แมนจู (แมนจู:ᠮᠠᠨᠵᡠ; จีนตัวย่อ: 满族; จีนตัวเต็ม: 滿族; พินอิน: Mǎnzú; เวด-ไจลส์: Man3-tsu2 หม่านจู๋) เป็นชนกลุ่มน้อยเผ่าหนึ่งในประเทศจีนและผู้คนจากดินแดนแมนจูเรียได้ใช้ชื่อดินแดนเป็นชื่อเรียกชนเผ่าของตนเอง[8]

แมนจู
Manjui gisun.svg
滿族/满族
Nurhaci.jpg
Armoured Kangxi Emperor.jpg
Portrait of Emperor Qianlong.jpg
The Ci-Xi Imperial Dowager Empress (6).PNG
Aisin-Gioro Puyi 01.jpg
Gen Yoshiko Kawashima.jpg
Laoshe.jpg
John Fugh.jpg
Chopin Year in Poland - Lang Lang 01.jpg
ประชากรทั้งหมด
ประมาณ 10.68 ล้านคน (2000)[1]
ภูมิภาคที่มีประชากรอย่างมีนัยสำคัญ
ประเทศจีน ประเทศจีน (เฮย์หลงเจียง · จี๋หลิน · เหลียวหนิง)10,410,585[2]
 ไต้หวัน12,000[3]
 ฮ่องกง1,000[4]
ภาษา
ภาษาแมนจู (มีจำนวนน้อยมากใกล้สูญหาย),
ภาษาจีนกลาง
ศาสนา
พระพุทธศาสนา และบูชาบรรพบุรุษ[5][6]
ปัจจุบัน ไม่นับถือศาสนา และไม่เชื่อในพระเจ้า[7]
กลุ่มชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง
ซีเปอ, อีเวนค์, นาไน, โอโรเชน และกลุ่มตุงกูซิกอื่น ๆ

ชาวแมนจูเป็นกลุ่มสาขาที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มชาวตุงกูซที่ใช้ภาษากลุ่มตุงกูซิกและได้อาศัยกระจัดกระจายทั่วประเทศจีน ถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของประเทศจีน[2] ชาวแมนจูได้อาศัยและพบได้ใน 31 จังหวัดของจีน โดยเฉพาะในดินแดนแมนจูเรีย

เหลียวหนิงถือได้ว่าเป็นดินแดนที่มีประชากรแมนจูมากที่สุด ส่วนเหอเป่ย์, เฮย์หลงเจียง, จี๋หลิน, มองโกเลียในและปักกิ่ง มีประชากรแมนจูประมาณ 100,000 คนอาศัยอยู่ โดยครึ่งของประชากรอาศัยอยู่ในเหลียวหนิงและ 1 ใน 5 อยู่ที่เหอเป่ย์ นอกจากนี้ยังมีชาวแมนจูอาศัยอยู่ในประเทศรัสเซียอันได้แก่ ดินแดนปรีมอร์สกี บางส่วนของดินแดนฮาบารอฟสค์และแคว้นอามูร์

ประวัติโดยสังเขปของชาวแมนจูนั้น ในทัศนคติของชาวฮั่นถือได้ว่าเป็นชนกลุ่มน้อยเร่ร่อนหรือคนป่าเถื่อน ชาวแมนจูได้สืบเชื้อสายมาจากชาวหนวี่เจิน (Jurchen; 女真) ที่ซึ่งได้สถาปนาราชวงศ์จินตอนแรกขึ้นทางตอนเหนือของจีน ในช่วง ค.ศ. 1115–1234 ชาวแมนจูนั้นต่อมาได้ตั้งอาณาจักรของตนขึ้นทางตอนเหนือของจีนอีกครั้ง คือ ราชวงศ์จินตอนหลัง เป็นราชวงศ์แรกของชาวแมนจูที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน มีผู้นำคือจักรพรรดินู่เอ๋อร์ฮาชื่อเป็นจักรพรรดิองค์แรก และจักรพรรดิหฺวัง ไถจี๋จักรพรรดิองค์ที่สอง ได้ทรงเปลี่ยนชื่อชาวแมนจูจาก "หนวี่เจิน" (女真) เป็น "หม่านจู๋" หรือ แมนจู (滿族)[9]

และในสมัยจักรพรรดิซุ่นจื้อได้นำกองทัพแมนจูยึดกรุงปักกิ่งซึ่งเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์หมิงได้สำเร็จในปีค.ศ. 1644 และได้เปลี่ยนชื่อจากแมนจูเป็นชิงและสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้นในปีเดียวกันนั่นเอง ราชวงศ์นี้ปกครองจีนเป็นระยะเวลานาน 268 ปี มีจักรพรรดิปกครองทั้งสิ้น 12 พระองค์ ราชวงศ์ชิงถือได้ว่าเป็นราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนเป็นราชวงศ์สุดท้ายจนถึงปี ค.ศ. 1912 ก่อนจะถูกล้มล้างโดยการปฏิวัติซินไฮ่

นิรุกติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์แก้ไข

จิ่ว หมั่นโจว ดาง เป็นเอกสารบันทึกที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้คำว่า "แมนจู" เป็นครั้งแรก[10] อย่างไรก็ตาม ความหมายของชื่อแมนจูยังเป็นที่ถกเถียงกัน[11] ตามบันทึกประวัติศาสตร์โดยราชสำนักสมัยราชวงศ์ชิง มีการอ้างไว้ว่าชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์มาจาก มัญชุศรี[12] หรือพระโพธิสัตว์ ในความเชื่อของทิเบต มีนัยทางการเมืองแอบแฝงว่าชาวแมนจูเป็นชนชาติศักดิ์สิทธิ์ ในขณะนั้นทิเบตอยู่ภายใต้อาณัติของราชวงศ์ชิง โดยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิงได้ทรงสนับสนุนความเชื่อดังกล่าวและได้เขียนบทกลอนกวีโดยมีเนื่อหาเช่นเดียวกันเป็นจำนวนมาก[13]

เม็ง เซน บัณฑิตโด่งดังสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลายก็มีความเห็นโดยเขาเชื่อว่า คำว่า "แมนจู" ยังเกี่ยวข้องกับ "หลี่ หมั่นโจว" (李滿住) หัวหน้าเผ่าของหนวี่เจินในเจี้ยนโจว[14][15]

ส่วนบัณฑิตอีกคน จาง ซาน คิดว่า แมนจู เป็นคำประสมมาจากคำว่า "แมน" (หมัน) มาจากคำว่า "มางกา" (ᠮᠠᠩᡤᠠ) ในภาษาแมนจูแปลว่า แข็งแรง, เข้มแข็ง และ "จู" (ᠵᡠ) มาจาก ธนู ดังนั้น แมนจู จึงแปลว่า ธนูอันแกร่ง[16]

ถิ่นฐานแก้ไข

ดินแดนแมนจูเรีย
ดินแดนแมนจูเรียเทียบกับแผนที่ประเทศจีนปัจจุบัน ประกอบด้วย แมนจูเรียใน: ภาคตะวันอกเฉียงเหนือของจีน = สีแดง, ส่วนตะวันออก มองโกเลียใน = สีชมพู

ชาวแมนจูหรือชื่อเดิมว่า หนวี่เจินนั้นมีอารยธรรมเกิดขึ้นมาควบคู่กับอารยธรรมฮั่น โดยมีมาตุภูมิ (Homeland) อยู่แถบบริเวณลุ่มแม่น้ำแม่น้ำอามูร์หรือ "แม่น้ำมังกรดำ" ของมณฑลเฮย์หลงเจียง ถือเป็นต้นกำเนิดชาวแมนจู แม่น้ำมังกรดำ เป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับ 10 ของโลก อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปเอเชีย แม่น้ำมีความยาว 2,824 กม.เป็นเส้นเขตแดนระหว่างมณฑลเฮย์หลงเจียงของประเทศจีนกับประเทศรัสเซีย

ชาวหนวี่เจินเป็นชนชาติที่มีประวัติอันยาวนานชนชาติหนึ่ง สืบย้อนหลังไปได้ถึง 2,000 กว่าปีก่อน บรรพบุรุษของชนชาติแมนจูดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ บริเวณที่ลุ่มตอนกลางและตอนต้นของแม่น้ำอามูร์และลุ่มแม่น้ำอูซูหลี่เจียงซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของภูเขาฉางไป๋ซานในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนมาโดยตลอด

วัฒนธรรมแก้ไข

ทรงผมแก้ไข

ทรงผมตามประเพณีของชาวแมนจู คือ โกนครึ่งหัวด้านหน้าและไว้ผมแบบหางเปียข้างหลังรวบเป็นเส้นเดียวและยาว เรียกว่า "เปี้ยนจึ" (辮子; biànzi) หรือ "ซอนโกโฮ" ในภาษาแมนจู ต้นกำเนิดของทรงผมนี้คาดว่าน่าจะมาจากข้อสันนิษฐานว่าชาวแมนจูนิยมใช้ม้า ทรงผมนี้ช่วยในการเคลื่อนไหวบนหลังม้าและเวลายิงธนู เส้นผมจะไม่ปกหน้า การถักเปียเมื่อนำมาพันลำคอสามารถให้ความอบอุ่นกับคอ ส่วนการโกนด้านหน้ามีสองทฤษฎี คือไม่ให้ปลิวมาปิดตา หรือทำให้ใส่หมวกเหล็กสะดวก (แบบทรงผมซามูไร)

องค์ชายไจ้เต้าแห่งราชวงศ์ชิงไว้ผมเปียตามแบบชาวแมนจู
การไว้ผมเปียรูปแบบต่าง ๆ ของชาวแมนจู
หางเปียของชาวแมนจู (สังเกตจากด้านหลัง)
การโกนครึ่งหัวด้านหน้า

ส่วนสตรีชาวแมนจูจะไว้ทรงผมที่แตกต่างออกไปที่เรียกว่า "เหลียง ปาโตว" สตรีชาวแมนจูนิยมผมทรงสูง ๆ ใหญ่ ๆ ใส่ดอกไม้ดอกโต ทรงผมของหญิงชาวแมนจูแบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1.ทรงสองแกละ 2.ทรงหมวกปีกกว้าง ทรงสองแกละนั้นเริ่มจากการหวีผมไปไว้ด้านหลัง จากนั้นแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนล่างถึงลำคอ แล้วแบ่งผมออกเป็นสองช่อยกสูง ตอนที่พับนั้นชโลมน้ำยาจัดทรงผมพร้อมกับจัดให้เรียบ ยกสูงขึ้นเล็กน้อย แล้วพับ จากนั้นรวมกันเป็นช่อเดียว แล้วย้อนกลับไปด้านหน้า ใช้เชือกมัดให้แน่นจากโคนผมจากนั้นสอดแถบเหล็กสำหรับจัดทรง แล้วนำเส้นผมพันรอบแถบเหล็กนั้นไว้ ให้เป็นรูปตัว T แล้วค่อยประดับด้วยดอกไม้ ลูกปัด และพู่ห้อยหรือตุ้งติ้ง ภายหลังในสมัยจักรพรรดิเสียนเฟิง (ก่อนสมัยซูสีไทเฮา) ผมทรงนี้ก็ค่อย ๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น แกละทั้งสองข้างก็มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จึงนำแถบรูปพัดสีดำมาประดับให้ปีกผมทั้งสองข้างกว้างขึ้น แล้วเรียกว่า ฉีโถว หรือ กวนจวง ซึ่งเรารู้จักกันในนาม ต้าลาเช่อ

วันหยุดทางประเพณีแก้ไข

ชาวแมนจูมีวันหยุดทางประเพณีหลายวัน บ้างได้รับอิทธิพลจากชาวฮั่น เช่น ตรุษจีน[17] และ เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง[18] บ้างก็เป็นวันหยุดของแมนจูแท้ ๆ เช่น เทศกาลปานจิน (ᠪᠠᠨᠵᡳᠨ ᡳᠨᡝᠩᡤᡳ, Banjin Inenggi, 頒金節) ซึ่งจัดทุกวันที่ 13 ของเดือนสิบในปฏิทินจันทรคติ เป็นวันฉลองครบรอบการตั้งชื่อคำว่า "หม่านจู๋" (แมนจู)[11] โดยในปี ค.ศ. 1635 จักรพรรดิหฺวัง ไถจี๋ ได้ทรงเปลี่ยนชื่อชาวแมนจูจาก "หนวี่เจิน" (女真) เป็น "หม่านจู๋" (滿族)[19] วันเจว๋เหลียง (絕糧日) หรือ วันกำจัดอาหาร ซึ่งจัดทุกวันที่ 26 ของเดือนแปดของในปฏิทินจันทรคติ เป็นวันหยุดอีกวันหนึ่ง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องเล่าของจักรพรรดินู่เอ๋อร์ฮาชื่อและกองทัพของพระองค์ ซึ่งกำลังทำศึกกับศัตรูกระทั่งเกือบไม่มีอาหารเหลือ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้สนามรบ ได้ยินว่าเสบียงอาหารใกล้หมด จึงมาช่วยจักรพรรดิและกองทัพ ขณะนั้นสนามรบไม่มีภาชนะที่ใช้ในการรับประทานอาหาร จึงต้องใช้ใบจี่ซู (紫蘇) ห่อข้าว จากนั้นกองทัพก็ได้ชัยชนะ คนรุ่นหลังจึงระลึกถึงความลำบากนี้ โดยจักรพรรดินู่เอ๋อร์ฮาชื่อทรงสถาปนาวันนี้ให้เป็นวันเจว๋เหลียง ตามประเพณีแล้ว ชาวแมนจูมักกินใบจี่ซูหรือใบผักกาดห่อด้วยข้าวสวย ไข่คน เนื้อวัว หรือเนื้อหมู[20]

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Ethnic Groups - china.org.cn - The Manchu ethnic minority" (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2008-09-26.
  2. 2.0 2.1 《中国2010年人口普查资料(上中下)》(the Data of 2010 China Population Census). China Statistics Press. 2012. ISBN 9787503765070.
  3. 中華民國滿族協會. www.manchusoc.org.
  4. "Research". Ethnicity Research (《民族研究》) (ภาษาจีน) (1–12): 21. 1997.
  5. Sate Nationalities Affairs Commission (2005). Zhang Yongfa and Fang Yongming (บ.ก.). Selected pictures of Chinese ethnic groups (ภาษาอังกฤษ) (First ed.). China Pictorial Publishing House. p. 48. ISBN 7-80024-956-5.
  6. Wang Can; Wang Pingxing (2004). Ethnic groups in China (ภาษาอังกฤษ). China Intercontinental Press. ISBN 7-5085-0490-9.
  7. the gospel need of Manchu people(Chinese traditional)
  8. Merriam-Webster, Inc 2003, p. 754
  9. the Origin of Banjin Inenggi (simplified Chinese)
  10. Endymion Porter Wilkinson (2000). Chinese History: A Manual. Harvard Univ Asia Center. pp. 728–. ISBN 978-0-674-00249-4.
  11. 11.0 11.1 Yan 2008, p. 49
  12. Agui 1988, p. 2
  13. Meng 2006, p. 6
  14. Meng 2006, pp. 4–5
  15. Meng 2006, p. 5
  16. 《族称Manju词源探析》,长山,刊载于《满语研究》2009年第01期 (Changshan (2009), The Research of Ethnic Name "Manju"'s Origin, Manchu Language Research, the 1st edition)
  17. Manchu Spring Festival
  18. Manchu Duanwu Festival
  19. the Origin of Banjin Inenggi (simplified Chinese)
  20. "The Day of Running Out of Food (simplified Chinese)". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2016-03-06. สืบค้นเมื่อ 2017-03-13.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข