ประเทศฮังการี

สาธารณรัฐในยุโรปกลางตอนตะวันออก
(เปลี่ยนทางจาก ฮังการี)

ฮังการี (อังกฤษ: Hungary, ฮังการี: Magyarország [ˈmɒɟɒrorsaːɡ] มอดยอโรรฺซาก) เป็นประเทศในภูมิภาคยุโรปกลางที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีอาณาเขตทิศเหนือจรดประเทศสโลวาเกีย ทิศตะวันออกจรดประเทศโรมาเนียและประเทศยูเครน ทิศใต้จรดประเทศเซอร์เบียและประเทศโครเอเชีย ทิศตะวันตกเฉียงใต้จรดประเทศสโลวีเนียและทิศตะวันตกจรดประเทศออสเตรีย เมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเมืองหลวงของประเทศคือเมืองบูดาเปสต์ ชื่อประเทศฮังการีในภาษาฮังการี แปลว่า "ประเทศของชาวม็อดยอร์" (Country of the Magyars) ประเทศฮังการีมีพื้นที่ 93,030 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีอาณาเขตเพียงร้อยละ 28 ของพื้นที่ราชอาณาจักรฮังการีเดิมก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยพื้นที่ปัจจุบันนับเป็นอันดับที่ 110 ของโลก[2] โดยมีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบในที่ราบพันโนเนีย และมีประชากร 9,919,128 คน นับเป็นอันดับที่ 90 ของโลก[3] ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวม็อดยอร์ ใช้ภาษาฮังการีเป็นภาษาราชการซึ่งเป็นหนึ่งในภาษาทางการไม่กี่ภาษาของสหภาพยุโรป ที่ไม่ได้มีต้นกำเนิดเป็นกลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปียน ร่วมกับภาษาเอสโตเนีย ภาษาฟินแลนด์ และภาษามอลตา

ฮังการี
Magyarország (ฮังการี)
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
เพลงชาติHimnusz
Isten, áldd meg a magyart
เพลงสดุดี

เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
บูดาเปสต์
47°26′N 19°15′E / 47.433°N 19.250°E / 47.433; 19.250
ภาษาราชการ ภาษาฮังการี
การปกครอง รัฐเดี่ยว ระบบพรรคเด่น ระบบรัฐสภา สาธารณรัฐ
•  ประธานาธิบดี ยาโนช อาแดร์
•  นายกรัฐมนตรี วิกโตร์ โอร์บาน
ก่อตั้ง
•  ก่อตั้ง ธันวาคม พ.ศ. 1543 
พื้นที่
•  รวม 93,030 ตร.กม. (108)
35,919 ตร.ไมล์ 
•  แหล่งน้ำ (%) 0.74%
ประชากร
•  มกราคม พ.ศ. 2548 (ประเมิน) 10,006,835 (82)
•  พ.ศ. 2544 (สำมะโน) 10,198,315 
•  ความหนาแน่น 108 คน/ตร.กม. (94)
279.7 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2560 (ประมาณ)
•  รวม $ 283.592 พันล้าน 
•  ต่อหัว $ 28,909 
จีดีพี (ราคาตลาด) 2560 (ประมาณ)
•  รวม $ 132.034 พันล้าน 
•  ต่อหัว $ 13,459 
จีนี (2557) 30.9[1] 
HDI (2559) Increase 0.836 (สูงมาก) (43rd)
สกุลเงิน โฟรินต์ (Forint) (HUF)
เขตเวลา CET (UTC+1)
 •  ฤดูร้อน (DST) CEST (UTC+2)
โดเมนบนสุด .hu
รหัสโทรศัพท์ 36

ดินแดนของฮังการีในปัจจุบันมีผู้เข้ามาอาศัยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายศตวรรษ รวมถึงชาวเคลต์, โรมัน, เจอร์แมนิก, ฮัน, สลาฟตะวันตก และอาวาร์ รากฐานของรัฐฮังการีได้รับการสถาปนาขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยอาร์ปาด เจ้าชายหัวหน้าเผ่าฮังการี หลังจากการพิชิตที่ราบพันโนเนีย[4][5] พระเจ้าอิชต์วานที่ 1 เหลนของเขาได้ขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1000 พระองค์เปลี่ยนอาณาจักรของพระองค์เป็นอาณาจักรคริสเตียน เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 12 ฮังการีกลายเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค และเข้าสู่ยุครุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและการเมืองในคริสต์ศตวรรษที่ 15[6] หลังจากยุทธการที่โมเฮ็คส์ใน ค.ศ. 1526 บางส่วนของฮังการีถูกยึดครองโดยจักรวรรดิออตโตมัน (ค.ศ. 1541–1699) ต่อมาก็อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และต่อมาได้ร่วมกับออสเตรียก่อตั้งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีซึ่งเป็นมหาอำนาจของยุโรป[7]

จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีล่มสลายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสนธิสัญญาทรียานงได้กำหนดเขตแดนของฮังการีตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้สูญเสียดินแดนร้อยละ 71, ประชากรร้อยละ 58 และกลุ่มชาติพันธุ์ฮังการีร้อยละ 32[8][9][10] หลังจากสมัยระหว่างสงครามที่วุ่นวาย ฮังการีเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้รับความเสียหายมีผู้ล้มตายจำนวนมาก[11][12] ฮังการีกลายเป็นรัฐบริวารของสหภาพโซเวียตซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการสถาปนาสาธารณรัฐสังคมนิยมซึ่งดำรงอยู่ถึงสี่ทศวรรษ (ค.ศ. 1949[13]–1989[14]) ประเทศนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในระดับสากลอันเป็นผลมาจากการปฏิวัติใน ค.ศ. 1956 และการเปิดพรมแดนด้านที่ติดกับออสเตรียใน ค.ศ. 1989 ซึ่งเร่งการล่มสลายของกลุ่มตะวันออก[15][16] และในวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1989 ฮังการีได้กลายเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยระบบรัฐสภา[17]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ฮังการีเป็นประเทศอำนาจปานกลาง และมีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกอันดับ 57 จากการจัดอันดับราคาตลาดตามผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และมีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดตามภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อเป็นอันดับที่ 58 จาก 191 ประเทศ ซึ่งวัดโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในฐานะผู้ดำเนินการที่สำคัญในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ[18] ฮังการีเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับที่ 35 และผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 34 ฮังการีเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีรายได้สูงพร้อมกับมาตรฐานการครองชีพที่สูงมาก[19][20] มีระบบหลักประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน[21][22] ฮังการีมีผลการดำเนินงานที่ดีในระดับสากล โดยติดอันดับที่ 20 ในด้านคุณภาพชีวิต, อันดับที่ 24 ในดัชนีประเทศที่ดี, อันดับที่ 28 ของดัชนีการพัฒนามนุษย์ซึ่งปรับตัวเลขความไม่เท่าเทียมกันในสังคมแล้ว, อันดับที่ 32 ในดัชนีความก้าวหน้าทางสังคม, อันดับที่ 33 ในดัชนีนวัตกรรมระดับโลก และติดอันดับประเทศที่ปลอดภัยที่สุดเป็นอันดับที่ 15 ของโลก

ประเทศฮังการีเข้าร่วมสหภาพยุโรปใน ค.ศ. 2004 และเป็นส่วนหนึ่งของเขตเชงเกนตั้งแต่ ค.ศ. 2007[23] ฮังการีเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ องค์การการค้าโลก ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย สภายุโรป กลุ่มวิแชกราด และอื่น ๆ[24] ฮังการีเป็นที่รู้จักกันดีจากประวัติศาสตร์เชิงวัฒนธรรมอันยาวนาน โดยมีส่วนสำคัญในด้านศิลปะ ดนตรี วรรณคดี กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี[25][26][27][28] ฮังการีเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นอันดับที่ 11 ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวในยุโรป โดยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 14.3 ล้านคนใน ค.ศ. 2015[29] และฮังการียังเป็นที่ตั้งของระบบถ้ำบ่อน้ำร้อนที่ใหญ่ที่สุดและทะเลสาบน้ำร้อนที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปกลาง และทุ่งหญ้าธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป[30][31]

มงกุฎของนักบุญสตีเฟน (ฮังการี: Szent Korona) สัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศฮังการี

นิรุกติศาสตร์แก้ไข

ในภาษาไทย คำว่า "ฮังการี" มีที่มาจากภาษาอังกฤษ (Hungary) ซึ่งมีที่มาจากภาษาละตินว่า "ฮุงการเรีย" Hungaria[32] อักษร "ฮ" ในชื่อของประเทศฮังการี (Hungary) คาดว่าเกิดจากการชื่อเรียก ชาวฮัน ซึ่งตั้งรกรากอยู่ในแถบที่ราบพันโนเนียช่วงก่อนการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ก่อนการรุกรานของเผ่าอาวาร์ ส่วนที่เหลือของคำ มาจาคำภาษากรีกของจักรวรรดิโรมันตะวันออกว่า Oungroi (Οὔγγροι) ชื่อภาษากรีกถูกยืมมาจากคำภาษาบัลแกเรียโบราณคำว่า  ągrinŭ ซึ่งยืมมาจากคำภาษาภาษาโอกูร์ (Oghur) (ในกลุ่มภาษาเตอร์กิก) คำว่า Onogur (10 เผ่าโอกูร์) Onogur เป็นชื่อเรียกรวมของชนเผ่าที่เข้าร่วมกับสมาพันธ์ชนเผ่าบัลแกเรีย ซึ่งปกครองส่วนตะวันออกของที่ราบพันโนเนีย หลังจากการรุกรานของเผ่าอาวาร์[33]

คำว่า "ประเทศฮังการี" ในภาษาฮังการี เรียกว่า Magyarország (อ่านว่า ม็อดยอโรร์สาก) ประกอบด้วย "ม็อดยอร์" (magyar: ชาวม็อดยอร์ หรือ ชาวฮังการี) และ "โอร์สาก" (ország: ประเทศ) ชื่อ "ม็อดยอร์" ซึ่งหมายถึงผู้คนในประเทศนั้น คำว่า magyar นำมาจากชื่อของหนึ่งในเจ็ดชนเผ่าฮังการีกึ่งเร่ร่อนที่สำคัญ คือ เผ่าม็อดแยริ (magyeri) ซึ่ง คำว่า "magy" น่าจะมาจากคำภาษาโปรโตอูกริก ว่า "mäńć" แปลว่า "คน" ซึ่งคำนี้สามารภพบได้ในชื่อเรียกตนเองของชาวแมนซี (mansi: mäńćī, mańśi, måńś) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่พูดภาษากลุ่มฟินโน-อูกริกในแถบเทือกเขาอูรัลของประเทศรัสเซีย (ถิ่นอาศัยเดิมของบรรพบุรุษชาวฮังการี) องค์ประกอบที่สอง  "eri " แปลว่า ผู้ชาย หรือ เชื้อสาย ซึ่งคำนี้ยังมีหลงเหลืออยู่ในภาษาฮังการีปัจจุบัน คือคำว่า 'สามี' férj ชาวฮังการี และเหลือในคำภาษามาริ (Mari) คำว่า erge 'ลูกชาย' และคำภาษาฟินแลนด์โบราณ yrkä 'ชายหนุ่ม'

ชื่อประเทศอย่างเป็นทางการ
ช่วงเวลา (ค.ศ.) ประเทศ หมายเหตุ
895–1000 ราชรัฐฮังการี ยุคกลาง หลังการพิชิตที่ราบพันโนเนียของชาวฮังการี
1000–1301 ราชอาณาจักรฮังการี ยุคกลาง
1301–1526 ราชอาณาจักรฮังการี ยุคกลาง
1526–1867 ราชอาณาจักรฮังการี เมืองขึ้นของจักรวรรดิออสเตรีย
1867–1918 ดินแดนแห่งมงกุฏของนักบุญสตีเฟน ส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
1918–1919 สาธารณรัฐประชาชนฮังการี สาธารณรัฐฮังการีที่ 1
1919 สาธารณรัฐโซเวียตฮังการี
1919–1920 สาธารณรัฐฮังการี
1920–1946 ราชอาณาจักรฮังการี รัฐบาลหุ่นเชิดของนาซีเยอรมนี ระหว่าง ปี ค.ศ.1944 ถึง1945.
1946–1949 สาธารณรัฐฮังการี สาธารณรัฐฮังการีที่ 2
1949–1989 สาธารณรัฐประชาชนฮังการี รัฐบริวารของสหภาพโซเวียต
1989–2012 สาธารณรัฐฮังการี สาธารณรัฐฮังการีที่ 3
2012- ปัจจุบัน ฮังการี

ประวัติศาสตร์แก้ไข

แคว้นพันโนเนีย ก่อนปี 895แก้ไข

ก่อนการพิชิตที่ราบพันโนเนียของชาวฮังการี จักรวรรดิโรมันได้ทำการพิชิตดินแดนทางตะวันตกของแม่น้ำดานูบ ระหว่าง 35 ถึง 9 ปีก่อนคริสตกาล โดยตั้งแต่ 9 ปีก่อนคริสตกาลจนถึงปลายศตวรรษที่ 4 แคว้นพันโนเนีย (Pannonia) ทางตะวันตกของที่ราบพันโนเนีย มีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 มีชนเผ่าจากยุโรปตะวันออกจำนวนมากเข้ามาในยุโรปกลางโดยเริ่มต้นด้วยกลุ่มชาวฮัน ได้ทำการโจมตียึดครองยุโรปตะวันออก ตั้งเป็นอาณาจักรฮันนิก ผู้ปกครองที่มีอำนาจที่สุดของอาณาจักรฮันนิก คือ อัตติลาเดอะฮัน (ค.ศ. 434–453) ซึ่งต่อมาได้มีการสลายตัวไป หลังจากการสลายตัวของอาณาจักรฮันนิก ชาวเกปิดส์ (Gepids) ซึ่งเป็นชนเผ่าเยอรมันดั้งเดิมทางตะวันออกซึ่งถูกพวกฮันส์ยึดครองได้ก่อตั้งอาณาจักรของตนเองขึ้นในที่ราบพันโนเนีย กลุ่มอื่น ๆ ที่มาถึงแอ่งคาร์เพเทียนในช่วงการอพยพ ได้แก่ ชาวก็อธ แวนดัล ลอมบาร์ด และ ชาวสลาฟ ในช่วงทศวรรษที่ 560 ชาวอาวาร์ได้ก่อตั้งจักรวรรดิข่านอาวาร์ ซึ่งเป็นรัฐที่รักษาอำนาจสูงสุดในภูมิภาคนี้มานานกว่าสองศตวรรษ ชาวแฟรงค์ภายใต้กษัตริย์ชาร์เลอมาญเอาชนะเผ่าอาวาร์ลงได้ในสมรภูมิรบ ช่วงทศวรรษที่ 790 ทำให้เผ่าอาวาร์ถอนตัวออกจากยุโรปกลาง ในช่วงกลางศตวรรษที่ 9 อาณาเขตของทะเลสาบบอลอโตนได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็น  อาณาจักรชายแดนพันโนเนียของอาณาจักรแฟรงค์ (Frankish March of Pannonia) ส่วนด้านตะวันออกของแม่น้ำดานูบถูกยึดครองโดยจักรวรรดิบัลแกเรียแห่งแรก โดยพวกบัลแกเรียเข้ายึดการปกครองของชนเผ่าสลาฟในท้องถิ่นและเผ่าอาวาร์ที่หลงเหลืออยู่

การพิชิตที่ราบพันโนเนียของชาวฮังการี 895-972แก้ไข

 
เส้นทางการเดินทางของเผ่าฮังการี ก่อนการพิชิตที่ราบพันโนเนีย โดยหัวหน้าเผ่า อาร์พาด

ชาวฮังการี หรือ ชาวม็อดยอร์ ที่รวมเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การนำของหัวหน้าเผ่า นามว่า อาร์พาด ผู้สืบเชื้อสายตามประเพณีของอัตติลาเดอะฮัน ได้ทำการพิชิตที่ราบพันโนเนีย (Honfoglalás) ตั้งรกรากอยู่ในที่ราบพันโนเนีย เริ่มตั้งแต่ปี 895 ตามทฤษฎี Finno-Ugrian เผ่าฮังการีมีต้นกำเนิดมาจากประชากรที่พูดภาษาอูราลิกโบราณซึ่งเดิมเคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าระหว่างแม่น้ำโวลก้าและเทือกเขาอูราล ในแถบไซบีเรีย (ปัจจุบันอยู่ในประเทศรัสเซีย) ในรูปแบบสหพันธ์ชนเผ่าที่เป็นปึกแผ่น ประเทศฮังการีก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.895 ประมาณ 50 ปีหลังจากการแบ่งจักรวรรดิแคโรลิงเกียนตามสนธิสัญญาแวร์ดุนในปี ค.ศ. 843 ก่อนการรวมอาณาจักรแองโกล - แซกซอน ในขั้นต้นราชรัฐฮังการี (หรือที่เรียกว่า "Western Tourkia" ในแหล่งข้อมูลกรีกยุคกลาง) เป็นรัฐที่สร้างขึ้นโดยเผ่าเร่ร่อน มีการปกครองที่มีประสิทธิภาพและมีอำนาจทางทหารที่สูง ทำให้ชาวฮังการีประสบความสำเร็จในการรบอย่างดุเดือดตั้งแต่กรุงคอนสแตนติโนเปิลทางตะวันออก ไปจนถึง แถบคาบสมุตรสเปนในปัจจุบัน ชาวฮังการีเอาชนะกองทัพจักรวรรดิแฟรงกิชตะวันออกที่สำคัญไม่น้อยกว่าสามกองทัพ ระหว่างปี ค.ศ.907 ถึง 910 แต่ก็ได้หยุดการรุกรานเกือบทั้งหมด หลังความพ่ายแพ้ของกองทัพฮังการีในสมรภูมิเลชเฟลด์ในปี ค.ศ.955

ยุคของราชวงศ์อาร์พาด 972-1308แก้ไข

พระเจ้าอิชต์วานที่ 1 แห่งฮังการี หรือ กษัตริย์เซนต์สตีเฟน กษัตริย์องค์แรกของฮังการี เปลี่ยนให้เผ่าฮังการีมานับถือศาสนาคริสต์

ปี ค.ศ. 972 เป็นปีที่แกรนด์พรินซ์ (ฮังการี: fejedelem) เกซาแห่งราชวงศ์อาร์พาด เริ่มเปลี่ยนศาสนาของเผ่าฮังการีให้เข้ากับยุโรปตะวันตกที่นับถือศาสนาคริสต์ เซนต์สตีเฟน (พระเจ้าอิชต์วานที่ 1 แห่งฮังการี) บุตรชายคนแรกของเขากลายเป็นกษัตริย์องค์แรกของฮังการี หลังเอาชนะคอปปานี ลุงผู้นับถือลัทธิเพเกินฮังการีของเขาซึ่งอ้างสิทธิ์ในบัลลังก์ด้วย ภายใต้พระเจ้าอิชต์วานที่ 1 แห่งฮังการี ประเทศฮังการีได้รับการยอมรับว่าเป็นอาณาจักรคริสเตียน หลังเข้าพบกับสมเด็จพระสันตะปาปาซิลเวสเตอร์ที่ 2 พระเจ้าอิชต์วานที่ 1 แห่งฮังการีได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง (ซึ่งอาจรวมถึง มงกุฎเซนต์สตีเฟน ซึ่งปัจจุบันเก็บไว้ในรัฐสภาฮังการี) จากพระสันตปาปา ใน ค.ศ.1006 พระเจ้าอิชต์วานที่ 1 แห่งฮังการีได้รวมอำนาจและเริ่มการปฏิรูปอย่างกว้างขวางเพื่อเปลี่ยนฮังการีให้เป็นรัฐศักดินาแบบตะวันตก ประเทศฮังการีเปลี่ยนมาใช้ภาษาละติน และ จนถึงปลายปี ค.ศ.1844 ภาษาละตินยังคงเป็นภาษาราชการของฮังการี ในช่วงเวลานี้ฮังการีเริ่มกลายเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจ

ลาดิสลอสที่ 1 ขยายพรมแดนของฮังการีไปจนสุดเขตทรานซิลเวเนียและบุกโครเอเชียในปี ค.ศ.1091 การบุกโครเอเชียสิ้นสุดลงในสมรภูมิภูเขากะวอซด์ (Battle of Gvozd Mountain) ในปี ค.ศ.1097 และเป็นสหภาพส่วนบุคคลของโครเอเชียและฮังการีในปี 1102 ซึ่งปกครองโดย กษัตริย์โคโลมัน แห่งฮังการี (หรือ โคโลมันผู้รักการอ่าน) กษัตริย์ที่ทรงอำนาจและมั่งคั่งที่สุดของราชวงศ์อาร์พาด คือ เบลอที่ 3 ซึ่งใช้จ่ายด้วยแร่เงินบริสุทธิ์ 23 ตันต่อปี ซึ่งมากกว่าการใช้จ่ายของกษัตริย์ฝรั่งเศส (ประมาณ 17 ตัน) และเป็นสองเท่าของรายวงศ์อังกฤษ

กษัตริย์แอนดรูที่ 2ได้ออกตราสาร Diploma Andreanum ซึ่งรับรองสิทธิพิเศษของเขตอยู่อาศัยของนิคมชาวเยอรมันแซ็กซันในเขตทรานซิลเวเนีย ถือเป็นกฎหมายเอกราชฉบับแรกของโลก และเป็นผู้นำสงครามครูเสดครั้งที่ห้าไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในปี ค.ศ.1217 โดยตั้งกองทัพหลวงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สงครามครูเสด ตราสารกระทิงทอง ปี ค.ศ.1222 ของเขาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกในภาคพื้นทวีปยุโรป ซึ่งทำให้เหล่าขุนนางเริ่มแสดงความคับข้องใจแก่แอนดรูว์ที่ 2 ซึ่งเป็นรากฐานที่นำไปสู่สถาบันรัฐสภา (parlamentum publicum)

 
การปิดล้อมเมืองแอสเตอร์โกม ปี ค.ศ.1241 โดยโกลเดนฮอร์ด

ในปีค. ศ. 1241–1242 อาณาจักรได้รับความเสียหายครั้งใหญ่จากการรุกรานของชาวมองโกล (โกลเดนฮอร์ด) มากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากร 2 ล้านคนในฮังการีในขณะนั้นเสียชีวิตจากการรุกราน กษัตริย์เบลอที่ 4 ปล่อยให้ชาวคูมัน (Cuman) และชาวยาสสิก (Jassic) เข้ามาในประเทศซึ่งกำลังหลบหนีชาวมองโกล และต่อมาชนชาติเหล่านี้ก็ได้ถูกกลืนเข้าไปเป็นประชากรฮังการี โดยหลังจากมองโกลล่าถอย กษัตริย์เบลอได้สั่งให้สร้างปราสาทหินและป้อมปราการหลายร้อยแห่งเพื่อป้องกันการรุกรานของชาวมองโกลครั้งที่สองที่อาจเกิดขึ้นได้ ชาวมองโกลกลับมาที่ฮังการีในปี ค.ศ.1285 แต่ระบบปราสาทหินที่สร้างขึ้นใหม่และยุทธวิธีใหม่ (โดยใช้อัศวินติดอาวุธในสัดส่วนที่สูงกว่า) หยุดยั้งพวกมองโลกไว้ได้ ทำให้กองทัพมองโกลที่รุกรานพ่ายแพ้ ใกล้กับเมืองแป็ชต์ (ปัจจุบันคือบูดาเปสต์ฝั่งขวา) โดยกองทัพของราชวงศ์ลาดิสลัสที่ 4 แห่งฮังการี การรุกรานในภายหลังทัพมองโกลถูกขับไล่อย่างรวดเร็ว ชาวมองโกลสูญเสียกำลังรุกรานไปมาก และไม่สามารถผนวกฮังการีไว้ในดินแดนของจักรวรรดิมองโกล

เมืองหลวงหลักของราชวงศ์อาร์พาดมีอยู่ 2 แห่ง คือ แอสแตร์โกม (Esztergom) และ เซแก็ชแฟเฮร์วาร์ (Székesfehérvár)

ยุคของราชวงศ์อ็องฌูและฮุนยอดิ 1308-1526แก้ไข

หลังจากผู้ปกครองคนสุดท้ายของราชวงศ์อาร์พาดเสียชีวิตในปี 1301 การต่อสู้แย่งชิงอำนาจทำให้ประเทศอ่อนแอลงเป็นหลายปี ในที่สุดราชวงศ์อ็องฌู ซึ่งเป็นญาติของราชวงศ์อาร์พาดก็ได้รับอำนาจตลอดทั้งศตวรรษที่ 14 กษัตริย์ชาร์ลส์ โรแบรต์ (Charles Robert) กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์อ็องฌู ได้รวมศูนย์อำนาจ ในรัชสมัยลูกชายของเขา หลุยส์ที่ 1 แห่งฮังการีประเทศฮังการีมีเขตแดนที่กว้างที่ใหญ่ที่สุด เลยไปถึงเขตประเทศโปแลนด์ ตะวันออกของประเทศออสเตรีย และบางส่วนของแคว้นโบฮีเมียในปัจจุบัน มีรัฐบริวารหลายร้อยรัฐอยู่ใต้ราชอำนาจของประเทศฮังการี หนึ่งในเมืองศูนย์กลางที่สำคัญที่สุดของกษัตริย์ราชวงศ์อ็องฌู (ถัดจากเมืองเซแก็ชแฟเฮร์วาร์และเมืองบูดา) คือเมืองวิแชกราด ในศตวรรษที่ 15 ราชอาณาจักรฮังการีเป็นมหาอำนาจที่สำคัญในยุโรป ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิซีกิสมุนท์แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

 
แผนที่การยึดครองใน สงครามของกษัตริย์แมเธียส คอร์นิวุส แห่งฮังการี (ค.ศ.1458-1490)

ในรัชสมัยของกษัตริย์แมmเธียส คอร์วินุส (Matthias Corvinus) ประเทศฮังการีได้มีพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่เจริญที่สุด ศูนย์กลางหลักของประเทศกลายเป็นเมืองบูดาพร้อมด้วยราชสำนักยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาที่มีชื่อเสียงของกษัตริย์แมเธียส กษัตริย์แมทเธียส คอร์วินุสได้ปกป้องพรมแดนด้านตะวันออกจากจักรวรรดิออตโตมัน และได้โจมตีดินแตนทางด้านตะวันตก ไกลจนถึงแคว้นโบฮีเมีย และ กรุงเวียนนา รวมถึงป้องกันการรุกรานจากพวกเติร์กในทางตะวันออกได้ หลังกษัตริย์แมเธียส คอร์นิวุส สวรรคตโดยไร้ซึ่งทายาทผู้ชอบธรรม บังลังก์แห่งฮังการีได้รับการสืบทอดโดย พระเจ้าววาดือสวัฟที่ 2 ยากีลโลแห่งโปแลนด์ กษัตริย์แห่งราชวงศ์ยากีลโล (ค.ศ.1490-1516) ซึ่งทำให้ราชสำนักฮังการีเกิดความอ่อนแอ และ เกิดความสั่นคลอนทางอำนาจภายในราชอาณาจักร ทำให้ท้ายสุดประเทศฮังการีเกิดทั้งหมด ได้ตกไปอยู่ในการครอบครองของจักรวรรดิออตโตมัน หลังจากสงครามออตโตมัน ที่ฮังการีกับออตโตมันได้ทำการรบมานานกว่า 150 ปี

ในยุคนี้ เมืองหลวงของราชอาณาจักรฮังการี คือ บูดา ตีมีชวารา วิแชกราด และ เวียนนา (ภายใต้การยึดครองของกษัตริย์แมทเธียส คอร์วินุส)

ยุคสงครามออตโตมัน 1526-1699แก้ไข

ในตอนต้นของคริสต์ทศวรรษ 1520 จักรวรรดิออตโตมานได้โจมตีป้อมปราการชายแดนฮังการีทางตอนใต้อย่างต่อเนื่อง หลังจากสงครามกับชาวฮังการีและรัฐอื่น ๆ ราว 150 ปี การล่มสลายของเมืองนานโดร์แฟเฮร์วาร์ (Nándorfehérvár) (หรือ กรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบียในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นประตูสำคัญทางใต้ของอาณาจักรฮังการีในยุคกลาง เป็นปัจจัยใหญ่ที่ทำให้ทัพจักรวรรดิออตโตมันเคลื่อนทัพสู่ที่ราบพันโนเนียได้ การโจมตีเมืองนานโดร์แฟเฮร์วาร์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1521 ตามมาด้วยการโจมตีพื้นที่ด้านในของประเทศ จักรวรรดิออตโตมันได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือกองทัพฮังการีในยุทธการที่โมเฮ็คส์ ในปี ค.ศ.1526 ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 2 แห่งฮังการี สิ้นพระชนม์ขณะหลบหนี ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายทางการเมืองนั้น ขุนนางฮังการีที่แตกแยกได้เลือกกษัตริย์สองพระองค์ให้ปกครองราชอาณาจักรฮังการีพร้อมกัน คือ พระเจ้ายาโนชที่ 1 แห่งฮังการี (John Zápolya) และ จักรพรรดิแฟร์ดีนันท์ที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Ferdinand I) แห่งราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค

 
มัสยิดปาชา กาซิม ในเมืองเป็ช ประเทศฮังการี สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 ในช่วงการพิชิตราชอาณาจักรฮังการีของจักรวรรดิออตโตมัน

ทัพของจักรวรรดิออตโตมันทำการโจมตีจักรวรรดิโรมันอันศักดิสิทธ์อย่างต่อเนื่อง โดยทำการปิดล้อมกรุงเวียนนาในปี ค.ศ. 1529 แต่ไม่สามารถยึดได้สำเร็จ หลังการยึดครองกรุงบูดาโดยชาวเติร์กในปี ค.ศ.1541 ฮังการีได้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนและยังคงอยู่จนถึงสิ้นศตวรรษที่ 17 ทางตะวันตกเฉียงเหนือถูกผนวกโดยราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค ซึ่งปกครองในฐานะกษัตริย์แห่งฮังการี เรียกส่วนนี้ว่า ราชอาณาจักรฮังการี (เมืองหลวงอยู่ที่กรุงบราติสลาวา ประเทศสโลวาเกีย) แผ่นดินส่วนตะวันออกของราชอาณาจักรกลายเป็นเอกราชในฐานะราชรัฐทรานซิลเวเนีย ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน (และต่อมาโดยราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค) พื้นที่ศูนย์กลางที่เหลืออยู่รวมถึงเมืองหลวงบูดาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ปาชาลิกแห่งบูดา (Pashalik of Buda) เป็นพื้นที่ใต้การปกครองของจักรวรรดิออตโตมัน ทหารออตโตมัน 17,000-19,000 คน ประจำการอยู่ในป้อมปราการออตโตมันในดินแดนของฮังการี โดยเป็นชาวเติร์กออร์โธดอกซ์และชาวมุสลิมบอลข่านสลาฟ มากกว่าชาวตุรกี นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่จากกลุ่มชนสลาฟออร์ธอด็อกซ์ใต้ที่ทำหน้าที่เป็น ทหารราบอาคินยิ (akinji) และกองกำลังอื่น ๆ ที่มีไว้สำหรับการปล้นสะดมในดินแดนของฮังการีในปัจจุบัน[34] ในปี ค.ศ. 1686 กองทัพของโฮลีลีก (Holy League) ซึ่งมีทหารกว่า 74,000 คนจากชาติต่าง ๆ ได้ยึดคืนกรุงบูดาจากออตโตมันเติร์ก หลังจากความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของออตโตมานในอีกไม่กี่ปีต่อมา ราชอาณาจักรฮังการีทั้งหมดก็ถูกปลดออกจากการปกครองของออตโตมันในปี ค.ศ. 1718 การบุกเข้าไปในฮังการีครั้งสุดท้ายโดยข้าราชบริพารชาวเติร์กตาตาร์จากไครเมียเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1717

หลังพ้นจากการครอบครองของจักรวรรดิออตโตมัน จักรวรรดิออสเตรียของราชวงศ์ฮาร์พบวร์ก ได้ทำการยึดครอง และ ปกครองอาณาเขตทั้งหมดของราชอาณาจักรฮังการี ราชวงศ์ฮาร์พบวร์กได้ทำการปฏิรูปศาสนาและการปกครองในอาณาเขตราชอาณาจักรฮังการี ในศตวรรษที่ 17 ทำให้อาณาจักรส่วนใหญ่หันมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แทนที่นิกายโปรแตสแตนท์ องค์ประกอบทางชาติพันธุ์ของฮังการีได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพื้นฐานอันเป็นผลมาจากสงครามที่ยืดเยื้อกับจักรวรรดิออตโตมัน พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศได้รับความเสียหาย การเติบโตของประชากรถูกทำให้ชงัก และเมืองขนาดเล็กจำนวนมาก ถูกทำลายราบคาบ รัฐบาลออสเตรียภายใต้จักรวรรดิออสเตรีย ได้ทำการตั้งถิ่นฐานชาวเซิร์บและชาวสลาฟอื่น ๆ ไว้ทางตอนใต้ที่ประชากรถูกกำจัดเกือบหมด และ ตั้งรกรากชาวเยอรมัน (เรียกว่า ดานูบสวาเบียน) ในหลายพื้นที่ แต่ชาวฮังการีไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานหรือตั้งถิ่นฐานใหม่ทางตอนใต้ของที่ราบฮังการีใหญ่ คงไว้เฉพาะตอนกลางและตอนเหนือเท่านั้น[35]

ศตวรรษที่ 18 จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 1699-1918แก้ไข

ระหว่างปี 1703 ถึงปี 1711 ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิออสเตรีย มีการลุกฮือครั้งใหญ่ที่นำโดยเจ้าชายราโกตซี แฟแร็นตส์ที่ 2 ซึ่งหลังจากการอ่อนกำลังลงของราชวงศ์ฮาพส์บวร์ก จากการต่อสู้ภายใน (สงครามสืบราชบัลลังก์สเปน) ทำให้ในปี ค.ศ.1707 ณ สภาไดเอตแห่งโอโน็ต (Diet of Ónod) ราโกตซีได้เข้ามามีอำนาจชั่วคราวในฐานะเจ้าชายปกครองฮังการีในช่วงสงคราม แต่ปฏิเสธการขึ้นเป็นกษัตริย์ฮังการี และกลายเป็นสงครามเพื่อปลดแอกจากราชวงศ์ฮาร์พบวร์ก เรียกว่า สงครามอิสรภาพของราโกตซี โดยมีการรวมตัวเป็นกองทัพต่อต้านราชวงศ์ฮาพส์บวร์กโดยชาวฮังการี เรียกว่า กองทัพคุรุตซ์ (Kuruc) แม้ว่ากองทัพคุรุตซ์จะเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศได้ แต่แพ้การสู้รบหลักที่แทร็นเชน (Trencsén) (ปัจจุบันคือเมือนเตรนซีน ประเทศสโลวาเกีย) สามปีต่อมา ใน ค.ศ.1708 มา กองกำลังคุรุตซ์ ได้ทำการจำนน เนื่องจากการความพ่ายแพ้ต่อออสเตรียและขวัญกำลังใจที่ตกต่ำ

ในช่วงระหว่างและหลังจากสงครามนโปเลียน สภาไดเอ็ทของฮังการีไม่ได้มีการจัดประชุมกันมาหลายทศวรรษ ในช่วงทศวรรษที่ 1820 จักรพรรดิแห่งออสเตรียถูกบังคับให้จัดประชุมสภาไดเอ็ท ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคปฏิรูป (1825–1848, ฮังการี: reformkor) เคานต์ อิชต์วาน เซแช็นยี (Count István Széchenyi) หนึ่งในรัฐบุรุษที่โดดเด่นที่สุดของประเทศฮังการี ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงฮังการีให้ทันสมัย การรณรงค์ของเขานั้นทำให้เกิดการบูรณะรัฐสภาฮังการีขี้นใหม่ในปี ค.ศ.1825 ในช่วงเวลานี้ได้มีการกำเนิดพรรคเสรีนิยมเกิดขึ้นและมุ่งเน้นไปที่นโยบายเพื่อพวกชนชั้นล่าง นายลอโย็ช โค็ชชูต (Lajos Kossuth) นักเขียนข่าวที่มีชื่อเสียงในเวลานั้น กลายเป็นผู้นำของสภาล่างในรัฐสภา การเปลี่ยนแปลงมุ่งเน้นไปที่ความทันสมัย แม้ว่าราชวงศ์ฮาพส์บวร์กจะทำการขัดขวางกฎหมายเสรีนิยมที่สำคัญทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสิทธิพลเมือง การเมือง และ การปฏิรูปเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีการคุมขังนักปฏิรูปหลายคน เช่น ลอโย็ช โค็ชชูต (Lajos Kossuth) และ มิฮาย ตานชิช (MihályTáncsics) โดยทางการ เนื่องจากการพยายามปฏิรูประบอบการเมืองการปกครองใหม่ จนสุดท้ายพวกออสเตรียต้องยอมให้อำนาจครึ่งหนึ่งกับชาวฮังการี กลายเป็น จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ประเทศมหาอำนาจในยุโรปกลาง มีเมืองหลวง คือ กรุงเวียนนา และ กรุงบูดาเปสต์ และมีพระมหากษัตริย์ร่วมกัน คือ จักรพรรดิฟรันทซ์ โยเซ็ฟที่ 1 แห่งออสเตรีย

สงครามโลกครั้งที่ 1แก้ไข

link=https://hu.wikipedia.org/wiki/F%C3%A1jl:Hungarian_Soviet_Republic_1919-hu.svg|right|thumb|190x190px|A Tanácsköztársaság katonai helyzete

สงครามโลกครั้งที่ 2แก้ไข

คอมมิวนิสต์ฮังการี 1945-1989แก้ไข

หลังการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์จนถึงปัจจุบัน 1989-ปัจจุบันแก้ไข

ภูมิศาสตร์แก้ไข

ฮังการีตั้งอยู่ในยุโรปกลาง ในที่ราบพันโนเนีย (Pannonia Basin) ระหว่างลองจิจูด 16 °ถึง 23 °ของซีกโลกตะวันออก และ ระหว่างละติจูด 45 °ถึง 49 °ของซีกโลกเหนือ เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล รูปร่างประเทศฮังการีคล้ายรูปไต มีพื้นที่ทั้งหมด 93,030 ตารางกิโลเมตร (ขนาดเล็กกว่าภาคเหนือของประเทศไทยเล็กน้อย) เป็นประเทศขนาดอันดับที่ 108 ของโลก

 
แผนที่ประเทศฮังการี และ ประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 7 ประเทศ

ฮังการีมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน 7 ประเทศ คือ โรมาเนีย ออสเตรีย สโลวาเกีย ยูเครน เซอร์เบีย โครเอเชีย และสโลวีเนีย ความยาวของพรมแดนประเทศคือ 2215.3 กิโลเมตร ติดกับประเทศสโลวาเกีย 654.7 กิโลเมตร ยูเครน 136.7 กิโลเมตร โรมาเนีย 447.7 กิโลเมตร เซอร์เบีย 174.4 กิโลเมตร โครเอเชีย 344.8 กิโลเมตร สโลวีเนีย 102.0 กิโลเมตร และ ออสเตรีย 355.0 กิโลเมตร[36]

พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศฮังการีเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ เรียกว่า ที่ราบฮังการีใหญ่ (ฮังการี: Nagyalföld) ตั้งอยู่ทางตะวันออกและตอนกลางของประเทศ ทางตะวันออกเฉียงเหนือที่ติดกับประเทศสโลวักเกียเป็นแถบที่มีแนวเทือกเขาอยู่ โดยมีแนวเทือกเขาที่สูงที่สุด ชื่อว่า เคแคชแตเตอ (ฮังการี: Kékes tető) เป็นจุดที่สูงที่สุดในประเทศ อยู่ที่ 1,015 เมตร จากระดับน้ำทะเล ด้านตะวันตกเป็นพื้นที่ราบสูง และ ภูเขา เรียกว่า เทือกเขาทรานส์ดานูเบีย สลับกับที่ราบลุ่ม เรียกว่า ที่ราบฮังการีเล็ก (ฮังการี: Kisalföld)

การแบ่งเขตทางภูมิศาสตร์ของประเทศฮังการีคร่าว ๆ นั้น นิยมใช้แม่น้ำขนาดใหญ่สองสายที่ไหลผ่านใจกลางประเทศเป็นตัวแบ่ง คือ แม่น้ำดานูบ และ แม่น้ำทิสซอ ซึ่งจะสามารถแบ่งแยกประเทศออกได้เป็นสามส่วน ดังนี้

  1. เขตเลยแม่น้ำดานูบ หรือ ทรานส์ดานูเบีย (ฮังการี: Dunántúl, อังกฤษ: Transdanubia) ทางตะวันตกของประเทศฮังการี เป็นที่ตั้งของที่ราบฮังการีเล็ก และ เทือกเขาทรานส์ดานูเบีย
  2. เขตระหว่างแม่น้ำดานูบและแม่น้ำทิสซอ (ฮังการี: Duna-Tisza köze)
  3. เขตเลยแม่น้ำทิสซอ (ฮังการี: Tiszántúl) เป็นที่ตั้งของที่ราบฮังการีใหญ่
 
ภาพแม่น้ำดานูบ ณ เมืองแอสเตอร์โกม ประเทศฮังการี แม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านประเทศฮังการีเหนือจรดใต้

ฮังการีมีทะเลสาบหลายแห่ง แต่ทะเลสาบที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุด คือ ทะเลสาบบอลอโตน (Balaton)

ภูมิประเทศแก้ไข

ดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศตั้งอยู่ที่ระดับความสูงน้อยกว่า 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล แม้ว่าจะมีภูเขาอยู่บ้างบางส่วน แต่ภูเขาที่สูงเกิน 300 เมตรนั้น มีพื้นที่น้อยกว่า 2% ของดินแดนทั้งหมด จุดสูงสุดคือ Kékes tető ที่ระดับความสูง 1,014 เมตรจากระดับน้ำทะเล และจุดต่ำสุดอยู่ทางใต้ของเมืองแซแก็ด ทางฝั่งขวาของแม่น้ำทิสซา เรียกจุดนั้นว่า Gyálarét Lúdvár ที่ระดับความสูง 75.8 เมตรจากระดับน้ำทะเล สมบัติทางธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของประเทศ คือ ดิน 70% ของฮังการีเหมาะสำหรับใช้ในการกสิกรรม และภายในสัดส่วนดังกล่าวนี้ 72% เป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูก

ศูนย์กลางของประเทศอยู่ในเขตเทศบาลเมืองปุสตอว็อช (ฮังการี: Pusztavacs) จุดเหนือสุดอยู่ในหมู่บ้านฟึเซร์ (ฮังการี: Füzér) จุดทางใต้สุดอยู่ในหมู่บ้านแบแรแม็นด์ (ฮังการี: Beremend) จุดทางตะวันออกสุดอยู่ในหมู่บ้านกอร์โบลซ์ (ฮังการี: Garbolc) และจุดทางตะวันตกสุดอยู่ในหมู่บ้านแฟลเชอเซิลเนิค (ฮังการี: Felsőszölnök)

ภูมิประเทศของประเทศฮังการีส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มน้ำ มีแม่น้ำสองสาย ไหลผ่านเหนือจรดใต้ ประกอบด้วย แม่น้ำดานูบ และ แม่น้ำทิสซอ และมี แม่น้ำดราวา เป็นแม่น้ำกั้นพรมแดนระหว่างฮังการีกับโครเอเชียทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ตามการแบ่งทางภูมิศาสตร์นั้น สามารถแบ่งประเทศฮังการีได้ออกเป็น 6 เขตทางภูมิศาสตร์ใหญ่ ซึ่งแบ่งได้อีกเป็น 35 พื้นที่ขนาดกลาง และ 227 พื้นที่ขนาดเล็ก ประกอบด้วย

  1. เขตที่ราบฮังการีใหญ่ (ภาษาอังกฤษ: Great Hungarian Plain, ภาษาฮังการี: Alföld หรือ Nagyalföld) เป็นที่ราบตอนกลาง และ ตะวันออก ที่แทบจะไม่มีความสูงแตกต่างกันเลย เมืองที่มีประชากรมากที่สุดคือ เมืองแดแบร็ตแซ็น
  2. เขตเทือกเขาฮังการีเหนือ (ภาษาอังกฤษ: North Hungarian Mountains, ภาษาฮังการี: Északi-középhegység) ทอดยาวจากเมืองวิแชกราด จนถึงเมืองโบโดร็ก ติดกับพรมแดนประเทศสโลวาเกีย มีภูเขามาตรอ (Mátra) เป็นจุดที่สูงที่สุด โดยจุดที่สูงที่สุดในประเทศฮังการี มีชื่อว่า Kékes tető มีความสูง 1014 เมตรจากระดับน้ำทะเล
     
    เคแคชแตเตอ (Kékes tető) จุดที่สูงที่สุดในประเทศฮังการี บนหุบเขามาตรอ (Mátra) 1014 เมตร จากระดับน้ำทะเล
  3. เขตเทือกเขาทรานส์ดานูเบีย (ภาษาอังกฤษ: Transdanubian Mountains, ภาษาฮังการี: Dunántúli-középhegység) มีความยาวคู่ขนานไปกับทะเลสาบบอลอโตน มีทิศทางจากตะวันออกเฉียงเหนือไปยังตะวันตกเฉียงใต้ ขนาบข้างกับแม่น้ำดานูบ มีแถบภูเขาบอโคนย์ (Bakony) แถบดินแดนเหนือทะเลสาบบอลอโตน (พื้นที่ปลูกไวน์ตั้งแต่ยุคโบราณ) เทือกเขาแวแลนแซ (Velencei-hegység) เทือกเขาแวร์เตช (Vertés) และ เทือกเขาดูนอซุก (Dunazug-hegyvidék)
  4. เขตเนินเขาทรานส์ดานูเบีย (ภาษาอังกฤษ: Transdanubian Hills, ภาษาฮังการี: Dunántúli-dombság) เป็นเขตเนินเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฮังการี ใต้ทะเลสาบบอลอโตน เมืองที่ใหญ่ที่สุดคือเมืองเปช ในแถบนี้ประกอบไปด้วย เนินเขาซอลอ (Zalai-dombság) เนินเขาโชโม็ดย์ (Somogyi-dombság) เนินเขาโตลนอย (Tolnai-hegyhát) เนินเขาบอรอนยอ (Baranyai-dombság) และ 2 เทือกเขา ประกอบด้วย เทือกเขาแมแช็ค (Mecsek-hegység) มีจุดที่สูงที่สูดเรียกว่า แซ็งเกอ (Zengő) ณ ความสูงที่สุด 682 เมตร จากระดับน้ำทะเล และเทือกเขาวิลลานย์ (Villányi-hegység)
  5. เขตที่ราบฮังการีเล็ก (ภาษาอังกฤษ: Little Hungarian Plain, ภาษาฮังการี: Kisalföld) เป็นที่ราบทางตะวันตกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย ที่ราบระหว่างแม่น้ำ Szigetköz Rábaköz และ แอ่งมอร์ซอล (Marcal-medence) เมืองที่มีประชากรมากที่สุด คือ เมืองเยอร์
  6. เขตชายแดนฮังการีตะวันตก (ภาษาอังกฤษ: West-Hungarian Borderland, ภาษาฮังการี: Nyugat-magyarországi peremvidék) หรือ เขตตีนเทือกเขาแอลป์ (ภาษาฮังการี: Alpokalja) คือ ส่วนที่ติดกับเทือกเขาแอลป์ ในรัฐบูร์กันแลนด์ ประเทศออสเตรีย เป็นส่วนที่อยู่ด้านตะวันตกที่สุดของประเทศ จุดที่สูงที่สุดอยู่ที่ เทือกเขาเคอแซก (Kőszeg) และ เทือกเขาโชโปรน (Sopron) เมืองที่มีประชากรมากที่สุดคือ โซมบ็อตแฮย์

แหล่งน้ำแก้ไข

ที่ราบพันโนเนียเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเกือบทั้งหมดจากแม่น้ำดานูบ นอกจากนี้ประเทศฮังการียังมีแหล่งน้ำร้อนใต้พิภพเป็นจำนวนมาก โดยมีแหล่งน้ำร้อนใต้พิภพมากที่สุดในทวีบยุโรป อุณหภูมิของน้ำแร่ร้อนอาจสูงเกิน 70 °C แกนหลักของทรัพยากรน้ำในประเทศฮังการี คือ แม่น้ำดานูบ ที่มีความยาวจากแหล่งกำเนิดจนถึงปากแม่น้ำถึง 2,850 กิโลเมตร โดยมีความยาวอยู่ที่ 417 กิโลเมตรในพรมแดนประเทศฮังการี อย่างไรก็ดี แม่น้ำสายใหญ่ที่สุดในประเทศฮังการี คือ แม่น้ำทิสซอ ซึ่งมีความยาวทั้งหมด 962 กิโลเมตร โดยมีความยาวในพรมแดนฮังการี 584.9 กิโลเมตร ซึ่งมีแควสาขากระจายออกไปทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำดราวาทางใต้ติดพรมแดนโครเอเชีย และมีแม่น้ำสายน้อยอีกหลายสาย ประกอบด้วย แม่น้ำตูร์ แม่น้ำซอโมช แม่น้ำครอสนอ แม่น้ำเกอเริช และ แม่น้ำมูเรช

 
ทะเลสาบบอลอโตน ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปกลาง (ถ่ายภาพ ณ เมืองติฮอนย์)

ทะเลสายที่ใหญ่ที่สุดในฮังการีและในยุโรปกลาง คือ ทะเลสาบบอลอโตน พื้นที่ 594 ตารางกิโลเมตร ตามมาด้วยทะเลสาบทิสซอ (ทะเลสาบเทียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศฮังการี ขนาด 127 ตารางกิโลเมตร ทะเลสาบนอยซีเดิล ตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนประเทศฮังการี และ ประเทศออสเตรีย มีพื้นที่ในพรมแดนฮังการี 75 ตารางกิโลเมตร และทะเลสาบแวแลนแซซึ่งมีพื้นที่ 10.1 ตารางกิโลเมตร

 
เขตภูมิศาสตร์ 6 เขตของประเทศฮังการี ประกอบด้วย 1.เขตที่ราบฮังการีใหญ่ (Great Hungarian Plain) 2. เขตเทือกเขาฮังการีเหนือ (North Hungarian Mountains) 3. เขตเทือกเขาทรานส์ดานูเบีย (Transdanubian Mountains) 4. เขตเนินเขาทรานส์ดานูเบีย (Transdanubian Hills) 5. เขตที่ราบฮังการีเล็ก (Little Hungarian Plain) 6.เขตชายแดนฮังการีตะวันตก (West-Hungarian Borderland)

พื้นทีส่วนใหญ่ของฮังการี ประมาณ 70%ทำการเกษตร ส่วนพื้นที่เหลือ เป็นป่าทึบ ได้แก่ ป่าโอ๊ก และ ป่าบีช สัตว์ท้องถิ่นที่พบทั่วไป เช่น กระต่ายป่า กวาง หมี นาก สัตว์ป่าหายาก เช่น แมวป่า ค้างคาวทะเล สัตว์พื้นเมืองที่มีมากที่สุด คือ นกชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะนกน้ำที่ชอบพื้นที่ชื้นแฉะแถบที่ลุ่มตามทะเลสาบ ประเทศฮังการีมีอุทยานแห่งชาติ 10 แห่ง เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า 145 แห่ง และ พื้นที่คุ้มครอง 35 แห่ง

พืชและสัตว์แก้ไข

 
ฝูงโคพันธุ์ฮังกาเรียนเกรย์ สัตว์ประจำชาติของประเทศฮังการี ในเมืองซินแปตริ (Szinpetri)

พื้นที่ 20 เปอร์เซ็นต์ของประเทศถูกปกคลุมไปด้วยป่าไม้ ฮังการีเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายของสัตว์มากที่สุดในยุโรป เพื่อปกป้องพืชและสัตว์ให้ใช้ชีวิตอยู่ในระบบนิเวศน์แบบดั้งเดิม รัฐบาลฮังการีจึงจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ 10 แห่ง พื้นที่คุ้มครองภูมิทัศน์ 38 แห่ง พื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติแห่งชาติ 142 แห่ง อนุสรณ์สถานธรรมชาติ และพื้นที่ธรรมชาติ 1125 แห่ง ซึ่งพื้นที่เหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองโดยรัฐบาลท้องถิ่น นับเป็นพื้นที่ทั้งหมด 8160 ตารางกิโลเมตร คุณค่าทางธรรมชาติที่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาล ได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ แม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และ ถ้ำ โดยแหล่งอนุรักษ์ที่สำคัญที่สุดตามภูมิภาค มีดังนี้ กรุงบูดาเปสต์ ประกอบด้วย เกาะมากาเร็ต Gellért Hill Sas Hill และระบบถ้ำ Pál-völgyi

ในแถบทรานส์ดานูเบีย ประกอบด้วย ทะเลสาบนอยซีเดิล อันเป็นมรดกโลก ทะเลสาบน้ำร้อน Hévíz ถ้ำ Tapolca-tavas ทะเลสาบ Tata ทะเลสาบ Velence และพื้นที่เดินป่า Tihany Inner Lakes และเส้นทางศึกษาธรณีวิทยาถ้ำ Abaligeti เขตอนุรักษ์ธรรมชาติSzársomlyó อุทยานก่อนประวัติศาสตร์ของเหมืองหิน Villány, เหมือง Fertőrákos, Danube Bend ตลอดจนป่าขนาดใหญ่ในภูมิภาค Pilis, เทือกเขาทรานส์ดานูเบีย (Bakony, Vértes, Visegrád Mountains), เทือกเขา Gemenc, เทือกเขา Gyulaj, เทือกเขา Alpokalja และเทือกเขา Mecsek

ทางตอนเหนือของฮังการีมีป่าไม้และคุณค่าทางธรรมชาติอันงดงามของเทือกเขาฮังการีเหนือ ซึ่งมีโอกาสเดินป่ามากมาย อาทิ Börzsöny, ภูเขามาตรอ (Mátra), อุทยานแห่งชาติบีคค์ (Bükki Nemzeti Park) (ระบบถ้ำ Lillafüred),อุทยานแห่งชาติออกแตแล็ค (Aggteleki Nemzeti Park) ในที่ราบฮังการีใหญ่มีอุทยานแห่งชาติฮอร์โตบาจ (Hortobágyi Nemzeti Park) ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลก Bugac  Mártély และ Kunhalmas

ในประเทศฮังการีมีสวนรุกขชาติสำหรับแสดงพันธุ์ไม้หลายแห่ง ได้แก่ Vácrátó, Zirc, Badacsonytomaj, Kám, Kőszeg, Kámon, Vép, Szeleste และ Szarvas สถานที่สาธิตสัตว์พิเศษ ได้แก่ สวนเกมSóstóในเมืองนยีแรจฮาซอ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์แบบดั้งเดิมในKardoskút ฟาร์มม้าของรัฐในเมืองแมเซอแฮดแยช (Mezőhegyes) และ บาโบลนอ (Bábolna) เขตอนุรักษ์เดวอวานยอ (Dévaványa) ทะเลสาบทิสซอ Ecocentre ในเมืองโปโรซโล (Poroszló) และ บ้านหมี ในเมืองแวแรแชดย์ฮาซอ (Veresegyháza)

ในประเทศฮังการี สัตว์เลื้อยคลาน และ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกทุกชนิดได้รับการคุ้มครอง ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือ เต่าแก้มแดง

รายชื่ออุทยานแห่งชาติแก้ไข

อุทยานแห่งชาติในประเทศฮังการีมีอยู่ทั้งหมด 10 แห่ง โดยที่ใหญ่ที่สุดคือ อุทยานแห่งชาติฮอร์โตบาจ (Hortobágyi Nemzeti Park) ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

อันดับที่ อุทยานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ (ภาษาฮังการี) เมือง (ภาษาฮังการี) พื้นที่ (ตร.กม.) ก่อตั้ง (พ.ศ.)
1 ฮอร์โตบาจ Hortobágyi Debrecen 820 1973
2 คิชคุนชาก Kiskunsági Kecskemét 530 1975
3 บึคค์ Bükki Eger 402 1976
4 อ็อกแตแลค Aggteleki Jósvafő 201.7 1985
5 แฟร์เตอ-ฮ็อนชาก Fertő–Hanság Sarród 237.31 1991
6 ดานูบ-ดราวา Duna–Dráva Pécs 500 1996
7 ดานูบ-อิโปย Duna–Ipoly Budapest 603 1997
8 บอลอโตน-แฟลวิเดกิ Balaton-felvidéki Csopak 570 1997
9 เคอเริช-มอโรช Körös–Maros Szarvas 501 1997
10 เออร์เซกิ Őrségi Őriszentpéter 439.27 2002

ภูมิอากาศแก้ไข

 
ฤดูหนาวในฮังการีมีอากาศเย็น และมีหิมะตก (ถ่าย ณ เมืองชอโรชปอต็อก ประเทศฮังการี)

ประเทศฮังการีอยู่ในเขตอบอุ่น มี 4 ฤดู ประกอบด้วย ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) และ ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์)

ประเทศฮังการจัดอยู่ในเขตภาคพื้นทวีปที่มีฤดูร้อนอบอุ่น โดยมีฤดูร้อนที่อบอุ่น ความชื้นต่ำ มีฝนตกประปราย และ ฤดูหนาวที่ชื้น มีหิมะตกในฤดูหนาว อุณภูมิเฉลี่ยต่อปี อยู่ที่ 9.7 °C อุณหภูมิสูงที่สุดอยู่ที่ 41.9 °C ในฤดูร้อน (ในวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ณ เมืองคิชคุนฮอลอช) และ ต่ำที่สุด −35 °C ในฤดูหนาว (ในวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2483 ณ เมืองมิชโกลซ์ตอโปลซอ) อุณหภูมิในฤดูร้อน อยู่ที่ 23 - 28 °C และ ในฤดูหนาวอยู่ที่ −3 ถึง −7 °C มีฝนตกเฉลี่ย 600 มิลลิเมตร ต่อปี

ประเทศฮังการีอยู่ในอันดับที่ 6 ของดัชนีการปกป้องสิ่งแวดล้อมซึ่งจัดอันดับโดย GW/CAN

การบริหารจัดการภายในแก้ไข

การเมืองแก้ไข

 
นายยาโน็ช อาแดร์ ประธานาธิบดีของประเทศฮังการี ตั้งแต่ ค.ศ.2012
 
นายวิกโตร์ โอร์บาน นายกรัฐมนตรีของประเทศฮังการี ตั้งแต่ ค.ศ.2012 หัวหน้าพรรคฟิแด็ซ-KDNP (Fidesz-KDNP)

ประเทศฮังการี ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งเป็นระบบสภาเดียว โดยมีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่เป็นประมุขของประเทศอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี ดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 วาระ แต่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารรัฐบาลที่มีอำนาจอย่างแท้จริงในการบริหาร ปัจจุบัน ประธานาธิบดี คือ นายยาโน็ช อาแดร์ (János Áder) และ นายกรัฐมนตรี คือ นายโอร์บาน วิกโตร์ (Orbán Viktor)

ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ (köztársaságielnök) ทำหน้าที่เป็นประมุขและได้รับการเลือกตั้งจากรัฐสภาทุก ๆ ห้าปี ประธานาธิบดีมีหน้าที่และอำนาจที่เป็นตัวแทน: รับตำแหน่งประมุขต่างประเทศ เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการตามคำแนะนำของรัฐสภา และ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลัง ที่สำคัญประธานาธิบดียังมีอำนาจในการยับยั้ง (วีโต้) ตัวบทกฎหมาย และ อาจส่งต่อร่างกฎหมายไปยังศาลรัฐธรรมนูญ 15 คน เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของกฎหมายซ้ำ ตำแหน่งทางราชการที่สำคัญที่สุดอันดับสามในฮังการี คือประธานรัฐสภา ซึ่งได้รับเลือกจากรัฐสภาและรับผิดชอบดูแลการประชุมประจำวันของสภา

นายกรัฐมนตรี (miniszterelnök) ได้รับเลือกจากรัฐสภาโดยทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลและใช้อำนาจบริหาร ในสถานการณ์ปรกติ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าของพรรคที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภา นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกรัฐมนตรีและมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการปลดรัฐมนตรี กระนั้นก็มีข้อแม้ว่า ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นคณะรัฐมนตรี จะต้องปรากฏตัวในการพิจารณาอย่างเปิดเผย เพื่อให้คณะกรรมการรัฐสภาลงคะแนนเสียงในรัฐสภา และ ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดี

ในปี ค.ศ.2009 ฮังการีประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุนแรงต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF เป็นเงินประมาณ 9 พันล้านยูโร [142] อัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP ของฮังการีมีจุดสูงสุดในปี ค.ศ.2011 ที่ 83% และลดลงตั้งแต่นั้นมา จากข้อมูลของ Eurostat หนี้ขั้นต้นของรัฐบาลฮังการีมีจำนวน 25.119 พันล้าน HUF หรือ 74.1% ของ GDP ในปี ค.ศ.2016 [143] รัฐบาลขาดดุลงบประมาณ 1.9% ของ GDP ในปี ค.ศ.2015 [144]อันดับเครดิตของฮังการีโดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Standard & Poor's, Moody's และ Fitch Ratings อยู่ในระดับ Investment Grade BBB โดยมีแนวโน้มที่มั่นคงในปี ค.ศ.2016

ดัชนีการรับรู้คอร์รัปชันประจำปี ค.ศ.2019 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติของฮังการี ได้ลดลงจากคะแนน 51 ในปี ค.ศ.2015 เป็น 44 ในปี ค.ศ.2019 ทำให้ประเทศฮังการีเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปที่มีการทุจริตมากที่สุดเป็นอันดับ 2 คู่กับโรมาเนีย และ ตามหลังประเทศบัลแกเรีย [145]

หลังจากทศวรรษแห่งการปกครองประเทศฮังการีของพรรคฟิแด็ซ-KDNP (Fidesz-KDNP) นำโดย นายวิกโตร์ ออร์บาน (Viktor Orbán) รายงานของ Freedom House in Transit 2020 ได้จัดประเภทฮังการีใหม่จากระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองแบบเปลี่ยนผ่านหรือแบบผสม นอกจากนี้ รัฐบาลฮังการี ยังมีการจำกัดและกำกับดูแลของรัฐสภา สื่ออิสระ องค์กรพัฒนาเอกชน และ นักวิชาการ ในขณะที่รวมอำนาจไว้ที่รัฐบาลกลาง [146]

การแบ่งเขตการปกครองแก้ไข

 
เทศมณฑลของประเทศฮังการี

ฮังการีเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งออกเป็น 19 เทศมณฑล และ 1 เมืองหลวง โดยกรุงบูดาเปสต์เป็นเขตปกครองแยกออกไป และแบ่งย่อยได้อีกเป็น 174 เขต (อำเภอ) ณ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 [158] เขตต่างๆจะถูกแบ่งออกเป็นเมืองและหมู่บ้าน โดยมี 23 เมืองที่กำหนดให้มีสิทธิเขตพิเศษ เป็น "เมืองหลัก" ทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางทางอำนาจปกครองในแต่ละมณฑล (คล้ายกับอำเภอเมืองของประเทศไทย) บทบาทขององค์การบริหารส่วนเทศมณฑลโดยพื้นฐานแล้วจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเชิงกลยุทธ์ ในขณะที่เทศบาลเมืองจะเน้นการดูแลและพัฒนาโรงเรียนอนุบาล สาธารณูปโภค การกำจัดขยะ และ การดูแลผู้สูงอายุ

 
ภูมิภาคทางการปกครอง 7 แห่ง ของประเทศฮังการี

ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2539 มณฑลและเมืองบูดาเปสต์ได้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ภูมิภาคเพื่อวัตถุประสงค์ทางสถิติและการพัฒนา ได้แก่ ฮังการีตอนกลาง (Közép-Magyarország), ทรานส์ดานูเบียตอนกลาง (Közép-Dunántúl), ที่ราบใหญ่ทางตอนเหนือ (Észak-Alföld), ฮังการีตอนเหนือ (Észak-Magyaroszág), ทรานส์ดานูเบียตอนใต้ (Dél-Dunántúl), ที่ราบทางตอนใต้ (Dél-Alföld) และ ทรานส์ดานูเบียตะวันตก (Nyugat-Dunántúl)

เทศมลฑล
(megye)
เมืองศูนย์กลาง ประชากร ภูมิภาค
  บาช-กิชกุน แก็ชแกเมต 524,841 ที่ราบทางตอนใต้
  บอรอญอ เปช 391,455 ทรานส์ดานูเบียตอนใต้
  เบเกช เบเกชชอบอ 361,802 ที่ราบทางตอนใต้
  โบร์โชด-ออบออูย-แซ็มเปลน มิชโกลส์ 684,793 ฮังการีตอนเหนือ
  บูดาเปสต์ บูดาเปสต์ 1,744,665 ฮังการีตอนกลาง
  โชงกราด-ชอน็ด แซแก็ด 421,827 ที่ราบทางตอนใต้
  แฟเยร์ เซแก็ชแฟเฮร์วาร์ 426,120 ทรานส์ดานูเบียตอนกลาง
  เยอร์-โมโชน-โชโปรน เยอร์ 449,967 ทรานส์ดานูเบียตะวันตก
  ฮ็อยดู-บิฮอร์ แดแบร็ตแซ็น 565,674 ที่ราบใหญ่ทางตอนเหนือ
  แฮแว็ช แอแกร์ 307,985 ฮังการีตอนเหนือ
  ยาส-น็อจกุน-โซลโนก โซลโนก 386,752 ที่ราบใหญ่ทางตอนเหนือ
  โกมาโรม-แอ็สแตร์โกม ตอตอบาญอ 311,411 ทรานส์ดานูเบียตอนกลาง
  โนกราด ช็อลโกตอร์ยาน 201,919 ฮังการีตอนเหนือ
  แป็ชต์ บูดาเปสต์ 1,237,561 ฮังการีตอนกลาง
  โซโมจ กอโปชวาร์ 317,947 ทรานส์ดานูเบียตอนใต้
  ซอโบลช์-ซ็อดมาร์-แบแร็ก ญีแร็จฮาซอ 552,000 ที่ราบใหญ่ทางตอนเหนือ
 โตลนา แซ็กซาร์ด 231,183 ทรานส์ดานูเบียตอนใต้
  ว็อช โซมบ็อตแฮย์ 257,688 ทรานส์ดานูเบียตะวันตก
  แว็สเปรม แว็สเปรม 353,068 ทรานส์ดานูเบียตอนกลาง
  ซอลอ ซอลอแอแกร์แซ็ก 287,043 ทรานส์ดานูเบียตะวันตก

การรักษาความปลอดภัยในประเทศแก้ไข

การทหารแก้ไข

นโยบายต่างประเทศแก้ไข

 
งานประชุมของกลุ่มวิแชกราด + เยอรมนี และ ฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. 2556 สาธารณรัฐเช็ก

นโยบายต่างประเทศของฮังการีตั้งอยู่บนพื้นฐานของพันธะสัญญา 4 ประการ ได้แก่ 1.เพื่อความร่วมมือในมหาสมุทรแอตแลนติก 2.เพื่อการรวมยุโรป 3.เพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ และ 4.เพื่อกฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐกิจของฮังการีค่อนข้างเปิดกว้าง และ การค้าระหว่างประเทศมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเศรษฐกิจของประเทศฮังการี

ฮังการีเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2498 และเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป NATO OECD กลุ่มวิแชกราด องค์การการค้าโลก ธนาคารโลก AIIB และ IMF ฮังการีเข้ารับตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปเป็นเวลาครึ่งปีในปี พ.ศ. 2554 และครั้งต่อไปจะเป็นปี พ.ศ. 2567 ในปี พ.ศ. 2558 ฮังการีเป็นผู้บริจาคเงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา OECD Non-DAC รายใหญ่อันดับ 5 ของโลกซึ่งคิดเป็น 0.13% ของรายได้รวมประชาชาติของประเทศฮังการี

บูดาเปสต์เมืองหลวงของฮังการีเป็นที่ตั้งของสถานทูตมากกว่า 100 ชาติ ฮังการีเป็นเจ้าภาพที่ตั้งสำนักงานใหญ่หลักและระดับภูมิภาคขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งเช่น European Institute of Innovation and Technology, European Police College, สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ, องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ, ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย, สถาบันการศึกษาระหว่างประเทศ, องค์การแรงงานระหว่างประเทศ, องค์การระหว่างประเทศเพื่อการย้ายถิ่น, กาชาดระหว่างประเทศ, ศูนย์สิ่งแวดล้อมในภูมิภาคสำหรับยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก, คณะกรรมาธิการดานูบ และอื่น ๆ[37]

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียด และการเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตยของประเทศฮังการี เป้าหมายด้านนโยบายต่างประเทศอันดับต้น ๆ ของฮังการี คือ การรวมเข้าเป็นองค์กรทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของตะวันตก ฮังการีเข้าร่วมโครงการ Partnership for Peace ในปี พ.ศ. 2538 และได้สนับสนุนภารกิจ IFOR และ SFOR ในบอสเนีย ประเทศฮังการีหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียดได้ปรับปรุงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่เป็นมิตร โดยการลงนามในสนธิสัญญาพื้นฐานกับโรมาเนีย สโลวาเกีย และ ยูเครน สิ่งเหล่านี้ละทิ้งการอ้างสิทธิเหนือดินแดนที่หายไปจากสนธิสัญญาทรียานงทั้งหมด และ วางรากฐานสำหรับความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ อย่างไรก็ตามปัญหาสิทธิของชนกลุ่มน้อยชาวฮังการีในโรมาเนีย สโลวาเกีย และ เซอร์เบีย ทำให้ความตึงเครียดระดับทวิภาคีปะทุขึ้นเป็นระยะ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ความสัมพันธ์กับยูเครนแย่ลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากปัญหาของชนกลุ่มน้อยฮังการีในยูเครน ประเทศฮังการีได้ลงนามในเอกสาร OSCE และดำรงตำแหน่งประธานในสำนักงานของ OSCE ในปี พ.ศ. 2540

เศรษฐกิจแก้ไข

 
ประเทศฮังการีเป็นสมาชิกประเทศตลาดร่วมยุโรป และ เขตแชงเก้น

ฮังการีเป็นประเทศเศรษฐกิจผสมที่มีรายได้สูงในสหภาพยุโรป และ กลุ่มประเทศ OECD ซึ่งมีดัชนีการพัฒนามนุษย์และกำลังแรงงานที่มีทักษะสูงมาก ฮังการีมีความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 16 ของโลก[38] นอกจากนี้ยังเป็นเศรษฐกิจที่ซับซ้อนที่สุดอันดับ 9 ตามดัชนีความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ[39] ฮังการีเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 57 ของโลก (จาก 188 ประเทศที่วัดโดย IMF) มีผลผลิตทางเศรษฐกิจ 265.037 พันล้านดอลลาร์ [40] และอยู่ในอันดับที่ 49 ของโลกในแง่ของ GDP ต่อหัววัดโดยความเท่าเทียมกันของกำลังซื้อ ฮังการีเป็นเศรษฐกิจตลาดที่เน้นการส่งออกโดยให้ความสำคัญอย่างมากกับการค้าต่างประเทศ โดยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจการส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 36 ของโลก ประเทศนี้มีการส่งออกมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2558 โดยเกินดุลการค้าสูงถึง 9.003 พันล้านดอลลาร์ โดย 79% ส่งออกภายในสหภาพยุโรปและ 21% เป็นการส่งออกนอกสหภาพยุโรป[41] ฮังการีมีเศรษฐกิจที่เป็นของเอกชนมากกว่า 80% โดยมีการเก็บภาษีโดยรวม 39.1% อันเป็นรากฐานสำคัญสำหรับเศรษฐกิจสวัสดิการของประเทศ การบริโภคในครัวเรือนนับเป็นองค์ประกอบหลักของ GDP มีสัดส่วนถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของของ GDP การลงทุนของเอกชนอยู่ที่ 22 เปอร์เซ็นต์และรายจ่ายของรัฐบาลที่ 20 เปอร์เซ็นต์[42] ฮังการียังคงเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก FDI ภายในประเทศอยู่ที่ 119.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2558 ในขณะที่ฮังการีลงทุนในต่างประเทศมากกว่า 50 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2558 คู่ค้าที่สำคัญของฮังการี ได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย โรมาเนีย สโลวาเกีย ฝรั่งเศส อิตาลี โปแลนด์ และ สาธารณรัฐเช็ก

อุตสาหกรรมหลักของประเทศฮังการี ได้แก่ การแปรรูปอาหาร ยายานยนต์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เคมีภัณฑ์ โลหะ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า และ การท่องเที่ยว (ในปี 2014 ฮังการีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ 12.1 ล้านคน) ฮังการีเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก การผลิตและการวิจัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาฮังการีได้เติบโตขึ้นเป็นศูนย์กลางหลักด้านเทคโนโลยีมือถือ ความปลอดภัยของข้อมูล และ การวิจัยฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง [43] อัตราการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจอยู่ที่ 68.3% ในปี พ.ศ. 2560 ในด้านโครงสร้างการจ้างงาน 63.2% ของแรงงานที่มีงานทำ ทำงานในภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วน 29.7% ในขณะที่เกษตรกรรมมีอยู่ 7.1% โดยมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.1% ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 [44] โดยลดลงจาก 11% ในช่วงวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ ฮังการีเป็นส่วนหนึ่งของตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งมีผู้บริโภคมากกว่า 508 ล้านคน นโยบายการค้าภายในประเทศหลายประการถูกกำหนดโดยข้อตกลงระหว่างสมาชิกสหภาพยุโรป และ ตามกฎหมายของสหภาพยุโรป

บริษัทมหาชนในประเทศฮังการี จะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์กรุงบูดาเปสต์ หรือ BUX (Budapest Stock Exchange) บริษัทในตลาด BUX อาทิ บริษัท 500 แห่งที่ทำกำไรสูงที่สุด MOL Group OTP Bank, Gedeon Richter Plc., Magyar Telekom, CIG Pannonia, FHB Bank, Zwack Unicum เป็นต้น นอกจากนี้ประเทศฮังการีมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมาก อาทิ บริษัทซับพลายเออร์ชิ้นส่วนยานยนต์ และ บริษัทสตาร์ทอัพเทคโนโลยีหลายแห่ง

 
กรุงบูดาเปสต์เป็นศูนย์กลางทางการเงิน และ ศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (R&D) ชั้นนำ ของยุโรปกลาง

กรุงบูดาเปสต์เป็นศูนย์กลางทางการเงินและธุรกิจของประเทศฮังการี เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยจัดมีการจัดกรุงบูดาเปสต์เป็นเมืองระดับอัลฟ่าของโลก ในการศึกษาโดยเครือข่ายการวิจัยโลกาภิวัตน์และเมืองโลก เป็นเมืองที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจในเมืองเร็วที่สุดเป็นอันดับสองในยุโรปเนื่องจาก GDP ต่อหัวในเมือง เพิ่มขึ้น 2.4 เปอร์เซ็นต์ และการจ้างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในปี พ.ศ. 2557 ในระดับประเทศบูดาเปสต์เป็นเมืองเอกของฮังการีเกี่ยวกับธุรกิจและเศรษฐกิจคิดเป็น 39% ของรายได้ประชาชาติ เมืองนี้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในเขตเมืองมากกว่า 1 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2558 ทำให้กรุงบูดาเปสต์เป็นหนึ่งในเศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป บูดาเปสต์ยังเป็นหนึ่งในเมืองที่มี GDP สูงเป็น 100 อันดับแรกของโลกซึ่งวัดโดย PricewaterhouseCoopers และในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของเมืองทั่วโลกโดย EIU บูดาเปสต์มีขีดการแข่งขันอยู่เหนือ กรุงเทลอาวีฟ กรุงลิสบอน กรุงมอสโกว์ และ กรุงโยฮันเนสเบิร์ก นอกจากนี้อัตราภาษีนิติบุคคลของฮังการีมีเพียง 9% ซึ่งค่อนข้างต่ำสำหรับประเทศในสหภาพยุโรป ทำให้บริษัทมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูง

ประเทศฮังการีใช้ค่าเงิน โฟรินต์ฮังการี (HUF) แทนการใช้เงินยูโร (EUR) ถึงแม้ว่าจะมีมูลค่าหนี้สาธารณะต่ำพอที่จะเปลี่ยนค่าเงินได้ แต่ก็ยังถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในสหภาพยุโรป ที่ 73.5% ใน ปี พ.ศ. 2558 ในปัจจุบัน ค่าเงินของประเทศฮังการีมีการควบคุมดูแลโดยธนาคารแห่งชาติประเทศฮังการี (Hungarian National Bank) ตั้งใน พ.ศ. 2467 หลังการล่มสลายของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี โดยมีเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ 3% ต่อปี

ธนบัตรโฟรินต์ฮังการีแก้ไข

ธนบัตรทุกฉบับ มีขนาด 154 × 70 มิลลิเมตร

แบบปัจจุปัน
จำนวน ภาพ สีหลัก แบบธนบัตร แบบแรก แบบล่าสุด
ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านหน้า ด้านหลัง
500 โฟรินต์     ส้ม และ น้ำตาล เจ้าชายราโกตซี แฟแร็นตส์ที่ 2 (Francis II Rákóczi) ผู้นำกองทัพคุรุตซ์ในการต่อต้านราชวงศ์ฮาพส์บวร์กของจักรวรรดิออสเตรีย ปราสาทชาโร็ชปอต็อก (Sárospataki vár) แบบปี 1998 แบบปี 2013
1000 โฟรินต์     ฟ้า กษัตริย์แมทเธียส คอร์วินุส (Matthias Corvinus) กษัตริย์ราชวงศ์ฮุนยอดิ ผู้นำประเทศฮังการีเข้าสู่ยุคความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา น้ำพุเฮอร์คิวลิส ณ ปราสาทวิแชกราด (Visegrádi vár) แบบปี 1998 แบบปี 2015
2000 โฟรินต์     น้ำตาล กาโบร์ แบ็ตแล็น (Gábor Bethlen) เจ้าชายแห่งแคว้นทรานซิลเวเนีย ผู้ต่อต้านราชวงศ์ฮาพส์บวร์ก ภาพวาดโดยวิคโตร์ มอดอราซ (Viktor Madarász) ภาพของกาโบร์ แบ็ตแล็นกับที่ปรึกษาผู้ทรงภูมิ แบบปี 1998 แบบปี 2013
5000 โฟรินต์     เหลือง เคานต์ อิชต์วาน เซแช็นยี (István Széchenyi) รัฐบุรุษของประเทศฮังการี ในช่วงปฏิรูปประเทศ และ ผู้สร้างสะพานโซ่เซแช็นยีที่โด่งดังของกรุงบูดาเปสตต์ ได้ชื่อว่า "ชาวฮังการีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" คฤหาสน์เซแช็นยี (Széchenyi-kastély) ในเมืองน็อจแซ็งค์ (Nagycenk) แบบปี 1999 แบบปี 2009
10000 โฟรินต์     แดง และ ฟ้า พระเจ้าอิชต์วานที่ 1 แห่งฮังการี (Stephen I) กษัตริย์องค์แรกของฮังการี ผู้เปลี่ยนชาวฮังการีให้นับถือศาสนาคริสต์คาทอลิก แทนลัทธิเพแกนแบบฮังการีโบราณ ทิวทัศน์ของเมืองแอ็สแตร์โกม (Esztergom) แบบปี 1997 แบบปี 2014
20,000 โฟรินต์     เทา และ reddish แฟแร็นตส์ แดอาค (Ferenc Deák) รัฐบุรุษของประเทศฮังการี ในช่วงปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎรเก่าในเมืองเปสต์ (ปัจจุบันคือ กรุงบูดาเปสต์ฝั่งตะวันออก) แบบปี 2001 แบบปี 2015
ตัวเลขทางเศรษฐกิจ
GDP (nominal) 161 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ (2019) [45]
อัตราการเพิ่มขึ้นของ GDP 2,2% (2020 Q1) [46]
GDP ต่อหัว (PPP) 33 979 ดอลลาร์ (2019) [47]
หนี้สาธารณะ 31 157 พันล้านโฟรินต์ฮังการี (2020. május) [48]
อัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ 66,3% (2019) [49]
อัตราเงินเฟ้อ 2,9% (2020. június) [50]
อัตราส่วนการจ้างงานต่อประชากร 59,4% (2020. április) [51]
อัตราการว่างงาน 4,1% (2020. május) [52]
ค่าจ้างขั้นต่ำ 161 000 โฟรินต์ฮังการี (2020) [53]
อัตราการเติบโตของค่าจ้าง 7,8% (2020. április) [54]
อัตราดอกเบี้ย 0,6% (2020. július) [55]
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 15% (2020) [55]
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 27% (2020) [56]
ภาษีเงินได้นิติบุคคล 9% (2020) [55]

เกษตรกรรมแก้ไข

 
พริกปาปริก้า[57] ซึ่งประเทศฮังการีมีกำลังการผลิตจำนวนมาก และนิยมใส่แกงฮังการีทุกชนิด (ภาพจากเมืองแซแก็ด)

ในประเทศฮังการีมีการกสิกรรมยาวนานหลายศตวรรษ สามารถผลิตผลิตผลทางการเกษตรสำหรับการส่งออกและการบริโภคในประเทศได้ สินค้าทางการเกษตรที่สำคัญ ประกอบด้วย วัวเนื้อ ข้าวสาลี ปาปริก้า และ ไวน์ ตลาดส่วนใหญ่คือยุโรปกลาง และ ยุโรปตะวันออก (เป็นตลาดดั้งเดิมนับตั้งแต่ยุคกลาง) แต่หลังการเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย ก็มีปริมาณผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลง เนื่องจากประเทศโฟกัสที่ภาคการบริการ และ ภาคอุตสาหกรรม มากกว่า

70% ของพื้นที่ประเทศฮังการี มีความเหมาะสมกับการเกษตรกรรม และมีพื้นที่ป่า 22.5% มีดินที่แร่ธาตุสูง มีแสงแดดเกือบตลอดปี (ยกเว้นหน้าหนาวที่มีเมฆมาก) มีแม่น้ำไหลผ่านกลางประเทศ ทำให้ผลิตธัญพืช อาทิ ข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ ได้จำนวนมาก และมีผักผลไม้คุณภาพดี[58] การเกษตรคิดเป็น 3.5% ของ GDP และพลเมืองฮังการี 7% ทำงานในภาคเกษตรกรรม ในปี พ.ศ. 2559[59]

การพัฒนาผลิตภัณฑ์แก้ไข

พื้นดินแก้ไข

การครอบครองที่ดินแก้ไข

อุตสาหกรรมแก้ไข

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศแก้ไข

โครงสร้างพื้นฐานแก้ไข

ระบบขนส่งสาธารณะแก้ไข

ระบบโทรคมนาคมแก้ไข

ระบบการศึกษาแก้ไข

ในฮังการีโรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่เป็นของเทศบาล แต่โรงเรียนประถมและมัธยมส่วนใหญ่เป็นของรัฐ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 แต่ก็ยังมีกลุ่มคริสตจักร กลุ่มชาติพันธุ์ และ เอกชน ที่เป็นเจ้าของโรงเรียนด้วย แม้ว่าการศึกษาสาธารณะของฮังการีจะมีโลกทัศน์ที่เป็นกลาง แต่สถาบันการศึกษาของคริสตจักรมักจะได้รับเงินอุดหนุนหลายครั้งจากรัฐบาล

เด็กฮังการีจะต้องเข้าโรงเรียนอนุบาลตั้งแต่อายุสามขวบ โดยเริ่มโรงเรียนประถมศึกษาในปีที่เขาอายุครบหกขวบ ก่อนวันที่ 1 กันยายนของปีนั้น ๆ โรงเรียนประถมฮังการีมักจะใช้เวลาแปดปี หลังจากนั้นนักเรียนสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมสายอาชีพ หรือ โรงเรียนมัธยมสายสามัญเพื่อศึกษาต่อได้ โรงเรียนมัธยมสายอาชีพส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาเรียน 4 ปี แต่โรงเรียนมัธยมสายสามัญมักจะใช้เวลา 6-8 ปี ซึ่งเด็กสามารถเข้าเรียนต่อในระดับมัธยม เมื่อเรียนจบเกรด 4 หรือ 6 ได้ตามลำดับ แล้วแต่ว่าเรียนต่อสายใด ตั้งแต่ปีการศึกษาที่ 1997/1998 โรงเรียนมัธยมศึกษามักจะเริ่มการสอนตั้งแต่เกรด 5 7 หรือ 9 พระราชบัญญัติการศึกษาสาธารณะกำหนดให้มีการศึกษาภาคบังคับในฮังการี เด็กทุกคนต้องเรียนหนังสือ

หลังจากสอบสำเร็จการศึกษาแล้วนักเรียนสามารถศึกษาต่อในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยได้ อาทิ มหาวิทยาลัยเอิตเวิช โลรานด์, University of Debrecen, Semmelweis University, BME, Corvinus University ฯลฯ ด้วยการสอบเข้า และ/หรือ ด้วยคะแนนที่คำนวณจากผลการศึกษา ในปัจจุบันรัฐให้ทุนการศึกษาของรัฐหากนักเรียนตกลงที่จะทำงานในฮังการีเป็นระยะเวลา 20 ปี หลังจากสำเร็จการศึกษาหรือ ชดใช้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของการฝึกอบรมหลังจากนั้น มิฉะนั้นนักเรียนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมเองเต็มจำนวน ประเทศฮังการีเปลี่ยนมาใช้ระบบการศึกษาแบบโบโลญญาในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งมีการแนะนำหลักสูตรปริญญาตรีและหลักสูตรปริญญาโท โดยมี ปริญญาตรี 3 ปี และ ปริญญาโท 2 ปี อันเป็นผลมาจากกระบวนการโบโลญญาหลังจากได้รับปริญญาตรีแล้วนักเรียนอาจศึกษาต่อปริญญาตรีในสาขาอื่น หรือ ศึกษาระดับปริญญาโทต่อ จากการสำรวจของ OECD การศึกษาของฮังการีอยู่ในอันดับที่ 21 ของโลกในแง่ของคุณภาพโดยรวม การใช้จ่ายด้านการศึกษาคิดเป็น 4.85% ของ GDP อัตราส่วนครูต่อนักเรียนคือ 1:11 สัดส่วนของบัณฑิตที่อาศัยอยู่ในประเทศเพิ่มขึ้นสามเท่าระหว่างปี พ.ศ. 2523 ถึง 2553 สัดส่วนของบัณฑิตที่อาศัยอยู่ในฮังการีคือ 19% จากประชากรผู้ใหญ่ ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป

ประชากรศาสตร์แก้ไข

 
ประชากรฮังการี ระหว่าง ปี พ.ศ. 2503 - 2558 โดยมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง

ในปี พ.ศ. 2562 ประเทศฮังการีมีประชากรจำนวน 9,772,756 คน ความหนาแน่นของประชากรอยู่ที่ 105.1 คน /ตารางกิโลเมตร[60] การเติบโตของประชากรคือ -0.1% สาเหตุหลักที่ทำให้ประชากรลดลง คือ อัตราการเสียชีวิตที่สูง มีผู้เสียชีวิต 12.9 ต่อ 1,000 คน (สถิติปี พ.ศ. 2554)[61] ซึ่งเป็นผลมาจากสุขภาพที่ไม่ดีของประชากรและจำนวนการเกิดต่ำ (อัตราการตายของทารกต่ำ 5 ใน 1000)[62] การย้ายถิ่นฐานตามธรรมชาติ ออกจากประเทศ ประมาณ 35,000-40,000 คน / ปี และมีผู้เข้ามาอาศัยเพิ่ม 10,000-15,000 คนต่อปี อายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 71.5 ปีสำหรับผู้ชาย และ 79.19 ปีสำหรับผู้หญิง ประชากรฮังการีมีสัดส่วนของคนหนุ่มสาวกำลังลดลงมากขึ้นเรื่อย ๆ และประชากรผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ประชากรอายุ 0-14 ปีคิดเป็น 14.8% ของประเทศ ประชากรอายุ 15-64 ปีคิดเป็น 67.7% และผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีคิดเป็น 17.5% ของประชากรทั้งประเทศ[63] การใช้จ่ายด้านสุขภาพคิดเป็น 7.75% ของ GDP[64]

ชาติพันธุ์แก้ไข

ดูบทความหลักที่: ชาวฮังการี
 
แผนที่แสดงเขตที่มีผู้พูดภาษาฮังการีเป็นประชากรส่วนใหญ่

ประเทศฮังการีมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวม็อดยอร์ (หรือ ชาวฮังการี) มากกว่า 80% และมากกว่า 90% ของพลเมืองทั้งหมด สื่อสารโดยใช้ภาษาฮังการี ประเทศฮังการียอมรับชนกลุ่มน้อยขนาดใหญ่ 2 กลุ่มซึ่งถูกกำหนดให้เป็น "ชนกลุ่มน้อยแห่งชาติ" เนื่องจากบรรพบุรุษของพวกเขาอาศัยอยู่ในภูมิภาคของตนมานานหลายศตวรรษในพรมแดนฮังการี ประกอบด้วย ชุมชนชาวเยอรมันประมาณ 130,000 คนที่อาศัยอยู่ทั่วประเทศ และ ชนกลุ่มน้อยชาวยิปซีจำนวนประมาณ 300,000 คนซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทางตอนเหนือของประเทศ การศึกษาบางชิ้นระบุว่าชาวยิปซีในฮังการีมีจำนวนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (876,000 คน - ประมาณ 9% ของประชากร) จากการสำรวจสำมะโนประชากรปี 2554 ประเทศฮังการี มีชาวฮังการี 8,314,029 (83.7%) ชาวยิปซี 308,957 คน (3.1%) ชาวเยอรมัน 131,951 คน (1.3%) ชาวสโลวัก 29,647 คน (0.3%) ชาวโรมาเนีย 26,345 คน (0.3%) และ ชาวโครเอเชีย 23,561 คน (0.2%) โดยมีอยู่ 1,455,883 คน (14.7% ของประชากรทั้งหมด) ที่ไม่ได้ประกาศชาติพันธุ์ของตน ดังนั้นชาวฮังกาเรียนจึงประกอบด้วยคนมากกว่า 90% ที่ประกาศชาติพันธุ์ของตน ในฮังการีผู้คนสามารถประกาศชาติพันธุ์ได้มากกว่าหนึ่งชาติพันธุ์ดังนั้นจำนวนชาติพันธุ์จึงสูงกว่าจำนวนประชากรทั้งหมด

ปัจจุบันมีชาวฮังการีพลัดถิ่น 5 ล้านคนที่อาศัยอยู่นอกประเทศฮังการี โดยเฉพาะในโรมาเนีย และ สโลวาเกีย เนื่องจากสนธิสัญญาทรียานง ซึ่งแบ่งแยกประเทศฮังการีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

ศาสนาแก้ไข

เขตเมืองแก้ไข






กรุงบูดาเปสต์

อันดับ ชื่อเมือง เทศมลฑล ประชากร (พ.ศ. 2562) อันดับ ชื่อเมือง เทศมลฑล ประชากร (พ.ศ. 2562)





แดแบร็ตแซ็น

1. บูดาเปสต์

Budapest

บูดาเปสต์ 1 752 286 11. โซลโนก

Szolnok

ยาส-น็อจกุน-โซลโนก 71 285
2. แดแบร็ตแซ็น

Debrecen

ฮ็อยดู-บิฮอร์ 201 432 12. เอรด์

Érd

แป็ชต์ 68 211
3. แซแก็ด

Szeged

โชงกราด 160 766 13. ตอตอบาญอTatabánya โกมาโรม-แอ็สแตร์โกม 65 845
4. มิชโกลส์

Miskolc

โบร์โชด-ออบออูย-แซ็มเปลน 154 521 14. โชโปรน

Sopron

เยอร์-โมโชน-โชโปรน 62 671
5. เปช

Pécs

บอรอญอ 142 873 15. กอโปสวาร์

Kaposvár

โซโมจ 61 441
6. เยอร์

Győr

เยอร์-โมโชน-โชโปรน 132 038 16. แว็สเปรม

Veszprém

แว็สเปรม 59 738
7. ญีแร็จฮาซอ

Nyíregyháza

ซอโบลช์-ซ็อดมาร์-แบแร็ก 116 799 17. เบเกชชอบอ

Békéscsaba

เบเกช 58 996
8. แก็ชแกเมต

Kecskemét

บาช-กิชกุน 110 687 18. ซอลอแอแกร์แซ็ก

Zalaegerszeg

ซอลอ 57 403
9. เซแก็ชแฟเฮร์วาร์

Székesfehérvár

แฟเยร์ 96 940 19. แอแกร์

Eger

แฮแว็ช 52 898
10. โซมบ็อตแฮย์

Szombathely

ว็อช 78 407 20. น็อจคอนิจอ

Nagykanizsa

ซอลอ 46 649

วัฒนธรรมแก้ไข

ศิลปะแก้ไข

วิทยาศาสตร์แก้ไข

สถาปัตยกรรมแก้ไข

เพลงแก้ไข

วรรณกรรมแก้ไข

อาหารแก้ไข

ดูบทความหลักที่: อาหารฮังการี

การสันทนาการแก้ไข

ศิลปะพื้นบ้านแก้ไข

เครื่องลายครามแก้ไข

กีฬาแก้ไข

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Hungary". World Bank.
  2. "COUNTRY COMPARISON :: AREA". CIA. สืบค้นเมื่อ 10 April 2014.
  3. "COUNTRY COMPARISON :: POPULATION". CIA. สืบค้นเมื่อ 10 April 2014.
  4. "Hungary in the Carpathian Basin" (PDF). Lajos Gubcsi, PhD. 6 June 2017. สืบค้นเมื่อ 6 June 2017.
  5. Acta Orientalia Academiae Scientiarum Hungaricae. 36. Magyar Tudományos Akadémia (Hungarian Academy of Sciences). 1982. p. 419.
  6. Kristó Gyula – Barta János – Gergely Jenő: Magyarország története előidőktől 2000-ig (History of Hungary from the prehistory to 2000), Pannonica Kiadó, Budapest, 2002, ISBN 963-9252-56-5, p. 687, pp. 37, pp. 113 ("Magyarország a 12. század második felére jelentős európai tényezővé, középhatalommá vált"/"By the 12th century Hungary became an important European constituent, became a middle power", "A Nyugat részévé vált Magyarország ... /Hungary became part of the West"), pp. 616–644
  7. "Austria-Hungary, HISTORICAL EMPIRE, EUROPE". Encyclopædia Britannica. 6 June 2017. สืบค้นเมื่อ 6 June 2017.
  8. Richard C. Frucht (31 December 2004). Eastern Europe: An Introduction to the People, Lands, and Culture. ABC-CLIO. p. 360. ISBN 978-1-57607-800-6.
  9. "Trianon, Treaty of". The Columbia Encyclopedia. 2009.
  10. "Text of the Treaty, Treaty of Peace Between The Allied and Associated Powers and Hungary And Protocol and Declaration, Signed at Trianon June 4, 1920". สืบค้นเมื่อ 10 June 2009.
  11. Hungary: The Unwilling Satellite Archived 16 February 2007 at the Wayback Machine. John F. Montgomery, Hungary: The Unwilling Satellite.http://kapos.hu/hirek/kis_szines/2018-06-16/megerkezett_az_idei_balaton_sound_himnusza.html Devin-Adair Company, New York, 1947. Reprint: Simon Publications, 2002.
  12. Thomas, The Royal Hungarian Army in World War II, pg. 11
  13. "1949. évi XX. törvény. A Magyar Népköztársaság Alkotmánya" [Act XX of 1949. The Constitution of the Hungarian People's Republic]. Magyar Közlöny (Hungarian Bulletin) (in Hungarian). Budapest: Állami Lapkiadó Nemzeti Vállalat. 4 (174): 1361. 20 August 1949.CS1 maint: unrecognized language (link)
  14. "1989. évi XXXI. törvény az Alkotmány módosításáról" [Act XXXI of 1989 on the Amendment of the Constitution]. Magyar Közlöny (Hungarian Bulletin) (in Hungarian). Budapest: Pallas Lap- és Könyvkiadó Vállalat. 44 (74): 1219. 23 October 1989.CS1 maint: unrecognized language (link)
  15. Hanrahan, Brian (9 May 2009). "Hungary's Role in the 1989 Revolutions". BBC News.
  16. Kamm, Henry (17 June 1989). "Hungarian Who Led '56 Revolt Is Buried as a Hero". The New York Times.
  17. "1989. évi XXXI. törvény az Alkotmány módosításáról" [Act XXXI of 1989 on the Amendment of the Constitution]. Magyar Közlöny (in Hungarian). Budapest: Pallas Lap- és Könyvkiadó Vállalat. 44 (74): 1219. 23 October 1989.CS1 maint: unrecognized language (link)
  18. "Hungary: Emerging Economic Power In Central And Eastern Europe". Thomas White International. สืบค้นเมื่อ 18 June 2017.
  19. Country and Lending Groups. World Bank. Accessed on July 1, 2016.
  20. "List of OECD Member countries – Ratification of the Convention on the OECD". Oecd.org. สืบค้นเมื่อ 2011-11-04.
  21. OECD (June 27, 2013). "OECD Health Data: Social protection". OECD Health Statistics (database). doi:10.1787/data-00544-en. สืบค้นเมื่อ 2013-07-14.
  22. Eurydice. "Compulsory Education in Europe 2013/2014" (PDF). European commission. Archived from the original (PDF) on 6 November 2013. สืบค้นเมื่อ 19 May 2014. Unknown parameter |dead-url= ignored (help)
  23. "Benefits of EU Membership". Hungarian Chamber of Commerce and Industry. 6 June 2017. สืบค้นเมื่อ 6 June 2017.
  24. "International organizations in Hungary". Ministry of Foreign Affairs. Archived from the original on 13 March 2016. สืบค้นเมื่อ 20 November 2016. Unknown parameter |deadurl= ignored (help)
  25. "Hungary's Nobel Prize Winners, 13 Hungarian win Nobel Prize yet". Hungarian Academy of Sciences.
  26. "Population per Gold Medal. Hungary has the second highest gold medal per capita in the world. All together it has 175 gold medal until 2016". medalspercapita.com.
  27. Hungarian literature – ”Popular poetry is the only real poetry was the opinion of Sándor Petőfi, one of the greatest Hungarian poets, whose best poems rank among the masterpieces of world literature”., Encyclopædia Britannica, 2012 edition
  28. Szalipszki, pg.12
    Refers to the country as "widely considered" to be a "home of music".
  29. UNWTO Tourism Highlights, 2016 Edition – World Tourism Organization. 2016. doi:10.18111/9789284418145. ISBN 9789284418145.
  30. "Search – Global Edition – The New York Times". International Herald Tribune. 29 March 2009. สืบค้นเมื่อ 20 September 2009.
  31. "Lake Balaton". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 2008-03-20.
  32. http://www.hungarianhistory.com/lib/transy/transy05.htm
  33. Tomasz Kamusella (2008). The Politics of Language and Nationalism in Modern Central Europe. Springer. p. 646. ISBN 9780230583474.
  34. Inalcik Halil: "The Ottoman Empire"
  35. "Ch7 A Short Demographic History of Hungary" (PDF). Archived from the original (PDF) on 4 February 2011. Retrieved 20 September 2009.
  36. Földmérési és Távérzékelési Intézet, Államhatárügyi Osztály
  37. "International organizations in Hungary". Ministry of Foreign Affairs. Retrieved 20 November 2016.
  38. "World Bank Country Classification". Archived from the original on 24 May 2008. Retrieved 30 September 2014.
  39. "The Atlas of Economic Complexity by @HarvardGrwthLab". atlas.cid.harvard.edu. 2018.
  40. "Hungary". International Monetary Fund. Retrieved 29 April 2017.
  41. "External trade surplus was EUR 604 million in December". Hungarian Central Statistical Office. 10 March 2016. Retrieved 10 March 2016.
  42. "GDP – composition, by end use". CIA World Factbook. 2016. Retrieved 11 March 2016.
  43. "Electronics". HIPA. Archived from the original on 23 October 2015. Retrieved 11 March 2016.
  44. "Unemployment rate decreased to 4.1%". Hungarian Central Statistical Office. Retrieved 26 October 2017.
  45. "Archivált másolat". Archived from the original on 2019-03-14. สืบค้นเมื่อ 2019-12-07.
  46. "Archivált másolat". Archived from the original on 2019-12-07. สืบค้นเมื่อ 2019-12-07.
  47. https://data.worldbank.org/indicator/NY.GDP.PCAP.PP.CD?locations=HU&view=chart%2C
  48. "Archivált másolat". Archived from the original on 2019-12-07. สืบค้นเมื่อ 2019-12-07.
  49. "Archivált másolat". Archived from the original on 2019-12-07. สืบค้นเมื่อ 2019-12-07.
  50. "Archivált másolat". Archived from the original on 2019-12-07. สืบค้นเมื่อ 2019-12-07.
  51. "Archivált másolat". Archived from the original on 2019-12-07. สืบค้นเมื่อ 2019-12-07.
  52. "Archivált másolat". Archived from the original on 2019-11-29. สืบค้นเมื่อ 2019-12-07.
  53. "Archivált másolat". Archived from the original on 2019-12-07. สืบค้นเมื่อ 2019-12-07.
  54. "Archivált másolat". Archived from the original on 2019-12-31. สืบค้นเมื่อ 2019-12-07.
  55. 55.0 55.1 55.2 "Archivált másolat". Archived from the original on 2019-12-07. สืบค้นเมื่อ 2019-12-07.
  56. "Archivált másolat". Archived from the original on 2019-12-07. สืบค้นเมื่อ 2019-12-08.
  57. https://en.wikipedia.org/wiki/Paprika
  58. "Magyarország talajai". Archived from the original on 2017-08-04. สืบค้นเมื่อ 2017-08-03.
  59. "Archivált másolat". Archived from the original on 2009-06-10. สืบค้นเมื่อ 2009-06-03.
  60. "Népesség a település jellege szerint, január 1. (1980–)". Központi Statisztikai Hivatal. สืบค้นเมื่อ 2020-4-7. Check date values in: |accessdate= (help)
  61. "Eurostat". Archived from the original on 2011-11-24. สืบค้นเมื่อ 2011-06-24.
  62. http://hdr.undp.org/en/countries/profiles/HUN Archived กรกฎาคม 21, 2019 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. |elérés=2014-11-02
  63. แม่แบบ:Citweb
  64. "Archivált másolat". Archived from the original on 2019-07-21. สืบค้นเมื่อ 2014-11-02.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข