มาตรธรณีกาล (อังกฤษ: Geologic time scale หรือย่อว่า GTS) เป็นระบบของการหาอายุตามลำดับเวลาที่จำแนกชั้นหินทางธรณีวิทยา (การลำดับชั้นหิน) ตามเวลา ซึ่งนักธรณีวิทยา นักบรรพชีวินวิทยา และนักวิทยาศาสตร์โลกแขนงอื่น ๆ ใช้เพื่ออธิบายการวัดเวลาและความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ในทางธรณีประวัติ โดยมาตรกาลได้ถูกพัฒนาผ่านการศึกษาและการสังเกตชั้นหินและความสัมพันธ์ ตลอดจนเวลาที่ซึ่งสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ปรากฏตัว วิวัฒนาการ และสูญพันธุ์ผ่านการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ ตารางของธรณีกาลดังปรากฏในบทความนี้ รวมถึงระบบอนุกรมวิธาน อายุของช่วงเวลา และรหัสสีมาตรฐานนั้นถูกกำหนดโดยคณะกรรมาธิการการลำดับชั้นหินสากล (ICS)

วงกลมนี้แสดงหน่วยหลักบางส่วนของมาตรธรณีกาลและเหตุการณ์ซึ่งถูกกำหนดไว้ในประวัติของโลก บรมยุคเฮเดียนแสดงถึงช่วงเวลาก่อนที่จะมีซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลก โดยขอบบนของบรมยุคดังกล่าวในปัจจุบัน คือ 4.0 Ga (พันล้านปีก่อน)[1] ส่วนการแบ่งย่อยอื่น ๆ นั้นจะสะท้อนถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต โดยมีบรมยุคอาร์เคียนและบรมยุคโพรเทอโรโซอิกด้วย ส่วนมหายุคพาลีโอโซอิก มหายุคมีโซโซอิก และมหายุคซีโนโซอิกเป็นมหายุคของบรมยุคฟาเนอโรโซอิก ขณะที่ช่วงสามล้ามปีของยุคควอเทอร์นารีซึ่งเป็นข่วงเวลาของมนุษย์ที่เรารู้กันนั้นมีขนาดเล็กเกินกว่าจะแสดงได้ด้วยแผนภาพนี้

ศัพทวิทยาแก้ไข

การแบ่งที่ใหญ่ที่สุดของเวลาชื่อช่วงของเวลาที่เรียกว่า บรมยุค (eon) โดยบรมยุคแรก คือ บรมยุคเฮเดียน ซึ่งเริ่มต้นขึ้นพร้อมการก่อตัวของโลกและทอดตัวยาวประมาณ 540 ล้านปีจนเข้าสู่บรมยุคอาร์เคียน ซึ่งเป็นเวลาที่โลกเย็นตัวลงจนเพียงพอสำหรับการเกิดทวีปต่าง ๆ และสิ่งมีชีวิตแรกสุดได้ปรากฏตัวขึ้น หลังจากนั้นประมาณ 2.5 พันล้านปี ออกซิเจนที่เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวสังเคราะห์แสงจึงได้เริ่มปรากฏขึ้นในชั้นบรรยากาศ และเป็นหมุดหมายการเริ่มต้นของบรมยุคโพรเทอโรโซอิก ในท้ายที่สุด บรมยุคฟาเนอโรโซอิกได้รวมเอาช่วงเวลากว่า 541 ล้านปีที่มีสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์หลากหลายชนิดเอาไว้ โดยเริ่มต้นด้วยการปรากฏตัวของสัตว์เปลือกแข็งในซากดึกดำบรรพ์ และสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน บรมยุคสามบรมยุคแรก (กล่าวคือ ทุกบรมยุค ยกเว้นบรมยุคโพรเทอโรโซอิก) สามารถเรียกรวมกันได้ว่าเป็นอภิมหาบรมยุค (supereon) พรีแคมเบรียน เนื่องด้วยความสำคัญของการระเบิดยุคแคมเบรียน ซึ่งเกิดความหลากหลายของรูปแบบสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์อย่างมากมหาศาลได้เกิดขึ้นในยุคแคมเบรียนเป็นจุดเริ่มต้นของบรมยุคฟาเนอโรโซอิก โดยบรมยุคสามารถแบ่งออกได้เป็นมหายุค (era)[2] ซึ่งสามารถแบ่งย่อยต่อไปได้เป็นยุค (period)[3] สมัย (epoch) และช่วงอายุ (age) และยังมีสภาพขั้วแม่เหล็กของรุ่นหิน หรือ "รุ่น" (chron) ที่สามารถใข้เป็นการแบ่งย่อยของช่วงอายุได้ด้วย แม้ว่าจะไม่ถูกรวมอยู่ในระบบของคณะกรรมาธิการการลำดับชั้นหินสากลก็ตาม

บรมยุค มหายุค ยุค ขอบเขต
(ล้านปีก่อน)
ช่วงเวลา
(ล้านปี)
ฟาเนอโรโซอิก ซีโนโซอิก ควอเทอร์นารี (ไพลสโตซีน/โฮโลซีน) 2.588–0 2.588+
นีโอจีน (ไมโอซีน/ไพลโอซีน) 23.03–2.588 20.4
พาลีโอจีน (พาลีโอซีน/อีโอซีน/โอลิโกซีน) 66.0–23.03 42.9
มีโซโซอิก ยุคครีเทเชียส 145.5–66.0 79.5
จูแรสซิก 201.3–145.0 56.3
ไทรแอสซิก 251.902–201.3 50.6
พาลีโอโซอิก เพอร์เมียน 298.9–251.902 46.9
คาร์บอนิเฟอรัส (มิสซิสซิปเปียน/เพนน์ซีลเวเนียน) 358.9–298.9 60
ดีโวเนียน 419.2–358.9 60.3
ไซลูเรียน 443.4–419.2 24.2
ออร์โดวิเชียน 485.4–443.4 42
แคมเบรียน 538.8–485.4 53.4
โพรเทอโรโซอิก นีโอโพรเทอโรโซอิก อีดีแอคารัน 635.0–538.8 96.2
ไครโอเจเนียน 720–635 85
โทเนียน 1,000–720 280
มีโซโพรเทอโรโซอิก สเทเนียน 1,200–1,000 200
เอกเทเซียน 1,400–1,200 200
คาลิมเมียน 1,600–1,400 200
แพลีโอโพรเทอโรโซอิก สตาทีเรียน 1,800–1,600 200
ออโรซีเรียน 2,050–1,800 250
ไรเอเซียน 2,300–2,050 250
ไซดีเรียน 2,500–2,300 200
อาร์เคียน นีโออาร์เคียน ไม่มีการแบ่งย่อยเป็นยุคอย่างเป็นทางการ 2,800–2,500 300
มีโซอาร์เคียน 3,200–2,800 400
พาลีโออาร์เคียน 3,600–2,200 400
อีโออาร์เคียน 4,000–3,600 400
เฮเดียน ไม่มีการแบ่งย่อยเป็นมหายุคอย่างเป็นทางการ ไม่มีการแบ่งย่อยเป็นยุคอย่างเป็นทางการ กำเนิดโลกถึง 4000 ล้านปีก่อน 540
หน่วยในธรณีกาลวิทยาและการลำดับชั้นหิน[4]
ส่วนของหิน (ชั้นหิน) ในการลำดับชั้นหินตามอายุกาล ช่วงเวลาในธรณีกาลวิทยา หมายเหตุถึง
หน่วยทางธรณีกาลวิทยา
หินบรมยุค
(Eonothem)
บรมยุค มีทั้งสิ้น 4 ช่วง ช่วงหนึ่ง ๆ กินเวลาครึ่งพันล้านปีหรือมากกว่า
หินมหายุค
(Erathem)
มหายุค กำหนดไว้ 10 ช่วง ช่วงหนึ่ง ๆ กินเวลาหลายร้อยล้านปี
หินยุค
(System)
ยุค กำหนดไว้ 22 ช่วง ช่วงหนึ่ง ๆ กินเวลาสิบล้านถึงประมาณร้อยล้านปี
หินสมัย
(Series)
สมัย กำหนดไว้ 34 ช่วง ช่วงหนึ่ง ๆ กินเวลาหลายสิบล้านปี
หินช่วงอายุ
(Stage)
ช่วงอายุ กำหนดไว้ 99 ช่วง ช่วงหนึ่ง ๆ กินเวลาหลายล้านปี
หินรุ่น
(Chronozone)
รุ่น การแบ่งย่อยของช่วงอายุ ไม่ถูกใช้ในมาตรธรณีกาลของ ICS

เพื่อให้สอดคล้องกับบรมยุค มหายุค ยุค สมัย และ ช่วงอายุ จึงมีการใช้คำว่า "หินบรมยุค" "หินมหายุค" "หินยุค" "หินสมัย" และ "หินช่วงอายุ" เพื่ออ้างอิงถึงชั้นหินที่อยู่ในช่วงเวลาตามธรณีกาลเหล่านี้ในประวัติโลก

นักธรณีวิทยายังใช้หน่วย "ตอนต้น" (early) "ตอนกลาง" (mid) และ "ตอนปลาย" (late) เมื่อกล่าวถึงเวลาและ "ล่าง" (lower) "กลาง" (middle) และ "บน" (upper) เมื่อกล่าวถึงหินด้วย เช่น หินช่วงอายุจูแรสซิกล่าง (Lower Jurassic Series) ในการลำดับชั้นหินตามอายุกาลนั้นสอดคล้องกับสมัยจูแรสซิกตอนต้น (Early Jurassic Epoch) ในธรณีกาลวิทยา[5] ในภาษาอังกฤษ คำคุณศัพท์นั้นจะใช้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่เมื่อการแบ่งย่อยนั้นเป็นทางการ และจะใช้เป็นตัวพิมพ์เล็กเมื่อไม่เป็นทางการ เช่น "early Miocene" และ "Early Jurassic"

การกำหนดมหายุคแก้ไข

บรมยุคฟาเนอโรโซอิก แบ่งออกเป็นสามมหายุค ได้แก่ มหายุคพาลีโอโซอิก มหายุคมีโซโซอิก และ มหายุคซีโนโซอิก (หมายถึง สิ่งมีชีวิต "เก่า" "กลาง" และ "ปัจจุบัน" ตามลำดับ) ซึ่งเป็นตัวแทนของขั้นหลักในการพิจารณาซากดึกดำบรรพ์ด้วยตาเปล่า มหายุคเหล่านี้ถูกแบ่งแยกด้วยขอบเขตมหันตภัยการสูญพันธุ์ คือ เหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคเพอร์เมียน–ไทรแอสซิก เป็นตัวแบ่งระหว่างมหายุคพาลีโอโซอิกและมหายุคมีโซโซอิก และเหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียส–พาลีโอจีน เป็นตัวแบ่งระหว่างมหายุคมีโซโซอิกและมหายุคซีโนโซ[6] โดยมีหลักฐานว่าเหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียส–พาลีโอจีนนั้นเกิดขึ้นจากการปะทุของหินปิดกั้นไซบีเรียน และเหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียส–พาลีโอจีนเกิดจากการพุ่งชนของอุกกาบาตที่ทำให้เกิดหุบอุกกาบาตชิกชูลุบ[ต้องการอ้างอิง]

บรมยุคเฮเดียน บรมยุคอาร์เคียน และ บรมยุคโพรเทอโรโซอิก นั้นแต่เดิมเรียกรวมกันว่า พรีแคมเบรียน โดยช่วงเวลาเหล่านี้ครอบคลุมประวัติของโลกไว้สี่พันล้านปีก่อนการปรากฏขึ้นของสัตว์เปลือกแข็ง อย่างไรก็ตาม บรมยุคอาร์เคียนและบรมยุคโพรเทอโรโซอิกนั้นมีการแบ่งย่อยเป็นมหายุคของมันเอง

การกำหนดยุคแก้ไข

ปัจจุบันมียุคที่ได้รับการยอมรับแล้วยี่สิบสองยุคในบรมยุคปัจจุบัน นั่นคือ บรมยุคฟาเนอโรโซอิก ตามการนิยามของคณะกรรมาธิการการลำดับชั้นหินสากล (ICS) โดยอ้างอิงกับการลำดับชั้นหินในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลก[7] ในปี 2547 ยุคอีดีแอคารันซึ่งเป็นยุคสุดท้ายของอภิมหาบรมยุครีแคมเบรียนได้ถูกกำหนดในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้ และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 130 ปีที่มีการกำหนดลักษณะของยุคขึ้นใหม่[8]

โดยผลที่เกิดขึ้นจากการใช้แนวทางเช่นนี้ต่อบรมยุคฟาเนอโรโซอิกคือทำให้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของช่วงอายุต่าง ๆ นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไป เมื่ออายุสัมพัทธ์ของหินที่ได้รับการคัดเลือกไว้นั้นถูกกำหนดขึ้นได้อย่างแม่นยำมากขึ้น[9]

ชุดของหิน (หินตะกอน หินอัคนี หรือ หินแปร) ที่เกิดขึ้นในระหว่างยุคเหล่านี้จะอยู่ในหน่วยของการลำดับชั้นหินตามอายุกาล เรียกว่า หินยุค (system)[10] ยกตัวอย่างเช่น "หินยุคจูแรสซิก" ของหินนั้นเกิดขึ้นในช่วง "ยุคจูแรสซิก" (ระหว่าง 201 ถึง 145 ล้านปีก่อน)[10]

หลักการแก้ไข

หลักฐานจากการหาอายุสัมบูรณ์ชี้ว่าโลกมีอายุประมาณ 4.54 พันล้านปี[11][12] ธรณีวิทยาหรือห้วงเวลาลึกของโลกในอดีตถูกจัดแบ่งออกเป็นหน่วยต่าง ๆ ตามเหตุการณ์ที่คาดว่าได้เกิดขึ้น โดยช่วงเวลาที่แตกต่างกันบนมาตรธรณีกาลนั้น มักจะถูกกำหนดขึ้นด้วยการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในชั้นหินที่สอดคล้องกัน ซึ่งเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ทางธรณีวิทยาหรือบรรพชีวินวิทยา เช่น การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ตัวอย่างเช่น ขอบเขตระหว่างยุคครีเทเชียสและยุคพาลีโอจีนถูกกำหนดไว้ที่เหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียส–พาลีโอจีน ซึ่งเป็นจุดจบของไดโนเสาร์กลุ่มที่ไม่ใช่สัตว์ปีก รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อีกจำนวนมาก ส่วนช่วงเวลาที่เก่ากว่าที่เกิดขึ้นก่อนที่จะถูกบันทึกไว้ได้ในซากดึกดำบรรพ์ (ก่อนบรมยุคโพรเทอโรโซอิก) นั้นจะถูกกำหนดโดยอายุสัมบูรณ์

หน่วยทางธรณีวิทยาจากช่วงเวลาเดียวกันแต่มาจากส่วนต่าง ๆ ของโลกนั้นมักจะไม่เหมือนกัน และมีซากดึกดำบรรพ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น ช่วงเวลาเดียวกันจึงได้รับชื่อที่แตกต่างกันไปตามสถานที่ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ในทวีปอเมริกาเหนือ ยุคแคมเบรียนตอนล่างจะถูกเรียกว่า หินสมัยวาอูโกบาน (Waucoban series) ที่ซึ่งจากนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นบริเวณต่าง ๆ ตามการสืบทายาทของไทรโลไบต์ ในเอเชียตะวันออกและไซบีเรีย หน่วยเดียวกันนั้นจะถูกแบ่งออกเป็น หินสมัยอเลเซียน (Alexian stage) หินสมัยแอตดาบาเนียน (Atdabanian stage) และ หินสมัยโบโตเมียน (Botomian stage) โดยลักษณะสำคัญของงานของคณะกรรมาธิการการลำดับชั้นหินสากล คือ การประนีประนอมความขัดแย้งทางศัพทวิทยานี้ และกำหนดแนวชั้นสากลขึ้นที่สามารถใช้กันได้ทั่วโลก[13]

บนดาวเคราะห์และดวงจันทร์ดวงอื่นบางดวงในระบบสุริยะ จะมีโครงสร้างแข็งอย่างเพียงพอที่จะเก็บรักษาประวัติศาสตร์ของมันไว้ได้ เช่น ดาวศุกร์ ดาวอังคาร และดวงจันทร์ของโลก ส่วนดาวเคราะห์ที่ประกอบด้วยของเหลวเป็นส่วนมาก เช่น ดาวแก๊สยักษ์ จะไม่สามารถเก็บรักษาประวัติศาสตร์ของมันไว้ได้ นอกเหนือจากการระดมชนหนักครั้งหลังแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ดวงอื่นอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อโลกเพียงเล็กน้อย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกก็มีผลเล็กน้อยต่อดาวเคราะห์เหล่านั้นเช่นกัน ดังนั้น การสร้างมาตรกาลที่เชื่อมโยงกับดาวเคราะห์นั้นจึงมีความเกี่ยวข้องอย่างจำกัดอยู่กับมาตรกาลของโลกเท่านั้น ยกเว้นในบริบทของระบบสุริยะ การมีอยู่ เวลา และผลกระทบบนพื้นดินของการระดมชนหนักครั้งหลังจึงยังคงเป็นประเด็นที่ถกเกียงกันอยู่[a]

ประวัติและการตั้งชื่อของมาตรกาลแก้ไข

 
วังวนธรณีกาล แสดงให้เห็นประวัติศาสตร์อันยาวนาน 4.6 พันล้านปีของโลกตั้งแต่อภิมหาบรมยุคพรีแคมเบรียนจนถึงปัจจุบัน

ประวัติช่วงต้นแก้ไข

ในสมัยกรีซโบราณ แอริสตอเติล (384–322 BCE) ได้สังเกตว่ามีซากดึกดำบรรพ์ของเปลือกหอยในหิน ซึ่งคล้ายกันกับที่พบได้ตามชายหาด เขาได้อนุมานว่าซากดึกดำบรรพ์ในหินเหล่านั้นเกิดขึ้นจากสิ่งมีขีวิต และเขาให้เหตผลว่า ตำแหน่งของแผ่นดินและทะเลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อนานมาแล้ว เลโอนาร์โด ดา วินชี (ค.ศ. 1452–1519) เห็นด้วยกับการตีความของแอริสตอเดิลที่ว่าซากดึกดำบรรพ์นั้นเป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตโบราณที่เหลืออยู่[14]

ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 แอวิเซนนา (เสียชีวิต ค.ศ. 1037) นักปราชญ์ชาวเปอร์เซีย และอัลแบร์ตุส มาญุส (เสียชีวิต ค.ศ. 1280) มุขนายกแห่งคณะดอมินิกันในศาสนาคริสต์ ได้ขยายความคำอธิบายของแอริสตอเติลไปเป็นทฤษฏีของเหลวกลายเป็นหิน[15] นอกจากนี้แอวิเซนนายังได้เสนอหลักการข้อหนึ่งที่อยู่ภายใต้มาตรธรณีกาลด้วย นั่นคือ กฎการวางซ้อนของชั้นหิน ในขณะที่กล่าวถึงการกำเนิดภูเขาในหนังสือ The Book of Healing (ค.ศ. 1027)[16] และยังมีเฉิน กัว (ค.ศ. 1031–1095) นักธรรมชาติวิทยาชาวจีน ซึ่งเป็นผู้ค้นพบแนวคิดของ "ห้วงเวลาลึก" ด้วย[17]

การจัดตั้งหลักการเบื้องต้นแก้ไข

ในช่วงปลายคริสต์ตวรรษที่ 17 นิโกลัส สตีโน (ค.ศ. 1638–1686) ได้กล่าวถึงหลักการพื้นฐานของมาตรธรณีกาล โดยสตีโนแย้งว่าชั้นหินนั้นถูกวางเรียงต่อ ๆ กันและแต่ละชั้นแสดงถึง "ส่วน" ของเวลา นอกจากนี้ เขายังได้ตั้งกฎการวางซ้อนขึ้น ซึ่งระบุว่าชั้นหินหนึ่ง ๆ อาจมีอายุมากกว่าชั้นที่อยู่ด้านบนและมีอายุน้อยกว่าชั้นที่อยู่ด้านล่างชั้นดังกล่าว แม้ว่าหลักการของสตีโนนั้นจะเรียบง่าย แต่การนำไปพิสูจน์นั้นกลับมีความท้าทาย นอกจากนี้ แนวคิดของสตีโนยังนำไปสู่แนวคิดที่สำคัญอื่น ๆ ที่นักธรณีวิทยาใช้ในปัจจุบันด้วย เช่น การหาอายุสัมพัทธ์ ซึ่งตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 นั้น นักธรณีวิทยาตระหนักได้ว่า

  1. ลำดับของชั้นหินมักจะถูกกร่อน ถูกบิดให้ผิดรูป ถูกทำให้เอียง หรือแม้แต่เกิดกลับด้านหลังจากการถูกทับถมแล้ว
  2. ชั้นหินที่วางตัวในเวลาเดียวกันแต่ต่างพื้นที่กัน อาจมีลักษณะที่แตกต่างกันได้อย่างสิ้นเชิง
  3. ชั้นหินของพื้นที่หนึ่ง ๆ เป็นเพียงส่วนเดียวของประวัติอันยาวนานของโลกเท่านั้น

ทฤษฎีเนปจูนิสต์ที่เป็นที่นิยมในเวลานั้น (ทฤษฎีได้รับการอธิบายโดยอับราฮัม ก็อทท์ลบ เวร์เนร์ (ค.ศ. 1749–1817) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18) เสนอว่า หินทั้งหมดนั้นเกิดการตะกอนจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงทางความคิดได้เกิดขึ้นครั้งใหญ่เมื่อเจมส์ ฮุตตันได้นำเสนอ ทฤษฎีโลก หรือ การตรวจสอบกฎที่สามารถสังเกตได้จากองค์ประกอบ การยุบ และการบูรณะขึ้นของแผ่นดินบนโลก ขึ้น[18] ที่ราชสมาคมแห่งเอดินบะระในเดือนมีนาคมและเมษายน ค.ศ. 1785 โดยจอห์น แมคฟีได้ยืนยันว่า "เมื่อสิ่งต่าง ๆ ปรากฏขึ้นจากมุมมองของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทำให้เจมส์ ฮุตตันจากการอ่านเหล่านั้นกลายมาเป็นผู้ก่อกำเนิดธรณีวิทยาสมัยใหม่"[19]:95–100 โดยฮุตตันเสนอว่า ภายใน [เนื้อใน] ของโลกนั้นร้อน และความร้อนนี้เป็นกลไกขับเคลื่อนการสร้างชั้นหินใหม่ขึ้น โดยแผ่นดินจะถูกก่อนไปโดยอากศและน้ำ และเกิดการทับถมเป็นชั้นในทะเล จากนั้นความร้อนก็จะรวมตะกอนเหล่านั้นให้เป็นหิน และยกให้เป็นแผ่นดินใหม่ โดยทฤษฎีนี้เรียกว่า พลูโตนิยม ซึ่งตรงกันข้ามกับทฤษฎีที่มุ่งไปที่อุทกภัยแบบเนปจูนนิยม

การประดิษฐ์มาตรธรณีกาลแก้ไข

ความพยายามอย่างจริงจังครั้งแรกในการกำหนดมาตรธรณีกาลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั่วโลกนั้นเกิดขึ้นในช่วงปลายคริตส์ศตวรรษที่ 18 ผู้ที่มีอิทธิพลต่อความคิดมากที่สุดในช่วงแรก ๆ (โดยมีเวร์เนร์เป็นผู้ครองอิทธิพลเหนือบุคคลอื่น) ได้แบ่งหินของเปลือกโลกออกเป็นสี่ประเภท ได้แก่ ปฐมภูมิ (Primary) ทุติยภูมิ (Secondary) ตติยภูมิ (Tertiary) และ จตุรภูมิ (Quaternary) โดยตามทฤษฎีแล้ว หินแต่ละประเภทนั้นจะก่อตัวขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ในประวัติโลก ดังนั้น อันที่จริงแล้วจึงเป็นไปได้ที่จะกล่าวถึง "ยุคเทอร์เทียรี" เช่นเดียวกับ "หินเทอร์เทียรี" โดย "ยุคตติยภูมิ" หรือ "เทอร์เทียรี" (ปัจจุบันแบ่งออกเป็นยุคพาลีโอจีนและนีโอจีน) ถูกใช้งานในฐานะชื่อของยุคทางธรณีวิทยามาจนถึงศตวรรษที่ 20 ส่วน "ยุคจตุรภูมิ" หรือ "ควอเทอร์นารี" ยังคงถูกใช้เป็นชื่อของยุคอย่างเป็นทางการจวบจนปัจจุบัน

การระบุชั้นหินโดยใช้ซากดึกดำบรรพ์ที่มีอยู่ ซึ่งถูกบุกเบิกโดยวิลเลียม สมิธ, ฌ็อฌ กูวีเย, ฌ็อง โดมาลียูส ดาลัว และอเล็กซองเดรอะ บงนีอาต์ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ช่วยให้นักธรณีวิทยาสามารถแบ่งประวัติของโลกได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้นักธรณีวิทยาเชื่อมโยงชั้นหินต่าง ๆ ข้ามพรมแดนของประเทศ (หรือแม้แต่ทวีป) ได้ โดยหากชั้นหินสองสั้น (แต่ว่าอยู่ห่างไกลกัยหรือมีองค์ประกอบต่างกัน) ซึ่งมีซากดึกดำบรรพ์เหมือนกัน โอกาสที่ชั้นหินทั้งสองจะวางตัวในเวลาเดียวกันนั้นจะอยู่ในระดับดี จากการศึกษาโดยละเอียดเกี่ยวกับชั้นหินและซากดึกดำบรรพ์ในยุโรประหว่างปี ค.ศ. 1820 ถึง 1850 ทำให้เกิดของลำดับทางธรณีที่ยังใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้

การตั้งชื่อยุค สมัย และ มหายุคแก้ไข

งานเริ่มแรกในการพัฒนามาตรธรณีกาลนั้นถูกครอบงำโดยนักธรณีวิทยาชาวอังกฤษ ชื่อของยุคทางธรณีวิทยาจึงสะท้อนถึงการครอบงำนั้น โดย คำว่า "แคมเบรียน" (ชื่อโบราณของประเทศเวลส์) และ "ออร์โดวิเชียน" และ "ไซลูเรียน" ก็เป็นชื่อที่ตั้งตามเผ่าโบราณของประเทศเวลส์ เนื่องจากมีการกำหนดลำดับชั้นหินและกำหนดยุคจากประเทศเวลส์[19]:113–114 ส่วน "ดรโวเนียน" เป้นชื่อที่ตั้งตามเทศมณฑลเดวอนของประเทศอังกฤษ และ "คาร์บอนิเฟอรัส" มาจากคำว่า "the Coal Measures" ซึ่งเป็นคำเก่าที่ใช้โดยนักธรณีวิทยาชาวอังกฤษในชั้นหินชุดเดียวกัน ขณะที่ "เพอร์เมียน" ตั้งตามดินแดนเปียร์มของประเทศรัสเซีย เนื่องจากยุคดังกล่าวถูกกำหนดโดยใช้ชั้นหินในภูมิภาคดังกล่าวโดยรอเดอร์ริก เมอร์ชสัน นักธรณีวิทยาชาวสก็อต อย่างไรก็ตาม บางยุคก็ได้รับการตั้งชื่อโดยนักธรณีวิทยาจากประเทศอื่น เช่น "ไทรแอสซิก" ตั้งโดยฟรีดริช ฟอน อัลแบร์ที นักธรณีวิทยาชาวเยอรมัน โดยชื่อมาจากลักษณะสามชั้นที่แตกต่างกัน (ในภาษาละติน trias หมายถึง ตรีลักษณ์) กล่าวคือ ชั้นหินแดง ซึ่งถูกปิดทับด้วยชั้นหินชอล์ก และตามด้วยชั้นหินดินดานดำ ซึ่งลักษณะนี้สามารถพบได้ทั่วประเทศเยอรมนีและภูมิภาคยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ จึงเป็นที่มาของชื่อ 'ไทรแอส' (trias) ชื่อ "จูแรสซิก" ตั้งโดยอเล็กซองเดรอะ บงนีอาต์ นักธรณีวิทยาชาวฝรั่งเศส โดยมีที่มาจากหินปูนทะเลเป็นบริเวณกว้างของภูเขาฌูรา (Jura) ชื่อ "ครีเทเชียส" (จากภาษาละติน creta หมายถึง หินชอล์ก) เป็นยุคที่ถูกกำหนดครั้งแรกโดยฌ็อง โดมาลียูส ดาลัว นักธรณีวิทยาชาวเบลเยียมในปี พ.ศ. 2365 โดยการใช้ชั้นหินในแอ่งปารีส[20] และได้ตั้งชื่อตามชั้นหินชอล์ก (การทับถมของแคลเซียมคาร์บอเนตที่เกิดจากเปลือกของสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลัง) ที่กว้างขวาง ซึ่งพบได้ในภูมิภาคยุโรปตะวันตก

นักธรณีวิทยาชาวอังกฤษยังได้รับหน้าที่ในการจัดกลุ่มยุคให้เป็นมหายุคต่าง ๆ ด้วย รวมถึงการแบ่งยุคเทอร์เทียรีและควอเทอร์นารีออกเป็นสมัยต่าง ๆ ในปี พ.ศ. 2384 เจมส์ ฟิลลิปส์ ได้ตีพิมพ์มาตรธรณีกาลทั่วโลกครั้งแรกขึ้นตามประเภทของซากดึกดำบรรพ์ที่พบในแต่ละมหายุค โดยมาตรของฟิลลิปส์ช่วยทำให้คำศัพท์ เช่น พาลีโอโซอิก ("สิ่งมีชีวิตเก่า") ซึ่งเขาได้ขยายให้มันครอบคลุมเวลามากกว่าที่เคยใช้มาให้เป็นคำมาตรฐาน และยังได้คิดค้นคำว่า มีโซโซอิก ("สิ่งมีชีวิตกลาง") ขึ้นด้วย[21]

การหาอายุของธรณีกาลแก้ไข

ดูบทความหลักที่: การหาอายุตามลำกับเวลา

เมื่อวิลเลียม สมิธและเซอร์ชาร์ล ไลเอลล์รู้เป็นครั้งแรกว่าชั้นหินนั้นเป็นตัวแทนของช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกัน มาตรกาลสามารถประมาณขึ้นได้อย่างคราว ๆ ไม่แม่นยำเท่านั้น อันเนื่องมาจากค่าประมาณของอัตราการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอน ขณะเดียวกันนักคิดได้เสนออายุของโลกเอาไว้ที่ประมาณหกพันถึงเจ็ดพันปี โดยอ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิล ส่วนนักธรณีวิทยาได้เสนอมาตรธรณีกาลไว้ที่หลักล้านปี และบางกลุ่มถึงกับเสนอว่าอายุของโลกนั้นเป็นอนันต์[ต้องการอ้างอิง] นักธรณีวิทยาและนักบรรพชีวินวิทยาได้สร้างตารางธรณีขึ้น โดยอิงจากตำแหน่งสัมพัทธ์ของชั้นหินและซากดึกดำบรรพ์ต่าง ๆ และประเมินมาตรกาลขึ้นจากการศึกษาอัตราการผุพังอยู่กับที่ การกร่อน การเกิดหินตะกอน และ การแข็งตัวกลายเป็นหิน จนกระทั่งมีการค้นพบกัมมันตรังสีในปี พ.ศ. 2439 และได้มีการนำมาประยุกต์ใช้ทางธรณีวิทยาด้วยการหาอายุสัมบูรณ์ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ขณะที่อายุของชั้นหินต่าง ๆ และอายุของโลกนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก

มาตรธรณีกาลแรกที่ใช้อายุสมบูรณ์ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2456 โดยอาร์เทอร์ โฮล์ม นักธรณีวิทยาชาวอังกฤษ[22] เขาได้พัฒนาแขนงทางธรณีกาลวิทยาขึ้น และยังได้ตีพิมพ์หนังสือระดับโลก The Age of the Earth ขึ้น ซึ่งเขาได้ประมาณอายุของโลกว่ามีอายุอย่างน้อย 1.6 พันล้านปี[23]

ในความพยายามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 คณะกรรมาธิการการลำดับชั้นหินสากลได้ทำงานเพื่อเชื่อมโยงบันทึกทางชั้นหินท้องถิ่นในบริเวณต่าง ๆ ของโลกให้เป็นระบบเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งโลก[24]

ในปี พ.ศ. 2520 คณะกรรมาธิการการลำดับชั้นหินโลก (ปัจจุบัน คือ คณะกรรมาธิการการลำดับชั้นหินสากล) ได้เริ่มกำหนดจุดอ้างอิงทั่วโลกขึ้น เรียกว่า GSSP (จุดและแหล่งชั้นหินแบบฉบับขอบทั่วโลก) สำหรับช่วงเวลาทางธรณีวิทยาและระยะของกลุ่มซากดึกดำบรรพ์ โดยงานของคณะกรรมาธิการได้ถูกอธิบายไว้ในมาตรธรณีกาลปี พ.ศ. 2555 ของแกรดสเทนและคณะ[9] นอกจากนี้ยังมีแบบจำลองยูเอ็มแอล สำหรับเป็นวิธีการจัดโครงสร้างมาตรเวลาที่เกี่ยวข้องกับ GSSP ด้วย[25]

ปัญหาสหสัมพันธ์แก้ไข

นักธรณีวิทยาชาวอเมริกันถือว่ามิสซิสซิปเปียนและเพนซิลเวเนียนเป็นยุคตามการแบ่งของตนมาอย่างยาวนาน แม้ว่า ICS จะรับรองทั้งสองช่วงเป็น "กึ่งยุค" (subperiods) ของยุคคาร์บอนิเฟอรัสตามการรับรองของนักธรณีวิทยาชาวยุโรป[26] กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศจีน ประเทศรัสเซีย และแม้แต่ประเทศนิวซีแลนด์ซึ่งมีมหายุคอื่น ๆ ทำให้การจัดบันทึกทางการลำดับชั้นหินให้เป็นหนึ่งเดียวกันนั้นช้าลง[27]

แอนโทรโปซีนแก้ไข

วัฒนธรรมสมัยนิยมและนักวิทยาศาสตร์จำนวนที่มากขึ้นได้ใช้คำว่า "แอนโทรโปซีน" อย่างไม่เป็นทางการในการระบุสมัยปัจจุบันที่เรากำลังอาศัยอยู่[28] คำนี้ถูกบัญญัติโดยพอล ครูตเซนและยูจีน สโตร์เมอร์ในปี พ.ศ. 2543 เพื่ออธิบายถึงเวลาปัจจุบันที่ซึ่งมนุษย์ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม และยังมีการวิวัฒนาการเพื่ออธิบาย "สมัย" ซึ่งเริ่มต้นไปแล้วในอดีตด้วย โดยกำหนดเริ่มจากการปล่อยคาร์บอนของมนุษย์และการผลิตและการบริโภคสินค้าพลาสติกที่หลงเหลืออยู่ในพื้นดิน[29]

นักวิจารณ์คำศัพท์คำนี้กล่าวว่า ไม่ควรใช้คำศัพท์คำนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยากในการกำหนดเวลาอย่างเฉพาะเจาะจงที่มนุษย์เริ่มมีอิทธิพลต่อชั้นหิน ซึ่งถือเป็นการกำหนดจุดเริ่มต้นของสมัย[30]

คำนี้ไม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้อย่างเป็นทางการโดย ICS ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558[31] โดยคณะทำงานแอนโทรโปซีนได้จัดประชุมกัน ณ กรุงออสโล ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2559 เพื่อรวบรวมหลักฐานสนับสนุนข้อโต้แย้งสำหรับแอนโทรโปซีนว่าเป็นสมัยทางธรณีวิทยาอย่างแท้จริง[31] โดยหลักฐานได้รับการประเมินและทางกลุ่มได้ลงมติสนับสนุนให้ใช้คำว่า "แอนโทรโปซีน" เป็นชื่อช่วงอายุใหม่ทางทางธรณีวิทยาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2559[32] หากคณะกรรมาธิการการลำดับชั้นหินสากลอนุมัติข้อแนะนำนี้ ข้อเสนออนุมัติดังกล่าวจะต้องได้รับรองสัตยาบันโดยสหพันธ์ธรณีวิทยาสากล จึงจะถูกยอมรับอย่างเป็นทางการในฐานะส่วนหนึ่งของมาตรธรณีกาลได้[33]

การเปลี่ยนแปลงยุคที่สำคัญแก้ไข

  • การเปลี่ยนแปลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ การยกเลิกการใช้ยุคเทอร์เทียรี และใช้คำว่า ยุคพาลีโอจีน และ ยุคนีโอจีนตามลำดับแทน โดยสิ่งนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่[34]
  • มีการพิจารณาการยกเลิกยุคควอเทอร์นารี แต่ถูกพักไว้ก่อนด้วยเหตุผลด้านความต่อเนื่อง[35]
  • แม้กระทั่งก่อนหน้าในประวัติของวิทยาศาสตร์ เทอร์เทียรียังถูกถือเป็น "มหายุค" และมีการแบ่งย่อยของตนด้วย (พาลีโอซีน, อีโอซีน, โอลิโกซีน, ไมโอซีน และ ไพลโอซีน) โดยเรียกการแบ่งย่อยนั้นว่า "ยุค"[36]

ตารางธรณีกาลแก้ไข

ตารางด้านล่างนี้ เป็นตารางสรุปเหตุการณ์สำคัญและลักษณะเฉพาะของช่วงของเวลาซึ่งประกอบขึ้นเป็นมาตรธรณีกาล ตารางนี้ถูกจัดเรียงโดยแสดงช่วงเวลาล่าสุดไว้ทางด้านบน และด้านล่างสุดคือช่วงเวลาที่เก่าแก่ที่สุด ความสูงของแต่ละรายการในตารางนั้นไม่สอดคล้องกับระยะของแต่ละการแบ่งย่อย

เนื้อหาของตารางนี้อ้างอิงกับมาตรธรณีการอย่างเป็นทางการปัจจุบันของคณะกรรมาธิการการลำดับชั้นหินสากล (ICS)[1] โดยมีการเปลี่ยนแปลงชื่อสมัยเป็นรูปแบบตอนต้น/ตอนปลายจากล่าง/บนซึ่งเป็นรูปแบบเดิม ตามการแนะนำของคณะกรรมาธิการการลำดับชั้นหินสากล เมื่อต้องใช้การลำดับชั้นหินตามอายุกาล[5]

คณะกรรมาธิการการลำดับชั้นหินสากลยังมีบริการตารางธรณีกาลรูปแบบออนไลน์ด้วยผ่าน ics-chart โดยอ้างอิงมาจากบริการส่งมอบ Resource Description Framework/Web Ontology Language บนอุปกรณ์ที่อ่านได้ในการแสดงมาตรกาล ซึ่งพร้อมใช้งานผ่านบริการโปรเจกต์ GeoSciML ของคณะกรรมาธิการการจัดการและประยุกต์ธรณีศาสตร์ และ SPARQL[37][38]

ตารางนี้ไม่เป็นไปตามมาตราส่วน โดยแม้ว่าบรมยุคฟาเนอโรโซอิกจะดูแล้วมีขนาดใหญ่กว่าบรมยุคที่เหลือ แต่กินเวลาเพียง 500 ล้านปีเท่านั้น ขณะที่สามบรมยุคก่อนหน้า (หรืออภิมหาบรมยุคพรีแคมเบรียน) กินเวลารวมกันกว่า 3.5 พันล้านปี ลักษณะเช่นนี้ เนื่องมาจากการขาดข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสามบรมยุคแรก (หรืออภิมหาบรมยุค) เมื่อเทียบกับบรมยุคปัจจุบัน (บรมยุคฟาเนอโรโซอิก])[ต้องการอ้างอิง] ส่วนสมัยแอนโทรโปซีนนั้นยังไม่ถูกรวมอยู่ในตารางนี้

อภิมหาบรมยุค
(Supereon)
บรมยุค
(Eon)
มหายุค
(Era)
ยุค[b]
(Period)
สมัย
(Epoch)
ช่วงอายุ[c]
(Age)
เหตุการณ์สำคัญ เริ่มต้น, ล้านปีที่แล้ว[c]
n/a[d] ฟาเนอโรโซอิก
(Phanerozoic)
ซีโนโซอิก[e]
(Cenozoic)
ควอเทอร์นารี
(Quaternary)
โฮโลซีน
(Holocene)
เมฆาลายัน
(Meghalayan)
เหตุการณ์ 4.2 พันปี, การขยายดินแดนของชาวออสโตรนีเซีย (ไปยังเกาะมาดากัสการ์และหมู่เกาะโอเชียเนียห่างไกล), การเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรม 0.0042*
นอร์ทกริปเปียน
(Northgrippian)
เหตุการณ์ 8.2 พันปี, ภูมิอากาศเหมาะสมที่สุดโฮโลซีน, ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นท่วมด็อกเกอร์แลนด์และซุนดาแลนด์, การแปรสภาพเป็นทะเลทรายของพื้นที่สะฮาราและอาหรับ, จุดสิ้นสุดของยุคหินและจุดเริ่มต้นของยุคประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึก, มนุษย์ขยายดินแดนไปยังกลุ่มเกาะอาร์กติกและกรีนแลนด์ 0.0082*
กรีนแลนด์เดียน
(Greenlandian)
การเข้าสู่เสถียรภาพของภูมิอากาศ, ช่วงอายุย่อยธารน้ำแข็งปัจจุบันและการสูญพันธุ์สมัยโฮโลซีนเริ่มต้นขึ้น, เริ่มต้นการทำเกษตรกรรม, มนุษย์แพร่กระจายไปทั่วสะฮาราเปียกและคาบสมุทรอาหรับ ตอนเหนือสุด และทวีปอเมริกา (แผ่นดินใหญ่และแคริบเบียน) 0.0117*
ไพลสโตซีน
(Pleistocene)
ตอนปลาย
(ทารันเทียน)

(Late (Tarantian))
ช่วงคั่นช่วงอายุย่อยธารน้ำแข็งอีเมียน, ยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด, จุดสิ้นสุดของยังเกอร์ดรายแอส, การปะทุของภูเขาไฟโตบา, การสูญพันธุ์ของมหาสัตวชาติในสมัยไพลสโตซีน (รวมถึงนกเทอร์เรอร์เบิร์ดพวกสุดท้าย), มนุษย์ขยายดินแดนเข้าสู่โอเชียเนียใกล้และทวีปอเมริกา 0.129
ชิบาเนียน
(Chibanian)
เกิดการเปลี่ยนผ่านไพลสโตซีนกลาง, วัฏจักรน้ำแข็งหนึ่งแสนปีมีแอมพลิจูดสูง, กำเนิดมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ 0.774
คาลาเบรียน
(Calabrian)
ภูมิอากาศเย็นลงต่อไป, นกเทอร์เรอร์ยักษ์สูญพันธุ์, การแพร่กระจายของมนุษย์โฮโมอิเร็กตัสทั่วทวีปแอฟโฟร-ยูเรเชีย 1.8*
เจลาเซียน
(Gelasian)
จุดเริ่มต้นของยุคน้ำแข็งยุคควอเทอร์นารีและภูมิอากาศไม่เสถียร[41], กำเนิดมหาสัตวชาติสมัยไพลสโตซีนและมนุษย์โฮโมแฮบิลิส 2.58*
นีโอจีน
(Neogene)
ไพลโอซีน
(Pliocene)
ปีอาเซนเซียน
(Piacenzian)
การพัฒนาขึ้นของพืดน้ำแข็งกรีนแลนด์[42] ขณะที่ความหนาวเย็นค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงสมัยไพลสโตซีน, ออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศถึงระดับปัจจุบันขณะที่มวลแผ่นดินเคลื่อนมาถึงยังตำแหน่งปัจจุบัน (เช่น คอคอดปานามารวมทวีปอเมริกาเหนือและใต้เข้าด้วยกัน ทำให้เกิดการการแลกเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตของทั้งสองทวีป), เมทาเธอเรียไม่มีกระเป๋าหน้าท้องพวกสุดท้ายสูญพันธุ์, ออสตราโลพิเทคัสแพร่กระจายอยู่ทั่วด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกา, เริ่มต้นยุคหิน[43] 3.6*
ซานเคลียน
(Zanclean)
น้ำท่วมซานเคลียนในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียน, การเย็นลงของภูมิอากาศต่อเนื่องมาจากสมัยไมโอซีน, สัตว์คล้ายม้าและคล้ายช้างพวกแรก, วานรอาร์ดิพิเทคัสอาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา[43] 5.333*
ไมโอซีน
(Miocene)
เมสซิเนียน
(Messinian)
เหตุการณ์ช่วงอายุเมสซิเนียนพร้อมทะเลสาบเกลือในบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนอันว่างเปล่า, ภูมิอากาศแบบภาวะเรือนน้ำแข็งปานกลางซึ่งคั่นด้วยยุคน้ำแข็งและการก่อตัวขึ้นของพืดน้ำแข็งแอนตาร์กติกตะวันออก, คอริสตอเดรา สัตว์คล้ายจระเข้ที่ไม่ใช่จระเข้ และครีโอดอนต์สูญพันธุ์, หลังจากการแยกออกจากกันอย่างช้า ๆ ของบรรพบุรุษร่วมของมนุษย์และชิมแปนซี วานรซาเฮลันโทรปัสและออร์โรรินอาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา 7.246*
ตอร์โตเนียน
(Tortonian)
11.63*
เซอร์ร่าวาเลียน
(Serravallian)
ช่วงที่มีอากาศอบอุ่นขึ้นในภูมิอากาศที่เหมาะสมที่สุดในสมัยอีโอซีนกลาง[44], การสูญพันธุ์ในการหยุดชะงักสมัยไมโอซีนกลาง, ความหลากหลายของสายพันธุ์ฉลามลดลง, ฮิปโปพวกแรก, บรรพบุรุษของลิงใหญ่ 13.82*
ลางเกียน
(Langhian)
15.97
เบอร์ดิกาเลียน
(Burdigalian)
การก่อเทือกเขาในซีกโลกเหนือ, การเริ่มต้นของการก่อเทือกเขาไคเคาราซึ่งให้กำเนิดเทือกเขาเซาท์เทิร์นแอลป์ประเทศนิวซีแลนด์, การแพร่กระจายของผืนป่าดึงเอาคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาลมาใช้ จนกระทั่งทำให้ระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศลดลงจาก 650 ppmv เหลือประมาณ 100 ppmv ในระหว่างสมัยไมโอซีน[45][f], สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกยุคใหม่มีรูปร่างดังปัจจุบัน, วาฬดึกดำบรรพ์พวกสุดท้ายสูญพันธุ์, หญ้าสามารถพบได้ทั่วไป, บรรพบุรุษของเอป รวมถึง มนุษย์ อาศัยอยู่ในยุคนี้[46], ทวีปแอฟโฟร-อาหรับชนกับทวีปยูเรเซีย ทำให้เข็มขัดอัลพีดก่อตัวขึ้นอย่างเต็มที่และทำให้มหาสมุทรเททิสหายไป แต่ช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนทางสัตว์ชาติของทั้งสองทวีป, ในเวลาเดียวกัน ทวีปแอฟโฟร-อาหรับแยกออกเป็นทวีปแอฟริกาและเอเชียตะวันตก 20.44
อาคิเทเนียน
(Aquitanian)
23.03*
พาลีโอจีน
(Paleogene)
โอลิโกซีน
(Oligocene)
ชาเชียน
(Chattian)
เหตุการณ์สูญพันธุ์สมัยอีโอซีน–โอลิโกซีน, จุดเริ่มต้นการแพร่กระจายของยุคน้ำแข็งแอนตาร์กติก[47] วิวัฒนาการและความหลากหลายของสัตวชาติเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (เช่น มาโครพอดและพวกแมวน้ำ), การวิวัฒนาการและการแพร่พันธุ์ครั้งใหญ่ของพืชดอกยุคใหม่, ชีโมเลสตา มีอาคอยด์ และคอนดีลาร์ทสูญพันธุ์, การปรากฏขึ้นของพวกวาฬและโลมาแรก (ที่เป็นสัตว์น้ำอย่างเต็มตัว) 28.1
รูเพเลียน
(Rupelian)
33.9*
อีโอซีน
(Eocene)
ไพรอาโบเนียน
(Priabonian)
ภูมิอากาศเย็นลงปานกลาง, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคโบราณ (เช่น ครีโอดอนตา, มีอาคอยด์, "คอนไดลาร์ท" ฯลฯ) มีอยู่มากมายและยังคงพัฒนาต่อไปในระหว่างสมัยนี้, วงศ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม "ยุคใหม่" หลายวงศ์ปรากฏขึ้น, สายพันธุ์วาฬโบราณและพะยูนมีความหลากหลายหลังจากกลับลงไปในน้ำ, พันธุ์นกมีความหลากหลาย, เคลป์ ไดโพรโตดอนเทีย หมี และ ซีเมียนพวกแรก, มัลติทูเบอร์คิวเลและเลปติกติดันสูญพันธุ์ในช่วงปลายของสมัย, การกลับมาของธารน้ำแข็งแอนตาร์กติกาและการก่อตัวของครอบน้ำแข็ง, การก่อเทือกเขาลาราไมด์และการก่อเทือกเขาเซเวียร์ของเทือกเขาร็อกกีในทวีปอเมริกาเหนือสิ้นสุดลง, การก่อเทือกเขาของเทือกเขาแอลป์ในทวีปยุโรปเริ่มต้นขึ้น, การก่อเทือกเขาเฮลเลนิกในประเทศกรีซและทะเลอีเจียนเริ่มต้นขึ้น 37.8
บาร์โทเนียน
(Bartonian)
41.2
ลูเทเลียน
(Lutetian)
47.8*
อิพรีเชียน
(Ypresian)
เหตุการณ์ชั่วคราวสองเหตุการณ์ของภาวะโลกร้อน (PETM และ ETM-2) และภูมิอากาศอบอุ่นไปจนถึงช่วงภูมิอากาศที่เหมาะสมที่สุดสมัยอีโอซีน, เหตุการณ์อาโซลลาทำให้ระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงจาก 3500 ppm เหลือ 650 ppm ซึ่งนับเป็นระยะเริ่มต้นของช่วงสภาพอากาศเย็นลงยาวนาน[45][f], อนุทวีปอินเดียชนเข้ากับทวีปเอเชียและการเริ่มต้นขึ้นของการก่อเทือกเขาหิมาลัย (ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางชีวภาพ) ขณะที่ทวีปยูเรเซียแยกออกจากทวีปอเมริกาเหนืออย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทรเบนออกจากส่วนที่เหลือของทวีปยูเรเซีย, นกเกาะคอน สัตว์เคี้ยวเอื้อง ตัวนิ่ม ค้างคาว และ ไพรเมทที่แท้จริงอยู่ในสมัยนี้ 56*
พาลีโอซีน
(Paleocene)
ทาเนเชียน
(Thanetian)
เริ่มต้นจากการชนของอุกกาบาตชิกชูลุบและเหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียส–พาลีโอจีน ทำให้ไดโนเสาร์กลุ่มที่ไม่ใช่สัตว์ปีกและเทอโรซอร์ สัตว์ทะเลเลี้อยคลานส่วยใหญ่ สัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นจำนวนมาก (เช่น เมทาเธอเรียลอเรเซีย) เซฟาโลพอด (มีเพียงหอยงวงช้างและหมึกที่เหลือรอด) และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่นจำนวนมากสูญสิ้นไป, ภูมิอากาศแบบเขตร้อน, มีการแพร่หลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกไปเป็นวงศ์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมากภายหลังจากการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์กลุ่มที่ไม่ใช่สัตว์ปีก (ขณะที่การวิวัฒนาการในทะเลหยุดลง), มัลติทูเบอร์คิวเลและสัตว์ฟันแทะพวกแรกแพร่กระจายไปทั่ว, นกขนาดใหญ่ (เช่น นกราไทท์และนกทอร์เรอร์) และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ (ใหญ่ขนาดหมีหรือเล็กขนาดฮิปโปโปเตมัส) ปรากฏขึ้นครั้งแรก, การก่อเทือกเขาอัลไพน์ในทวีปยุโรปและทวีปเอเชียเริ่มต้นขึ้น, พวกช้างและเพลเซียดาพิฟอร์เมส (บรรพบุรุษก่อกำเนิดไพรเมท) ปรากฏขึ้น, สัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องบางส่วนอพยพไปยังทวีปออสเตรเลีย 59.2*
เซอแลนเดียน
(Selandian)
61.6*
ดาเนียน
(Danian)
66*
มีโซโซอิก
(Mesozoic)
ครีเทเชียส
(Cretaceous)
ตอนปลาย
(Late)
มาสทริเชียน
(Maastrichtian)
พืชดอกเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว (หลังจากการพัฒนาลักษณะหลายประการตั้งแต่ยุคคาร์บอนิเฟอรัส) พร้อมกับแมลงชนิดใหม่ ขณะที่พืชดอกอื่น (พืชเมล็ดเปลือยและเฟิร๋นมีเมล็ด) เสื่อมลง, ปลาเทลีออสยุคใหม่เริ่มต้นปรากฏมากขึ้น, แอมโมไนต์ เบเลมโนอิเด รูดิสต์ไบวาลเวีย เม่นทะเล และ ฟองน้ำ พบได้ทั่วไป, ไดโนเสาร์ชนิดใหม่หลายชนิด (เช่น ไทแรนโนซอรัส, ลิโทสโตรเชีย, ฮาโดรซอร์ และ เซราทอปซิเด) วิวัฒนาการขึ้นบนแผ่นดิน] ขณะที่จระเข้ปรากฏในน้ำและอาจเป็นเหตุให้เทมโนสปอนดีลส์พวกสุดท้ายสูญพันธุ์ไป และโมซาซอร์ และปลาฉลามยุคใหม่ปรากฏขึ้นในทะเล, การปฏิวัติที่เริ่มต้นโดยสัตว์เลี้อยคลานและฉลามในทะเลถึงจุดสูงสุด แม้ว่าอิกทีโอซอร์จะหายไปในไม่กี่ล้านปีหลังจากถูกลดขนาดลงอย่างมากจากเหตุการณ์โบนาเรลลี, นกมีหยักซี่ฟันและไร้หยักซี่ฟันปรากฏขึ้นพร้อมกันกับเทอโรซอร์, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพวกโมโนทรีม เมทาเธอเรีย (ประกอบด้วย มาร์ซูเพียล ซึ่งอพยพไปยังทวีปอเมริกาใต้) และ ยูทีเรีย (ประกอบด้วย พลาเซนตาเลีย เลปติกตีดา และ ชีโมเลสตา) ปรากฏขึ้นขณะที่ไซโนดอนต์พวกสุกท้ายที่ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสูญพันธุ์ไป, ปูบกพวกแรก, หอยทากจำนวนมากขึ้นมาอยู่บนบก, การแตกออกของมหาทวีปกอนด์วานาทำให้เกิดทวีปอเมริกาใต้ ทวีปแอฟโฟร-อาหรับ ทวีปแอนตาร์กติกา โอเชียเนีย เกาะมาดากัสการ์ อินเดียใหญ่ และเกิดมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ มหาสมุทรอินเดีย และ มหาสมุทรแอนตาร์กติก และเกิดหมู่เกาะต่าง ๆ ขึ้นในมหาสมุทรอินเดีย (และบางส่วนของมหาสมุทรแอตแลนติก) ขึ้น, การก่อเทือกเขาลาราไมด์และการก่อเทือกเขาเซเวียร์ของเทือกเขาร็อกกีเริ่มต้นขึ้น, คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศของโลกมีระดับใกล้เคียงกับปัจจุบัน, อะครีทาร์ชหายไป, ภูมิอากาศเริ่มอุ่นขึ้นแต่เย็นลงในภายหลัง 72.1 ± 0.2*
คัมปาเนียน
(Campanian)
83.6 ± 0.2
ซานโตเนียน
(Santonian)
86.3 ± 0.5*
โคเนียเซียน
(Coniacian)
89.8 ± 0.3
ทูโรเนียน
(Turonian)
93.9*
ซีโนมาเนียน
(Cenomanian)
100.5*
ตอนต้น
(Early)
อัลเบียน
(Albian)
~113
อัปเทียน
(Aptian)
~125
บาร์เรมเมียน
(Barremian)
~129.4
เฮาเทริเวียน
(Hauterivian)
~132.9
เวลังจิเนียน
(Valanginian)
~139.8
เบอร์เรียเชียน
(Berriasian)
~145
จูแรสซิก
(Jurassic)
ตอนปลาย
(Late)
ทิโทเนียน
(Tithonian)
ภูมิอากาศแบบชื้นกลับมาอีกครั้ง, พืชเมล็ดเปลือย (โดยเฉพาะ โคนิเฟอร์, เบนเนททีเทลส์ และพืชพวกปรง) และเฟิร์นแพร่หลายโดยทั่วไป, ไดโนเสาร์หลายชนิด เช่น ซอโรพอด คาร์โนซอเรีย และสเตโกซอเรียกลายเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่ครองพื้นที่บนแผ่นดิน, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีการหลากหลายของพันธุ์ไปเป็นพวกชัวเตรีเด ออสตราโลสฟีนีดา ยูทรีโคโนดอนต์ มันติทูเบอร์คูเลต ซิมเมโทรดอนต์ ดรายเลสทิเด และ ไทรโบสฟีนิดา แต่ยังคงมีขนาดเล็ก, นก กิ้งก่า งู และเต่าปรากฏขึ้นครั้งแรก, สาหร่ายสีน้ำตาล ปลากระเบน กุ้งฝอย ปู และ ล็อบสเตอร์พวกแรก, อิคทีโอซอร์และเพลสิโอซอร์มีการแตกไปเป็นสายพันธุ์ต่าง ๆ, ไรนโคเซฟาเลียแพร่ไปทั่วโลก, ไบวาลเวีย แอมโมไนต์ และ เบเลมไนต์มีอยู่อยากมากมายมหาศาล, เม่นทะเลพบได้ทั่วไปอย่างมาก พร้อมกับไครนอยด์ ดาวทะเล ฟองน้ำ และเทราบราทิวไลดา และแบรคิโอพอดรินคอเนลลิดา, การแตกออกของมหาทวีปแพนเจียเป็นมหาทวีปกอนด์วานาและมหาทวีปลอเรเชีย ซึ่งภายหลังมีการแตกออกอีกเป็นสองส่วนหลัก มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอาร์กติกก่อตัวขึ้น, มหาสมุทรทีทิสก่อตัวขึ้น, การก่อเทือกเขาเนวาดาในทวีปอเมริกาเหนือ, การก่อเทือกเขารันกีตาตาและการก่อเทือกเขาซิมเมอเรียนมีกิจกรรมน้อยลง, ระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมีมากเป็น 3–4 เท่าของระดับปัจจุบัน (1200–1500 ppmv เทียบกับปัจจุบันที่ 400 ppmv[45][f]), โครโคดีโลมอร์ฟาหาช่องทางในการใช้ชีวิตในน้ำ, ช่วงก่อเทือกเขาทะเลมหายุคมีโซโซอิกดำเนินต่อเนื่องมาจากสมัยไทรแอสซิกตอนปลาย, เทนตะคูไลต์หายไป 152.1 ± 0.9
คิมเมอริดเจียน
(Kimmeridgian)
157.3 ± 1.0
อ็อกฟอร์เดียน
(Oxfordian)
163.5 ± 1.0
ตอนกลาง
(Middle)
คัลโลเวียน
(Callovian)
166.1 ± 1.2
บาโธเนียน
(Bathonian)
168.3 ± 1.3*
บาจอเชียน
(Bajocian)
170.3 ± 1.4*
อาเลเนียน
(Aalenian)
174.1 ± 1.0*
ตอนต้น
(Early)
โทอาร์เชียน
(Toarcian)
182.7 ± 0.7*
ไพเลนส์เบเชียน
(Pliensbachian)
190.8 ± 1.0*
ไซเนมูเรียน
(Sinemurian)
199.3 ± 0.3*
เฮทเทนเจียน
(Hettangian)
201.3 ± 0.2*
ไทรแอสซิก
(Triassic)
ตอนปลาย
(Late)
เรเทียน
(Rhaetian)
อาร์โคซอร์เป็นไดโนเสาร์ครองแผ่นดินและเทอโรซอร์ครองท้องฟ้า, ยังมีไดโนเสาร์ที่เจริญมาจากอาร์โคซอร์สองเท้า, อิคทีโอซอร์และโนโทซอร์เป็นสัตวชาติที่ครองผืนสมุทร, ไซโนดอนต์เริ่มมีขนาดเล็กลงและคล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากขึ้นจนในที่สุดกลายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแท้พวกแรก ขณะที่สัตว์เลี้อยคลานคล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ที่เหลือสูญพันธุ์ไป, ไรนโคซอร์มีอยู่อย่างทั่วไป, เฟิร์นเมล็ดที่เรียกว่า ดิโครเดียม ยังคงมีอยู่ทั่วไปในมหาทวีปกอนด์วานา ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยพืชเมล็ดเปลือยชั้นสูง, เทมโนสปอนไดล์ทะเลสะเทินน้ำสะเทินบกขนาดใหญ่มีอยู่มากมาย, เซราไทติกแอมโมนอยด์มีอยู่ทั่วไปเป็นอย่างมาก, ปะการังยุคใหม่และปลาเทลีออสรวมถึงบรรพบุรุษของแมลงยุคใหม่มากมายได้ปรากฏขึ้น, การก่อเทือกเขาแอนดีสในทวีปอเมริกาใต้เริ่มต้นขึ้น, การก่อเทือกเขาซิมเมอเรียนในทวีปเอเชียเริ่มต้นขึ้น, การก่อเทือกเขารันกีตาตาในประเทศนิวซีแลนด์เริ่มต้นขึ้น, การก่อเทือกเขาฮันเตอร์-โบเวนในออสเตรเลียเหนือ ควีนส์แลนด์ และรัฐนิวเซาท์เวลส์สิ้นสุดลง (ประมาณ 260–225 ล้านปีก่อน), คราวฝนตกชุกช่วงอายุคาร์เนียนเกิดขึ้นประมาณ 234-232 ล้านปีก่อน ช่วยให้ไดโนเสาร์และเลพิโดซอร์แพร่กระจาย, เหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคไทรแอสซิก–ยุคจูแรสซิกเกิดขึ้นเมื่อ 201 ล้านปีก่อน ทำให้โคโนดอนต์และโพรโคโลโฟนีเดพวกสุดท้าย สัตว์เลี้อยคลานทะเลหลายชนิด (เช่น ซอโรปเทอรีเจียนทั้งหมดยกเว้นเพลสิโอซอร์และอิกทีโอซอร์ทั้งหมดยกเว้นพาร์วิเพลเวีย) โครโคโพดันทั้งหมดยกเว้นโครโคไดโลมอร์ฟ เทอร์โรซอร์ ไดโนเสาร์ แอมโมนอยด์ส่วนใหญ่ (รวมถึงเซราทิทิดาทั้งหมด) ไบวาลเวีย แบรคิโอพอด ปะการัง และ ฟองน้ำสูญพันธุ์ไป, ไดอะตอมพวกแรก ~208.5
นอเรียน
(Norian)
~227
คาร์เนียน
(Carnian)
~237*
ตอนกลาง
(Middle)
เลเดียน
(Ladinian)
~242*
อานิเชียน
(Anisian)
247.2
ตอนต้น
(Early)
โอเลเนเคียน
(Olenekian)
251.2
อินดูอัน
(Induan)
251.902 ± 0.06*
พาลีโอโซอิก
(Paleozoic)
เพอร์เมียน
(Permian)
โลพินเจียน
(Lopingian)
ชางซิงเจียน
(Changhsingian)
มวลแผ่นดินรวมเข้าด้วยกันเป็นมหาทวีปแพนเจียและได้ก่อกำเนิดเทือกเขาแอปพาเลเชียน ยูรัล และอูชีตาขึ้นท่ามกลางเทือกเขาอื่น ๆ (มหาสมุทรยักษ์แพนทาลัสซาหรือมหาสมุทรแปซิฟิกดั้งเดิมก่อตัวขึ้น), ยุคน้ำแข็งเพอร์โม-คาร์บอนิเฟอรัสสิ้นสุดลง, ภูมิอากาศแบบร้อนและแห้ง, เป็นไปได้ว่าเกิดการลดระดับลงอย่างรวดเร็วของออกซิเจน, ซีแนปซิด (ประกอบด้วย เพไลโคซอร์และเทอแรปซิด) มีอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่พาราเรปทิเลีย เทมโนสปอนไดล์สะเทินน้ำสะเทินบกยังคงมีอยู่ทั่วไป, ในยุคเพอร์เมียนกลาง พฤกษชาตยุคถ่านหินถูกแทนที่ด้วยพืชเมล็ดเปลือยมีโคน (พืชมีเมล็ดแท้กลุ่มแรก) และด้วยมอสส์แท้กลุ่มแรก, ด้วงและแมลงวันวิวัฒนาการขึ้น, สัตว์ขาปล้องขนาดใหญ่มากและเตตระพอโดมอร์ฟาที่ไม่ใช่เตตระพอดสูญพันธุ์, สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเจริญงอกงามตามแนวปะการังน้ำตื้นที่อบอุ่น โดยพรอดักทิดาและแบรคิโอพอดสปิริเฟริดา ไบวาลเวีย ฟอรามินิเฟอรา และออร์โทเซริดาทั้งหมดมีอยู่มากมาย, เซาเรียเจริญขึ้นจากไดแอปซิดและแยกออกไปเป็นบรรพบุรุษของเลพิโดซอร์ คูเอนีโอซอร์ คอริสโตเดเรส อาร์โคซอร์ เทสตูดีนาทัน อิกคิโอซอรัส ทาลัตโตซอร์ และซอโรเทรีเจียน, ไซโนดอนต์วิวัฒนาการขึ้นจากเทอแรปซิดขนาดใหญ่, การสูญพันธุ์ออลสัน (273 ล้านปีก่อน) เหตุการณ์สูญพันธ์ครั้งใหญ่คาปิตาเนียน (260 ล้านปีก่อน) และเหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคเพอร์เมียน–ไทรแอสซิก (252 ล้านปีก่อน) เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกมากว่าร้อยละ 80 สูญพันธุ์ไปในที่สุด ประกอบด้วย แพลงก์ตอนเรตาเรียส่วนมาก ปะการัง (ทาบูลาตาและรูโกซาสูญพันธ์ไปทั้งหมด) แบรคิโอพอด ไบรโอโซอัน แกสโทรพอด (โกเนียทิทิสสูญพันธุ์ไปทั้งหมด) แมลง พาราเรปไทล์ ไซแนปซิด แอมฟีเบียน และ ไครนอยด์ (มีเฉพาะอาร์ติคูเลตที่รอด) และยูริปเทอริด ไทรโลไบต์ แกรพโตไลต์ ไฮโอลิท เอดรีโอแอสเทอรอยด์ บลัสตอยด์ และ อาคันโทดีทั้งหมด, การก่อเทือกเขาวาชิตาและการก่อเทือกเขาอินนูอิเชียนในทวีปอเมริกาเหนือ, การก่อเทือกเขายูเรเลียนในทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย]]ลดลง, การก่อเทือกเขาอัลไตในทวีปเอเชีย, การก่อเทือกเขาฮันเตอร์-โบเวนในทวีปออสเตรเลียเริ่มต้นขึ้น (ประมาณ 260–225 ล้านปีก่อน) ก่อกำเนิดเทือกเขาแม็กดอนเนลขึ้น 254.14 ± 0.07*
วูเชียพิงเจียน
(Wuchiapingian)
259.1 ± 0.4*
กัวเดลูเปียน
(Guadalupian)
คาฟิเทเนียน
(Capitanian)
265.1 ± 0.4*
วอร์เดียน
(Wordian)
268.8 ± 0.5*
โรเดียน
(Roadian)
272.95 ± 0.5*
ซิซูราเลียน
(Cisuralian)
คุนกูเรียน
(Kungurian)
283.5 ± 0.6
อาร์ทินส์เคียน
(Artinskian)
290.1 ± 0.26
ซัคมาเรียน
(Sakmarian)
295 ± 0.18
อัสเซเลียน
(Asselian)
298.9 ± 0.15*
คาร์บอนิเฟอรัส[g]
(Carboniferous)
เพนซิลเวเนียน
(Pennsylvanian)
เจเลียน
(Gzhelian)
แมลงมีปีกแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยบางชนิด (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมกาไนซอปเทรา และแพลีออดิกทีออปเทรา) โดยบางส่วนเช่นกิ้งก่าและแมงป่องมีขนาดค่อนข้างใหญ่, ป่าพืชถ่านหินพวกแรก (ไม้สเกล, เฟิร์น, ไม้คลับ, หางม้ายักษ์, คอร์ไดท์ ฯลฯ), ระดับออกซิเจนในชั้นบรรยากาศโลกอยู่ในระดับสูงที่สุด, ยุคน้ำแข็งดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงตอนต้นของยุคเพอร์เมียน, กอเนียไทต์ แบรคิโอพอด ไบรโอซัว ไบวาลเวีย และปะการังมีอยู่อย่างแพร่หลายในทะเลและมหาสมุทร, วูดเลาส์พวกแรก, ฟอรามินิเฟอราเทสเตตมีอยู่อย่างแพร่หลาย, ทวีปยูราเมริกาชนกับมหาทวีปกอนด์วานาและไซบีเรีย-คาซัคสถาเนีย ซึ่งภายหลังก่อตัวเป็นมหาทวีปลอเรเชียและเกิดการก่อเทือกเขายูเรเลียนขึ้น, การก่อเทือกเขาวาริสแคนกำเนินต่อไป (การชนกันของทวีปต่าง ๆ นี้ก่อการก่อเทือกเขาขึ้นและในที่สุดแล้วจะกลายเป็นมหาทวีปแพนเจีย), สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก (เช่น เทมโนสปอนดิล) แพร่หลายในทวีปยูราเมริกา โดยบางส่วนกลายเป็นแอมนิโอตพวกแรก, เกิดการพังทลายของป่าฝนยุคคาร์บอนิเฟอรัสทำให้สภาพอากาศแห้งแล้ง ซึ่งเอื้ออำนวยต่อแอมนิโอตมากกว่าสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก, แอมนิโอตขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วไปเป็นซีแนปซิด พาราเรปทีเลีย คอติโลซอร์ โปรโตรอทรีดีเด และ ไดแอปซิด, ไรโซดอนต์มีอยู่ทั่วไปก่อนที่จะสูญพันธุ์ไปในช่วงสิ้นสุดของยุค, ปลาฉลามพวกแรก 303.7 ± 0.1
แคสซิโมเวียน
(Kasimovian)
307 ± 0.1
มอสโกเวียน
(Moscovian)
315.2 ± 0.2
บาชคิเรียน
(Bashkirian)
323.2 ± 0.4*
มิสซิสซิปเปียน
(Mississippian)
เซอร์ปูโคเวียน
(Serpukhovian)
ต้นไม้โบราณขนาดใหญ่เจริญงอกงามและยูริปเทอริดสะเทินน้ำสะเทินบกอาศัยอยู่ท่ามกลางบริเวณชายฝั่งน้ำกร่อยจากการก่อตัวของถ่านหินและมีการแตกขยายสายพันธุ์อย่างสำคัญเป็นครั้งสุดท้าย, พืชเมล็ดเปลือยพวกแรก, แมลงเอ็นดอปเทริโกตา พารานีออปเทรา พอลินีออปเทรา ออโดเนทอปเทรา และ เอเฟเมรอปเทราพวกแรก และเพรียงพวกแรก, เทเทรอพอดสะเทินน้ำสะเทินบกห้านิ้วและหอยทากบกพวกแรก, ในมหาสมุทร ปลากระดูกแข็งและกระดูกอ่อนเป็นพวกหลักและมีการสายพันธุ์แพร่หลาย เอไคโนเดอร์มาตา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งไครนอยด์และแบลสตอยด์) มีอยู่มากมาย, ปะการัง ไบรโอซัว กอเนียไทต์ และแบรคิโอพอด (พรอดักทิดา และ สปิริเฟอริดา ฯลฯ) ฟื้นตัวและเริ่มมีอยู่ทั่วไปอีกครั้ง แต่ไทรโลไบต์และนอติลอยด์เริ่มจำนวนลดลง, การเปลี่ยนสภาพโดยธารน้ำแข็งในฝั่งตะวันออกของมหาทวีปกอนด์วานาต่อเนื่องมาจากสมัยดีโวเนียนตอนปลาย, การก่อเทือกเขาตูฮูอาในประเทศนิวซีแลนด์ลดลง, ปลาที่มีครีบเป็นพู่ชื่อไรโซดอนต์เริ่มมีจำนวนมากและเป็นพวกหลักในน้ำจืด, ทวีปไซบีเรียชนกับทวีปคาซัคสถาเนียที่มีขนาดเล็ก 330.9 ± 0.2
ไวชอน
(Viséan)
346.7 ± 0.4*
ทัวร์เนเซียน
(Tournaisian)
358.9 ± 0.4*
ดีโวเนียน
(Devonian)
ตอนปลาย
(Late)
ฟาเมนเนียน
(Famennian)
ต้นสามร้อยยอด เฟิร์น พืชมีเมล็ด (เฟิร์นเมล็ดจากโพรจิมโนสเปิร์มก่อนหน้า) ต้นไม้ต้นแรก (โพรจิมโนสเปิร์มอาร์เคออปเทอริส) และแมลงมีปีก (พาลีออปเทราและนีออปเทรา) พวกแรก, สโตรโฟเมนิดาและแบรคิโอพอดอาทรีปิด รูโกซา และ ปะการังทาบิวลาทา และ ไครนอยด์ทั้งหมดนั้นมีอยู่เต็มไปหมดในมหาสมุทร, เซฟาโลพอดตัวขด (แอมโมนอยด์และนอติลิดา) พวกแรกโดยกลุ่มเดิมนั้นมีอยู่อย่างมากมาย (โดยเฉพาะอย่างยึ่งโกเนียทิทิส), ไทรโลไบต์และออสตราโคเดิร์มมีจำนวนลดลง ขณะที่ปลามีขากรรไกร (ปลามีเกราะ, ปลาที่มีครีบเป็นพู่ และปลากระดูกแข็ง และปลาฉลามยุคแรก) แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว, ปลาที่มีครีบเป็นพู่เทเทรอพอโดมอร์ฟาเปลี่ยนไปเป็นฟิชาพอดที่มีนิ้ว และค่อย ๆ กลายเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกอย่างช้า ๆ, อาร์ทิโอพอดที่ไม่ใช่ไทรโลไบต์พวกสุดท้ายสูญพันธุ์, เดคาพอด (เช่น กุ้งใหญ่) และไอโซพอดกลุ่มแรก, ความกดดันจากปลามีขากรรไกรทำให้ยูริปเทอริดลดจำนวนลงและเซฟาโลพอดบางชนิดสูญเสียเปลือกของตนไป ขณะที่อะโนมาโลคาริดสูญหายไป, "ทวีปแดงเก่า" ของยูราเมริกายังคงปรากฏอยู่หลังจากการก่อเทือกเขาแคลิโดเนีย, การก่อเทือกเขาอะเคเดียนของเทือกเขาแอนไทแอตลาสของแอฟริกาเหนือ และเทือกเขาแอปพาเลเชียนของอเมริกาเหนือเริ่มต้นขึ้น นอกจากนี้ยังมีการก่อเทือกเขาแอนท์เลอร์ การก่อเทือกเขาวาริสแคน และ การก่อเทือกเขาตูฮูอาในประเทศนิวซีแลนด์ด้วย, ชุดของเหตุการณ์สูญพันธุ์ ประกอบด้วย เหตุการณ์เคลวัสเซอร์ และ เหตุการณ์ฮันเกนเบิร์ก ทำให้แอคริทาก ปะการัง ฟองน้ำ มอลลัสกา ไทรโลไบต์ ยูริปเทอริด กราฟโตไลต์ แบรคิโอพอด ไครโนซัว (เช่น พวกคริสตอยด์ทั้งหมด) และ ปลา รวมไปถึงพลาโคเดิร์มและออสตราโคเดิร์มสูญพันธุ์ไปเป็นจำนวนมาก 372.2 ± 1.6*
ฟราสเนียน
(Frasnian)
382.7 ± 1.6*
ตอนกลาง
(Middle)
จิเวเทียน
(Givetian)
387.7 ± 0.8*
ไอเฟเลียน
(Eifelian)
393.3 ± 1.2*
ตอนต้น
(Early)
เอมเชียน
(Emsian)
407.6 ± 2.6*
ปราเกียน
(Pragian)
410.8 ± 2.8*
ลอชโคเวียน
(Lochkovian)
419.2 ± 3.2*
ไซลูเรียน
(Silurian)
พริโดลี
(Pridoli)
ชั้นโอโซนหนาขึ้น, พืชมีท่อลำเลียงพวกแรกปรากฏขึ้นและสัตว์ขาปล้อง ได้แก่ ตะขาบ แมลงหกขา (ประกอบด้วย แมลง) และ แมงขึ้นมาอยู่บนบกอย่างสมบูรณ์, ยูริปเทอริดขยายสายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนกระจายไปจนทั่วและมีจำนวนมาก, เซฟาโลพอดหรือพวกหมึกยังคงมีอยู่อย่างมากมาย, ปลามีขากรรไกรพร้อมกับออสตราโคเดิร์มแท้แพร่ไปทั่วทั้งทะเล, ปะการังทาบูเลตและรูโกซา แบรคิโอพอด (เพนตะเมริดา, รินโคเนลลิดา ฯลฯ) คริสตอยด์ และ ไครนอยด์ทั้งหมดมีอยู่อย่างมากมาย, ไทรโลไบต์และมอลลัสกามีอยู่อย่างหลากหลายสายพันธุ์ ส่วนแกรพโตไลต์ไม่ค่อยหลากหลาย, เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งย่อยสามครั้ง, สัตว์พวกผิวหนามบางส่วนสูญพันธุ์, การก่อเทือกเขาแคลีโดเนีย (การชนกันระหว่างลอเรนเชียและบัลติกาและหนึ่งในแผ่นดินกอนด์วานาขนาดเล็ก) สำหรับเทือกเขาในประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์ เวลส์ สก็อตแลนด์ และเทือกเขาแถบสแกนดิเนเวียเริ่มต้นขึ้น, นอกจากนี้ยังมีการก่อเทือกเขาอะเคเดียนด้านบนที่ต่อเนื่องเข้าสู่ยุคดีโวเนียน (และจึงก่อตัวเป็นทวีปยูราเมริกาขึ้น), การก่อเทือกเขาทาโคนิกลดลง, ยุคบ้านน้ำแข็งสิ้นสุดลงในปลายยุคนี้หลังจากเริ่มต้นขึ้นในสมัยออร์โดวิเชียนตอนปลาย, การก่อเทือกเขาล็อกแลนในทวีปออสเตรเลียลดลง 423 ± 2.3*
ลัดโลว
(Ludlow)
ลุดฟอร์เดียน
(Ludfordian)
425.6 ± 0.9*
กอร์สเทียน
(Gorstian)
427.4 ± 0.5*
เวนล็อก
(Wenlock)
โฮเมอเรียน
(Homerian)
430.5 ± 0.7*
เชียนวูดเดียน
(Sheinwoodian)
433.4 ± 0.8*
ลานโดเวอรี
(Llandovery)
เทลีเคียน
(Telychian)
438.5 ± 1.1*
แอโรเนียน
(Aeronian)
440.8 ± 1.2*
รุดดาเนียน
(Rhuddanian)
443.8 ± 1.5*
ออร์โดวิเชียน
(Ordovician)
ตอนปลาย
(Late)
เฮอร์แนนเชียน
(Hirnantian)
เหตุการณ์การแพร่กระจายทางชีวภาพครั้งใหญ่ยุคออร์โดวิเชียนเกิดขึ้นโดยเป็นการเพิ่มจำนวนขึ้นของแพลงก์ตอน สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังมีสายพันธุ์เกิดขึ้นจำนวนมาก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบรคิโอพอด และ มอลัสกา เช่น สัตว์พวกหมึกเปลือกตรง เช่น พวกออร์โทเซริดาที่มีอายุยืนยาวและมีสายพันธุ์หลายหลาย) แบรคิโอพอดที่ต่อกัน (เช่น ออร์ทิดา, สโตรโฟเมนิดา ฯลฯ) ไบวาลเวีย เซฟาโลพอด (นอติลอยด์) ไทรโลไบต์ ออสตราคอด ไบรโอซัว เอไคโนเดอร์มาตาหลายชนิด (แบลสตอยด์ คริสตอยด์ ไครนอยด์ เม่นทะเล ปลิงทะเล และ สัตว์คล้ายดาว ฯลฯ) และลำดับขั้นอื่น ๆ ทั่วไป, อาคริทาร์ชยังคงอยู่มีอยู่โดยทั่วไป, เซฟาโลพอดมีจำนวนมากขึ้นและมีอยู่โดยทั่วไป พร้อมทั้งมีแนวโน้มที่จะมีเปลือกแบบขด, อะโนมาโลคาริดสูญพันธุ์, เทนตะคูไลต์ปริศนาปรากฏขึ้น, ปลายูริปเทอริดและออสตราโคเดิร์มปรากฏขึ้น ซึ่งภายหลังมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาไปเป็นปลามีขากรรไกรตอนสิ้นสุดยุค, เห็ดราบกพวกแรกและการขึ้นมาอยู่บนบกของพืชอย่างเต็มตัว, ยุคน้ำแข็งตอนสิ้นสุดยุค รวมถึงชุดของเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ทำให้เซฟาโลพอดบางส่วนและแบรคิโอพอด ไบรโอซัว เอไคโนเดิร์ม แกรพโตไลต์ ไทรโลไบต์ ไบวาลเวีย ปะการัง และ โคโนดอนต์จำนวนมากตายไป 445.2 ± 1.4*
เคเทียน
(Katian)
453 ± 0.7*
แซนด์เบียน
(Sandbian)
458.4 ± 0.9*
ตอนกลาง
(Middle)
แดริวิเลียน
(Darriwilian)
467.3 ± 1.1*
ตาพิงเจียน
(Dapingian)
470 ± 1.4*
ตอนต้น
(Early)
โฟลเอียน
(Floian)
477.7 ± 1.4*
เทรมาโดเชียน
(Tremadocian)
485.4 ± 1.9*
แคมเบรียน
(Cambrian)
ฟูโรงเจียน
(Furongian)
หินช่วงอายุ 10
(Stage 10)
เกิดความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตครั้งใหญ่ในเหตุการณ์การระเบิดยุคแคมเบรียนจากการเพิ่มขึ้นของระดับออกซิเจน, พบซากดึกดำบรรพ์จำนวนมาก โดยไฟลัมของสัตว์ยุคใหม่ (ประกอบด้วย สัตว์ขาปล้อง มอลลัสกา สัตว์พวกหนอนปล้อง เอไคโนเดอร์มาตา เฮมิโนเดิร์ม และ คอร์เดต) ปรากฏขึ้น, อาร์คีโอไซทาคล้ายปะการังมีอยู่อย่างแพร่หลายและสาบสูญไปในเวลาต่อม โดยสโตรมาไลต์มาแทนที่ แต่ก็ตกเป็นเหยื่อในช่วงก่อเทือกเขาตั้งต้นยุคแคมเบรียน เมื่อสัตว์บางชนิดเริ่มขุดเจาะลงไปตามแผ่นจุลินทรีย์ (ส่งผลกับสัตว์อื่นบางชนิดด้วยเช่นกัน), อาร์ติโอพอด (ได้แก่ ไทรโลไบต์) หนอนไพรอะพูลา แบรคิโอพอดแบบไม่ประกบกัน (เปลือกแบบไม่มีบานพับ) ไฮโอไลต์ ไบรโอซัว แกรพโตไลต์ เอไคโนเดิร์มห้าแฉก (เช่น แบลสโตซัว ไครโนซัว และ เอลูเทอโรซัว) และสัตว์อื่นมีอยู่เป็นจำนวนมาก, แอนอมาโลคารีดาเป็นสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ ขณะที่สัตวชาติยุคอีดีแอคารันสูญพันธุ์ลงไป, สัตว์พวกกุ้งกั้งปูและมอลลัสกาขยายจำนวนสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว, โพรแคริโอต โพรทิสต์ (เช่น ฟอรามินิเฟอรา) เห็ดรา และ สาหร่ายยังคงปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้, สัตว์มีแกนสันหลังพวกแรกปรากฏตัวขึ้นจากพวกคอร์เดตก่อนหน้านี้, การก่อเทือกเขาปีเตอร์แมนน์ในทวีปออสเตรเลียลดลง (550–535 ล้านปีก่อน), การก่อเทือกเขารอสส์ในทวีปแอนตาร์กติกา, การก่อเทือกเขาเดลาเมเรียน (ประมาณ 514–490 ล้านปีก่อน) และการก่อเทือกเขาล็อกแลน (ประมาณ 540–440 ล้านปี) ในทวีปออสเตรเลีย, ศิลาภูมิประเทศขนาดเล็กบางส่วนแตกออกจากมหาทวีปกอนด์วานา, ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมีจำนวนเป็น 15 เท่าของปัจจุบัน (สมัยโฮโลซีน) (6000 ppmv เทียบกับปัจจุบันที่ 440 ppmv)[45][f], สัตว์ขาปล้องและพืชบกเริ่มยืดครองแผ่นดิน, เหตุการณ์สูญพันธุ์สามครั้งเกิดขึ้นเมื่อ 517 502 และ 488 ล้านปีก่อน โดยครั้งแรกและครั้งสุดท้ายทำให้พวกอะโนมาโลคาริด สัตว์ขาปล้อง ไฮโอไลต์ แบรคิโอพอด มอลลัสกา และโคโนดอนต์ (สัตว์มีแกนสันหลังไร้ขากรรไกรยุคแรก) สูญพันธุ์ไปเป็นจำนวนมาก ~489.5
เจียงชานเนียน
(Jiangshanian)
~494*
ไพเบียน
(Paibian)
~497*
เมียวลิงเจียน
(Miaolingian)
กูจางเจียน
(Guzhangian)
~500.5*
ดรูเมียน
(Drumian)
~504.5*
วูลิวเวียน
(Wuliuan)
~509
หินสมัย 2
(Series 2)
หินช่วงอายุ 4
(Stage 4)
~514
หินช่วงอายุ 3
(Stage 3)
~521
เทอร์เรนูเวียน
(Terreneuvian)
หินช่วงอายุ 2
(Stage 2)
~529
ฟอร์จูเนียน
(Fortunian)
~541 ± 1.0*
พรีแคมเบรียน[h]
(Precambrian)
โพรเทอโรโซอิก[i]
(Proterozoic)
นีโอโพรเทอโรโซอิก
(Neoproterozoic)
อีดีแอคารัน
(Ediacaran)
ซากดึกดำบรรพ์ในสภาพดีของสัตว์หลายเซลล์พวกแรก, ชีวชาติยุคอีดีแอคารันอุดมสมบูรณ์ไปในทะเลทั่วโลก อาจปรากฏขึ้นภายหลังการระเบิดของสายพันธุ์ซึ่งอาจเกิดจากเหตุการณ์ออกซิเดชันครั้งใหญ่[48], เวนโดซัว (ไม่ทราบความใกล้เคียงในสัตว์) ไนดาเรีย และ ไบลาทีเรียพวกแรก, พวกเวนโดซัวปริศนารวมถึงสิ่งมีชีวิตอ่อนนุ่มหลายชนิดที่มีลักษณะเป็นแผ่น กระเป๋า หรือ ฟูก (เช่น ดิกคินโซเนีย), ซากดึกดำบรรพ์ร่องรอยทั่วไปของสิ่งมีชีวิตคล้ายหนอน เช่น เทรปทิคนัส ฯลฯ, การก่อเทือกเขาทาโคนิกในทวีปอเมริกาเหนือ, การก่อเทือกเขาของเทือกเขาอราวลีในอนุทวีปอินเดีย, การก่อเทือกเขาแพน-แอฟริกาเริ่มต้นขึ้น นำไปสู่การก่อตัวของมหาทวีปแพนโนเชียในยุคอีดีแอคารันซึ่งเป็นมหาทวีปที่มีอายุสั้น โดยแตกตัวไปในช่วงปลายของยุคเป็นทวีปลอเรนเชีย บอลติกา ไซบีเรีย และ กอนด์วานา, การก่อเทือกเขาปีเตอร์แมนน์ในทวีปออสเตรเลีย, การก่อเทือกเขาเบียร์ดมอร์ในทวีปแอนตาร์กติกา (633–620 ล้านปีก่อน), ชั้นโอโซนก่อตัวขึ้น, ระดับของแร่ในมหาสมุทรเพิ่มขึ้น ~635*
ไครโอเจเนียน
(Cryogenian)
อาจเกิดยุค "โลกบอลหิมะ" ขึ้น, ซากดึกดำบรรพ์ยังคงพบได้ยาก, มวลแผ่นดินโรดิเนียเริ่มแตกออก, การก่อเทือกเขารูเกอร์ตอนปลาย / นิมรอดในทวีปแอนตาร์กติกาลดลง, ซากดึกดำบรรพ์แรกของสัตว์ที่ไม่มีข้อโต้แย้ง, สิ่งที่สงสัยว่าเป็นพวกเห็ดราบก[49] และ สเตรปโตไฟตา[50] แรก, ~720[j]
โทเนียน
(Tonian)
มหาทวีปโรดิเนียยังคงปรากฏอยู่, การก่อเทือกเขาสวีโคนอร์วีเจียนสิ้นสุดลง, การก่อเทือกเขาเกรนวิลล์ในทวีปอเมริกาเหนือลดลง, การก่อเทือกเขารูเกอร์ตอนปลาย / นิมรอดในทวีปแอนตาร์กติกา (1,000 ± 150 ล้านปีก่อน), การก่อเทือกเขาเอ็ดมันเดียน (ประมาณ 920–850 ล้านปีก่อน) แกสคอยน์คอมเพล็กซ์ เวสเทิร์นออสเตรเลีย, การทับถมกันของมหาบริเวณแอดิเลดและมหาบริเวณเซนทราเลียนเริ่มต้นขึ้นในทวีปออสเตรเลีย, สิ่งที่สงสัยว่าเป็นพวกสัตว์ (จากโฮโลซัว) และผืดสาหร่ายบกพวกแรก, เหตุการณ์เอนโดซืมไบโอติกหลายครั้งเกี่ยวกับสาหร่ายสีแดงและเขียวเกิดขึ้น มีการถ่ายโอนพลาสทิดไปยังออโครไฟตา (เช่น ไดอะตอม สาหร่ายสีน้ำตาล) ไดโนแฟลกเจลเลต คริปโตไฟซีเอ แฮปโตไฟต์ และ ยูกลีนิด (เหตุการณ์อาจเริ่มต้นขึ้นในมหายุคมีโซโพรเทอโรโซอิก)[51] ขณะที่รีทาเรียพวกแรก (เช่น ฟอรามินิเฟอรา) ยังคงปรากฏอยู่ พวกยูแคริโอต ได้แก่ สาหร่าย ยูแคริโอโวริก และ รูปแบบสิ่งมีชีวิตผลิตแร่แพร่จำนวนสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว, ซากดึกดำบรรพ์ร่องรอยของยูแคริโอตหลายเซลล์อย่างง่าย 1000[j]
มีโซโพรเทอโรโซอิก
(Mesoproterozoic)
สเทเนียน
(Stenian)
แถบหินแปรลดลงเป็นอย่างมากเนื่องจากการก่อเทือกเขาของมหาทวีปโรดิเนียที่เริ่มต้นขึ้น ซึ่งถูกล้อมรอบโดยมหาสมุทรแพน-แอฟริกา, การก่อเทือกเขาสวีโคนอร์วีเจียนเริ่มต้นขึ้น, การก่อเทือกเขารูเกอร์ตอนปลาย / นิมรอดในทวีปแอนตาร์กติกาอาจเริ่มต้นขึ้น, การก่อเทือกเขามัสเกรฟ (ประมาณ 1,080 ล้านปีก่อน) ในบล็อกรอยเลื่อนมัสเกรฟ เซนทรัลออสเตรเลีย, สโตรมาโตไลต์ลดลงเมื่อสาหร่ายเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว 1200[j]
เอกเทเซียน
(Ectasian)
สิ่งปกคลุมลานยังคงขยายไปอย่างต่อเนื่อง, กลุ่มสาหร่ายสีเขียวอยู่ในทะเล, การก่อเทือกเขาเกรนวิลล์ในทวีปอเมริกาเหนือ, มหาทวีปโคลัมเบียแตกออก 1400[j]
คาลิมเมียน
(Calymmian)
สิ่งปกคลุมลานขยายตัวออก, การก่อเทือกเขาบาร์รามันดีในแอ่งแม็คอาเทอร์ นอร์ทเทิร์นออสเตรเลีย และการก่อเทือกเขาอีซา (ประมาณ 1,600 ล้านปีก่อน) ในกลุ่มรอยเลื่อนเขาอีซา รัฐควีนส์แลนด์, อาร์คีพลาสติดา (ยูแคริโอตพวกแรกที่มีพลาสติดจากไซยาโนแบคทีเรีย เช่น สาหร่ายสีแดง และ สาหร่ายสีเขียว) และ โอพิสโธคอนตา (จะเจริญไปเป็นเห็ดราและโฮโลซัวพวกแรก) พวกแรก, อาคริทาร์ช (อาจเป็นสาหร่ายทะเลที่ยังคงหลงเหลือ) เริ่มปรากฏเป็นบันทึกซากดึกดำบรรพ์ 1600[j]
แพลีโอโพรเทอโรโซอิก
(Paleoproterozoic)
สตาทีเรียน
(Statherian)
สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวซับซ้อนพวกแรก ได้แก่ โพรทิสต์ที่มีหลายนิวเคลียส และ ระบบเอนโดเมมเบรน, มหาทวีปโคลอมเบียก่อตัวขึ้นเป็นมหาทวีปแรกสุดอันดับที่สองที่ไม่มีข้อโต้แย้ง, การก่อเทือกเขาคิมบันในทวีปออสเตรเลียสิ้นสุดลง, มหาทวีปยาปุงกูในหินฐานธรณียิลการ์นในเวสเทิร์นออสเตรเลีย, การก่อเทือกเขาแมงการูนเมื่อ 1,680–1,620 ล้านปีก่อนในแกสคอยน์คอมเพล็กซ์ เวสเทิร์นออสเตรเลีย, การก่อเทือกเขาคารารัน (1,650 ล้านปีก่อน) ในหินฐานธรณีกอว์เลอร์ ออสเตรเลียใต้, ระดับออกซิเจนลดลงอีกครั้ง 1800[j]
ออโรซีเรียน
(Orosirian)
ชั้นบรรยากาศเริ่มอุดมไปด้วยออกซิเจน ขณะที่สโตรมาโตไลต์ไซยาโนแบคทีเรียปรากฏขึ้น, แอ่งเฟรเดอฟอร์ตและแอ่งซัดเบอรีถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน, เกิดการก่อเทือกเขาอย่างมาก, การก่อเทือกเขาเพโนเคียนและการก่อเทือกเขาทรานส์-ฮัดสันในทวีปอเมริกาเหนือ, การก่อเทือกเขารูเกอร์ตอนต้นในทวีปแอนตาร์กติกา (2,000–1,700 ล้านปีก่อน), การก่อเทือกเขาเกลนเบิร์กในเกลนเบิร์กเทอร์เรน ทวีปออสเตรเลีย (ประมาณ 2,005–1,920 ล้านปีก่อน), การก่อเทือกเขาคิมบันในหินฐานธรณีกอว์เลอร์ในทวีปออสเตรเลียเริ่มต้นขึ้น 2050[j]
ไรเอเซียน
(Rhyacian)
รูปแบบการแทรกชันอัคนีซับซ้อนบุชวีลด์, การเปลี่ยนสภาพโดยธารน้ำแข็งฮูโรเนียน, สิ่งต้องสงสัยว่าเป็นยูแคริโอตพวกแรก, ชีวชาติฟรานเซวิลเลียนแบบหลายเซลล์, เคนอร์แลนด์แยกตัวออก 2300[j]
ไซดีเรียน
(Siderian)
วิกฤตการณ์ออกซิเจน (เนื่องจากไซยาโนแบคทีเรีย) ทำให้เกิดออกซิเจนเพิ่มขึ้น, การก่อเทือกเขาสลีเฟิร์ดในหินฐานธรณีกอว์เลอร์ ทวีปออสเตรเลีย เมื่อ 2,440–2,420 ล้านปีก่อน 2500[j]
อาร์เคียน
(Archean)
นีโออาร์เคียน
(Neoarchean)
หินฐานธรณียุคใหม่ส่วนมากมีเสถียรภาพ เป็นไปได้ว่าอาจเกิดเหตุการณ์เนื้อโลกตลบทับ, การก่อเทือกเขาอินเซลล์เมื่อ 2,650 ± 150 ล้านปีก่อน, แถบกรีนสโตนอาบิทีบีที่ปรากฏทุกวันนี้ในรัฐออนแทรีโอและรัฐควิเบกเริ่มก่อตัวขึ้นและเข้าสู่เสถียรภาพเมื่อ 2,600 ล้านปีก่อน, มหาทวีปเคนอร์แลนด์เป็นมหาทวีปแรกที่ไม่มีข้อโต้แย้ง และโพรแคริโอตบกพวกแรก 2800[j]
มีโซอาร์เคียน
(Mesoarchean)
สโตรมาโตไลต์ (ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเป็นกลุ่มของแบคทีเรียอาศัยพลังแสง เช่น ไซยาโนแบคทีเรีย) พวกแรก, มาโครฟอสซิลที่เก่าแก่ที่สุด, การก่อเทือกเขาฮัมโบล์ดในทวีปแอนตาร์กติกา, เบล็กริเวอร์เมกะคัลเดราคอมเพล็กซ์เริ่มต้นก่อตัวขึ้นซึ่งปัจจุบันอยู่ในรัฐออนแทรีโอและรัฐควิเบก โดยสิ้นสุดลงประมาณ 2,696 ล้านปีก่อน 3200[j]
พาลีโออาร์เคียน
(Paleoarchean)
อาร์เคียโพรแคริโอต (เช่น เมทาโนเจน) และ แบคทีเรีย (เช่น ไซยาโนแบคทีเรีย) ขยายจำนวนสายพันธุ์ขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางไวรัสยุคแรก, แบคทีเรียสร้างออกซิเจนที่รู้จักพวกแรก, ไมโครฟอสซิลที่แน่ชัดที่เก่าที่สุด, ผืดจุลชีพพวกแรก, หินฐานธรณีที่เก่าที่สุดบนโลก (เช่น หินฐานทวีปแคนาดาและหินฐานธรณีพิลบารา) อาจก่อตัวขึ้นในช่วงยุคนี้[k], การก่อเทือกเขาเรย์เนอร์ในทวีปแอนตาร์กติกา 3600[j]
อีโออาร์เคียน
(Eoarchean)
สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีข้อโต้แย้งพวกแรก โดยเป็นโปรโตเซลล์แรกที่มียีนเป็นRNAเมื่อประมาณ 4,000 ล้านปีก่อน หลังจากที่เซลล์แท้ (โพรแคริโอต) วิวัฒนาการขึ้นพร้อมยีนที่เป็นโปรตีนและดีเอ็นเอเมื่อประมาณ 3,800 ล้านปีก่อน, การระดมชนหนักครั้งหลังสิ้นสุดลง, การก่อเทือกเขาเนเปียร์ในทวีปแอนตาร์กติกาเมื่อ 4,000 ± 200 ล้านปีก่อน ~4000
เฮเดียน[i][l]
(Hadean)
อิมเบรียนตอนต้น[i][m](Early Imbrian)
(นีโอเฮเดียน (Neohadean))
(ไม่เป็นทางการ)
มหายุคนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยการระดมชนหนักครั้งหลังของระบบสุริยะชั้นใน ซึ่งอาจเกิดจากการย้ายที่ของดาวเคราะห์ นั่นคือ การย้ายของดาวเนปจูนเข้าสู่แถบไคเปอร์ โดยเป็นผลสืบมาจากการสั่นพ้องของวงโคจรระหว่างดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์, หินที่รู้จักที่เก่าแก่ที่สุด (4,031 ถึง 3,580 ล้านปีก่อน) 4130[53]
เนคทาเรียน (Nectarian)
(มีโซเฮเดียน (Mesohadean))
(ไม่เป็นทางการ)
การปรากฏครั้งแรกที่อาจเป็นไปได้ของการแปรสัณฐานแผ่นธรณีภาค, หน่วยการแบ่งนี้ได้รับชื่อมาจากธรณีกาลของดวงจันทร์เมื่อแอ่งเนคทาเรียนและแอ่งดวงจันทร์ขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นโดยการชนครั้งใหญ่, หลักฐานแรกสุดของสิ่งมีชีวิตจากปริมาณมากผิดปกติของไอโซโทปเบาของคาร์บอน ซึ่งเป็นสัญญาณของสิ่งมีชีวิต 4280[53]
กลุ่มแอ่ง (Basin Groups)
(พาลีโอเฮเดียน (Paleohadean))
(ไม่เป็นทางการ)
ระยะการระดมชนอย่างหนักตอนต้นสิ้นสุดลง, แร่เก่าแก่ที่สุดที่รู้จัก (เพทาย อายุ 4,404 ± 8 ล้านปีก่อน)[54], ดาวเคราะห์น้อยและดาวหางนำน้ำมาสู่โลก ก่อเกิดเป็นมหาสมุทรแรก[55] 4533[53]
คริปติก (Cryptic)
(อีโอเฮเดียน (Eohadean))
(ไม่เป็นทางการ)
การก่อตัวของดวงจันทร์ (4,533 ถึง 4,527 ล้านปีก่อน) โดยอาจเกิดจากการชนครั้งใหญ่ ตั้งแต่สิ้นสุดมหายุคนี้, การก่อตัวของโลก (4,570 ถึง 4,567.17 ล้านปีก่อน), การระดมชนอย่างหนักตอนต้นเริ่มต้นขึ้น, การก่อตัวของดวงอาทิตย์ (4,680 ถึง 4,630 ล้านปีก่อน) 4600

การเสนอเส้นเวลาของพรีแคมเบรียนแก้ไข

หนังสือ Geologic Time Scale 2012 ของ ICS ซึ่งมีมาตรกาลใหม่ซึ่งได้รับอนุมัติ ยังมีการนำเสนอข้อเสนอเพื่อแก้ไขมาตรกาลของพรีแคมเบรียน เพื่อให้สะท้อนถึงเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ เช่น การก่อตัวของโลก หรือ เหตุการณ์ออกซิเดชันครั้งใหญ่ ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งการตั้งชื่อการลำดับชั้นหินตามอายุกาลก่อนหน้าส่วนใหญ่ไว้สำหรับช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง[56]

แสดงตามมาตราส่วน:

AcastanIsuanVaalbaranPongolanMethanianSiderianOxygenianEukaryianColumbianRodinianCryogenianEdiacaranมหายุคคาออสเทียนมหายุคพาลีโออาร์เคียนมหายุคมีโซอาร์เคียนมหายุคนีโออาร์เคียนมหายุคแพลีโอโพรเทอโรโซอิกมหายุคมีโซโพรเทอโรโซอิกมหายุคนีโอโพรเทอโรโซอิกบรมยุคเฮเดียนบรมยุคอาร์เคียนบรมยุคโพรเทอโรโซอิกพรีแคมเบรียน

เปรียบเทียบกับเส้นเวลาปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้แสดงตามมาตราส่วน:

SiderianRhyacianOrosirianStatherianCalymmianEctasianStenianTonianCryogenianEdiacaranEoarcheanPaleoarcheanMesoarcheanNeoarcheanPaleoproterozoicMesoproterozoicNeoproterozoicHadeanArcheanProterozoicPrecambrian

เชิงอรรถแก้ไข

  1. Not enough is known about extra-solar planets for worthwhile speculation.
  2. นักบรรพชีวินวิทยามักอ้างถึงขั้นของกลุ่มซากดึกดำบรรพ์มากกว่ายุคทางธรณีวิทยา ระบบการตั้งชื่อของหินช่วงอายุค่อนข้างซับซ้อนเล็กน้อย สำหรับการลำดับของขั้นของกลุ่มซากดึกดำบรรพ์ตามเวลา ดูที่[39]
  3. 3.0 3.1 การกำหนดอายุมีความไม่แน่นอนโดยมีความแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความไม่แน่นอนในการหาอายุสมบูรณ์และปัญหาการทับถมที่เหมาะสมสำหรับการหาอายุสมบูรณ์นั้น ไม่ค่อยเกิดขึ้นตรงตำแหน่งในแถวทางธรณีวิทยาที่จะเป็นประโยชน์มากที่สุด อายุและความคลาดเคลื่อนข้างต้นนั้นเป็นไปตามมาตรกาลของคณะกรรมาธิการการลำดับชั้นหินสากลปี 2015 ยกเว้นบรมยุคเฮเดียน ในกรณีที่ไม่มีการกำหนดความคลาดเคลื่อน หมายถึงว่า ความคลาดเคลื่อนนั้นจะน้อยกว่าความแม่นยำของอายุที่กำหนด

    * ระบุขอบเขตตามที่จุดและแหล่งชั้นหินแบบฉบับขอบทั่วโลกได้รับการยมอรับในระดับสากล
  4. การอ้างอิงถึง "อภิมหาบรมยุคโพสต์แคมเบรียน" นั้นไม่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ดังนั้นจึงควรถือว่าไม่เป็นทางการ
  5. ในอดีต ซีโนโซอิกถูกแบ่งออกเป็นกึ่งมหายุคควอเทอร์นารีและเทอร์เทียรี เช่นเดียวกับ ยุคนีโอจีนและยุคพาลีโอจีน ในแผนภูมิธรณีกาลของ ICS ฉบับปี 2009[40] มีการยอมรับการขยายขอบเขตออกไปเล็กน้อยของยุคควอเทอร์นารี เช่นเดียวกับ พาลีโอจีน และนีโอจีนถูกตัดช่วงเวลาลง ส่วนยุคเทอร์เทียรีถูกลดสถานะลงไปเป็นแบบไม่เป็นทางการ
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนนี้ ดูที่ บรรยากาศของโลก#การวิวัฒนาการของบรรยากาศโลก, คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลก และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่วนแผนภูมิเฉพาะสำหรับคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วง ~550, 65, และ 5 ล้านปีที่ผ่านมาสามารถดูได้ที่ File:Phanerozoic Carbon Dioxide.png, File:65 Myr Climate Change.png, File:Five Myr Climate Change.png ตามลำดับ
  7. ในทวีปอเมริกาเหนือ ยุคคาร์บอนิเฟอรัสถูกแบ่งออกเป็นยุคมิสซิสซิปเปียนและยุคเพนซิลเวเนียน
  8. อภิมหาบรมยุคพรีแคมเบรียน รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า คริปโตโซอิก (Cryptozoic)
  9. 9.0 9.1 9.2 บรมยุคโพรเทอโรโซอิก บรมยุคอาร์เคียน และบรมยุคเฮเดียนมักถูกเรียกรวมว่า พรีแคมเบรียน หรือในบางครั้งว่า คริปโตโซอิก
  10. 10.00 10.01 10.02 10.03 10.04 10.05 10.06 10.07 10.08 10.09 10.10 10.11 กำหนดโดยอายุสัมบูรณ์ (อายุลำดับชั้นหินมาตรฐานโลก)
  11. หินฐานธรณีหรือเปลือกโลกภาคพื้นทวีปที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดที่วัดได้มีอายุประมาณ 3,600–3,800 ล้านปี
  12. แม้ว่าจะมีการใช้งานกันอย่างทั่วไป แต่บรมยุคเฮเดียนนั้นไม่ถูกจัดเป็นบรมยุคอย่างเป็นทางการ[52] และไม่มีขอบล่างที่ยอมรับกันสำหรับบรมยุคอาร์เคียนและมหายุคอีโออาร์เคียน นอกจากนี้ในบางครั้งบรมยุคเฮเคียนยังถูกเรียกว่า พริสโกอัน (Priscoan) หรือ อะโซอิก (Azoic) ด้วย บางครั้ง บรมยุคเฮเดียนสามารถพบได้เป็นการแบ่งย่อยของธรณีกาลของดวงจันทร์ โดยมหายุคเหล่านี้ ประกอบด้วย คริปติก และ กลุ่มแอ่ง (ซึ่งเป็นการแบ่งย่อยของมหายุคพรีเนคทาเรียน), มหายุคเนคนาเรียน และมหายุคอิมเบรียนตอนต้น
  13. ชื่อหน่วยเหล่านี้มาจากธรณีกาลของดวงจันทร์และอิงกับเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาที่ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลก โดยการนำมาปรับใช้กับธรณีวิทยาของโลกนั้นถือว่าไม่เป็นทางการ หมายเหตุ เวลาเริ่มต้นของหน่วยเหล่านี้ไม่ได้ต่อเนื่องกันโดยสมบูรณ์กับขอบเขตในยุคหลัง

อ้างอิงแก้ไข

  1. 1.0 1.1 "International Stratigraphic Chart". International Commission on Stratigraphy. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 30 May 2014.
  2. "Chapter 9. Chronostratigraphic units". Stratigraphic guide. International Commission on Stratigraphy. สืบค้นเมื่อ 2 August 2018.
  3. Jackson, Julia A., บ.ก. (1997). "period [geochron]". Glossary of geology (Fourth ed.). Alexandria, Viriginia: American Geological Institute. ISBN 0922152349.
  4. Cohen, K.M.; Finney, S.; Gibbard, P.L. (2015), International Chronostratigraphic Chart (PDF), International Commission on Stratigraphy.
  5. 5.0 5.1 International Commission on Stratigraphy. "Chronostratigraphic Units". International Stratigraphic Guide. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 9 ธันวาคม 2009. สืบค้นเมื่อ 14 ธันวาคม 2009.
  6. Erwin D.H. (1994). "The Permo–Triassic Extinction" (PDF). Nature. 367 (6460): 231–236. Bibcode:1994Natur.367..231E. doi:10.1038/367231a0. S2CID 4328753.
  7. "International Commission on Stratigraphy". 2021. สืบค้นเมื่อ 31 July 2021.
  8. Knoll, A. H.; Walter, MR; Narbonne, G. M; Christie-Blick, N (30 July 2004). "A new period for the geologic time scale" (PDF). Science. 305 (5684): 621–622. doi:10.1126/science.1098803. PMID 15286353. S2CID 32763298.
  9. 9.0 9.1 Gradstein, Felix; Ogg, James; Schmitz, Mark; Ogg, Gabi, บ.ก. (2012). The Geologic Time Scale. Elsevier B.V. ISBN 978-0-444-59425-9.
  10. 10.0 10.1 Jackson 1997, "system [stratig]".
  11. "Age of the Earth". U.S. Geological Survey. 1997. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 23 December 2005. สืบค้นเมื่อ 2006-01-10.
  12. Dalrymple, G. Brent (2001). "The age of the Earth in the twentieth century: a problem (mostly) solved". Special Publications, Geological Society of London. 190 (1): 205–221. Bibcode:2001GSLSP.190..205D. doi:10.1144/GSL.SP.2001.190.01.14. S2CID 130092094.
  13. "Statutes of the International Commission on Stratigraphy". สืบค้นเมื่อ 26 November 2009.
  14. Janke, Paul R. (1999). "Correlating Earth's History". Worldwide Museum of Natural History.
  15. Rudwick, M. J. S. (1985). The Meaning of Fossils: Episodes in the History of Palaeontology. University of Chicago Press. p. 24. ISBN 978-0-226-73103-2.
  16. Fischer, Alfred G.; Garrison, Robert E. (2009). "The role of the Mediterranean region in the development of sedimentary geology: A historical overview". Sedimentology. 56 (1): 3. Bibcode:2009Sedim..56....3F. doi:10.1111/j.1365-3091.2008.01009.x.
  17. Sivin, Nathan (1995). Science in Ancient China: Researches and Reflections. Brookfield, Vermont: Ashgate Publishing Variorum series. III, 23–24.
  18. Hutton, James (2013). "Theory of the Earth; or an investigation of the laws observable in the composition, dissolution, and restoration of land upon the Globe". Transactions of the Royal Society of Edinburgh (ตีพิมพ์ 1788). 1 (2): 209–308. doi:10.1017/s0080456800029227. สืบค้นเมื่อ 2016-09-06.
  19. 19.0 19.1 McPhee, John (1981). Basin and Range. New York: Farrar, Straus and Giroux. ISBN 9780374109141.
  20. Great Soviet Encyclopedia (ภาษารัสเซีย) (3rd ed.). Moscow: Sovetskaya Enciklopediya. 1974. vol. 16, p. 50.
  21. Rudwick, Martin (2008). Worlds Before Adam: The Reconstruction of Geohistory in the Age of Reform. pp. 539–545.
  22. "Geologic Time Scale". EnchantedLearning.com.
  23. "How the discovery of geologic time changed our view of the world". Bristol University.
  24. Martinsson, Anders; Bassett, Michael G. (1980). "International Commission on Stratigraphy". Lethaia. 13 (1): 26. doi:10.1111/j.1502-3931.1980.tb01026.x.
  25. Cox, Simon J. D.; Richard, Stephen M. (2005). "A formal model for the geologic time scale and global stratotype section and point, compatible with geospatial information transfer standards". Geosphere. 1 (3): 119–137. Bibcode:2005Geosp...1..119C. doi:10.1130/GES00022.1. สืบค้นเมื่อ 31 December 2012.
  26. Davydov, V.I.; Korn, D.; Schmitz, M.D.; Gradstein, F.M.; Hammer, O. (2012), "The Carboniferous Period", The Geologic Time Scale (ภาษาอังกฤษ), Elsevier, pp. 603–651, doi:10.1016/b978-0-444-59425-9.00023-8, ISBN 978-0-444-59425-9, สืบค้นเมื่อ 2021-06-17
  27. Lucas, Spencer G. (6 November 2018). "The GSSP Method of Chronostratigraphy: A Critical Review". Frontiers in Earth Science. 6: 191. Bibcode:2018FrEaS...6..191L. doi:10.3389/feart.2018.00191.
  28. Stromberg, Joseph. "What Is the Anthropocene and Are We in It?". Smithsonian Magazine (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-01-15.
  29. "Anthropocene: Age of Man – Pictures, More From National Geographic Magazine". ngm.nationalgeographic.com. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2016-08-22. สืบค้นเมื่อ 2015-09-22.
  30. Stromberg, Joseph. "What is the Anthropocene and Are We in It?". สืบค้นเมื่อ 2015-09-22.
  31. 31.0 31.1 "Working Group on the 'Anthropocene'". Subcommission on Quaternary Stratigraphy. International Commission on Stratigraphy.
  32. "The Anthropocene epoch: scientists declare dawn of human-influenced age". TheGuardian.com. 29 August 2016.
  33. George Dvorsky. "New Evidence Suggests Human Beings Are a Geological Force of Nature". Gizmodo.com. สืบค้นเมื่อ 2016-10-15.
  34. Knox, R.W.O’B.; Pearson, P.N.; Barry, T.L.; Condon, D.J.; Cope, J.C.W.; Gale, A.S.; Gibbard, P.L.; Kerr, A.C.; Hounslow, M.W.; Powell, J.H.; Rawson, P.F.; Smith, A.G.; Waters, C.N.; Zalasiewicz, J. (June 2012). "Examining the case for the use of the Tertiary as a formal period or informal unit". Proceedings of the Geologists' Association. 123 (3): 390–393. doi:10.1016/j.pgeola.2012.05.004.
  35. Gibbard, Philip L.; Smith, Alan G.; Zalasiewicz, Jan A.; Barry, Tiffany L.; Cantrill, David; Coe, Angela L.; Cope, John C. W.; Gale, Andrew S.; Gregory, F. John; Powell, John H.; Rawson, Peter F.; Stone, Philip; Waters, Colin N. (28 June 2008). "What status for the Quaternary?". Boreas. 34 (1): 1–6. doi:10.1111/j.1502-3885.2005.tb01000.x.
  36. See, for example, Sahni, B. (1940). "Presidential Address: The Deccan Traps: An Episode of the Tertiary Era". Current Science. 9 (1): 47–54. JSTOR 24204747.
  37. Cox, Simon J. D. "SPARQL endpoint for CGI timescale service". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2014-08-06. สืบค้นเมื่อ 2014-08-03.
  38. Cox, Simon J. D.; Richard, Stephen M. (2014). "A geologic timescale ontology and service". Earth Science Informatics. 8: 5–19. doi:10.1007/s12145-014-0170-6. S2CID 42345393.
  39. "The Paleobiology Database". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 11 February 2006. สืบค้นเมื่อ 2006-03-19.
  40. "Archived copy" (PDF). คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 29 ธันวาคม 2009. สืบค้นเมื่อ 23 ธันวาคม 2009.CS1 maint: archived copy as title (link)
  41. C. Hoag, J-C. Svenning African environmental change from the Pleistocene to the Anthropocene Annu. Rev. Environ. Resour., 42 (2017), pp. 27-54, https://doi.org/10.1146/annurev-environ-102016-060653
  42. Bartoli, G; Sarnthein, M; Weinelt, M; Erlenkeuser, H; Garbe-Schönberg, D; Lea, D.W (2005). "Final closure of Panama and the onset of northern hemisphere glaciation". Earth and Planetary Science Letters. 237 (1–2): 33–44. Bibcode:2005E&PSL.237...33B. doi:10.1016/j.epsl.2005.06.020.
  43. 43.0 43.1 Tyson, Peter (October 2009). "NOVA, Aliens from Earth: Who's who in human evolution". PBS. สืบค้นเมื่อ 2009-10-08.
  44. https://digitalcommons.bryant.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1010&context=honors_science[URL เปล่า]
  45. 45.0 45.1 45.2 45.3 Royer, Dana L. (2006). "[[:แม่แบบ:CO2]]-forced climate thresholds during the Phanerozoic" (PDF). Geochimica et Cosmochimica Acta. 70 (23): 5665–75. Bibcode:2006GeCoA..70.5665R. doi:10.1016/j.gca.2005.11.031. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 27 September 2019. สืบค้นเมื่อ 6 August 2015. URL–wikilink conflict (help)
  46. "Here's What the Last Common Ancestor of Apes and Humans Looked Like". Live Science.
  47. Deconto, Robert M.; Pollard, David (2003). "Rapid Cenozoic glaciation of Antarctica induced by declining atmospheric CO2". Nature. 421 (6920): 245–249. Bibcode:2003Natur.421..245D. doi:10.1038/nature01290. PMID 12529638. S2CID 4326971.
  48. Williams, J.J., Mills, B.J.W. & Lenton, T.M. A tectonically driven Ediacaran oxygenation event. Nat Commun 10, 2690 (2019). https://doi.org/10.1038/s41467-019-10286-x
  49. Naranjo‐Ortiz, Miguel A.; Gabaldón, Toni (2019-04-25). "Fungal evolution: major ecological adaptations and evolutionary transitions". Biological Reviews of the Cambridge Philosophical Society. Cambridge Philosophical Society (Wiley). 94 (4): 1443–1476. doi:10.1111/brv.12510. ISSN 1464-7931. PMC 6850671. PMID 31021528.
  50. Zarsky, J. D., Zarsky, V., Hanacek, M., & Zarsky, V. (2021, July 21). Cryogenian glacial habitats as a plant terrestrialization cradle – the origin of the anydrophytes and Zygnematophyceae split. https://doi.org/10.3389/fpls.2021.735020
  51. Hwan Su Yoon, Jeremiah D. Hackett, Claudia Ciniglia, Gabriele Pinto, Debashish Bhattacharya, A Molecular Timeline for the Origin of Photosynthetic Eukaryotes, Molecular Biology and Evolution, Volume 21, Issue 5, May 2004, Pages 809–818, https://doi.org/10.1093/molbev/msh075
  52. Ogg, J.G.; Ogg, G.; Gradstein, F.M. (2016). A Concise Geologic Time Scale: 2016. Elsevier. p. 20. ISBN 978-0-444-63771-0.
  53. 53.0 53.1 53.2 53.3 53.4 53.5 Goldblatt, C.; Zahnle, K. J.; Sleep, N. H.; Nisbet, E. G. (2010). "The Eons of Chaos and Hades". Solid Earth. 1 (1): 1–3. Bibcode:2010SolE....1....1G. doi:10.5194/se-1-1-2010.
  54. Wilde, Simon A.; Valley, John W.; Peck, William H.; Graham, Colin M. (2001). "Evidence from detrital zircons for the existence of continental crust and oceans on the Earth 4.4 Gyr ago". Nature (ภาษาอังกฤษ). 409 (6817): 175–178. doi:10.1038/35051550. ISSN 0028-0836. PMID 11196637. S2CID 4319774.
  55. "Geology.wisc.edu" (PDF).
  56. 56.00 56.01 56.02 56.03 56.04 56.05 56.06 56.07 56.08 56.09 56.10 56.11 56.12 56.13 Van Kranendonk, Martin J. (2012). "16: A Chronostratigraphic Division of the Precambrian: Possibilities and Challenges". ใน Felix M. Gradstein; James G. Ogg; Mark D. Schmitz; abi M. Ogg (บ.ก.). The geologic time scale 2012 (1st ed.). Amsterdam: Elsevier. pp. 359–365. doi:10.1016/B978-0-444-59425-9.00016-0. ISBN 978-0-44-459425-9.
  57. Chambers, John E. (July 2004). "Planetary accretion in the inner Solar System" (PDF). Earth and Planetary Science Letters. 223 (3–4): 241–252. Bibcode:2004E&PSL.223..241C. doi:10.1016/j.epsl.2004.04.031.
  58. El Albani, Abderrazak; Bengtson, Stefan; Canfield, Donald E.; Riboulleau, Armelle; Rollion Bard, Claire; Macchiarelli, Roberto; และคณะ (2014). "The 2.1 Ga Old Francevillian Biota: Biogenicity, Taphonomy and Biodiversity". PLOS ONE. 9 (6): e99438. Bibcode:2014PLoSO...999438E. doi:10.1371/journal.pone.0099438. PMC 4070892. PMID 24963687.
  59. El Albani, Abderrazak; Bengtson, Stefan; Canfield, Donald E.; Bekker, Andrey; Macchiarelli, Roberto; Mazurier, Arnaud; Hammarlund, Emma U.; และคณะ (2010). "Large colonial organisms with coordinated growth in oxygenated environments 2.1 Gyr ago" (PDF). Nature. 466 (7302): 100–104. Bibcode:2010Natur.466..100A. doi:10.1038/nature09166. PMID 20596019. S2CID 4331375.[ลิงก์เสีย]