นกองกำลังป้องกันชายฝั่งทะเลแม้ว่ารัฐบาลเมจิจะยังคงปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ ในปี ค.ศ. 1870 ขณะที่ญี่ปุ่นยึดถือแบบอย่างกองทัพบกตามแบบกองทัพปรัสเซีย ส่วนกองทัพเรือญี่ปุ่นเลือกที่จะยึดแบบอย่างตามกองทัพเรืออังกฤษ ได้มีการออกพระราชกฤษฎีการะบุว่ากองทัพเรืออังกฤษควรเป็นแบบอย่างในการพัฒนาและภารกิจเรืออังกฤษครั้งที่สองไปญี่ปุ่น, ภารกิจดักลาส (1873-79) มีที่ปรึกษาจากอังกฤษคือ อาร์ชิบัลด์ ลูเซียสดักลาสช่วยวางรากฐานการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทหารเรือและการศึกษาแก่กองทัพเรือญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก โดยมีโทโง เฮฮาจิโร ผู้ได้รับการศึกษาจากกองทัพเรือราชนาวีอังกฤษเป็นผู้บุกเบิกกิจการกองทัพเรือแห่งจักรวรรดิ ซึ่งโทโงถือเป็น "บิดาแห่งกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น" ในเวลาต่อมา

การล่าอาณานิคมและการแผ่ขยายอิทธิพลของญี่ปุ่นแก้ไข

เค้าโครงนโยบายล่าอาณานิคมของญี่ปุ่นแก้ไข

 
*จักรวรรดิญี่ปุ่น (เกาะญี่ปุ่น)      (สีเขียวเข้ม)
ดินแดนที่ญี่ปุ่นต้องการมาเป็นอาณานิคมในช่วงแรกประกอบไปด้วย:
*เกาหลี (ราชวงศ์โชซ็อน      (สีเขียวอ่อน)
*เกาะไต้หวัน      (สีเหลือง)
*ครึ่งใต้ของเกาะซาฮาลิน      (สีฟ้า)

งานของเราก็คือ การทำสงครามเพื่อความถูกต้องและจรรโลงสิ่งที่ดีเพื่อว่าจะได้ไม่มีใครเกิดเสียใจอย่างสุดซึ้ง ในเมื่อญี่ปุ่นได้สามารถดำรงตำแหน่งฐานะที่สมควรแก่ความสามารถของตน ท่ามกลางประชาชาติทั้งหลายแห่งโลกเรานี้

อิโต ฮิโรบูมิ[18]

สถาบันทหารของญี่ปุ่นในยุคเร่งสร้างชาติมีฐานอำนาจสูงมากในระบบการเมืองของประเทศ เป็นอิสระทั้งจากรัฐบาลและรัฐสภา แต่ขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิ์เท่านั้น นับเป็นรูปแบบของพัฒนาการทหารของญี่ปุ่นสมัยเมจิ ญี่ปุ่นได้ถือว่าการกระทำของชาติตะวันตกเป็นบรรทัดฐานของการดำเนินการพัฒนาประเทศ การที่ประเทศตะวันตกถือนโยบายจักรวรรดินิยมโดยการล่าอาณานิคมเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นสากลจึงทำให้ญี่ปุ่นเชื่อในความชอบธรรมของตนที่จะดำเนินการขยายอำนาจพร้อมที่จะรุกรานประเทศอื่น

สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่งแก้ไข

 
กองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นขับไล่กองทัพราชวงศ์ชิงจากดินแดนเกาหลี
 
กองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดป้อมของราชวงศ์ชิงที่เหลียวตง

สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง เป็นแผนการความประสงค์ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นต้องการแผ่ขยายอำนาจออกไปนอกประเทศ โดยต้องการเข้าควบคุมและมีอิทธิพลเหนือเกาหลีของราชวงศ์โชซ็อน ความขัดแย้งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1894 และ 1895 เกาหลีซึ่งได้เคยเป็นรัฐบรรณาการของจีน (ราชวงศ์ชิง)อย่างยาวนานทำให้จีนมีอิทธิพลอย่างมากต่อขุนนางราชสำนักที่เกาหลีฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีส่วนรายล้อมใกล้ชิดราชวงศ์ของโชซ็อน ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1876 หลังจากเกาหลีดำเนินการผิดประเทศโดดเดี่ยวก็ได้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก โดยญี่ปุ่นได้ออกสนธิสัญญาญี่ปุ่น-เกาหลี ค.ศ. 1876 บังคับให้เกาหลีเปิดการค้าขายกับญี่ปุ่น การกระทำดังกล่าวขัดขวางอำนาจอื่นใดจากการครอบครองเกาหลีโดยตัดสินใจยุติอิทธิพลของจีนต่ออธิปไตยของเกาหลีที่มียาวนานหลายศตวรรษ

ในวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1894 เกาหลีขอความช่วยเหลือจากราชวงศ์ชิงในการปราบปรามการกบฏตงฮัก ราชสำนักชิงส่งทหาร 2,800 นายไปช่วยเกาหลีปราบกบฏ ญี่ปุ่นเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ฝ่ายญี่ปุ่นจึงตอบโต้ด้วยการส่งกองทัพไปยังเกาหลีเพื่อคานอำนาจกับจีน ประกอบด้วยกองทัพเดินทาง 8,000 กลุ่ม (กลุ่มกองพลผสมโอชิมะ) ไปยังประเทศเกาหลี ทหาร 400 คนแรกมาถึงเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนระหว่างทางไปที่โซลและ 3,000 นายที่อินชอน ในวันที่ 12 มิถุนายน[19] ราชสำนักชิงหันข้อเสนอแนะของญี่ปุ่นสำหรับญี่ปุ่นและจีนเพื่อร่วมมือในการปฏิรูปเกาหลี เมื่อเกาหลีเรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนทหารออกจากเกาหลี ญี่ปุ่นก็ปฏิเสธ ในต้นเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1894 กองทหารญี่ปุ่น 8,000 นายได้จับกุมพระเจ้าโกจงกษัตริย์ของเกาหลีเป็นองค์ประกันและครอบครองพระราชวังเคียงบก ในกรุงโซลและเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ญี่ปุ่นได้จัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดในกรุงโซลที่นิยมญี่ปุ่น รัฐบาลเกาหลีใหม่ที่นิยมญี่ปุ่นได้ให้สิทธิ์แก่ญี่ปุ่นในการขับไล่กองกำลังราชวงศ์ชิงในขณะที่ญี่ปุ่นส่งกองทหารเพิ่มเติมไปยังเกาหลี

ฝ่ายจีนราชวงศ์ชิงได้คัดค้านและประกาศสงคราม ความขัดแย้งนี้ทำให้เกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่งขึ้น กองกำลังภาคพื้นดินของญี่ปุ่นถูกส่งไปล้อมและทำลายกองกำลังจีนไปที่คาบสมุทรเหลียวตงและเกือบทำลายกองทัพเรือจีนในการต่อสู้ยุทธนาวีที่แม่น้ำยาลูอย่างราบคาบ

จีนที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามถูกบังคับให้ทำสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ ถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของจักรวรรดิญี่ปุ่นได้มีการลงนามระหว่างผู้แทนจีนและญี่ปุ่นมีข้อตกลงว่าจีนจะต้องยอมยกดินแดนคาบสมุทรเหลียวตงและเกาะไต้หวันให้แก่ญี่ปุ่น หลังสนธิสัญญาดังกล่าวได้มีการลงนาม รัสเซีย, เยอรมนี, ฝรั่งเศสร่วมตัวกันเป็นพันธมิตรสามชาติกดดันให้ญี่ปุ่นถอนทัพออกจากคาบสมุทรเหลียวตง หลังจากนั้นรัสเซียในไม่ช้าก็เข้ายึดคาบสมุทรเหลียวตงเสียเอง และสร้างฐานทัพเรือที่ป้อมปราการพอร์ต อาร์เธอร์และนำกองเรือรัสเซียแปซิฟิกมาประจำการที่ท่าเรือดังกล่าว ส่วนเยอรมันก็ได้ยึดครองอ่าวเจียวโจวสร้างท่าเรือและฐานทัพเรือที่ป้อมปราการชิงเต่าและนำกองเรือเยอรมันประจำเอเชียตะวันออกมาประจำที่ท่าเรือ

ทั้งหมดสร้างความไม่พอใจแก่ญี่ปุ่นเป็นอย่างมากเนื่องจากชาติทั้งสามเข้ามาขวางมิให้ญี่ปุ่นเข้าไปมีอิทธิพลในจีนและครอบครองดินแดนของจีนแทนที่ตน จักรวรรดิญี่ปุ่นจึงเตรียมก่อสงครามคอยหาโอกาสเพื่อตอบโต้อีกครั้ง

สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นแก้ไข

ดูบทความหลักที่: สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น
 
กองพลไรเฟิลญี่ปุ่นโจมตียึดที่มั่นของกองทัพจักรวรรดิรัสเซีย ค.ศ. 1904
 
ทหารญี่ปุ่นในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น
 
พอร์ตอาร์เธอร์หลังการปิดล้อมพอร์ตอาร์เธอร์มองจากด้านบนของโกลด์ฮิลล์หลังจากการยอมจำนนในปี ค.ศ. 1905 เต็มไปด้วยซากเรือรบรัสเซียที่ถูกทำลาย

จักรวรรดิญี่ปุ่นต้องการเข้าไปมีอิทธิพลในเกาหลีอีกครั้งและยังขยายความทะเยอทะยานหมายครอบครองดินแดนแมนจูเรียของจีนด้วย ความขัดแย้งดังกล่าวนำไปสู่สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นซึ่งเป็นความขัดแย้งในเข้ามามีอิทธิพลควบคุมของเกาหลีและบางส่วนของแมนจูเรียระหว่างจักรวรรดิรัสเซียและจักรวรรดิญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1904 ถึง ค.ศ. 1905 สงครามถูกทำสร้างประเด็นโดยการคัดค้านของญี่ปุ่นเกี่ยวกับผลประโยชน์ของรัสเซียในดินแดนเกาหลีและแมนจูเรียของจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคาบสมุทรเหลียวตงที่ควบคุมโดยเมืองท่าเรือพอร์ตอาร์เธอร์

ในขั้นต้นในสนธิสัญญาชิโมโนเซกิได้มีการระบุให้พอร์ตอาร์เธอร์ตกเป็นของญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งของสนธิสัญญานี้ถูกคัดค้านโดยมหาอำนาจตะวันตกซึ่งได่มีมติรวมกันให้ยกท่าเรือดังกล่าวแก่จักรวรรดิรัสเซียเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ของรัสเซียในภูมิภาค ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้มีความขัดแย้งกับผลประโยชน์ของญี่ปุ่นอย่างมีนัยยะสำคัญ สงครามเริ่มต้นด้วยการที่ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจเปิดฉากจู่โจมอย่างรวดเร็วต่อกองเรือรัสเซียตะวันออกที่ประจำอยู่ที่ท่าเรืออาร์เธอร์ซึ่งตามมาด้วยการปิดล้อมพอร์ตอาร์เธอร์ส่งผลให้กองทัพทหารเรือรัสเซียที่พยายามหลบหนีนั้นพ่ายแพ้อย่างย่อยยับโดยกองทัพเรือญี่ปุ่นภายใต้การนำของพลเรือเอกโทโง เฮฮาจิโรที่ยุทธนาวีทะเลเหลือง หลังจากนั้นจักรวรรดิรัสเซียจึงตัดสินใจตอบโต้ญี่ปุ่นโดยส่งกองเรือบอลติกในยุโรปมาสกัดกั้นทัพเรือญี่ปุ่น แต่กองทัพเรือบอลติกของรัสเซียกลับถูกปฏิเสธไม่ให้ผ่านทางควบคุมคลองสุเอซของอังกฤษทำให้กองทัพเรือรัสเซียต้องเดินทางอ้อมทวีปและเมื่อกองทัพเรือมาถึงสมรภูมิทางทะเลในอีกหนึ่งปีต่อมาแต่ก็ถูกกองทัพเรือญี่ปุ่นดักทำลายในยุทธนาวีที่ช่องแคบสึชิมะอีกครั้ง ในขณะที่สงครามภาคพื้นดินไม่ได้ทำให้คุณภาพของรัสเซียแย่ลงแต่กองทัพญี่ปุ่นก็มีความก้าวร้าวมากกว่ารัสเซียและได้รับผลประโยชน์ทางการเมืองจากการเจรจากับสหรัฐอเมริกาในสนธิสัญญาพอร์ตสมัทกับประธานาธิบดีอเมริกา ธีโอดอร์ รูสเวลต์

สงครามกับรัสเซียจบลงด้วยชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นทำให้ญี่ปุ่นมีอิทธิพลในการเมืองระดับโลกมากขึ้น อีกทั้งยังผลให้รัสเซียสูญเสียส่วนหนึ่งของเกาะซาฮาลิน เกาะทางใต้ของละติจูดที่50 องศาเหนือ (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นจังหวัดคาราฟูโตะของญี่ปุ่น) เช่นเดียวกับสิทธิ้หนือทรัพยากรแร่ธาตุมากมายในแมนจูเรีย นอกจากนี้ความพ่ายแพ้ของรัสเซียยังช่วยเปิดช่องทางให้ญี่ปุ่นมีโอกาสสามารถบังคับราชวงศ์โชซ็อนให้ทำสนธิสัญญาผนวกดินแดนญี่ปุ่น–เกาหลีในปี ค.ศ. 1910

การยึดครองเกาหลีแก้ไข

เมื่อญี่ปุ่นได้ชัยชนะในสงครามทั้งสองครั้งทำให้จีนและรัสเซียยอมรับอิทธิพลของญี่ปุ่นเหนือดินแดนเกาหลี เมื่อไม่มีชาติใดคัดค้านและช่วยเหลือเกาหลีได้ ญี่ปุ่นจึงเริ่มการลอบปลงพระชนม์พระมเหสีหรือจักรพรรดินีมย็องซ็อง (เมียงซอง) แห่งโชซ็อน เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเศร้าสะเทือนใจและเคียดแค้นแก่ชาวเกาหลีเป็นอันมาก หลังจากนั้นญี่ปุ่นได้เริ่มผนวกเกาหลีเข้าเป็นดินแดนของตนตามสนธิสัญญาผนวกดินแดนญี่ปุ่น–เกาหลีเมื่อปี ค.ศ. 1910 ซึ่งสนธิสัญญานี้เป็นที่ยอมรับของญี่ปุ่นฝ่ายเดียว แต่ไม่เป็นที่ยอมรับทางฝ่ายเกาหลี เพราะถือว่าไม่มีการลงนามของจักรพรรดิเกาหลี ดินแดนเกาหลีจึงครอบครองและถูกประกาศให้เป็นรัฐในอารักขาของญี่ปุ่น (มีสถานะเทียบเท่าอาณานิคม) นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ในระหว่างการปกครองของญี่ปุ่น มีการสร้างระบบคมนาคมแบบตะวันตก แต่ส่วนใหญ่เพื่อประโยชน์ทางการค้าของญี่ปุ่นมากกว่าประโยชน์ของชาวเกาหลี ญี่ปุ่นล้มล้างราชวงศ์โชซ็อน ทำลายพระราชวัง ปรับปรุงระบบภาษี ให้ส่งข้าวจากเกาหลีไปญี่ปุ่น ทำให้เกิดความอดอยากในเกาหลี มีการใช้แรงงานทาสในการสร้างถนนและทำเหมืองแร่

หลังการสวรรคตของพระเจ้าโกจงแห่งเกาหลี เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1918 ด้วยยาพิษ ทำให้เกิดการเรียกร้องเอกราชทั่วประเทศ เมื่อ 1 มีนาคม ค.ศ. 1918 ผลจากการลุกฮือขึ้นเรียกร้องเอกราชทำให้ชาวเกาหลีราว 7,000 คนถูกฆ่าโดยทหารและตำรวจญี่ปุ่น ชาวคริสต์เกาหลีจำนวนมากถูกฆ่าหรือเผาในโบสถ์ระหว่างการเรียกร้องเอกราชมีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลของเกาหลีที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน หลังจากการเคลื่อนไหว 1 มีนาคม เพื่อต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น

การลุกฮือขึ้นต่อต้านญี่ปุ่นยังมีอยู่ต่อไป เช่น การลุกฮือของนักศึกษาทั่วประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1929 จนนำไปสู่การประกาศกฎอัยการศึกเมื่อ ค.ศ. 1931 ในปี ค.ศ. 1937 ญี่ปุ่นพยายามลบล้างความเป็นชาติของเกาหลี โดยการห้ามสอนประวัติศาสตร์และภาษาเกาหลีในโรงเรียน การแสดงออกทางวัฒนธรรมที่เป็นเกาหลีถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ชาวเกาหลีถูกบังคับให้มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น[20] สิ่งของมีค่าถูกนำออกจากเกาหลีไปยังญี่ปุ่น[21] หนังสือพิมพ์ถูกห้ามตีพิมพ์ด้วยภาษาเกาหลี หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จำนวนมากถูกเผาทำลาย

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเกาหลีถูกบังคับให้ร่วมมือกับญี่ปุ่น และมีชายชาวเกาหลีอีกจำนานมากที่ถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมในกองทัพญี่ปุ่น[22] ผู้หญิงจากจีนและเกาหลีราว 200,000 คน ถูกส่งตัวไปเป็นนางบำเรอของทหารญี่ปุ่น[23]

ทำให้ชาวเกาหลีจำนวนมากอพยพออกจากเกาหลีไปสู่แมนจูเรียและรัสเซีย ชาวเกาหลีในแมนจูเรียจัดตั้งขบวนการกู้เอกราชชื่อ “ดุงนิปกุน” (Dungnipgun) ขบวนการนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน ทำสงครามกองโจรกับกองทัพญี่ปุ่น กองทัพเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นกองทัพปลดปล่อยเกาหลี เมื่อราว พ.ศ. 2483 เคลื่อนไหวในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวเกาหลีกว่าหมื่นคนเข้าร่วมในกองทัพปลดปล่อยประชาชนและกองทัพปฏิวัติแห่งชาติ

รัชกาลไทโช (ค.ศ. 1912–1926)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: ยุคไทโช

เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งแก้ไข

 
จักรวรรดิอาณานิคมญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยเข้าร่วมอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรในปี ค.ศ. 1914 ในขณะที่มหาอำนาจยุโรปไม่สนใจเอเชียและกำลังติดพันกับสมรภูมิในยุโรป แต่ญี่ปุ่นกลับมองเห็นโอกาสดีจากสงครามในยุโรป ญี่ปุ่นถือโอกาสในการเบี่ยงเบนความสนใจของเยอรมนีกับสงครามยุโรปเพื่อขยายขอบเขตอิทธิพลของตนในจีนและเอเชียแปซิฟิกอย่างสะดวก

เนื่องจากเห็นว่าฝ่ายสัมพันธมิตรได้เปรียบในสงคราม ญี่ปุ่นจึงประกาศสงครามกับจักรวรรดิเยอรมันเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1914 ญี่ปุ่นได้เป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิอังกฤษเข้าโจมตีเมืองชิงเต่าและอาณาบริเวณเยอรมันในเมืองจีน กองทัพผสมอังกฤษ-ญี่ปุ่นในไม่ช้าก็เข้าไปยึดป้อมปราการชิงเต่าซึ่งเป็นฐานบัญชาการดินแดนอาณานิคมตะวันออกของเยอรมัน (ดินแดนเขตเช่าเยอรมันบริเวณมณฑลซานตง) อีกทั้งญี่ปุ่นยังบุกหมู่เกาะต่างๆของเยอรมันที่เป็นดินแดนอาณานิคมเยอรมันในเอเชียอื่นๆ ประกอบด้วย หมู่เกาะมาเรียนา, หมู่เกาะแคโรไลนาและหมู่เกาะมาร์แชลล์ในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิวกินีของเยอรมัน

การบุกอย่างรวดเร็วในดินแดนเยอรมันบริเวณเขตเช่าสัมปทานอ่าวเกียวโจวและการล้อมเมืองชิงเต่า พิสูจน์ความสำเร็จของญี่ปุ่น กองทหารอาณานิคมของเยอรมันยอมจำนนต่อกองทัพญี่ปุ่นในวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 และญี่ปุ่นได้ครอบครองดินแดนชิงเต่ารวมถึงอาณานิคมในแปซิฟิกทั้งหมดจากเยอรมัน

 
กองทัพญี่ปุ่นยึดสนามเพลาะจากเยอรมันในการปิดล้อมเมืองชิงเต่า

นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจท่ามกลางสงครามที่เกิดขึ้นในยุโรป ด้วยพันธมิตรตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษมีส่วนร่วมอย่างมากในสงครามในยุโรป ญี่ปุ่นจึงส่งกองทัพเรือเข้าช่วยเหลือส่งสินค้าให้ฝ่ายสัมพันธมิตรในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ผลผลิตและการส่งออกของญี่ปุ่นทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยุติ ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศสัมพันธมิตรหลักที่ชนะสงครามได้เข้าร่วมถือสิทธิประโยชน์ในสนธิสัญญาแวร์ซาย นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังได้เป็นการยอมรับจากกบุ่มประเทศสัมพันธมิตรจัดให้เป็นชาติมหาอำนาจหนึ่งในห้าชาติหลังสงคราม ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจึงเป็นยุคทองอีกยุคหนึ่งของญี่ปุ่นโดยที่ญี่ปุ่นไม่ต้องทุนอย่างมากและกลับได้ผลประโยชน์กลับมาที่ค่อนข้างสูง

นโยบายต่างประเทศด้านการรุกรานของญี่ปุ่นช่วงนี้ได้แสดงให้ชาวโลกได้เห็นอย่างชัดเจนขึ้นหลังสงครามยุติเพียงไม่กี่ปี เมื่อญี่ปุ่นได้ถือโอกาสลอบเสนอข้อเรียกร้อง 21 ประการต่อรัฐบาลจีนเป่ยหยางของยฺเหวียน ชื่อไข่ เพื่อให้ญี่ปุ่นได้มีสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจเพื่อขูดรีดเอาผลประโยชน์ในดินแดนจีน ทำให้เกิดกระแสความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นในหมู่ชาวจีน เมื่อการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลจีนเป็นอย่างเชื่องช้าและประนามและกดดันจากระดับนานาชาติทำให้ญี่ปุ่นยอมผ่อนปรนลดข้อเรียกร้องลง แต่ก็มีการลงนามสัญญาในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1915 ส่วนสนธิสัญญาพันธมิตรอังกฤษ-ญี่ปุ่นได้รับการต่ออายุและขยายขอบเขตในสองเท่าในปี ค.ศ. 1905 และ ค.ศ. 1911 ก่อนที่จะสัญญาจะหมดอายุในปี ค.ศ. 1921 ได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1923

การแทรกแซงไซบีเรียแก้ไข

หลังจากการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ซาร์ในรัสเซียและระบอบการปกครองชั่วคราวในปี ค.ศ. 1917 พรรคบอลเชวิคได้ตั้งรัฐบาลใหม่ที่ได้ลงนามทำสัญญาสงบศึกแยกกับเยอรมนี หลังจากเหตุการณ์นี้ชาวรัสเซียได้สู้รบกันเองในสงครามกลางเมืองหลายฝ่าย

 
ภาพโฆษณาชวนเชื่อของญี่ปุ่นในช่วงการแทรกแซงสงครามกลางเมืองรัสเซียโดยฝ่ายสัมพันธมิตร ปี ค.ศ. 1918–1920 กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่วลาดีวอสตอค,ไซบีเรีย
 
กองพลญี่ปุ่นสวนสนามหลังยึดเมืองในไซบีเรีย

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1918 ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสันขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นจัดหาทหาร 7,000 นายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรระหว่างประเทศจำนวน 25,000 นายวางแผนที่จะสนับสนุนกองกำลังรบนอกประเทศอเมริกันในไซบีเรีย นายกรัฐมนตรีมะซะทะเกะ เทะระอุจิตกลงที่จะส่งทหาร 12,000 นาย แต่มีเงื่อนไขที่จะต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของญี่ปุ่นแทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นมีแรงจูงใจซ่อนเร้นหลายอย่างสำหรับการส่งทหารเข้าร่วมดังกล่วซึ่งรวมถึงการเป็นศัตรูที่รุนแรงและความกลัวต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ ความมุ่งมั่นที่จะชดใช้ความเสียหายในอดีตให้กับรัสเซีย และความปรารถนาที่จะสร้าง "ปัญหาทางเหนือ" ในการรักษาความปลอดภัยของญี่ปุ่นไม่ว่าจะโดยการสร้างสถานะรัฐกันชนหรือผ่านการได้มาซึ่งดินแดนทันที

ในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1918 กองทัพญี่ปุ่นกว่า 70,000 นายภายใต้เสนาธิการยูอิ มิตซึเอะได้บุกเข้าครอบครองท่าเรือและเมืองใหญ่ๆ ทั้งหมดในจังหวัดทางทะเลของรัสเซียและตะวันออก ของไซบีเรีย[24][25]

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1920 มีพลเรือนญี่ปุ่นประมาณ 450 คนและทหารญี่ปุ่น 350 นายพร้อมด้วยผู้สนับสนุนกองทัพสีขาวของรัสเซียถูกสังหารหมู่โดยกองกำลังพลที่เกี่ยวข้องกับ กองทัพแดงที่นิโคเลฟสค์บนแม่น้ำอามูร์ สหรัฐฯและพันธมิตรจึงถอนตัวออกจากวลาดิวอสต็อกหลังจากการจับกุมและการประหารชีวิตของผู้นำกองทัพขาวพลเรือเอกอเล็กซานเดอร์ โคลแชคโดยกองทัพแดง อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นตัดสินใจที่จะคงกำลังทหารประจำการไว้อยู่ส่วนใหญ่เนื่องจากความหวาดกลัวการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์เข้าใกล้ประเทศญี่ปุ่นและอาณานิคมเกาหลีของญี่ปุ่นและแมนจูเรีย กองทัพญี่ปุ่นให้การสนับสนุนทางทหารแก่ รัฐบาลชั่วคราวเปรียมูร์เยซึ่งเป็นรัฐบาลที่นิยมญี่ปุ่นในเมืองวลาดิวอสต็อกให้ต่อต้านสาธารณรัฐตะวันออกไกลซึ่งได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาลบอลเชวิคในกรุงมอสโก

การมีส่วนร่วมของญี่ปุ่นในการรบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาซึ่งสงสัยว่าญี่ปุ่นมีการออกแบบดินแดนในไซบีเรียและรัสเซียตะวันออกไกล ภายใต้แรงกดดันทางการทูตอย่างรุนแรงจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษและเผชิญหน้ากับความขัดแย้งภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนทางเศรษฐกิจและส่งคนออกไปรบนอกประเทศของนายกรัฐมนตรี โทะโมะ ซะบุโรคะโตจึงตัดสินใจถอนกำลังทหารญี่ปุ่นออกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1922 มีผู้เสียชีวิต 5,000 รายจากการต่อสู้หรือเจ็บป่วย ด้วยค่าใช้จ่ายในเข้าร่วมรบกว่า 900 ล้านเยน

"ประชาธิปไตยไทโช"แก้ไข

รัชกาลโชวะแก้ไข

การยึดครองแมนจูเรียแก้ไข

 
กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเคลื่อนพลเข้าสู่เสิ่นหยางในแมนจูกัว พ.ศ. 2474
ดูบทความหลักที่: กรณีมุกเดน

จักรวรรดิญี่ปุ่นเข้ายึดครองแมนจูเรียเมื่อปี พ.ศ. 2474 แล้วสถาปนาประเทศใหม่ แมนจูกัว พร้อมกับให้จักรพรรดิปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิงขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิแห่งแมนจูกัว แต่เป็นเพียงจักรพรรดิหุ่นเชิด ไม่มีอำนาจในการปกครองตนเอง อำนาจการปกครองทั้งหมดล้วนอยู่กับญี่ปุ่น แม้พรรคก๊กมินตั๋งและนานาประเทศไม่ยอมรับรองแต่กลับมีการเจรจาสงบศึกในปีเดียวกัน

การรุกรานจีนแก้ไข

ภายหลังได้ยึดครองแมนจูเรียแล้ว กองทัพจักรววรรดิญี่ปุ่นเริ่มรุกรานจีนที่จังหวัดชาฮา แต่ก็ถูกต่อต้านโดยกองทัพก๊กมินตั๋ง กองพลที่ 29 ของจีนยังคงใช้หอกดาบและอาวุธล้าสมัยอยู่จึงพ่ายแพ้ ทำให้ภาคตะวันตกของปักกิ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของญี่ปุ่น จากนั้นญี่ปุ่นก็ค่อย ๆ บุกรุกและผนวกแผ่นดินจีนไปเรื่อย ๆ ถึงปี พ.ศ. 2480 ก็สามารถยึดครองแผ่นดินโดยรอบกรุงปักกิ่งไว้ได้เกือบหมดเหลือเฉพาะด้านใต้ ญี่ปุ่นได้ตั้งตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นปกครองเขตพื้นที่ที่ยึดได้อีกหลายแห่งรวมทั้งที่เมืองหนานจิง (นานกิง)

เมื่อเกิดการปะทะกับญี่ปุ่นที่สะพานมาร์โคโปโลเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ชาวจีนจำนวนมากได้ร่วมมือกันต่อสู้เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีจีนได้ร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากสันนิบาตแห่งชาติ แต่ผลที่ออกมาคือล้มเหลว รวมทั้งสนธิสัญญา 9 มหาอำนาจด้วย และเมื่อเกิดการปะทะกับญี่ปุ่นที่สะพานมาร์โคโปโลใกล้กรุงปักกิ่ง จึงเป็นข้ออ้างที่ทางการญี่ปุ่นส่งทหารญี่ปุ่นเข้ายึดเมืองใหญ่ต่าง ๆ ของจีนรวมทั้งชายฝั่งทางเหนือจรดใต้

เหตุการณ์สะพานมาร์โค โปโลแก้ไข

ปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2480 ญี่ปุ่นส่งทหารจำนวนหลายร้อยนายมาตั้งหน่วยประจำที่สะพานมาร์โค โปโลและทำการฝึกอยู่ที่นั่น ในขณะเดียวกันก็มีกองกำลังทหารจีนก๊กมินตั๋งที่ประจำอยู่ที่เมืองวันปิงใกล้ ๆ กัน คอยเฝ้าระวังดูอยู่อย่างใกล้ชิด ในเช้าตรู่วันที่ 7 กรกฎาคม กองกำลังญี่ปุ่นได้โทรเลขไปถึงกองกำลังก๊กมินตั๋งว่ามีทหารของตนหายไปและเชื่อว่าไปซ่อนอยู่ในเมืองวันปิงจึงของเข้าไปค้นหา (ภายหลังได้พบตัวโดยไม่ได้รับอันตราย) มีข้อถกเถียงกันว่าเป็นเหตุบังอิญหรือเป็นการสร้างเรื่องของฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อใช้อ้างเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นบุกเข้ายึดภาคกลางของประเทศจีน

ฝ่ายจีนปฏิเสธไม่ยอมให้กองกำลังญี่ปุ่นเข้าเมือง ในตอนเย็นวันนั้น ฝ่ายญี่ปุ่นจึงยื่นคำขาดให้ฝ่ายจีนยอมให้ฝ่ายตนบุกเข้าไปค้นคนในเมืองได้ภายใน 1 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ ครั้นเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน ญี่ปุ่นเริ่มยิงปืนใหญ่และเคลื่อนกองกำลังข้ามสะพานมาโคโปโลตรงไปจะเข้าเมือง ฝ่ายก๊กมินตั๋งจึงส่งทหารจำนวน 1000 นาย เข้าป้องกันสะพานอย่างสุดความสามารถ แต่ญี่ปุ่นก็บุกข้ามไปได้ แต่หลังจากได้รับกำลังเสริมที่มีจำนวนมากกว่าฝ่ายญี่ปุ่น ฝ่ายจีนจึงสามารถยึดสะพานคืนได้สำเร็จในวันต่อมา ญี่ปุ่นด้วยจำนวนกองกำลังที่น้อยกว่าจึงขอเจรจา ทำให้เหตุการณ์ขั้นที่ 1 สงบลงได้ชั่วคราว แต่กองกำลังญี่ปุ่นยังคงตั้งประจำอยู่ที่เดิมไม่ยอมถอย

ฝ่ายก๊กมินตั๋งได้ประชุมกันและตกลงว่าจะยึดสะพานต่อไปและพยายามที่จะไม่เจรจากับญี่ปุ่น เพราะเชื่อถือไม่ได้ แต่อย่างไรก็ดี ฝ่ายจีนได้ส่งคนไปเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ฝ่ายญี่ปุ่นยอมเจรจาแต่จะถือว่าหากจีนเพิ่มกองกำลังก็จะถือว่าเป็นการยั่วยุ ซึ่งโดยแท้จริงขณะนั้นฝ่ายญี่ปุ่นกำลังซื้อเวลาด้วยการยอมเจรจาเพื่อรอการเคลื่อนย้ายกองกำลังจากส่วนอื่นมาสมทบ

การเจรจาครั้งนี้ ฝ่ายญี่ปุ่นสัญญาว่าจะไม่รุกรานปักกิ่งและเทียนจิน แต่ฝ่ายจีนต้องทำการปราบปราบองค์กรต่อต้านญี่ปุ่นในเมืองทั้งสอง จะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่สะพานมาโคโปโล และจะต้องให้นายพลซังผู้บัญชาการกองพล 29 เท่านั้นเป็นผู้มาขอขมาต่อกองกำลังญี่ปุ่น เมื่อฝ่ายจีนไม่สามารถรับเงื่อนไขได้ทั้งหมด ฝ่ายญี่ปุ่นจึงบุกเข้ากรุงปักกิ่งโดยใช้กองกำลังเต็มอัตราที่มีอยู่ กองกำลังฝ่ายจีนกองพันที่ 37 และ132 พยายามฝ่าแนวญี่ปุ่นเข้านครปักกิ่งและถูกปิดกั้นอย่างหนักและก็สามารถฝ่าเข้าไปได้อย่างบอบช้ำ หลายวันต่อมาเมื่อถูกล้อมหนักมากขึ้น กองพล 29 จึงได้ตีฝ่าวงล้อมของข้าศึกออกไปจากกรุงปักกิ่งแต่ก็ถูกล้อมอีก กองทัพญี่ปุ่นสามารถเข้ากรุงปักกิ่งได้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม โดยปราศจากการต่อต้านและตั้งนายพลซังเป็นนายกเทศมนตรี แต่เขาก็หนีออกจากเมืองไปอย่างลับ ๆ ในสัปดาห์ต่อมา

หลังจากกรุงปักกิ่งและเทียนจินถูกยึดครอง ที่ราบจีนตอนเหนือก็ตกเป็นเป้าการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่นที่มีอาวุธทันสมัยต่อจนถูกยึดครองทั้งหมดในปลายปีนั้น กองทัพจีนก๊กมินตั๋งและกองทัพจีนคอมมิวนิสต์ก็ได้รบไปแต่ล่าถอยไปโดยตลอดจนกระทั่งได้รับชัยชนะต่อกองทัพญี่ปุ่นอย่างยากเย็นที่ไทเออซวง เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2480

ญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2แก้ไข

 
แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ลงนามในการประกาศสงครามต่อจักรวรรดิญี่ปุ่นเมื่อ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 หลังเกิดการโจมตีที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์

ชนวนก่อเหตุแก้ไข

สมรภูมิในจีน ซึ่งกองทัพบกญี่ปุ่นได้ดำเนินการมานานก่อนที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ โดยได้ทำการยึดครองเมืองและบริเวณชายฝั่งของจีนเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการจัดตั้งประเทศแมนจูกัวซึ่งมีจักรพรรดิปูยีเป็นประมุข และได้ทำการยึดครองกรุงหนานจิง (นานกิง) ที่เป็นเมืองหลวงของจีน (ของรัฐบาลก๊กมินตั๋งในยุคนั้น) และได้ทำการสังหารหมู่ชาวจีนทีโด่งดังขึ้น ซึ่งรุนแรงมากจนกระทั่งทำให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในเมืองนานกิงยังรับไม่ได้

ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับแนวร่วมต่อต้านญี่ปุ่นซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งมีเหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำและพรรคก๊กมินตั๋น (ประชาธิปไตย) ที่มีเจียงไคเช็กเป็นผู้นำ หลังจากเกิดกรณีซีอันขึ้น ทั้งที่ 2 พรรคนี้เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ได้ทำการสู้รบและดำเนินการ "สงครามกองโจร" ที่กลายเป็นแบบอย่างของสงครามกองโจรยุคใหม่ขึ้นโดยมีฐานที่มั่นหลักอยู่ที่เยนอาน ตามเขตตอนเหนือและแมนจูเรียส่วนพรรคก๊กมินตั๋นได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ฉ่งชิ่ง (จุงกิง) และได้รับการสนับสนุนจากสัมพันธมิตรที่อยู่ในอินเดีย แต่ว่ามีการถกเถียงกันระหว่างบทบาทของพรรคก๊กมินตั๋นและพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในเรื่องบทบาทความสำเร็จและความเอาการเอางานในการต่อต้านญี่ปุ่นของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ที่แน่ชัดคือ นายพลสติเวลล์ ผู้บัญชาการทหารของสหรัฐอเมริกาที่เข้าไปดูแลกองทัพของพรรคก๊กมินตั๋นรู้สึกโกรธมากที่ภายในพรรคก๊กมินตั๋นไม่มีประสิทธิภาพ และมุ่งการปราบคอมมิวนิสต์มากกว่าการรบกับญี่ปุ่น ในขณะที่เอดการ์ สโนว์ได้แสดงความชื่นชมบทบาทของเหมาเจ๋อตงอย่างมากในการต่อต้านญี่ปุ่น และทางกองทัพสหรัฐอเมริกาได้ส่งคณะปฏิบัติการดิกซีเข้าไปร่วมทำงานกับเหมาเจ๋อตุง แต่นักหนังสือพิมพ์จากสหภาพโซเวียตที่ได้เข้าไปทำข่าวในห้วงเวลาเดียวกันกลับวิจารณ์ เหมาเจ๋อตงว่าไม่เคร่งครัดในลัทธิคอมมิวนิสต์และหย่อนยานในการสู้รบ ทำให้ไม่สามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้

การรบชนะจีนซึ่งเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียนั้น ยิ่งทำให้ชาติญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นในการทหารของตนเอง ทำการรุกรานประเทศอื่น ๆอย่างไม่เกรงกลัว และยังประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาโดยการส่งเครื่องบินไประเบิดเรืออริโซน่าที่อ่าวเพิร์ล เป็นชนวนจุดระเบิดสงครามโลกครั้งที่สองในภูมิภาคเอเชีย

การโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์แก้ไข

 
เรือรบสงครามของสหรัฐอเมริกาถูกทำลายโดยกองทัพญี่ปุ่น
ดูบทความหลักที่: การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์

การโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ เป็นการโจมตีฉับพลันของจักรวรรดิญี่ปุ่นต่อฝ่ายกองทัพสหรัฐอเมริกา โดยการโจมตีเกิดขึ้นที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ รัฐฮาวาย ในสหรัฐอเมริกา วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ในการโจมตีนี้สร้างความเสียหายแก่ฝ่ายกองทัพอเมริกันมาก โดยเรือสงครามสูญเสีย 12 ลำ เครื่องบิน 188 ลำ ทหารอเมริกันเสียชีวิต 2,403 คน และประชาชน 68 คน

สงครามอินโดจีนแก้ไข

 
อาณานิคมและดินแดนที่ยอมอยู่ใต้อำนาจของจักรวรรดิญี่ปุ่นเมื่อปี 1942
ดูบทความหลักที่: สงครามอินโดจีน
 
เครื่องบิน 52c Zero ถูกส่งจากเกาหลีสู่เกาะคีวชู (ต้นปีพ.ศ. 2488)

หากไม่นับรวมการเข้ายึดครองอินโดจีนของฝรั่งเศสที่ถูกบังคับให้เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะภายใต้รัฐบาลวีชีฝรั่งเศสแล้ว สมรภูมิด้านนี้ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือหลักของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ และการบุกยึดประเทศต่าง ๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทยในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้บุกไปถึงพม่า, นิวกินี และเกาะกวาดัลคะแนล ซึ่งปรากฏว่าหลังจากสมรภูมิที่มิดเวย์ การรบทางทะเลแถวหมู่เกาะโซโลมอนและทะเลปะการัง และการรบที่กวาดัลคะแนลแล้ว ปรากฏว่ากองทัพเรือญี่ปุ่นต้องสูญเสียอย่างหนัก ส่วนกองทัพบกก็ไม่สามารถหากำลังพลและยุทโธปกรณ์ได้เพียงพอเพื่อปกป้องดินแดนที่ยึดได้ใหม่ ในที่สุดจึงถูกกองกำลังพันธมิตรที่มีสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียตีโต้กลับไปจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด

อ้างอิงแก้ไข

  1. Shillony, Ben-Ami (2013). Ben-Ami Shillony - Collected Writings. Routledge. p. 83. ISBN 1134252307.
  2. Hagiwara, p. 34.
  3. Jansen 2002, pp. 314–315.
  4. Hagiwara, p. 35.
  5. Satow, p. 282.
  6. Keene 2002, p. 116.
  7. Jansen 2002, pp. 310–311.
  8. Keene, pp. 120–121, and Satow, p. 283. Moreover, Satow (p. 285) speculates that Yoshinobu had agreed to an assembly of daimyōs in the hope that such a body would reinstate him.
  9. Satow, p. 286.
  10. During a recess, Saigō, who had his troops outside, "remarked that it would take only one short sword to settle the discussion" (Keene, p. 122). Original quotation (Japanese): "短刀一本あればかたづくことだ." in Hagiwara, p. 42. The word used for "dagger" was tantō.
  11. Keene 2002, p. 124.
  12. Jansen 2002, p. 312.
  13. Keene, p. 340, notes that one might "describe the Oath in Five Articles as a constitution for all ages".
  14. "1889 Japanese Constitution".
  15. 『維新元勲十傑論』、16頁
  16. Roger F. Hackett, Yamagata Aritomo in the Rise of Modern Japan 1838–1922 (1971).
  17. Norman, E. Herbert and Lawrence Timothy Woods. "The Restoration." Japan's emergence as a modern state: political and economic problems of the Meiji period. UBC Press. 2000. 65. Retrieved on August 6, 2009.
  18. Crofts and Buchaman, op. cit., p.250.
  19. Seth, Michael J (2010). A History of Korea: From Antiquity to the Present. Rowman & Littlefield Publishers. p. 225. ISBN 978-0-7425-6716-0.
  20. 宮田 節子 [Miyata, Setsuko]. "創氏改名" [Creating Surnames and Changing Given Names}, 明石書店 [Akashi-shoten], 1992, al. ISBN 4-7503-0406-9
  21. [1]
  22. 山脇 啓造 Yamawaki, Keizo. 近代日本と外国人労働者―1890年代後半と1920年代前半における中国人・朝鮮人労働者問題 Modern Japan and Foreign Laborers: Chinese and Korean Laborers in the late 1890s and early 1920s, 明石書店 Akashi-shoten, 1994, et al. ISBN 4-7503-0568-5
  23. http://archives.cnn.com/2001/WORLD/asiapcf/east/03/29/japan.comfort.women/index.html] [2] [3] Comfort-Women.org
  24. "Question 1917年(大正6年)のロシア革命時に、シベリアに在留していたポーランド孤児を日本政府が救済したことについて調べています。". Ministry of Foreign Affairs of Japan. สืบค้นเมื่อ October 3, 2010.
  25. "Polish orphans". Tsuruga city. Archived from the original on November 12, 2010. สืบค้นเมื่อ October 3, 2010.

ดูเพิ่มแก้ไข