บูดาเปสต์

(เปลี่ยนทางจาก กรุงบูดาเปสต์)

บูดาเปสต์ หรือ บูดอแป็ชต์ (อังกฤษ: Budapest; ฮังการี: Budapest, [ˈbudɒpɛʃt]) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในฮังการี[10]และเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 9 ในสหภาพยุโรปตามจำนวนประชากรในเขตเมือง[11] เมืองนี้มีประชากรประมาณ 1,752,286 บนพื้นที่ประมาณ 525 ตารางกิโลเมตร (203 ตารางไมล์)[12] บูดาเปสต์เป็นทั้งเมืองและมณฑลและเป็นศูนย์กลางของเขตเมืองบูดาเปสต์ซึ่งมีพื้นที่ 7,626 ตารางกิโลเมตร (2,944 ตารางไมล์) และมีประชากร 3,303,786 ซึ่งประกอบด้วย 33% ของประชากรฮังการี[13] [14]

บูดาเปสต์ (Budapest)
เมืองหลวง
เมืองหลวงของประเทศฮังการี
Budapest főváros
View from Gellért Hill to the Danube, Hungary - Budapest (28493220635).jpg
Heroes Square Budapest 2010 01 (cropped).jpg Budapest, St. Stephen's Basilica C16.jpg
Hungarian Parliament By River Danube.jpg View of Budapest Chain Bridge With Buda Castle In The Background.jpg
ตามเข็มนาฬิกาจากบนสุด: มหาวิหารเซนต์สตีเฟ่น (St. Stephen's Basilica), อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ (กรุงบูดาเปสต์) (Szabadság-szobor), ป้อมชาวประมง (Halászbástya), สะพานโซ่เซแช็นยี (Széchenyi lánchíd), อาคารรัฐสภาฮังการี (Országház) และ จัตุรัสวีรชน (Hősök tere)
ธงของบูดาเปสต์ (Budapest)
ธง
Coat of arms of Budapest
ตราอาร์ม
สมญา: 
หัวใจแห่งยุโรป ราชินีแห่งแม่น้ำดานูบ ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ เมืองหลวงแห่งอิสรภาพ เมืองหลวงของสปาและบ่ออาบน้ำร้อน เมืองหลวงแห่งเทศกาล
บูดาเปสต์ (Budapest) ตั้งอยู่ใน ฮังการี
บูดาเปสต์ (Budapest)
บูดาเปสต์ (Budapest)
ตำแหน่งในประเทศฮังการี
บูดาเปสต์ (Budapest) ตั้งอยู่ใน Europe
บูดาเปสต์ (Budapest)
บูดาเปสต์ (Budapest)
ตำแหน่งในทวีปยุโรป
พิกัดภูมิศาสตร์: 47°29′33″N 19°03′05″E / 47.49250°N 19.05139°E / 47.49250; 19.05139พิกัดภูมิศาสตร์: 47°29′33″N 19°03′05″E / 47.49250°N 19.05139°E / 47.49250; 19.05139
ประเทศ ฮังการี
Regionฮังการีกลาง
การรวมเมืองบูดอ โอบูดา และ แป็ชต์17 พฤษจิการยน ค.ศ.1873
โบโร
การปกครอง[2]
 • ประเภทMayor – Council
 • หน่วยงานGeneral Assembly of Budapest
 • นายกเทศมนตรีนายแกร์แก็ย คอราโช็นย์ (Gergely Karácsony)
พื้นที่[3]
 • เมืองหลวง525.2 ตร.กม. (202.8 ตร.ไมล์)
 • เขตเมือง2,538 ตร.กม. (980 ตร.ไมล์)
 • รวมปริมณฑล7,626 ตร.กม. (2,944 ตร.ไมล์)
ความสูง[6]ต่ำที่สุด (แม่น้ำดานูบ) 96 m สูงที่สุด ภูเขายาโน็ช (János-hegy) 527 เมตร เมตร (315 to 1,729 ฟุต)
ประชากร (2017)[7][8]
 • เมืองหลวง1,752,286[1] คน
 • อันดับ1st (9th in EU)
 • ความหนาแน่น3,388 คน/ตร.กม. (8,770 คน/ตร.ไมล์)
 • เขตเมือง2,978,067[5]
 • รวมปริมณฑล3,011,598[4]
เขตเวลาUTC+1 (CET)
 • ฤดูร้อน (เวลาออมแสง)UTC+2 (CEST)
Postal code(s)1011–1239
Area code1
รหัสไอเอสโอ 3166HU-BU
NUTS codeHU101
HDI (2018)0.901[9]very high · 1st
เว็บไซต์BudapestInfo Official
Government Official
ชื่อทางการBudapest, including the Banks of the Danube, the Buda Castle Quarter and Andrássy Avenue
เกณฑ์การคัดเลือกCultural: ii, iv
อ้างอิง400
จารึก1987 (11 session)
การขยาย2002
พื้นที่473.3 ha
เขตบัฟเฟอร์493.8 ha

บูดาเปสต์กลายเป็นเมืองที่มีอาณาเขตครอบคลุมทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำดานูบหลังจากการรวมกันของเมือง 3 เมือง ใน พ.ศ. 2416 (ค.ศ. 1873) โดยทางฝั่งขวา (ฝั่งตะวันตก) ได้แก่ เมืองบูดอ (Buda) และโอบูดอ (Óbuda) เข้ากับเมืองแป็ชต์ (Pest) ทางฝั่งซ้าย (ฝั่งตะวันออก) ประวัติความเป็นมาของบูดาเปสต์[15]เริ่มต้นเมื่อการตั้งถิ่นฐานของชาวเคลต์ในยุคแรก แล้วเปลี่ยนเป็นเมืองอาควินคัม (Aquincum)[16][17] ของโรมัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแพนโนเนียตอนล่าง[16] ชาวฮังการีเข้ามาในดินแดนในช่วงปลายศตวรรษที่ 9 ในการพิชิตที่ราบพันโนเนียของชาวฮังการี หลังจากนั้น พื้นที่ของบูดาเปสต์ในปัจจุบันถูกพวกมองโกลปล้นสะดม ระหว่างปี ค. ศ. 1241–42 หลังการถอยร่นทัพมองโกล กรุงบูดาที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของวัฒนธรรมมนุษยนิยม ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาช่วงศตวรรษที่ 15[18][19][20] หลังการพ่ายแพ้ของราชอาณาจักรฮังการียุทธการที่โมเฮ็คส์ ในปี ค.ศ.1526 ตามมาด้วยการปกครองของออตโตมันเกือบ 150 ปี[21] หลังจากการยึดบูดาคืนในปี ค.ศ.1686 ภูมิภาคนี้ได้เข้าสู่ยุคใหม่แห่งความรุ่งเรืองโดยเมืองบูดาเปสต์กลายเป็นเมืองที่เจริญระดับโลก หลังจากการรวมกันของเมืองบูดอ เมืองโอบูดอ และ เมืองแป็ชต์ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ.1873 บูดาเปสต์ยังกลายเป็นเมืองหลวงร่วมของจักรวรรดิออสเตรีย - ฮังการี[22] ซึ่งเป็นมหาอำนาจในยุโรปที่สลายไปในปี ค.ศ.1918 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมืองนี้เป็นจุดโฟกัสของการปฏิวัติฮังการีในปี ค.ศ.1848 การรบที่บูดาเปสต์ในปี ค.ศ.1945 และการปฏิวัติฮังการี ในปึ ค.ศ.1956 จากสหภาพโซเวียต[23][24]

บูดาเปสต์เป็นเมืองระดับโลกอัลฟ่า[25]ที่มีจุดแข็งในด้านการค้า การเงิน สื่อ ศิลปะ แฟชั่น การวิจัย เทคโนโลยีการศึกษา และ ความบันเทิง[26] [27] เป็นศูนย์กลางทางการเงินของฮังการีและได้รับการจัดอันดับให้เป็นนครที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองเร็วเป็นอันดับ 2 ในยุโรป[28] บูดาเปสต์เป็นสำนักงานใหญ่ของสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรป (European Institute of Innovation and Technology), European Police College และสำนักงานต่างประเทศแห่งแรกของสำนักงานส่งเสริมการลงทุนของจีน (China Investment Promotion Agency) วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยกว่า 40 แห่งตั้งอยู่ในบูดาเปสต์ รวมถึงมหาวิทยาลัยเอิตเวิช โลรานด์ (ELTE) มหาวิทยาลัย Semmelweis และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและเศรษฐศาสตร์บูดาเปสต์ (BME)

รถไฟใต้ดินบูดาเปสต์ซึ่งเปิดให้บริการในปี ค.ศ.1869 ให้บริการผู้โดยสารกว่า 1.27 ล้านคนต่อวัน ในขณะที่รถรางให้บริการผู้โดยสาร 1.08 ล้านคนต่อวัน พื้นที่ตอนกลางของบูดาเปสต์ริมแม่น้ำดานูบได้รับการจัดให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และมีอนุสรณ์สถานที่โดดเด่นหลายแห่งรวมถึงรัฐสภาฮังการี (Hungarian Parliament) และ ปราสาทบูดา (Buda Castle)[29] เมืองนี้ยังมีน้ำพุร้อนใต้พิภพราว 80 แห่ง[30] ระบบถ้ำน้ำร้อนที่ใหญ่ที่สุด[31] โบสถ์ที่ใหญ่เป็นอันดับสอง และ อาคารรัฐสภาที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก[32] บูดาเปสต์ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 12 ล้านคนต่อปี ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในยุโรป[33] เมืองนี้ได้รับเลือกให้เป็นจุดหมายปลายทางของยุโรปที่ดีที่สุดประจำปี 2019 ซึ่งเป็นผลสำรวจสำคัญที่จัดทำโดย EBD ซึ่งเป็นองค์กรการท่องเที่ยวที่เป็นพันธมิตรกับคณะกรรมาธิการยุโรป[34] นอกจากนี้ยังติดอันดับ Best European Destinations 2020 โดย Big7Media บูดาเปสต์ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่ดีที่สุดอันดับ 3 ของยุโรปในแบบสำรวจที่คล้ายกันซึ่งจัดทำโดย นิตยาสาร Which?[35]

นิรุกติศาสตร์แก้ไข

ประวัติศาสตร์แก้ไข

การตั้งถิ่นฐานครั้งแรกในดินแดนบูดาเปสต์มีขึ้นโดยชาวเคลต์ ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 1 ต่อมาดินแดนแห่งนี้ได้ถูกครอบครองโดยจักรวรรดิโรมัน การตั้งถิ่นฐานของชาวโรมันจึงมีขึ้นในแถบนี้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ในพื้นที่กรุงบูดาเปสต์ในปัจจุบัน โดยได้เริ่มมีการบันทึกโดยกองทหารโรมัน จักรวรรดิโรมันได้ก่อตั้งเมืองชื่อว่า เมืองอาควินคุม (Aquincum) ซึ่งกลายเป็นเมืองหลักของแคว้นพันโนเนียล่าง (Pannonia Inferior)โดยมีชื่อเมืองว่า อาควินคุม (Aquincum) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ ค.ศ.89 บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำดานูบ (ในพื้นที่โอบูดอ (Óbuda) ในปัจจุบัน) เมืองอาควินคัมจาก ค.ศ.106 ถึงต้นศตวรรษที่ 4 อาควินคุมกลายเป็นศูนย์กลางของแคว้นพันโนเนีย (Pannonia) ตอนล่าง ชาวโรมันสร้างถนน อัฒจันทร์ ห้องอาบน้ำ และ บ้านที่มีพื้นอุ่น ภายในค่ายทหารที่มีป้อมปราการแห่งนี้ โดยมีประชากรประมาณ 20,000 คน บางครั้งจักรพรรดิโรมันก็ไปเยี่ยมชมพระราชวังของผู้ว่าการรัฐที่สร้างขึ้นบนเกาะโอบูดอ (Óbuda-sziget) ในปัจจุบัน ในพื้นที่ของเมืองบูดาเปสต์ปัจจุบัน มีซากปรักหักพันซึ่งเคยเป็นที่ตั้งค่ายเสริมของจักรวรรดิโรมันหลายแห่ง (เช่น อาเบร์ทฟอลวอ (Albertfalva), คัมโปนา (Campona)) และป้อมปราการต่อต้าน (เช่น คอนตรา-อาควินคุม (Contra-Aquincum)) เมืองอาควินคุมของโรมันเป็นเมืองโรมันที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีที่สุดในฮังการี โบราณสถานแห่งนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีส่วนด้านในแบบเปิดโล่ง

ชนเผ่าฮังการีที่นำโดยผู้นำเผ่าอาร์พาด (Árpád) เดินทางบนหลังม้าออกจากบ้านเกิดเดิมทางตอนเหนือของบัลแกเรีย (เดิมต้นตระกูลของเผ่าฮังการี อยู่ในแถบเทือกเขาอูรัลในไซบีเรีย) โดยซาร์ซิเมียน (Tsar Simeon) หลังจากการรบที่บูห์ตอนใต้ (Battle of Southern Buh) ได้เข้ามาตั้งรกรากในดินแดนนี้ช่วงปลายศตวรรษที่ 9 โดยแทนที่ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวบัลแกเรียที่ตั้งถิ่นฐานในเมืองบูดาและเมืองแป็ชต์ และอีกหนึ่งศตวรรษต่อมา ชาวฮังการีจึงได้ก่อตั้งราชอาณาจักรฮังการีอย่างเป็นทางการ [18] การวิจัยระบุว่าที่อยู่อาศัยของราชวงศ์อาร์พาด (Árpád dynasty) เป็นจุดเริ่มต้นของอำนาจศูนย์กลางใกล้กับเขตกรุงบูดาเปสต์ในปัจจุบัน จากข้อมูลของอาโนนิมุส (Anonymus) หลังจากการพิชิตที่ราบพันโนเนีย ผู้นำเผ่าฮังการี นามว่า อาร์พาด (Árpád) ได้เลือกบูดอวาร็อต (Budavárat) อดีตเมืองของอัลติลาเดอะฮุน ผู้เป็นต้นตระกูล ให้เป็นที่พักของชนเผ่าของเขาเนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางของแอ่งที่ราบ ผู้นำเผ่าอาร์พาดถูกฝังที่นี่ในปี ค.ศ.907 ในแฟเฮแร็จฮาซ (Fehéregyház) ที่อยู่ใกล้เคียงกับปราสาทบูดอวาร์ ในปัจจุบัน บูดอวาร็อตเชื่อกันว่าอยู่ในเขตโอบูดอ (Óbuda) (แม้ว่าจะมีนักโบราณคดีบางคนที่ระบุว่าอยู่ที่ แป็ชต์ฮิแด็กคูต Pesthidegkút หรือในเทือกเขาปิลิช (Pilis hegység) ที่อยู่ใกล้เคียงก็ตาม)

กรุงบูดาเปสต์มีตำนานของบิชอปนามว่า แกลเลิร์ต (Bishop Gellért) ผู้ถูกลอบสังหารโดยกลุ่มกบฏนอกรีต ข้างภูเขาแกลเลิร์ต (Gellért-hegy) (หรือชื่อเดิมคือภูเขาแป็ชต์) โดยตามตำนานเขาแทงและถูกกระแทกลงมาจากเนินเขาในถังไม้

การรุกรานของเผ่าตาตาร์ในศตวรรษที่ 13 ทำให้ชาวฮังการีได้ตระหนักถึงความสำคัญในการปกป้องพรมแดนของที่ราบพันโนเนียให้แน่นหนายิ่งขึ้น กษัตริย์เบลอที่ 4 แห่งฮังการี จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างกำแพงหินเสริมรอบเมืองต่างๆ และตั้งพระราชวังของพระองค์เองไว้บนยอดเนินเขาบูดอ ในปี ค.ศ. 1361 กรุงบูดาจึงได้กลายเป็นเมืองหลวงของฮังการีอย่างเป็นทางการนับแต่นั้น บทบาททางวัฒนธรรมของบูดอมีความสำคัญอย่างยิ่งในรัชสมัยของกษัตริย์แมทเธียส คอร์วินุส (Matthias Corvinus) โดยวัฒนธรรมในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของอิตาลี มีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาทางศิลปวัฒนธรรมในกรุงบูดาเปสต์ ห้องสมุดของกษัตริย์แมทเธียส คอร์วินุส ที่มีชื่อว่า บิบลิโอเธกา คอร์วิเนียนา (Bibliotheca Corviniana) เป็นแหล่งรวบรวมพงศาวดารประวัติศาสตร์และผลงานทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปในศตวรรษที่ 15 และมีขนาดเป็นอันดับสองรองจากหอสมุดวาติกันเท่านั้น หลังจากการก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮังการีแห่งแรกในเมืองเปช ในปี ค.ศ.1367 (มหาวิทยาลัยเปช University of Pécs) มหาวิทยาลัยแห่งที่สองได้รับการจัดตั้งขึ้นในโอบูดอ (Óbuda) ในปี ค.ศ.1395 (มหาวิทยาลัยโอบูดอ University of Óbuda) หนังสือฮังการีเล่มแรกพิมพ์ในบูดอในปี ค.ศ. 1473 บูดอมีประชากรประมาณ 5,000 คน ในปี ค.ศ.1500 ในปี ค.ศ.1686 จักรวรรดิออตโตมันพิชิตบูดอได้ในในปี ค.ศ.1526 และ1529 จนในที่สุดก็เข้ายึดครองในปี ค.ศ.1541 การปกครองของจักรวรรดิออตโตมันกินเวลานานกว่า 150 ปี ชาวเติร์กได้สร้างสถานที่อาบน้ำที่โดดเด่นมากมายภายในเมือง ห้องอาบน้ำบางแห่งที่ชาวเติร์กสร้างขึ้นระหว่างการปกครอง ยังคงใช้งานได้ในอีก 500 ปีต่อมา เช่น โรงอาบน้ำรูดอช (Rudas Baths) และ โรงอาบน้ำคิราย (Király Baths) ในปี ค.ศ.1547 จำนวนชาวคริสเตียนในเขตบูดาเปสต์ ลดลงเหลือหลักพัน และในปี ค.ศ.1647 ก็ลดลงเหลือเพียงประมาณ 70 คน ส่วนทางตะวันตกของที่ราบที่ไม่มีคนปกครอง ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ฮับส์บูร์กในฐานะราชวงศ์ผู้ปกครองฮังการี

ในปี ค.ศ.1686 สองปีหลังจากการปิดล้อมบูดอที่ไม่ประสบความสำเร็จ การบุกครั้งใหม่ได้เริ่มขึ้น เพื่อยึดคืนเมืองหลวงของฮังการี คราวนี้กองทัพของโฮลีลีก (Holy League) มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าโดยมีทหารกว่า 74,000 คน ประกอบด้วย ชาวเยอรมัน โครเอเชีย ดัตช์ ฮังการี อังกฤษ สเปน เช็ก อิตาลี ฝรั่งเศส เบอร์กันดี เดนมาร์ก และ สวีเดน รวมทั้งชาวยุโรปอื่น ๆ ในฐานะทหารอาสาสมัคร ทหารปืนใหญ่และเจ้าหน้าที่ กองกำลังชาวคริสต์ได้ยึดเมืองบูดอ และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดินแดนฮังการีในอดีตทั้งหมดยกเว้นพื้นที่ใกล้เมืองทิมิโซอารา ได้ถูกยึดคืนจากพวกเติร์กทั้งหมด มีการลงนามยินยอมคืนดินแดนที่ราบพันโนเนีย ในสนธิสัญญาคาร์โลวิทซ์ (Karlowitz) ในปี ค.ศ.1699 เป็นยอมรับอย่างเป็นทางการว่าแสดงการสิ้นสุดการปกครองที่ราบพันโนเนียของจักรวรรดิออตโตมัน และในปี ค.ศ. 1718 ราชอาณาจักรฮังการีทั้งหมด รวมทั้งเมืองทิมิโซอารา ก็เป็นอิสระจากการปกครองของพวกออตโตมันในที่สุด

ภูมิศาสตร์แก้ไข

ภูมิประเทศแก้ไข

 
ภูมิประเทศภาพถ่ายดาวเทียมใจกลางกรุงบูดาเปสต์ (Budapest metropolitan area)

บูดาเปสต์ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ณ ศูนย์กลางของที่ราบพันโนเนีย ตั้งอยู่บนเส้นทางโบราณที่เชื่อมระหว่างเนินเขาทรานส์ดานูเบียกับที่ราบใหญ่ฮังการี หากเดินทางด้วยถนน กรุงบูดาเปสต์จะมีระยะห่างจากกรุงเวียนนาไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 216 กิโลเมตร (339 ไมล์) ห่างจากกรุงวอร์ซอไปทางทิศใต้ 545 กิโลเมตร (339 ไมล์) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงมอสโก 1,565 กิโลเมตร (697 ไมล์) ห่างไปทางทิศเหนือของกรุงเอเธนส์  1,122 กิโลเมตร (697 ไมล์) ห่างจากกรุงมิลานไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 788 กิโลเมตร (490 ไมล์) และห่างจากกรุงปรากของสาธารณรัฐเช็กไป 443 กิโลเมตร (275 ไมล์) ทางตะวันออกเฉียงใต้[36]

กรุงบูดาเปสต์มีพื้นที่ 525 ตารางกิโลเมตร (203 ตารางไมล์) ตั้งอยู่ในเขตฮังการีตอนกลาง (Közép-Magyarország) กรุงบูดาเปสต์ถูกล้อมรอบด้วยเขตที่อยู่อาศัยในเทศมณฑลแป็ชต์ (Pest megye)[37] กรุงบูดาเปสต์มีการขยายตัวออกจากศูนย์กลางเป็นระยะทาง 25 และ 29 กม. (16 และ 18 ไมล์) ในทิศทางเหนือ - ใต้และ ตะวันออก - ตะวันตก ตามลำดับ แม่น้ำดานูบไหลเข้าสู่เมืองจากทางเหนือ ซึ่งล้อมรอบเกาะกลางน้ำสองเกาะ คือเกาะโอบูดา และเกาะมากาเร็ต เกาะที่สาม คือ เกาะแชแป็ล (Csepel Island) เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะบูดาเปสต์ดานูบ (Budapest Danube islands) แต่การแบ่งเขตของเกาะนี้ มีเพียงปลายทางเหนือสุดเท่านั้นที่อยู่ในเขตเมือง แม่น้ำที่แยกทั้งสองส่วนของเมืองมีความกว้าง 230 ม. ที่จุดที่แคบที่สุดในบูดาเปสต์ เขตแป็ชตจ์ (Pest) ทางตะวันออกของเมือง ตั้งอยู่บนที่ราบฮังการีใหญ่ ส่วนทางบูดา (Buda) ฝั่งเมืองตะวันตกค่อนข้างเป็นเนินเขาสลับซับซ้อน[38]

เมื่อถึงจุดนี้ ณ เมืองบูดาเปสต์ แม่น้ำดานูบจะมีการเลี้ยวย้อนมาทางใต้ (จากเดิมไหลไปทางตะวันออก ในประเทศสโลวาเกีย) เนื่องจากมีเกาะเล็ก ๆ อยู่กลางแม่น้ำ เมืองนี้มีความแตกต่างทางภูมิประเทศ: เมืองบูดาถูกสร้างขึ้นบนระเบียงแม่น้ำที่สูงขึ้นและมีเนินเขาทางด้านตะวันตก ในขณะที่เมืองแป็ชต์ที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก แผ่กระจายออกไปบนที่ราบและมีลักษณะเป็นดินทรายบนฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ ภูมิประเทศของเมืองแป็ชต์ มีการขยายเพิ่มขึ้น โดยมีการไล่ระดับไปทางตะวันออกเล็กน้อย ส่วนทางตะวันออกสุดของเมืองแป็ชต์ อยู่ที่ระดับความสูงเดียวกันกับเนินเขาที่เล็กที่สุดของเมืองบูดา (Gellért Hill และ Castle Hill)[39]

เนินเขาของเมืองบูดา ประกอบด้วยหินปูนและโดโลไมต์เป็นส่วนใหญ่ น้ำที่ไหลผ่านสร้างระบบถ้ำหินงอกหินย้อย (speleothems) ขึ้นภายในหุ่บเหบเขา โดยระบบถ้ำที่มีชื่อเสียงที่สุดคือถ้ำปาลเวิดยิ (Pálvölgyi) (ความยาวรวม 7,200 ม. หรือ 23,600 ฟุต) และถ้ำแซมเลอแฮ็ดยิ (Szemlőhegyi) (ความยาวรวม 2,200 ม. หรือ 7,200 ฟุต) เนินเขาก่อตัวขึ้นในยุคไทรแอสซิก จุดที่สูงที่สุดของเนินเขาและบูดาเปสต์คือ ภูเขายาโน็ช (János-้hegy) สูงจากระดับน้ำทะเล 527 เมตร (1,729 ฟุต) จุดต่ำสุดคือแนวของแม่น้ำดานูบซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 96 เมตร (315 ฟุต) บูดาเปสต์ยังอุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว จากพื้นที่ 525 ตารางกิโลเมตร (203 ตารางไมล์) ของเมืองนั้น 83 ตารางกิโลเมตร (32 ตารางไมล์) เป็นพื้นที่สีเขียว[40] ซึ่งประกอบด้วยสวนสาธารณะและป่าไม้ ป่าของเนินเขาบูดาได้รับการคุ้มครองทางสิ่งแวดล้อม[41]

ความสำคัญของเมืองในแง่ของการจราจรนั้นสำคัญมาก เนื่องจากถนนสายหลักในยุโรป (European roads) และเส้นทางรถไฟในยุโรป (European railway) หลายสายนำไปสู่บูดาเปสต์[42] แม่น้ำดานูบเป็นทางน้ำที่สำคัญและภูมิภาคนี้ในใจกลางของที่ราบพันโนเนียนั้นตั้งอยู่บนถนนเส้นทางการค้า[43] บูดาเปสต์เป็นหนึ่งในสามเมืองหลวงของโลกที่มีบ่อน้ำพุร้อน (อีกแห่งคือ กรุงเรคยาวิก ประเทศไอซ์แลนด์ และ กรุงโซเฟีย ประเทศบัลแกเรีย) น้ำพุร้อน 125 แห่งผลิตน้ำร้อนได้ 70 ล้านลิตร (15,000,000 แกลลอนหรือ 18,000,000 แกลลอนสหรัฐ) ต่อวัน โดยน้ำร้อนมีอุณหภูมิสูงถึง 58 องศาเซลเซียส น้ำเหล่านี้บางส่วนมีฤทธิ์ทางยาเนื่องจากมีแร่ธาตุที่มีคุณค่าทางการแพทย์[42]

ภูมิอากาศแก้ไข

กรุงบูดาเปสต์มีสภาพภูมิอากาศแบบภาคพื้นทวีปชื้น (การแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิพเพิน อยู่ในโซน Cfa-Cfb-Dfa-Dfb) โดยมีฤดูหนาวที่ค่อนข้างเย็นและฤดูร้อนที่อบอุ่น ตามข้อมูลภูมิอากาศในปี ค.ศ.1971-2000 เมื่อใช้ไอโซเทอร์ม 0 °C [44] ในฤดูหนาว (พฤศจิกายนถึงต้นเดือนมีนาคม) กรุงบูดาเปสต์มีอากาศหนาวเย็นและเมืองได้รับแสงแดดเพียงเล็กน้อย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีหิมะตกค่อนข้างบ่อยในเมืองและมีอุณหภูมิในตอนกลางคืนที่ -10 ° C (14 ° F) เป็นปรกติ ระหว่างกลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคมและเมษายน) จะเห็นสภาพที่แปรปรวน โดยอุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อยู่ไม่คงที่ มีฝนตกบ้างประปราย ฤดูร้อนอันยาวนานของบูดาเปสต์ มีความยาวตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกันยายน โดยมีอากาศอบอุ่นหรืออบอุ่นมาก นอกจากนี้ยังมีฝนตกหนักอย่างกะทันหันโดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ฤดูใบไม้ร่วงในกรุงบูดาเปสต์ (กลางเดือนกันยายนถึงปลายเดือนตุลาคม) มีฝนเล็กน้อยและมีแดดจัดเป็นเวลานาน โดยมีอุณหภูมิปานกลาง อุณหภูมิมักจะหนาวเย็นลงอย่างกะทันหันในช่วงปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน

ปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีในบูดาเปสต์อยู่ที่ประมาณ 23.5 นิ้ว (596.9 มม.) โดยเฉลี่ยมีฝนตก 84 วันและมีแสงแดด 1988 ชั่วโมง (จาก 4383 ชั่วโมงที่เป็นไปได้) ในแต่ละปี [45][46]ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนตุลาคมปริมาณแสงแดดโดยเฉลี่ยจะเท่ากับประมาณที่เห็นในอิตาลีตอนเหนือ (เมืองเวนิส)

เมืองตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างโซนความแข็งแกร่ง (hardiness zone) (โซนภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม) โซน 6 และโซน 7  [47][48]

ข้อมูลภูมิอากาศของBudapest, 1971–2010
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 18.1
(64.6)
19.7
(67.5)
25.4
(77.7)
30.2
(86.4)
34.0
(93.2)
39.5
(103.1)
40.7
(105.3)
39.4
(102.9)
35.2
(95.4)
30.8
(87.4)
22.6
(72.7)
19.3
(66.7)
40.7
(105.3)
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 2.9
(37.2)
5.5
(41.9)
10.6
(51.1)
16.4
(61.5)
21.9
(71.4)
24.6
(76.3)
26.7
(80.1)
26.6
(79.9)
21.6
(70.9)
15.4
(59.7)
7.7
(45.9)
4.0
(39.2)
15.3
(59.5)
อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) 0.4
(32.7)
2.3
(36.1)
6.1
(43)
12.0
(53.6)
16.6
(61.9)
19.7
(67.5)
22.3
(72.1)
21.2
(70.2)
16.9
(62.4)
11.8
(53.2)
5.4
(41.7)
1.8
(35.2)
11.3
(52.3)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) -1.6
(29.1)
0.0
(32)
3.5
(38.3)
7.6
(45.7)
12.1
(53.8)
15.1
(59.2)
16.8
(62.2)
16.5
(61.7)
12.8
(55)
7.9
(46.2)
2.9
(37.2)
0.0
(32)
7.8
(46)
อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึก °C (°F) -25.6
(-14.1)
-23.4
(-10.1)
-15.1
(4.8)
-4.6
(23.7)
-1.6
(29.1)
3.0
(37.4)
5.9
(42.6)
5.0
(41)
-3.1
(26.4)
-9.5
(14.9)
-16.4
(2.5)
-20.8
(-5.4)
-25.6
(-14.1)
หยาดน้ำฟ้า มม (นิ้ว) 37
(1.46)
29
(1.14)
30
(1.18)
42
(1.65)
62
(2.44)
63
(2.48)
45
(1.77)
49
(1.93)
40
(1.57)
39
(1.54)
53
(2.09)
43
(1.69)
532
(20.94)
ความชื้นร้อยละ 79 74 66 59 61 61 59 61 67 72 78 80 68.1
วันที่มีหยาดน้ำฟ้าโดยเฉลี่ย 7.3 6.1 6.4 6.6 8.6 8.7 7.2 6.9 5.9 5.3 7.8 7.2 84
จำนวนชั่วโมงที่มีแดด 62 93 137 177 234 250 271 255 187 141 69 52 1,988
แหล่งที่มา: Hungarian Meteorological Service[49] and Weather Atlas[50]

สถาปัตยกรรมแก้ไข

ภาพทิวทัศน์ในยามค่ำคืน ซึ่งจะเห็นโบสถ์มัทธีอัส ปราสาทบูดา สะพานแขวน Széchenyi และรัฐสภา

เขตปกครองแก้ไข

ประชากรศาสตร์แก้ไข

ชาติพันธุ์แก้ไข

ศาสนาแก้ไข

เศรษฐกิจแก้ไข

การเงินและบริษัทมหาชนแก้ไข

การเมืองการปกครองแก้ไข

การบริหารเมืองแก้ไข

การท่องเที่ยวแก้ไข

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแก้ไข

จตุรัสแก้ไข

สวนสาธารณะแก้ไข

เกาะกลางน้ำแก้ไข

สปาแก้ไข

โครงสร้างพื้นฐานและขนส่งสาธารณะแก้ไข

สนามบินแก้ไข

ระบบขนส่งสาธารณะแก้ไข

ถนนและรางรถไฟแก้ไข

สถานีแก้ไข

วัฒนธรรมแก้ไข

พิพิธภัณฑ์และนิทรรศการแก้ไข

หอสมุดแก้ไข

โรงละครแก้ไข

เทศกาลแก้ไข

แฟชั่นแก้ไข

สื่อแก้ไข

อาหารแก้ไข

กีฬาแก้ไข

การศึกษาแก้ไข

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศแก้ไข

รูปภาพแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Population by type of settlement – annually". Hungarian Central Statistical Office. 12 April 2016. สืบค้นเมื่อ 12 April 2016.
  2. "The Municipality of Budapest (official)". 11 September 2014. สืบค้นเมื่อ 11 September 2014.
  3. "Budapest". Encyclopædia Britannica. 11 September 2014. สืบค้นเมื่อ 11 September 2014.
  4. "Metropolitan Area Populations". Eurostat. 21 October 2019. สืบค้นเมื่อ 18 November 2019.
  5. "Functional Urban Areas – Population on 1 January by age groups and sex, 2018". Eurostat. 2019. สืบค้นเมื่อ 18 November 2019.
  6. "Best view in Budapest from the city's highest hilltop". stay.com – Budapest. 11 September 2014. Archived from the original on 23 June 2010. สืบค้นเมื่อ 11 September 2014.
  7. "Gazetteer of Hungary, Hungarian Central Statistical Office, 2012" (PDF). สืบค้นเมื่อ 2 October 2013.
  8. "Budapest City Review". Euromonitor International. December 2017. สืบค้นเมื่อ 8 May 2014.
  9. https://globaldatalab.org/shdi/shdi/HUN/?interpolation=0&extrapolation=0&nearest_real=0&years=2018
  10. https://en.wikipedia.org/wiki/Largest_cities_of_the_European_Union_by_population_within_city_limits
  11. Bachmann, Helena (18 March 2002). "Beauty and the Feast". Time. สืบค้นเมื่อ 22 May 2008.
  12. Török, András. "Budapest". Encarta. Archived from the original on 29 October 2009. สืบค้นเมื่อ 6 April 2008.
  13. "About Budapest Transport Association". Archived from the original on 14 October 2008. สืบค้นเมื่อ 1 June 2016. "About Budapest Transport Association". Archived from the original on 14 October 2008. สืบค้นเมื่อ 1 June 2016.
  14. "telep lista" (PDF). Archived from the original (PDF) on 25 November 2006. สืบค้นเมื่อ 1 June 2016. "telep lista" (PDF). Archived from the original (PDF) on 25 November 2006. สืบค้นเมื่อ 1 June 2016.
  15. history of Budapest
  16. 16.0 16.1 "Aquincum". Encyclopædia Britannica. 2008.
  17. Sugar, Peter F.; Péter Hanák; Tibor Frank (1990). "Hungary before the Hungarian Conquest". A History of Hungary. Indiana University Press. p. 3. ISBN 0-253-20867-X.
  18. Nagy, Balázs; Rady, Martyn; Szende, Katalin; Vadas, András (2016). Medieval Buda in Context. Leiden, Boston: Brill. ISBN 9789004307674. OCLC 1030542604.
  19. Drake, Miriam A. (2003). "Eastern Europe, England and Spain". Encyclopedia of Library and Information Science. CRC Press. p. 2498. ISBN 0-8247-2080-6. สืบค้นเมื่อ 22 May 2008.
  20. Casmir, Fred L. (1995). "Hungarian culture in communication". Communication in Eastern Europe: The Role of History, Culture, and media in contemporary conflicts. Lawrence Erlbaum Associates. p. 122. ISBN 0-8058-1625-9. สืบค้นเมื่อ 21 May 2008.
  21. Molnar, A Concise History of Hungary, Chronology pp. 15
  22. Alexander Watson, Ring of Steel: Germany and Austria-Hungary at War, 1914–1918 (2014). pp 536–40.: In the capital cities of Vienna and Budapest, the leftist and liberal movements and opposition parties strengthened and supported the separatism of ethnic minorities.
  23. UN General Assembly Special Committee on the Problem of Hungary (1957) "Chapter II.C, para 58 (p. 20)" (PDF). (1.47 MB)
  24. John Lukacs (1994). Budapest 1900: A Historical Portrait of a City and Its Culture. Grove Press. p. 222. ISBN 978-0-8021-3250-5.
  25. https://en.wikipedia.org/wiki/Globalization_and_World_Cities_Research_Network#Alpha_%E2%88%92
  26. "Hungary: Emerging Economic Power In Central And Eastern Europe". Thomas White International. Archived from the original on 10 October 2017. สืบค้นเมื่อ 18 June 2017.
  27. "Globalization and World Cities (GaWC) Research Network, Loughborough University". lboro.ac.uk. 24 April 2017. สืบค้นเมื่อ 24 May 2017.
  28. "Budapest Europe's Second Fastest-Developing Urban Economy, Study Reveals – The study examines the development of the world's 300 largest urban economies, ranking them according to the pace of development". Brookings Institution. 23 January 2015. สืบค้นเมื่อ 8 March 2016.
  29. "World Heritage Committee Inscribes 9 New Sites on the World Heritage List". Unesco World Heritage Centre. สืบค้นเมื่อ 31 January 2008.
  30. "Hungary's, Budapest's and Balaton's Guide: Budapest's spas: Gellért, Király, Rác, Ru..'l'; l;lldas, Széchenyi, Lukács". Guideviaggi.net. Archived from the original on 28 September 2008. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009.
  31. "Big underground thermal lake unveiled in Budapest, Hungary". Tvnz.co.nz. 19 November 2008. Archived from the original on 27 November 2009. สืบค้นเมื่อ 7 July 2009.
  32. "The Parliament of Hungary is the world's third largest Parliament building". visitbudapest.travel. Archived from the original on 2 July 2017. สืบค้นเมื่อ 25 June 2017.
  33. "Euromonitor International's top city destinations ranking". Euromonitor. สืบค้นเมื่อ 17 October 2019.
  34. Subscribe. "Best places to travel in 2019". Europe's Best Destinations. สืบค้นเมื่อ 24 October 2019.
  35. "Best City Breaks in Europe". Which?. สืบค้นเมื่อ 24 October 2019.
  36. "Budapest". Google Maps. สืบค้นเมื่อ 4 December 2014.
  37. Péter, Laszlo (21 November 2013). "Budapest". Encyclopædia Britannica. สืบค้นเมื่อ 4 December 2014.
  38. Török, András. "Budapest". Encarta. Archived from the original on 29 October 2009. สืบค้นเมื่อ 6 April 2008.
  39. "General information – Geography". Budapest.com. สืบค้นเมื่อ 6 July 2017.
  40. "Geography of Budapest". Budapest Tourist Info. สืบค้นเมื่อ 4 December 2014.
  41. "Protected Landscape Area of Buda". Duna-Ipoly National Park Directorate. สืบค้นเมื่อ 6 July 2017.
  42. 42.0 42.1 "General information – Geography". Budapest.com. สืบค้นเมื่อ 6 July 2017.
  43. "Geography of Budapest". Budapest Pocket Guide. Archived from the original on 14 February 2015. สืบค้นเมื่อ 4 December 2014.
  44. Peel, M. C.; Finlayson, B. L.; McMahon, T. A. "World Map of Köppen-Geiger climate classification". The University of Melbourne. สืบค้นเมื่อ 26 April 2013 – โดยทาง WikiMedia commons.
  45. "Climate Budapest – Hungary". Climatedata.eu. Archived from the original on 3 May 2015. สืบค้นเมื่อ 4 December 2014.
  46. "Sunshine & Daylight Hours in Budapest, Hungary". climatemps.com. Archived from the original on 22 February 2015. สืบค้นเมื่อ 4 December 2014.
  47. "Hardiness zone – Gardenology.org – Plant Encyclopedia and Gardening wiki". Gardenology.org. สืบค้นเมื่อ 13 October 2012.
  48. "Europa Hardiness zone map". Backyardgardener.com. สืบค้นเมื่อ 13 October 2012.
  49. "Monthly Averages for Budapest, Hungary (based on data from 1970 to 2010)". Hungarian Meteorological Service.
  50. d.o.o, Yu Media Group. "Budapest, Hungary – Detailed climate information and monthly weather forecast". Weather Atlas. สืบค้นเมื่อ 3 July 2019.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข