สมัยระหว่างสงคราม

ในบริบทของประวัติศาสตร์ของศตวรรษที่ 20 สมัยระหว่างสงคราม(interwar period) เป็นช่วงเวลาระหว่างช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1918 และจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สองในเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 ช่วงเวลานี้ยังถูกเรียกกันว่า ระหว่างสงคราม

Map of Europe with numbered locations
New-York Tribune ได้พิมพ์แผนที่นี้ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1919, ของความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในทวีปยุโรปในปี ค.ศ. 1919, หนึ่งปีหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง:[1]
  1. สงครามประกาศอิสรภาพรัฐบอลติกในสงครามกลางเมืองรัสเซีย
  2. กองทัพขาวของนายพลยูเดนิช
  3. การแทรกแซงรัสเซียเหนือ
  4. กองทัพขาวของคอลชัคในไซบีเรีย
  5. กองทัพขาวของนายพล Denikin
  6. คณะกรรมาธิการยูเครนของนายพล Petlura
  7. สงครามโปแลนด์-โซเวียต
  8. ความตึงเครียดในไซลิเซีย ระหว่างโปแลนด์และเยอรมัน
  9. โรมาเนียยึดครองฮังการี
  10. Gabriele D'Annunzio's เข้ายึดแม่น้ำฟียูเม, ก่อตั้งเขตปกครองของผู้สำเร็จราชการอิตาลีแห่งคาร์นาโร
  11. ในอัลแบเนียประสบภาวะยุ่งเหยิงในการสู้รบของหลายฝ่ายที่เกิดขึ้น
  12. สงครามประกาศอิสรภาพตุรกี

แม้ช่วงเวลาที่ค่อนข้างที่สั้น ช่วงเวลานี้เป็นยุคของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญไปทั่วโลก เชื้อเพลิงปิโตเลียมและการใช้เครื่องจักรที่เกี่ยวข้องได้ขยายตัวมากขึ้นจนนำไปสู่ทเว็นตี้ร้องคำราม(Roaring Twenties) ช่วงเวลาของความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจและการเติบโตสำหรับชนชั้นกลางในอเมริกาเหนือ ยุโรป และส่วนอื่นๆของโลก รถยนต์, แสงไฟฟ้า วิทยุกระจายเสียง และอื่นๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดาในหมู่ประชากรในประเทศที่พัฒนาแล้ว ความเย้ายวนของยุคนี้ได้มีผลตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เป็นการล่มสลายทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนซึ่งเป็นความเสียหายรุนแรงต่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกหลายแห่ง

ในด้านการเมือง ยุคนี้ได้เกิดขึ้นพร้อมด้วยการกำเนิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการปฏิวัติเดือนตุลาคมและสงครามกลางเมืองรัสเซีย ในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสิ้นสุดลงด้วยการกำเนิดของลัทธิฟาสซิสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเยอรมนีและอิตาลี จีนนั้นอยู่ในท่ามกลางของช่วงเวลาอันยาวนานของความไม่มั่นคงและสงครามกลางเมืองระหว่างก๊กมินตั๋ง(พรรคชาตินิยมจีน)และพรรคคอมมิวนิสต์จีน จักรวรรดิบริติช ฝรั่งเศส และอื่นๆได้เผชิญความท้าทายของลัทธิจักรวรรดินิยม ที่ถูกมองว่าเป็นเชิงลบที่เพิ่มมากขึ้นในยุโรป และขบวนการเพื่อเรียกร้องเอกราชได้เกิดขึ้นในหลายดินแดนอาณานิคม ทางตอนใต้ของไอร์แลนด์ได้รับเอกราชภายหลังจากการสู้รบ

จักรวรรดิออตโตมัน ออสเตรีย-ฮังการี และเยอรมันได้ล่มสลายลง ในขณะที่ดินแดนอาณานิคมของจักรวรรดิเยอรมันและออตโตมันได้รับการจัดสรรแบ่งปันโดยท่ามกลางฝ่ายสัมพันธมิตร ภายใต้การนำโดยบริติชและฝรั่งเศส ด้านตะวันตกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซียได้แตกแยกออกจากกัน: เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ลัตเวีย ลิทัวเนีย และโปแลนด์ต่างได้กลายเป็นประเทศรัฐเอกราช ในขณะที่เบสซาราเบีย(ปัจจุบันคือมอลโดวา)ได้เลือกที่จะรวมเข้ากับโรมาเนีย

คอมมิวนิสต์รัสเซียสามารถเข้าควบคุมภูมิภาคของรัฐสลาฟตะวันออก เอเชียกลาง และคอเคซัส จึงก่อตั้งสหภาพโซเวียตขึ้นมา ไอร์แลนด์ได้ถูกแบ่งแยกระว่างรัฐเสรีไอร์แลนด์ที่ได้รับเอกราชและไอร์แลนด์ทางตอนเหนือที่ถูกควบคุมโดยบริติซ ในตะวันออกกลาง อียิปต์และอิรักได้รับเอกราช ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ประเทศลาตินอเมริกาได้ถูกโอนไปเป็นของบริษัทต่างชาติจำนวนมาก(โดยเฉพาะอเมริกัน) ในการประมูลราคาเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจในประเทศของตน ความปราถนาดินแดนของโซเวียต ญี่ปุ่น อิตาลี และเยอรมัน ได้นำไปสู่การขยายอาณาเขตของพวกเขาเอง

สมัยระหว่างสงครามได้สิ้นสุดลงในเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 พร้อมกับเยอรมันบุกครองโปแลนด์และจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง

อ้างอิงแก้ไข