เปิดเมนูหลัก

สามสำนักหกกรม (จีน: 三省六部; พินอิน: Sānshěng Liùbù) เป็นระบบบริหารราชการส่วนกลางของจักรวรรดิจีน

เนื้อหา

โครงสร้างแก้ไข

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
จักรพรรดิ
(皇帝)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สำนักหน้าประตู
(門下省)
 
 
 
 
 
สำนักราชเลขา
(尚書省)
 
 
 
 
 
สำนักเลขากลาง
(中書省)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
กรมขุนนาง
(吏部)
 
กรมครัวเรือน
(戶部)
 
กรมพิธีการ
(禮部)
 
กรมยุทธการ
(兵部)
 
กรมราชทัณฑ์
(刑部)
 
กรมโยธา
(工部)

สำนัก (省) ทั้งสามเป็นหน่วยงานชั้นสูงสุดในระบบราชการ มีหน้าที่หลักในทางธุรการมากกว่าบริหารรัฐกิจ หัวหน้ามักเรียก "อัครมหาเสนาบดี" (宰相) ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ราชการรองจากจักรพรรดิ

ส่วนกรม (部) ทั้งหกเป็นหน่วยงานบริหารรัฐกิจโดยตรง อยู่ในการกำกับดูแลของสำนักราชเลขา แต่ละกรมมีหัวหน้าเรียกว่า "ราชเลขา" (尚書) ซึ่งมีผู้ช่วยสองคน เรียก "รองราชเลขา" (侍郎, "นายสนอง")

จุดกำเนิดแก้ไข

ก่อนจัดตั้งสำนักทั้งสามและกรมทั้งหก ราชการส่วนกลางในสมัยราชวงศ์ฉิน (221–206 ปีก่อน ค.ศ.) และราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 220) เป็นระบบที่เรียก "สามขุนเก้าหลวง" (三公九卿) โดยหน่วยงานต่าง ๆ มักมีภาระหน้าที่คล้ายคลึงและทับซ้อนกัน ภายหลัง ราชวงศ์ฉินจัดตั้งสำนักราชเลขาขึ้นทำหน้าที่เก็บจดหมายเหตุ ต่อมาในรัชกาลจักรพรรดิฮั่นอู่ (漢武帝) แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (206 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 9) จึงจัดตั้งสำนักเลขากลางขึ้นเป็นหน่วยประสานงานระหว่างที่ปรึกษาของจักรพรรดิกับรัฐบาลโดยรวม ครั้นสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 25–220) มีการจัดตั้งสำนักงานที่ปรึกษาและผู้ตรวจการหลวงขึ้น ถึงสมัยรัฐเว่ย์ (ค.ศ. 220–265) จักรพรรดิเฉา พี (曹丕) ประกาศจัดตั้งสำนักเลขากลางขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเอาสำนักงานที่ปรึกษาฯ ดังกล่าวเป็นพื้นฐาน เพื่อคานอำนาจกับสำนักราชเลขา นับเป็นหน่วยงานแรกที่ได้ชื่อว่า "เลขา" อย่างเป็นทางการ มีหน้าที่เสมือนเสมียนหลวงในสมัยหลัง คือ ร่างรับสั่ง[1]

ครั้นถึงราชวงศ์จิ้น (ค.ศ. 265–420) มีการจัดตั้งสำนักหน้าประตูขึ้นเป็นหน่วยงานตรวจสอบราชการ ซึ่งดำรงอยู่ต่อมาตลอดช่วงราชวงศ์เหนือใต้ (ค.ศ. 420–589) ช่วงนั้น สำนักดังกล่าวมักมีอำนาจสูงสุดในระบบราชการกลาง

หน่วยงานแก้ไข

สำนักทั้งสามแก้ไข

  • สำนักเลขากลาง เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำนโยบาย ความรับผิดชอบโดยมากเป็นการถวายฎีกาและร่างรับสั่ง แต่บทบาทที่แท้จริงนั้นแตกต่างออกไปในแต่ละยุคสมัย เช่น ช่วงราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960–1279), ราชวงศ์เหลียว (ค.ศ. 907–1125), และ ราชวงศ์จิ้น (ค.ศ. 1115–1234) เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจทางบริหารส่วนใหญ่ของจักรพรรดิ พอถึงราชวงศ์ยฺเหวียน (ค.ศ. 1271–1368) เป็นองค์กรหลักหนึ่งเดียวในการบังคับบัญชาราชการ[2] โครงสร้างเช่นนี้มีอยู่ต่อมาจนช่วงต้นราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368–1644) แต่จักรพรรดิหงอู่ (洪武帝) ทรงให้ยุบเลิกเสีย หลังจากทรงประหารอัครมหาเสนาบดีหู เหวย์ยง (胡惟庸) จักรพรรดิพระองค์ต่อ ๆ มาก็มิได้ทรงรื้อฟื้นสำนักนี้ขึ้นอีก
  • สำนักราชเลขา เป็นหน่วยงานหลักที่ควบคุมกรมทั้งหกมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581–618) ถือเป็นองค์กรสูงสุดในการบริหารราชการ แต่ช่วงราชวงศ์ยฺเหวียน สำนักราชเลขาถูกยุบเลิก โดยให้สำนักหน้าประตูมีบทบาทสูงสุดในราชการ บางครั้งก็จัดตั้งสำนักราชเลขาขึ้นใหม่ให้ดูแลการคลัง เช่น ในรัชสมัยจักรพรรดิยฺเหวียนอู่จง (元武宗) เมื่อสิ้นราชวงศ์ยฺเหวียนแล้ว สำนักราชเลขาไม่ได้รับการรื้อฟื้นขึ้นอีก
  • สำนักหน้าประตู มีหน้าที่ถวายความเห็นต่อจักรพรรดิและให้คำปรึกษาแก่สำนักหน้าประตู รวมถึงตรวจราชโองการและคำสั่งราชการ เนื่องจากมีความสำคัญน้อยสุด จึงยุบเลิกไปในช่วงราชวงศ์ซ่ง

หลังจากเหตุการณ์หู เหวย์ยง ดังกล่าวแล้ว หน่วยงานกลางของรัฐบาลจักรวรรดิจีนจึงเหลือเพียงกรมทั้งหก

กรมทั้งหกแก้ไข

  • กรมขุนนาง รับผิดชอบการแต่งตั้ง อวยยศ เลื่อนยศ ลดยศ และถอดยศข้าราชการพลเรือน[3]
  • กรมครัวเรือน รับผิดชอบสำมะโนครัวเรือน รวมถึงเก็บภาษีและบริหารรายจ่ายแผ่นดิน[4]
  • กรมพิธีการ รับผิดชอบรัฐพิธี ราชพิธี พิธีการทูต ทะเบียนนักบวช และการสอบขุนนาง[5] ทั้งยังรับผิดชอบด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ก่อนจะจัดตั้งทบวงวิเทศ (總理衙門) ขึ้นใน ค.ศ. 1861
  • กรมยุทธการ รับผิดชอบการแต่งตั้ง อวยยศ เลื่อนยศ ลดยศ และถอดยศข้าราชการทหาร รวมถึงกิจการทหารต่าง ๆ เช่น การรบ การป้องกันประเทศ ฯลฯ ตลอดจนงานไปรษณีย์[6] ในช่วงสงคราม มักแต่งตั้งขุนนางผู้ใหญ่ในกรมยุทธ์เป็นที่ปรึกษาของผู้บัญชาการทหารแนวหน้า บางครั้งก็ตั้งให้ไปบัญชาการแนวหน้าโดยตรง
  • กรมราชทัณฑ์ รับผิดชอบกระบวนการยุติธรรมและราชทัณฑ์ แต่ไม่รวมถึงการตรวจสอบหรือทัดทานราชการ[7]
  • กรมโยธา รับผิดชอบงานโยธาของรัฐ จ้างช่างและคนงานชั่วคราว ผลิตอุปกรณ์ของรัฐ ดูแลเส้นทางคมนาคม ดูแลมาตรฐานการชั่งตวงวัด ตลอดจนระดมทรัพยากรจากหัวเมือง[7]

หน่วยงานเทียบเท่าแก้ไข

นอกจากสำนักทั้งสามข้างต้นแล้ว ยังมีสำนักอื่น ๆ ซึ่งมีฐานะเท่าเทียมกัน แต่มิได้ข้องเกี่ยวกับราชการแผ่นดินโดยตรงนัก คือ

  • สำนักราชวัง (殿中省) ดูแลความเป็นอยู่ของราชวงศ์และราชวัง
  • สำนักสารลับ (秘書省) ดูแลเอกสารด้านโหราศาสตร์และดาราศาสตร์
  • สำนักบ่าวใน (內侍省) จัดหาขันทีเข้าเป็นข้ารับใช้ในวัง

อนึ่ง ยังมีกอง (司) มากมายซึ่งรับผิดชอบราชการระดับรากหญ้า เช่น กลุ่มสามกอง (三司)

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. Lu, 235.
  2. Imperial China 900-1800, by Frederick W. Mote, p477-478
  3. Hucker, 32.
  4. Hucker, 33.
  5. Hucker, 33-35.
  6. Hucker, 35.
  7. 7.0 7.1 Hucker, 36.

บรรณานุกรมแก้ไข

  • Denis C. Twitchett, John K. Fairbank (Hrsg.) (1979). The Cambridge History of China, Vol. 3, Sui and T'ang China, 589–906. Cambridge, England: Cambridge University Press. p. 179. ISBN 0-521-21446-7.
  • Hucker, Charles O. "Governmental Organization of the Ming Dynasty," Harvard Journal of Asiatic Studies (Volume 21, December 1958): 1-66.
  • Li, Konghuai (2007). History of Administrative Systems in Ancient China (in Chinese). Joint Publishing (H.K.) Co., Ltd. ISBN 978-962-04-2654-4.
  • Lu, Simian (2008). The General History of China (in Chinese). New World Publishing. ISBN 978-7-80228-569-9.
  • Wang, Yü-Ch'üan (June 1949). "An Outline of the Central Government of the Former Han Dynasty". Harvard Journal of Asiatic Studies. Harvard-Yenching Institute. 12 (1/2): 134–187. doi:10.2307/2718206. JSTOR 2718206.