ประเทศอิตาลี

สาธารณรัฐในยุโรปใต้
บทความนี้เกี่ยวกับประเทศในทวีปยุโรป สำหรับความหมายอื่น ดูที่ อิตาลี (แก้ความกำกวม)

อิตาลี (อังกฤษ: Italy; อิตาลี: Italia อิตาเลีย) มีชื่อทางการคือ สาธารณรัฐอิตาลี (อังกฤษ: Italian Republic; อิตาลี: Repubblica italiana) เป็นประเทศในทวีปยุโรป ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอิตาลีและถูกคั่นไว้ด้วยเทือกเขาแอลป์ทางตอนเหนือ ทางภูมิศาสตร์จัดอยู่ในยุโรปตะวันตก[5][6] อิตาลีเป็นรัฐเดี่ยวซึ่งปกครองด้วยรูปแบบสาธารณรัฐระบบรัฐสภา มีเมืองหลวงและเมืองใหญ่สุดคือกรุงโรม แต่เมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจคือนครมิลาน อิตาลีมีพื้นที่ทั้งหมด 301,340 ตารางกิโลเมตร มีพรมแดนติดกับประเทศฝรั่งเศส, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์, ประเทศออสเตรีย, ประเทศสโลวีเนีย และมีประเทศอิสระขนาดเล็กตั้งอยู่ภายในได้แก่นครรัฐวาติกันและประเทศซานมารีโน อิตาลีมีประชากรทั้งหมดราว 60 ล้านคน ถือเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสี่ของยุโรป รองจากเยอรมนี, ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร

สาธารณรัฐอิตาลี

Repubblica italiana (อิตาลี)
เพลงชาติIl Canto degli Italiani (อิตาลี)
"เพลงแห่งชาวอิตาลี"
- ที่ตั้งของประเทศอิตาลี (สีเขียวเข้ม) - ทวีปยุโรป (สีเขียวและสีเทาเข้ม) - ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (สีเขียว)
- ที่ตั้งของประเทศอิตาลี (สีเขียวเข้ม)
- ทวีปยุโรป (สีเขียวและสีเทาเข้ม)
- ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (สีเขียว)
เมืองหลวง
และ ใหญ่สุด
โรม
ภาษาราชการภาษาอิตาลี
การปกครองรัฐเดี่ยว ระบบรัฐสภา สาธารณรัฐรัฐธรรมนูญ
แซร์โจ มัตตาเรลลา
มารีโย ดรากี
สถาปนาเป็น
17 มีนาคม ค.ศ. 1861
• สาธารณรัฐอิตาลี
2 มิถุนายน ค.ศ. 1946
พื้นที่
• รวม
301,338 ตารางกิโลเมตร (116,347 ตารางไมล์) (71)
2.4
ประชากร
• 2558 ประมาณ
60,665,551[1] (23)
• สำมะโนประชากร 2554
59,570,581[2]
201.8 ต่อตารางกิโลเมตร (522.7 ต่อตารางไมล์) (61)
จีดีพี (อำนาจซื้อ)2560 (ประมาณ)
• รวม
$ 2.307 ล้านล้าน
$ 37,970
จีดีพี (ราคาตลาด)2560 (ประมาณ)
• รวม
$ 1.921 ล้านล้าน
$ 31,618
จีนี (2561)positive decrease 33.4[3]
ปานกลาง
HDI (2562)เพิ่มขึ้น 0.892[4]
สูงมาก · อันดับที่ 29
สกุลเงินยูโร (€) 2 (EUR)
เขตเวลาUTC+1 (CET)
• ฤดูร้อน (DST)
UTC+2 (CEST)
รหัสโทรศัพท์39
โดเมนบนสุด.it
1 ภาษาเยอรมันเป็นภาษาทางการที่ 2 ของแคว้นเตรนตีโน-อัลโตอาดีเจ และยังมีชนกลุ่มน้อยทางภาษาอีก 11 กลุ่ม (เช่น แคว้นวัลเลดอสต์ พูดภาษาฝรั่งเศส ที่มีการยอมรับจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายอิตาลี
2 ก่อนหน้า พ.ศ. 2542: ลีราอิตาลี

เนื่องจากอิตาลีตั้งอยู่ตอนกลางใต้ทวีปยุโรปและอยู่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จึงมีภูมิอากาศที่อบอุ่นกว่าส่วนอื่นของยุโรป ทำเลที่ตั้งของอิตาลียังเอื้ออำนวยต่อการค้าขายทางทะเลมาตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นถิ่นกำเนิดของอารยธรรมสำคัญของโลกนับไม่ถ้วน ชนเผ่าอิตาลีที่เรียกว่าชาวละตินได้สถาปนาราชอาณาจักรโรมันขึ้นในศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล และต่อมาได้ปฏิรูปเป็นสาธารณรัฐโรมันซึ่งปกครองในระบบวุฒิสภาและประชาชน สาธารณรัฐโรมันได้เข้าพิชิตและครอบงำอาณาจักรเพื่อนบ้านในคาบสมุทรอิตาลี อิทธิพลของกรุงโรมได้แผ่ขยายไปในยุโรป, แอฟริกาเหนือ และเอเชีย ยามเข้าสู่คริสต์ศตวรรษแรก จักรวรรดิโรมันได้กลายเป็นมหาอำนาจในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียน มีอำนาจนำทั้งในด้านเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม และศาสนา ถือเป็นยุคที่เรียกว่าสันติภาพโรมันซึ่งดำเนินติดต่อกันกว่าสองร้อยปี ในยุคแห่งสันตินี้เอง ที่ได้มีการพัฒนาระบบกฎหมาย, องค์ความรู้, ศิลปะ, เทคโนโลยี และวรรณกรรม[7][8]

ในปัจจุบัน อิตาลีถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและทางเศรษฐกิจมากที่สุดชาติหนึ่งของโลก[9][10] โดยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 8 ของโลก (และอันดับที่ 3 ในสหภาพยุโรป) หากวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)[11] รวมทั้งมีทองคำสำรองในธนาคารมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก และถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตสูง[12]จากการมีระบบการศึกษาและการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพที่สุดชาติหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกในแง่ของการทหาร, การทูต, การค้า และอุตสาหกรรมการผลิตมากมาย โดยอิตาลีมีขนาดกองทัพที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของโลก[13] อิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นสมาชิกชั้นนำของสหภาพยุโรป และยังเป็นสมาชิกขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงองค์การสหประชาชาติ, เนโท, องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ, องค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป, องค์การการค้าโลก, กลุ่ม 7, กลุ่ม 20, สหภาพเพื่อเมดิเตอร์เรเนียน, สภายุโรป, เชงเกนและอีกมากมาย

อิตาลียังถือเป็นต้นกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์และการค้นพบทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากมาย รวมทั้งเป็นศูนย์กลางระดับโลกของศิลปะ[14], ดนตรี, วรรณกรรม, ปรัชญา และแฟชั่น[15] และมีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการบันเทิงโลกและยังมีส่วนสนับสนุนในด้านภาพยนตร์[16] อีกทั้งยังมีจุดเด่นในด้านอาหาร, กีฬา[17], การธนาคารและธุรกิจ และเป็นแหล่งสะท้อนความมั่งคั่งทางวัฒนธรรม โดยอิตาลีมีแหล่งมรดกโลกจำนวนมากที่สุดในโลกเท่ากับประเทศจีน[18][19][20] และเป็นประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนมากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก[21]

ภูมิศาสตร์แก้ไข

 
ภาพถ่ายดาวเทียมประเทศอิตาลี
 
ยอดเขามงบล็อง ภูเขาที่สูงที่สุดในอิตาลีและยุโรปตะวันตก

ภูมิประเทศแก้ไข

ประเทศอิตาลีตั้งอยู่บนคาบสมุทรอิตาลี ถูกล้อมรอบด้วยทะเลในทุก ๆ ด้านยกเว้นด้านเหนือ โดยอาณาเขตทางทิศเหนือติดต่อกับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์และออสเตรียอันมีเทือกเขาแอลป์กั้นแบ่ง ในเทือกเขาแห่งนี้มีภูเขาที่สูงที่สุดในยุโรปตะวันตก คือภูเขามอนเตบีอังโก (อิตาลี: Monte Bianco) ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี เทือกเขาที่สำคัญอีกแห่งของอิตาลีมีชื่อว่า เทือกเขาแอเพนไนน์ (อิตาลี: Appennini) พาดผ่านจากตอนกลางสู่ตอนใต้ของประเทศ แม่น้ำที่ยาวที่สุดในอิตาลีคือแม่น้ำโป (Po) และแม่น้ำไทเบอร์ที่ไหลผ่านกรุงโรม อิตาลีมีดินแดนที่ราบลุ่มริมแม่น้ำราว 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งประเทศ[22] โดยที่ราบลุ่มแม่น้ำโป ทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นบริเวณพื้นที่ราบที่กว้างใหญ่ที่สุด อิตาลีมีเกาะมากมาย เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือเกาะซิซิลี รองลงมาคือเกาะซาร์ดิเนีย ทั้งสองแห่งสามารถเดินทางได้โดยทางเรือและทางเครื่องบิน

ทางตอนเหนือของอิตาลีมีทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่มากมาย เช่น ทะเลสาบการ์ดา โกโม มัจโจเร และทะเลสาบอีเซโอ เนื่องจากประเทศอิตาลีถูกล้อมรอบด้วยทะเล ดังนั้นจึงมีชายฝั่งทะเลยาวหลายพันกิโลเมตร ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และนักท่องเที่ยวก็นิยมเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของอิตาลีอีกด้วย ประเทศอิตาลีมีทะเลสาบปล่องภูเขาไฟมากอันดับหนึ่งของโลก เมืองหลวงของประเทศอิตาลีคือกรุงโรม และเมืองสำคัญอื่น ๆ เช่นเมืองมิลาน ตูริน ฟลอเรนซ์ เนเปิลส์ และเวนิส และภายในประเทศอิตาลียังมีประเทศแทรกอยู่ 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศซานมารีโนและนครรัฐวาติกัน

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ คือ ปรอท โพแทช (โพแทสเซียมคาร์บอเนต) หินอ่อน กำมะถัน แก๊สธรรมชาติ น้ำมันดิบ ปลาและถ่านหิน[23]

อิตาลีมีปัญหาด้านสภาพแวดล้อม เช่น มลภาวะเป็นพิษจากอุตสาหกรรมและการสันดาป ชายฝั่งแม่น้ำเน่าเสียจากอุตสาหกรรม และสารตกค้างจากการเกษตร ฝนกรด การขาดการดูแลบำบัดของเสียจากอุตสาหกรรมอย่างเพียงพอ และปัญหาด้านภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ดินและโคลนถล่ม ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม รวมถึงปัญหาแผ่นดินทรุดตัวในเวนิส[23]

ภูมิอากาศแก้ไข

ประเทศอิตาลีมีลักษณะอากาศหลากหลายแบบ และอาจมีความแตกต่างจากภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนตามลักษณะพื้นที่ตั้ง พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ เช่นเมืองตูริน มิลาน และโบโลญญา มีลักษณะแบบอากาศภาคพื้นทวีปที่ค่อนข้างร้อนชึ้น (การแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิปเปน: Cfa) พื้นที่ชายฝั่งติดกับทะเลของแคว้นลีกูเรียและส่วนใหญ่ของคาบสมุทรที่อยู่ใต้ลงไปจากฟลอเรนซ์เป็นภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน (การแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิปเปน: Csa) คือมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี โดยมีลมจากแอฟริกาพัดเอาความร้อนและความชี้นเข้ามา[22] พื้นที่ชายฝั่งของคาบสมุทรอิตาลีสามารถมีความแตกต่างกันได้มากจากระดับความสูงของภูเขาและหุบเขา โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูหนาวในที่สูงก็จะมีอากาศหนาว ชื้น และมักจะมีหิมะตก ภูมิภาคริมทะเลมีอากาศไม่รุนแรงในฤดูหนาว อากาศอุ่นและมักจะแห้งในฤดูร้อน และพื้นที่ต่ำกลางหุบเขามีอากาศค่อนข้างร้อนในฤดูร้อน

ประเทศอิตาลีมีฤดู 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง โดยฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 0 °C (32 °F) บนเทือกเขาแอลป์ ถึง 12 °C (54 °F) บนเกาะซิซิลี และในฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20 °C (68 °F) ถึง 30 °C (86 °F) และอาจสูงกว่านี้ได้ในบางช่วง[24]

ประวัติศาสตร์แก้ไข

ดูบทความหลักที่: ประวัติศาสตร์อิตาลี

ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคจักรวรรดิโรมันแก้ไข

 
สนามกีฬาโคลอสเซียม สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงโรม

คาบสมุทรอิตาลีมีมนุษย์อาศัยตั้งแต่ยุคหินเก่า ดินแดนลุ่มแม่น้ำไทเบอร์เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลตั้งแต่เมื่อประมาณ 5 หมื่นปีที่แล้ว และด้วยอิตาลีนั้นตั้งอยู่บนคาบสมุทรในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งมีอารยธรรมโบราณกล่าวคือ อารยธรรมมิโนอันและไมซีเนียน อารยธรรมที่เกี่ยวพันกับอารยธรรมกรีกโบราณ อิตาลีเป็นประเทศที่มีอารยธรรมมาช้านานและแผ่ขยายดินแดนอื่น ๆ ในทวีปยุโรป

ในช่วง 1,600 ปีก่อนคริต์ศักราช พวกอีทรัสคัน จากเอเชียไมเนอร์ก็ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่เป็นแคว้นทัสกานีในปัจจุบัน พร้อมกับนำอารยธรรมกรีกเข้ามาเผยแพร่ ส่วนพวกกรีกเองก็ได้เดินทางมาตั้งอาณานิคมชื่อว่า “แมกนากราเซีย” (อิตาลี: Magna Graecia) ในตอนใต้ของอิตาลีใน 800 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณตั้งแต่เมืองเนเปิลส์จนถึงเกาะซิซิลี

ในคริสต์ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราช พวกอีทรัสคันได้มีอำนาจปกครองดินแดนตั้งแต่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรอิตาลีตั้งแต่หุบเขาโป จนถึงบริเวณเมืองนาโปลี และดินแดนรอบ ๆ กรุงโรม ขณะเดียวกันชนเผ่าอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในคาบสมุทรอิตาลีก็รวมตัวกันจัดตั้งเป็นนครรัฐขึ้น เพื่อต่อต้านการขยายตัวและอำนาจของพวกอีทรัสคันและกรีก ชนเผ่าที่สำคัญในการต่อต้านอำนาจเหล่านี้ได้แก่พวกละติน หรือโรมัน ซึ่งเมื่อถึง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกละตินก็ได้มีอำนาจเหนือดินแดนอิตาลี เกาะซาร์ดิเนียและซิซิลี ทั้งหมดแล้ว

ใน 27 ปีก่อนคริสต์ศักราช โรมได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสาธารณรัฐเป็นระบอบจักรวรรดิ โดยมีจักรพรรดิออกเตเวียน เป็นจักรพรรดิพระองค์แรก นครหลวงแห่งนี้ได้เจริญถึงขีดสุดและสามารถขยายอำนาจปกครองอิทธิพลไปทั่วทั้งยุโรป และบริเวณรายรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของการค้าและความเจริญในด้านวัฒนธรรมและศิลปวิทยาการแขนงต่างๆ แทนอารยธรรมกรีกที่เสื่อมถอยลง ระหว่างปี ค.ศ. 96180 เป็นช่วงระยะเวลาแห่งความเจริญรุ่งเรืองของจักรพรรดิที่ปกครอง 5 พระองค์ แต่หลังจากนั้น โรมต้องประสบปัญหาทั้งในทุก ๆ ด้าน รวมไปถึงการรุกรานของพวกอนารยชน รวมทั้งการเสื่อมโทรมทางศีลธรรมจรรยา ใน ค.ศ. 312 จักรพรรดิคอนสแตนตินทรงยอมรับคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งมีผลให้คริสต์ศาสนามีโอกาสได้เผยแพร่ไปทั่วดินแดนที่อยู่ใต้อาณัติของโรม และทรงแบ่งจักรวรรดิโรมันออกเป็นสองส่วน คือ จักรวรรดิโรมันตะวันตก และจักรวรรดิไบแซนไทน์

ในคริสต์คริสต์ศตวรรษที่ 5 จักรวรรดิโรมันตะวันตกและกรุงโรมได้ถูกพวกอนารยชนชาวเยอรมันเข้าปล้นสะดม ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 476 จักรพรรดิโรมันพระองค์สุดท้ายก็ถูกพวกอนารยชนขับออกจากบัลลังก์ คาบสมุทรอิตาลีถูกแบ่งออกเป็นนครรัฐทั้งหลายซึ่งมีอิสระต่อกันกว่า 14 รัฐ

ยุคกลางแก้ไข

 
แผ่นดินอิตาลีในยุคกลางตอนต้น

ในช่วงต้นของยุคกลาง ดินแดนต่าง ๆ ในยุโรปได้ตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสายที่บ้านเมืองขาดผู้นำ ระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมถูกทำลาย แต่ในขณะเดียวกันบิชอบแห่งโรม ก็ได้สามารถสถาปนาอำนาจสูงสุดในคริสตจักรซึ่งต่อมาคือสันตะปาปา และสามารถจัดตั้งรัฐสันตะปาปา อีกทั้งยังเป็นผู้สืบทอดอารยธรรมโรมันที่ยังหลงเหลือให้คงอยู่ต่อไป อย่างไรก็ดี แม้นครรัฐต่าง ๆ ในคาบสมุทรอิตาลีจะขาดเอกภาพทางการเมือง แต่นครรัฐเหล่านั้นยังเป็นศูนย์กลางของความเจริญมั่งคั่งและการฟื้นตัวของศิลปะและวัฒนธรรมของยุโรป

ในกลางคริสต์คริสต์ศตวรรษที่ 14 อิตาลีได้ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูศิลปวิทยาการของอารยธรรมกรีกและโรมัน โดยเรียกว่า ยุคเรอเนซองส์ และเป็นผู้นำของลัทธิมนุษยนิยม ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปยังตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบศักดินา แต่เมื่อเข้าปลายคริสต์คริสต์ศตวรรษที่ 15 อิตาลีได้ตกเป็นสมรภูมิแย่งชิงอำนาจระหว่างฝรั่งเศส สเปน และออสเตรีย กล่าวคือ เมื่อปี ค.ศ. 1494 พระเจ้าชาร์ลที่ 8 แห่งฝรั่งเศสได้เปิดการโจมตีคาบสมุทร ซึ่งได้ดำเนินเรื่อยมาถึงกลางคริสต์คริสต์ศตวรรษที่ 16 และการโจมตีเพื่อแย่งการเป็นเจ้า ระหว่างฝรั่งเศสและสเปน

ราชอาณาจักรอิตาลี (ค.ศ. 1861-1946)แก้ไข

 
เบนิโต มุสโสลินี (ซ้าย) กับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ขวา) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีการชุมนุมของขบวนการชาตินิยม เพื่อต้องการรวมอิตาลีจนเป็นผลสำเร็จ โดยการนำของพระเจ้าวิคเตอร์เอมมานูเอลที่ 2 นับแต่นั้นมา อิตาลีจึงอยู่ภายใต้การปกครองระบอบกษัตริย์ เรื่อยมาจนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในอิตาลี เมื่อมีการประกาศยกเลิกความเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีและจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนได้รับสมญานามว่าเป็น 1 ใน 4 มหาอำนาจ (The Big Four) ต่อมาสงครามได้ยุติลงด้วยชัยชนะของสัมพันธมิตร อิตาลีจึงได้ดินแดนบางส่วนของออสเตรียมาครอบครอง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1922 ระบบเผด็จการฟาสซิสต์ ถูกนำมาใช้ในประเทศอิตาลีกว่า 20 ปี โดยการนำของเบนิโต มุสโสลินี ถึงแม้ว่าจะมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ก็เป็นเพียงในนามเท่านั้น จนกระทั่งเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง อิตาลีเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรยึดเกาะซิซิลีได้ มุสโสลินีจึงถูกปลดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งปีเอโตร บาโดลโย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และประกาศสงครามกับนาซีเยอรมนี จนได้รับชัยชนะ โดยมุสโสลินีถูกกลุ่มต่อต้านฟาสซิสต์จับกุม และถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในข้อหาทรยศต่อชาติที่เมืองมิลาน[25]

สาธารณรัฐอิตาลีแก้ไข

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง สิ้นสุดลง อิตาลียังคงมีพระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3 เป็นประมุขอยู่ ต่อมาพระองค์สละราชสมบัติให้กับพระเจ้าอุมแบร์โตที่ 2 ขึ้นครองราชย์แทน แต่ครองราชย์ได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น ประชาชนต่างลงประชามติให้อิตาลีเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบกษัตริย์มาเป็นระบบสาธารณรัฐในระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1946 โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1948 จนถึงปัจจุบัน[25]

การเมืองการปกครองแก้ไข

การปกครองของประเทศอิตาลีเป็นรูปแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย มีรัฐสภา และใช้ระบบพรรคผสม รัฐสภาของอิตาลีประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนของทั้งสองสภาดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี[26] รัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ส่วนอำนาจนิติบัญญัติควบคุมโดยสภานิติบัญญัติสองสภา ประเทศอิตาลีใช้รูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยมาตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1946 หลังจากการล้มล้างระบอบราชาธิปไตยโดยการลงประชามติของประชาชน มีรัฐธรรมนูญฉบับแรกประกาศใช้เมื่อ 1 มกราคม ค.ศ. 1948

บริหารแก้ไข

ดูบทความหลักที่: รัฐบาลอิตาลี

นิติบัญญัติแก้ไข

ดูบทความหลักที่: รัฐสภาอิตาลี

รัฐสภาอิตาลีประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ประธานรัฐสภา คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร การบัญญัติกฎหมายใดๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 2 สภา วาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกทั้ง 2 สภาคือ 5 ปี และการเลือกตั้งจะทำพร้อมกันทั้ง 2 สภา โดยจะมีขึ้นทุก ๆ 5 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากประธานาธิบดีไม่อาจสรรหานายกรัฐมนตรีที่สามารถจัดตั้ง คณะรัฐบาลให้ทั้ง 2 สภาให้ความเห็นชอบได้ การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายคือเมื่อวันที่ 9 - 10 เมษายน พ.ศ. 2549 (มีการเลือกตั้ง 2 วันโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คนมาลงคะแนนมากขึ้น) สภาผู้แทนราษฎร (อิตาลี: Camera dei Deputati) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 630 คน โดย 475 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และอีก 155 คนมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจากแคว้นต่างๆ ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งจะต้องมีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป วุฒิสภา (อิตาลี: Senato della Repubblica) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 326 คน โดย 315 คนมาจากการเลือกตั้งทั่วไป จากแคว้น ต่างๆ ทั่วประเทศ และมีสมาชิกวุฒิสภาตลอดชีพอีกจำนวนหนึ่ง (ปัจจุบันมี 7 คน) ซึ่งจะแต่งตั้งจากบุคคลชั้นนำของสังคม[27]

ตุลาการแก้ไข

ดูบทความหลักที่: กฎหมายอิตาลี

สิทธิมนุษยชนแก้ไข

ดูบทความหลักที่: สิทธิมนุษยชนในอิตาลี

นโยบายต่างประเทศแก้ไข

ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปแก้ไข

ความสัมพันธ์กับประเทศไทยแก้ไข

ความสัมพันธ์อิตาลี – ไทย
 
 
อิตาลี
 
ไทย
ด้านการทูต

ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิตาลีมา ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2411 (ค.ศ. 1868) โดยไทยและอิตาลีได้ลงนามสนธิสัญญาฉบับแรกคือ สนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ซึ่งได้ลงนามเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2411 (ค.ศ. 1868) ต่อมาอิตาลีได้แต่งตั้งกงสุลอิตาลีประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2429

ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-อิตาลีโดยทั่วไปดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาขัดแย้งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน นอกจากนั้น ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนทั้งในระดับพระราชวงศ์ บุคคลสำคัญ และเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอ

ไทยมีสถานเอกอัครราชทูตไทยประเทศอิตาลีที่กรุงโรม และมีสถานกงสุลใหญ่ประจำประเทศไทย 5 แห่ง คือ ที่เมืองตูริน เจโนวา มิลาน นาโปลี และคาตาเนีย[27] และที่มีสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยที่กรุงเทพ

การค้าและเศรษฐกิจ

ในปี พ.ศ. 2549 ประเทศอิตาลีเป็นคู่ค้าของไทยอันดับที่ 4 ในสหภาพยุโรป และอันดับที่ 21 ในโลก โดยมีมูลค่าการค้ารวม 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 9.2 ของการค้ารวมของไทย เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2548 ร้อยละ 0.24 โดยไทยส่งออก 1.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 1.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการลงทุน ในปี พ.ศ. 2549 การลงทุนของอิตาลีในไทย มีมูลค่ารวม 481.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากปี พ.ศ. 2548 โดยเป็นด้านแร่ธาตุและเซรามิค 1 โครงการ อุตสาหกรรมเบาและเส้นใย 2 โครงการ ผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักร 3 โครงการ ด้านเคมีภัณฑ์และกระดาษ 1 โครงการและด้านบริการ 2 โครงการ

สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถยนต์และส่วนประกอบ ยางพารา ปลาหมึกสดแช่เย็น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ อัญมณีและเครื่องประดับ ผ้าผืน เครื่องโทรสาร โทรพิมพ์ โทรศัพท์ เป็นต้น

สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผ้าผืน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ การทดสอบ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เป็นต้น[27]

การท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวอิตาลีมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยประมาณ 130,000 คนต่อปี โดยมีจำนวนมากน้อยตามสภาวะเศรษฐกิจของอิตาลีและยุโรป ในขณะที่นักท่องเที่ยวไทยไปอิตาลีปีละประมาณ 12,350 คน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี และสายการบินไทยมีเส้นทางการบินจากกรุงเทพสู่มิลาน สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน จากเดิมมีเพียงการบินจากโรมเข้าสู่กรุงเทพทั้งสิ้น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์[27]

กองทัพแก้ไข

การแบ่งเขตการปกครองแก้ไข

การปกครองส่วนท้องถิ่น อิตาลีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 20 แคว้น แบ่งเป็นแคว้น 15 แคว้น และแคว้นปกครองตนเอง 5 แคว้น โดยในแต่ละแคว้นจะมีองค์กรการปกครองหลักอยู่ 3 องค์กร คือ[27]

  • คณะมนตรีแคว้น (Regional Council) ทำหน้าที่ตรากฎหมายและระเบียบข้อบังคับในเขตอำนาจ
  • คณะมนตรีกรรมการ (The Junta) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร
  • ประธานคณะกรรมการ (The President of the Junta) ทำหน้าที่คล้ายนายกรัฐมนตรีในเขตอำนาจ แต่ทั้งนี้ ก็จะมีผู้แทนของรัฐบาลคนหนึ่งอยู่ประจำ ณ นครหลวงของแคว้นนั้น ๆ คอยควบคุมดูแลการบริหารของรัฐบาลท้องถิ่นและทำหน้าที่ประสานงานระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นกับรัฐบาลกลาง

สาธารณรัฐอิตาลีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 15 แคว้นหรือ เรโจนี (อิตาลี: Regioni) และ 5 แคว้นปกครองตนเอง หรือ เรโจนีเอาโตโนเม (อิตาลี: Regioni autonome) และแต่ละแคว้นก็จะแบ่งการปกครองออกเป็นจังหวัด (อิตาลี: Province) และแต่ละจังหวัดก็จะแบ่งออกเป็นเทศบาลหรือ โกมูนี (อิตาลี: Comuni)


(ตัวหนังสือเอียง หมายถึง เป็นแคว้นปกครองตนเอง)

# แคว้น เมืองหลวง พื้นที่
(ตร.กม.)
ประชากร
[1]
1 อาบรุซโซ
Abruzzo
ลากวีลา
L'Aquila
10,794 1,334,675
2 บาซีลีคาตา
Basilicata
โปเตนซา
Potenza
9,992 590,601
3 คาลาเบรีย
Calabria
คาตันซาโร
Catanzaro
15,080 2,008,709
4 คัมปาเนีย
Campania
เนเปิลส์ (นาโปลี)
Naples (Napoli)
13,595 5,812,962
5 เอมีเลีย-โรมัญญา
Emilia-Romagna
โบโลญญา
Bologna
22,124 4,337,979
6 ฟรียูลี-เวเน็ตเซียจูเลีย
Friuli-Venezia Giulia
ตรีเยสเต
Trieste
7,855 1,230,936
7 ลาซีโอ
Lazio
โรม (โรมา)
Rome (Roma)
17,207 5,626,710
8 ลีกูเรีย
Liguria
เจนัว (เจโนวา)
Genoa (Genova)
5,421 1,615,064
9 ลอมบาร์ดี (ลอมบาร์เดีย)
Lombardy (Lombardia)
มิลาน (มีลาโน)
Milan (Milano)
23,861 9,742,676
10 มาร์เก
Marche
อังโกนา
Ancona
9,694 1,569,578
11 โมลีเซ
Molise
กัมโปบัสโซ
Campobasso
4,438 320,795
12 ปีเยมอนเต
Piemonte
ตูริน (โตรีโน)
Turin (Torino)
25,399 4,432,571
13 ปุลยา
Puglia
บารี
Bari
19,362 4,079,702
14 ซาร์ดิเนีย (ซาร์เดญญา)
Sardinia (Sardegna)
คัลยารี
Cagliari
24,090 1,671,001
15 วัลเลดาออสตา (วาเลโดสต์)
Valle d'Aosta (Vallée d'Aoste)
อาออสตา
Aosta
3,263 4,337,979
16 ทัสกานี (ตอสกานา)
Tuscany (Toscana)
ฟลอเรนซ์ (ฟีเรนเซ)
Florence (Firenze)
22,997 3,707,818
17 เตรนตีโน-อัลโตอาดีเจ
Trentino-Alto Adige
เตรนโต
Trento
13,607 1,018,657
18 อุมเบรีย
Umbria
เปรูจา
Perugia
8,456 894,222
19 ซิซิลี (ซีชีเลีย)
Sicily (Sicilia)
ปาแลร์โม
Palermo
25,708 5,037,799
20 เวเนโต
Veneto
เวนิส (เวเนเซีย)
Venice (Venezia)
18,391 4,885,548

เมืองสำคัญแก้ไข

เศรษฐกิจแก้ไข

เกษตรกรรมแก้ไข

ในช่วงหลังของทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจของอิตาลีจัดอยู่ในเกณฑ์ดี แต่เริ่มประสบปัญหาในทศวรรษต่อมา ทำให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุมปัญหาการขาดดุลสาธารณะได้ เดิมอิตาลีเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่หลังจากปี ค.ศ. 1945 ได้เริ่มพัฒนาภาคอุตสาหกรรมจนกระทั่งปัจจุบันมีประชากรเพียงร้อยละ 7 อยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางภาคใต้และมีฐานะยากจนกว่าทางภาคเหนือและกลาง พืชหลักที่เพาะปลูก ได้แก่ ต้นบีต ข้าวสาลี ข้าวโพด มันเทศและองุ่น (อิตาลีใช้องุ่นทำไวน์และเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกด้วย)[23]

ประเทศอิตาลีมีพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เหมาะแก่การเกษตรกรรม และมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มาก แม้จะมีก๊าซธรรมชาติอยู่บ้าง จึงเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าอาหาร และพลังงาน อิตาลีเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรกรรม เป็นอุตสาหกรรมแบบพื้นฐาน และมีขนาดใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของโลก โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรสูงไล่เลี่ยกับอังกฤษและฝรั่งเศส อิตาลีมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

ประเทศอิตาลีเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกทั้งหมด 11 ประเทศที่เข้าร่วมในสหภาพยุโรปในปี ค.ศ. 2002 และอิตาลีก็ได้เปลี่ยนสกุลเงินมาเป็นยูโร ซึ่งก่อนหน้านั้นอิตาลีใช้สกุลเงินลีร์ (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1881)

อุตสาหกรรมแก้ไข

 
รถยนต์เฟียท 500 (Fiat 500) รุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นในเมืองโตริโน แคว้นปีเยมอนเต

อุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศมี รถยนต์ บริษัทรถยนต์ที่รู้จักกันดี เช่น อัลฟาโรเมโอ เฟียต เฟอร์รารี่ ลัมโบร์กีนี (ปัจจุบันอยู่ในเครือโฟล์กสวาเกน) และ มาเซราติ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล การก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ เภสัชภัณฑ์ เครื่องไฟฟ้า เครื่องเรือน อุตสาหกรรมทอผ้า เสื้อผ้า แฟชั่น และการท่องเที่ยว อิตาลีเป็นสมาชิกกลุ่มจี 8 และเข้าร่วมสหภาพการเงินของสหภาพยุโรป (EMU) เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1998 แม้ระบบเศรษฐกิจของอิตาลีเป็นระบบทุนนิยม ที่ภาคเอกชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเสรี แต่รัฐบาลยังคงเข้ามามีบทบาทควบคุมกิจกรรมที่สำคัญ เช่น สาธารณูปโภค อุตสาหกรรมพื้นฐาน เป็นต้น ซึ่งได้ก่อประโยชน์ให้แก่ภาครัฐบาลในการสร้างฐานอำนาจ และแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีความพยายามที่จะลดบทบาทของพรรคการเมือง โดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ แต่อิตาลียังมีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศหลายอย่าง เช่น การขาดดุลงบประมาณในระดับสูง การว่างงาน การขาดแคลนทรัพยากรพลังงานในประเทศ และระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างอิตาลีตอนเหนือ (แคว้นลอมบาร์ดี เอมีเลีย-โรมัญญา และทัสกานี) ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและการค้า และมีกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs อยู่หนาแน่น กับอิตาลีตอนกลางและตอนล่าง รวมทั้งเกาะซิซิลีและเกาะซาร์ดิเนีย ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรม บริเวณที่พัฒนาน้อยกว่านี้มีพื้นที่ประมาณ 40% ของพื้นที่ทั้งประเทศ โดยพื้นที่นี้มีประชากรอาศัยอยู่ถึงร้อยละ 35 ของประชากรทั้งประเทศ และมีอัตราการว่างงานสูงถึงกว่าร้อยละ 20 [28]

การท่องเที่ยวแก้ไข

โครงสร้างพื้นฐานแก้ไข

ทรัพยากรแก้ไข

ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 อิตาลีเป็นประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุดและยังมีทรัพยากรจากแหล่งอาณานิคม ทรัพยากรของอิตาลีมี เหล็ก ทองแดง กำมะถันพบมากในซาร์ดิเนียทางตอนใต้ของอิตาลีมีทะเลสาบปล่องภูเขาไฟจำนวนมาก อิตาลียังมีถ่านหิน ดีบุกส่วนเกาะซิซิลีของอิตาลีมีก๊าซธรรมชาติมาก เกาะซาร์ดิเนียมีบีตและโรงงานทำน้ำตาลซึ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป[ต้องการอ้างอิง] (น้ำตาลในยุโรปส่วนใหญ่มาจากอิตาลี) อิตาลีปลูกกาแฟมากที่สุดในยุโรป[ต้องการอ้างอิง] เป็นที่มาของคาปูชิโนและเอสเปรสโซทั้งสองมีต้นกำเนิดที่อิตาลี ทางตอนเหนือของอิตาลีนิยมปลูกองุ่นที่ใช้ทำไวน์ อิตาลีเป็นประเทศที่ค้าไวน์รายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก

คมนาคม และ โทรคมนาคมแก้ไข

การคมนาคมแก้ไข

ประเทศอิตาลีมีถนนความยาวทั้งหมด 487,700 กิโลเมตร เชื่อมต่อ 13 ประเทศรอบอิตาลี มีสนามบินทั้งหมด 132 แห่ง โดยที่เป็นศูนย์กลางการบิน 2 แห่ง คือ สนามบินนานาชาติเลโอนาร์โด ดา วินชี ในกรุงโรม และสนามบินนานาชาติมัลเปนซา ในมิลาน มีสายการบินสู่ประเทศ 44 ประเทศ (ค.ศ. 2008) มีทางรถไฟความยาวทั้งหมด 19,460 กิโลเมตร เชื่อมต่อ 16 ประเทศ[29]

โทรคมนาคมแก้ไข

วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีแก้ไข

สาธารณสุขแก้ไข

การศึกษาแก้ไข

ดูบทความหลักที่: การศึกษาในประเทศอิตาลี

การศึกษาในอิตาลี แบ่งเป็นประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษา ใช้เวลาเรียน 13 ปี (ใช้ระบบ 5-3-5) และระดับอุดมศึกษาซึ่งค่อนข้างยุ่งยากและมีความแตกต่างจากระบบการศึกษาในประเทศอื่น การแบ่งวุฒิการศึกษาจากระดับต่างๆ ในขั้นสูง แบ่งได้ 4 ระดับ[26]ได้แก่

  1. ระดับเทียบเท่าปริญญาตรี (Diploma Universitario)
  2. ระดับเทียบเท่าปริญญาโท (Laurea Speciallstica)
  3. ระดับเทียบเท่าสูงกว่าปริญญาโท (Laurea Specializzazione)
  4. ระดับเทียบเท่าปริญญาเอก (Dottorato di Ricerca)

ประชากรศาสตร์แก้ไข

ประชากรแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ชาวอิตาลี
 
ย่านลิตเติลอิตาลี ในนครนิวยอร์ก เป็นย่านที่มีชาวอิตาลีอยู่เป็นจำนวนมาก

ประชาชนที่อยู่ในประเทศอิตาลีเรียกว่า ชาวอิตาลี ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากคนในสมัยโรมันโบราณ จำนวนประชากรของประเทศอิตาลีมีประมาณ 60 ล้านคน[1] โดยประมาณ 2.5 ล้านคนอาศัยอยู่ในกรุงโรม และอีก 1.5 ล้านคนอยู่ในมิลาน ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก มีภาษาทางการคือภาษาอิตาลี และบางพื้นที่ในประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศสก็พูดด้วย แต่จะเป็นภาษาซิซิลี และภาษาซาร์ดีเนีย ซึ่งคล้ายกับภาษาอิตาลีแต่ต่างกันที่สำเนียงเท่านั้น

ประชากรส่วนใหญ่ในอิตาลีมีเชื้อชาติอิตาลีถึง 94.2% ของประชากรทั้งประเทศ และอื่นๆอีก เช่น อัลบาเนีย ยูเครน โรมาเนีย 1.94% แอฟริกัน 1.34% เอเชีย 0.92% อเมริกาใต้ 0.46% และอื่นๆ 1.14%[30]

ประเทศอิตาลีมีสถานที่ที่เป็นแหล่งมรดกโลกอยู่มากกว่าประเทศอื่นในโลก[31] ซึ่งมีทั้งมรดกโลกทางวัฒนธรรมและมรดกโลกทางธรรมชาติที่มีคุณค่าอย่างมาก ประมาณ 60% ของงานจิตรกรรมทั้งหมดในโลกสรรค์สร้างขึ้นในประเทศอิตาลี และประเทศนี้ยังผลิตไวน์ที่มากกว่าประเทศอื่นอีกด้วย

ศาสนาแก้ไข

ศาสนาที่ผู้คนส่วนใหญ่ในอิตาลีนับถือคือ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ชาวอิตาลีถึง 87.8% เป็นโรมันคาทอลิกโดยพฤตินัย[32] แม้ว่ามีเพียงประมาณหนึ่งในสามที่มีเหตุผลในการเลือกนับถือศาสนาคริสต์ (36.8%) ส่วนนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์มีผู้นับถือมากกว่า 700,000 คน ประกอบด้วยกรีกออร์ทอดอกซ์ 180,000 คน[33]และอีก 550,000 คนนับถือเพนเทคอสตัลและอิแวนจิลิคัล (0.8%) ส่วนสมาชิกของอะเซมบลีส์ออฟกอดมีประมาณ 400,000 คน กลุ่มพยานพระยะโฮวา 235,685 คน (0.4%) [34] นิกายวัลเดนเชียน 30,000 คน[35] เซเวนธ์-เดย์แอดเวนทิสต์ มีประมาณ 22,000 คน นิกายมอรมอน 22,000 คน แบปทิสต์ 15,000 คน ลูเทอแรน 7,000 คน และเมทอดิสต์ 4,000 คน[36] ส่วนศาสนิกชนกลุ่มน้อยที่เก่าแก่ที่สุดคือศาสนายูดาห์ มีคนนับถือ 45,000 คน ประเทศอิตาลีมีกลุ่มศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ไม่ค่อยมากนัก เช่นการอพยพเข้ามาของประชากรจากส่วนอื่นๆ ของโลก เป็นผลทำให้อิตาลีมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ 825,000 คน[37] (1.4% ของประชากรทั้งประเทศ) แต่เป็นพลเมืองอิตาลีเพียง 50,000 คน นอกจากนี้ อิตาลีมีชาวพุทธ 50,000 คน[38][39] โดยที่ศาสนาพุทธ รัฐบาลอิตาลี ได้รับรองสถานะของสมาคมชาวพุทธในอิตาลี เมื่อ 20 มีนาคม พ.ศ. 2543 และมีวัดไทยสำคัญคือ วัดสันตจิตตาราม อยู่ห่างจากกรุงโรม 52 กิโลเมตร[26] ซิกข์ 70,000 คน[40] และชาวฮินดู 70,000 คน

กีฬาแก้ไข

ฟุตบอลแก้ไข

 
แฟนบอลทีมชาติอิตาลีออกมาเฉลิมฉลองภายหลังจากทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ในปี 2006

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิมมากที่สุดในประเทศอิตาลี[41][42] ทีมชาติอิตาลีเป็นหนึ่งในชาติที่ประสบความเร็จสูงในการแข่งขันระดับโลก โดยสามารถชนะเลิศฟุตบอลโลกได้ 4 สมัยเท่ากับทีมชาติเยอรมนี และเป็นรองเพียงทีมชาติบราซิล อิตาลีมีลีกการแข่งขันฟุตบอลที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ เซเรียอา มีสโมสรที่ประความสำเร็จในประเทศมากที่สุดคือ ยูเวนตุส และมีทีมชั้นนำอีกมากมาย เช่น เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน, โรมา, โซชีเอตาสปอร์ตีวากัลโชนาโปลี และโซชีเอตาสปอร์ตีวาลาซีโอ

วอลเลย์บอลแก้ไข

มวยสากลแก้ไข

ดูบทความหลักที่: สมาพันธ์มวยสากลอิตาลี

วัฒนธรรมแก้ไข

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมอิตาลี

เทศกาลสำคัญแก้ไข

 
เทศกาลคาร์นิวัลที่เมืองเวียเรจจีโอ แคว้นทัสกานี
  • เทศกาลคาร์นิวัล จัดในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จัดตามเมืองต่างๆ แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดอยู่ที่เมืองเวนิส แคว้นเวเนโต มีลักษณะของงานคือเน้นการแต่งการแฟนซีและสวมหน้ากาก
  • เทศกาลทางศาสนา เช่น เทศกาลอีสเตอร์ ประกอบด้วยการเดินขบวนกู๊ดฟรายเดย์หรือเรียกว่าวันอาทิตย์อีสเตอร์ จัดขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน ภายในเทศกาลจะมีการเฉลิมฉลอง พระสันตะปาปาจะมีกระแสรับสั่งถึงคริสต์ศาสนิกชนในวันอาทิตย์อีสเตอร์ ซึ่งจัดขึ้นที่นครรัฐวาติกัน
  • เทศกาลศิลปะและดนตรี (อิตาลี: Maggio Musicale Fiorentino) จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ที่เมืองฟลอเรนซ์ แคว้นทัสกานี
  • เทศกาลโอเปร่า ที่เมืองเวโรนา แคว้นเวเนโต
  • เทศกาลลดราคาสินค้าประจำปี จัดขึ้นทั่วประเทศในช่วงเดือนกรกฎาคม และเดือนต่อมาก็จะเป็นช่วงแห่งการพักร้อน ร้านค้าและกิจการในเมืองจะปิด และผู้คนจะไปพักร้อนตามทะเล
  • เทศกาลฉลองฤดูกาลเก็บเกี่ยวองุ่นที่ใช้ทำไวน์
  • เทศกาลภาพยนตร์ จัดที่เมืองฟลอเรนซ์ ในเดือนพฤศจิกายน
  • พิธีมิสซา (ศีลมหาสนิท) ตามโบสถ์ต่างๆ และในคืนวันที่ 24 ธันวาคม สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จออกจากบนพระระเบียงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน

วันหยุดแก้ไข

  • 1 มกราคม วันขึ้นปีใหม่
  • 6 มกราคม วัน Epiphany
  • วันอาทิตย์และจันทร์ปลายเดิอนมีนา หรือต้นเดือนเมษายน วันGood Friday และEaster Monday
  • 25 เมษายน วันฉลองอิสรภาพ (Liberation Day)
  • 1 พฤษภาคม วันแรงงาน
  • 2 มิถุนายน วันสถาปนาสาธารณรัฐ
  • 15 สิงหาคม วันแฟร์รากอสโต้ หรือวันพระแม่มาเรียขึ้นสวรรค์ (Farragosto)
  • 1 พฤศจิกายน วันนักบุญ
  • 8 ธันวาคม วันพระแม่มารีพ้นมลทิน
  • 25 ธันวาคม วันคริสต์มาส
  • 26 ธันวาคม วันนักบุญเซนต์สตีเฟ่น

สื่อสารมวลชนแก้ไข

สถาปัตยกรรมแก้ไข

อิตาลีถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่ง[43] โดยสิ่งปลูกสร้างต่างๆมีประวัติความเป็นมายาวนานนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา หรือที่เรียกว่ายุคฟื้นฟูศิลปวิทยการ สถาปัตยกรรมในอิตาลียังสะท้อนถึงปรัชญา, ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่สอดแทรกเข้าไปในงานทุกชิ้น[44] โดยได้พัฒนาและทำให้แพร่หลายมากขึ้นโดยสถาปนิก ชาร์ลส์ แบร์รี ในปี 1830 ซึ่งส่วนมากจะใช้การตกแต่งแบบเรอเนซองส์[45]

อิตาลีมีสิ่งปลูกสร้างและผลงานทางสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงหลายแห่งเช่น:

หอเอนเมืองปิซา (Torre pendente di Pisa): ตั้งอยู่ที่เมืองปิซาในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก[46] เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวสูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร) ซึ่งเป็นสถานที่ๆ กาลิเลโอ กาลิเลอิ เคยใช้ทดลองทฤษฎีแรงโน้มถ่วง ในช่วงที่เขาศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยปิซา วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1964 รัฐบาลอิตาลีพยายามหยุดการเอียงของหอเอนเมืองปิซา โดยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น วิศวกร, นักคณิตศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ โดยใช้เหล็กรวมกว่า 800 ตัน ค้ำไว้ไม่ให้หอล้มลงมา[47]

โคลอสเซียม (Colosseo): เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเเว็สปาซิอานุสแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิติตุส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน

มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (Basilica di San Pietro in Vaticano): มหาวิหารนี้เป็นหนึ่งในสี่มหาวิหารหลักในกรุงโรม (อีก 3 แห่งคือ: มหาวิหารเซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน, มหาวิหารซานตามาเรียมัจโจเร และ มหาวิหารเซ็นต์พอล) มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในนครรัฐวาติกัน โดมของมหาวิหารสูงโดดเด่นสามารถเห็นได้แต่ไกลในตัวเมืองโรม

 
กีร์กุสมักซิมุสในปี 2019

กีร์กุสมักซิมุส (Circo Massimo): สร้างในสมัยของ จูเลียส ซีซาร์ เป็นสนามกีฬากลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของจักรวรรดิโรมันเช่นเดียวกับโคลอสเซียม ตั้งอยู่ในใจกลางกรุงโรมในปัจจุบัน ในอดีตเคยใช้เป็นสนามกีฬาสำหรับแข่งรถม้าโดยเฉพาะ แต่ภายหลังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกโดยใช้เป็นสถานที่ต่อสู้ของกลาดิเอเตอร์

อาหารแก้ไข

ดูบทความหลักที่: อาหารอิตาลี

อาหารอิตาเลียน ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใดมักจะพบเห็นเห็นร้านอาหารอิตาเลียนอยู่เสมอ ซึ่งอาหารอิตาเลียนได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีต[48] เนื่องจากในอดีตทวีปยุโรปค่อนข้างมีความเจริญ เป็นแหล่งรวมของวัตถุดิบอันหลากหลายและเชฟผู้มีฝีมือมากมาย[49] ดังนั้นอาหารของชาวยุโรปจึงมีความหลากหลายตามไปด้วยโดยเฉพาะประเทศอิตาลี คนอิตาลีมีวัฒนธรรมในการชอบทำอาหารและปลูกฝังกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

วัตถุดิบส่วนใหญ่ของอาหารอิตาเลียน ได้แก่ น้ำมันมะกอก, แฮม,ไส้กรอก,ซาลามี่, พาสตา, ปลา, มันฝรั่ง, ข้าว, ข้าวโพด และชีส เป็นต้น[50][51] อาหารอิตาเลียนจะแบ่งออกได้ 4 ประเภทหลักดังนี้:

 
พาสตา หนึ่งในอาหารที่เป็นที่นิยมที่สุดในประเทศอิตาลี

1. ของทานเล่นยามว่าง โดยมากจะเป็นแป้งอบที่ทาด้วยซอสอาจมีเห็ดหรือผักต่างๆ และชีสผสมอยู่ด้วยซึ่งเมนูที่คนทั้งโลกรู้จักกันดีก็คือ พิซซา

2. Antipasto หรืออาหารเรียกน้ำย่อย ซึ่งแต่ละภูมิภาคของประเทศอิตาลีก็จะมีอาหารเรียกน้ำย่อยที่แตกต่างกันออกไป เช่น หากอยู่ในแถบที่ติดทะเลอาหารเรียกน้ำย่อยส่วนใหญ่จะเน้นไปที่อาหารทะเลสด บางที่นิยมทานไส้กรอก แฮม กับผักสด บางครั้งก็ทานพาสตา เป็นต้น

3. อาหารจานหลัก โดยจะเน้นเนื้อสัตว์ได้แก่ เนื้อวัว, เนื้อหมู หรือเนื้อแกะ รวมทั้งอาหารทะเล เช่น ปลาทะเลตัวใหญ่ เป็นต้น มักจะนิยมทานคู่กับมันฝรั่งและผักต่างๆ หรืออาจมีเครื่องเคียงอื่นๆ เช่น เฟรนช์ฟรายส์

 
ปันนาค็อตตา ของหวานที่เป็นที่ยิมในประเทศอิตาลี

4. ของหวาน คนอิตาลีนิยมทานของหวานหลังมื้ออาหารเสมอ โดยของหวานมักจะเป็นไอศกรีมผลไม้ และปันนาค็อตตา

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 1.2 จำนวนประชากรประเทศอิตาลี, จาก Statistiche demografiche ISTAT, สืบค้นวันที่ 12 ส.ค. 2559 (อิตาลี)
  2. "Census 2011 - Preliminary Results Update". Istituto Nazionale di Statistica. สืบค้นเมื่อ 24 June 2012.
  3. "Gini coefficient of equivalised disposable income – EU-SILC survey". ec.europa.eu. Eurostat. สืบค้นเมื่อ 12 September 2019.
  4. "Human Development Report 2020" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). United Nations Development Programme. 15 December 2020. สืบค้นเมื่อ 15 December 2020.
  5. "UNITED NATIONS DGACM". www.un.org.
  6. Italy is often grouped in Western Europe. Academic works describing Italy as a Western European country:
  7. Lazenby, John Francis (4 February 1998). Hannibal's War: A Military History of the Second Punic War. University of Oklahoma Press. p. 29. ISBN 978-0-8061-3004-0 – โดยทาง Internet Archive. Italy homeland of the Romans.
  8. Maddison, Angus (20 September 2007). Contours of the World Economy 1-2030 AD: Essays in Macro-Economic History. OUP Oxford. ISBN 978-0-19-922721-1 – โดยทาง Google Books.
  9. "CHAPTER VI". web.archive.org. 2012-09-22.
  10. "World Bank Country and Lending Groups – World Bank Data Help Desk". datahelpdesk.worldbank.org.
  11. https://www.economist.com/media/pdf/QUALITY_OF_LIFE.pdf
  12. https://www.economist.com/media/pdf/QUALITY_OF_LIFE.pdf
  13. "2021 Italy Military Strength". www.globalfirepower.com.
  14. "Art and History". Italian Tourism Official Website (ภาษาอังกฤษ). 2010-06-22.
  15. "How Italy Is Built On Fashion". Google Arts & Culture.
  16. "Italy on Film: 1860 to the Present - Trips & Courses - Education Vacations". sce.cornell.edu.
  17. "Italian Sport". stanford.edu.
  18. "Unesco Italy sites: the complete list of Unesco world heritage sites in italy". Delightfully Italy (ภาษาอังกฤษ).
  19. "UNESCO World Heritage Sites". Italian Tourism Official Website (ภาษาอังกฤษ). 2012-07-03.
  20. Schukin, Anya. "Italy's Most Spectacular UNESCO World Heritage Sites". Culture Trip.
  21. "Italian Tourism Official Website". www.italia.it.
  22. 22.0 22.1 ข้อมูลท่องเที่ยวอิตาลี, จากเว็บไซด์โชคทวีทัวร์, สืบค้นวันที่ 15 ก.ค. 2552
  23. 23.0 23.1 23.2 ระบบเศรษฐกิจ, จากศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ, สืบค้นวันที่ 18 ก.ค. 2552
  24. "Climate Atlas of Italy". Network of the Air Force Meteorological Service.
  25. 25.0 25.1 ประวัติประเทศอิตาลี, จากเว็บไซด์ปากเซ ดอตคอม, สืบค้นวันที่ 19 ก.ค. 2552
  26. 26.0 26.1 26.2 การปกครอง การศึกษาและเทศกาล, จากเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ, สืบค้นวันที่ 15 ก.ค. 2552
  27. 27.0 27.1 27.2 27.3 27.4 การปกครองและความสัมพันธ์กับประเทศไทย, จากกระทรวงการต่างประเทศ, สืบค้นวันที่ 18 ก.ค. 2552
  28. เศรษฐกิจอิตาลี, จากเว็บไซด์ทัวร์แฮปปี้ ทริปส์, สืบค้นวันที่ 15 ก.ค. 2552
  29. การคมนาคมในอิตาลี, จาก The World Factbook, สืบค้นวันที่ 19 ก.ค. 2552
  30. The foreign people resident in Italy, จาก ISTAT, (9 ต.ค. 2552), สืบค้นวันที่ 19 ก.ค. 2552 (อิตาลี)
  31. World Heritage List, จาก World Heritage Centre, สืบค้นวันที่ 14 ก.ค. 2552 (อังกฤษ)
  32. Italy: 88% of Italians declare themselves Catholic, จาก Corriere della Sera, (18 ม.ค. 2006) (อังกฤษ)
  33. The Holy Orthodox Archdiocese of Italy and Malta
  34. Center for Studies on New Religions (อิตาลี)
  35. Waldensian Evangelical Church (อิตาลี)
  36. World Council of Churches (อังกฤษ)
  37. UK Foreign and Commonwealth Office
  38. Italian Buddhist Union (อิตาลี)
  39. Italian Buddhist Institute "Soka Gakkai" (อิตาลี)
  40. Etnomedia (อิตาลี)
  41. "Sport in Italy". www.topendsports.com.
  42. neoprimesport. "Top 5 Most Popular Sports in Italy Till Now | Neo Prime Sport" (ภาษาอังกฤษ).
  43. Doctor of Arts, University of Albany; M. S., Literacy Education; B. A., English; Facebook, Facebook; Twitter, Twitter. "Architecture in Italy - From Ancient to Modern". ThoughtCo (ภาษาอังกฤษ).
  44. "Renaissance Architecture". World History Encyclopedia (ภาษาอังกฤษ).
  45. "Famous Italian Architecture in Rome, Florence & Venice". Moon Travel Guides (ภาษาอังกฤษ). 2018-02-12.
  46. "Time Travel Turtle - History's biggest scam?" (ภาษาอังกฤษ). 2012-05-28AEST14:00:00+10:00. Check date values in: |date= (help)
  47. "Leaning Tower of Pisa Facts". Leaning Tower of Pisa (ภาษาอังกฤษ).
  48. admin (2017-05-18). "ความเป็นมาอาหารอิตาเลี่ยน | เมนูอาหารยุโรป อาหารฝรั่งยอดนิยม วิธีทำอาหารต่างประเทศ" (ภาษาอังกฤษ).
  49. greatbritishchefs. "Chefs at Great Italian Chefs - Great Italian Chefs". www.greatitalianchefs.com.
  50. "Italian Ingredient Glossary A to N | Italian Food Forever". www.italianfoodforever.com.
  51. "25 Essential Ingredients in the Italian Pantry". Allrecipes (ภาษาอังกฤษ).
  • อนันต์ชัย เลาหะพันธุ. สารานุกรมประเทศในทวีปยุโรป ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, 2550.
  • Italy World Factbook, จาก CIA - The World Factbook

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

คุณสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับ ประเทศอิตาลี ได้โดยค้นหาจาก
โครงการพี่น้องของวิกิพีเดีย :
  หาความหมาย จากวิกิพจนานุกรม
  หนังสือ จากวิกิตำรา
  คำคม จากวิกิคำคม
  ข้อมูลต้นฉบับ จากวิกิซอร์ซ
  ภาพและสื่อ จากคอมมอนส์
  เนื้อหาข่าว จากวิกิข่าว
  แหล่งเรียนรู้ จากวิกิวิทยาลัย