คริสเตียโน โรนัลโด

นักฟุตบอลชาวโปรตุเกส

กริชตียานู รูนัลดู ดุช ซังตุช อาไวรู (โปรตุเกส: Cristiano Ronaldo dos Santos Aveiro; เกิด 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985) หรือที่รู้จักกันในชื่อ คริสเตียโน โรนัลโด เป็นนักฟุตบอลชาวโปรตุเกส ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สโมสรในพรีเมียร์ลีก และทีมชาติโปรตุเกส ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล[2][3][4] เขาได้รับรางวัลบาลงดอร์ 5 สมัย และรางวัลรองเท้าทองคำยุโรปอีก 4 สมัย ซึ่งทั้งสองสถิติถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดสำหรับผู้เล่นชาวยุโรป โรนัลโดยังเป็นเจ้าของสถิติสำคัญได้แก่: เป็นผู้เล่นที่ลงสนามมากที่สุด (178 นัด), ทำประตูมากที่สุด (136 ประตู) และผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมมากที่สุด (42 ครั้ง) ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก[5], เป็นผู้ทำประตูมากที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบสุดท้าย (14 ประตู)[6] เป็นผู้เล่นชายชาวยุโรปที่ลงสนามในนามทีมชาติมากที่สุด (182 นัด) และเป็นผู้เล่นชายที่ทำประตูในนามทีมชาติได้มากที่สุด (115 ประตู)[7] ตลอดการเล่นอาชีพ โรนัลโดทำประตูในการแข่งขันทางการรวมกว่า 790 ประตู[8] และชนะเลิศถ้วยรางวัลรวม 32 รายการ[9] ซึ่งรวมถึงการคว้าแชมป์ลีก 7 สมัย, แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 สมัย, แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (2016) และ แชมป์ยูฟ่าเนชันส์ลีก (2019) และลงแข่งขันทุกรายการมากกว่า 1,100 นัด[10]

คริสเตียโน โรนัลโด
Cristiano Ronaldo 2018.jpg
โรนัลโดใน ค.ศ.2018
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม กริชตียานู รูนัลดู ดุช ซังตุช อาไวรู
วันเกิด 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985 (36 ปี)
สถานที่เกิด ฟุงชาล มาเดรา โปรตุเกส
ส่วนสูง 1.87 m (6 ft 2 in)[1]
ตำแหน่ง กองหน้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
หมายเลข 7
สโมสรเยาวชน
1993–1995 อังดูรีญา
1995–1997 นาซียูนัล
1997–2002 สปอร์ติงลิสบอน
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2002–2003 สปอร์ติงลิสบอน 25 (3)
2003–2009 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 196 (84)
2009–2018 เรอัลมาดริด 292 (311)
2018–2021 ยูเวนตุส 98 (81)
2021– แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 5 (3)
ทีมชาติ
2001 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 15 ปี 9 (7)
2001–2002 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 17 ปี 7 (5)
2002–2003 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 21 ปี 5 (1)
2003 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 20 ปี 10 (3)
2004 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 23 ปี 3 (2)
2003– โปรตุเกส 182 (115)
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้แก่สโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 2021
‡ ข้อมูลการลงเล่นและประตูให้แก่ทีมชาติล่าสุด ณ วันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 2021

โรนัลโดเกิดและเติบโตบนเกาะมาเดเรา และเริ่มต้นอาชีพกับสโมสรสปอร์ติงลิสบอน ก่อนจะย้ายร่วมทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดใน ค.ศ. 2003 และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอคัพ 1 สมัย, ลีกคัพ 2 สมัย, ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 1 สมัย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย และยังคว้ารางวัลบาลงดอร์สมัยแรกใน ค.ศ. 2008 ด้วยวัย 23 ปี[11] ก่อนจะย้ายร่วมทีมเรอัลมาดริดใน ค.ศ. 2009 ด้วยค่าตัว 94 ล้านยูโร ซึ่งเป็นสถิติโลกในขณะนั้น[12] และคว้าถ้วยรางวัลได้ถึง 15 รายการ รวมถึงแชมป์ลาลิกา 2 สมัย, โกปาเดลเรย์ 2 สมัย, ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 4 สมัย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 3 สมัย และยังทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ทำประตูมากที่สุดตลอดกาลของสโมสร (450 ประตู)[13] รวมทั้งคว้ารางวัลบาลงดอร์เพิ่มได้อีก 4 สมัย เขาย้ายร่วมทีมยูเวนตุส ใน ค.ศ. 2018 ด้วยค่าตัว 100 ล้านยูโร โดยถือเป็นนักเตะที่มีราคาสูงที่สุดสำหรับการย้ายทีมในสโมสรอิตาลี[14] และเป็นนักเตะอายุเกิน 30 ปีที่มีค่าตัวสูงที่สุด[15] โดยคว้าแชมป์เซเรียอา 2 สมัย, ซูแปร์โกปปาอีตาเลียนา 2 สมัย และ โกปปาอีตาเลีย 1 สมัย ก่อนจะย้ายกลับมาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดใน ค.ศ. 2021

โรนัลโดติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกใน ค.ศ. 2003 ด้วยวัย 18 ปี และในปัจจุบันเขาถือเป็นผู้เล่นที่ลงสนามมากที่สุดและทำประตูมากที่สุดของทีมชาติโปรตุเกส[16] โดยทำประตูแรกได้ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004 ซึ่งโปรตุเกสผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมใน ค.ศ. 2008[17] และใน ค.ศ. 2015 โรนัลโดได้รับการยกย่องโดยสหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสให้เป็นนักฟุตบอลชาวโปรตุเกสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด[18][19] เขาพาโปรตุเกสคว้าแชมป์ระดับทางการครั้งแรกในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ตามด้วยแชมป์ยูฟ่าเนชันส์ลีกใน ค.ศ. 2019 และเป็นผู้ทำประตูสูงสุดในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020[20]

เขาเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่มีชื่อเสียงโด่งดังและร่ำรวยมากที่สุดของโลก[21] โดยได้รับการจัดอันดับโดยฟอบส์ให้เป็นนักกีฬาที่ได้รับค่าจ้างสูงที่สุดในปี 2016[22] และ 2017[23] และการจัดอันดับจากอีเอสพีเอ็นให้เป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดในช่วงปี 2016-19 รวมทั้งการยกย่องจากไทม์ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกประจำปี 2014[24] เขาถือเป็นนักกีฬาคนที่ 3 (ต่อจากไทเกอร์ วูดส์ และ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์) และเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่ทำรายได้ตลอดอาชีพเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[25]

ประวัติและชีวิตในวัยเด็ก

คริสเตียโน โรนัลโด เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985 ที่เกาะมาเดรา เขตปกครองตนเองของประเทศโปรตุเกส เป็นบุตรชายของนายฌูแซ ดีนิช อาไวรู (เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2548 ขณะมีอายุ 52 ปี) กับนางมารีอา ดูโลรึช อาไวรู เป็นบุตรชายคนเล็กในพี่น้อง 4 คน ถึงแม้ตอนเกิดเขาจะคลอดก่อนกำหนดแต่ก็มีน้ำหนักสมบูรณ์ถึง 8 ปอนด์ ทวดฝ่ายมารดาของเขา อีซาแบล ดา ปีดาดึ มีพื้นเพมาจากประเทศกาบูเวร์ดี (เคปเวิร์ด)[26] โรนัลโดเกิดมาในครอบครัวแคธอลิกที่เคร่งศาสนาและไม่ได้มีฐานะร่ำรวย คุณพ่อของเขาประอาชีพคนสวน ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆที่ ฟุนชาล โรนัลโดเกือบจะไม่ได้ลืมตาดูโลก เนื่องจากคุณแม่ของเขามีความคิดที่จะทำแท้งเนื่องจากไม่ต้องการคลอดบุตรออกมาเพิ่มภาระให้แก่ครอบครัวเพิ่มอีกคน แต่ได้ตัดสินใจยอมลำบากเพื่อคลอดโรนัลโดออกมาและเจ้าตัวได้กล่าวว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต

ที่มาของชื่อโรนัลโดนั้น บิดาของเขาเป็นผู้ตั้งให้ โดยได้แรงบันดาลใจจากชื่อของนายโรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบุคคลที่บิดาของโรนัลโดชื่นชอบตั้งแต่เรแกนยังเป็นนักแสดงอยู่[27]ครอบครัวของโรนัลโดอาศัยอยู่ที่ย่านกิงตาดูฟัลเซา เขตซังตูอังตอนียูของเมืองฟุงชาล ซึ่งเป็นเขตที่มีประชากรยากจนอาศัยอยู่มาก โรนัลโดเริ่มเล่นฟุตบอลที่นี่ ซึ่งในตอนเด็กเขาจะชอบเล่นฟุตบอลมาก บริเวณตามถนน เมื่อเขาอายุ 6 ขวบ เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังในทีมชุดใหญ่ของทีมอังดูรีญา (Andorinha) โดยการชักชวนของญาติเขาที่อยู่ในทีมนี้ พอถึงปี 1995 โรนัลโดย้ายไปอยู่กับทีมนาซียูนัล (Nacional) โดยมีการจ่ายค่าตัวเป็นชุดฟุตบอลและลูกบอล[28] หลังจากช่วยนาซิอองนาลคว้าแชมป์ระดับเยาวชนได้ โรนัลโด้ ในอายุ 12 ปี ก็ได้รับความสนใจจากสโมสรใหญ่ ๆ ของโปรตุเกสมากมาย แต่สุดท้าย โรนัลโด เลือกค้าแข้งกับ สปอร์ติง ลิสบอน ทีมโปรดของตัวเองในที่สุด

นักฟุตบอลเยาวชน

ในช่วงที่โรนัลโดอายุ 8 ขวบ โรนัลโดได้เล่นให้กับสโมสรฟุตบอลอังดูรีญา ซึ่งพ่อของเขาเป็นผู้จัดการทีมของสโมสรแห่งนี้ ในปี ค.ศ. 1995 โรนัลโดได้ทำสัญญากับสโมสรฟุตบอลท้องถิ่นคือ สโมสรฟุตบอลนาซียูนัล และได้เล่นให้กับสโมสรนี้เป็นเวลา 5 ปี แล้วได้ย้ายไปอยู่กับสปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล (สปอร์ติงลิสบอน) ในช่วงปี ค.ศ. 1997 และได้สำเร็จการเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับในประเทศของตน

นักฟุตบอลอาชีพ

สปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล

ในปี 2002 โรนัลโดในวัย 17 ปีได้ย้ายมาเล่นให้กับสปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล (สปอร์ติงลิสบอน) เนื่องจากในช่วงนั้นสโมสรฟุตบอลชื่อดังในโปรตุเกสได้เห็นความสนใจของโรนัลโดมากมายแต่เขาเลือกที่จะมาอยู่กับสปอร์ติงลิสบอน โดยโรนัลโดได้ลงเล่นเป็นตำแหน่งกองหน้า โรนัลโดโชว์ฝีเท้าได้อย่างยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นการหลบหลีกคู่ต่อสู้ การแย่งชิงบอล การยิงจากระยะไกล และการทำประตูอย่างแม่นยำ ทำให้โรนัลโดในช่วงนั้นโด่งดังไปทั่วในทวีปยุโรป และเขายังมีจุดเด่นที่มีทักษะในการครองบอลและมีความคล่องตัวสูง ด้วยจุดนี้เอง ทำให้เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมชื่อดังของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในพรีเมียร์ลีก ได้สนใจที่จะนำโรนัลโดมาร่วมทีม ซึ่งการเจรจาซื้อตัวโรนัลโดก็เป็นที่สำเร็จ โดยก่อนที่เขาจะออกจากประเทศโปรตุเกส โรนัลโดเล่นให้กับสปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล ไปทั้งสิ้น 31 นัด ทำไป 5 ประตู โดยทางสโมสรได้รวบรวมผลงานของโรนัลโดอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของทีมเพื่อเป็นเกียรติประวัติให้แก่เจ้าตัวอีกด้วย[29]

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ช่วงปี 2003–06

โรนัลโดได้ย้ายมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 12.24 ล้านปอนด์ ในฤดูกาล 2002–03 โรนัลโดใช้เวลาไม่นานนักในการปรับตัวให้เข้ากับพรีเมียร์ลีก และผลงาน 8 ประตู จากการลงสนาม 39 นัด ซึ่งรวมถึงประตูแรกในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพกับ มิลล์วอลล์ ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ได้ ทำให้เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (Sir Matt Busby Player of the Year) ประจำฤดูกาล 2003/04

ในฤดูกาลที่ 2 ของโรนัลโดกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เขาทำผลงานได้ไม่ดีเท่ากับปีแรก หลังจากที่จบฤดูกาลด้วยการลงสนาม 50 นัด แต่ทำได้เพียง 9 ประตู และในฤดูกาล 2005–06 โรนัลโดก็เรียกฟอร์มเก่งของตัวเองมาได้อีกครั้งในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ด้วยการทำ 12 ประตู จากการลงสนาม 47 นัด แต่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดก็ยังทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่โรนัลโดยังคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของฟิฟโปร (FIFPro Special Young Player of the Year 2005) ซึ่งเป็นรางวัลเดียวที่ให้แฟน ๆ เป็นผู้ลงคะแนนโหวตตัดสิน และในปีเดียวกันเขาก็ได้อันดับที่ 20 ในตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าด้วย

ช่วงปี 2006–09

 
โรนัลโดเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในช่วงฤดูกาล 2006-07

ในฟุตบอลโลก 2006 โรนัลโดถูกแฟนบอลอังกฤษรุมโห่ไล่หลังจากที่มีส่วนทำให้เวย์น รูนีย์ เพื่อนร่วมทีม ต้องถูกไล่ออกในเกมที่อังกฤษพบกับโปรตุเกส โรนัลโดถูกสื่อในอังกฤษกดดันและต่อว่า โดยหนังสือพิมพ์ของประเทศอังกฤษ ได้ลงข่าวว่าโรนัลโดจะย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจากเหตุการณ์ดังกล่าว[30] และเขาได้ถูกกล่าวลงในหนังสือกีฬาประจำวันของประเทศสเปนว่าจะย้ายไปร่วมทีมเรอัลมาดริด[31] และเมื่อ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมได้ทราบข่าวจึงได้ส่งผู้ช่วยผู้จัดการทีม การ์ลุช ไกรอช มาพูดคุยกับโรนัลโดและเปลี่ยนความคิดของเขาในการย้ายทีม[32][33] โรนัลโดตัดสินใจอยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดต่อไป และต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไปอีก 5 ปี ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2007[34]

ในฤดูกาล 2006-07 โรนัลโดทำไป 17 ประตูในลีกช่วยให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ และในเดือนเมษายนปี 2007 เขาคว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมและผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี 2007 ของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษหรือพีเอฟเอไปครอง โดยเป็นผู้เล่นรายที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศทั้งสองมาครองในฤดูกาลเดียวกัน ต่อจาก แอนดี เกรย์ ที่ทำได้เมื่อปี 1977[35]

ในฤดูกาล 2007-08 โรนัลโดทำประตูในลีกไปถึง 31 ประตู พาทีมป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก[36] และยังคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้โดยเอาชนะเชลซีจากการดวลจุดโทษหลังเสมอกัน 1-1 แม้ว่าโรนัลโดจะยิงจุดโทษไม่เข้า[37] และโรนัลโดยังคว้ารางวัลบาลงดอร์ครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2008

ในฤดูกาล 2008-09 ยูไนเต็ดสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 3 รายการ โดยคว้าแชมป์ลีกได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน[38] ซึ่งโรนัลโดทำไป 18 ประตูในลีก และทีมยังคว้าฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกได้ในเดือนธันวาคม เอาชนะ แอลดียู ควิโต 1-0 ตามด้วยแชมป์ลีกคัพจากการดวลจุดโทษเอาชนะทอตนัมฮอตสเปอร์ แต่แพ้ให้กับบาร์เซโลนาในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 0-2

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 2009 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ยอมรับข้อเสนอการซื้อตัวเขาจากสโมสรเรอัลมาดริดด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ซึ่งโรนัลโดก็มีความต้องการที่จะออกจากสโมสรเช่นกัน โดยการซื้อตัวครั้งนี้ถือเป็นสถิติค่าตัวแพงที่สุดในโลก[39] ผลงานรวมของโรนัลโดกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคือ การลงเล่นทุกรายการ 299 นัด ทำได้ 118 ประตู

เรอัลมาดริด

ฤดูกาล 2009–10

 
โรนัลโดกำลังเลี้ยงลูกฟุตบอลหนีเดียโก ฟอร์ลัน ในนัดที่พบกับ อัตเลติโกเดมาดริด ในฤดูกาล 2009-10

ในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2009 โรนัลโดได้เปิดตัวกับสโมสร และเขาได้รับเสื้อหมายเลข 9 โดยในฤดูกาลแรกนี้ โรนัลโดทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยได้ลงเล่นเป็นตังจริงทั้งหมด 35 นัด ทำประตูไปได้ 33 ประตู และครองดาวซัลโวสูงสุดของลาลิกา โดยโรนัลโดได้เล่นในตำแหน่งกองหน้า และบางครั้งก็สลับไปยืนในตำแหน่งปีกขวา โรนัลโดทำประตูแรกในนัดที่พบกับ เดปอร์ติโบเดลาโกรุญญา โดยเรอัลมาดริดชนะไป 3-2 ต่อมาโรนัลโดทำสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกของสโมสรที่ทำประตูในการแข่งขัน 4 นัดแรกในบ้านได้ในฤดูกาลแรกที่อยู่กับทีม

โรนัลโดทำประตูแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกกับเรอัลมาดริดได้จากการยิงฟรีคิกในนัดที่ทีมเอาชนะซูริคไป 2-0 สำหรับผลงานในฤดูกาลแรก แม้เรอัลมาดริดจะไม่สามารถคว้าถ้วยรางวัลรายการใดได้ในปีนี้ แต่โรนัลโดก็ทำประตูในลีกไปได้ 26 ประตูจากจำนวน 29 นัด และทำแฮตทริกในลาลิกาได้เป็นครั้งแรกในนัดที่ทีมเอาชนะ เอร์เรเซเด มายอร์กา 4-1 ในเดือนพฤษภาคม 2010

ฤดูกาล 2010–11

 
โรนัลโดกับแกเร็ธ เบล ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2010-11

เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลที่ 2 ของโรนัลโด เขาได้รับเสื้อหมายเลข 7[40] ซึ่งเคยเป็นของราอุล กอนซาเลซ ตำนานกองหน้าของทีม และทีมได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมมาเป็นโชเซ มูรีนโย ในวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ในนัดที่เรอัลมาดริดพบกับราซินเดซันตันเดร์ โรนัลโดทำถึง 4 ประตู ช่วยทีมเอาชนะไป 4-0 แต่ในนัดที่พบกับบาร์เซโลนา ซึ่งเรอัลมาดริดไปเยือนที่กัมนอว์ พวกเขาแพ้ไปถึง 0-5 หลังจากในนัดนั้น เรอัลมาดริดได้เปิดบ้านพบกับอัตเลติกเดบิลบาโอ โดยโรนัลโดยิงไปถึง 5 ประตู ช่วยให้ทีมชนะไป 6-1 เรอัลมาดริดจบฤดูกาลด้วยการคว้ารองแชมป์ลาลิกา แม้จะทำไปถึง 92 คะแนน[41] และตกรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยแพ้ให้กับบาร์เซโลนาด้วยผลประตูรวมสองนัด 1-3 แต่พวกเขายังได้แชมป์โกปาเดลเรย์ จากการเอาชนะบาร์เซโลนา 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษซึ่งโรนัลโดเป็นผู้ทำประตูชัย[42] โรนัลโดทำประตูในลีกไปถึง 40 ประตู จากการลงสนาม 34 นัดคว้ารางวัลดาวซัลโวลีกไปครอง[43] และทำประตูรวมทุกรายการ 53 ประตูจาการลงสนาม 54 นัด

ฤดูกาล 2011–12

ความสำเร็จของโรนัลโดกับสโมสรได้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ โดยโรนัลโดทำประตูรวมทุกรายการในฤดูกาลนี้ไปถึง 60 ประตู และทีมยังผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก แต่แพ้ไบเอิร์นมิวนิกในการดวลจุดโทษ[44] แต่โรนัลโดก็สามารถนำทีมได้แชมป์ลาลิกาได้เป็นครั้งที่ 32 โดยในช่วงปลายฤดูกาล เรอัลมาดริดกับบาร์เซโลนาได้แข่งขันกันที่กัมนอว์ ซึ่งโรนัลโดก็เป็นผู้ทำประตูชัยพาทีมบุกไปเอาชนะได้ 2-1 และยังทำสถิติเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสเปนที่ได้ 100 คะแนน[45][46]

ฤดูกาล 2012-13

ในฤดูกาลต่อมา เรอัลมาดริด ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยทำได้เพียงคว้าแชมป์ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา ได้ในเดือนสิงหาคม เอาชนะ บาร์เซโลนา ไปได้ด้วยกฎการยิงประตูทีมเยือนหลังจากรวมผลสองนัดเสมอกัน 4-4 โดยโรนัลโดทำประตูได้ทั้งสองนัด ทีมจบฤดูกาลด้วยการคว้ารองแชมป์ ลาลิกา เสียแชมป์ให้กับบาร์เซโลนาที่ทำไป 100 คะแนน[47] และทำได้เพียงรองแชมป์โกปาเดลเรย์ พ่ายให้แก่ อัตเลติโกเดมาดริด ในรอบชิงชนะเลิศ 1-2 ในส่วนของการแข่งขันรายการยุโรป เรอัลมาดริด พ่ายให้แก่ โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์ ในรอบรองชนะเลิศด้วยผลประตูรวม 3-4 โดยโรนัลโดคว้าตำแหน่งดาวซัลโวประจำการแข่งขันไปได้ด้วยจำนวน 12 ประตู[48] ในภาพรวมของฤดูกาลนี้ โรนัลโดทำประตูในลีกไป 34 ประตู และ 55 ประตูรวมทุกรายการ

ฤดูกาล 2013-14

วันที่ 18 สิงหาคม 2013 โรนัลโด ลงสนามครบ 200 เกมให้กับเรอัลมาดริด ในนัดเปิดบ้านชนะเรอัลเบติส 2-1 แต่โรนัลโดทำประตูไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เขาทำประตูแรกในฤดูกาลได้ เมื่อวันที่ 1 กันยายน ในนัดที่ชนะอัตเลติกเดบิลบาโอ 3-1 จากนั้น โรนัลโดได้ต่อสัญญากับสโมสรถึงปี 2018 พร้อมค่าเหนื่อยสูงถึง 17 ล้านยูโรต่อปี (ประมาณ 765 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุด โรนัลโดลงสนามนัดที่ 100 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในการพบกับ โคเปนเฮเกน เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม และสามารถพาเรอัลมาดริดชนะไปได้ 4-0 และในวันที่ 23 ตุลาคม โรนัลโดทำสองประตูในนัดที่เอาชนะยูเวนตุส 2-1 เท่ากับว่าเขาทำประตูในรายการดังกล่าวไปทั้งสิ้น 57 ลูก มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ตลอดกาล[49]

ในการลงสนามเกมเยือนนัดที่ 106 ให้กับเรอัลมาดริด เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน เขาทำสถิติยิงประตูได้ถึง 100 ลูกในการเล่นเกมเยือนได้สำเร็จ ในนัดที่บุกเอาชนะ ราโย บาเยกาโน่ 3-2 และทำให้เขามีค่าเฉลี่ยทำประตูสูงถึง 0.94 ลูกต่อหนึ่งนัด โดยในวันที่ 9 พฤศจิกายน โรนัลโดทำแฮตทริกครั้งที่ 19 ในลาลิกา ในเกมที่เอาชนะ เรอัลโซซิอิดัด 5-1 ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2014 โรนัลโด คว้ารางวัลบาลงดอร์เป็นสมัยที่สอง[50] ด้วยการเอาชนะคู่แข่งตลอดกาลอย่าง ลิโอเนล เมสซิ ที่คว้ารางวัลดังกล่าวมาสี่สมัยก่อนหน้านี้

ในวันที่ 15 มีนาคม 2014 หลังจากที่เขาทำประตูได้ในเกมที่พบกับ มาลาก้า ทำให้ โรนัลโด เป็นคนแรกที่ทำ 25 ประตูติดต่อกัน 5 ฤดูกาล โดยหลังจากนั้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน เขาก็สามารถทำประตูที่ 100 ในรายการยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ในเกมที่พบกับ โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์ โรนัลโดจบฤดูกาลด้วยการทำไป 31 ประตูจากการลงสนาม 30 นัดในลีก และคว้ารางวัลรองเท้าทองคำยุโรปร่วมกับ ลุยส์ ซัวเรซ[51] นอกจากนี้สามประสานตัวรุกของทีมหรือที่เรียกว่า BBC (เบล, เบนเซม่า และคริสเตียโน่) ยังยิงประตูรวมกันถึง 97 ลูก[52]

ฤดูกาล 2014-15

ในช่วงต้นฤดูกาล 2014-15 เขาสามารถยิงประตูได้ทันทีในเกมที่เอาชนะ กอร์โดบา 2-0 โดยหลังจากนั้นในวันที่ 28 สิงหาคม 2014 โรนัลโดได้รับรางวัลนักเตะยุโรปยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล 2013-14 ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กันยายน เขาทำแฮตทริกครั้งที่ 20 ในลีกได้สำเร็จจากเกมที่ถล่ม ลา กอรุนญ่า 8-2 โดยในวันที่ 6 ธันวาคม 2014 โรนัลโดกลายเป็นนักเตะที่ยิง 200 ประตูในลาลิกาเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์จากการลงสนามเพียงแค่ 178 นัด[53] และยังยิงแฮตทริกได้เป็นหนที่ 23 ในเกมที่พบกับ เซลต้า บีโก้

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2015 เขาคว้ารางวัลบาลงดอร์มาครองเป็นครั้งที่ 3[54] และหลังจากนั้น ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ โรนัลโดสามารถยิงประตูให้ทีมเอาชนะ ชัลเคอ 04 2-0 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกนัดแรกและยิงเพิ่มได้อีก 2 ประตูในนัดที่สอง ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ทำประตูมากที่สุดในรายการนี้ด้วยจำนวนทั้งสิ้น 78 ประตู จากนั้นในวันที่ 5 เมษายน 2015 โรนัลโด สามารถทำ 5 ประตูได้อีกครั้ง[55] และใช้เวลาเพียง 8 นาทีในการทำแฮตทริกจากเกมที่ถล่มเอาชนะ กรานาดา 9-1 ในลาลิกา[56] โดยหลังจากนั้นเพียง 3 วัน เขาก็ยิงประตูที่ 300 ในทุกรายการให้กับเรอัลมาดริดได้สำเร็จ ในเกมที่เอาชนะ ราโย่ บาเยกาโน่ 2-0 ซึ่งต่อมาอีก 10 วัน เขาก็ได้กลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลที่สามารถยิงรวมกัน 50 ประตูในทุกรายการติดต่อกัน 5 ฤดูกาลหลังจากทำแฮตทริกได้ในเกมที่ทีมเอาชนะ มาลากา 3-1

ฤดูกาล 2015-16

 
โรนัลโดในปี 2015

หลังจากการเข้ามาคุมทีมของ ราฟา เบนิเตซ เขายิงประตูไม่ได้ในสองเกมแรกของฤดูกาล แต่เขาก็กลับมายิงทีเดียว 5 ประตูในนัดที่เอาชนะเอสปันญอล 6-0 ซึ่งทำให้โรนัลโดยิงไปแล้ว 230 ลูกจากการลงสนามเพียง 203 เกม ทำสถิติเป็นผู้เล่นเรอัลมาดริดที่ทำประตูในลาลิกาได้มากที่สุด แซงหน้าสถิติที่ราอุล กอนซาเลซ ทำไว้ที่ 228 ลูก ต่อมา โรนัลโดทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ทำประตูในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้มากที่สุดตลอดกาล จากการทำแฮตทริกในนัดที่ทีมเอาชนะ ชัคตาร์ดอแนตสก์ แซงหน้าเมสซิที่ทำไว้ 77 ประตู และเขาทำประตูที่ 500 ในการเล่นอาชีพได้ในนัดที่ทีมบุกไปเอาชนะมัลเมอ เอฟเอฟ 2-0 วันที่ 30 กันยายน 2015

ต่อมา เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2015 โรนัลโดมีชื่อเข้าชิงบาลงดอร์ 2015 ร่วมกับ เนย์มาร์ และเมสซิ หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ในวันที่ 8 ธันวาคม เขาทำคนเดียว 4 ประตูให้ทีมเอาชนะ มัลโม่ไปได้ 8-0 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม ต่อมาเบนิเตซได้ถูกปลดในเดือนมกราคม 2016[57] และซีเนดีน ซีดาน ได้เข้ามารับตำแหน่งต่อซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของสโมสรในรอบหลายปีอย่างแท้จริง โดยเรอัลมาดริดคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้จากการชนะจุดโทษอัตเลติโกเดมาดริด และโรนัลโดยังเป็นนักเตะที่ทำประตูมากที่สุดประจำการแข่งขันจำนวน 16 ประตู[58] และถือเป็นฤดูกาลที่ 6 ติดต่อกันที่โรนัลโดทำประตูทุกรายการได้เกินกว่า 50 ประตู นอกจากนี้โรนัลโดยังทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ทำประตูรวมให้กับสโมสรเรอัลมาดริดมากที่สุดตลอดกาลได้ในปีนี้[59]

ฤดูกาล 2016-17

ในฤดูกาลนี้เรอัลมาดริดยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เริ่มด้วยการชนะเลิศยูฟ่าซูเปอร์คัพ เอาชนะ เซบียา ในเดือนสิงหาคม 3-2 แต่โรนัลโดไม่ได้ลงเล่นเนื่องจากบาดเจ็บหัวเข่า และทีมคว้าฟุตบอลชิงแชมป์สโมรสรโลกได้ในเดือนธันวาคม 2016 ณ ประเทศญี่ปุ่น เอาชนะ คาชิมะ แอนต์เลอส์ 4-2 ซึ่งโรนัลโดทำแฮตทริกได้และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำการแข่งขันไปครอง และคว้ารางวัลบาลงดอร์ 2016 รวมทั้งรางวัลผู้เล่นชายยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า จากผลงานพาโปรตุเกสคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2016

โรนัลโดจบฤดูกาลโดยการพาทีมเป็นแชมป์ลาลิกาได้ในรอบ 5 ปี ด้วยการทำไป 25 ประตูในลีก และเรอัลมาดริดไม่แพ้ทีมใดเลยในการแข่งขัน 16 นัดแรก โรนัลโดยังทำสถิติเป็นคนแรกที่ยิงครบ 100 ประตูในการแข่งขันรายการของยูฟ่าได้ ในนัดที่ทีมบุกไปเอาชนะไบเอิร์นมิวนิก 2-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และยังยิงอีกสองประตูในนัดชิงชนะเลิศพาทีมเอาชนะยูเวนตุส 4-1 ป้องกันแชมป์ได้อีกครั้ง และทำสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกที่ทำประตูในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ 3 ครั้ง และเขายังคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรปไปครอง เป็นการคว้ารางวัล 2 สมัยติดต่อกัน และถือเป็นครั้งที่ 3 ในอาชีพ[60] นอกจากนี้เรอัลมาดริดยังเป็นสโมสรแรกที่ป้องกันแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อการแข่งขันมาจากยูโรเปียนคัพ

ฤดูกาล 2017-18

โรนัลโดเริ่มต้นฤดูกาลด้วยแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ โดยเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 ต่อมาเรอัลมาดริด สามารถเอาชนะบาร์เซโลนาในซูเปร์โกปาเดเอสปัญญาด้วยผลประตูรวมสองนัด 5-1 ซึ่งโรนัลโดทำประตูได้ในนัดแรกก่อนที่จะถูกใบแดงไล่ออกจากสนามเนื่องจากพยายามเรียกจุดโทษจากผู้ตัดสินแต่กลับถูกมองว่าพุ่งล้ม ในช่วงปลายปี 2017 เขาได้รับรางวัลบาลงดอร์เป็นครั้งที่ 5 และคว้ารางวัลผู้เล่นชายยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าเป็นปีที่สองติดต่อกัน และเป็นผู้ทำประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศที่เรอัลมาดริดเอาชนะ เกรมิโอ ในฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ต่อมา ในเดือนมีนาคม 2018 โรนัลโดทำประตูที่ 300 ในลาลิกาได้ในนัดที่ทีมเอาชนะเกตาฟ่า 3-1 ส่งผลให้เขาเป็นผู้เล่นที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการทำครบ 300 ประตูในลีก[61][62] ทำสถิติแซงเมสซิ และตามด้วยการทำแฮตทริกครั้งที่ 50 ในอาชีพ[63] จากการทำ 4 ประตูในนัดที่ทีมเอาชนะ ฌิโรนา 6-3[64]

ผลงานในภาพรวมของทีมในฤดูกาลนี้ แม้ว่า เรอัลมาดริดจะไม่สามารถป้องกันแชมป์ลาลิกาได้ แต่โรนัลโดสามารถพาทีมป้องกันแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน โดยเอาชนะลิเวอร์พูล 3-1 ในนัดชิงชนะเลิศ[65] และทำสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกที่คว้าถ้วยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ 5 สมัย โรนัลโดยังเป็นผู้ทำประตูสูงที่สุดในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกประจำฤดูกาลเป็นปีที่ 6 ติดต่อกันด้วยจำนวน 15 ประตู ต่อมา สื่อทั่วโลกได้เสนอข่าวว่าเขามีความต้องการย้ายออกจากเรอัลมาดริดเนื่องจากหมดความท้าทายและมีความขัดแย้งกับ โฟลเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร[66][67]

ยูเวนตุส

โรนัลโด เดินทางมาถึงตูริน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2018 เพื่อรับการตรวจร่างกายย้ายร่วมทีมยูเวนตุส [68]หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 โดยยูเวนตุสได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวพร้อมมอบเสื้อเบอร์ 7 ให้กับเขาอีกด้วย โรนัลโดกล่าวว่าการย้ายมาอิตาลีในครั้งนี้เพื่อหาความท้าทายใหม่ๆและชื่นชมในความยิ่งใหญ่ของทีมยูเวนตุส โรนัลโดย้ายมาด้วยราคา 112 ล้านยูโร หรือประมาณ 99 ล้านปอนด์ พร้อมกับเซ็นสัญญา 4 ปี รับค่าเหนื่อย 500,000 ปอนด์/สัปดาห์ ทั้งนี้ โรนัลโด ยังได้กล่าวในงานแถลงข่าวของเขาอีกด้วยว่า พร้อมโฟกัสไปที่ถ้วยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกและหวังพาทีมคว้าแชมป์รายการใหญ่นี้ให้ได้ ยูเวนตุส เปิดขายเสื้อแข่งฤดูกาลใหม่พร้อมสกรีนหมายเลข 7 ปักชื่อ โรนัลโด ได้วันเดียวสูงถึง 520,000 ตัว ซึ่งสูงกว่าที่เนย์มาร์ เคยทำไว้ในวันแรกของสโมสรปารีแซ็ง-แฌร์แม็งที่ขายไปเพียง 10,000 ตัวเท่านั้น[69]

ฤดูกาล 2018-19

ในฤดูกาลแรกที่อิตาลี โรนัลโดทำสถิติเป็นนักเตะที่ยิงประตูให้ ยูเวนตุส 10 ประตูในทุกรายการได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร[70] โดยใช้เวลาแค่ 16 นัดเท่านั้น โดยทำได้ในเกมชนะ สปาล 2-0 เมื่อวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2018 และทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ยิงได้ถึง 10 ประตูเร็วที่สุด จากการลงเล่นเกม เซเรีย อา 14 นัดแรก เท่ากับสถิติที่ จอห์น ชาร์ลส์ ตำนานชาวเวลส์ เคยทำเอาไว้เมื่อฤดูกาล 1957-58 นอกจากนี้เขายังกลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าชัยชนะในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกได้ครบ 100 นัด หลังจากช่วยให้ยูเวนตุสเอาชนะ บาเลนเซีย 1-0 เมื่อวันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 2018 โรนัลโดทำประตูในลีกให้กับยูเวนตุสจำนวน 21 ประตูในฤดูกาลแรก พาทีมคว้าแชมป์ เซเรีย อา ได้เป็นสมัยที่ 35 และยังคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของเซเรียอา รวมทั้งชนะเลิศรายการ ซูเปอร์ โกปปาอิตาเลียนา เอาชนะ เอซี มิลาน 1-0 ในเดือนมกราคม 2019 ซึ่งโรนัลโดทำประตูชัยได้จากลูกโหม่ง แต่ทีมไม่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกโดยพ่ายให้กับ อาเอฟเซ อายักซ์ ในการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยผลประตูรวมสองนัด 2-3[71]

ฤดูกาล 2019-20

 
โรนัลโด ในฤดูกาล 2019-20

ในฤดูกาลถัดมา โรนัลโดสามารถคว้าแชมป์ร่วมกับสโมสรได้อีกครั้ง ด้วยการป้องกันแชมป์ลีกซึ่งเป็นแชมป์สมัยที่ 36 ของยูเวนตุส โดยโรนัลโดทำประตูรวมตลอดฤดูกาลไปจำนวน 31 ประตู จากการลงสนาม 33 นัด แต่ยูเวนตุสทำได้เพียงการคว้ารองแชมป์อีกสองรายการโดยพ่ายให้แก่ ลาซิโอ ในรายการ ซูเปอร์โกปปา อิตาเลีย 1-3 และพ่ายนาโปลีในรอบชิงชนะเลิศ โกปปาอิตาเลีย ในการดวลจุดโทษ 2-4 และโรนัลโดยังต้องผิดหวังในรายการยุโรปกับทีมอีกครั้ง เนื่องจากยูเวนตุสตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกโดยพ่ายให้แก่ โอลิมปิก ลียง ไปด้วยกฎประตูทีมเยือน หลังจากรวมผลสองนัด เสมอ 2-2[72] โรนัลโดจบฤดูกาลด้วยสถิติ 37 ประตูจาก 46 นัดรวมทุกรายการ โดยทำไป 31 ประตูในลีก

นอกจากนี้โรนัลโดยังทำสถิติสำคัญในฤดูกาลนี้ คือการเป็นผู้เล่นที่มีอายุมากที่สุด (35 ปี) ที่ทำได้มากกว่า 30 ประตูในเกมลีก 5 ลีกใหญ่ของทวีปยุโรป แซงหน้า รอนนี รูก กองหน้าชาวอังกฤษของอาร์เซนอลที่ทำไว้ในฤดูกาล 1948

ฤดูกาล 2020-21

ฤดูกาล 2020-21 ยูเวนตุสมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก[73] สโมสรทำการแต่งตั้ง อันเดรอา ปีร์โล เข้ามาทำหน้าที่แทน เมาริซิโอ ซาร์รี่ แม้โรนัลโดจะคว้าแชมป์รายการ ซูเปอร์ โกปปาอิตาเลีย ร่วมกับทีมโดยการเอาชนะนาโปลี 2-0 และชนะเลิศ โกปปา อิตาเลีย โดยเอาชนะอตาลันตา แต่ทีมประสบความล้มเหลวในการป้องกันแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี โดยเสียแชมป์ให้กับ อินเตอร์ มิลาน[74] อีกทั้งยังตกรอบในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง โดยพ่ายให้แก่ เอฟซี ปอร์โต[75] ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยกฎประตูทีมเยือน (รวมผลสองนัดเสมอ 4-4) ถือเป็นฤดูกาลที่น่าผิดหวังของโรนัลโดและยูเวนตุส แม้เจ้าตัวจะทำไปถึง 35 ประตู จากการลงสนาม 42 นัดในทุกรายการ แต่โรนัลโดยังคว้ารางวัลดาวซัลโวไปครองด้วยจำนวน 29 ประตู

กลับคืนสู่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

โรนัลโดลงสนามนัดสุดท้ายในฐานะผู้เล่นของยูเวนตุสในเกมลีกนัดเปิดฤดูกาลในวันที่ 22 สิงหาคม นัดที่บุกไปเสมอกับอูดิเนเซ่ 2-2 ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าเจ้าตัวต้องการย้ายทีม ต่อมา ในวันที่ 27 สิงหาคม สโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ออกแถลงการณ์ว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการเซ็นสัญญานำโรนัลโดกลับมายังสโมสรอีกครั้งด้วยค่าตัว 12.85 ล้านปอนด์ภายใต้สัญญา 2 ปี โดยก่อนหน้านี้ แมนเชสเตอร์ซิตีได้พยายามเซ็นสัญญากับโรนัลโด แต่การเจรจราได้ยุติลง[76][77]

ฤดูกาล 2021-22

โรนัลโดได้รับเสื้อหมายเลข 7[78] ซึ่งเป็นหมายเลขของ เอดินซอน กาบานิ ในฤดูกาลที่แล้ว โดยกาบานิได้ย้ายไปสวมหมายเลข 21[79] แทน แดเนียล เจมส์ ที่ย้ายออกไป ซึ่งเสื้อของเขาทำสถิติยอดขายสูงที่สุดในโลกภายใน 24 ชั่วโมง[80] ทำลายสถิติยอดขายเสื้อของ ลีโอเนล เมสซิ ในการย้ายไปปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง โรนัลโดลงประเดิมสนามให้ทีมในเกมพรีเมียร์ลีก วันที่ 11 กันยายน ด้วยการทำสองประตูในนัดที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเปิดโอลด์แทรฟฟอร์ดชนะนิวคาสเซิลยูไนเต็ด 4-1 ถัดมาอีกสามวัน โรนัลโดทำประตูแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ แต่ยูไนเต็ดบุกไปแพ้ เบเอ็สเซ ยังบอยส์ 1-2 ในรอบแบ่งกลุ่ม ต่อมา โรนัลโดลงสนามนัดที่ 900 ในระดับสโมสรและทำได้หนึ่งประตูในนัดที่ทีมบุกไปชนะเวสต์แฮม 2-1 ในเกมลีก

ในวันที่ 29 กันยายน โรนัลโดทำประตูชัยให้ยูไนเต็ดเอาชนะ บิยาร์เรอัล 2-1 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และทำสถิติเป็นนักเตะที่ลงเล่นในรายการนี้มากที่สุดตลอดกาล[81] (178 นัด) แซงหน้า อิเกร์ กาซิยัส

ทีมชาติ

โรนัลโดเคยลงเล่นทั้งในทีมชุดอายุต่ำกว่า 15 ปี, 20 ปี, 21 ปี และ 23 ปี โดยลงเล่นให้กับทีมเยาวชนของโปรตุเกสรวม 34 นัด ทำไป 18 ประตู ต่อมา โรนัลโดได้ลงเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่นัดแรกในวัย 18 ปี ในนัดที่โปรตุเกสเอาชนะคาซัคสถาน ไป 1-0 ในนัดกระชับมิตร วันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 2003[82]

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004 และการแข่งขันโอลิมปิก

จากผลงานอันโดดเด่นกับสโมสร ส่งผลให้โรนัลโดได้ถูกเรียกตัวไปไปเล่นในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004[83] ซึ่งโปรตุเกสเป็นเจ้าภาพ และประตูแรกในนามทีมชาติของเขาคือนัดที่โปรตุเกสแพ้กรีซ 1-2 ในรอบแบ่งกลุ่ม [84] และทำประตูที่สองได้ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่พบกับเนเธอร์แลนด์ ซึ่งโปรตุเกสชนะไป 2-1[85] โปรตุเกสผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศก่อนจะแพ้กรีซ 0-1 แต่โรนัลโดยังมีชื่อติดทีมนักฟุตบอลยอดประจำการแข่งขัน[86]นอกจากนี้เขายังเป็นตัวแทนของทีมชาติในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2004 และทำได้ 1 ประตูในนัดที่เอาชนะโมร็อกโก 2-1 แต่โปรตุเกสตกรอบแบ่งกลุ่ม จากการแพ้อิรักและคอสตาริกา 2-4 ทั้งสองนัด[87][88]

ฟุตบอลโลก 2006

 
โรนัลโดในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก

โรนัลโดได้เป็นรองดาวซัลโวในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกด้วยการทำไป 7 ประตู[86] และประตูแรกของเขาในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย คือนัดที่พบกับอิหร่าน ด้วยการยิงจุดโทษ[89] โปรตุเกสผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายก่อนจะเอาชนะเนเธอร์แลนด์ 1-0 และเมื่อมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย โปรตุเกสได้พบกับอังกฤษ โดยโรนัลโดต้องแข่งขันกับเพื่อนร่วมทีมจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งก็คือ เวย์น รูนีย์ และรูนีย์ได้ไปทำฟาวล์ใส่กองหลังโปรตุเกส รีการ์ดู การ์วัลยู จนได้รับใบแดง สื่ออังกฤษได้สันนิษฐานว่าโรนัลโดมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ตัดสินโอราซีโอ เอลีซอนโด ในการให้ใบแดงแก่รูนีย์ ภายหลังจากการแข่งขัน โรนัลโดยืนยันว่ารูนีย์เป็นเพื่อนของเขาและเขาไม่ได้มีเจตนากดดันผู้ตัดสิน[90] วันที่ 4 กรกฎาคม อริซอนโดผู้ตัดสินในนัดดังกล่าวได้บอกกับสื่อว่าการที่เขาแจกใบแดงให้รูนีย์เพราะเป็นการทำผิดของกฎฟุตบอล ไม่ได้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรนัลโดแต่อย่างใด[91] [34]

โรนัลโดถูกโห่ในระหว่างการแข่งขันระหว่างโปรตุเกสและฝรั่งเศสในรอบรองชนะเลิศซึ่งโปรตุเกสแพ้ไป 0-1 และยังแพ้ให้กับเยอรมนีในนัดชิงอันสามไป 1-3 คว้าอันดับ 4 ไปครอง[92]

2007-12 กัปตันทีม

 
โรนัลโดในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012

ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 รอบคัดเลือก โรนัลโดได้สวมเสื้อหมายเลข 7 เป็นครั้งแรก และสามารถทำประตูได้ 8 ประตู และในการแข่งขันรอบสุดท้ายเขาพาโปรตุเกสผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายก่อนจะแพ้เยอรมนี 2-3[93] ต่อมา การ์ลุช ไกรอช ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมแทน หลุยส์ ฟิลิปเป สโคลารี และเป็นผู้มอบตำแหน่งกัปตันทีมให้แก่โรนัลโด[94]

โรนัลโดไม่สามารถทำประตูได้เลยในฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก แต่เขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในการแข่งขันรอบสุดท้ายโดยได้รับตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน (Man of the Match) ตลอดทั้งสามนัดในรอบแบ่งกลุ่มที่พบกับ เกาหลีเหนือ[95] ไอวอรี โคสต์ และ บราซิล[96] แต่โปรตุเกสทำได้เพียงผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายและแพ้สเปน 0-1

ต่อมา ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 รอบคัดเลือก โรนัลโดทำได้ 7 ประตู และในการแข่งขันรอบสุดท้าย โปรตุเกสผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศก่อนจะแพ้สเปนในการดวลจุดโทษ[97] โรนัลโดทำประตูได้ 3 ประตูตลอดการแข่งขันและมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของการแข่งขัน

2012-16 แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

โรนัลโดทำได้ 8 ประตูในฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก และลงเล่นให้กับทีมชาติครบ 100 นัด ในนัดที่พบกับไอร์แลนด์เหนือในวันที่ 17 ตุลาคม 2012 ซึ่งเขาทำแฮตทริกได้ ต่อมา โรนัลโดทำสถิติเป็นผู้ทำประตูมากที่สุดของทีมชาติโปรตุเกสในเกมกระชับมิตรกับแคเมอรูนในเดือนมีนาคม 2014[98] อย่างไรก็ตาม โปรตุเกสต้องตกรอบแรกในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เมื่อพวกเขาอยู่ร่วมกลุ่มกับเยอรมนี กานา และ สหรัฐอเมริกา ตกรอบไปด้วยผลต่างประตูได้เสีย[99]

ในรอบคัดเลือก ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 โรนัลโดทำได้ 5 ประตู และในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2014 เขาทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ทำประตูในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมากที่สุด (นับรวมทั้งการแข่งขันรอบคัดเลือกและรอบสุดท้าย)[100] ในการแข่งขันรอบสุดท้าย โรนัลโดทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ลงสนามให้ทีมชาติโปรตุเกสมากที่สุด (128 นัด) แซงหน้า ลูอิช ฟีกู ในนัดที่พบกับออสเตรียในรอบแบ่งกลุ่มซึ่งเสมอกันไป 0-0 โดยโรนัลโดยิงจุดโทษไม่เข้า ต่อมา ในนัดสุดท้ายที่โปรตุเกสเสมอฮังการี 3-3 โรนัลโดทำได้ 2 ประตู ส่งผลให้ เขาเป็นผู้เล่นคนแรกที่ทำประตูในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบสุดท้ายได้ครบ 4 สมัย (2004, 2008, 2012 และ 2016) และแม้ว่าโปรตุเกสจะจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยอันดับ 3 โดยไม่สามารถเอาชนะทีมใดได้เลย แต่พวกเขายังผ่านเข้าสู่รอบต่อไปตามกติกาใหม่ของยูฟ่า[101]

โปรตุเกสเอาชนะโครเอเชียและโปแลนด์ได้ในสองรอบถัดมา ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ส่งผลให้โรนัลโดเป็นผู้เล่นคนแรกที่ได้ลงแข่งขันรอบรองชนะเลิศรายการนี้ครบ 3 สมัย[102] ก่อนจะเอาชนะเวลส์ได้ 2-0 โดยโรนัลโดทำได้ 1 ประตูและทำสถิติร่วมกับ มีแชล ปลาตีนี ในการทำประตูมากที่สุดในการแข่งขันรอบสุดท้าย (9 ประตู) โปรตุเกสผ่านเข้าชิงชนะเลิศพบกับฝรั่งเศสและสามารถคว้าแชมป์ระดับทางการได้เป็นครั้งแรกจากชัยชนะ 1-0 แม้ว่าโรนัลโดจะได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในครึ่งแรก[103] โรนัลโดมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำการแข่งขันเป็นครั้งที่ 3 และทำไป 3 ประตูตลอดการแข่งขัน[104]

2016-18 สร้างสถิติใหม่ในฟุตบอลโลก

 
โรนัลโดในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 นัดที่พบกับอิหร่าน

โรนัลโดทำประตูที่ 71 ในนามที่มชาติ ในการแข่งขันกระชับมิตรที่โปรตุเกสแพ้สวีเดน 2-3 ในเดือนมีนาคม 2017 ส่งผลให้เขาครองสถิติร่วมกับ มีโรสลัฟ โคลเซอ ในฐานะนักเตะยุโรปที่ทำประตูให้กับทีมชาติได้มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ต่อมา ในการแข่งขัน ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ 2017 โปรตุเกสผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศก่อนจะแพ้ให้กับชิลีในการดวลจุดโทษ โดยโรนัลโดได้ถอนตัวจากการแข่งขันเนื่องจากต้องไปเฝ้าภรรยาที่คลอดบุตร แต่โปรตุเกสเอาชนะเม็กซิโกได้ 2-1 ในนัดชิงอันดับ 3[105]

ในวันที่ 31 สิงหาคม 2017 โรนัลโดยิงคนเดียว 3 ประตูในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกนัดที่เอาชนะหมู่เกาะแฟโร 5-1 ส่งผลให้เขาทำประตูในนามทีมชาติครบ 78 ประตู สูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ตลอดกาล ในการแข่งขันรอบสุดท้าย โรนัลโดทำสถิติเป็นผู้เล่นที่มีอายุมากที่สุดที่ทำแฮตทริกได้ในฟุตบอลโลก ในนัดที่โปรตุเกสเสมอสเปน 3-3 ในรอบแบ่งกลุ่ม และยังเป็นผู้เล่นโปรตุเกสคนแรกที่ทำประตูในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ครบ 4 สมัย (2006, 2010, 2014 และ 2018) ต่อมา เขาทำสถิติแซงหน้า แฟแร็นตส์ ปุชกาช ตำนานชาวฮังการีในการทำประตูครบ 85 ลูกให้กับทีมชาติในนัดที่โปรตุเกสเอาชนะโมร็อกโก 1-0 แต่โปรตุเกสจบเพียงอันดับ 2 ของกลุ่มหลังจากทำได้แค่เสมอกับอิหร่าน 1-1 ในนัดสุดท้าย ซึ่งโรนัลโดยิงจุดโทษไม่เข้า[106] และเข้าไปแพ้อุรุกวัยในรอบ 16 ทีมสุดท้าย 1-2[107] แต่โรนัลโดยังมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน

2018-20 แชมป์ยูฟ่าเนชันลีกส์ และประตูที่ 100

โปรตุเกสสามารถคว้าแชมป์ระดับทางการรายการที่สองได้จากการคว้าแชมป์ยูฟ่าเนชันส์ลีก 2019 เอาชนะเนเธอร์แลนด์ในรอบชิงชนะเลิศ 1-0 โดยก่อนหน้านั้น ในการแข่งขันรอบรองชนะเลิศที่โปรตุเกสเอาชนะสวิตเซอร์แลนด์ โรนัลโดสามารถทำแฮตทริกได้อีกครั้ง ส่งผลให้เขาเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูในการแข่งขันระดับทางการของทีมชาติได้ 10 รายการติดต่อกัน

ต่อมา ในเดือนกันยายน 2019 ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 รอบคัดเลือก นัดที่โปรตุเกสเอาชนะลิทัวเนีย 5-1 โรนัลโดซึ่งทำคนเดียว 4 ประตู ทำสถิติแซงหน้า ร็อบบี คีน ของไอร์แลนด์ (23 ประตู) ในฐานะผู้เล่นที่ทำประตูในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบคัดเลือกมากที่สุดจำนวน 25 ประตู และยังเป็นผู้เล่นคนแรกที่ทำแฮตทริกให้กับทีมชาติได้ 8 ครั้ง ต่อมาในวันที่ 14 ตุลาคม โรนัลโดทำประตูที่ 700 ตลอดการเล่นอาชีพ (นับรวมทั้งสโมสรและทีมชาติ) จากลูกจุดโทษในนัดที่โปรตุเกสบุกไปแพ้ยูเครน 1-2 ต่อมา เขาทำประตูที่ 99 ในนามทีมชาติได้ในนัดที่โปรตุเกสเอาชนะลักเซมเบิร์กไป 2-0

ต่อมา ในวันที่ 8 กันยายน 2020 โรนัลโดทำประตูที่ 100 และ 101 ได้ในการแข่งขันยูฟ่าเนชันส์ลีก 2020-21 นัดที่โปรตุเกสบุกไปเอาชนะสวีเดน 2-0 ส่งผลให้โรนัลโดเป็นผู้เล่นคนที่สองในประวัติศาสตร์ ต่อจาก อาลี ดาอี ตำนานทีมชาติอิหร่านที่ทำประตูได้ครบ 100 ลูกให้กับทีมชาติ รวมทั้งเป็นผู้เล่นชาวยุโรปคนแรกที่ทำสถิติดังกล่าวได้[108][109]

2021 สร้างประวัติศาสตร์

ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 รอบสุดท้าย นัดที่โปรตุเกสเอาชนะฮังกา่รี 2-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม โรนัลโดทำ 2 ประตู ส่งผลให้เขาทำสถิติเป็นผู้เล่นทีทำประตูในการแข่งขันรอบสุดท้ายได้มากที่สุด[110] แซงหน้า มีแชล ปลาตีนี รวมทั้งเป็นผู้เล่นคนแรกที่ทำประตูในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบสุดท้ายได้ครบ 5 สมัย (2004, 2008, 2012, 2016 และ 2020) และยังถือเป็นผู้เล่นโปรตุเกสที่มีอายุมากที่สุดที่ทำประตูให้กับทีมชาติได้ อย่างไรก็ตาม โปรตุเกสไม่สามารถป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ โดยแพ้ให้กับเบลเยียม 0-1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่โรนัลโดยังคว้าตำแหน่งผู้เล่นที่ทำประตูสูงสุด (5 ประตู) และได้รับรางวัลรองเท้าทองคำไปครอง[111]

ในวันที่ 1 กันยายน 2021 โรนัลโดได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้เล่นชายที่ทำประตูในเกมทีมชาติได้มากที่สุดตลอดกาล เมื่อเขาทำสองประตูซึ่งเป็นประตูที่ 110 และ 111[112] ได้ในนัดที่โปรตุเกสเอาชนะไอร์แลนด์ 2-1 ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก ทำสถิติแซงหน้า อาลี ดาอี ที่ทำไว้ 109 ประตูได้สำเร็จ[113] ต่อมา ในวันที่ 9 ตุลาคม โรนัลโดทำได้หนึ่งประตูในนัดกระชับมิตรที่โปรตุเกสชนะกาตาร์ 3-0 และทำสถิติเป็นผู้เล่นชายจากยุโรปที่ลงสนามให้ทีมชาติมากที่สุดจำนวน 181 นัด แซงหน้า เซร์ฆิโอ ราโมส ที่ลงสนามให้ทีมชาติสเปน 180 นัด[114] และในวันที่ 12 ตุลาคม โรนัลโดทำแฮตทริกได้อีกครั้งในนัดที่โปรตุเกสเปิดบ้านชนะลักเซมเบิร์ก 5-0 ในฟุตบอลบอลโลกรอบคัดเลือก ทำสถิติเป็นผู้เล่นชายที่ทำแฮตทริกในนามทีมชาติได้มากที่สุดจำนวน 10 ครั้ง

รูปแบบการเล่น

โรนัลโดมีรูปแบบการเล่นที่แทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ[115] เขาสามารถทำประตูได้อย่างเฉียบคมทั้งในระยะใกล้และระยะไกลจากทั้งสองฝั่งของสนาม และเล่นได้หลายตำแหน่ง โดยจะถนัดการยืนเป็นกองหน้ากึ่งปีก (Inside Forward) และ กองหน้าตัวเป้า (Striker) มากที่สุด แต่สามารถเล่นเป็นตัวริมเส้นหรือแม้แต่กองหน้าตัวต่ำได้เช่นกัน เขามีจุดเด่นคือการลากบอลตัดเข้าด้านในและยิงประตูอย่างหนักหน่วงด้วยเท้าทั้งสองข้างและการกระชากลากเลื้อยอย่างว่องไว[116] อีกทั้งยังมีจุดเด่นในเรื่องลูกกลางอากาศ เขาสามารถกระโดดได้สูงถึง 71 เซนติเมตร โดยเขาแสดงศักยภาพดังกล่าวให้แฟนบอลได้เห็นในนัดที่ ยูเวนตุสเอาชนะซามพ์โดเรียไปได้ 2-1 ในเดือนธันวาคม 2019 ด้วยความสูง 1.87 เมตร ทำให้เขาได้เปรียบในการแย่งลูกกลางอากาศกับฝ่ายตรงข้าม โดยโรนัลโดสามารถทำประตูจากลูกกลางอากาศได้มากขึ้นเมื่อเขาขยับมาเล่นกองหน้าตัวเป้า จากที่เคยเล่นในตำแหน่งปีกในช่วงแรกที่อยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

เขายังเป็นผู้เล่นที่เล่นลูกตั้งเตะได้ดี โดยสามารถทำประตูจากฟรีคิกและลูกจุดโทษได้มากมาย และเป็นผู้เล่นที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดคนหนึ่งของโลก ด้วยมวลกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งของเขา เขาสามารถเคลื่อนที่ไปกับลูกบอลได้อย่างว่องไวและยากต่อการประกบตัว[117]

งานอื่น

ด้วยความสามารถและความโด่งดัง จึงมีเอเย่นต์สนใจเขามาเป็นพรีเซนเตอร์อยู่หลายชิ้น ภาพลักษณ์ของโรนัลโดสร้างความสำเร็จให้กับการตลาดมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอเกมต่าง ๆ ไปจนโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้ความหล่อเหลาของเขาก็ยังทำให้เขาได้รับการติดต่อจากนิตยสารแฟชั่นอีกด้วย นิตยสารโวกของอเมริกา นำเสนอเขาไปเป็นแบบปก และเขายังเป็นพรีเซนเตอร์ให้ผลิตภัณฑ์รองเท้ากีฬาอย่าง ไนกี้ โดยทางไนกี้เล็งเห็นว่าโรนัลโดมีฝีเท้าที่เป็นนักเตะที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก จึงได้คุยกับโรนัลโดเพื่อผลิตรองเท้าที่เบา พัฒนารองเท้า รองเท้ารุ่น Mercurial Vapor ออกมา[118][28]

นอกเหนือจากฟุตบอล

ชีวิตส่วนตัว

 
ท่าอากาศยาน คริสเตียโน โรนัลโด บนเกาะมาเดรา บ้านเกิดของโรนัลโด

พ่อของโรนัลโดเคยประกอบอาชีพคนสวน ก่อนจะได้มาเป็นผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลเล็ก ๆ ที่ชื่ออังดูรีญา และพ่อเขาขอให้กัปตันทีมที่ชื่อฟือร์เนา โซซา (Fernão de Sousa) เป็นพ่อทูนหัว ส่วนแม่ของเขามีอาชีพเป็นแม่ครัว โรนัลโดช่วยเหลือครอบครัวเป็นอย่างดีโดยช่วยพี่สาวคนโตเปิดร้านขายเสื้อผ้าที่เกาะมาเดรา ส่วนพี่สาวอีกคน กาเตีย เป็นนักร้อง มีวงดนตรีชื่อ "Ronalda"[28]

โรนัลโดประกาศว่าเขาได้กลายเป็นพ่อคนแล้ว เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 2010 โดยประกาศในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการว่า เขาได้ลูกชายและต้องการความเป็นส่วนตัว โดยลูกชายของเขาชื่อว่าคริสเตียโน โรนัลโดย จูเนียร์ ที่กำเนิดมาจากหญิงนิรนาม[119] โดยเขาได้รับสิทธิในการดูแลเด็กอย่างสมบูรณ์[120] ภายใต้การดูแลจากแม่ของโรนัลโดและพี่สาว[121]

ใน ค.ศ. 2016 นายกเทศมนตรีของเกาะมาเดรา บ้านเกิดของโรนัลโด ยืนยันว่า ได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อสนามบินฟุงชาล เป็นสนามบิน คริสเตียโน โรนัลโด หลังจากพาทีมชาติคว้าแชมป์ยูโร 2016 ซึ่งเป็นเกียรติยศแรกทางฟุตบอลในประวัติศาสตร์ของประเทศโปรตุเกส

การออกกำลังกายและควบคุมอาหาร

โรนัลโดได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบและแข็งแรงที่สุดคนหนึ่ง โดยได้รับคำชื่นชมจากอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ นักแสดงระดับซุปเปอร์สตาร์ของฮอลลีวูดซึ่งเป็นอดีตสุดยอดนักเพาะกายโลก 7 สมัย ว่า เป็นนักฟุตบอลที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบที่สุด[122] เขาให้ความสำคัญกับการควบคุมอาหารและออกกกำลังกาย[123] โรนัลโดกล่าวว่า “การออกกำลังที่ดีย่อมควบคู่กับการรับประทานอาหารที่ดี ผมชอบกินอาหารที่มีโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรตเพียงพอ ทานผักและผลไม้เยอะๆ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก ๆ” อ้างอิงจากรายงานของ Business Insider โรนัลโดมีแนวทางการรับประทานอาหารที่มีวินัยอย่างมาก เริ่มจากมื้อเช้า เจ้าตัวต้องกินอย่างเพียงพอให้มีพละกำลังในการฝึกซ้อม อาหารที่โรนัลโดเลือกมักคล้ายกับนักฟุตบอลอาชีพในยุโรปส่วนใหญ่ เช่น แฮม ชีส ขนมปังปิ้ง ครัวซองต์ ควบคู่ไปกับอะโวคาโด โยเกิร์ต และ ผลไม้ สำหรับมื้อกลางวัน โรนัลโดชื่นชอบ ‘อาหารจานปลา’ โดยเฉพาะเมนู Bacalhau à Bras ที่มีส่วนผสมจากปลาค็อด หัวหอม ไข่คน (Scrambled Eggs) และมันฝรั่งชิ้นบาง ๆ[124] หากต้องไปร้านอาหารโรนัลโดก็มักจะสั่งสเต็กทานคู่กับสลัดผัก นอกจากนี้โรนัลโดยังบอกว่าเขาดื่มน้ำเยอะมากในแต่ละวันเนื่องจากต้องรับมือกับการฝึกซ้อมและการแข่งขัน

อีกสิ่งหนึ่งที่เขาทำเพื่อรักษาร่างกายให้สมบูรณ์อยู่เสมอคือ การงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์[125] โดยเลือกที่จะดื่มนมแทน เจ้าตัวให้คำแนะนำอีกว่า เมื่อออกกำลังในยิม ต้องทำการออกกำลังกายให้น่าสนใจเสมอ โดยแนวทางของโรนัลโดคือผสมการเล่นทุกอย่างให้พอเหมาะเพื่อให้ทั้งกล้ามเนื้อกับระบบหลอดและเลือดหัวใจดีขึ้น โรนัลโดทำทั้งคาดิโอ เล่นเวตพร้อมการใช้เครื่องวิ่งหรือเครื่องปั่นต่าง ๆ สำคัญคือต้องตั้งเป้าหมายในการเล่นให้ทุกส่วนของร่างกายแกร่งขึ้นและให้มีความฟิตมากขึ้นด้วย แม้โรนัลโดจะมีการฝึกซ้อมที่หนัก เขาก็ยังไม่ลืมรักษาร่างกายให้ผ่อนคลายเช่นกัน ตามรายงานของ ไนกี้ โรนัลโดชอบดื่มชากับน้ำผึ้ง หรือนมสักแก้ว ต่อด้วยการอาบน้ำร้อนประมาณ 20 นาทีในคืนก่อนวันแข่งขัน พร้อมว่ายน้ำและวารีบำบัดหลังการแข่งขันหรือการซ้อม เจ้าตัวเชื่อว่ารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะทำให้เขาได้เปรียบผู้เล่นคนอื่น “เลือกกิน ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ นี่คือสิ่งที่ผมตั้งใจทำตั้งแต่เริ่มต้นเป็นนักฟุตบอลอาชีพ “การนอนหลับอย่างเหมาะสมเป็นกุญแจสู่การฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ผมมักจะนอนเร็วและตื่นเช้า[126] โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืนก่อนเกมการแข่งขัน การนอนช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ”

อย่างไรก็ตาม โรนัลโดยังให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของตัวเองพอ ๆ กับร่างกายเพื่อรับมือกับความกดดันทั้งในและนอกสนาม โรนัลโดแนะนำว่า การพักผ่อนโดยใช้เวลากับครอบครัวและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายจะสร้างสุขภาพจิตที่ดี “การฝึกและการออกกำลังกายมีความสำคัญมาก แต่การดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายจะช่วยให้คุณเป็นคุณที่ดีที่สุดได้ทั้งร่างกายและจิตใจ” โรนัลโดอธิบาย[127] “ผมมักใช้เวลาว่างกับครอบครัวและเพื่อนฝูงซึ่งทำให้ผมผ่อนคลายและมองโลกในแง่บวก”ส่วนการฝึกซ้อมในสนาม โรนัลโดบอกว่าต้องตั้งใจในการฝึกที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อจะได้สะท้อนในสถานการณ์จริงได้

การกุศล

ปี 2011 โรนัลโดได้นำรางวัลรองเท้าทองคำออกมาประมูลได้เงิน 1.2 ล้านยูโร เพื่อนำไปช่วยโรงเรียนในฉนวนกาซา ปี 2013 เขาได้รางวัลบัลลงดอร์เป็นสมัยที่ 3 และเขานำรางวัลดังกล่าวออกมาประมูลอีกครั้งได้เงินไป 530,000 ปอนด์ เพื่อมอบให้มูลนิธิ เมก-อะ-วิช เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ต่อมา ปี 2014 โรนัลโดรับบทบาทเป็นทูตให้กับโครงการเพื่อการกุศลถึง 3 โครงการคือ Save the children, UNICEF และ World Vision[128] เพื่อร่วมเป็นกระบอกเสียงให้กับการทำงานขององค์กรเหล่านี้ นอกจากนี้เขายังมีชื่อติดทีมยูฟ่าแห่งปี ได้รับเงินรางวัล 100,000 ยูโร เขาส่งต่อให้สภากาชาดในสเปนทันทีและบริจาคเงิน 45,000 ปอนด์จากโบนัสที่ได้จากแชมป์ยุโรป มอบให้กับ 3 หน่วยงานคือ Save the children, UNICEF และ World Vision ในปี 2018 โรนัลโด ตกลงเซ็นสัญญาเป็นทูตให้กับ Associazione Volontari Italiani Sangue (AVIS) องค์กรการกุศลของอิตาลี[129] เพื่อสนับสนุนการบริจาคเลือด บ่อยครั้งที่โรนัลโดจะให้ความสำคัญกับเด็กโดยเฉพาะเด็กกำพร้า ครั้งหนึ่งที่เขารู้เรื่องเด็กกำพร้าที่สูญเสียพ่อแม่จากเหตุระเบิดพลีชีพในกรุงเบรุต เลบานอน จากนักข่าวคนหนึ่ง โรนัลโดเชิญ ไฮดาร์ เด็กคนดังกล่าวมาที่สเปนเพื่อชมการแข่งขันของเรอัล มาดริด

ทรัพย์สิน

เว็บไซต์ "โกลดอตคอม" จัดอันดับนักฟุตบอลที่รวยที่สุดในโลกประจำปี 2014 ปรากฏว่า โรนัลโดรั้งอันดับ 1 โดยมีทรัพย์สิน 122 ล้านปอนด์ (ราว 6,100 ล้านบาท) โดยมี ลิโอเนล เมสซิ กองหน้าคู่แข่งตามมาในอันดับ 2 นอกจากนี้ โรนัลโดยังกลายเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่ทำเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการเปิดเผยโดยฟอร์บส์ โรนัลโดทำรายรับก่อนหักภาษี 105 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3,150 ล้านบาทในรอบปีล่าสุดยึดอันดับ 4 ในหมวดผู้มีชื่อเสียงของโลก เป็นรองแค่ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ นักเทนนิสสวิตเซอร์แลนด์, คานเย เวสต์ แรปเปอร์อเมริกัน และไคลี เจนเนอร์ นางแบบสาวชาวอเมริกัน และเขาเป็นนักกีฬาคนที่ 3 ต่อจาก ไทเกอร์ วูดส์ โปรกอล์ฟอดีตมือ 1 ของโลกชาวอเมริกัน และฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ อดีตแชมป์มวยโลกผู้ไร้พ่ายชาวอเมริกันที่ทำเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านเหรียญ โดยคาดว่าโรนัลโดมีรายรับจากค่าจ้างในฐานะนักฟุตบอล 650 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 19,500 ล้านบาท) ที่เหลือมาจากรายรับสปอนเซอร์ต่าง ๆ รวมถึงธุรกิจส่วนตัวทั้งโรงแรมและสินค้าแฟชั่น[130]

โรนัลโดยังเป็นเจ้าของแมนชั่นหรู 7 ชั้นที่ ฟุนชาล ประเทศโปรตุเกส[131] ตกแต่งโดย นีนี่ อันดราเด ซิลวา ดีไซเนอร์ดัง โดยใช้งบประมาณไปราว 7 ล้านปอนด์ และออกมาอย่างสวยหรูด้วยวิวทะเลของมหาสมุทรแอตแลนติกที่สวยงาม และมีสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก 2 สระ อ่างจากุชชี่ และ ห้องยิม สนามฟุตบอล ครัวและห้องต้อนรับที่มีความหรูหรา และยังมีรถยนต์หรูกว่าสิบคัน เรือยอร์ชส่วนตัว และทรัพย์สินอีกมากมาย[132]

แฟชั่น

 
ภาพสไตล์การแต่งกายของโรนัลโดใน ค.ศ. 2010

ด้วยความที่โรนัลโดนั้นเป็นนักกีฬาที่ไม่ได้มีดีแค่ฝีเท้าแต่ยังมีรูปร่างหน้าตาและบุคลิกภาพที่ดีอีกด้วย ผลิตภัณฑ์ทั้งหลายจึงสนใจทาบทามเขาให้มาเป็นพรีเซนเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น ไนกี้, เคเอฟซี, โตโยต้า, เอมิเรต หรือแม้กระทั่ง Shopee โรนัลโดมีรสนิยมการแต่งตัวที่ไม่ธรรมดาโดยถือว่าการแต่งตัวของเขาเป็นแนวสปอร์โนเซ็กชวล (Spornosexual) ที่ต้องดูดีทุกส่วนตั้งแต่ทรงผมจรดเท้า[133] เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่โรนัลโดใส่เป็นประจำได้แก่ แว่นกันแดด โครม เฮิร์ต ราคา 552 ปอนด์ (27,600 บาท), กระเป๋าถือ กุชชี่ ราคา 265 ปอนด์ (13,250 บาท), เข็มขัดโดลเช่ แอนด์ กาบบาน่า ราคา 450 ปอนด์ (22,500 บาท), นาฬิกา จาค็อบ แอนด์ โค ราคา 10,600 ปอนด์ (530,000 บาท), กางเกงยีนส์ ดีสแควร์ ราคา 325 ปอนด์ (16,250 บาท) และเสื้อเชิ้ตแบรนด์ดังอีกมากมาย[134] โดยมูลค่าของเสื้อผ้า–เครื่องประดับของโรนัลโดต่อการช้อปปิ้งหนึ่งครั้งจะมีราคารวมกันประมาณ 12,192 ปอนด์ (ประมาณ 600,00 บาท) การแต่งกายของโรนัลโดแม้จะเน้นแบรนด์หรูหราและแฟชั่นนำสมัย แต่ยังคงเน้นความสุภาพและความเป็นสุภาพบุรุษมากเช่นกัน โรนัลโดยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับหนึ่งของนักฟุตบอลที่แต่งกายดูดีที่สุดนอกสนามอีกด้วย

สื่อ

โรนัลโดเป็นบุคคลแรกของโลกที่มีผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียทุกช่องทางเกิน 500 ล้านราย[135] โรนัลโดได้รับความนิยมทั้งในและนอกสนาม เนื่องจากเจ้าตัวรับหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์สินค้ามากมาย รวมถึงมีแบรนด์ชุดชั้นในของตัวเองอย่าง “ซีอาร์ เซเว่น” ส่งผลให้ดาวเตะวัย 36 ปีมีผู้ติดตามในโลกโซเชียลจำนวนมาก กระทั่งล่าสุดในปี 2020 โรนัลโด เป็นบุคคลแรกที่มีผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง ประกอบด้วย เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, ทวิตเตอร์ และยูทูบเกิน 500 ล้านราย[136]

ข้อพิพาททางกฎหมาย

โรนัลโดตกเป็นข่าวใหญ่ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2017 จากการถูกสรรพากรสเปนกล่าวหาเขาว่าหลีกเลี่ยงภาษีเป็นจำนวน 14.7 ล้านยูโร[137] ซึ่งเกี่ยวพันกับรายรับจากลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ ระหว่างปี 2011-14 ในสมัยที่ยังเล่นกับเรอัลมาดริด แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธในช่วงแรก แต่อัยการสเปนมีหลักฐานเพียงพอและดำเนินการฟ้องร้องเป็นจำนวน 4 ข้อหา โรนัลโดได้รับทราบข้อกล่าวหาและเดินทางมาขึ้นศาลในเดือนมกราคม ค.ศ. 2019 และได้ยอมรับผิดทุกข้อกล่าวหา ศาลสเปนได้ตัดสินให้เขาได้รับโทษจำคุก 23 เดือนและปรับเงิน 18.8 ล้านยูโร แต่ไม่ได้รับการจำคุกเนื่องจากกฎหมายสเปนระบุว่าโทษจำคุกจะไม่มีผลบังคับใช้สำหรับผู้กระทำผิดครั้งแรกและได้รับโทษจำคุกน้อยกว่า 2 ปี

สถิติอาชีพ

สโมสร

ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2021[138][139][140]
สถิติการลงสนามและการทำประตูทุกรายการในระดับสโมสร
สโมสร ฤดูกาล ฟุตบอลลีก ฟุตบอลถ้วย ลีกคัพ ระดับทวีป รายการอื่นๆ รวม
ดิวิชั่น จำนวนนัด ประตู จำนวนนัด ประตู จำนวนนัด ประตู จำนวนนัด ประตู จำนวนนัด ประตู จำนวนนัด ประตู
สปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล บี[141][142] 2002–03 ลีกาปรอ 2 0 2 0
สปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล 2002–03 ปรีไมราลีกา 25 3 3 2 3 0 0 0 31 5
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2003–04 พรีเมียร์ลีก 29 4 5 2 1 0 5 0 0 0 40 6
2004–05 พรีเมียร์ลีก 33 5 7 4 2 0 8 0 0 0 50 9
2005–06 พรีเมียร์ลีก 33 9 2 0 4 2 8 1 47 12
2006–07 พรีเมียร์ลีก 34 17 7 3 1 0 11 3 53 23
2007–08 พรีเมียร์ลีก 34 31 3 3 0 0 11 8 1 0 49 42
2008–09 พรีเมียร์ลีก 33 18 2 1 4 2 12 4 2 1 53 26
รวม 196 84 26 13 12 4 55 16 3 1 292 118
เรอัลมาดริด 2009–10 ลาลิกา 29 26 0 0 6 7 35 33
2010–11 ลาลิกา 34 40 8 7 12 6 54 53
2011–12 ลาลิกา 38 46 5 3 10 10 2 1 55 60
2012–13 ลาลิกา 34 34 7 7 12 12 2 2 55 55
2013–14 ลาลิกา 30 31 6 3 11 17 47 51
2014–15 ลาลิกา 35 48 2 1 12 10 5 2 54 61
2015–16 ลาลิกา 36 35 0 0 12 16 48 51
2016–17 ลาลิกา 29 25 2 1 13 12 2 4 46 42
2017–18 ลาลิกา 27 26 0 0 13 15 4 3 44 44
รวม 292 311 30 22 101 105 15 12 438 450
ยูเวนตุส 2018–19 เซเรียอา 31 21 2 0 9 6 1 1 43 28
2019–20 เซเรียอา 33 31 4 2 8 4 1 0 46 37
2020–21 เซเรียอา 33 29 4 2 6 4 1 1 44 36
2021–22 เซเรียอา 1 0 0 0 0 0 0 0 1 0
รวม 98 81 10 4 23 14 3 2 134 101
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2021–22 พรีเมียร์ลีก 5 3 0 0 0 0 2 2 0 0 7 5
ตลอดอาชีพ 618 482 69 41 12 4 184 136 21 15 904 679

ทีมชาติ

ทีมชาติ ปี จำนวนนัด ประตู
โปรตุเกส 2003 2 0
2004 16 7
2005 11 2
2006 14 6
2007 10 5
2008 8 1
2009 7 1
2010 11 3
2011 8 7
2012 13 5
2013 9 10
2014 9 5
2015 5 3
2016 13 13
2017 11 11
2018 7 6
2019 10 14
2020 6 3
2021 12 13
รวม 182 115
ณ วันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2021[143][144]

เกียรติประวัติ

สโมสร

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด[145]
เรอัลมาดริด[146]
ยูเวนตุส[147]

ทีมชาติ

เกียรติประวัติส่วนตัว[150]

 
โรนัลโดทำสถิติเป็นผู้เล่นชาวยุโรปที่ได้รับรางวัลบาลงดอร์มากที่สุด 5 สมัย

อ้างอิง

  1. "Cristiano Ronaldo (CR7)". realmadrid.com. Real Madrid. สืบค้นเมื่อ 22 March 2014.
  2. 161385360554578 (2020-04-09). "Liverpool fan explains why Man United legend Cristiano Ronaldo is the real GOAT". talkSPORT (ภาษาอังกฤษ).CS1 maint: numeric names: authors list (link)
  3. https://talksport.com/football/691858/cristiano-ronaldo-stats-greatest-player-all-time-lionel-messi-goals/
  4. https://www.sportskeeda.com/football/opinion-it-s-official-cristiano-ronaldo-is-the-greatest-player-of-all-time
  5. "UEFA Champions League all-time top goalscorers". Statista (ภาษาอังกฤษ).
  6. Team, BS Web (2021-06-25). "Euro Cup 2021: Ronaldo's record, Uefa Euro winners list, other key stats". Business Standard India. สืบค้นเมื่อ 2021-08-28.
  7. Creditor, Avi. "Cristiano Ronaldo Sets All-Time Men's International Goal Record". Sports Illustrated (ภาษาอังกฤษ).
  8. "Cristiano Ronaldo's legendary career stats, ahead of stunning Manchester United return". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2021-08-27.
  9. "Ronaldo reveals the most important trophy of his career & discusses his favourite goal | Goal.com". www.goal.com.
  10. "Cristiano Ronaldo Stats, Goals, Appearances and Cards". FootballCritic (ภาษาอังกฤษ).
  11. UEFA.com (2008-12-02). "Ballon d'Or crowns Ronaldo's golden year". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  12. Staff, Guardian (2009-06-11). "Cristiano Ronaldo the Real deal as the world's most expensive player". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  13. "Cristiano Ronaldo, ¡Real Madrid top scorer!". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  14. "Serie A - Transfer records". www.transfermarkt.com (ภาษาอังกฤษ).
  15. Lunt, Sean (2019-06-29). "Top 5 – Most expensive over 30s in the history of football" (ภาษาอังกฤษ).
  16. "The XI of European legends with most international caps, including Ronaldo". The Sun (ภาษาอังกฤษ). 2020-11-19.
  17. "Ronaldo named captain of Portugal | Cristiano Ronaldo Fan | News, Photos, Blog, Pics, Videos". www.cristianoronaldofan.net.
  18. "Cristiano Ronaldo named best Portuguese player of all time | Goal.com". www.goal.com.
  19. MARCA.com (2015-01-15). "Ronaldo, best Portuguese player of all time". MARCA (ภาษาอังกฤษ).
  20. UEFA.com (2021-07-11). "Cristiano Ronaldo wins EURO 2020 Alipay Top Scorer award". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  21. https://www.forbes.com/sites/christinasettimi/2020/06/04/ronaldos-105-million-year-tops-messi-and-crowns-him-soccers-first-billion-dollar-man/?sh=599935751942
  22. Badenhausen, Kurt. "Cristiano Ronaldo Leads The World's Highest-Paid Athletes Of 2016". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  23. Settimi, Christina. "The World's Highest-Paid Soccer Players 2017: Cristiano Ronaldo, Lionel Messi Lead The List". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  24. Pelé. "Cristiano Ronaldo: The World's 100 Most Influential People". TIME.com.
  25. "Forbes: Ronaldo is first billionaire footballer". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2020-06-05.
  26. "CRISTIIANO RONALDO TEM BISAVÓ CABO-VERDIANA". Liberal Online (ภาษาโปรตุเกส). สืบค้นเมื่อ 29 June 2011.
  27. Duncan White. "Ronaldo holds back the tears[ลิงก์เสีย]", Telegraph.co.uk, 21 มิถุนายน พ.ศ. 2549
  28. 28.0 28.1 28.2 วีซีดี สารคดี Cristiano Ronaldo - The Boy Who Had A Dream ผลิตโดย ITV ในปี 2007
  29. https://www.portugalvisitor.com/portugal-museums/sporting-museum
  30. "Ronaldo intends to leave Man Utd". BBC Sport. British Broadcasting Corporation. 8 July 2006. สืบค้นเมื่อ 8 July 2006.
  31. "Cristiano Ronaldo plans Real move". Reuters. 28 June 2006. สืบค้นเมื่อ 10 July 2006.
  32. "Ferguson sends Man Utd No2 Queiroz to Ronaldo meeting". TribalFootball. 11 July 2006. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2006-07-19. สืบค้นเมื่อ 11 July 2006.
  33. "Rooney pleads with Ronaldo not to quit Man Utd". TribalFootball. 9 July 2006. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2006-07-21. สืบค้นเมื่อ 11 July 2006.
  34. 34.0 34.1 "Ronaldo signs new deal at Man Utd". BBC Sport. British Broadcasting Corporation. 13 April 2007. สืบค้นเมื่อ 2 January 2010.
  35. "คริสเตียโน โรนัลโด"คว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยม 07 Archived 2007-09-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน ข่าวจากสำนักข่าวเนชั่น
  36. "Premier League 2007/2008 - 38. Round". worldfootball.net (ภาษาอังกฤษ).
  37. UEFA.com. "Season 2008 | UEFA Champions League". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  38. www.eurosport.com https://www.eurosport.com/geoblocking.shtml. Missing or empty |title= (help)
  39. "หนูโด้ไปแล้ว! ผีโอเคขาย80ล้านป". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2009-06-15. สืบค้นเมื่อ 2009-06-14.
  40. "Cristiano Ronaldo Takes Raul's No.7 Shirt At Real Madrid, Benzema Moves To No.9, Xabi Alonso Takes No.14 | Who Ate all the Pies" (ภาษาอังกฤษ).
  41. "Real Madrid (Sky Sports)". SkySports (ภาษาอังกฤษ).
  42. Nakrani, Sachin (2011-04-20). "Barcelona v Real Madrid – as it happened | Copa del Rey final | Sachin Nakrani". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2021-09-01.
  43. "Real Madrid's Cristiano Ronaldo scores his 40th goal to break Pichichi record and become highest goalscorer in a single La Liga season | Goal.com". www.goal.com.
  44. UEFA.com. "Real Madrid-Bayern 2012 History | UEFA Champions League". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  45. "Ninth anniversary of Real Madrids 32nd LaLiga title | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  46. "Mourinho: In 2011/12, Real Madrid were the best team in Spain and also in Europe". MARCA in English (ภาษาอังกฤษ). 2020-05-01.
  47. "LaLiga 2012/2013 results, Football Spain - FlashScore". www.flashscore.com (ภาษาอังกฤษ).
  48. "Top goal scorers UEFA Champions League 12/13". Statbunker football (ภาษาอังกฤษ).
  49. "What are the records that Cristiano Ronaldo can break after joining Manchester United? | Goal.com". www.goal.com.
  50. "Ronaldo wins 2013 FIFA Ballon d'Or". ESPN.co.uk.
  51. "Ronaldo and Suarez joint Golden Shoe winners | Goal.com". www.goal.com.
  52. "300 goals for the BBC | Real Madrid CF". Real Madrid C.F. - Web Oficial (ภาษาอังกฤษ).
  53. ET, 2016 at 7:00a. "12 La Liga scoring records held by Lionel Messi and Cristiano Ronaldo". FOX Sports (ภาษาอังกฤษ).
  54. https://en.wikipedia.org/wiki/2014_FIFA_Ballon_d%27Or
  55. Staff, Guardian (2015-04-05). "Real Madrid 9-1 Granada | La Liga match report". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  56. Jones, Matt. "Cristiano Ronaldo vs. Granada: Stats, Highlights and Twitter Reaction". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  57. "The reasons why Rafa Benitez was sacked by Real Madrid". The Independent (ภาษาอังกฤษ). 2016-01-05.
  58. "Top goal scorers UEFA Champions League 15/16". Statbunker football (ภาษาอังกฤษ).
  59. "Real Madrid - Record goal scorers". www.transfermarkt.com (ภาษาอังกฤษ).
  60. https://www.transfermarkt.com/cristiano-ronaldo/leistungsdaten/spieler/8198/saison/2016/wettbewerb/WMQ6/sort/tore
  61. Malam, Charlie (2018-03-04). "Real Madrid news: Cristiano Ronaldo becomes fastest ever to reach HUGE La Liga milestone". Express.co.uk (ภาษาอังกฤษ).
  62. "Top 5 La Liga records held by Cristiano Ronaldo - ronaldo.com" (ภาษาอังกฤษ). 2020-06-14.
  63. "Real Madrid 6-3 Girona". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-09-02.
  64. "Real Madrid 6-3 Girona: Cristiano Ronaldo hits four in rout". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  65. https://en.wikipedia.org/wiki/2018_UEFA_Champions_League_Final
  66. "Cristiano Ronaldo: I left Real Madrid because of president Florentino Pérez". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2018-10-29.
  67. "Florentino Perez reveals why Cristiano Ronaldo wanted Real Madrid exit". The Real Champs (ภาษาอังกฤษ). 2020-12-22.
  68. https://www.pptvhd36.com/sport/news/85537
  69. https://www.besoccer.com/new/psg-sell-10-000-neymar-shirts-on-first-day
  70. "Cristiano Ronaldo Fastest To Score 10 Goals In Juventus History | Football News". NDTVSports.com (ภาษาอังกฤษ).
  71. https://www.transfermarkt.com/cristiano-ronaldo/leistungsdaten/spieler/8198/saison/2018/plus/1
  72. "Ronaldo double not enough for Juventus". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-06-23.
  73. https://sedotwcjakarta.net/%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AA-3/
  74. https://www.bbc.com/sport/football/56964913
  75. https://www.juventus.com/es/teams/first-team-men/matchroom/juventus-porto-uefa-champions-league-2020-2021-8th-finals/
  76. "Sources: WhatsApps help turn Ronaldo's head". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2021-08-27.
  77. "Official statement on Cristiano Ronaldo agreement". www.manutd.com (ภาษาอังกฤษ).
  78. "Cristiano Ronaldo to wear the number 7 shirt for Man Utd". www.manutd.com (ภาษาอังกฤษ).
  79. "Edinson Cavani Manchester United Kits, Edinson Cavani Man Utd Shirt, Home & Away Kit | store.manutd.com". store.manutd.com (ภาษาอังกฤษ).
  80. "Cristiano Ronaldo: New Manchester United No 7 smashes shirt sale record and causes media frenzy". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  81. "Man Utd 2-1 Villarreal: Cristiano Ronaldo snatches dramatic late Champions League victory for United". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  82. "Lucky rebound gives Portugal narrow win over Kazakhstan". China Daily. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  83. "Fans Can Get Best Out Of Ronaldo". 4thegame.com. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2010-08-23. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  84. Ames, Paul (14 June 2004). "Euro 2004 roundup: Greece stuns Portugal 2–1". USA Today. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  85. Kevin McCarra in Lisbon (1 July 2004). "Portugal have the final word". Guardian. UK. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  86. 86.0 86.1 "Cristiano Ronaldo's profile". 4thegame.com.
  87. "Ronaldo is chosen for the Olympics". CNN. 21 July 2004. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  88. Wallace, Sam (24 July 2004). "Ronaldo keen to play at Olympics". The Daily Telegraph. UK. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  89. "Portugal Vs Iran match". FIFA.com. Fédération Internationale de Football Association. 17 June 2006. สืบค้นเมื่อ 3 July 2012.
  90. Tim Spanton (2 July 2006). "Ronaldo: I never asked for Rooney red card". The Sun. สืบค้นเมื่อ 10 July 2006.
  91. "Ronaldo cleared over Rooney red card". Soccernet. 4 July 2006. สืบค้นเมื่อ 17 November 2006.
  92. Chick, Alex (6 July 2006). "Scolari's fortunes take a dive". ESPNsoccernet. ESPN. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  93. "Euro 2008: German power leaves Portugal in despair - Telegraph". web.archive.org. 2010-08-30.
  94. "FIFA.com - Queiroz appointed Portugal coach". web.archive.org. 2009-09-09.
  95. "FIFA.com - Portugal 7:0 (1:0) Korea DPR - The matches of 2010 FIFA World Cup South Africa". web.archive.org. 2012-06-18.
  96. "FIFA.com - Portugal 0:0 Brazil - The matches of 2010 FIFA World Cup South Africa". web.archive.org. 2012-05-13.
  97. "Euro 2012: Defending champion Spain advances to another final after beating Portugal 4-2 on penalties  - NY Daily News". web.archive.org. 2012-06-29. no-break space character in |title= at position 48 (help)
  98. "Portugal's all-time record scorer Cristiano Ronaldo says records come naturally to him | Football News | ESPN.co.uk". web.archive.org. 2014-05-14.
  99. "World Cup: Portugal 2-1 Ghana". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-08-29.
  100. "European Championship's all-time top scorers - UEFA EURO - News - UEFA.com". web.archive.org. 2014-11-18.
  101. September 2020, Chris Flanagan 08 (2020-09-08). "Long read: Cristiano Ronaldo's incredible journey to 100 Portugal goals – and the all-time international record still to come". fourfourtwo.com (ภาษาอังกฤษ).
  102. "Portugal's Cristiano Ronaldo the first to play in three Euro semifinals - ESPN FC". web.archive.org. 2016-07-09.
  103. "Portugal striker Cristiano Ronaldo forced off injured in Euro 2016 final - ESPN FC". web.archive.org. 2016-07-11.
  104. "UEFA EURO 2016 Team of the Tournament revealed - UEFA EURO - News - UEFA.com". web.archive.org. 2016-07-16.
  105. "FIFA Confederations Cup Russia 2017 - Matches - Portugal-Mexico - Match Report - FIFA.com". web.archive.org. 2017-07-02.
  106. "VAR: Cristiano Ronaldo misses penalty but Portugal progress at World Cup - BBC Sport". web.archive.org. 2018-07-12.
  107. "World Cup 2018: Edinson Cavani's superb double sees Uruguay beat Portugal - BBC Sport". web.archive.org. 2018-07-01.
  108. "Sweden vs. Portugal - Football Match Report - September 8, 2020 - ESPN". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ).
  109. "Cristiano Ronaldo passes 100 Portugal goals to give them win over Sweden - BBC Sport". web.archive.org. 2020-09-08.
  110. Bhawani, Vishal (2021-06-17). "Cristiano Ronaldo breaks record as Portugal beats Hungary". Football Express United Kingdom (ภาษาอังกฤษ).
  111. UEFA.com (2021-07-11). "Cristiano Ronaldo wins EURO 2020 Alipay Top Scorer award". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  112. UEFA.com (2021-09-01). "Cristiano Ronaldo's 111 international goals: who, what, when, how". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  113. "Cristiano Ronaldo becomes all-time record men's international goalscorer". The Independent (ภาษาอังกฤษ). 2021-09-01.
  114. Smith, Joshua (2021-10-09). "Cristiano Ronaldo breaks another international record while scoring 112th goal". Manchester Evening News (ภาษาอังกฤษ).
  115. "Why Cristiano Ronaldo is better than Lionel Messi!". Zee News (ภาษาอังกฤษ). 2012-08-26.
  116. "The Question: Why are so many wingers playing on the 'wrong' wings? | Jonathan Wilson". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2010-03-24.
  117. Goodman, Mike L. (2015-09-22). "The Evolution of Cristiano Ronaldo". Grantland (ภาษาอังกฤษ).
  118. Nike Mercurial Vapor SL, new Cristiano Ronaldo boots
  119. Adrian Butler (July 18, 2010). "Ronaldo's baby mama is revealed". Sunday Mirror. สืบค้นเมื่อ July 18, 2010.
  120. "Baby 'joy' for Cristiano Ronaldo". BBC Online. 4 July 2010. สืบค้นเมื่อ 4 July 2010.
  121. "Cristiano Ronaldo and Irina Shayk put on a united front after claims he has been texting glamour model Rhian Sugden". London: The Daily Mail. August 23, 2010. สืบค้นเมื่อ September 8, 2010.
  122. หน้า SPORT 23, 'คนเหล็ก' ซูฮกโรนัลโด้ สุดยอดนักเตะหุ่นเพอร์เฟกต์. M 2 F ฉบับที่ 494: จันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2556
  123. https://alivearound.com/lifestyle/top-secret-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3/
  124. https://www.blockdit.com/posts/5e855f01de6a373dab681af2
  125. https://social.tvpoolonline.com/news/85644
  126. https://today.line.me/th/v2/article/n2YM2x
  127. https://timeout.siamsport.co.th/health/view/173171
  128. https://www.siamsport.co.th/column/detail/68599
  129. https://www.goal.com/th/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%94-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A8%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5/mym1erbksqnz1fm9tpfbld7nu
  130. https://www.celebritynetworth.com/richest-athletes/richest-soccer/ronaldo-net-worth/
  131. https://virtualglobetrotting.com/map/cristiano-ronaldos-house-4/view/google/
  132. https://www.thesun.co.uk/sport/11541814/cristiano-ronaldo-jet-gulfstream-georgina-rodriguez/
  133. https://www.stylebistro.com/Cristiano+Ronaldo/lookbooks
  134. https://www.gettyimages.com/photos/cristiano-ronaldo-fashion
  135. https://www.besoccer.com/new/cristiano-ronaldo-king-of-social-media-768474
  136. https://bleacherreport.com/articles/2931251-cristiano-ronaldo-1st-person-in-world-to-surpass-500m-social-media-followers
  137. "Cristiano Ronaldo 'agrees' two-year suspended jail sentence and €18.8m fine over tax evasion case | The Independent". web.archive.org. 2018-06-15.
  138. "Cristiano Ronaldo » Club matches". WorldFootball.net. สืบค้นเมื่อ 3 January 2021.
  139. ข้อมูลของ คริสเตียโน โรนัลโด ที่ ซ็อกเกอร์เวย์. เรียกข้อมูลเมื่อ 3 January 2021.
  140. "Cristiano Ronaldo". Football Database. สืบค้นเมื่อ 3 January 2021.
  141. "Sporting Lisboa B (02/03)". National Football Teams. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 5 December 2020. สืบค้นเมื่อ 5 December 2020.
  142. "Cristiano Ronaldo: Juventus forward scores on 1,000th senior appearance". BBC Sport. 22 February 2020. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 23 February 2020. สืบค้นเมื่อ 4 December 2020.
  143. Mamrud, Roberto (29 August 2013). "Cristiano Ronaldo dos Santos Aveiro – Century of International Appearances". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. สืบค้นเมื่อ 25 December 2013.
  144. Ronaldo.html "คริสเตียโน โรนัลโด" Check |url= value (help). National Football Teams. สืบค้นเมื่อ 18 June 2010.
  145. "Cristiano Ronaldo | Man Utd Legends Profile". www.manutd.com (ภาษาอังกฤษ).
  146. "Cristiano Ronaldo (CR7) | Official Website | Real Madrid CF". web.archive.org. 2017-01-28.
  147. "Portugal - Cristiano Ronaldo - Profile with news, career statistics and history - Soccerway". int.soccerway.com.
  148. "Portugal striker Cristiano Ronaldo forced off injured in Euro 2016 final - ESPN FC". web.archive.org. 2016-07-11.
  149. UEFA.com (2019-06-09). "Cristiano Ronaldo on winning Nations League on home soil". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  150. "Awards". Cristiano Ronaldo (ภาษาอังกฤษ). 2013-03-06.
  151. "Cristiano Ronaldo (CR7) | Official Website | Real Madrid CF". web.archive.org. 2017-01-28.
  152. Lowe, Nathan. "Cristiano Ronaldo Crowned World's Best Player of 2008". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  153. UEFA.com (2017-10-23). "Ronaldo named Best FIFA Men's Player 2017". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  154. "Cristiano Ronaldo (CR7) | Official Website | Real Madrid CF". web.archive.org. 2017-01-28.
  155. "Cristiano Ronaldo named Portugal's player of the year as Renato Sanches wins best young player - ESPN FC". web.archive.org. 2018-12-15.
  156. "Awards". Cristiano Ronaldo (ภาษาอังกฤษ). 2013-03-06.
  157. "BBC SPORT | Football | Ronaldo secures PFA awards double". web.archive.org. 2008-04-14.
  158. "Cristiano Ronaldo Profile, News & Stats | Premier League". web.archive.org. 2018-04-17.
  159. "Atletico Madrid snubbed at La Liga awards despite winning league ahead of Spanish giants Real Madrid and Barcelona | European | Sport | The Independent". web.archive.org. 2016-03-09.
  160. "LaLiga: The most iconic 'Pichichi' winners in recent history". WION (ภาษาอังกฤษ).
  161. https://football-italia.net/147170/ronaldo-crowned-serie-best-player
  162. https://football-italia.net/167974/gran-gal%C3%A0-del-calcio-winners
  163. "Ronaldo makes history as Serie A top goal scorer". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2021-05-23.

บรรณานุกรม

  • Caioli, Luca (2016). Ronaldo: The Obsession for Perfection (2017 updated ed.). New York: Icon Books. ISBN 978-1-78578-140-7.
  • Guillem, Balagué (2015). Cristiano Ronaldo: The Biography (hardcover ed.). London: Orion Publishing Group. ISBN 978-1-4091-5504-1.

แหล่งข้อมูลอื่น

ก่อนหน้า คริสเตียโน โรนัลโด ถัดไป
เวย์น รูนีย์   นักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ
(พ.ศ. 2550)
  ยังดำรงตำแหน่ง
สตีเวน เจอร์ราร์ด   นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ
(พ.ศ. 2550)
  ยังดำรงตำแหน่ง
กาก้า   นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของฟิฟโปร
(พ.ศ. 2551)
  ยังดำรงตำแหน่ง
กาก้า   นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของฟีฟ่า
(พ.ศ. 2551)
  ยังดำรงตำแหน่ง
กาก้า   รางวัลรองเท้าทองคำ
(พ.ศ. 2551)
  ยังดำรงตำแหน่ง