ระวังสับสนกับ ฝ่ายมหาอำนาจกลาง

ฝ่ายอักษะ (อังกฤษ: Axis Powers; เยอรมัน: Achsenmächte; อิตาลี: Potenze dell'Asse; ญี่ปุ่น: 枢軸国 Sūjikukoku) เดิมมีชื่อว่า อักษะ โรม–เบอร์ลิน (Rome–Berlin Axis)[2] เป็นพันธมิตรทางทหารที่ริเริ่มสงครามโลกครั้งที่สองและสู้รบกับฝ่ายสัมพันธมิตร สมาชิกหลักคือ นาซีเยอรมนี ราชอาณาจักรอิตาลีและจักรวรรดิญี่ปุ่น ฝ่ายอักษะเป็นการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านฝ่ายสัมพันธมิตร แต่กลับขาดการประสานงานและความสอดคล้องทางอุดมการณ์ที่พอเทียบกันได้

ฝ่ายอักษะ

ค.ศ. 1936–1945
Map of participants in World War II.png


สถานะพันธมิตรทางการทหาร
ยุคประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง
25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1936
22 พฤษภาคม ค.ศ. 1939
27 กันยายน ค.ศ. 1940
2 กันยายน ค.ศ. 1945
  1. เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นมักถูกกล่าวถึงเป็นประเทศ"หลัก" (หรือคำที่คล้ายกัน) ในบรรดาฝ่ายอักษะ ดู Global Strategy, Momah, p. 71, หรือ Encyclopedia of World War II, Tucker & Roberts, p. 102.
  2. หลังการยอมจำนนของอิตาลีในเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 จึงมีการจัดตั้งสาธารณรัฐสังคมอิตาลี รัฐหุ่นเชิดของเยอรมนีขึ้นที่ภาคเหนือของอิตาลีจนกระทั่งยอมจำนนในวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1945
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 เข้าร่วมกติกาสัญญาไตรภาคี โดยทั่วไปถือเป็นฝ่ายอักษะ (ดู Facts About the American Wars, Bowman, p. 432, ที่รวมรายชื่อ "ฝ่ายอักษะ", หรือ The Library of Congress World War II Companion, Wagner, Osborne, & Reyburn, p. 39, ที่จัดในรายชื่อ "อักษะ")
  4. หลังปฏิบัติการพันแซร์เฟาสท์ก็กลายเป็นรัฐหุ่นเชิดของเยอรมนีภายใต้การปกครองของแฟแร็นตส์ ซาลอชีตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1944 เป็นต้นมา ดู Germany and the Axis Powers, DiNardo, p. 189)
  5. นอกจากประเทศเยอรมนีและอิตาลีแล้ว โรมาเนียเป็นประเทศเดียวที่ขบวนการฟาสซิสต์มีอำนาจโดยไม่มีความช่วยเหลือจากต่างประเทศ[1]
  6. 6.0 6.1 รัฐหุ่นเชิดที่ฝ่ายอักษะแต่งตั้งขึ้น ดู Axis Rule in Occupied Europe, Lemkin, p. 11
  7. ตำแหน่งทางการของรัฐบาลในช่วงสงครามเป็นประเทศที่ทำสงครามร่วมกับฝ่ายอักษะต่อสหภาพโซเวียตกับสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามต่อเนื่อง แต่โดยทั่วไปถือเป็นสมาชิกฝ่ายอักษะ (ดู Bowman, p. 432, Wagner, Osborne, & Reyburn p. 39, หรือ Dinardo p. 95).
  8. ประกาศสงครามต่อสหราชอาณาจักรและสหรัฐหลังเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นในวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1942 โดยทั่วไปถือเป็นสมาชิกฝ่ายอักษะ (Bowman, p. 432)
ผู้นำหลักฝ่ายอักษะ:
(ซ้าย) อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งเยอรมนี
(กลาง) เบนิโต มุสโสลินี แห่งอิตาลี
(ขวา) ฮิเดกิ โทโจ แห่งญี่ปุ่น
descrdescrdescr
descrdescrdescr
ผู้นำรองฝ่ายอักษะ: ลาสโล บาดอสซี (ฮังการี), บ็อกดาน ฟิลอฟ (บัลแกเรีย), เอียน อันโตเนสคู (โรมาเนีย), จอมพลแปลก พิบูลสงคราม (ไทย), โยฮัน วิลเลม รังเงล (ฟินแลนด์) และราชิด อาลี อัล-เกลานี (อิรัก)

ฝ่ายอักษะเติบโตจากความพยายามทางการทูตอย่างต่อเนื่องของเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองโดยเฉพาะในช่วงกลางปี ค.ศ. 1930 ขั้นตอนแรกคือ พิธีสารที่ลงนามโดยเยอรมนีและอิตาลีในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1936 ภายหลังจากผู้นำอิตาลี เบนิโต มุสโสลินี ได้ประกาศว่า ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปทั้งหมดจะถูกหมุนเวียนกันบนอักษะ โรม-เบอร์ลิน ดังนั้นจึงสร้างคำว่า "อักษะ" ขึ้นมา[3][4] ต่อมาในเดือนพฤสจิกากยนได้แสดงให้เห็นถึงการให้สัตยาบันต่อกติกาสัญญาต่อต้านโคมินเทิร์น ซึ่งเป็นสนธิสัญญาต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ระหว่างเยอรมนีและญี่ปุ่น อิตาลีได้เข้าร่วมกติสัญญาใน ค.ศ. 1937 ตามมาด้วยฮังการีและสเปนใน ค.ศ. 1939 "อักษะ โรม-เบอร์ลิน" กลายเป็นพันธมิตรทางทหารใน ค.ศ. 1939 ภายใต้สิ่งที่เรียกกันว่า "กติกาสัญญาเหล็ก" พร้อมด้วยกติกาสัญญาไตรภาคี ค.ศ. 1940 ได้รวมเป้าหมายทางการทหารของเยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ที่ตามมาในภายหลัง กติกาสัญญาทั้งสามถือเป็นรากฐานของพันธมิตรฝ่ายอักษะ[5]

ณ จุดสูงสุดใน ค.ศ. 1942 ฝ่ายอักษะมีอำนาจเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรป แอฟริกาเหนือ เอเชียตะวันออก ไม่ว่าจะด้วยการยึดครอง การผนวกรวม หรือรัฐหุ่นเชิด ในทางตรงกันข้ามกับฝ่ายสัมพันธมิตร[6] ไม่มีการจัดงานประชุมสุดยอดสามทาง และความร่วมมือและประสานงานนั้นมีน้อย ในบางโอกาส ผลประโยชน์ของฝ่ายอักษะที่สำคัญยังคงแตกต่างกันอีกด้วย[7] สงครามได้สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1945 ด้วยความปราชัยของฝ่ายอักษะและการล่มสลายของพันธมิตรของพวกเขา ในกรณีของพันธมิตร สมาชิกในฝ่ายอักษะนั้นสามารถที่จะแปรเปลี่ยนได้โดยง่าย โดยบางประเทศได้ทำการเปลี่ยนข้างฝ่ายหรือเปลี่ยนระดับของการมีส่วนร่วมทางทหารตลอดในช่วงสงคราม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป การใช้คำว่า "ฝ่ายอักษะ" จะกล่าวถึงพันธมิตรระหว่างอิตาลีและเยอรมนีเป็นหลัก แม้ว่าภายนอกยุโรปจะเข้าใจโดยทั่วไปว่าได้รวมถึงญี่ปุ่นด้วย[8]

จุดกำเนิดและการสร้างแก้ไข

คำว่า "อักษะ" ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกถึงความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีและเยอรมนีโดยนายกรัฐมนตรีอิตาลี เบนิโต มุสโสลินี ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1923 เมื่อเขาได้เขียนบทนำของ Germania Repubblica ของ Roberto Suster ว่า "ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในขณะนี้ แกนกลาง(อักษะ)ของยุโรปกำลังเคลื่อนผ่านทางกรุงเบอร์ลิน" (อิตาลี: non v'ha dubbio che in questo momento l'asse della storia europea passa per Berlino)[9] ในช่วงเวลานั้น เขากำลังหาพันธมิตรกับสาธารณรัฐไวมาร์เพื่อต่อต้านยูโกสลาเวียและฝรั่งเศลในข้อพิพาทเรื่องรัฐอิสระฟียูเม[10]

คำนี้ถูกใช้โดยนายกรัฐมนตรีฮังการี กยูลา เกิมเบิส เมื่อให้การสนับสนุนในการเป็นพันธมิตรระหว่างฮังการีกับเยอรมนีและอิตาลีในช่วงต้น ค.ศ. 1930 ความพยายามของเกิมเบิสส่งผลทำให้เกิดพิธีตราสารโรมระหว่างอิตาลี-ฮังการี แต่เขากลับเสียชีวิตอย่างกระทันหันใน ค.ศ. 1936 ในขณะที่กำลังเจรจากับเยอรมนีในมิวนิค และการมาถึงของ Kálmán Darányi ผู้สืบทอดตำแน่งต่อจากเขา ได้ยุติการมีส่วนร่วมของฮังการีในการติดตามไตรภาคีฝ่ายอักษะ[11] การเจราจาที่ดูขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของอิตาลี กาลีซโซ ชิอาโน และเอกอัครราชทูตของเยอรมนี Ulrich von Hassell ส่งผลก่อให้เกิดพิธีตราสารสิบเก้าจุด(Nineteen-Point Protocol) ซึ่งถูกลงนามโดยชิอาโนและชาวเยอรมันผู้ที่มีความคล้ายกันกับเขา ค็อนสตันทีน ฟ็อน น็อยราท ใน ค.ศ. 1936 เมื่อมุสโสลินีได้ประกาศเปิดเผยถึงการลงนามต่อสาธารณชน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน เขาได้ประกาศก่อตั้งอักษะ โรม-เบอร์ลิน ขึ้นมา[10]

ข้อเสนอเบื้องต้นของพันธมิตรระหว่างเยอรมนี-อิตาลีแก้ไข

อิตาลีภายใต้ดูเช่ เบนิโต มุสโสลินีได้ติดตามพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของอิตาลีกับเยอรมนีต่อต้านฝรั่งเศสนับตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1920[12] ก่อนที่จะกลายเป็นหัวหน้ารัฐบาลในอิตาลีในฐานะผู้นำขบวนการฟาสซิสต์อิตาลี มุสโสลินีเคยสนับสนุนการเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีที่เป็นผู้แพ้สงคราม ภายหลังจากการประชุมสันติภาพปารีส (ค.ศ. 1919–1920) จุดสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[12] เขาเชื่อว่าอิตาลีสามารถขยายอิทธิพลได้ในยุโรปโดยการเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีเพื่อต่อต้านฝรั่งเศส[12] ในช่วงแรกของ ค.ศ. 1923 เพื่อเป็นการแสดงออกถึงสันถวไมตรีที่ดีต่อเยอรมนี อิตาลีได้ส่งอาวุธอย่างลับ ๆ ให้แก่กองทัพบกเยอรมัน ซึ่งต้องเผชิญหน้ากับการลดอาวุธครั้งใหญ่ภายใต้บทบัญญัติของสนธิสัญญาแวร์ซาย[12]

นับตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1920 อิตาลีได้ระบุว่า ใน ค.ศ. 1935 เป็นวันสำคัญสำหรับการเตรียมความพร้อมสำหรับการทำสงครามฝรั่งเศส เนื่องจากปี ค.ศ. 1935 เป็นปีที่พันธกรณีของเยอรมนีภายใต้สนธิสัญญาแวร์ซายได้ถูกกำหนดให้สิ้นสุดลง[13] การประชุมเกิดขึ้นที่กรุงเบอร์ลินใน ค.ศ. 1924 ระหว่างนายพล Luigi Capello และบุคคลสำคัญในกองทัพเยอรมัน เช่น von Seeckt และเอริช ลูเดินดอร์ฟ เกี่ยวกับความร่วมมือทางทหารระหว่างเยอรมนีและอิตาลี บทสนทนาได้ข้อสรุปว่า เยอรมันยังคงต้องการทำสงครามล้างแค้นกับฝรั่งเศส แต่ยังขาดอาวุธและหวังว่าอิตาลีจะช่วยเหลือเยอรมนีได้[14]

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ มุสโสลินีได้เน้นย้ำเงื่อนไขที่สำคัญประการหนึ่งที่อิตาลีจะติดตามในการเป็นพันธมิตรกับเยอรมนี: อิตาลี "จะต้อง...ลากจูงพวกเขา ไม่ใช่ถูกลากจูงโดยพวกเขา"[12] Dino Grandi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิตาลีในช่วงแรกปี ค.ศ. 1930 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ "น้ำหนักชี้ขาด" ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของอิตาลีระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนี ซึ่งเขาได้รับรู้ว่าอิตาลียังไม่ได้เป็นมหาอำนาจ แต่รับรู้ว่าอิตาลีมีอิทธิพลมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเมืองในยุโรปโดยวางน้ำหนักของการสนับสนุนไว้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและพยายามสร้างสมดุลระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามฝ่าย[15][16]

พันธมิตรแม่น้ำดานูบ ข้อพิพาทเหนือออสเตรียแก้ไข

 
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ฟือเรอร์และนายกรัฐมนตรีไรช์ของชาวเยอรมัน, ค.ศ. 1933–1945

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และพรรคนาซีได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจในเยอรมนี ฮิตเลอร์ได้สนับสนุนการเป็นพันธมิตรระหว่างเยอรมนีและอิตาลีนับตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1920[17] ภายหลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่นาน ฮิตเลอร์ได้ส่งข้อความส่วนตัวไปยังมุสโสลินี ประกาศถึง "ความชื่นชมยินดีและการแสดงความเคารพ" และประกาศความคาดหมายของเขาเกี่ยวกับโอกาสของมิตรภาพระหว่างเยอรมันและอิตาลีและแม้แต่กระทั่งเป็นพันธมิตร[18] ฮิตเลอร์ทราบดีว่าอิตาลีมีความกังวลเกี่ยวกับการอ้างสิทธิ์ในที่ดินของเยอรมนีที่อาจจะเกิดขึ้นในทีโรลทางตอนใต้ และให้การรับรองกับมุสโสลินีว่า เยอรมนีไม่สนใจเมืองทีโรลทางตอนใต้ ฮิตเลอร์ในหนังสือไมน์คัมพฟ์ได้ประกาศว่า ทีโรลทางตอนใต้ไม่ใช่ประเด็นเมื่อพิจารณาถึงข้อได้เปรียบที่จะได้รับจากพันธมิตรระหว่างเยอรมนี-อิตาลี ภายหลังจากการก้าวขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ ข้อเสนอของคณะกรรมการมหาอำนาจทั้งสี่ที่ถูกเสนอโดยอิตาลีได้รับการพิจารณาด้วยความสนใจจากบริติช แต่ฮิตเลอร์ไม่ได้ให้คำมั่นในข้อเสนอนี้ ส่งผลทำให้มุสโสลินีกระตุ้นเร่งเร้าให้ฮิตเลอร์พิจารณาถึงข้อได้เปรียบทางการทูตที่เยอรมนีจะได้รับโดยการแยกตัวออกจากความโดดเดี่ยวโดยการเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางอาวุธทันที[19] ข้อเสนอของคณะกรรมการมหาอำนาจทั้งสี่ได้ระบุว่าเยอรมนีไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอาวุธอีกต่อไป และจะได้รับสิทธิ์ในการฟื้นฟูแสนยานุภาพภายใต้การควบคุมดูแลของต่างชาติเป็นระยะ ๆ[20] ฮิตเลอร์ได้ปฏิเสธแนวคิดของการควบคุมแสนยานุภาพภายใต้การควบคุมดูแลของต่างชาติอย่างสิ้นเชิง[20]

มุสโสลินีไม่ไว้วางใจต่อเจตจำนงของฮิตเลอร์เกี่ยวกับอันชลุส หรือไม่ก็คำมั่นสัญญาของฮิตเลอร์ที่จะไม่อ้างสิทธิ์ในดินแดนทีโรลทางตอนใต้[21] มุสโสลินีได้แจ้งแก่ฮิตเลอร์ว่าเขาพึงพอใจต่อการมีอยู่ของรัฐบาลต่อต้านมาร์กซิสต์ของดอลล์ฟุสส์ในออสเตรีย และเตือนฮิตเลอร์ว่า เขายืนกรานที่จะต่อต้านอันชลุส[21] ฮิตเลอร์ได้ตอบโต้ด้วยการดูถูกมุสโสลินีว่า เขามีความตั้งใจ"ที่จะโยนดอลล์ฟุสส์ลงไปในทะเล"[21] ด้วยความไม่เห็นด้วยในเรื่องเกี่ยวกับออสเตรียนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างฮิตเลอร์และมุสโสลินีจึงห่างไกลออกไปมากขึ้น[21]

ฮิตเลอร์ได้พยายามที่จะทำลายหนทางตันกับอิตาลีเหนือออสเตรียโดยส่งแฮร์มัน เกอริงไปเจรจากับมุสโสลินีใน ค.ศ. 1933 เพื่อเกลี้ยกล่อมมุสโสลินีให้ทำการกดดันรัฐบาลออสเตรียให้แต่งตั้งสมาชิกพรรคนาซีในออสเตรียเข้าสู่รัฐบาล[22] เกอริงอ้างว่าการครอบงำออสเตรียของนาซีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และอิตาลีควรที่จะยอมรับเรื่องนี้ เช่นเดียวกับการทบทวนมุสโสลินีต่อคำมั่นสัญญาของฮิตเลอร์ว่า "จะพิจารณาปัญหาเรื่องชายแดนทีโรลทางตอนใต้ที่จะถูกยุติลงในที่สุดโดยสนธิสัญญาสันติภาพ"[22] ในการตอบสนองต่อการเข้าพบของเกอริ่งกับมุสโสลินี ดอลล์ฟุสส์จึงเดินทางไปยังอิตาลีโดยทันทีเพื่อตอบโต้ความคืบหน้าแต่อย่างใดจากทางการทูตของเยอรมนี[22] ดอลล์ฟุสส์ได้กล่าวอ้างว่ารัฐบาลของเขากำลังถูกมาร์กซิสต์ท้าทายในออสเตรีย และอ้างว่าเมื่อมาร์กซิสต์ได้รับชัยชนะในออสเตรีย การสนับสนุนออสเตรียของนาซีจะอ่อนกำลังลง[22]

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1934 ฮิตเลอร์และมุสโสลินีได้พบกันครั้งแรกที่เวนิส การประชุมไม่เป็นไปอย่างราบรื่น ฮิตเลอร์ได้เรียกร้องให้มุสโสลินีทำการประนีประนอมกับออสเตรียโดยทำการกดดันดอลล์ฟุสส์แต่งตั้งให้สมาชิกพรรคนาซีในออสเตรียเข้าไปในคณะรัฐมนตรีของเขา ซึ่งมุสโสลินีได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมา ในการตอบโต้ ฮิตเลอร์ได้ให้สัญญาว่าเขาจะยอมรับเอกราชของออสเตรียในขณะนี้ โดยกล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดภายในเยอรมนี (ซึ่งหมายถึงหน่วยเอ็สอาของนาซีที่ฮิตเลอร์จะทำการสังหารในไม่ช้าในคืนมีดยาว) ที่เยอรมนีไม่อาจที่จะทำการยั่วยุอิตาลีได้[23] กาลีซโซ ชิอาโนได้บอกกับสื่อมวลชนว่า ผู้นำทั้งสองได้ทำ"ข้อตกลงสุภาพบุรุษ"เพื่อหลีกเลี่ยงการแทรกแซงในออสเตรีย[24]

 
แอ็งเงิลแบร์ต ดอลล์ฟุสส์ นายกรัฐมนตรีออสเตรีย, ค.ศ. 1932–1934

หลายสัปดาห์ต่อมาภายหลังการประชุมที่เวนิส เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1934 นาซีชาวออสเตรียได้ทำการลอบสังหารดอลล์ฟุสส์[23] มุสโสลิรู้สึกโกรธเคือง ในขณะที่เขาถือว่า ฮิตเลอร์มีส่วนต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อการลอบสังหารที่ได้ละเมิดคำมั่นสัญญาของฮิตเลอร์ที่ถูกทำขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนเพื่อเคารพความเป็นเอกราชของออสเตรีย[25][24] มุสโสลินีได้ส่งกองพลกองทัพบกหลายกองพลและฝูงบินไปยังช่องเขาเบรนเนอร์ และเตือนว่าการที่เยอรมนีโจมตีออสเตรียจะส่งผลทำให้เกิดสงครามระหว่างเยอรมนีและอิตาลี[26] ฮิตเลอร์ได้ตอบโต้ด้วยการปฏิเสธความรับผิดชอบของนาซีในการลอบสังหารและออกคำสั่งให้ยุบความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างพรรคนาซีเยอรมันและพรรคนาซีสาขาออสเตรีย ซึ่งเยอรมนีได้กล่าวอ้างว่าเป็นความรับผิดชอบต่อวิกฤตการณ์ทางการเมือง[27]

อิตาลีได้ละทิ้งความสัมพันธ์ทางการทูตกับเยอรมนีอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ได้หันเข้าหาฝรั่งเศสเพื่อเป็นการท้าทายต่อการดื้อแพ่งของเยอรมนีด้วยการลงนามในข้อตกลงระหว่างฝรั่งเศส-อิตาลีเพื่อปกป้องเอกราชของออสเตรีย[28] เสนาธิการทหารจากกองทัพฝรั่งเศสและอิตาลีได้หารือถึงความร่วมมือทางทหารที่เป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องกับการทำสงครามกับเยอรมนี หากฮิตเลอร์กล้าที่จะโจมตีออสเตรีย

ความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีและอิตาลีได้รับการฟื้นฟู เนื่องจากการสนับสนุนของฮิตเลอร์ในการรุกรานเอธิโอเปียของอิตาลีใน ค.ศ. 1935 ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ได้ประณามการรุกรานและให้การสนับสนุนการคว่ำบาตรต่ออิตาลี

การพัฒนาของพันธมิตรระหว่างเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นแก้ไข

 
ฮิเดโอะ โคดามะ รัฐมนตรีจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงคราม

ความสนใจในเยอรมนีและญี่ปุ่นในการจัดตั้งพันธมิตรได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อนักการทูตชาวญี่ปุ่นนามว่า ฮิโรชิ โอชิมะ ได้เข้าพบกับโยอาคิม ฟ็อน ริบเบินทร็อพในเบอร์ลินใน ค.ศ. 1935[29] โอชิมะได้แจ้งแก่ฟ็อน ริบเบินทร็อพเกี่ยวกับความสนใจของญี่ปุ่นในการจัดตั้งพันธมิตรระหว่างเยอรมัน-ญี่ปุ่นเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต[29] ฟ็อน ริบเบินทร็อพได้ขยายข้อเสนอของโอชิมะโดยสนับสนุนให้พันธมิตรอยู่ในบริบททางการเมืองของกติกาสัญญาเพื่อต่อต้านโคมินเทิร์น[29] ข้อเสนอในกติกาสัญญาได้พบกับความคิดเห็นที่หลากหลายในญี่ปุ่น โดยมีกลุ่มผู้คลั่งชาติภายในรัฐบาลที่สนับสนุนกติกาสัญญาฉบับนี้ ในขณะที่กองทัพเรือญี่ปุ่นและกระทรวงต่างประเทศของญี่ปุ่นต่างไม่เห็นด้วยกับกติกาสัญญาฉบับนี้อย่างแข็งขัน[30] มีความกังวลอย่างมากในรัฐบาลญี่ปุ่นว่ากติกาสัญญาฉบับนี้กับเยอรมนีอาจจะทำลายความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นกับบริติช ซึ่งเป็นปีที่อันตรายของข้อตกลงระหว่างบริติช-ญี่ปุ่นเป็นประโยชน์ ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นสามารถก้าวขึ้นสู่ประชาคมระหว่างประเทศได้ช่วงแรก[31] การตอบสนองต่อกติกาสัญญาได้พบกับหมวดที่คล้ายกันในเยอรมนี ในขณะที่ข้อเสนอในกติกาสัญญได้รับความนิยมในท่ามกลางผู้นำระดับสูงของพรรคนาซี ถูกต่อต้านโดยคนจำนวนมากในกระทรวงต่างประเทศ กองทัพบก และชุมชนธุรกิจที่มีผลประโยชน์ทางการเงินในจีนซึ่งญี่ปุ่นเป็นศัตรู

ในการเรียนรู้ชองการเจรจาระหว่างเยอรมัน-ญี่ปุ่น อิตาลีก็เริ่มที่จะสนใจที่จะก่อตั้งพันธมิตรกับญี่ปุ่น อิตาลีคาดหวังว่า เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในระยะยาวของญี่ปุ่นกับบริติช พันธมิตรระหว่างอิตาลีและญี่ปุ่นสามารถกดดันให้บริติชยอมรับท่าทีที่เอื้ออำนวยต่ออิตาลีในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้มากขึ้น[29] ในฤดูร้อน ค.ศ. 1936 รัฐมนตรีต่างประเทศของอิตาลี ชิอาโนได้แจ้งแก่ซูกิมูระ โยตาโระ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำอิตาลี "ข้าพเจ้าได้ยินมาว่าข้อตกลงญี่ปุ่น-เยอรมันเกี่ยวกับสหภาพโซเวียตได้บรรลุผลแล้ว และข้าพเจ้าคิดว่าคงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับข้อตกลงที่คล้ายคลึงกันระหว่างอิตาลีและญี่ปุ่น"[29] ทัศนคติของญี่ปุ่นในช่วงแรกต่อข้อเสนอของอิตาลีนั้นมักจะมองข้าม โดยมองว่าพันธมิตรระหว่างเยอรมันและญี่ปุ่นเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียตเป็นสิ่งจำเป็น ในขณะที่พันธมิตรระหว่างอิตาลี-ญี่ปุ่นเป็นเรืองรอง เนื่องจากญี่ปุ่นคาดการณ์ว่าพันธมิตรระหว่างอิตาลี-ญี่ปุ่นจะทำให้เป็นปรปักษ์กับบริติชที่ประณามการรุกรานเอธิโอเปียของอิตาลี[29] ทัศนคตินี้ของญี่ปุ่นที่มีต่ออิตาลีได้เปลี่ยนแปลงไปใน ค.ศ. 1937 ภายหลังสันนิบาตชาติได้กล่าวประณามญี่ปุ่น เนื่องจากได้ทำการรุกรานในจีนและเผชิญกับการแยกตัวออกจากนานาชาติ ในขณะที่อิตาลียังคงชื่นขมต่อญี่ปุ่นอยู่[29] อันเป็นผลทำให้การสนับสนุนของอิตาลีสำหรับญี่ปุ่นในการต้านทานการประณามจากนานาชาติ ญี่ปุ่นจึงทัศนคติเชิงบวกต่ออิตาลีมากขึ้นและได้ให้ข้อเสนอในการทำข้อตกลงไม่รุกรานระหว่างกันหรือกติกาสัญญาวางตัวเป็นกลางกับอิตาลี[32]

กติกาสัญญาไตรภาคีได้ถูกลงนามโดยเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1940 ในกรุงเบอร์ลิน โดยฮังการี (20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1940) โรมาเนีย (23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1940) สโลวาเกีย (24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1940) และบัลแกเรีย (1 มีนาคม ค.ศ. 1941) ได้เข้าร่วมกติกาสัญญาดังกล่าวในภายหลัง[33]

อุดมการณ์แก้ไข

เป้าหมายหลักของฝ่ายอักษะคือการขยายอาณาเขตของตนไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง[34] ในแง่ของอุดมการณ์ ฝ่ายอักษะได้บรรยายถึงเป้าหมายของพวกเขาว่าเป็นการทำลายอำนาจครอบงำของมหาอำนาจตะวันตกที่ยึดถืออุดมการณ์ระบอบเศรษฐยาธิปไตย และปกป้องอารยธรรมจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ฝ่ายอักษะให้การสนับสนุนรูปแบบต่าง ๆ มากมายที่เกี่ยวกับลัทธิฟาสซิสต์ ลัทธิทหาร และการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ[35] การสร้างจักรวรรดิลัทธิการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจที่อยู่ติดกันในอาณาเขตเป็นเป้าหมายร่วมกันของทั้งสามประเทศของฝ่ายอักษะ[8]

ทรัพยากรทางเศรษฐกิจแก้ไข

ประชากรฝ่ายอักษะใน ค.ศ. 1938 มีจำนวน 258.9 ล้านคน ในขณะที่ประชากรฝ่ายสัมพันธมิตร (ยกเว้นสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา ซึ่งภายหลังได้เข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร) มีจำนวน 689.7 ล้านคน[36] ดังนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรมีจำนวนมากกว่าฝ่ายอักษะ 2.7 ต่อ 1[37] รัฐฝ่ายอักษะที่เป็นผู้นำมีจำนวนประชากรในประเทศดังต่อไปนี้: เยอรมนี 75.5 ล้านคน (รวมทั้งจำนวน 6.8 ล้านคนจากการผนวกรวมออสเตรียเข้าด้วยกันได้ไม่นานมานี้) ญี่ปุ่น 71.9 ล้านคน (ยกเว้นดินแดนอาณานิคม) และอิตาลี 43.4 ล้านคน (ยกเว้นดินแดนอาณานิคม) สหราชอาณาจักร(ยกเว้นดินแดนอาณานิคม) มีจำนวนประชากร 47.5 ล้านคน และฝรั่งเศส (ยกเว้นดินแดนอาณานิคม) มีจำนวน 42 ล้านคน[36]

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในช่วงสงครามของฝ่ายอักษะ ราคาอยู่ที่ 911 พันล้านดอลลาร์ ณ จุดสูงสุดใน ค.ศ. 1941 ในราคาสกุลเงินดอลลาร์ระดับสากลใน ค.ศ. 1990[38] จีดีพีของฝ่ายสัมพันธมิตร ราคาอยู่ที่ 1,798 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐอเมริการาคาตั้งอยู่ที่ 1,094 พันล้านดอลลาร์ มากกว่าฝ่ายอักษะโดยรวม[39]

ภาระของการทำสงครามกับประเทศที่เข้าร่วมวัดจากเปอร์เซ็นของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) ที่อุทิศให้กับการใช้จ่ายทางทหาร[40] เกือบหนึ่งในสี่ของ GNP ของเยอรมนีได้ถูกนำไปใช้ในการทำสงครามใน ค.ศ. 1939 และเพิ่มขึ้นเป็นสามในสี่ของ GNP ใน ค.ศ. 1944 ก่อนช่วงการล่มสลายทางเศรษฐกิจ[40] ใน ค.ศ. 1939 ญี่ปุ่นได้ใช้ประมาณ 22 เปอร์เซ็นต์ของ GNP ในการทำสงครามในจีน ได้เพิ่มขึ้นเป็นสามในสี่ของ GNP ใน ค.ศ. 1944[40] อิตาลีไม่ได้ระดมกำลังทางเศรษฐกิจ GNP ที่ถูกนำไปใช้ในการทำสงครามยังคงอยู่ที่ระดับช่วงก่อนสงคราม[40]

อิตาลีและญี่ปุ่นขาดความสามารุถทางอุตสาหกรรม เศรษฐกิจของพวกเขามีขนาดเล็ก ขึ้นอยู่กับการค้าระหว่างประเทศ แหล่งเชื้อเพลิงจากภายนอก และทรัพยากรอุตสาหกรรมอื่น ๆ[40] เป็นผลทำให้การระดมพลกำลังของอิตาลีและญี่ปุ่นยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าจะอยู่ใน ค.ศ. 1943 ก็ตาม[40]

ท่ามกลางสามประเทศหลักของฝ่ายอักษะ ญี่ปุ่นมีรายได้ต่อหัวที่ต่ำที่สุด ในขณะที่เยอรมนีและอิตาลีมีรายได้ระดับที่เทียบเท่ากับสหราชอาณาจักร[41]

ประเทศสมาชิกหลักแก้ไข

  เยอรมนีแก้ไข

 
ขบวนยานพาหนะของเยอรมันกำลังเข้ารุกในช่วงยุทธการที่อัลอะละมัยน์ครั้งที่สองในการทัพแอฟริกาเหนือ
 
เครื่องบินทิ้งระเบิดไฮง์เคิล เฮ 111 ของเยอรมันในช่วงยุทธเวหาที่บริเตน
เหตุผลในการทำสงครามแก้ไข

ใน ค.ศ. 1941 ฮิตเลอร์ได้บรรยายถึงการปะทุของสงครามโลกครั้งที่สองว่าเป็นข้อผิดพลาดของการแทรกแซงของมหาอำนาจตะวันตกต่อเยอรมนีในช่วงที่ทำสงครามกับโปแลนด์ โดยอธิบายว่าเป็นผลของ"ชาวยุโรปและอเมริกันผู้กระหายสงคราม"[42] ฮิตเลอร์ได้ออกแบบให้เยอรมนีกลายเป็นรัฐที่มีอำนาจครอบงำและมีความสำคัญของโลก เช่น เจตจำนงของเขาที่จะทำให้กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนีกลายเป็น Welthauptstadt (เมืองหลวงโลก) เปลี่ยนชื่อเป็นเจอร์มาเนีย[43] รัฐบาลเยอรมันยังได้แสดงเหตุผลในการกระทำของตนโดยอ้างว่า เยอรมนีจำเป็นต้องขยายอาณาเขตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะกำลังเผชิญกับวิกฤตประชากรล้นเกินที่ฮิตเลอร์ได้อธิบายว่า "เรามีประชากรมากเกินไปและไม่สามารถเลี้ยงตนเองจากทรัพยากรของเราเองได้"[44] ดังนั้นการขยายตัวจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการจัดหาเลเบินส์เราม์ ("พื้นที่อยู่อาศัย") สำหรับประเทศชาติเยอรมันและยุติการมีประชากรมากเกินไปของประเทศภายในอาณาเขตจำกัดที่มีอยู่[44] และจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นต่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน ตั้งแต่ ค.ศ. 1920 พรรคนาซีได้เผยแพร่ต่อสาธารณชนในการขยายเยอรมนีไปสู่ดินแดนที่สหภาพโซเวียตถือครอง[45]

เยอรมนีได้ให้เหตุผลในการทำสงครามกับโปแลนด์ในประเด็นเรื่องของชนกลุ่มน้อยชาวเยอรมันภายในโปแลนด์ และโปแลนด์คัดค้านในการผนวกรวมเสรีนครดันท์ซิชที่มีชนกลุ่มใหญ่ชาวเยอรมันส่วนใหญ่เข้ากับเยอรมนี ในขณะที่ฮิตเลอร์และพรรคนาซีก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่อำนาจได้พูดคุยกันอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับการทำลายโปแลนด์และเป็นศัตรูกับโปแลนด์ ภายหลังจากได้ขึ้นสู่อำนาจจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1939 ฮิตเลอร์ได้พยายามปกปิดเจตนาที่แท้จริงของเขาที่มีต่อโปแลนด์ และลงนามในกติกาสัญญาไม่รุกรานระหว่างกันเป็นเวลา 10 ปีใน ค.ศ. 1934 ได้เปิดเผยแผนการของเขาให้เห็นได้แค่เฉพาะเพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิดที่สุดเท่านั้น[46] ความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีและโปแลนด์ได้เปลี่ยนไปตั้งแต่ต้นถึงปลาย ค.ศ. 1930 ในขณะที่เยอรมนีพยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์กับโปแลนด์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่โปแลนด์จะเข้าสู่เขตอิทธิพลของสหภาพโซเวียต และเรียกร้องความรู้สึกต่อต้านโซเวียตในโปแลนด์[47] ในทางกลับกัน สหภาพโซเวียตกำลังแข่งขันกับเยอรมนีเพื่อแย่งชิงอำนาจอิทธิพลในโปแลนด์[47] ในเวลาเดียวกัน เยอรมนีกำลังเตรียมทำสงครามกับโปแลนด์ และกำลังเตรียมชนกลุ่มน้อยชาวเยอรมันในโปแลนด์อย่างลับ ๆ เพื่อทำสงคราม[48]

วิกฤตทางการทูตได้ปะทุขึ้นภายหลังจากฮิตเลอร์ได้เรียกร้องให้ผนวกรวมเสรีนครดันท์ซิชเข้ากับเยอรมนี ซึ่งนำโดยรัฐบาลนาซีต้องการที่จะผนวกเข้ากับเยอรมนี เยอรมนีได้ใช้แบบอย่างทางกฏหมายเพื่อแสดงเหตุผลในการแทรกแซงโปแลนด์และการผนวกรวมเสรีนครดันท์ซิช (นำโดยรัฐบาลนาซีท้องถิ่นที่พยายามรวมตัวเข้ากับเยอรมนี) ใน ค.ศ. 1939[49] โปแลนด์ได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของเยอรมนี และเยอรมนีได้เตรียมระดมพลในเช้าวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1940[50]

เยอรมนีได้ให้เหตุผลในการบุกครองกลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำของเบลเยี่ยม ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1940 โดยกล่าวอ้างว่าตนเองกำลังสงสัยที่บริติชและฝรั่งเศสกำลังเตรียมที่จะใช้กลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำเพื่อที่จะบุกรุกภูมิภาครัวร์ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมของเยอรมนี[51] เมื่อเกิดสงครามระหว่างเยอรมนีกับบริติชและฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1939 ฮิตเลอร์ประกาศว่าเนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยมจะต้องถูกยึดครอง โดยกล่าวว่า "ฐานทัพอากาศยานของดัตซ์และเบลเยียมจะต้องถูกยึด....คำประกาศวางตัวเป็นกลางจะต้องถูกละเลย"[51] ในการประชุมร่วมกับผู้นำทางทหารของเยอรมนี เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1939 ฮิตเลอร์ได้ประกาศกับผู้นำทหารว่า "เรามีจุดอ่อนที่รัวร์" และกล่าวว่า "หากอังกฤษและฝรั่งเศสผลักดันผ่านทางเบลเยียมและฮอลแลนด์เข้าสู่รัวร์ เราจะตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง" จึงกล่าวอ้างว่า เบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ต้องถูกเยอรมนียึดครอง เพื่อปกป้องเยอรมนีจากการรุกรานของบริติชและฝรั่งเศสต่อรัวร์ โดยไม่คำนึงถึงคำกล่าวอ้างของพวกเขาว่าได้วางตัวเป็นกลาง[51]

การรุกรานสหภาพโซเวียตของเยอรมนีใน ค.ศ. 1941 เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องเลเบินส์เราม์ การต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ และนโยบายต่างประเทศของสหภาพโซเวียต ภายหลังจากเยอรมนีรุกรานสหภาพโซเวียตใน ค.ศ. 1941 ท่าทีของระบอบนาซีที่มีต่อรัสเซียที่ดินแดนกำลังลดน้อยลงและเป็นอิสระได้รับผลกระทบจากแรงกดดันที่เริ่มต้นขึ้นใน ค.ศ. 1942 จากกองทัพเยอรมันต่อฮิตเลอร์เพื่อรับรองกองทัพรัสเซียภายใต้การนำโดยอันเดรย์ วลาซอฟ[52] ในช่วงแรก ข้อเสนอเพื่อสนับสนุนกองทัพรัสเซียที่ต่อต้านพวกคอมมิวนิสต์ได้ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงโดยฮิตเลอร์ อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 1944 เมื่อเยอรมนีได้ประสบความสูญเสียที่เพิ่มมากขึ้นในแนวรบด้านตะวันออก กองกำลังของวลาซอฟได้รับการยอมรับจากเยอรมนีในฐานะพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยไรชส์ฟือเรอร์-เอ็สเอ็ส ไฮน์ริช ฮิมเลอร์[53]

ภายหลังญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์และการปะทุของสงครามระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ เยอรมนีได้สนับสนุนแก่ญี่ปุ่นโดยการประกาศสงครามกับสหรัฐในช่วงสงคราม เยอรมนีได้ประณามกฎบัตรแอตแลนติกและรัฐบัญญัติการให้ยืม-เช่าที่สหรัฐประกาศใช้เพื่อสนับสนุนมหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรก่อนที่จะเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร เนื่องจากลัทธิจักรวรรดินิยมมุ่งเป้าไปที่การครอบงำและแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศภายนอกทวีปอเมริกา[54] ฮิตเลอร์ประณามต่อประธานาธิบดีอเมริกา รูสเวสต์ ที่ใช้คำว่า "เสรีภาพ" เพื่ออธิบายถึงการกระทำของสหรัฐในสงคราม และกล่าวหาชาวอเมริกันว่า "เสรีภาพ" คือ เสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยในการแสวงหาผลประชน์จากโลก และเสรีภาพสำหรับผู้มั่งคั่งในระบอบประชาธิปไตยดังกล่าวเพื่อเอารัดเอาเปรียบมวลชน[54]

ประวัติศาสตร์แก้ไข

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง ประชาชนชาวเยอรมันรู้สึกว่าประเทศของตนได้รับความอัปยศอดสอันเป็นผลมาจากสนธิสัญญาแวร์ซาย รวมทั้งถูกกล่าวโทษว่าเป็นผู้ก่อสงครามขึ้นมาและบังคับให้เยอรมนีจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามอันมหาศาลและทำการริบดินแดนที่เคยถูกควบคุมโดยจักรวรรดิเยอรมันและดินแดนอาณานิคมทั้งหมด แรงกดดันของค่าปฏิกรรมต่อเศรษฐกิจของเยอรมนีทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออันรุนแรงในช่วงต้นปี ค.ศ. 1920 ใน ค.ศ. 1923 ฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองภูมิภาครูร์ เมื่อเยอรมนีได้ผิดนัดชำระจ่ายค่าปฏิกรรม แม้ว่าเยอรมนีจะเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงกลางปี ค.ศ. 1920 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ได้สร้างความยากลำบากทางเศรษฐกิจมากขึ้นและการลุกฮือในกองกำลังทางการเมืองที่สนับสนุนการแก้ปัญหาที่รุนแรงต่อความทุกข์ยากของเยอรมนี นาซีภายใต้ฮิตเลอร์ได้ส่งเสริมเรื่องตำนานนักชาตินิยมถูกแทงข้างหลังโดยระบุว่าเยอรมนีถูกชาวยิวและคอมมิวนิสต์หักหลัง พรรคได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะสร้างเยอรมนีขึ้นมาใหม่กลายเป็นมหาอำนาจที่สำคัญและสร้างมหาประเทศเยอรมนี ซึ่งจะรวมทั้งอาลซัส-ลอแรน ออสเตรีย ซูเดเทินลันท์ และดินแดนอื่น ๆ ซึ่งมีชาวเยอรมันอาศัยอยู่ในทวีปยุโรป นาซียังได้ตั้งเป้าหมายที่จะครอบครองและก่อตั้งดินแดนอาณานิคมที่ไม่ใช่ของเยอรมันในโปแลนด์ รัฐบอลติก และสหภาพโซเวียต โดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของนาซีในการแสวงหาเลเบินส์เราม์("พื้นที่อยู่อาศัย") ในยุโรปตะวันออก

เยอรมนีได้ละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายและส่งทหารกลับเข้าสู่ไรน์ลันท์ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1936 เยอรมนีได้กลับมาเกณฑ์ทหารอีกครั้งและประกาศถึงการมีอยู่ของกองทัพอากาศเยอรมันอย่างลุฟท์วัฟเฟอ และกองทัพเรือเยอรมันอย่างครีคส์มารีเนอ ใน ค.ศ. 1935 เยอรมนีได้ทำการผนวกรวมออสเตรียใน ค.ศ. 1938 ซูเดเทินลันท์จากเชโกสโลวาเกีย และดินแดนเมเมลจากลิทัวเนียใน ค.ศ. 1939 เยอรมนีได้บุกครองส่วนที่เหลือของเชโกสโลวาเกียใน ค.ศ. 1939 ก่อตั้งรัฐในอารักขาโบฮีเมียและมอเรเวียและประเทศสโลวาเกียขึ้นมา

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1939 เยอรมนีและสหภาพโซเวียตได้ลงนามในกติกาสัญญาโมโลตอฟ–ริบเบินทร็อพ ซึ่งมาพร้อมด้วยตราสารลับที่จะทำการแบ่งยุโรปตะวันออกเป็นเขตอิทธิพล[55] เยอรมันได้เข้ารุกรานส่วนหนึ่งของโปแลนด์ภายใต้กติกาสัญญาแปดวันต่อมา[56] ได้จุดชนวนก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงปลายปี ค.ศ. 1941 เยอรมนีได้ยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรป และกองกำลังทหารของเยอรมนีกำลังสู้รบกับสหภาพโซเวียต เกือบจะยึดครองกรุงมอสโกได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ในยุทธการที่สตาลินกราดและยุทธการที่คูสค์ได้ทำลายล้างกองทัพเยอรมัน เมื่อรวมกับการยกพลขึ้นบกของฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกในฝรั่งเศสและอิตาลี นำไปสู่สงครามทั้งสามแนวรบที่ทำให้กองทัพเยอรมันละลายหายหมดสิ้น และส่งผลทำให้เยอรมนีพ่ายแพ้ใน ค.ศ. 1945

ดินแดนยึดครองแก้ไข

รัฐในอารักขาโบฮีเมียและมอเรเวียถูกสร้างขึ้นมาจากการแบ่งแยกเชโกสโลวาเกีย ไม่นานหลังจากที่เยอรมนีได้ผนวกภูมิภาคซูเดเทินลันท์ของเชโกสโลวาเกีย สโลวาเกียได้ประกาศอิสรภาพ รัฐสโลวีกใหม่เป็นพันธมิตรกับเยอรมนี ส่วนที่เหลือของประเทศถูกกองทัพเยอรมันเข้ายึดครองและก่อตั้งรัฐในอารักขา สถาบันพลเมืองชาวเช็กได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ แต่รัฐในอารักขาได้ถูกพิจารณาภายในอาณาเขตอำนาจอธิปไตยของเยอรมนี

เขตปกครองสามัญ เป็นชื่อที่ถูกตั้งไว้แก่ดินแดนของโปแลนด์ที่ถูกยึดครองซึ่งไม่ได้ถูกผนวกรวมโดยตรงกับจังหวัดต่าง ๆ ของเยอรมนี แต่เป็นเช่นเดียวกับโบฮีเมียและมอเรเวียที่ได้ถูกพิจารณาให้อยู่ภายในอาณาเขตอำนาจอธิปไตยของเยอรมนีโดยทางการนาซี

ไรชส์ค็อมมิสซารีอาท ได้ก่อตั้งขึ้นในเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และนอร์เวย์ โดยกำหนดให้เป็นสถานที่ที่ประชากร"ชาวเจอร์มานิก" ซึ่งจะถูกรวมเข้าไปอยู่ในแผนการมหาประเทศเจอร์มานิกไรช์ ในทางตรงกันข้าม ไรชส์ค็อมมิสซารีอาทที่ก่อตั้งขึ้นในตะวันออก(ไรชส์ค็อมมิสซารีอาทอ็อสท์ลันท์ในทะเลบอลติก ไรชส์ค็อมมิสซารีอาทยูเครนในยูเครน) ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเป็นอาณานิคมเพื่อการตั้งถิ่นฐานโดยชาวเยอรมัน

ในนอร์เวย์ ภายใต้ไรชส์ค็อมมิสซารีอาทในนอร์เวเกน ระบอบควิสลิงภายใต้การนำโดยวิดกึน ควิสลิง ได้รับการแต่งตั้งโดยเยอรมันในฐานะระบอบรัฐบริวารในช่วงการยึกครอง ในขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 7 และรัฐบาลโดยชอบธรรมทางกฏหมายได้ลี้ภัยออกนอกประเทศ ควิสลิงได้สนับสนุนให้ชาวนอร์เวย์เข้าไปเป็นทหารอาสาสมัครในหน่วยวัฟเฟิน-เอ็สเอ็ส ให้ความร่วมมือในการขับไล่เนรเทศชาวยิวและมีส่วนรับผิดชอบในการประหารชีวิตสมาชิกของขบวนการต่อต้านชาวนอร์เวย์ ชาวนอร์เวย์จำนวนประมาณ 45,000 คนที่เป็นผู้ให้ความร่วมมือได้เข้าร่วมกับ Nasjonal Samling(สหภาพชาติ) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่นิยมนาซี และกรมตำรวจบางหน่วยได้ช่วยเหลือในการจับกุมชาวยิวจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นอร์เวย์เป็นหนึ่งในประเทศแรกที่ทำการต่อต้านในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างแพร่หลายก่อนถึงช่วงจุดเปลี่ยนสงครามใน ค.ศ. 1943 ภายหลังสงคราม ควิสลิงและผู้ให้ความร่วมมือคนอื่น ๆ ล้วนถูกประหารชีวิต ชื่อของควิสลิงกลายเป็นภาษิตสำหรับ "ผู้สมรู้ร่วมคิด" หรือ "คนทรยศ"

  อิตาลีแก้ไข

 
ดูเช เบนิโต มุสโสลินี ในภาพถ่ายทางการ

เหตุผลในการทำสงครามแก้ไข

ดูเช่ เบนิโต มุสโสลินีได้บรรยายถึงการประกาศสงครามของอิตาลีกับฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกของบริติชและฝรั่งเศสในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 ดังต่อไปนี้ว่า: "พวกเรากำลังจะทำสงครามกับระบอบประชาธิปไตยของเหล่าผู้มั่งคั่งและพวกปฏิกิริยาของพวกตะวันตกที่ขัดขวางความก้าวหน้าอย่างถาวรและมักคุกคามการดำรงอยู่ของประชาชนชาวอิตาลี"[57] อิตาลีประณามมหาอำนาจตะวันตกในการออกมาตราการคว่ำบาตรอิตาลีใน ค.ศ. 1935 สำหรับการกระทำของตนในสงครามอิตาลี-เอธิโอเปียครั้งที่สอง เมื่ออิตาลีได้กล่าวอ้างว่าเป็นการตอบโต้ต่อการกระทำอันก้าวร้าวของชาวเอธิโอเปียต่อชนเผ่าในอิตาเลียนเอริเทีย ในเหตุการณ์วาลวาลใน ค.ศ. 1934[58] อิตาลีได้เหตุผลเดียวกันกับการกระทำของตนเหมือนกับเยอรมนี โดยอ้างว่า อิตาลีจำเป็นต้องขยายอาณาเขตเพื่อจัดหาสปาซิโอ วิตาเล ("พื้นที่อยู่อาศัย") ให้แก่ประเทศอิตาลี[59]

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1938 ภายหลังข้อตกลงมิวนิก อิตาลีได้เรียกร้องการสัมปทานจากฝรั่งเศสเพื่อยินยอมยกให้แก่อิตาลีในแอฟริกา[60] ความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีและฝรั่งเศสกลับแย่ลง เมื่อฝรั่งเศสปฏิเสธที่จะยอมรับข้อเรียกร้องของอิตาลี[60] ฝรั่งเศสได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของอิตาลีด้วยการข่มขู่ว่าจะซ้อมการรบทางทะเลเพื่อเป็นการตักเตือนต่ออิตาลี[60] เมื่อความตึงเครียดระหว่างอิตาลีและฝรั่งเศสเพิ่มมากขึ้น ฮิตเลอร์ได้กล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญ เมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1939 โดยเขาให้คำมั่นสัญญาว่าการสนับสนุนทางทหารของเยอรมนีในกรณีการทำสงครามกับอิตาลีโดยปราศจากการยั่วยุ[61]

อิตาลีได้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1940 อิตาลีได้ให้เหตุผลในการแทรกแซงกรีซในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1940 โดยการกล่าวหาว่าบริติชกำลังใช้กรีซต่อกรกับอิตาลี มุสโสลินีได้แจ้งเรื่องนี้แก่ฮิตเลอร์ว่า "กรีซเป็นส่วนหนึ่งในประเด็นหลักของบริติช ยุทธศาสตร์ทางทะเลในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน"[62]

 
ทหารอิตาลีในการทัพแอฟริกาเหนือเมื่อ ค.ศ. 1941

อิตาลีได้ให้เหตุผลในการแทรกแซงยูโกสลาเวียในเดือนเมษายน ค.ศ. 1941 โดยเรียกร้องให้ทั้งชาวอิตาลีทำการกล่าวอ้างสิทธิ์ในการเรียกร้องดินแดนกลับคืนและข้อเท็จจริงของพวกแบ่งแยกดินแดนของชาวแอลเบเนีย โครเอเชีย และมาซิโดเนียที่ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวีย[63] การแบ่งแยกดินแดนในโครเอเชียเพิ่มสูงขึ้นภายหลังจากการลอบสังหารผู้นำทางการเมืองของโครเอเชียในรัฐสภายูโกสลาเวียใน ค.ศ. 1928 รวมทั้งการเสียชีวิตของ Stjepan Radić อิตาลีได้ให้การรับรองแก่ อานเต ปาเวลิช ผู้แบ่งแยกชาวโครเอเชียและขบวนการอูสตาเชที่ยึดถืออุดมการณ์ฟาสซิสต์ของเขาซึ่งมีพื้นฐานและการฝึกฝนในอิตาลีโดยได้รับการสนับสนุนจากระบอบฟาสซิสต์ก่อนที่จะมีการแทรกแซงต่อยูโกสลาเวีย[63]

ประวัติศาสตร์แก้ไข

ความตั้งใจของระบอบฟาสซิสต์คือการสร้าง"จักรวรรดิโรมันใหม่" ซึ่งอิตาลีจะครอบครองทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ใน ค.ศ. 1935 - 1936 อิตาลีได้เข้ารุกรานและผนวกเอธิโอเปียและรัฐบาลฟาสซิสต์ได้ประกาศก่อตั้ง "จักรวรรดิอิตาลี"[64] คำประท้วงโดยสันนิบาตชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ บริติช ซึ่งมีผลประโยชน์ในพื้นที่นั้น ทำให้ไม่มีการดำเนินจัดการอย่างจริงจัง แม้ว่าสันนิบาตชาติจะพยายามบังคับใช้มาตราการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิตาลี แต่กลับไร้ผล เหตุการณ์ดังกล่าวได้เน้นย้ำถึงความอ่อนแอของฝรั่งเศสและบริติช โดยแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างจากความไม่เต็มใจของพวกเขาที่จะบาดหมางอิตาลีและสูญเสียไปในฐานะพันธมิตรของพวกเขา การกระทำที่จำกัดโดยมหาอำนาจตะวันตกได้ผลักดันอิตาลีของมุสโสลินีหันไปเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีของฮิตเลอร์อยู่ดี ใน ค.ศ. 1937 อิตาลีได้ออกจากสันนิบาตชาติและเข้าร่วมกติกาสัญญาต่อต้านโคมินเทิร์น ซึ่งถูกลงนามโดยเยอรมนีและญี่ปุ่นในปีที่แล้ว ในเดือนมีนาคม/เมษายน ค.ศ. 1939 กองกำลังทหารอิตาลีได้รุกรานและยึดครองแอลเบเนีย เยอรมนีและอิตาลีได้ลงนามในกติกาสัญญาเหล็ก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม

 
รถถัง Fiat M13/40 ของอิตาลีในการทัพแอฟริกาเหนือเมื่อ ค.ศ. 1941

อิตาลีไม่พร้อมที่จะทำสงคราม แม้จะมีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ ค.ศ. 1935 ครั้งแรกกับเอธิโอเปียในปี ค.ศ. 1935-1936 และต่อมาในสงครามกลางเมืองสเปนในฝ่ายชาตินิยมของฟรันซิสโก ฟรังโก[65] มุสโสลินีได้ปฏิเสธที่จะฟังคำเตือนจาก Felice Guarneri รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการแลกเปลี่ยนและเงินตรา ผู้ซึ่งกล่าวว่าการกระทำของอิตาลีในเอธิโอเปียและเสปนซึ่งหมายความอิตาลีใกล้ที่จะล้มละลายแล้ว[66] ในปี ค.ศ. 1939 ค่าใช้จ่ายทางทหารของบริติชและฝรั่งเศลพุ่งสูงขึ้นเกินกว่าที่อิตาลีพอจะจ่ายได้ อันเป็นผลมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจกิจของอิตาลี ทหารอิตาลีได้รับค่าจ้างต่ำ มักจะขาดแคลนยุทโธปกรณ์และซัพพลายที่แย่ และความเกลี่ยดชังที่เกิดขึ้นระหว่างทหารและเจ้าหน้าที่นายทหารระดับสูง สิ่งเหล่านี้มีส่วนทำให้ขวัญกำลังใจตกต่ำลงในท่ามกลางหมู่ทหารอิตาลี[67]

ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1940 อิตาลียังคงไม่ใช่คู่ต่อสู้รบ และมุสโสลินีได้แจ้งกับฮิตเลอร์ว่าอิตาลีไม่พร้อมที่จะเข้าไปแทรกแซงในไม่ช้า ภายในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1940 มุสโสลินีได้ตัดสินใจว่าอิตาลีจะทำการเข้าแทรกแซงแล้ว แต่วันที่ยังไม่ได้เลือก ผู้นำทางทหารระดับอาวุโสได้มีมติคัดค้านอย่างเป็นเอกฉันท์ในการกระทำดังกล่าว เนื่องจากอิตาลีไม่ได้เตรียมตัวเอาไว้ ไม่มีแร่วัตถุดิบที่คงเหลืออยู่ในคลังพัสดุและปริมาณสำรองที่มีอยู่กำลังจะหมดลงในไม่ช้า อุตสาหกรรมของอิตาลีเป็นเพียงแค่หนึ่งในสิบของเยอรมนี และแม้แต่กระทั่งซับพลายที่กองทัพอิตาลีไม่ได้จัดเตรียมไว้เพื่อจัดหายุทโธปกรณ์ที่จำเป็นในการสู้รบกับสงครามสมัยในระยะยาว โครงการการฟื้นแสนยานุภาพที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานแทบที่จะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากการสำรองทองคำและสกุลเงินต่างประเทศที่จำกัดของอิตาลี และการขาดแคลนแร่วัตถุดิบ มุสโสลินีได้เมินเฉยต่อข้อคิดเห็นเชิงลบ[68]

ในปี ค.ศ. 1941 ความพยายามของอิตาลีในการดำเนินการทัพอย่างมีอิสระจากเยอรมนี ก็ต้องพังทลายลงอันเป็นผลมาจากความพ่ายแพ้ทางการทหารในกรีซ แอฟริกาเหนือ และแอฟริกาตะวันออก และประเทศก็ต้องพึ่งพาอาศัยและอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเยอรมนีอย่างมีประสิทธิภาพ ภายหลังจากการรุกรานและเข้ายึดครองยูโกสลาเวียและกรีซซึ่งนำโดยเยอรมัน ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นเป้าหมายของมุ่งหมายในการทำสงครามของอิตาลี อิตาลีถูกบังคับให้ยอมรับการครอบงำของเยอรมันในทั้งสองประเทศที่ถูกยึดครอง[69] นอกจากนี้ ในปี ค.ศ.1941 กองกำลังเยอรมันในแอฟริกาเหนือภายใต้การนำโดยแอร์วีน ร็อมเมิล ได้เข้าควบคุมความพยายามทางทหารอย่างมีประสิทธิภาพในการขับไล่กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรออกไปจากลิเบีย ดินแดนอาณานิคมของอิตาลี และกองทัพเยอรมันได้เข้าประจำการอยู่ที่เกาะซิซิลีในช่วงปีนั้น ความอวดดีของเยอรมนีที่มีต่ออิตาลีในฐานะพันธมิตรได้แสดงให้เห็นในปีนั้น[70] เมื่ออิตาลีถูกกดดันให้ส่ง "แรงงานผู้รับเชิญ" จำนวน 350,000 คน ไปยังเยอรมนีซึ่งถูกใช้เป็นแรงงานเกณฑ์บังคับ[71] ในขณะที่ฮิตเลอร์รู้สึกผิดหวังกับสมรรถภาพทางทหารของอิตาลี เขายังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอิตาลีโดยรวม เนื่องจากมิตรภาพอันส่วนตัวของเขากับมุสโสลนี[72][73]

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1943 ภายหลังจากฝ่ายสัมพันธมิตรบุกครองเกาะซิซิลี พระเจ้าวิตโตรีโอ เอมานูเอเลที่ 3 ทรงรับสั่งปลดมุสโสลินีออกจากตำแหน่ง พร้อมกับจับกุมและคุมขังเขาเอาไว้ และเริ่มทำการเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตก การสงบศึกได้ถูกลงนาม เมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1943 และสี่วันต่อมา มุสโสลินีได้รับการช่วยเหลือจากเยอรมันในปฏิบัติการโอ้กและได้รับมอบหมายในการดูแลรัฐหุ่นเชิดที่ถูกเรียกว่า สาธารณรัฐสังคมอิตาลี(Repubblica Sociale Italiana/RSI, หรือ สาธารณรัฐซาโล) ทางตอนเหนือของอิตาลี เพื่อเป็นการปลดปล่อยประเทศจากเยอรมันและฟาสซิสต์ อิตาลีได้กลายเป็นคู่ต่อสู้ร่วมของฝ่ายสัมพันธมิตร เป็นผลทำให้ประเทศได้รับการสืบทอดในสงครามกลางเมือง โดยมีกองทัพคู่ต่อสู้ร่วมและพลพรรคของอิตาลีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าต่อสู้รบกับกองทัพของสาธารณรัฐสังคมอิตาลีและเยอรมันที่เป็นพันธมิตร บางพื้นที่ในภาคเหนือของอิตาลีได้รับการปลดปล่อยจากเยอรมันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1945 มุสโสลินีถูกสังหารโดยพลพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี เมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1945 ในขณะที่พยายามจะหลบหนีไปยังสวิตเซอร์แลนด์[74]

อาณานิคมและเมืองขึ้นแก้ไข

ในทวีปยุโรปแก้ไข
 
ทุกดินแดนที่เคยถูกควบคุมโดยจักรวรรดิอิตาลี ในช่วงเวลาใดช่วงหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

หมู่เกาะโดเดคานีส เป็นเมืองขึ้นของอิตาลี ตั้งแต่ ค.ศ. 1912 ถึง ค.ศ. 1943

มอนเตเนโกรเป็นเมืองขึ้นของอิตาลี ตั้งแต่ ค.ศ. 1941 ถึง ค.ศ. 1943 เป็นที่รู้จักกันคือ เขตผู้ว่าการแห่งมอนเตรเนโกร ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ว่าการทหารของอิตาลี ในช่วงแรก อิตาลีตั้งใจที่จะทำให้มอนเตรเนโกรกลายเป็นรัฐอิสระซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างใกล้ชิดกับอิตาลี โดยได้รับการสนับสนุนผ่านการเชื่อมโยงทางราชวงศ์ที่เข้มแข็งระหว่างอิตาลีและมอนเตเนโกร เนื่องจากสมเด็จพระราชินีเอเลนาแห่งอิตาลีทรงเป็นพระธิดาของพระเจ้านิกอลาที่ 1 กษัตริย์องค์สุดท้ายของมอนเตเนโกร เซคูล่า เดอร์เยวิช นักชาตินิยมชาวมอนเตเนโกรที่ได้รับการสนับสนุนจากอิตาลีและผู้ติดตามของเขาได้พยายามที่จะสร้างรัฐมอนเตเนโกรขึ้นมา เมื่อวันที่ 12 กรกฏาคม ค.ศ. 1941 พวกเขาได้ประกาศสถาปนา "ราชอาณาจักรมอนเตเนโกร" ภายใต้การอารักขาของอิตาลี ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ได้ก่อให้เกิดการจลาจลไปทั่วเพื่อต่อต้านชาวอิตาลี ภายในสามสัปดาห์ ผู้ก่อการกำเริบสามารถยึดดินแดนเกือบทั้งหมดของมอนเตเนโกรไว้ได้ กองกำลังทหารอิตาลีจำนวนกว่า 70,000 นาย และทหารที่ไม่ได้เข้าประจำการซึ่งมาจากชาวอัลเบเนียและชาวมุสลิมจำนวน 20,000 คน ได้ถูกส่งเพื่อเข้าปราบปรามกลุ่มกบฏ เดอร์เยวิชถูกขับไล่ออกจากมอนเตเนโกรในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1941 จากนั้นมอนเตเนโกรก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอิตาลีโดยตรง ด้วยการยอมจำนนของอิตาลีใน ค.ศ. 1943 มอนเตเนโกรได้เข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของเยอรมนีโดยตรงแทน

อิตาลีได้เข้าครอบงำทางการเมืองและเศรษฐกิจตั้งแต่การก่อตั้งใน ค.ศ. 1913 อัลแบเนียถูกกองกำลังทหารอิตาลีเข้ายึดครองใน ค.ศ. 1939 ในขณะที่พระเจ้าซ็อกที่ 1 แห่งแอลเบเนียทรงลี้ภัยออกนอกประเทศพร้อมราชวงศ์ของพระองค์ รัฐสภาแอลเบเนียได้ลงมติถวายบัลลังก์แอลเบเนียแด่กษัตริย์แห่งอิตาลี ส่งผลทำให้เกิดสหภาพส่วนบุคคลระหว่างสองประเทศ[75][76]

ในแอฟริกาแก้ไข

อิตาเลียน แอฟริกาตะวันออก เป็นอาณานิคมของอิตาลีที่ดำรงอยู่ ตั้งแต่ ค.ศ. 1936 ถึง ค.ศ. 1943 ช่วงก่อนการบุกครองและผนวกรวมเอธิโอเปียเข้าสู่อาณานิคมที่เป็นเอกภาพใน ค.ศ. 1936 อิตาลีมีอาณานิคมสองแห่ง ได้แก่ เอริเทรียและโซมาเลีย นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880

ลิเบีย เป็นอาณานิคมของอิตาลีที่ดำรงอยู่ ตั้งแต่ ค.ศ. 1912 ถึง ค.ศ. 1943 ส่วนทางตอนเหนือของลิเบียถูกรวมเข้ากับอิตาลีโดยตรงใน ค.ศ. 1939 อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้ยังคงถูกรวมกันเป็นอาณานิคมภายใต้ข้าหลวงอาณานิคม

  ญี่ปุ่นแก้ไข


 
Japanese battleship Yamato under attack by American aircraft during the Battle of Leyte Gulf
 
Japanese Mitsubishi A6M Zero fighter aircraft and other aircraft preparing for takeoff on the aircraft carrier Shōkaku on 7 December 1941, for the attack on Pearl Harbor
ดูบทความหลักที่: จักรวรรดิญี่ปุ่น

เหตุผลในการทำสงครามแก้ไข

รัฐบาลญี่ปุนได้ให้เหตุผลในการกระทำของตนโดยอ้างว่ากำลังพยายามที่จะรวบรวมเอเชียตะวันออกภายใต้การนำของญี่ปุ่นในวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา เพื่อที่จะปลดปล่อยชาวเอเชียตะวนออกจากการครอบงำและถูกปกครองในฐานะรัฐบริวารของมหาอำนาจตะวันตก ญี่ปุ่นได้ปลุกระดมแนวคิดอุดมการณ์รวมกลุ่มชาวเอเชียและกล่าวว่าประชาชาวเอเชียมีความจำเป็นที่จะเป็นอิสระจากอิทธิพลตะวันตก

สหรัฐได้ต่อต้านสงครามญี่ปุ่นในจีน และให้การยอมรับรัฐบาลชาตินิยมของเจียงไคเชกว่าเป็นรัฐบาลที่ถูกตัองตามกฏหมายของจีน ด้วยเหตุนี้ สหรัฐจีงพยายามยุติความพยายามในการทำสงครามของญี่ปุ่นโดยกำหนดมาตราการคว่ำบาตรการค้าทั้งหมดระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่น ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาสหรัฐคิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของเชื้อเพลิงปิโตรเลียม และผลที่ตามมาก็คือ การคว่ำบาตรดังกล่าวส่งผลก่อให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและการทหารของญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นไม่สามารถทำสงครามกับจีนได้อีกต่อไป ถ้าหากไม่สามารถเข้าถึงเชื้อเพลิงปิโตรเลียม

เพื่อที่จะยืนยันในการทัพทางทหารในจีนโดยสูญเสียการค้าเชื้อเพลิงปิโตรเลียมกับสหรัฐครั้งใหญ่ ญี่ปุ่นเล็งเห็นถึงวิธีที่ดีที่สุดในการหาแหล่งทางเลือกของเชื้อเพลิงปิโตรเลียมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อุดมไปด้วยเชื้อเพลิงปิโตรเลียมและทรัพยากรทางธรรมชาติมากมาย การข่มขู่ว่าจะตอบโต้โดยญี่ปุ่นต่อการคว่ำบาตรการค้าทั้งหมดโดยสหรัฐ เป็นที่รับรู้โดยรัฐบาลอเมริกัน รวมทั้งรัฐมนตรีแห่งรัฐของอเมริกานามว่า Cordell Hull ซึ่งกำลังเจรจากับญี่ปุ่นเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม โดยเกรงว่าการคว่ำบาตรทั้งหมด จะทำให้ญี่ปุ่นชิงลงมือในเข้าโจมตีหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตซ์

ญี่ปุ่นระบุว่ากองเรือแปซิฟิกของอเมริกันซึ่งตั้งฐานทัพเรืออยู่ในเพิร์ลฮาร์เบอร์เป็นภัยคุกคามหลักต่อการออกแบบในการรุกรานและเข้ายึดครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นญี่ปุ่นจึงริเริ่มโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 เพื่อยับยั้งการตอบสนองต่อการรุกรานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และซื้อเวลาเพื่อให้ญี่ปุ่นทำการรวบรวมทรัพยากรเหล่านี้ด้วยตัวเองเพื่อทำสงครามทั้งหมดกับสหรัฐ และบังคับให้สหรัฐยอมรับการครอบครองของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ญี่ปุ่นประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและจักรวรรดิบริติช

ประวัติศาสตร์แก้ไข

จักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกปกครองโดยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญโดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะทรงเป็นประมุข เป็นประเทศมหาอำนาจฝ่ายอักษะหลักในทวีปเอเชียและทะเลแปซิฟิก ภายใต้จักรพรรดิ มีคณะรัฐมนตรีทางการเมืองและกองบัญชาการทหารสูงสุดแห่งจักรวรรดิซึ่งมีหัวหน้าเสนาธิการทหารอยู่สองคน ใน ค.ศ. 1945 จักรพรรดิญี่ปุ่นทรงเป็นมากกว่าผู้นำเชิงสัญลักษณ์ พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์เพื่อรักษาราชบังลังก์ของพระองค์เอาไว้

ณ จุดสูงสุด วงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพาของญี่ปุ่น รวมทั้งแมนจูเรีย มองโกเลียใน ส่วนใหญ่ของแผ่นดินจีน มาเลเซีย อินโดจีนฝรั่งเศส หมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตซ์ ฟิลิปปินส์ พม่า ส่วนขนาดเล็กของอินเดีย และหมู่เกาะต่าง ๆ ในภาคกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก

อันเป็นผลมาจากความไม่ลงรอยกันภายในและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำใน ค.ศ. 1920 องค์ประกอบทางทหารทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในเส้นทางของลัทธิการขยายอาณาเขต เนื่องจากหมู่เกาะอันเป็นบ้านเกิดของญี่ปุ่นขาดแคลนทรัพยากรทางธรรมชาติที่จำเป็นสำหรับการเติบโต ญี่ปุ่นจึงวางแผนที่จะก่อตั้งสถาปนาอำนาจในทวีปเอเชียและพึ่งพาตนเองได้โดยการเข้ายึดดินแดนที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ นโยบายการขยายอาณาเขตของญี่ปุ่นทำให้ตนเองดูแปลกแยกจากประเทศอื่น ๆ ในสันนิบาตชาติ และในช่วงกลางปี ค.ศ. 1930 ได้ทำให้ญี่ปุ่นใกล้ชิดกับเยอรมนีและอิตาลีมากขึ้น ซึ่งทั้งสองประเทศก็ดำเนินนโยบายการขยายอาณาเขตที่คล้ายคลึงกัน ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและเยอรมนีได้เริ่มต้นด้วยกติกาสัญญาต่อต้านโคมินเทิร์น ซึ่งทั้งสองประเทศตกลงที่จะเป็นพันธมิตรเพื่อท้าทายต่อการโจมตีใด ๆ จากสหภาพโซเวียต

ญี่ปุ่นได้เข้าสู่ความขัดแย้งกับจีนใน ค.ศ. 1937 ญี่ปุ่นเข้ารุกรานและยึดครองพื้นที่บางส่วนของจีนทำให้เกิดการกระทำความโหดร้ายทารุณต่อพลเรือนจำนวนมากมาย เช่น การสังหารหมู่ที่นานกิง และนโยบายทั้งสามประการ ญี่ปุ่นได้ต่อสู้รบอย่างประปรายกับกองทัพโซเวียต-มองโกเลียในแมนจูกัวใน ค.ศ. 1938 และ ค.ศ. 1939 ญี่ปุ่นต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการทำสงครามกับสหภาพโซเวียตโดยการลงนามในกติกาสัญญาไม่รุกรานระหว่างกันใน ค.ศ. 1941

ผู้นำทางทหารของญี่ปุ่นได้แตกแยกจากความสัมพันธ์ทางการทูตกับเยอรมนีและอิตาลี และทัศนคติต่อสหรัฐ กองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นสนับสนุนการทำสงครามกับสหรัฐแต่กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะคัดค้านอย่างรุนแรง เมื่อนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น พลเอก ฮิเดกิ โทโจ ได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐให้ญี่ปุ่นถอนกำลังทหารออกจากจีน การเผชิญหน้ามีแนวโน้มมากขึ้น การทำสงครามกับสหรัฐกำลังถูกปรึกษาหารือภายในรัฐบาลญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1940 ผู้บัญชาการกองเรือผสม พลเรือเอก อิโซโรกุ ยามาโมโตะ ได้เปิดเผยในการแสดงคัดค้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการลงนามในสนธิสัญญาไตรภาคี โดยบอกกล่าวไว้ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1940 "การสู้รบกับสหรัฐก็เหมือนกับการสู้รบกับคนทั้งโลก แต่ก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว ดังนั้นข้าพเจ้าจะสู้อย่างสุดความสามารถ แน่นอนว่าข้าพเจ้าจะต้องตายบนเรือนางาโตะ[เรือธงของเขา] ในขณะเดียวกัน โตเกียวจะถูกแผดเผาพื้นถึงสามครั้ง โคโนเอะและคนอื่น ๆ จะถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ โดยประชาชนผู้เคียดแค้น ข้าพเจ้า[ไม่ควร] ที่จะประหลาดใจ" ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ค.ศ. 1940 ยามาโมโตะได้ติดต่อสื่อสารกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพเรือ โออิคาวะ และกล่าวว่า "มันไม่เหมือนในช่วงก่อนไตรภาคี ต้องมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งเพื่อทำให้แน่ใจว่าเราหลีกเลี่ยงอันตรายจากการไปทำสงคราม"

ด้วยมหาอำนาจยุโรปที่มุ่งแต่ทำสงครามในยุโรป ญี่ปุ่นจึงต้องการที่จะเข้ายึดครองอาณานิคมของพวกเขา ใน ค.ศ. 1940 ญี่ปุ่นได้ตอบสนองต่อการรุกรานฝรั่งเศสของเยอรมันโดยการเข้ายึดครองทางตอนเหนือของอินโดจีนฝรั่งเศส ระบอบวิชีฝรั่งเศสซึ่งเป็นพันธมิตรโดยพฤตินัยของเยอรมนี ได้ให้การยอมรับในการครอบครอง กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรไม่ตอบโต้ด้วยการทำสงคราม อย่างไรก็ตาม สหรัฐได้เริ่มต้นการคว่ำบาตรต่อญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1941 เนื่องจากการทำสงครามอย่างต่อเนื่องในจีน สิ่งนี้จะเป็นการตัดซัพพลายอย่างเศษเหล็กและน้ำมันของญี่ปุ่นที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรม การค้า และความพยายามการทำสงคราม

เพื่อทำการแบ่งแยกกองกำลังสหรัฐที่ประจำการอยู่ในฟิลิปปินส์แะเพื่อลดอำนาจของกองทัพเรือสหรัฐ กองบัญชาการทหารสูงสุดแห่งจักรวรรดิได้สั่งให้โจมตีฐานทัพเรือสหรัฐที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ เกาะฮาวาย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 พวกเขายังได้เข้ารุกรานหมู่เกาะมลายูและฮ่องกง ในช่วงแรกได้รับชัยชนะมาหลายครั้ง ใน ค.ศ. 1943 กองทัพญี่ปุ่นได้ผลักดันล่าถอยกลับไปยังหมู่เกาะบ้านเกิด สงครามแปซิฟิกได้กินเวลาจนกระทั่งการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมะและนางาซากิใน ค.ศ. 1945 โซเวียตประกาศสงครามอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 และเข้าปะทะกองทัพญี่ปุ่นในแมนจูเรียและจีนทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ดินแดนอาณานิคมและเมืองขึ้นแก้ไข

เกาะไต้หวัน เป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่นซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1895 เกาหลีเป็นรัฐในอารักขาและเมืองขึ้นของญี่ปุ่นซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการโดยสนธิสัญญาญี่ปุ่น-เกาหลี ค.ศ. 1910

แปซิฟิกใต้ในอาณัติ เป็นดินแดนที่ถูกมอบให้แก่ญี่ปุ่น ในข้อตกลงสันติภาพของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งได้กำหนดให้หมู่เกาะแปซิฟิกใต้ของเยอรมันตกเป็นของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้รับดินแดนเหล่านี้เป็นรางวัลจากฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อญี่ปุ่นเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในการต่อต้านเยอรมัน

ญี่ปุ่นเข้ายึดครองหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตซ์ในช่วงสงคราม ญี่ปุ่นวางแผนที่จะเปลี่ยนดินแดนเหล่านี้เป็นรัฐบริวารของอินโดนีเซียและเสาะหาพันธมิตรกับนักชาตินิยมชาวอินโดนีเซียรวมถึงซูการ์โน ประธานาธิบดีอินโดนีเซียในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความพยายามเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เกิดรัฐอินโดนีเซียขึ้นมาจนกระทั่งญี่ปุ่นยอมจำนน[77]

ประเทศอื่น ๆ ที่ลงนามในกติกาสัญญาไตรภาคีแก้ไข

นอกจากประเทศทั้งสามหลักของฝ่ายอักษะ ยังมีอีกหกประเทศที่ลงนามในกติกาสัญญาไตรภาคีในฐานะประเทศสมาชิก ในบรรดาประเทศอื่น ๆ เช่น โรมาเนีย ฮังการี บัลแกเรีย รัฐเอกราชโครเอเชีย และสโลวาเกีย ต่างได้เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารต่าง ๆ ของฝ่ายอักษะด้วยกองกำลังติดอาวุธประจำชาติ ในขณะที่ประเทศที่หก ยูโกสลาเวีย ได้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลที่ให้การสนับสนุนนาซีได้ถูกโค่นล้มก่อนหน้านี้ในการก่อรัฐประหารเพียงไม่กี่วัน ภายหลังจากที่ได้ลงนามในกติกาสัญญาและสมาชิกก็ถูกถอดถอน

  บัลแกเรียแก้ไข

ประเทศบัลแกเรีย ได้ลงนามในสนธิสัญญาไตรภาคี และได้กลายเป็นประเทศฝ่ายอักษะที่ส่งกองกำลังเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรอักษะในการบุกสหภาพโซเวียต

  ฮังการีแก้ไข

ประเทศฮังการี ได้ลงนามในสนธิสัญญาไตรภาคี และได้กลายเป็นประเทศฝ่ายอักษะที่ส่งกองกำลังเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรอักษะในการบุกสหภาพโซเวียต

รัฐเอกราชโครเอเชียแก้ไข

ดูบทความหลักที่: รัฐเอกราชโครเอเชีย

  โรมาเนียแก้ไข

ประเทศโรมาเนีย ได้ลงนามในสนธิสัญญาไตรภาคี และได้กลายเป็นประเทศฝ่ายอักษะที่ส่งกองกำลังเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรอักษะในการบุกสหภาพโซเวียต

สโลวาเกียแก้ไข

ยูโกสลาเวีย(เพียงแค่สองวันของการเป็นประเทศสมาชิก)แก้ไข

ประเทศอื่น ๆ ที่ลงนามในกติกาสัญญาต่อต้านโคมินเทิร์นแก้ไข

บางประเทศได้ลงนามในกติกาสัญญาต่อต้านโคมินเทิร์นแต่ไม่ได้ลงนามในกติกาสัญญาไตรภาคี ดังนั้นการยึดมั่นต่อฝ่ายอักษะจึงอาจดูน้อยกว่าผู้ลงนามในกติกาสัญญาไตรภาคี บางส่วนของรัฐเหล่านี้ได้ทำสงครามอย่างเป็นทางการกับสมาชิกของฝ่ายสัมพันธมิตร ประเทศอื่น ๆ ยังคงวางตัวเป็นกลางในสงคราม และทำการส่งทหารอาสาสมัครไปเข้าร่วมรบเท่านั้น การลงนามในกติกาสัญญาต่อต้านโคมินเทิร์นถูกมองว่า "เป็นบททดสอบความจงรักภักดี" โดยผู้นำนาซี

จีน(รัฐบาลแห่งชาติจีนที่ได้รับการปฏิรูป)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: ระบอบวาง จิงเว่ย์

เดนมาร์กแก้ไข

  ฟินแลนด์แก้ไข

ประเทศฟินแลนด์ ได้ลงนามในสนธิสัญญาไตรภาคี และได้กลายเป็นประเทศฝ่ายอักษะที่ส่งกองกำลังเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรอักษะในการบุกสหภาพโซเวียต ต่อมาได้เปลี่ยนฝ่ายมาเป็นสัมพันธมิตร เมื่อในปี พ.ศ. 2487 เมื่อต่อสู้ขับไล่นาซีเยอรมนีออกจากตอนเหนือของฟินแลนด์ในสงครามแลปแลนด์

แมนจูเรีย(แมนจูกัว)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: แมนจูกัว

สเปนแก้ไข

กติกาสัญญาทวิภาคีกับฝ่ายอักษะแก้ไข

บางประเทศได้สมรู้ร่วมคิดกับเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น โดยไม่ได้ลงนามในกติกาสัญญาต่อต้านโคมินเทิร์นและกติกาสัญญาไตรภาคี ในบางกรณีข้อตกลงทวิภาคีเหล่านี้ได้ถูกทำขึ้นอย่างเป็นทางการ ในบางกรณีก็เป็นทางการที่น้อยกว่า บางประเทศเหล่านี้ก็เป็นรัฐหุ่นเชิดที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยฝ่ายอักษะเอง

พม่า(รัฐบาลบะม่อ)แก้ไข

ไทยแก้ไข

สหภาพโซเวียตแก้ไข

วิชีฝรั่งเศสแก้ไข

ดูบทความหลักที่: วิชีฝรั่งเศส

  อิรักแก้ไข

ดูบทความหลักที่: สงครามอังกฤษ-อิรัก

ประเทศอิรัก ได้เป็นประเทศพันธมิตรอักษะในช่วงสั้น ๆ โดยได้ต่อสู้กับสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามอังกฤษ-อิรักในเดือน พ.ค. 1941

รัฐหุ่นเชิดแก้ไข

รัฐบาลที่เป็นอิสระเพียงในนามต่าง ๆ ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาจากกลุ่มผู้ฝักใฝ่ท้องถิ่นภายใต้ระดับต่าง ๆ ของการควบคุมของเยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นภายในอาณาเขตที่พวกเขายึดครองในช่วงสงคราม บางส่วนของรัฐบาลเหล่านั้นได้ประกาศตนว่าเป็นกลางในความขัดแย้งกับฝ่ายสัมพันธมิตร หรือไม่เคยสรุปเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับฝ่ายอักษะ แต่พวกเขาถูกควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพโดยฝ่ายอักษะทำให้พวกเขาในความเป็นจริงที่เป็นการแผ่ขยายอาณาเขตของมันและด้วยเหตุนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของมัน สิ่งเหล่านี้แตกต่างจากเจ้าหน้าที่อำนาจทางทหารและคอมมิสซิเนอร์ที่มีอำนาจทางฝ่ายพลเรือนที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งโดยอำนาจที่เป็นผู้ยึดครอง พวกเขาได้ก่อตั้งขึ้นมาจากประชาชนของประเทศที่ถูกยึดครองและความชอบธรรมที่ถูกอนุมานว่าเป็นรัฐหุ่นเชิดนั้นได้รับการยอมรับโดยผู้ยึดครองโดยนิตินัย หากไม่ใช่โดยพฤตินัย[78]

เยอรมันแก้ไข

ฝ่ายบริหารปกครองที่ให้ความร่วมมือของประเทศที่ถูกเยอรมันยึดครองในยุโรปนั้นมีการปกครองตนเองที่มีระดับที่แตกต่างกันไป และไม่ใช่ทุกประเทศที่มีคุณสมบัติที่เป็นรัฐอธิปไตยที่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ เขตปกครองสามัญในโปแลนด์ที่ถูกยึดครองเป็นเขตการบริหารปกครองของเยอรมันโดยสมบูรณ์ ในประเทศนอร์เวย์ที่ถูกยึดครอง รัฐบาลแห่งชาติภายใต้การนำโดยวิดกึน ควิสลิง - ซึ่งเป็นชื่อของบุคคลที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความร่วมมือของเหล่าผู้นิยมฝ่ายอักษะในหลายภาษา - ภายใต้การปกครองของไรชส์ค็อมมิสซารีอาท นอร์เวย์ ไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีกองกำลังติดอาวุธใด ๆ ในฐานะพันธมิตรทางทหารที่เป็นที่ยอมรับหรือมีอำนาจปกครองตนเองแต่อย่างใด ในเนเธอร์แลนด์ที่ถูกยึดครอง อันตอน มุสเซิร์ตได้รับตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ว่า 'ฟือเรอร์แห่งประชาชนเนเธอร์แลนด์' - ขบวนการชาติสังคมนิยมของเขาได้จัดตั้งรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือแก่ฝ่ายบริหารปกครองของเยอรมัน แต่ไม่เคยได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐบาลดัตซ์ที่แท้จริง

แอลแบเนีย (ราชอาณาจักรแอลเบเนีย)แก้ไข

ภายหลังการสงบศึกของอิตาลี สูญญากาศแห่งอำนาจได้เปิดฉากขึ้นในแอลเบเนีย กองทัพอิตาลีที่ยึดครองนั้นกลับดูไร้อำนาจเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติได้เข้าควบคุมทางใต้และแนวร่วมแห่งชาติ (Balli Kombëtar) ได้เข้าควบคุมทางเหนือ ชาวอัลแบเนียในกองทัพอิตาลีได้เข้าร่วมกองกำลังกองโจร ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 กองกำลังกองโจรได้เข้ายึดกรุงติรานาที่เป็นเมืองหลวง แต่พลทหารโดดร่มเยอรมันได้โดดร่มเข้าสู่เมือง ไม่นานภายหลังจากการสู้รบ กองบัญชาการทหารสูงสุงได้ประกาศว่าพวกเขาจะยอมรับความเป็นเอกราชของมหาประเทศแอลเบนีย พวกเขาได้จัดตั้งรัฐบาล ตำรวจ และทหารของแอลเบเนียในความร่วมมือกับ Balli Kombëtar เยอรมันไม่ได้ออกแรงการควบคุมอย่างหนักในการปกครองแอลเบเนีย แต่กลับพยายามที่จะได้รับความนิยมโดยการให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการแก่พันธมิตรทางการเมือง เหล่าผู้นำหลายคนของ Balli Kombëtar ได้รับตำแหน่งในระบอบการปกครอง กองทัพร่วมซึ่งเป็นการรวมตัวเข้าด้วยกันโดยโคโซโว มาซิโดเนียตะวันตก มอนเตเนโกรทางตอนใต้ และเปรเซโวจนกลายเป็นรัฐแอลเบเนีย สภาผู้สำเร็จราชการระดับสูงได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐ ในขณะที่รัฐบาลส่วนใหญ่เป็นผู้นำโดยนักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมชาวแอลเบเนีย แอลเบเนียเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่ถูกยึดครองโดยฝ่ายอักษะ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลงด้วยจำนวนประชากรชาวยิวที่มีมากมายก่อนช่วงสงคราม[79] รัฐบาลแอลเบเนียได้ปฏิเสธที่จะส่งมอบประชากรชาวยิว พวกเขาได้จัดทำเอกสารปลอมแปลงให้กับครอบครัวชาวยิวและช่วยเหลือให้พวกเขาได้กระจัดกระจายออกไปในประชากรชาวแอลเบเนีย[80] แอลเบเนียได้รับการปลดปล่อยอย่างสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1944

ดินแดนของผู้บัญชาการทหารในเซอร์เบียแก้ไข

รัฐบาลผู้พิทักษ์ชาติ(Government of National Salvation) หรือเรียกว่า ระบอบเนดิก เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของเซอร์เบียที่สอง ภายหลังจากรัฐบาลผู้ตรวจการณ์(Commissioner Government) ซึ่งถูกก่อตั้งในเขตปกครอง(เยอรมนี)ผู้บัญชาการทหารในเซอร์เบีย[81]|group=nb}} ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหารเยอรมันในเซอร์เบียและดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1941 ถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1944 แม้ว่าระบอบหุ่นเชิดเซอร์จะได้รับการสนับสนุนบางส่วน[82] ซึ่งไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวเซิร์บส่วนใหญ่ที่ต่างได้เข้าร่วมกับพลพรรคยูโกสลาเวียหรือกลุ่มเชทนิกส์ของดราฌา มิฮาอิลอวิช[83] นายกรัฐมนตรีตลอดกาลคือ นายพล มิลาน เนดิก รัฐบาลผู้พิทักษ์ชาติได้อพยพออกจากกรุงเบลเกรดไปยังเมือง Kitzbühel ณ เยอรมนี ในสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม ค.ศ. 1944 ก่อนที่เยอรมันถอนกำลังออกจากเซอร์เบียอย่างสมบูรณ์

กฏหมายทางเชื้อชาติได้ถูกนำมาใช้ในทุกพื้นที่ดินแดนยึดครองโดยมีผลทันทีต่อประชาชนชาวยิวและโรมานี เช่นเดียวกับการจำคุมขังต่อผู้ที่ต่อต้านลัทธินาซี ค่ายกักกันหลายแห่งถูกก่อตั้งขึ้นในเซอร์เบีย และงานนิทรรศการต่อต้านฟรีเมสัน ค.ศ. 1942 ในกรุงเบลเกรด เมืองนี้ได้ถูกประกาศว่า ปลอดชาวยิว(Judenfrei) เมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1942 เกสตาโปของเซอร์เบียได้ถูกก่อตั้งขึ้น ผู้คนประมาณ 120,000 คนถูกกักขังในค่ายกักกันที่เยอรมันเป็นผู้ดำเนินในเซอร์เบียภายใต้เนดิก ระหว่าง ค.ศ. 1941 ถึง ค.ศ. 1944 อย่างไรก็ตาม ค่ายกักกันบานจิกา(Banjica Concentration Camp) ได้ถูกดำเนินการร่วมกันโดยกองทัพบกเยอรมันและระบอบเนดิก[84] จำนวน 50,000 ถึง 80,000 คนล้วนถูกสังหารในช่วงเวลานั้น เซอร์เบียกลายเป็นประเทศที่สองในยุโรป รองจากเอสโตเนีย ซึ่งได้ถูกประกาศว่า ปลอดชาวยิว(Judenfrei) ชาวเซอร์เบียเชื้อสายยิวประมาณ 14,500 คน - 90 เปอร์เซ็นของประชากรชาวเซอร์เบียเชื้อสายยิวจำนวน 16,000 คน ถูกสังหารในสงครามโลกครั้งที่สอง

เนดิกถูกจับกุมโดยอเมริกัน เมื่อพวกเขายึดครองดินแดนเดิมของออสเตรียและต่อมาก็ถูกส่งตัวมอบให้กับทางการคอมมิวนิส์ยูโกสลาเวียเพื่อทำหน้าที่เป็นพยานต่ออาชญากรสงคราม ด้วยความเข้าใจว่า เขาจะถูกส่งตัวกลับไปยังการดูแลของอเมริกันเพื่อเผชิญหน้ากับการพิจารณาคดีโดยฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ทางการยูโกสลาเวียได้ปฏิเสธที่จะส่งตัวเนดิกกลับคืนสู่การดูแลของอเมริกัน เขาเสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 ภายหลังจากได้กระโดดหรือตกลงมาจากหน้าต่างของโรงพยาบาลเบลเกรด ภายใต้เหตุการณ์ตามสภาพแวดล้อมที่ดูไม่ชัดเจน

อิตาลี(สาธารณรัฐสังคมอิตาลี)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: สาธารณรัฐสังคมอิตาลี
 
กองกำลังทหารแห่งสาธารณรัฐสังคมอิตาลี(ISR) เดือนมีนาคม ค.ศ. 1944

ผู้นำฟาซิสต์อิตาลี เบนิโต มุสโสลินี ได้ก่อตั้งสาธารณรัฐสังคมอิตาลี(Repubblica Sociale Italiana ในภาษาอิตาลี) เมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1943 รับช่วงต่อจากราชอาณาจักรอิตาลีในฐานะสมาชิกของฝ่ายอักษะ

มุสโสลินีได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกจับกุมโดยพระเจ้าวิตโตรีโอ เอมานูเอเลที่ 3 เมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม ค.ศ. 1943 ภายหลังอิตาลีได้ลงนามสงบศึก ในการตีโฉบฉวยที่นำโดยพลทหารโดดร่มเยอรมันอย่างออทโท สกอร์เซนี มุสโสลินีได้รับการช่วยเหลือจากการจองจำขัง

เมื่อได้รับการฟื้นคืนสู่อำนาจ มุสโสลินีได้ประกาศว่าอิตาลีเป็นสาธารณรัฐและเขาเป็นประมุขแห่งรัฐคนใหม่ เขาได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเยอรมันในช่วงปลายสงคราม

รัฐบริวารที่ถูกปกครองร่วมกันระหว่างเยอรมัน-อิตาลีแก้ไข

กรีซ (รัฐเฮลเลนิก)แก้ไข

 
กรีซ ค.ศ. 1941–1944

ภายหลังจากเยอรมันรุกรานกรีซและการลี้ภัยของรัฐบาลกรีซไปยังเกาะครีตและอียิปต์ รัฐเฮลเลนิกได้ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1941 ในฐานะรัฐหุ่นเชิดของทั้งอิตาลีและเยอรมนี ในช่วงแรก อิตาลีต้องการผนวกกรีซ แต่ถูกเยอรมนีกดดันให้หลีกเลี่ยงเหตุการณ์การก่อความไม่สงบจากพลเรือน ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ผนวกบัลแกเรีย ผลที่ได้รับคืออิตาลีได้ยอมรับการก่อตั้งระบอบหุ่นเชิดโดยได้รับการสนับสนุนจากเยอรมนี อิตาลีได้รับการรับรองจากฮิตเลอร์ถึงบทบาทหลักในกรีซ ส่วนใหญ่ของประเทศถูกกองทัพอิตาลียึดครอง แต่พื้นที่ในทางยุทธศาสตร์(มาซิโดเนียตอนกลาง หมู่เกาะอีเจียนทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่ของเกาะครีต และส่วนหนึ่งของแอตติกา(Attica)) ถูกครอบครองโดยเยอรมัน ซึ่งได้ทำการยึดทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของประเทศและควบคุมรัฐบาลที่เป็นฝ่ายให้ความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ ระบอบหุ่นเชิดไม่เคยสั่งการในอำนาจที่แท้จริงแต่อย่างใด และไม่ได้รับความภักดีจากประชาชน ด้วยค่อนข้างประสบสำเร็จในการขัดขวางขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างเหล่าทหารโรมันแห่งอะโรเมเนียจากการก่อตั้งของพวกเขาเอง ในช่วงกลางปี ค.ศ. 1943 ขบวนการต่อต้านกรีกได้เข้าปลดปล่อยส่วนใหญ่ของพื้นที่ภายในภูเขา("เสรีกรีซ") ได้ก่อตั้งเขตปกครองที่แยกต่างหากที่นั่น ภายหลังการสงบศึกของอิตาลี เขตยึดครองของอิตาลรได้ถูกยึดครองโดยกองทัพเยอรมัน ซึ่งยังคงอยู่ในหน้าที่ดูแลประเทศจนพวกเขาได้ถอนกำลังในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1944 ในบางแห่งของหมู่เกาะอีเจียน กองทหารรักษาการณ์ของเยอรมันได้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และทำได้แค่เพียงยอมจำนนในภายหลังสงครามยุติลง

ญี่ปุ่นแก้ไข

จักรวรรดิญี่ปุ่นได้สร้างรัฐบริวารจำนวนมากในเขตพื้นที่ยึดครองโดยกองทัพ จุดเริ่มต้นด้วยการก่อตั้งแมนจูกัวใน ค.ศ. 1932 รัฐหุ่นเชิดเหล่านี้ได้รับการยอมรับจากนานาชาติในระดับที่แตกต่าง

กัมพูชาแก้ไข

ราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นรัฐหุ่นเชิดของญี่ปุ่นที่มีอายุสั้นซึ่งกินเวลาตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม ถึง 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นได้เคลื่อนทัพเข้าสู่กัมพูชาในอารักขาของฝรั่งเศสในกลางปี ค.ศ. 1941 แต่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของวิชีฝรั่งเศสยังคงดำรงตำแหน่งบริหารปกครอง ในขณะที่ญี่ปุ่นได้เรียกร้องถึง "เอเชียเพื่อชาวเอเชีย" ได้ชนะใจแก่ชาวกัมพูชาผู้รักชาติหลายคน

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 เพื่อที่จะได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่น ญี่ปุ่นได้ทำการยุบการปกครองดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศสและกดดันให้กัมพูชาประกาศเอกราชภายในวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา กษัตริย์สีหนุทรงประกาศว่าราชอาณาจักรกัมพูชา(แทนที่นามของฝรั่งเศส) เป็นอิสระ เซิน หง็อก ถั่ญซึ่งลี้ภัยไปอยู่ที่ญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1942 ได้เดินทางกลับมาในเดือนพฤษภาคม และได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ[85] ในวันที่ญี่ปุ่นได้ยอมจำนน รัฐบาลชุดใหม่ได้ถูกประกาศโดยมีเซิน หง็อก ถั่ญเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรได้เข้ายึดครองกรุงพนมเปญในเดือนตุลาคม เซิน หง็อก ถั่ญถูกจับกุมในข้อหาให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นและถูกเนรเทศไปยังฝรั่งเศส[85]

อซาดฮินด์แก้ไข

The Arzi Hukumat-e-Azad Hind "รัฐบาลเฉพาะกาลแห่งเสรีอินเดีย" เป็นรัฐที่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลฝ่ายอักษะทั้งเก้าประเทศและได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายอักษะโดยญี่ปุ่น[86]

นำโดยสุภาษ จันทระ โพส นักชาตินิยมชาวอินเดียที่ได้ปฏิเสธถึงวิธีการที่ไม่ใช้ความรุนแรงของมหาตมา คานธีในการได้รับเอกราช กองทัพบกแห่งชาติอินเดียที่หนึ่งได้เกิดความลังเลใจ ภายหลังจากผู้นำได้คัดค้านการตกเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อสำหรับเป้าหมายการทำสงครามของญี่ปุ่น และบทบาทของสำนักงานการประสานงานของญี่ปุ่น ได้รับการฟื้นฟูโดยสันนิบาตเอกราชอินเดียด้วยการสนับสนุนของญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1942 ภายหลังจากที่อดีตเชลยศึกและพลเรือนชาวอินเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ตกลงที่จะเข้าร่วมในการลองเสี่ยงของกองทัพบกแห่งชาติอินเดียภายใต้เงื่อนไข้ที่นำโดยโพส ตั้งแต่สิงคโปร์ถูกยึดครอง โพสได้ประกาศอิสรภาพให้แก่อินเดีย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1943 กองทัพบกแห่งชาติอินเดียได้รับมอบหมายให้เป็นส่วนหนึ่งของการรุกอูโก(U Go Offensive) มันเป็นการเล่นบทบาทส่วนใหญ่ในการสู้รบ และได้ประสบความสูญเสียอย่างหนัก และต้องถอนตัวไปพร้อมกองทัพญี่ปุ่นที่เหลืออยู่ภายหลังจากการล้อมที่อิมผาลถูกตีแตกหัก ต่อมาได้รับมอบหมายในการป้องกันพม่าจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ได้มีผู้ละทิ้งหน้าที่จำนวนมากในส่วนหลังนี้ กองกำลังทหารที่เหลืออยู่ของกองทัพบกแห่งชาติอินเดียยังคงรักษาความสงบเรียบร้อยในย่างกุ้ง ภายหลังจากการถอนตัวของรัฐบาลบะ ม่อ รัฐบาลเฉพาะกาลได้รับการควบคุมแต่เพียงในนามของหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1943 ถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945

มองโกเลียใน (เหมิ่งเจียง)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: เหมิ่งเจียง

เหมิ่งเจียงเป็นรัฐหุ่นเชิดของญี่ปุ่นในเขตมองโกเลียใน ถูกปกครองเพียงแต่ในนามโดยเจ้าชาย Demchugdongrub ขุนนางชาวมองโกลที่สืบเชื้อสายมาจากเจงกิส ข่าน แต่ในความจริงแล้ว ได้ถูกควบคุมโดยกองทัพญี่ปุ่น ความเป็นเอกราชของเหมิ่งเจียงได้ถูกประกาศ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1936 ภายหลังจากญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองภูมิภาคนี้

ชาวมองโกเลียในมีความรู้สึกข้อข้องใจหลายประการต่อส่วนกลางของรัฐบาลจีนในนานกิง รวมถึงนโยบายของพวกเขาที่ได้อนุญาตให้ชาวจีนเชื้อสายฮั่นอพยพไปยังภูมิภาคได้อย่างไม่จำกัด เจ้าชายน้อยหลายพระองค์ของมองโกเลียในได้เริ่มยุยงปลุกปั่นเพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพจากรัฐบาลส่วนกลางมากขึ้น และโดยผ่านคนเหล่านี้ที่เมื่อญี่ปุ่นมองเห็นถึงโอกาศที่ดีในการใช้ประโยชน์จากลัทธิชาตินิยมอุดมการณ์รวมกลุ่มชาวมองโกล และในที่สุดก็เข้ายึดการควบคุมเขตมองโกเลียนอกจากสหภาพโซเวียต

ญี่ปุ่นได้ก่อตั้งเหมิ่งเจียงเพื่อใช้ประโยชน์จากความตึงเครียดระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ชาวมองโกเลียและรัฐบาลส่วนกลางของจีน ซึ่งในทางทฤษฏีแล้ว ได้ปกครองเขตมองโกลเลียใน เมื่อรัฐบาลหุ่นเชิดต่าง ๆ ของจีนได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้รัฐบาลของวาง จิงเว่ย์ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1940 เหมิ่งเจียงยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนในฐานะสหพันธ์อิสระ แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างมั่นคงของกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งได้ยึดครองดินแดน เจ้าชาย Demchugdongrub ก็มีกองทัพอิสระของพระองค์เอง เหมิ่งเจียงได้สูญหายไปใน ค.ศ. 1945 ภายหลังญี่ปุ่นได้พ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง

ลาวแก้ไข

อินโดจีนฝรั่งเศส รวมทั้งลาวได้ถูกยึดครองโดยญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1941 แม้ว่ารัฐบาลโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของวิชีฝรั่งเศสยังคงดำเนินต่อไป การปลดปล่อยฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1944 ได้ทำให้ชาร์ล เดอ โกลได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ซึ่งหมายความว่าความเป็นพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของวิชีฝรั่งเศสได้สิ้นสุดลงในอินโดจีน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นได้ก่อรัฐประหารในกรุงฮานอย และวันที่ 8 เมษายน พวกเขาได้เดินทางมาถึงหลวงพระบาง สมเด็จพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ได้ถูกควบคุมตัวโดยญี่ปุ่นและถูกบีบบังคับให้ออกแถลงการณ์ประกาศสถานะเอกราช แม้ว่าดูเหมือนไม่เคยมีพิธีการเกิดขึ้นก็ตาม ฝรั่งเศสก็ได้กลับมาควบคุมลาวอีกครั้งใน ค.ศ. 1946[87]

ฟิลิปปินส์ (สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ที่สอง)แก้ไข

ภายหลังการยอมจำนนของกองทัพฟิลิปปินส์และอเมริกันในคาบสมุทรบาตาอันและเกาะกอร์เรฮีดอร์ ญี่ปุ่นได้ก่อตั้งรัฐหุ่นเชิดในฟิลิปปินส์ใน ค.ศ. 1942[88] ในปีต่อมา สมัชชาแห่งชาติฟิลิปปินส์ได้ประกาศให้ฟิลิปปินส์เป็นสาธารณรัฐอิสระและได้เลือกโฮเซ เลาเรล เป็นประธานาธิบดี[89] ไม่เคยมีพลเรือนที่ให้การสนับสนุนแก่รัฐอย่างแพร่หลาย ส่วนใหญ่เป็นเพราะความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นโดยทั่วไปซึ่งเกิดขึ้นจากความโหดร้ายที่ถูกกระทำโดยกองทัพบกจักรวรรดิญี่ปุ่น[90] สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ที่สองได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการยอมจำนนของญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1945 และเลาเรลถูกจับกุมและตั้งข้อหาว่าเป็นกบฏโดยรัฐบาลสหรัฐ เขาได้รับนิรโทษกรรมโดยประธานาธิบดีมานูเอล โรฮัส และยังคงมีบทบาททางการเมือง ในท้ายที่สุดก็ได้เข้าที่นั่งในวุฒิสภาในภายหลังสงคราม

เวียดนาม(จักรวรรดิเวียดนาม)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: จักรวรรดิเวียดนาม

จักรวรรดิเวียดนามเป็นรัฐหุ่นเชิดของญี่ปุ่นที่มีอายุสั้นซึ่งกินเวลาตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม ถึง 23 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองอินโดจีนฝรั่งเศส พวกเขาได้ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของวิชีฝรั่งเศสอยู่ในการควบคุมเพียงแต่ในนาม การปกครองของฝรั่งเศสนี้ได้สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 1945 เมื่อญี่ปุ่นได้เข้าควบคุมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ไม่นานหลังจากนั้น จักรพรรดิบ๋าว ดั่ยได้ทำให้สนธิสัญญากับฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1884 ตกเป็นโมฆะ และเจิ่น จ่อง กีม นักประวัติศาสตร์ได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรี

การร่วมมือในสงครามโลกครั้งที่สองของเยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่นแก้ไข

การร่วมมือของฝ่ายอักษะ เยอรมัน-ญี่ปุ่นแก้ไข

การยอมแพ้แก้ไข

       

ระยะเวลาการยอมแพ้ของฝ่ายอักษะ
ธง ชื่อ วันยอมแพ้
  ราชอาณาจักรอิรัก 31 พฤษภาคม 1941
  ลิเบีย 13 พฤษภาคม 1943
  ราชอาณาจักรแอลเบเนีย 8 กันยายน 1943
  ราชอาณาจักรอิตาลี 8 กันยายน 1943
  ราชอาณาจักรบัลแกเรีย 9 กันยายน 1944
  ราชอาณาจักรโรมาเนีย 12 กันยายน 1944
  ฟินแลนด์ 22 กันยายน 1944
  ราชอาณาจักรฮังการี 15 ตุลาคม 1944
  รัฐผู้พิทักษ์แห่งเซอร์เบีย 20 ตุลาคม 1944
  สาธารณรัฐสโลวักที่ 1 4 เมษายน 1945
  รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติฮังการี 4 เมษายน 1945
  สาธารณรัฐสังคมอิตาลี 25 เมษายน 1945
  รัฐเอกราชโครเอเชีย 8 พฤษภาคม 1945
  นาซีเยอรมนี 8 พฤษภาคม 1945
  ไทย 16 สิงหาคม 1945
  สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ที่ 2 17 สิงหาคม 1945
  จักรวรรดิญี่ปุ่น 2 กันยายน 1945

       

สนธิสัญญาที่ฝ่ายแพ้สงครามถูกบังคับให้ลงนาม
ธง ชื่อ สนธิสัญญา
 
 
 
เยอรมนี
เยอรมนีตะวันตก
เยอรมนี
ข้อตกลงพ็อทซ์ดัม
สนธิสัญญาสามัญ
สนธิสัญญาสองบวกสี่
  อิตาลี สนธิสัญญาสันติภาพสำหรับอิตาลี
  ญี่ปุ่น สนธิสัญญาซานฟรานซิสโก
  ฮังการี สนธิสัญญาสันติภาพปารีส
  โรมาเนีย สนธิสัญญาสันติภาพปารีส
  บัลแกเรีย สนธิสัญญาสันติภาพปารีส
  ฟินแลนด์ สนธิสัญญาสันติภาพปารีส
  ไทย ความตกลงสมบูรณ์แบบ
  ออสเตรีย สนธิสัญญารัฐออสเตรีย
  อิรัก สนธิสัญญาอังกฤษ-อิรัก

ดูเพิ่มแก้ไข

หมายเหตุแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. Tom Gallagher, C. Hurst & Co. Publishers, 2005, Theft of a Nation: Romania Since Communism, p. 35
  2. Goldberg, Maren; Lotha, Gloria; Sinha, Surabhi (24 March 2009). "Rome-Berlin Axis". Britannica.Com. Britannica Group, inc. สืบค้นเมื่อ 11 February 2021.
  3. Cornelia Schmitz-Berning (2007). Vokabular des Nationalsozialismus. Berlin: De Gruyter. p. 745. ISBN 978-3-11-019549-1.
  4. "Axis". GlobalSecurity.org. สืบค้นเมื่อ 26 March 2015.
  5. Cooke, Tim (2005). History of World War II: Volume 1 - Origins and Outbreak. Marshall Cavendish. p. 154. ISBN 0761474838. สืบค้นเมื่อ 28 October 2020.
  6. Tucker, Spencer; Roberts, Priscilla Mary (2005). Encyclopedia of World War II A Political, Social and Military History. ABC-Clio. p. 102. ISBN 9781576079997. สืบค้นเมื่อ 13 February 2021.
  7. Momah, Sam (1994). Global strategy : from its genesis to the post-cold war era. Vista Books. p. 71. ISBN 9789781341069. สืบค้นเมื่อ 13 February 2021.
  8. 8.0 8.1 Hedinger, Daniel (8 June 2017). "The imperial nexus: the Second World War and the Axis in global perspective". Journal of Global History. 12 (2): 184–205. doi:10.1017/S1740022817000043.
  9. Martin-Dietrich Glessgen and Günter Holtus, eds., Genesi e dimensioni di un vocabolario etimologico, Lessico Etimologico Italiano: Etymologie und Wortgeschichte des Italienischen (Ludwig Reichert, 1992), p. 63.
  10. 10.0 10.1 D. C. Watt, "The Rome–Berlin Axis, 1936–1940: Myth and Reality", The Review of Politics, 22: 4 (1960), pp. 530–31.
  11. Sinor 1959, p. 291.
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 12.4 MacGregor Knox. Common Destiny: Dictatorship, Foreign Policy, and War in Fascist Italy and Nazi Germany. Cambridge University Press, 2000. p. 124.
  13. MacGregor Knox. Common Destiny: Dictatorship, Foreign Policy, and War in Fascist Italy and Nazi Germany. Cambridge University Press, 2000. p. 125.
  14. John Gooch. Mussolini and His Generals: The Armed Forces and Fascist Foreign Policy, 1922–1940. Cambridge University Press, 2007. p. 11.
  15. Gerhard Schreiber, Bern Stegemann, Detlef Vogel. Germany and the Second World War. Oxford University Press, 1995. p. 113.
  16. H. James Burgwyn. Italian foreign policy in the interwar period, 1918–1940. Wesport, Connecticut, USA: Greenwood Publishing Group, 1997. p. 68.
  17. Christian Leitz. Nazi Foreign Policy, 1933–1941: The Road to Global War. p. 10.
  18. H. James Burgwyn. Italian foreign policy in the interwar period, 1918–1940. Wesport, Connecticut, USA: Greenwood Publishing Group, 1997. p. 75.
  19. H. James Burgwyn. Italian foreign policy in the interwar period, 1918–1940. Wesport, Connecticut, USA: Greenwood Publishing Group, 1997. p. 81.
  20. 20.0 20.1 H. James Burgwyn. Italian foreign policy in the interwar period, 1918–1940. Wesport, Connecticut, USA: Greenwood Publishing Group, 1997. p. 82.
  21. 21.0 21.1 21.2 21.3 H. James Burgwyn. Italian foreign policy in the interwar period, 1918–1940. Wesport, Connecticut, USA: Greenwood Publishing Group, 1997. p. 76.
  22. 22.0 22.1 22.2 22.3 H. James Burgwyn. Italian foreign policy in the interwar period, 1918–1940. Wesport, Connecticut, USA: Greenwood Publishing Group, 1997. p. 78.
  23. 23.0 23.1 Peter Neville. Mussolini. London, England: Routledge, 2004. p. 123.
  24. 24.0 24.1 Knickerbocker, H.R. (1941). Is Tomorrow Hitler's? 200 Questions On the Battle of Mankind. Reynal & Hitchcock. pp. 7–8. ISBN 9781417992775.
  25. Peter Neville. Mussolini. London, England: Routledge, 2004. pp. 123–125.
  26. Gordon Martel. Origins of Second World War Reconsidered: A. J. P. Taylor and Historians. Digital Printing edition. Routledge, 2003. p. 179.
  27. Gordon Martel. Austrian Foreign Policy in Historical Context. New Brunswick, New Jersey, USA: Transaction Publishers, 2006. p. 179.
  28. Peter Neville. Mussolini. London, England: Routledge, 2004. p. 125.
  29. 29.0 29.1 29.2 29.3 29.4 29.5 29.6 Adriana Boscaro, Franco Gatti, Massimo Raveri, (eds). Rethinking Japan. 1. Literature, visual arts & linguistics. pp. 32–39
  30. Adriana Boscaro, Franco Gatti, Massimo Raveri, (eds). Rethinking Japan. 1. Literature, visual arts & linguistics. p. 33.
  31. Adriana Boscaro, Franco Gatti, Massimo Raveri, (eds). Rethinking Japan. 1. Literature, visual arts & linguistics. p. 38.
  32. Adriana Boscaro, Franco Gatti, Massimo Raveri, (eds). Rethinking Japan. 1. Literature, visual arts & linguistics. pp. 39–40.
  33. Hill 2003, p. 91.
  34. Shelley Baranowski. Axis Imperialism in the Second World War. Oxford University Press, 2014.
  35. Stanley G. Payne. A History of Fascism, 1914–1945. Madison, Wisconsin, USA: University of Wisconsin Press, 1995. p. 379.
  36. 36.0 36.1 Harrison 2000, p. 3.
  37. Harrison 2000, p. 4.
  38. Harrison 2000, p. 10.
  39. Harrison 2000, pp. 10, 25.
  40. 40.0 40.1 40.2 40.3 40.4 40.5 Harrison 2000, p. 20.
  41. Harrison 2000, p. 19.
  42. Lewis Copeland, Lawrence W. Lamm, Stephen J. McKenna. The World's Great Speeches: Fourth Enlarged (1999) Edition. p. 485.
  43. Hitler's Germany: Origins, Interpretations, Legacies. London, England: Routledge, 1939. p. 134.
  44. 44.0 44.1 Stephen J. Lee. Europe, 1890–1945. p. 237.
  45. Peter D. Stachura. The Shaping of the Nazi State. p. 31.
  46. Stutthof. Zeszyty Muzeum, 3. PL ISSN 0137-5377. Mirosław Gliński Geneza obozu koncentracyjnego Stutthof na tle hitlerowskich przygotowan w Gdansku do wojny z Polska
  47. 47.0 47.1 Jan Karski. The Great Powers and Poland: From Versailles to Yalta. Rowman & Littlefield, 2014. p. 197.
  48. Maria Wardzyńska, "Był rok 1939. Operacja niemieckiej policji bezpieczeństwa w Polsce Intelligenzaktion Instytut Pamięci Narodowej, IPN 2009
  49. A. C. Kiss. Hague Yearbook of International Law. Martinus Nijhoff Publishers, 1989.
  50. William Young. German Diplomatic Relations 1871–1945: The Wilhelmstrasse and the Formulation of Foreign Policy. iUniverse, 2006. p. 271.
  51. 51.0 51.1 51.2 Gabrielle Kirk McDonald. Documents and Cases, Volumes 1–2. The Hague, Netherlands: Kluwer Law International, 2000. p. 649.
  52. Geoffrey A. Hosking. Rulers And Victims: The Russians in the Soviet Union. Harvard University Press, 2006 p. 213.
  53. Catherine Andreyev. Vlasov and the Russian Liberation Movement: Soviet Reality and Emigré Theories. First paperback edition. Cambridge, England: Cambridge University Press, 1989. pp. 53, 61.
  54. 54.0 54.1 Randall Bennett Woods. A Changing of the Guard: Anglo-American Relations, 1941–1946. University of North Carolina Press, 1990. p. 200.
  55. Molotov–Ribbentrop Pact 1939.
  56. Roberts 2006, p. 82.
  57. John Whittam. Fascist Italy. Manchester, England; New York, New York, USA: Manchester University Press. p. 165.
  58. Michael Brecher, Jonathan Wilkenfeld. Study of Crisis. University of Michigan Press, 1997. p. 109.
  59. *Rodogno, Davide (2006). Fascism's European Empire: Italian Occupation During the Second World War. Cambridge, UK: Cambridge University Press. pp. 46–48. ISBN 978-0-521-84515-1.
  60. 60.0 60.1 60.2 H. James Burgwyn. Italian Foreign Policy in the Interwar Period, 1918–1940. Westport, Connecticut, USA: Praeger Publishers, 1997. pp. 182-183.
  61. H. James Burgwyn. Italian Foreign Policy in the Interwar Period, 1918–1940. Westport, Connecticut, USA: Praeger Publishers, 1997. p. 185.
  62. John Lukacs. The Last European War: September 1939 – December 1941. p. 116.
  63. 63.0 63.1 Jozo Tomasevich. War and Revolution in Yugoslavia, 1941–1945: Occupation and Collaboration. pp. 30–31.
  64. Lowe & Marzari 2002, p. 289.
  65. McKercher & Legault 2001, pp. 40–41.
  66. McKercher & Legault 2001, p. 41.
  67. Samuel W. Mitcham: Rommel's Desert War: The Life and Death of the Afrika Korps. Stackpole Books, 2007. p. 16.
  68. Stephen L. W. Kavanaugh. Hitler's Malta Option: A Comparison of the Invasion of Crete (Operation Merkur) and the Proposed Invasion of Malta (Nimble Books LLC, 2010). p. 20.
  69. Mussolini Unleashed, 1939–1941: Politics and Strategy in Fascist Italy's Last War. pp. 284–285.
  70. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ knight2
  71. Patricia Knight. Mussolini and Fascism. Routledge, 2003. p. 103.
  72. Davide Rodogno. Fascism's European Empire: Italian Occupation during the Second World War. Cambridge, England: Cambridge University Press, 2006. p. 30.
  73. John Lukacs. The Last European War: September 1939 – December 1941. Yale University Press, 2001. p. 364.
  74. Shirer 1960, p. 1131.
  75. Albania: A Country Study: Italian Occupation, Library of Congress. Last accessed 14 February 2015.
  76. "Albania – Italian Penetration". countrystudies.us.
  77. Li Narangoa, R. B. Cribb. Imperial Japan and National Identities in Asia, 1895–1945. Psychology Press, 2003. pp. 15-16.
  78. Lemkin, Raphael (1944). Axis Rule in Occupied Europe: Laws of Occupation, Analysis of Government, Proposals for Redress. Carnegie Endowment for International Peace. p. 11. ISBN 1584779012. สืบค้นเมื่อ 24 October 2020.
  79. Sarner 1997, p. [ต้องการเลขหน้า].
  80. "Shoah Research Center – Albania" (PDF). คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 2003-11-27.
  81. Hehn (1971), pp. 344–73
  82. MacDonald, David Bruce (2002). Balkan holocausts?: Serbian and Croatian victim-centred propaganda and the war in Yugoslavia. Manchester: Manchester University Press. p. 142. ISBN 0719064678.
  83. MacDonald, David Bruce (2007). Identity Politics in the Age of Genocide: The Holocaust and Historical Representation. Routledge. p. 167. ISBN 978-1-134-08572-9.
  84. Raphael Israeli (4 March 2013). The Death Camps of Croatia: Visions and Revisions, 1941–1945. Transaction Publishers. p. 31. ISBN 978-1-4128-4930-2. สืบค้นเมื่อ 12 May 2013.
  85. 85.0 85.1 David P. Chandler, A History of Cambodia, Silkworm 1993[ต้องการเลขหน้า]
  86. Gow, I; Hirama, Y; Chapman, J (2003). Volume III: The Military Dimension The History of Anglo-Japanese Relations, 1600-2000. Springer. p. 208. ISBN 0230378870. สืบค้นเมื่อ 27 October 2020.
  87. Ivarsson, Søren; Goscha, Christopher E. (February 2007). "Prince Phetsarath (1890-1959): Nationalism and Royalty in the Making of Modern Laos". Journal of Southeast Asian Studies. Cambridge University Press. 38 (1): 65–71. doi:10.1017/S0022463406000932. JSTOR 20071807. S2CID 159778908. สืบค้นเมื่อ 2 April 2021.
  88. Guillermo, Artemio R. (2012). Historical Dictionary of the Philippines. Scarecrow Press. pp. 211, 621. ISBN 978-0-8108-7246-2. สืบค้นเมื่อ 22 March 2013.
  89. Abinales, Patricio N; Amoroso, Donna J. (2005). State And Society In The Philippines. State and Society in East Asia Series. Rowman & Littlefield. pp. 160, 353. ISBN 978-0-7425-1024-1. สืบค้นเมื่อ 22 March 2013.
  90. Cullinane, Michael; Borlaza, Gregorio C.; Hernandez, Carolina G. "Philippines". Encyclopædia Britannica. Encyclopædia Britannica, Inc. สืบค้นเมื่อ January 22, 2014.

บรรณานุกรมแก้ไข

สิ่งตีพิมพ์แก้ไข

ข้อมูลออนไลน์แก้ไข

อ่านเพิ่มแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข