เปิดเมนูหลัก

ราชวงศ์หมิง หรือ ราชวงศ์เบ๋ง (ฮกเกี้ยน) หรือ ราชวงศ์เม้ง (แต้จิ๋ว) หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ จักรวรรดิต้าหมิง เป็นราชวงศ์ที่ปกครองจักรวรรดิจีน ระหว่าง พ.ศ. 1911 (ค.ศ. 1368) ถึง พ.ศ. 2187 (ค.ศ. 1644) ดำรงอยู่เป็นเวลารวม 276 ปี โดยปกครองต่อจากราชวงศ์หยวนของชาวมองโกล และพ่ายแพ้ให้กับราชวงศ์ชิงของชาวแมนจูในภายหลัง

จักรวรรดิต้าหมิง
大明
จักรวรรดิ

1368–1644
 

 

ธงประจำราชวงศ์หมิง ตราประจำพระองค์ของจักรพรรดิว่านลี่
 ส่วนสีเหลืองเป็นอาณาเขตที่กว้างขวางที่สุดของราชวงศ์หมิงสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ
เมืองหลวง หนานจิง (อำเภอหยิงเทียน)
(1368–1644)
ปักกิ่ง (อำเภอชุนเทียน)
(1403–1644)
ภาษา ภาษาทางการ:
ภาษาจีน
ศาสนา เต๋า, พุทธ, ขงจื๊อ
รัฐบาล ราชาธิปไตย
จักรพรรดิ (皇帝)
 -  1368–1398 (องค์แรก) จักรพรรดิหงหวู่
 -  1402–1424 จักรพรรดิหย่งเล่อ
 -  1627–1644 (องค์สุดท้าย) จักรพรรดิฉงเจิน
Senior Grand Secretary
 -  1402–1407 Xie Jin
 -  1644 Wei Zaode
ประวัติศาสตร์
 -  ก่อตั้งหนานจิงเป็นราชธานี 23 มกราคม 1368
 -  สถาปนากรุงปักกิ่งเป็นราชธานี 28 ตุลาคม 1420
 -  การล่มสลายของเมืองปักกิ่ง 25 เมษายน 1644
 -  ราชวงศ์หมิงใต้ล่มสลาย 1683
พื้นที่
 -  1415[1] 6,500,000 ตร.กม. (2,509,664 ตารางไมล์)
ประชากร
 -  1393 ประมาณการ 65,000,000 
 -  1403 ประมาณการ 66,598,337¹ 
 -  1500 ประมาณการ 125,000,000² 
 -  1600 ประมาณการ 160,000,000³ 
สกุลเงิน Paper money (1368–1450)
Bimetallic:
copper cashes (, wén) in strings of coin and paper
Silver taels (, liǎng) in sycees and by weight
Remnants of the Ming dynasty ruled southern China until 1662, and Taiwan until 1683 a dynastic period which is known as the Southern Ming.
¹The numbers are based on estimates made by CJ Peers in Late Imperial Chinese Armies: 1520–1840
²According to A. G. Frank, ReOrient: global economy in the Asian Age, 1998, p. 109
³According to A. Maddison, The World Economy Volume 1: A Millennial Perspective Volume 2, 2007, p. 238
ราชวงศ์หมิง
Ming dynasty (Chinese characters).svg
"ราชวงศ์หมิง" เขีบนแบบอักษรจีน
จีน 明朝
ต้าหมิง
จีน 大明
ประวัติศาสตร์จีน
ประวัติศาสตร์จีน
ยุคโบราณ
สามราชาห้าจักรพรรดิ
ราชวงศ์เซี่ย 2100–1600 BCE
ราชวงศ์ชาง 1600–1046 BCE
ราชวงศ์โจว 1045–256 BCE
  ราชวงศ์โจวตะวันตก 1046–771 BCE
  ราชวงศ์โจวตะวันออก 771–256 BCE
   ยุควสันตสารท
   ยุครณรัฐ
ยุคจักรวรรดิ
ราชวงศ์ฉิน 221 BCE–206 BCE
ราชวงศ์ฮั่น 206 BCE–220 CE
  ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก
  ราชวงศ์ซิน
  ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
ยุคสามก๊ก 220–280
  เว่ย สู่ และ หวู
ราชวงศ์จิ้น 265–420
  จิ้นตะวันตก ยุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้น 304–439
  จิ้นตะวันออก
ราชวงศ์เหนือ-ใต้ 420–589
ราชวงศ์สุย 581–618
ราชวงศ์ถัง 618–907
  ( ราชวงศ์อู่โจว 690–705 )
ยุคห้าวงศ์สิบรัฐ
907–960
ราชวงศ์เหลียว
907–1125
ราชวงศ์ซ่ง
960–1279
  ราชวงศ์ซ่งเหนือ เซี่ยตะวันตก
  ราชวงศ์ซ่งใต้ จิน
ราชวงศ์หยวน 1271–1368
ราชวงศ์หมิง 1368–1644
ราชวงศ์ชิง 1644–1911
ยุคใหม่
สาธารณรัฐจีน 1912–1949
สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีนแผ่นดินใหญ่) 1949–ปัจจุบัน
สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)
1949–ปัจจุบัน

ราชวงศ์หมิงเป็นราชวงศ์ที่รุ่งเรืองในด้านวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ในยุคนี้มีการสำรวจทางทะเลอย่างกว้างขวาง ราชวงศ์หมิงในตอนต้น (1368 - 1464) ถือเป็นอาณาจักรที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ณ ช่วงเวลานั้น ราชวงศ์หมิงถือเป็นหนึ่งในยุคที่ถูกจัดโดยนักวิชาการชาวตะวันตกว่ามีการปกครองที่เป็นระบบและสังคมที่มีเสถียรภาพในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติก่อนที่จะล่มสลาย ราชวงศ์หมิงถือเป็นราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองโดยชาวฮั่น[2]

ปฐมจักรพรรดิต้าหมิง จูหยวนจาง หรือ จักรพรรดิหงหวู่ หลังจากที่ได้ทรงประกาศปลดแอกชาวฮั่นจากภายใต้การปกครองของราชวงศ์หยวนของชาวมองโกล ได้สถาปนาราชวงศ์หมิงขึ้น พระองค์ได้ทรงพยายามปฏิรูปการปกครองอาณาจักรเสียใหม่ ทรงพยายามสร้างระบบสังคมชุมชนชนบทแบบพึ่งพาตนเอง ปฏิรูประบบราชการ กฎหมาย จักรพรรดิหงหวู่ได้สร้างระบบที่เป็นระเบียบที่ยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้ที่จะสามารถรองรับและสนับสนุนการทหารของราชวงศ์หมิงอย่างยั่งยืน ทำให้ด้านการทหารในช่วงนั้นราชวงศ์หมิงประสบความสำเร็จมีกองทัพภาคพื้นดินเกินกว่า 1 ล้านคนและกองทัพเรือมีอู่ต่อเรือที่หนานจิงเป็นอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น[3] พระองค์ยังได้ทรงตระหนักถึงการลดทอนอำนาจของเหล่าขันทีในราชสำนัก[4] เหล่าพ่อค้าที่คดโกงทางเศรษฐกิจ ปฏิรูปโดยใช้ระบบศักดินาโดยโอนมอบสิทธิครอบครองที่ดินให้แก่พระโอรสของพระองค์ทั่วประเทศจีนและพยายามแนะนำให้พระโอรสใช้หลักกระแสรับสั่งที่เผยแพร่โดยราชสำนักหมิงชื่อว่า หวงหมิงซูซุ่น หลักการนี้ได้ถูกยกเลิกเมื่อพระราชนัดดาของพระองค์ จักรพรรดิเจี้ยนเหวิน ซึ่งขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ที่ 2 ทรงคิดรวบอำนาจและพยายามที่จะกำจัดอำนาจของพระปิตุลาของพระองค์เอง ก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองหรือการทัพที่จิงหนานขึ้น หลังจากการทัพดังกล่าวสิ้นสุดลงองค์ชายหยันได้สืบราชสมบัติต่อเป็นฮ่องเต้ ในปี ค.ศ. 1402 พระนามว่า จักรพรรดิหย่งเล่อ

จักรพรรดิหย่งเล่อได้สถาปนาเมืองหยันเป็นราชธานีแห่งที่ 2 และเปลี่ยนชื่อเมืองหลวงใหม่เป็น เป่ย์จิง หรือ ปักกิ่ง สร้างพระราชวังต้องห้าม (หรือพระราชวังกู้กง) ซึ่งเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียในขณะนั้น รื้อฟื้นระบบคูคลองเมืองและเริ่มระบบการสอบคัดเลือกเข้าราขการหรือจอหงวน ในตำแหน่งราชการที่สำคัญ ๆ พระองค์ได้ให้รางวัลแก่เหล่าขันทีที่ได้สนับสนุนและว่าจ้างให้พวกเขาทำหน้าที่ถ่วงดุลคานอำนาจกับเหล่าราชบัณฑิตนักปราชญ์ขงจื๊อ หนึ่งในขันทีที่โด่งดังคือ เจิ้งเหอ ได้นำกองเรือจีนไปประกาศศักดาทั่วสารทิศ

การขึ้นสู่อำนาจของจักรพรรดิองค์ใหม่และปัจจัยใหม่ ๆ ได้ลดความฟุ่มเฟือยลง การจับกุมจักรพรรดิเจิ้งถงในปี ค.ศ. 1449 ในวิกฤตตูมูสิ้นสุดบทบาทของพระองค์ ในที่สุดกองทัพเรือของราชวงศ์หมิงได้เกิดความเสื่อมถอยลงเนื่องจากเผชิญสงครามหลายครั้งในขณะที่การใช้การเกณฑ์แรงงานก่อสร้างแนวป้อมปราการเหลียวตงเชื่อมต่อกับป้อมปราการของกำแพงเมืองจีนนำไปสู่รูปแบบลักษณะที่เห็นเป็นอยู่ในปัจจุบัน

จำนวนสำมะโนประชากรในจักรวรรดิต้าหมิงได้เกิดการขยายตัวอย่างกว้างขว้างและได้รับการจดบันทึกอย่างต่อเนื่องโดยราชสำนัก 10 ปีครั้ง แต่ความหวังที่จะหลีกเลี่ยงการเกณฑ์แรงงาน การเก็บภาษีและการต้องเผชิญอุปสรรคของการเก็บรวบรวมและชำระเอกสารราชการจำนวนมากที่หนานจิงได้เป็นอุปสรรคต่อการประเมินตัวเลขที่ถูกต้องมีการประเมินโดยคร่าวๆของจำนวนประชากรสมัยราชวงศ์หมิงตอนปลายมีจำนวน 160 ถึง 200 ล้านคน[5] ในยุคนี้กฎหมายไห่จิ้นได้ถูกตราขึ้นเพื่อจุดประสงค์ที่จะปกป้องคุ้มครองอาณาเขตของจักรวรรดิต้าหมิงตามชายฝั่งทะเลจากพวก โจรสลัดญี่ปุ่น ที่ซึ่งได้ลักลอบปล้นสะดมหัวเมืองท่าของหมิงหลายครั้ง จนราชสำนักต้องส่ง ชี จี้กวัง แม่ทัพแห่งราชวงศ์หมิงไปปราบ ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษจากการปราบโจรสลัดญี่ปุ่น ในศตวรษที่ 16 อย่างไรก็ตามการขยายตัวของชาวตะวันตกได้ถูกจำกัดให้ทำการค้าได้เฉพาะบริเวณใกล้เมืองท่ากวางโจวและมาเก๊า การค้าได้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างชาวจีนกับชาวตะวันตก "การแลกเปลี่ยนโคลัมเบียน" (Columbian Exchange) หรือ การเคลื่อนย้ายพืชและสัตว์ระหว่างซีกโลกตะวันตกออกและตะวันตกโดยพ่อค้าชาวยุโรป ได้มีการนำเอาธัญพืช พืชผักและสัตว์จากยุโรปตะวันตกมาสู่ประเทศจีน พริกได้เข้ามาสู่อาหารเสฉวน ข้าวโพด และมันสัมปะหลัง ทำให้ช่วยลดปัญหาด้านการขาดแคลนอาหารและเป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้อให้จำนวนประชากรของหมิงเพิ่มขึ้นจากการค้าขายกับตะวันตก การเติบโตของการค้ากับโปรตุเกส สเปนและฮอลันดา ได้สร้างอุปสงค์ใหม่แก่ผลผลิตของจีน

นอกจากการค้ากับชาวยุโรปแล้วในรัชสมัยจักรพรรดิว่านลี่ ฮ่องเต้องค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์หมิง ได้มีไดเมียวแห่งญี่ปุ่นนามว่า โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิได้ก่อการกำเริบเสิบสานตั้งตนเป็นใหญ่คิดรุกรานอาณาจักรโชซ็อน (เกาหลี) ซึ่งเป็นประเทศราชของราชวงศ์หมิง นำไปสู่เหตุการณ์การบุกครองเกาหลีของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1592 ทำให้จักรพรรดิว่านลี่มีพระราชโองการส่งกองทัพปราบญี่ปุ่นและเข้าช่วยเกาหลี จนในที่สุดกองทัพญี่ปุ่นของฮิเดะโยะชิต้องพ่ายแพ้และถอยทัพกลับในที่สุด

ในปลายราชวงศ์หมิงได้เริ่มประสบปัญหาภายในหลายอย่าง จาง จวีเจิ้ง มหาอำมาตย์แห่งราชสำนักหมิงได้ริเริ่มการปฏิรูปขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่มิทันได้เริ่มประสบผลกลับล้มเหลวและถูกขัดขวาง เมื่อได้เกิดการชะลอตัวในด้านเกษตรกรรมซึ่งมาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติสอดคล้องกับยุคน้ำแข็งน้อยประจบกับการจัดเก็บภาษีเริ่มมีปัญหาทำให้ปลายยุคราชวงศ์หมิงได้เกิดปัญหาการเพาะปลูกล้มเหลว อุทกภัยและโรคระบาดเริ่มตามมา ราชวงศ์หมิงได้ล่มสลายลงเมื่อเกิดกลุ่มกบฎชาวนานำโดยหลี่ จื้อเฉิง ได้นำกองทัพบุกเข้ากรุงปักกิ่ง และต่อมา อู๋ซานกุ้ย แม่ทัพหมิงผู้ทรยศได้เปิดด่านซันไฮ่กวานให้กองทัพแมนจูที่กำลังรุกรานเมืองจีนอยู่นั้นเข้ากรุงปักกิ่งได้สำเร็จและตั้งราชวงศ์ชิงขึ้น ส่วนกลุ่มขุนนางและทหารที่ยังคงจงรักภักดีต่อราชวงศ์หมิงได้รวมตัวกันหนีไปตั้งราชวงศ์หมิงใต้ (บริเวณตอนใต้ของประเทศจีน) ดำรงอยู่ถึง ค.ศ. 1683 จนถูกราชวงศ์ชิงโค่นล้ม ราชวงศ์หมิงถึงกาลอวสานอย่างสมบูรณ์

เนื้อหา

ประวัติแก้ไข

การสถาปนาราชวงศ์หมิงแก้ไข

กบฎโพกผ้าแดงแก้ไข

ดูบทความหลักที่: กบฎโพกผ้าแดง
 
จักรพรรดิหงหวู่ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง
 
ธงประจำกองทัพราชวงศ์หมิง

ชาวมองโกลที่ปกครองราชวงศ์หยวนเป็นเวลาเกือบร้อยปี จนถึงช่วงปลายราชวงศ์หยวน เป็นช่วงเวลาราชสำนักมองโกลใช้นโยบายแบ่งแยกชนชั้นกดขี่ข่มเหงรังแกชาวฮั่น ประกอบกับมีการขึ้นการเก็บภาษีอย่างหนักหน่วงทั่วแผ่นดิน เกิดภาวะอัดคัดฝืดเคืองและได้เกิดอุทกภัยที่แม่น้ำฮวงโหเป็นผลมาจากการคัดค้านนโยบายสร้างเขื่อนชลประทานของชาวมองโกล ดังนั้นการเกษตรและเศรษฐกิจจึงอยู่ในภาวะตกต่ำ[6] และได้เกิดการก่อกบฎชาวนาขึ้นนับหมื่นโดยได้เรียกร้องให้ราชสำนักหยวนหาวิธีซ่อมเขื่อนกำแพงกั้นน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัย[6] ราชสำนักหยวนกลับปฏิเสธอย่างไม่ใยดี ความไม่พอใจลุกลามไปทั่วแผ่นดินจนทำให้ชาวชาวฮั่นหลายกลุ่มได้ก่อกบฏต่อต้านราชวงศ์หยวนและฟื้นฟูราชวงศ์ของชาวฮั่น กลุ่มที่มีอิทธิพลที่สุดคือกบฏโพกผ้าแดงในปี ค.ศ.1351 กลุ่มโจรโพกผ้าแดงได้ร่วมมือกันเป็นเครือข่ายสมาคมลัทธิบัวขาวซึ่งเป็นสมาคมลับทางพุทธศาสนา

จู หยวนจาง ชาวนาที่สิ้นเนื้อประดาตัวและต่อมาได้บวชเป็นพระสงฆ์ในศาสนาพุทธได้ร่วมการก่อกบฎต้านราชวงศ์หยวนกับกลุ่มกบฎโพกผ้าแดงในปี ค.ศ. 1352 เขาได้เข้าสู้กับทหารมองโกลอย่างกล้าหาญจนทำให้เขาสร้างชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ในปี ค.ศ. 1356 กองทัพกบฎโพกผ้าแดงได้เข้ายึดเมืองหนานจิงได้สำเร็จ[7]

เมื่อราชวงศ์หยวนกำลังใกล้จะล่มสลายกลุ่มกบฎได้ถือโอกาสเข้าต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันเองเพื่อที่จะได้ปกครองแผ่นดินจีนทั้งหมด ในปี ค.ศ. 1363 กลุ่มผู้มีอำนาจตามท้องถิ่นได้ถือโอกาสตั้งตนเป็นอิสระแผ่นดินได้แตกออกเป็นเหล่าต่าง ๆ จู หยวนจาง ได้ปราบผู้ทรยศที่สำคัญคือ เฉิน โหย่วเลี่ยง สมาชิกกบฎโพกผ้าแดงที่ทรยศที่ตั้งตนเป็นอิสระสถาปนาพระตนขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งฮั่น จู หยวนจางได้รวบรวมกำลังเข้าปราบเฉิน โหย่วเลี่ยงในยุทธการทะเลสาบโปหยาง ซึ่งมีการอภิปรายโดยนักวิชาการถือเป็นยุทธนาวีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน เป็นที่รู้จักในความพยายามใช้เรือปืนไฟของจู หยวนจาง ที่มีทหาร 200,000 คน สามารถเอาขาะทหารของเฉิน โหย่วเลี่ยงที่มีมากกว่าถึง 3 เท่า (มีการคาดการณ์ว่ามีประมาณ 650,000 คน)

ชัยชนะของจู หยวนจางได้ทำให้เขารวบรวมดินแดนแม่น้ำแยงซีมาครอบครองได้สำเร็จ หลังจากที่หัวหน้าของกบฎโพกผ้าแดงเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1367 ทำให้กลุ้มกบฎเกิดภาวะขาดผู้นำโดยเหล่าสมาชิกปรึกษากันพบว่าไม่มีใครที่จะมีความสามารถพอที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำได้อีก กลุ่มกบฎจึงคัดเลือกให้ จู หยวนจาง ขึ้นมาเป็นหัวหน้ากบฎในปีต่อมาเขาได้นำทัพกบฎบุกเข้าสู่กรุงต้าตู (ปักกิ่งในปัจจุบัน)[8] เมืองหลวงของราชวงศ์หยวน จักรพรรดิหยวนฮุ่ยจง จักรพรรดิเชื้อสายมองโกลองค์สุดท้ายถูกบีบให้ต้องลี้ภัยทิ้งเมืองหลวงหนีออกจากพระราชวัง โดย จู หยวนจางได้นำทัพขับไล่กองทัพมองโกลจนราชสำนักหยวนต้องหนีขึ้นไปทางเหนือและตั้งราชวงศ์หยวนเหนือ ส่วนจู หยวนจางได้ประกาศก่อตั้ง ราชวงศ์หมิง () ที่แปลว่า แสงสว่าง ประดุจอิสระของชาวฮั่นจากมองโกล ทำให้ชาวฮั่นกลับมามีอิสรภาพอีกครั้ง

หลังจากนั้นจู หยวนจางได้รื้อถอนพระราชวังของราชวงศ์หยวนเดิมลงที่ต้าตู[8] เมืองได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "เป่ยผิง" ในปีเดียวกันจู หยวนจางได้ตั้งตนเป็นจักรพรรดิและได้สถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิหงหวู่ หรือหมิงไท่จู่ ปฐมจักรพรรดิราชวงศ์หมิง

การครองราชย์ของจักรพรรดิหงหวู่แก้ไข

 
จักรพรรดิหงหวู่ (ครองราชย์ ค.ศ. 1368–98)

จักรพรรดิหงหวู่ทรงตั้งกรุงหนานจิงเป็นราชธานีแห่งราชวงศ์หมิง พระองค์ได้มีความพยายามที่จะบูรณะสาธารณูปโภคในอาณาจักรอีกครั้ง พระองค์ได้สร้างกำแพงรอบเมืองหนานจิงเป็นระยะทางยาวกว่า 48 กิโลเมตร (30 ไมล์) พร้อมทั้งสร้างพระราชวังและหอประชุมขุนนางขึ้นมาใหม่[8] อีกทั้งได้ทรงทุ่มเทเพื่อที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และผลผลิตในประเทศ โดยด้านหนึ่งพยายามลดภาระของประชาชนและชาวนา ในขณะที่อีกด้านก็เร่งปฏิรูประบบการปกครองที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งลงโทษขุนนางที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง

โดยในช่วงเวลานี้ จักรพรรดิหมิงไท่จู่ได้ให้โอกาสชาวบ้านที่ต้องอพยพเพราะภัยสงครามจนไม่มีที่ทำกิน ให้เข้าไปจับจองที่ดินที่รกร้างว่างเปล่า โดยทางการจะเป็นผู้จัดหาพันธุ์พืชและเครื่องมือให้ นอกจากนั้นยังมีการยกเว้นภาษีและการเกณฑ์แรงงานให้กับผู้ที่ไปบุกเบิกพื้นที่ใหม่ๆเป็นเวลา 3 ปี ทำการส่งเสริมด้านชลประทาน ทำให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยลำดับ

ทว่าในด้านการปฏิบัติต่อขุนนางนั้น แม้ในช่วงต้นของการสถาปนาราชวงศ์ จะมีการปูนบำเหน็จและพระราชทานตำแหน่งให้กับขุนนางที่มีผลงาน ทว่าเพื่อที่จะรวบอำนาจให้รวมศูนย์ไว้ที่องค์ฮ่องเต้ บวกกับการที่พระองค์มีนิสัยเป็นคนที่ระแวงสงสัยในตัวผู้อื่น ทำให้ในรัชกาลหงหวู่มีการประหารฆ่าขุนนางผู้มีคุณูปการไปไม่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรณีสำคัญที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่นกรณีของ หูเหวยยง (胡惟庸) กับหลันอี้ว์ (蓝玉)

หูเหวยยงได้เข้ากองทัพติดตามจูหยวนจางและได้เป็นที่ปรึกษาที่สำคัญตั้งแต่ก่อนจะครองราชย์ จนกระทั่งได้ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีในเวลาต่อมา หูเหวยยงได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิหมิงไท่จู่เป็นอย่างยิ่ง ทำให้เริ่มมีอิทธิพลและกุมอำนาจต่างๆเอาไว้ในมือ มีขุนนางจำนวนมากที่มาเข้าเป็นสมัครพรรคพวกมากมาย จนมักกระทำการโดยพลการอยู่เสมอ อย่างเช่นฎีกาที่เหล่าขุนนางเขียนถวายฮ่องเต้ หากมีฎีกาใดที่ไม่เป็นประโยชน์กับตนก็จะไม่ยอมถวายขึ้นไป สุดท้ายในปีค.ศ. 1380 เมื่อมีคนกล่าวโทษว่าหูเหวยยงนั้นมีความคิดที่จะก่อกบฏ จักรพรรดิหมิงไท่จู่จึงมีรับสั่งให้ประหารหูเหวยยง พร้อมทั้งถือโอกาสในการกวาดล้างวงศ์ตระกูลและสมัครพรรคพวกของหูเหวยยงทั้งหมด นอกจากนั้นในภายหลังยังมักจะอาศัยข้ออ้างการเป็นพรรคพวกของหูเหวยยงเป็นอาวุธในการปกครอง กล่าวคือเมื่อใดที่ทรงระแวงสงสัยบุคคล ขุนนาง หรือเจ้าของที่ดินคนไหน ที่คาดว่าอาจจะเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ ก็จะถูกประหารด้วยข้อกล่าวหาดังกล่าว แม้กระทั่งล่วงเลยมาถึง 10 ปียังมีการอาศัยข้อหานี้ทำการประหารครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยในคดีดังกล่าวตั้งแต่ต้นจนจบ มีผู้ที่ถูกประหารชีวิตไปทั้งสิ้นกว่า 30,000 คน

หลังจากเกิดเหตุการณ์คดีหูเว่ยยงแล้ว จักรพรรดิหมิงไท่จู่จึงได้ยกเลิกระบบอัครเสนาบดี แล้วแบ่งอำนาจการปกครองเสียใหม่หรือเป็นที่รู้จักกันในรูปแบบ สามสำนักหกกรม (三省六部)

จากความระแวงที่เกิดขึ้น ยังทำให้มีการจัดตั้งหน่วยงานสำคัญที่มีในการตรวจสอบขึ้น ได้แก่สำนักงานตรวจการ (督察院) และหน่วยงานองครักษ์เสื้อแพร (锦衣卫 หรือ จินยี่เว่ย) มีลักษณะรูปแบบคล้ายตำรวจลับ เพื่อให้เป็นหน่วยงานพิเศษในการตรวจสอบขุนนางในราชสำนักและราษฎรทั่วราชอาณาจักร จากนั้นยังทรงแต่งตั้งพระโอรสทั้งหลายให้ออกไปเป็นเจ้ารัฐประจำอยู่ในหัวเมืองต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายในด้านหนึ่งเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและศักยภาพในการป้องกันชาวมองโกลจากทางเหนือ ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เป็นมาตรการป้องกันการร่วมมือระหว่างเหล่าองค์ชายกับขุนนางกังฉินในราชสำนักเพื่อชิงราชบัลลังก์ อีกทั้งทรงตรามาตรการเสริมเพื่อป้องกันการใช้อำนาจบาตรใหญ่จนเกินควบคุมของบรรดาเชื้อพระวงศ์ ด้วยการบัญญัติไว้ว่า สำหรับฮ่องเต้ในอนาคตหากมีความจำเป็น ให้สามารถถอดถอนเจ้ารัฐหัวเมืองเหล่านี้ได้

หลังจากจักรพรรดิหมิงไท่จู่สวรรคตแล้ว จู หยุ่นเหวิน ซึ่งเป็นพระราชนัดดาได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อเป็นจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน และต่อมาพระองค์ได้ใช้นโยบายทำการริดรอนอำนาจของ อ๋อง ผู้ครองแคว้นทำให้อ๋องบางคนเผาตัวตาย โดนถอดบรรดาศักดิ์ โดนจับขังคุก โดนเนรเทศ ต่อมาไม่นาน เอี้ยนอ๋อง จูตี้ ผู้ครองนครปักกิ่งซึ่งเป็นพระปิตุลาของจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน โดยตัว จูตี้เองก็ไม่พอใจต่อนโยบายของจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน เป็นทุนเดิมอยู่แล้วได้ลุกขึ้นประกาศยุทธการสยบเภทภัยอ้างว่าเพื่อกำจัดขุนนางโฉดข้างพระองค์และสามารถโค่นอำนาจจักรพรรดิเอี้ยนเหวินลงได้สำเร็จ จูตี้ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิหมิง เฉิงจู่หรือจักรพรรดิหย่งเล่อ ในปี พ.ศ. 1964 (ค.ศ. 1421) จักรพรรดิหย่งเล่อได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองหนานจิงไปยังกรุงปักกิ่ง

การครองราชย์ของจักรพรรดิหย่งเล่อแก้ไข

 
ภาพวาด จักรพรรดิหย่งเล่อ (ครองราชย์ ค.ศ 1402–24)

แม้รัฐบาลของราชวงศ์หมิงจะเสริมระบอบรวมศูนย์อำนาจรัฐให้มากขึ้นก็ตาม แต่มีจักรพรรดิหลายองค์ไม่ทรงพระปรีชาหรือไม่ก็ทรงพระเยาว์ ไม่สนพระทัยการบริหารประเทศ อำนาจจึงตกอยู่ในมือของเสนาบดีและขันที พวกเขาทุจริตคดโกงและขู่เข็ญรีดเอาเงิน ทำร้ายขุนนางที่ซื่อสัตย์ กิจการบริหารบ้านเมืองเสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ ความขัดแย้งในสังคมรุนแรง ช่วงกลางสมัยราชวงศ์หมิงจึงเกิดการลุกขึ้นต่อสู้ของชาวนาหลายครั้งหลายหนแต่ถูกปราบปรามลงได้ในสมัยราชวงศ์หมิง เคยมีนักการเมืองที่มีชื่อเสียงชื่อจาง จวีเจิ้ง สามารถคลี่คลายความขัดแย้งกันทางสังคมและกอบกู้การปกครองของราชวงศ์หมิงด้วยวิธีดำเนินการปฏิรูป เขาปรับปรุงระบบขุนนาง พัฒนาการเกษตร ซ่อมแซมแม่น้ำและคูคลอง และได้รวมภาษีอากรและการกะเกณฑ์บังคับต่าง ๆ เป็นหนึ่งเดียวได้ช่วยลดภาระของประชาชนลงไปได้บ้างระดับหนึ่งในสมัยหมิง การเกษตรพัฒนามากขึ้นกว่ายุคก่อน การทอผ้าไหมและการผลิตเครื่องเคลือบดินเผามีความก้าวหน้ารุ่งเรือง การทำเหมืองเหล็ก การหล่อเครื่องทองเหลือง การผลิตกระดาษ การต่อเรือเป็นต้นก็มีการพัฒนาอย่างมาก การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างประเทศมีบ่อยครั้ง เจิ้งเหอซึ่งชาวไทยเรียกกันว่าซำปอกงได้นำกองเรือจีนไปเยือนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาทั้งหมดกว่า 30 ประเทศถึง 7 ครั้งตามลำดับ แต่หลังช่วงกลางราชวงศ์หมิงเป็นต้นมา จีนถูกการรุกรานจากหลายประเทศรวมทั้งญี่ปุ่น สเปน โปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์เป็นต้น

การเดินทางของเจิ้งเหอและต้นเค้าของการล่าอาณานิคมภาคพื้นทะเลในสมัยราชวงศ์หมิงแก้ไข

ดูบทความหลักที่: เจิ้งเหอ
 
เส้นทางการเดินเรือของเจิ้งเหอ

การเดินทางของเจิ้งเหอมีจุดประสงค์ที่จะผูกมิตรกับอาณาจักรต่าง ๆ โดยจักรพรรดิหย่งเล่อทรงส่งเจิ้งเหอเป็นแม่ทัพเรือราชวงศ์หมิงนำกองเรือขนาดยักษ์ไปตามหาจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน ซึ่งการเดินทางเจิ้งเหอก็ต้องใช้กำลังทหารปราบปรามบ้างเพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทัพเรือราชวงศ์หมิงนั้นมีความยิ่งใหญ่เหนือกว่าทุกชนชาติ เจิ้งเหอได้สั่งให้มีปฏิบัติการทางทหารดังต่อไปนี้

  • การโจมตีท่าเรือเก่า:สถานผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยในสุมาตรา เมื่อ ค.ศ. 1407
  • เหตุอันรุนแรงในชวา เมื่อ ค.ศ. 1407
  • การกดดันข่มขู่พม่าใน ค.ศ. 1409
  • การโจมตีศรีลังกาใน ค.ศ. 1411
  • โจมตีและจับกุม ซู-กาน-ลา (Su-Gan-La) แห่งสมุทรา ค.ศ. 1415
  • ความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่อยุธยา

การเสื่อมและล่มสลายของราชวงศ์หมิงแก้ไข

ดูบทความหลักที่: การพิชิตหมิงของชิง

ช่วงปลายราชวงศ์หมิง สภาพการผูกขาดที่ดินรุนแรงมาก พระราชวงศ์และบรรดาเจ้านายที่ได้รับการแต่งตั้งมีที่ดินกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษีอากรของรัฐบาลก็นับวันมากขึ้น ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นต่าง ๆ ของสังคมก็นับวันรุนแรงขึ้น มีเสนาบดีและขุนนางบางคนพยายามจะคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมให้เบาบางลง และเรียกร้องให้ยับยั้งสิทธิ พิเศษของเสนาบดีขันทีและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย เสนาบดีเหล่านี้เทียวบรรยายวิชาการและวิพากษ์วิจารณ์การเมืองจึงถูกเรียกกันว่าเป็น ”พรรคตงหลินตั่ง” แต่แล้วพวกเขาก็ต้องถูกเสนาบดีขันทีและขุนนางที่มีอำนาจโจมตีและทำร้าย ซึ่งยิ่งทำให้สังคมวุ่นวายมากยิ่งขึ้นการต่อสู้ในชนบทก็ทวีความรุนแรงขึ้น ในปี พ.ศ. 2170 (ค.ศ. 1627) มณฑลส่านซีเกิดทุพภิกขภัย แต่ข้าราชการยังคงบีบบังคับให้ประชาชนจ่ายภาษี จนทำให้เกิดการลุกขึ้นต่อสู้ ประชาชนที่ประสบภัยเป็นพันเป็นหมื่นรวมตัวขึ้นเป็นกองทหารชาวนาหลายกลุ่มหลายสาย ปี พ.ศ. 2187 (ค.ศ. 1644) กองทหารชาวนา นำโดยหลี่ จื้อเฉิง บุกเข้าไปถึงกรุงปักกิ่ง จักรพรรดิฉงเจินซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิงต้องผูกพระศอสิ้นพระชนม์

การเมืองการปกครองแก้ไข

ภาพวาดข้าราชการแห่งราชสำนักหมิง เจี้ยง ชุนฟู ข้าราชการในรัชสมัยจักรพรรดิหงจื้อ
ขุนนางสมัยราชวงศ์หมิง
 
ข้าราชการแห่งราชวงศ์หมิงสวมหมวก หวูฉาหมาว烏紗帽)

สถาบันของรัฐบาลในประเทศจีนมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันมานานกว่าห้าพันปี แต่แต่ละราชวงศ์ได้ติดตั้งสำนักงานและสำนักงานพิเศษเพื่อสะท้อนความสนใจของตนเอง

ในสมัยราชวงศ์หมิงได้ใช้การปกครองแบบสามสำนักหกกรม ยึดเป็นต้นแบบตลอดการดำรงอยู่ของราชวงศ์โดยอำนาจการปกครองจะแบ่งออกเป็น 6 กระทรวงได้แก่กระทรวงการปกครอง การคลัง พิธีการ กลาโหม ราชทัณฑ์ (ยุติธรรม) และโยธาฯ โดยแต่ละกระทรวงให้มีเจ้ากระทรวง 1 คนกับผู้ช่วยอีก 2 คน และให้เจ้ากระทรวงทั้ง 6 ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้ อีกทั้งได้กำหนดรูปแบบให้กระทรวงกลาโหมจัดสรรกำลังประกอบด้วย 5 กองบัญชาการได้แก่ กองบัญชาการฝ่ายซ้าย ขวา หน้า หลังและกลาง

การบริหารของราชวงศ์หมิงใช้เลขาธิการใหญ่หรือศาลาใน เพื่อช่วยเหลือจักรพรรดิจัดการกับเอกสารราชการภายใต้การปกครองของจักรพรรดิหย่งเล่อ

สถาบันองค์กรและกรมแก้ไข

 
พระราชวังต้องห้ามเป็นที่ทำการของสำนักพระราชวังและหน่วยงานราชการต่าง ๆ ของยุคราชวงศ์หมิงอย่างเป็นทางการ พระราชวังต้องห้ามยังได้ถูกใช้งานต่อมาในยุคราชวงศ์ชิงจนถึง ปี ค.ศ. 1924 เมื่อในยุคสาธารณรัฐจีน รัฐบาลได้ขับไล่จักรพรรดิผู่อี๋จากพระตำหนักชั้นในพระราชวัง

ระบบ สามสำนักหกกรม ที่ราชวงศ์หมิงใช้นั้นสืบทอดมาจากราชสำนักของราชวงศ์ฮั่นซึ่งก่อตั้งโดยราชวงศ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ปลาย ราชวงศ์ฮั่น (202 ก่อนคริสต์ศักราช-220) การปกครองของราชวงศ์หมิงมีเพียงฝ่ายเดียวสำนักเลขาธิการที่ควบคุมกระทรวงหกกรม หลังจากการประหารชีวิตอัครมหาเสนาบดี หูเหว่ย์หยงในปี ค.ศ. 1380 จักรพรรดิหงหวู่ยกเลิกสำนักเลขาธิการและหัวหน้าคณะกรรมาธิการการทหารและเข้าควบคุมปฏิรูปหกกรมและคณะกรรมาธิการทหารห้าแห่งประจำภูมิภาค[9][10]

ในสมัยราชวงศ์หมิงมีการกำหนดและจำแนกตำแหน่ง และระดับขั้นของส่วนราชการต่าง ๆ ในสมัยหมิงไว้อย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นขุนนางฝ่ายใน (宗人府 ข้าราชการพลเรือนในพระองค์) ซึ่งปฏิบัติราชการสนองเบื้องพระยุคลบาทฮ่องเต้และเชื้อพระวงศ์ภายในวังต้องห้าม ยังมีตำแหน่งขุนนางประจำวังรัชทายาท (東宮輔臣) ขุนนางประจำจวนอ๋อง (王府长史司 และ 郡王府) สำนักหมอหลวง (太医院) และยังมีการกำหนดจำแนกระดับตำแหน่งขุนนางหญิง (女官) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการฝ่ายในไว้ด้วย

 
ข้าราชการทหาร หวัง เฉียง ขณะปฏิบัติงาน

ส่วนขุนนางข้าราชการฝ่ายหน้า ก็มีการกำหนดตำแหน่งระดับขั้นของข้าราชการทั้งในส่วนกลาง ได้แก่ สำนักราชเลขาธิการ (内阁 เทียบกับส่วนราชการไทยปัจจุบันก็ประมาณสำนักนายกรัฐมนตรี) หกกรม (六部) สำนักบริหารทั่วไปทั้งห้า (五寺 เป็นส่วนราชการที่จัดตั้งเพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาอาคารสำนักงาน และอาคารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานราชการต่าง ๆ และรับผิดชอบงานบริหารทั่วไปของหน่วยราชการเหล่านั้น) สำนักตรวจราชการ (都察院) สำนักสารบรรณกลาง (通政使司 ส่วนราชการที่มีหน้าที่รับ-ส่งหนังสือราชการระหว่างส่วนกลางกับภูมิภาคในสมัยหมิง) ราชวิทยาลัยหลวง (翰林院) โรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือน (国子监) หน่วยตรวจสอบภายในหกกรม (六科) สำนักอาลักษณ์และราชเลขานุการในพระองค์ (中书科) คณะพราหมณ์หลวง (行人司 ผู้รับผิดชอบในการประกอบพิธีกรรมในราชสำนัก ส่วนใหญ่เป็นนักพรต) สำนักดาราศาสตร์ (钦天监 รับผิดชอบงานเฝ้าสังเกตดวงดาวเพื่อคำนวณและประกาศใช้ปฏิทินหลวง) สำนักพระราชอุทยาน (上林苑监 ส่วนราชการที่ทำหน้าที่ดูแลพระราชอุทยานของฮ่องเต้) ศาลาว่าการพระนครปักกิ่ง (顺天府 ทำนองศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร) โรงเรียนฝึกหัดข้าราชการทหาร (武学) สำนักพระพุทธศาสนา (僧錄司) สำนักกิจการศาสนาเต๋า (道錄司) สำนักการสังคีต (教坊司 ส่วนราชการที่รับผิดชอบภารกิจด้านการจัดแสดงนาฎศิลป์ การละครและดนตรีในราชสำนัก) สำนักงานผู้บัญชาการทหารสูงสุด (镇国将军府) หน่วยงานเหล่านี้ล้วนมีการกำหนดตำแหน่ง ระดับขั้น และอัตรากำลังของข้าราชการในสังกัดทั้งหมด

ในส่วนภูมิภาคก็จะมีสำนักกรมการมณฑล (承宣布政使司) สำนักข้าหลวงยุติธรรมมณฑล (提刑按察使司) สำนักกิจการชายแดน (行太仆寺) ศูนย์พิทักษ์อาชา (苑马寺 ส่วนราชการที่มีภารกิจเกี่ยวกับการดูแลบำรุงรักษาม้าเพื่อใช้ในราชการตามท้องที่ต่าง ๆ) สำนักกิจการขนส่งเกลือหลวง (都转运盐使司) สำนักกิจการภาษีเกลือ (盐课提举司) สำนักกิจการขนส่งทางน้ำระหว่างเมือง (市舶提举司) ที่ทำการปกครองจังหวัด (府衙门) ที่ทำการปกครองเมือง (州衙门) ที่ทำการปกครองอำเภอ (县衙门) สถานีตำรวจภูธรอำเภอ (巡檢司 ส่วนราชการที่มีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบในท้องที่ระดับอำเภอ) หน่วยงานเหล่านี้ล้วนมีการกำหนดตำแหน่ง ระดับขั้น และอัตรากำลังของข้าราชการในสังกัดทั้งหมด

ในส่วนของข้าราชการทหาร ยังมี กองบัญชาการปัญจทิศรักษานคร (五城兵马指挥司 กองกำลังรักษาความสงบภายในกรุงปักกิ่ง) กองบัญชาการกองกำลังรักษาพระนครปักกิ่ง (京卫指挥使司) ราชองครักษ์ตำหนักอ๋อง (王府仪卫司) กองตำรวจนครบาล (留守司) กองบัญชาการทหารสูงสุด (都指挥使司) กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (卫指挥使司) สำนักกิจการความมั่นคงชายแดน (宣抚司) สำนักกิจการพิเศษไต้หวัน (安撫司) กองการสัสดี (招讨司) สำนักกิจการความมั่นคงชนกลุ่มน้อย (长官司) กองกำลังรักษาความสงบเวียดนาม (安南都统使司 เป็นกองทหารที่ตั้งประจำในเวียดนามในช่วงที่ราชวงศ์หมิงเข้ายึดครองดินแดนเวียดนามชั่วระยะหนึ่ง)

การแบ่งเขตการปกครองแก้ไข

 
การแบ่งเขตการปกครองของราชวงศ์หมิง ในปี ค.ศ. 1409 รวมประเทศราช

ได้มีการอธิบายในฐานะ "หนึ่งในยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลที่มีระเบียบและความมั่นคงทางสังคมในประวัติศาสตร์ของมนุษย์" โดยนักวิชาการที่มีชื่อเสียงอย่าง Edwin O. Reischauer, John K. Fairbank และ Albert M. Craig[11] จักรพรรดิหมิงเข้าควบคุมระบบการปกครองของราชวงศ์หยวนและสิบสามราชวงศ์หมิงเป็นต้นแบบรากฐานการจัดการบริหารของจังหวัดสมัยใหม่ ตลอดช่วงราชวงศ์ซ่งการแบ่งเขตปกครองทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือ เขตจำกัดขอบเขต ( หรือ "หลู่")[12] อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์จิ้งคัง ในปี ค. ศ. 1127 ราชสำนักซ่งได้จัดตั้งระบบการบัญชาการระดับภูมิภาคกึ่งอิสระขึ้นอยู่กับระบบการปกครองดินแดนและการทหารโดยมีสำนักเลขาธิการบริการเดี่ยวซึ่งจะกลายเป็นหน่วยงานปกครองของราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในเวลาต่อมา[13]

ด้วยการที่ราชสำนักหมิงยึดแบบจำลองแบบการปกครองของหยวน ระบบราชการส่วนภูมิภาคของหมิงจึงประกอบไปด้วยคณะกรรมาธิการ 3 ตำแหน่ง ได้แก่ หนึ่งพลเรือน หนึ่งทหารและอีกหนึ่งสำหรับผู้ตรวจการซึ่งเป็นหน่วยการเฝ้าระวัง นอกจากนี้ราชสำนักหมิงแบ่งประเทศออกเป็น 13 มณฑล และ 2 เขตมหานคร

  • - 2 เขต มหานคร (จิง 亰) คือ กรุงปักกิ่งและนานกิง มีศักดิ์เป็นราชธานีซึ่งไม่ได้ขึ้นกับมณฑลเป็นเขตปกครองพิเศษที่มีผู้ว่าการดูแลแยกขาดจากมณฑล
  • - 13 มณฑล (เซิ่ง 省) นั้น ในแต่ละมณฑลจะมีผู้ปกครองสูงสุด 3 คน ที่ควบคุมเกี่ยวกับ การทหาร พลเรือน และ ผู้ตรวจการ (คุม 2 คนแรกอีกที) เพื่อคานอำนาจกัน

ระดับการปกครองที่ต่ำกว่า มณฑล 省 คือ แคว้น หรือ (ฝู 府) เล็กกว่า ฝู (府) คือ เมือง หรือ โจว (州) และต่ำกว่า โจว ลงไปคือ อำเภอ (縣) เสียน ซึ่งดูแลโดยผู้ตรวจการ นอกจากจังหวัดแล้วยังมีพื้นที่ขนาดใหญ่สองแห่งที่ไม่มีจังหวัด แต่เป็นเขตมหานครหรือ "จิง"[14]

ในสมัยราชวงศ์หมิงได้มีการจดบันทึกรวบรวมเขตการปกครองว่ามีทั้งหมด 159 แคว้น, 240 เมือง, 1144 อำเภอ

บุคคลากรแก้ไข

บัณฑิต-ข้าราชการแก้ไข

 
ภาพวาดด้วยหมึกและสีบนผ้าไหมโดยศิลปินเอกแห่งยุคหมิง ฉิ่ว หยิ่ง (ค.ศ. 1494–1552) เกี่ยวกับสอบแข่งขันตำแหน่งขุนนางสมัยราชวงศ์หมิง ในภาพแสดงถึงผู้สมัครสอบแข่งขันที่เข้ารับการสอบขุนนางเข้ารับราชการจะเข้ามารุมล้อมกำแพงที่มีการประกาศผลรายชื่อ[15]

จักรพรรดิหงหวู่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1373 ถึงปี ค.ศ. 1384 ทรงจัดให้มีสำนักงานของพระองค์กับข้าราชการรวมตัวกันผ่านคำปรึกษาแนะนำเท่านั้น หลังจากนั้นบัณฑิต-ข้าราชการที่ที่มีจำนวนมากของระบบราชการได้รับการคัดเลือกผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดของจักรวรรดิหรือ การสอบขุนนาง ซึ่งนำมาใช้อย่างเป็นระบบสมัยราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581-618)[16][17][18] ในทางทฤษฎีระบบการสอบอนุญาตให้ทุกคนเข้าร่วมในตำแหน่งของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของราชสำนัก (แม้ว่าบางครั้งจะห้ามและเข้มงวดสำหรับพ่อค้าที่จะเข้าร่วม) ในความเป็นจริงเวลาและเงินทุนที่จำเป็นในการสนับสนุนการศึกษาในการเตรียมสอบโดยทั่วไปมักจำกัดแต่ผู้เข้าสอบกับชนชั้นผู้ถือครองที่ดินในสังคม อย่างไรก็ตามรัฐบาลทำโควตาจังหวัดคัดเลือกที่แน่นอนในขณะที่ร่างกฏเกณฑ์การคัดเลือกข้าราชการ[19] เป้าหมายของราชสำนักหมิงในการรับข้าราชการนโยบายเปิดกว้างให้โอกาสแก่ผู้มีความสามารถทุกคนเข้ารับราชการ ดังนั้นราชสำนักจึงพยายามระงับการผูกขาดอำนาจโดยผู้มีอำนาจสูงในพื้นที่ซึ่งมาจากภูมิภาคที่ร่ำรวยที่สุดซึ่งการศึกษานั้นก้าวหน้าที่สุดซึ่งจะได้เปรียบมากกว่าผู้สมัครสอบที่มาจากพื้นที่ยากจน[20] การขยายตัวของเทคโนโลยีสมัยราชวงศ์ซ่งโดยเฉพาะการพิมพ์ช่วยเพิ่มความรู้และจำนวนผู้สมัครสอบที่มีศักยภาพทั่วทุกจังหวัด[21] สำหรับเด็กนักเรียนมีการพิมพ์ตารางสูตรคูณและตำราเรียนสำหรับคำศัพท์เบื้องต้น สำหรับผู้สมัครสอบผู้ใหญ่นั้นการพิมพ์ผลิตออกมาจำนวนมาก โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับลัทธิขงจื๊อจำนวนมากและคำตอบการสอบที่ถูกต้อง[22]

ในช่วงยุคเริ่มแรกของราชวงศ์หมิง เนื้อหาที่เน้นของการสอบจะเกี่ยวกับตำราขงจื๊อแบบดั้งเดิม[16] ในขณะที่วัสดุการทดสอบจำนวนมากเน้นที่ตำราสี่เล่มที่อธิบายโดยจู ซี ในศตวรรษที่ 12[23] การตรวจสอบในยุคของราชวงศ์หมิงอาจยากกว่าที่จะผ่านการสอบไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1487 ตามข้อกำหนดในการกรอก "เรียงได้ความแปดขา" การจากไปของบทความเรียงความจากแนวโน้มของอิทธิพลวรรณกรรมที่กำลังจะมาถึง

ข้าราชการระดับต่ำแก้ไข

 
จักรพรรดิเซฺวียนเต๋อขณะทรงละเล่น "ชุ่ยวาน" (เกมที่คล้ายกับ กอล์ฟ) กับบรรดาเหล่าขันที วาดโดยจิตรกรราชสำนักนิรนามของยุคจักรพรรดิเซฺวียนเต๋อ (ค.ศ. 1425–35)

บัณฑิต-ข้าราชการที่ที่เข้ารับราชการผ่านการสอบคัดเลือกขุนนางทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่บริหารให้กับองค์กรที่ไม่ได้อยู่ในอันดับที่ใหญ่กว่า ที่เรียกว่า "ผู้มีตำแหน่งน้อยกว่า" หรือ "ตำแหน่งที่มีลำดับสำคัญรองลงมา" พวกเขาเป็นข้าราชการที่มีจำนวนมากกว่าสี่ถึงหนึ่งคน นักวิชาการ Charles Hucker ประเมินว่าพวกเขาอาจมากถึง 100,000 คนทั่วทั้งจักรวรรดิ ผู้ปฏิบัติงานน้อยกว่าเหล่านี้ปฏิบัติงานธุรการและเทคนิคสำหรับหน่วยงานราชสำนัก หน้าที่ซึ่งน้อยกว่านั้นได้รับการประเมินเป็นระยะเช่นเดียวกับข้าราชการและหลังจากเก้าปีของการรับราชการอาจได้รับการยอมรับในตำแหน่งข้าราชการระดับต่ำ[24]

ข้อได้เปรียบที่ยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งของผู้มีหน้าที่น้อยกว่าข้าราชการคือ ข้าราชการได้รับการหมุนเวียนเป็นระยะ ๆ และได้รับมอบหมายให้ประจำในระดับภูมิภาคที่แตกต่างกันและต้องพึ่งพาการทำงานที่ดีและความร่วมมือของผู้มีบทบาทน้อยในท้องถิ่น[25]

ขันที,เชื้อพระวงศ์และแม่ทัพแก้ไข

 
ภาพวาดขบวนเสด็จของจักรพรรดิหมิง แสดงถึง รถพระที่นั่งของจักรพรรดิว่านลี่ที่ถูกลากจูงโดยช้างและพาไปด้วยทหารม้า

ขันทีมีอำนาจเหนือกิจการของรัฐในช่วงราชวงศ์หมิงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการควบคุมคือหน่วยสืบราชการลับประจำการในสิ่งที่เรียกว่า "คลังตะวันออก" ที่จุดเริ่มต้นของราชวงศ์หมิง ในภายหลังต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "คลังตะวันตก" หน่วยสืบราชการลับนี้ดูแลโดยผู้อำนวยการพิธีดังนั้นองค์กรนี้มักจะเป็นเผด็จการ[26] ขันทีมีการจัดอันดับที่เปรียบเทียบกับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนมีเพียงสี่ระดับเท่านั้น ส่วนตำแหน่งข้าราชการพลเรือนมีถึงระดับเก้า[27]

ลูกหลานเชื้อพระวงศ์ของจักรพรรดิหมิงพระองค์แรกจะถูกแต่งตั้งเพื่อเป็นเจ้าชายและได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่บัญชาการทางทหาร (โดยปกติจะระบุ) เงินบำนาญประจำปีและที่ดินขนาดใหญ่ และได้รับพระราชทานอิสรยศชื่อที่ใช้คือ "ราชา" (, หวัง) ซึ่งมีความแตกต่างจากเจ้าชายในยุค ราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์จิ้น ที่ตำแหน่งในยุคดังกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่ ในเชิงศักดินา เจ้าชายไม่ได้ทำหน้าที่ใด ๆ ในการบริหาร และเพียงแค่มีส่วนเข้าร่วมในกิจการทหารในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิสององค์แรกเท่านั้น[28]

สังคมและวัฒนธรรมแก้ไข

วรรณกรรมแก้ไข

วรรณกรรม ภาพวาด การแต่งกลอน ดนตรี และการแสดงงิ้ว หลากหลายรูปแบบได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นอย่างมากในสมัยราชวงศ์หมิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีตอนล่างที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจคับคั่ง

ในสมัยราชวงศ์หมิงเหล่าบัณฑิตได้แต่งเรียบเรียงและพัฒนาวรรณกรรมจีนขึ้นมาใหม่เป็นผลงานจำนวนมาก ผลงานที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักกันดีคือ สี่สุดยอดวรรณกรรมจีน อันได้แก่ ไซอิ๋ว วรรณกรรมที่ล้อย้อนเหตุการณ์ในสมัยราชวงศ์ถัง สามก๊ก มีการเรียบเรียงปรับปรุงเพิ่มเติมพงศาวดารขึ้นมาใหม่โดยล่อกวนตง ซ้องกั๋ง และ ความฝันในหอแดง

ส่วนวรรณกรรมหรือนิทานพื้นบ้านที่โด่งดังในยุคราชวงศ์หมิงคือ ตำนานนางพญางูขาว แห่งเมืองหังโจว

รายพระนามจักรพรรดิราชวงศ์หมิงแก้ไข

พระนามที่รู้จักโดยทั่วไป พระบรมสาทิสลักษณ์ ระยะเวลาครองราชย์ พระนามเดิม รัชศก พระนามเรียกขาน1 พระนามแต่งตั้ง1
จักรพรรดิหงอู่   ค.ศ. 1368ค.ศ. 1398
จูหยวนจาง
朱元璋
หงอู่
洪武
เกาตี้
高帝
ไท่จู่
太祖
จักรพรรดิเจี้ยนเหวิน   ค.ศ. 1398ค.ศ. 1402 จู หยุ่นเหวิน
朱允炆
เจี้ยนเหวิน
建文
หรางตี้
讓帝
ฮุ่ยจง
惠宗
จักรพรรดิหย่งเล่อ   ค.ศ. 1402ค.ศ. 1424 จูตี้
朱棣
หย่งเล่อ
永樂
เหวินตี้
文帝
ไท่จง
太宗
และ
เฉิงจู่
成祖2
จักรพรรดิหงซี   ค.ศ. 1424ค.ศ. 1425 จู เกาชื่อ
朱高熾
หงซี
洪熙
เจาตี้
昭帝
เหรินจง
仁宗
จักรพรรดิซวนเต๋อ   ค.ศ. 1425ค.ศ. 1435 จู จานจี
朱瞻基
ซวนเต๋อ
宣德
จางตี้
章帝
ซวนจง
宣宗
จักรพรรดิเจิ้งถง   ค.ศ. 1435ค.ศ. 14493
และ
ค.ศ. 1457ค.ศ. 1464
จู ฉีเจิ้น
朱祁鎮
เจิ้งถง 正統
และ
เทียนฉุน 天順
รุ่ยตี้
睿帝
อิงจง
英宗
จักรพรรดิจิ่งไท่   ค.ศ. 1449ค.ศ. 1457 จู ฉือหยู่ว์
朱祁鈺
จิ่งไท่
景泰
จิ่งตี้
景帝
ไต้จง
代宗
จักรพรรดิเฉิงฮั่ว   ค.ศ. 1464ค.ศ. 1487 จู เจี้ยนเซิน
朱見深
เฉิงฮั่ว
成化
ฉุนตี้
純帝
เซี่ยนจง
憲宗
จักรพรรดิหงจื้อ   ค.ศ. 1487ค.ศ. 1505 จู โย่วเฉิง
朱祐樘
หงจื้อ
弘治
จิ้งตี้
敬帝
เสี้ยวจง
孝宗
จักรพรรดิเจิ้งเต๋อ   ค.ศ. 1505ค.ศ. 1521 จู โห้วจ้าว
朱厚照
เจิ้งเต๋อ
正德
อี้ตี้
毅帝
อู่จง
武宗
จักรพรรดิเจียจิ้ง   ค.ศ. 1521ค.ศ. 1567 จู โห้วชง
朱厚熜
เจียจิ้ง
嘉靖
สู้ตี้
肅帝
ซื่อจง
世宗
จักรพรรดิหลงชิ่ง   ค.ศ. 1567ค.ศ. 1572 จู ไจ่โห้ว
朱載垕
หลงชิ่ง
隆慶
จวงตี้
莊帝
มู่จง
穆宗
จักรพรรดิว่านลี่   ค.ศ. 1572ค.ศ. 1620 จู อี้จวุน
朱翊鈞
ว่านลี่
萬曆
เสี่ยนตี้
顯帝
เซิ่นจง
神宗
จักรพรรดิไท่ชาง   ค.ศ. 1620 จู ฉางลั่ว
朱常洛
ไท่ชาง
泰昌
เจินตี้
貞帝
กวงจง
光宗
จักรพรรดิเทียนฉี   ค.ศ. 1620ค.ศ. 1627 จู โหยวเจี้ยว
朱由校
เทียนฉี
天啟
เจ๋อตี้
悊帝
ซีจง
熹宗
จักรพรรดิฉงเจิน   ค.ศ. 1627ค.ศ. 1644 จู โหยวเจี่ยน
朱由檢
ฉงเจิน
崇禎
เล่ยตี้
烈帝
ซือจง
思宗

วัฒนธรรมสมัยนิยมแก้ไข

  • จูตี้ จักรพรรดิบัลลังก์เลือด หรือ (Relic Of An Emissary) ภาพยนตร์ซีรีส์ปี ค.ศ. 2011 เป็นเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ช่วงต้นราชวงศ์หมิง เกี่ยวกับการขึ้นสู่บัลลังก์ของเอี้ยนหวังจู่ตี้ โดยมีตัวเอกคือองครักษ์เสื้อแพร

อ้างอิงแก้ไข

  1. Turchin, Peter; Adams, Jonathan M.; Hall, Thomas D (December 2006). "East-West Orientation of Historical Empires" (PDF). Journal of world-systems research. 12 (2): 219–29. ISSN 1076-156X. Archived from the original (PDF) on 22 February 2007. สืบค้นเมื่อ 12 August 2010.
  2. Edwin Oldfather Reischauer, John King Fairbank, Albert M. Craig (1960) A history of East Asian civilization, Volume 1. East Asia: The Great Tradition, George Allen & Unwin Ltd., quoted in C. Simon Fan (2016) Culture, Institution, and Development in China: The Economics of National Character, Routledge, p. 97 ISBN 978-1-138-18571-5
  3. Ebrey, Walthall & Palais 2006, p. 271.
  4. Crawford, Robert. "Eunuch Power in the Ming dynasty". T'oung Pao, Second Series, Vol. 49, Livr. 3 (1961), pp. 115–148. Accessed 14 October 2012.
  5. For the lower population estimate, see (Fairbank & Goldman 2006:128); for the higher, see (Ebrey 1999:197)
  6. 6.0 6.1 Gascoigne 2003, p. 150.
  7. Gascoigne 2003, p. 151.
  8. 8.0 8.1 8.2 Ebrey 1999, p. 191.
  9. Hucker 1958, p. 28.
  10. Chang 2007, p. 15, footnote 42.
  11. Edwin Oldfather Reischauer, John King Fairbank, Albert M. Craig (1960) A history of East Asian civilization, Volume 1. East Asia: The Great Tradition, George Allen & Unwin Ltd., quoted in C. Simon Fan (2016) Culture, Institution, and Development in China: The Economics of National Character, Routledge, p. 97 ISBN 978-1-138-18571-5
  12. Yuan 1994, pp. 193–194.
  13. Hartwell 1982, pp. 397–398.
  14. Hucker 1958, p. 5.
  15. Ebrey 1999, p. 200.
  16. 16.0 16.1 Hucker 1958, p. 12.
  17. Ebrey, Walthall & Palais 2006, p. 96.
  18. Ebrey 1999, pp. 145–146.
  19. Ebrey 1999, p. 199.
  20. Ebrey 1999, pp. 198–199.
  21. Ebrey 1999, pp. 201–202.
  22. Ebrey 1999, p. 202.
  23. Ebrey 1999, p. 198.
  24. Hucker 1958, p. 18.
  25. Hucker 1958, pp. 18–19.
  26. Hucker 1958, p. 25.
  27. Hucker 1958, pp. 24–25.
  28. Hucker 1958, p. 8.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข