นาโปลี

(เปลี่ยนทางจาก เนเปิลส์)

นาโปลี (อิตาลี: Napoli) หรือ เนเปิลส์ (อังกฤษ: Naples) หรือ นาปูเล (นาโปลี: Napule) เป็นเมืองหลักของแคว้นคัมปาเนียและจังหวัดนาโปลีในอิตาลี มีชื่อเสียงในด้านความร่ำรวยทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี และศาสตร์การทำอาหาร เป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในคาบสมุทรอิตาลี[2]มาตลอด 2,800 ปีนับแต่ก่อตั้งเมืองขึ้นมา ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งด้านตะวันตกของอิตาลีติดกับอ่าวนาโปลี กึ่งกลางระหว่างพื้นที่ภูเขาไฟสองแห่ง คือ ภูเขาไฟวิสุเวียสและกัมปีเฟลเกรย์

นาโปลี

Napoli
Napule
Comune di Napoli
ภาพของนาโปลี ซ้ายบนคือภายในมหาวิหารนาโปลี ขวาบนคือกัสเตลโลนูโอโว ซ้ายล่างคือทิวทัศน์ของท่าเรือ และขวาล่างคือเตอาโตรซานการ์โล
ภาพของนาโปลี ซ้ายบนคือภายในมหาวิหารนาโปลี ขวาบนคือกัสเตลโลนูโอโว ซ้ายล่างคือทิวทัศน์ของท่าเรือ และขวาล่างคือเตอาโตรซานการ์โล
ธงของนาโปลี
ธง
ตราราชการของนาโปลี
ตราอาร์ม
นาโปลี is located in Italy
นาโปลี
นาโปลี
ที่ตั้งของนาโปลีในประเทศอิตาลี
พิกัดภูมิศาสตร์: 40°50′N 14°15′E / 40.833°N 14.250°E / 40.833; 14.250
ประเทศอิตาลี
แคว้นคัมปาเนีย
จังหวัดนาโปลี (NA)
การปกครอง
 • นายกเทศมนตรีLuigi de Magistris
พื้นที่
 • ทั้งหมด119.02 ตร.กม. (45.95 ตร.ไมล์)
ความสูง17 เมตร (56 ฟุต)
ประชากร (1 มกราคม 2562)[1]
 • ทั้งหมด3,084,890 คน
 • ความหนาแน่น26,000 คน/ตร.กม. (67,000 คน/ตร.ไมล์)
เดมะนิมNapoletani
เขตเวลาCET (UTC+1)
 • ฤดูร้อน
(เวลาออมแสง)
CEST (UTC+2)
รหัสไปรษณีย์80100, 80121-80147
รหัสเขตโทรศัพท์081
นักบุญองค์อุปถัมภ์Januarius
วันสมโภชนักบุญ19 กันยายน
เว็บไซต์เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

นาโปลีก่อตั้งขึ้นเมื่อ 800-900 ปีก่อนคริสตกาล[3][4] ในฐานะอาณานิคมกรีก จึงจัดว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แรกเริ่มนั้นมีชื่อว่า Παρθενόπη Parthenope ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Νεάπολις Neápolis (เมืองใหม่) จัดเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในพื้นที่ Magna Graecia โดยมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดวัฒนธรรมกรีกไปสู่สังคมโรมัน ต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางหลักทางวัฒนธรรมของสาธารณรัฐโรมัน โดยเวอร์จิล กวีภาษาละตินที่มีชื่อเสียง ก็ได้เคยศึกษาวิชาที่นาโปลีและต่อมาก็ได้อาศัยอยู่ที่บริเวณชานเมือง[5] ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ นาโปลีได้รับสืบทอดอิทธิพลทางศิลปะและสถาปัตยกรรมจากอารยธรรมต่าง ๆ มากมาย รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เด่นชัดที่สุดที่ยังคงพบได้ในปัจจุบันถือกำเนิดมาจากยุคกลาง สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา และสมัยบาโรก

ใจกลางนาโปลีเป็นศูนย์กลางเมืองทางประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป[6] (1,700 เฮกตาร์ หรือ 17 ตารางกิโลเมตร)[7] และได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของเมือง นาโปลีเคยมีฐานะเป็นเมืองหลวงของ Duchy และอาณาจักรต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งเคยเป็นเมืองหลวงของ Crown of Aragon และยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมที่สำคัญ (โดยเฉพาะในสมัยของลัทธิมนุษยนิยมเรอเนสซองซ์ และตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ถึง 19) อิทธิพลของเมืองได้แผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่หลายส่วนในยุโรปไปจนถึงนอกทวีป[8] และรอบเมืองก็เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญต่าง ๆ (เช่น พระราชวังกาแซร์ตา ปอมเปอี และเฮอร์คิวเลเนียม) ซึ่งล้วนแต่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดต่อนาโปลีในด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ และสถาปัตยกรรม

นาโปลีเคยเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรนาโปลีตั้งแต่ พ.ศ. 1825 ถึง พ.ศ. 2349 ต่อมาได้ถูกผนวกอาณาจักรเข้ากับราชอาณาจักรซิซิลี และกลายเป็นเมืองหลวงของ Kingdom of Two Sicilies จนกระทั่งอาณาจักรต่าง ๆ บนคาบสมุทรถูกผนวกรวมเป็นประเทศอิตาลีเมื่อ พ.ศ. 2404 ซึ่งหลังสงคราม Neapolitan ฝ่ายนาโปลีก็ได้สนับสนุนการรวมประเทศนี้อย่างเต็มที่

ภายในอาณาเขตการปกครองของนาโปลีมีประชากรประมาณ 1 ล้านคน แต่จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ระบุว่าเขตปริมณฑลของนาโปลีมีประชากรมากเป็นอันดับสอง (รองจากมหานครมิลาน ซึ่ง Svimez Data ระบุว่ามีผู้อยู่อาศัย 4,434,136 คน[9] ขณะที่สถาบัน Censis ระบุว่ามี 4,996,084 คน)[10] หรือสาม (ตามข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา มีผู้อยู่อาศัย 3.1 ล้านคน[11]) ของอิตาลี นอกจากนี้ยังเป็นมหานครที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในอิตาลี

นาโปลีถูกจัดให้เป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งมากเป็นอันดับสี่ในอิตาลี รองจากมิลาน โรม และตูริน และถูกจัดให้เป็นเมืองที่ร่ำรวยเป็นอันดับที่ 91 ของโลกโดยวัดจากกำลังซื้อของประชากร และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมอยู่ที่ 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเหนือกว่าเศรษฐกิจของบูดาเปสต์และซูริก[12] ท่าเรือนาโปลีเป็นท่าเรือที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป (มีผู้โดยสารคับคั่งมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากท่าเรือฮ่องกง)[13] เมื่อไม่นานมานี้เศรษฐกิจของนาโปลีได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และอัตราการว่างงานของประชากรในเมืองและบริเวณโดยรอบก็ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2542[14] กระนั้นก็ยังคงเต็มไปด้วยการทุจริตทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ[15] รวมทั้งเป็นแหล่งตลาดมืดที่เฟื่องฟู ในตัวเมืองเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทขนาดใหญ่สัญชาติอิตาลีหลายแห่ง เช่น MSC-Cruises และเป็นที่ตั้งของ Center Rai of Naples (สื่อ) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2501 ขณะที่ในเขตบัญโญลีเป็นที่ตั้งของสำนักงานขนาดใหญ่ขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ และยังมี SRM institution for economic research และบริษัทและศูนย์การศึกษา OPE ที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองเช่นกัน[16][17][18] นาโปลีเป็นสมาชิกเต็มของเครือข่าย Eurocities[19] นอกจากนี้ ยังได้รับเลือกให้เป็นศูนย์กลางของ Acp/Ue[20] และได้รับการยกย่องจาก Creative Cities Network ในสังกัดขององค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองแห่งวรรณกรรม[21] ในเขตโปซิลลีโปของเมืองเป็นที่ตั้งของ Vill Rosebery ซึ่งเป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการหนึ่งในสามแห่งของประธานาธิบดีอิตาลี

ในศตวรรษที่ 20 นาโปลีตกอยู่ภายใต้การปกครองของลัทธิฟาสซิสต์ และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองก็เป็นเมืองที่ถูกทิ้งระเบิดมากที่สุดในอิตาลี[22] ภายหลังสงครามสงบได้มีการบูรณะเมืองซึ่งได้ขยายตัวเมืองออกไปยังพื้นที่รอบนอก ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้ ได้มีการสร้างย่านธุรกิจ (เชนโตรดีเรซีโอนาเล) ที่มีอาคารระฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานแบบ TGV ในโรม รวมถึงการขยายเส้นทางรถไฟใต้ดินที่จะครอบคลุมพื้นที่ครึ่งหนึ่งของภูมิภาค และนาโปลีจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม International Astronautical Congress ใน พ.ศ. 2555[23] และ Universal Forum of Cultures ใน พ.ศ. 2556

นาโปลีเป็นเมืองที่เริ่มมีการทำพิซซาขึ้นเป็นครั้งแรก โดยในขณะนั้นจะใช้การทอดก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นการอบในภายหลัง นอกจากนี้วัฒนธรรม Neapolitan ยังมีอิทธิพลด้านดนตรีอย่างแพร่หลาย อย่างเช่นการประดิษฐ์ Romantic guitar และแมนโดลิน รวมทั้งอุปรากรและเพลงท้องถิ่น บุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของนาโปลีคือนักบุญ Januarius ผู้ปกป้องคุ้มครองเมือง ส่วนตัวละครจากเรื่องแต่งที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์คือ พูลชิเนลลา และไซเรน สิ่งมีชีวิตจากมหากาพย์โอดิสซีของกรีก

ประวัติศาสตร์แก้ไข

อาณานิคมกรีกและโรมันแก้ไข

ประวัติศาสตร์ของนาโปลีสามารถย้อนหลังไปได้ถึง 800 ปีก่อนคริสตกาล ในช่วงเวลาพื้นที่ใกล้เคียงกับนาโปลีในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของอาณานิคม Cumae ของกรีก ซึ่งก่อตั้งโดยชาวเกาะ Euboea ในกรีซ[24] ต่อมาชาวอาณานิคมได้ก่อตั้งเมืองที่ชื่อว่า Parthenope เหตุผลที่แท้จริงของการก่อตั้งเมืองยังคงเป็นปริศนา ในปัจจุบันทราบแต่เพียงว่าต่อมาชาว Cumae ได้สร้าง Neapolis (หมายถึงเมืองใหม่) ขึ้นติดกับเมือง Parthenope ในช่วงเวลาดังกล่าวชาว Cumae กำลังต้านทานการรุกรานจากชาวอีทรัสคัน[25]

Neapolis เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นด้วยอิทธิพลของนครรัฐซีรากูซาอันทรงอำนาจของกรีก ต่อมาเมื่อถึงจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ Parthenope และ Neapolis ก็ได้ควบรวมเข้าเป็นเมืองเดียวกัน.[24] ซึ่งได้กลายเป็นพันธมิตรของสาธารณรัฐโรมันเพื่อต่อต้านคาร์เธจ โดยกำแพงที่รายล้อม Neapolis ได้ช่วยหยุดยั้งฮันนิบาล ผู้นำทัพชาวคาร์เธจ ไม่ให้บุกเข้าเมืองได้[26] ต่อมาในช่วงสงครามแซมไนต์ Neapolis ได้ถูกชาวแซมไนต์เข้ายึดครอง แต่ต่อมาไม่นานโรมันก็สามารถยึดกลับคืนได้และสถาปนาให้เป็นอาณานิคมของโรมัน[26]

นาโปลีได้รับเกียรติจากโรมันเป็นอย่างมากในฐานะแหล่งอารยธรรมเฮเลนนิสติค ซึ่งประชาชนยังคงรักษาภาษาและขนบธรรมเนียมแบบกรีกเอาไว้ โรมันได้สร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ขึ้นในเมือง ทั้งบ้านพักตากอากาศ ลำรางส่งน้ำ โรงอาบน้ำสาธารณะ Odeon โรงละคร และวิหาร Dioscures จักรพรรดิผู้ทรงอำนาจหลายพระองค์ได้ทรงเลือกนาโปลีเป็นสถานที่ทรงพระสำราญ เช่น จักรพรรดิคลอดิอุส และไทบีเรียส[26]

ในช่วงเวลาดังกล่าว ศาสนาคริสต์ได้เผยแพร่เข้ามาสู่นาโปลี กล่าวกันว่านักบุญปีเตอร์และนักบุญพอล สองอัครทูต ได้เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาในนาโปลี รวมทั้งนักบุญ Januarius ผู้ซึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตในนาโปลี[27]และต่อมาได้กลายเป็นนักบุญอุปถัมภ์ประจำเมือง นอกจากนี้ โรมิวลัส ออกัสตัส จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายแห่งจักรวรรดิโรมันตะวันตก ก็ทรงถูกเนรเทศมายังนาโปลีตามพระบัญชาของกษัตริย์ Odoacer

Duchy of Naplesแก้ไข

หลังจากจักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายลง นาโปลีถูกยึดครองโดยชาวออสโตรกอทซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของเผ่าชนเจอร์มานิกตะวันออก และควบรวมเข้ากับราชอาณาจักรออสโตรกอท[28] ต่อมาใน พ.ศ. 1079 นายพล Belisarius แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ (หรือที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่าจักรวรรดิโรมันตะวันออก) สามารถยึดนาโปลีกลับคืนได้หลังจากเข้าเมืองผ่านทางลำรางส่งน้ำ[29]

ในระหว่างสงครามกอทิก กษัตริย์Totila ของชาวออสโตรกอทได้เข้าครอบครองนาโปลีระยะเวลาสั้น ๆ ใน พ.ศ. 1086 แต่ต่อมาในยุทธการ Mons Lactarius บนลาดภูเขาไฟวิสุเวียส ไบแซนไทน์ได้รับชัยชนะเหนือออสโตรกอทและแผ่ขยายอิทธิพลเหนือคาบสมุทรอิตาลีได้[28] คาดว่าหลังจากนั้นนาโปลีได้ติดต่อกับ Exarchate of Ravenna ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของไบแซนไทน์บนคาบสมุทร[30]

อ้างอิงแก้ไข

  1. ‘City’ population (i.e. that of the comune or municipality) from Popolazione residente al 1° Gennaio 2019 per età, sesso e stato civile, ISTAT.
  2. Gleijeses, Vittorio (1977). The History of Naples, since Origins to Modern Times. Naples.
  3. Chronology of the history of Naples
  4. "Greek Naples". Faculty.ed.umuc.edu. สืบค้นเมื่อ 2010-01-25.
  5. "Napoli, La Storia della Città Napoli Musei – Napoli chiese – Napoli museo archeologico – Napoli monumenti – Napoli teatri – Napoli Italia". Pintostorey.it. สืบค้นเมื่อ 2010-03-28.
  6. The historic city center of Naples
  7. 1.700 hectares
  8. "Centro Storico di Napoli". Unesco.it. สืบค้นเมื่อ 2010-01-25.
  9. "Seminario-aprile2001.PDF" (PDF). สืบค้นเมื่อ 2009-07-19.
  10. "La società italiana al 2008" (PDF). Fondazione Censis. Archived from the original (PDF) on 2009-06-24. สืบค้นเมื่อ 2019-12-16.
  11. OECD. "Competitive Cities in the Global Economy" (PDF). สืบค้นเมื่อ 2009-04-30.
  12. "City Mayors reviews the richest cities in the world in 2005". Citymayors.com. 2007-03-11. สืบค้นเมื่อ 2010-01-25.
  13. The port of Naples
  14. "Site3-TGM table". Epp.eurostat.ec.europa.eu. สืบค้นเมื่อ 2010-01-25.
  15. "Cordova: 'Visto? La corruzione a Napoli non si è mai fermata' – Repubblica.it » Ricerca". Ricerca.repubblica.it. สืบค้นเมื่อ 2010-03-14.
  16. "SRM Studi e Ricerche per il Mezzogiorno – Ricerche". Srmezzogiorno.it. 2006-05-01. Archived from the original on April 6, 2008. สืบค้นเมื่อ 2010-03-14.
  17. OPE impresa (sede in Napoli - Centro direzionale)
  18. Centro studi OPE (sede in Napoli dal 1 febbraio 2009)
  19. Eurocities. "EUROCITIES – the network of major European cities". Eurocities.eu. สืบค้นเมื่อ 2010-02-03.
  20. "Dipartimento politiche comunitarie: Napoli sede dell'ACP-UE. Ronchi: "Pieno sostegno dei nostri europarlamentari"". Politichecomunitarie.it. สืบค้นเมื่อ 2010-03-14.
  21. Naples city of Unesco's literature
  22. "Bombing of Naples". Faculty.ed.umuc.edu. 7 October 2007.
  23. Manuela Proietti. "Expo 2012, Napoli capitale dello spazio| Iniziative | DIREGIOVANI". Diregiovani.it. สืบค้นเมื่อ 2010-01-25.
  24. 24.0 24.1 "Greek Naples". Faculty.ed.umuc.edu. 8 January 2008.
  25. "Napoli (Neapolis)". Archeona.arti.beniculturali.it. 8 January 2008.
  26. 26.0 26.1 26.2 "Antic Naples". Naples.Rome-in-Italy.com. 8 January 2008.
  27.   "Naples" in the 1913 Catholic Encyclopedia
  28. 28.0 28.1 Wolfram, Herwig. The Roman Empire and Its Germanic Peoples. University of California Press. ISBN 978-0520085114.
  29. "Belisarius – Famous Byzantine General". About.com. 8 January 2008.
  30. Kleinhenz, Christopher. Medieval Italy: An Encyclopedia. Routledge. ISBN 978-0415221269.