คริสเตียโน โรนัลโด

กริชตียานู รูนัลดู ดุช ซังตุช อาไวรู (โปรตุเกส: Cristiano Ronaldo dos Santos Aveiro; เกิด 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985) หรือที่รู้จักกันในชื่อ คริสเตียโน โรนัลโด เป็นนักฟุตบอลชาวโปรตุเกส ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับยูเวนตุสในเซเรียอา และเป็นกัปตันทีมชาติโปรตุเกสคนปัจจุบัน ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล[2][3] เขาเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงที่สุดเป็นอันดับหกในประวัติศาสตร์ฟุตบอล หลังย้ายจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มาอยู่กับเรอัลมาดริด ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ [4] เขาได้รับรางวัลบาลงดอร์ 5 สมัย และรางวัลรองเท้าทองคำยุโรปอีก 4 สมัย ซึ่งทั้งสองสถิติถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดสำหรับผู้เล่นชาวยุโรป และเป็นผู้เล่นคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่สามารถทำ 100 ประตูขึ้นไปในการเล่นให้กับ 3 สโมสร โรนัลโดยังเป็นเจ้าของสถิติผู้ทำประตูมากที่สุดตลอดกาลในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และเป็นผู้เล่นคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูในนามทีมชาติได้ครบ 100 ลูก โดยตลอดการเล่นอาชีพ เขาชนะเลิศถ้วยรางวัลรวม 31 รายการ รวมถึงการคว้าแชมป์ลีก 7 สมัย, แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 สมัย และแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ยูโร 2016)

คริสเตียโน โรนัลโด
Cristiano Ronaldo 2018.jpg
โรนัลโดขณะเล่นให้กับฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส ในปี ค.ศ.2018
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม กริชตียานู รูนัลดู ดุช ซังตุช อาไวรู
วันเกิด 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985 (36 ปี)
สถานที่เกิด ฟุงชาล มาเดรา โปรตุเกส
ส่วนสูง 1.87 m (6 ft 2 in)[1]
ตำแหน่ง กองหน้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน
ยูเวนตุส
หมายเลข 7
สโมสรเยาวชน
1993–1995 อังดูรีญา
1995–1997 นาซียูนัล
1997–2002 สปอร์ติงลิสบอน
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2002–2003 สปอร์ติงลิสบอน 25 (3)
2003–2009 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 196 (84)
2009–2018 เรอัลมาดริด 292 (311)
2018– ยูเวนตุส 97 (81)
ทีมชาติ
2001 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 15 ปี 9 (7)
2001–2002 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 17 ปี 7 (5)
2002–2003 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 21 ปี 5 (1)
2003 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 20 ปี 10 (3)
2004 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 23 ปี 3 (2)
2003– โปรตุเกส 179 (109)
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้แก่สโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2021
‡ ข้อมูลการลงเล่นและประตูให้แก่ทีมชาติล่าสุด ณ วันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2021

โรนัลโดได้ลงเล่นฟุตบอลในนามทีมเยาวชนของอังดูรีญา เมื่อเขาเล่นได้อยู่สองปี ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับนาซียูนัลในปี 1997 เขาได้ทำสัญญาให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างสปอร์ติงลิสบอน โรนัลโดได้ถูกพิจารณาย้ายตัวไปอยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยคนที่ซื้อเขาคือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซื้อตัวเขามาด้วยจำนวนเงิน 12.24 ล้านปอนด์ โรนัลโดได้แชมป์เอฟเอคัพ ซึ่งเป็นเกียรติประวัติแชมป์แรกของเขาในปี 2003

โรนัลโดลงเล่นในเกมของฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส ในระดับชาตินัดแรกคือตอนเจอกับคาซัคสถาน ในเดือนสิงหาคม 2003 และหลังจากนั้นเขาได้ลงเล่นมากขึ้นรวมทั้งหมดถึงห้าทัวร์นาเมนต์ ได้แก่ ยูโร 2004, ฟุตบอลโลก 2006, ยูโร 2008, ฟุตบอลโลก 2010 และยูโร 2012 เขาทำประตูแรกในนามทีมชาติโปรตุเกสได้ในการแข่งขันยูโร 2004 ในนัดเปิดการแข่งขันที่เจอกับกรีซ เขาเป็นคนสำคัญในการนำทีมชาติโปรตุเกสเข้าไปชิงชนะเลิศในปี 2004 และหลังจากนั้นโรนัลโดได้มีบทบาทและได้ลงตำแหน่งตัวจริงมากขึ้น ในปี 2008 โรนัลโดได้เป็นกัปตันทีมครั้งแรกของทีมชาติโปรตุเกสได้นำทีมเข้าแข่งขันยูโร 2008 สามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้ เขายิงได้สามประตูในการแข่งขันทัวร์นาเมนต์นี้ ในวันที่ 16 ตุลาคม 2012 โรนัลโดได้ลงเล่นครบ 100 นัดสำหรับทีมชาติโปรตุเกสในนัดที่เจอกับไอร์แลนด์เหนือ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในสามนักเตะที่ลงเล่นให้กับทีมชาติโปรตุเกสเกิน 100 นัด[5] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2012 เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของเขาได้มีคนติดตามถึง 50 ล้านคน[6]ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 มีการจัดอันดับตำแหน่งนักเตะรูปงามแห่งยูโร 2008 จัดทำโดยแอลจี บริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า คริสเตียโน โรนัลโดได้รับคะแนนโหวตครั้งนี้เป็นอันดับ 1[7] ในปี 2012 โรนัลโดได้รับรางวัลนักกีฬาไอบีเรีย-อเมริกา ประจำปี 2012 ประเภทนักฟุตบอลชาย[8]

เขาเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงโด่งดังและร่ำรวยมากที่สุดของโลก[9] โรนัลโดได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอบส์ให้เป็นนักกีฬาที่ได้รับค่าจ้างสูงที่สุดในปี 2016 และ 2017 และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารอีเอสพีเอ็นให้เป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดในช่วงปี 2016-2019 รวมทั้งการยกย่องจากนิตยสารไทม์ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกประจำปี 2014 เขาเป็นนักกีฬาคนที่ 3 (ต่อจากไทเกอร์ วูดส์ และ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์) และเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่ทำเงินรางวัลรวมตลอดอาชีพได้เกิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

โรนัลโดครองสถิติโลกในวงการฟุตบอลมากมาย[10] เช่น เป็นผู้เล่นคนเดียวที่สามารถทำเกินกว่า 100 ประตูขึ้นไปในการเล่นให้กับ 3 สโมสร, เป็นผู้เล่นคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูในนามทีมชาติได้ครบ 100 ประตู (ต่อจาก อาลี ดาอี ตำนานทีมชาติอิหร่าน), เป็นหนึ่งในสองผู้เล่นที่ทำประตูในนามทีมชาติสูงที่สุดตลอดกาลจำนวน 109 ประตู (ร่วมกับ อาลี ดาอี), เป็นผู้เล่นที่ทำประตูและแอสซิสต์ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้มากที่สุด (134 ประตู และ 42 ครั้งตามลำดับ)[11], เป็นผู้เล่นที่ทำประตูสูงสุดในรายการฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปทั้งในการแข่งขันรอบสุดท้ายและรอบคัดเลือกจำนวน 40 ประตู, เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ลงแข่งขันทุกรายการเกิน 1,000 นัดตลอดอาชีพ, เป็นผู้เล่นจากทวีปยุโรปที่คว้ารางวัลบาลงดอร์ และ รางวัลรองเท้าทองคำยุโรปได้มากที่สุด (5 สมัย และ 4 สมัยตามลำดับ), เป็นผู้เล่นที่ทำแฮตทริกให้แก่ทีมชาติได้มากที่สุดจำนวน 9 ครั้ง และ เป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดที่ทำแฮตทริกได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย (อายุ 33 ปี 130 วัน ในฟุตบอลโลก 2018), เป็นผู้เล่นคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่สามารถทำเกิน 50 ประตูในการแข่งขันรวมทุกรายการได้ 7 ฤดูกาลติดต่อกัน, เป็นเจ้าของสถิติผู้ทำประตูสูงสุดของสโมสรเรอัลมาดริดจำนวน 450 ประตูทุกรายการ, เป็นผู้เล่นคนแรกที่ทำประตูในการแข่งขันเอลกลาซิโกระหว่าง เรอัลมาดริด และ บาร์เซโลนา ได้ 6 นัดติดต่อกัน ฯลฯ

ประวัติและชีวิตในวัยเด็ก

คริสเตียโน โรนัลโด เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985 ที่เกาะมาเดรา ประเทศโปรตุเกส เป็นบุตรชายของนายฌูแซ ดีนิช อาไวรู (เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2548 ขณะมีอายุ 52 ปี) กับนางมารีอา ดูโลรึช อาไวรู เป็นบุตรชายคนเล็กในพี่น้อง 4 คน ถึงแม้ตอนเกิดเขาจะคลอดก่อนกำหนดแต่ก็มีน้ำหนักสมบูรณ์ถึง 8 ปอนด์ ทวดฝ่ายมารดาของเขา อีซาแบล ดา ปีดาดึ มีพื้นเพมาจากประเทศกาบูเวร์ดี (เคปเวิร์ด)[12] โรนัลโดเกิดมาในครอบครัวแคธอลิกที่เคร่งศาสนาและไม่ได้มีฐานะร่ำรวย คุณพ่อของเขาประอาชีพคนสวน ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆที่ ฟุนชาล โรนัลโดเกือบจะไม่ได้ลืมตาดูโลก เนื่องจากคุณแม่ของเขามีความคิดที่จะทำแท้งเนื่องจากไม่ต้องการคลอดบุตรออกมาเพิ่มภาระให้แก่ครอบครัวเพิ่มอีกคน แต่ได้ตัดสินใจยอมลำบากเพื่อคลอดโรนัลโดออกมาและเจ้าตัวได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิต

ที่มาของชื่อโรนัลโดนั้น บิดาของเขาเป็นผู้ตั้งให้ โดยได้แรงบันดาลใจจากชื่อของนายโรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบุคคลที่บิดาของโรนัลโดชื่นชอบตั้งแต่เรแกนยังเป็นนักแสดงอยู่[13]ครอบครัวของโรนัลโดอาศัยอยู่ที่ย่านกิงตาดูฟัลเซา เขตซังตูอังตอนียูของเมืองฟุงชาล ซึ่งเป็นเขตที่มีประชากรยากจนอาศัยอยู่มาก โรนัลโดเริ่มเล่นฟุตบอลที่นี่ ซึ่งในตอนเด็กเขาจะชอบเล่นฟุตบอลมาก บริเวณตามถนน เมื่อเขาอายุ 6 ขวบ เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังในทีมชุดใหญ่ของทีมอังดูรีญา (Andorinha) โดยการชักชวนของญาติเขาที่อยู่ในทีมนี้ พอถึงปี 1995 โรนัลโดย้ายไปอยู่กับทีมนาซียูนัล (Nacional) โดยมีการจ่ายค่าตัวเป็นชุดฟุตบอลและลูกบอล[14] หลังจากช่วยนาซิอองนาลคว้าแชมป์ระดับเยาวชนได้ โรนัลโด้ ในอายุ 12 ปี ก็ได้รับความสนใจจากสโมสรใหญ่ ๆ ของโปรตุเกสมากมาย แต่สุดท้าย โรนัลโด เลือกค้าแข้งกับ สปอร์ติง ลิสบอน ทีมโปรดของตัวเองในที่สุด

นักฟุตบอลเยาวชน

ในช่วงที่โรนัลโดอายุ 8 ขวบ โรนัลโดได้เล่นให้กับสโมสรฟุตบอลอังดูรีญา ซึ่งพ่อของเขาเป็นผู้จัดการทีมของสโมสรแห่งนี้ ในปี ค.ศ. 1995 โรนัลโดได้ทำสัญญากับสโมสรฟุตบอลท้องถิ่นคือ สโมสรฟุตบอลนาซียูนัล และได้เล่นให้กับสโมสรนี้เป็นเวลา 5 ปี แล้วได้ย้ายไปอยู่กับสปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล (สปอร์ติงลิสบอน) ในช่วงปี ค.ศ. 1997 และได้สำเร็จการเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับในประเทศของตน

นักฟุตบอลอาชีพ

สปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล

ในปี ค.ศ. 2002 โรนัลโดในวัย 17 ปีได้ย้ายมาเล่นให้กับสปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล (สปอร์ติงลิสบอน) เนื่องจากในช่วงนั้นสโมสรฟุตบอลชื่อดังในโปรตุเกสได้เห็นความสนใจของโรนัลโดมากแต่เขาเลือกที่จะมาอยู่กับสปอร์ติงลิสบอน โดยโรนัลโดได้ลงเล่นเป็นตำแหน่งกองหน้า และได้มีโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงเยอะ โรนัลโดโชว์ฝีเท้าได้อย่างยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นการหลบหลีกคู่ต่อสู้ การแย่งชิงบอล การยิงจากระยะไกล และการทำประตูอย่างแม่นยำ ทำให้โรนัลโดในช่วงนั้นโด่งดังไปทั่วในทวีปยุโรป และโรนัลโดมีจุดเด่นที่มีทักษะในการครองบอลและมีความคล่องตัวสูง ด้วยจุดนี้เอง ทำให้เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมชื่อดังของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในพรีเมียร์ลีก ประเทศอังกฤษ ได้สนใจที่จะนำโรนัลโดมาร่วมทีม ซึ่งการเจรจาซื้อตัวโรนัลโดก็เป็นที่สำเร็จ โดยก่อนที่โรนัลโดจะออกจากประเทศโปรตุเกส โรนัลโดเล่นให้กับสปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล ไปแล้วทั้งสิ้น 31 นัด ทำไป 5 ประตู โดยทางสโมสรได้รวบรวมผลงานของโรนัลโดอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของทีมเพื่อเป็นเกียรติประวัติให้แก่เจ้าตัวอีกด้วย[15]

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ช่วงปี 2003–06

โรนัลโดได้ย้ายมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 12.24 ล้านปอนด์ ในฤดูกาล 2002–03 โรนัลโดใช้เวลาไม่นานนักในการปรับตัวให้เข้ากับพรีเมียร์ลีก และผลงาน 8 ประตู จากการลงสนาม 39 นัด ซึ่งรวมถึงประตูแรกในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพกับ มิลล์วอลล์ ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (Sir Matt Busby Player of the Year) ประจำฤดูกาล 2003/04 โรนัลโดกับการพาทีมชาติโปรตุเกสผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกยูโร 2004 ก่อนพ่ายให้กับ กรีซ 0 - 1

ในฤดูกาลที่ 2 ของโรนัลโดกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ฟอร์มไม่ดีเท่ากับปีแรก หลังจากที่จบฤดูกาลด้วยการลงสนาม 50 นัด แต่ทำได้แค่ 9 ประตู และในฤดูกาล 2005–06 โรนัลโดก็เรียกฟอร์มเก่งของตัวเองมาได้อีกครั้งในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ด้วยการทำ 12 ประตู จากการลงสนาม 47 นัด

โรนัลโดคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของฟิฟโปร (FIFPro Special Young Player of the Year 2005) ซึ่งเป็นรางวัลเดียวที่ให้แฟน ๆ เป็นผู้ลงคะแนนโหวตตัดสิน และในปีเดียวกันเขาก็ได้อันดับที่ 20 ในตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าด้วย

ช่วงปี 2006–09

 
โรนัลโดเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในช่วงฤดูกาล 2006-07

ในศึกฟุตบอลโลก 2006 โรนัลโดถูกแฟนบอลอังกฤษรุมโห่ไล่หลังจากที่มีส่วนทำให้เวย์น รูนีย์ เพื่อนร่วมทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ต้องถูกไล่ออกในเกมที่อังกฤษพบกับโปรตุเกส โรนัลโดถูกสื่อในอังกฤษกดดันและต่อว่า อย่างไรก็ดีโรนัลโดยังคงเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด[16]

เมษายน 2007 คริสเตียโน โรนัลโด คว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมและผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี 2007 ของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษหรือพีเอฟเอไปครอง โดยเป็นผู้เล่นรายที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศทั้งสองมาครอบครองในเวลาเดียวกัน หลังโชว์ฟอร์มสุดยอดมาตลอดฤดูกาลนี้โดยก่อนหน้านี้ แอนดี เกรย์ เคยทำได้เมื่อปี 1977 หรือ ราว 30 ปีก่อน[17]

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 2009 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยอมรับว่า ได้ยอมรับข้อเสนอการซื้อตัวจากสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ซึ่งโรนัลโดก็มีความต้องการที่จะออกจากสโมสรเช่นกัน โดยการซื้อตัวครั้งนี้ถือเป็นสถิติค่าตัวแพงที่สุดในโลก[18]ผลงานรวมของโรนัลโดได้ลงเล่นเป็นตัวจริงทุกรายการ 299 นัด และ ทำได้ 118 ประตู

เรอัลมาดริด

ฤดูกาล 2009–10

 
โรนัลโดกำลังเลี้ยงลูกฟุตบอลหนีเดียโก ฟอร์ลัน ในนัดที่เจอกับ สโมสรฟุตบอลอัตเลติโกเดมาดริด ในช่วงฤดูกาล 2009-10

ในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2009 เรอัลมาดริด ได้ซื้อตัวโรนัลโดมาด้วยค่าตัวถึง 80 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติการซื้อนักฟุตบอลที่แพงที่สุดในโลกจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เขาได้รับตำแหน่งสวมเสื้อหมายเลข 9 โดยในฤดูกาลนี้โรนัลโดทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยได้ลงเล่นเป็นตังจริงทั้งหมด ถึง 35 นัด ทำประตูไปได้ 33 ประตู ซึ่งครองดาวซัลโวสูงสุดของลาลิกา ในฤดูกาลนี้ โดยโรนัลโดได้ถูกเล่นในตำแหน่งกองหน้า และบางครั้งเขาอาจจะเล่นในตำแหน่งปีกขวา โรนัลโดทำประตูแรกตั้งแต่มาอยู่กับเรอัลมาดริดคือในนัดที่เจอกับอัตเลติโกเดมาดริด โดยเรอัลมาดริดชนะไป 2-0 และในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 2009 โรนัลโดได้ยิงลูกฟรีคิกระยะใก้ลถึงสองครั้งในนัดที่เจอกับเอฟซี ซูริช โดยเรอัลมาดริดชนะไป 5-2 ในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม

ฤดูกาล 2010–11

 
โรนัลโดกับแกเร็ธ เบล ในนัดยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2010-11

พอเข้าสู่ฤดูกาลที่ 2 ของโรนัลโด เขาได้ถูกเปลี่ยนเบอร์ของเสื้อจากเบอร์ 9 เป็นเบอร์ 7 และได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมมาเป็นโชเซ มูรีนโย ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกสที่รู้จักในตัวของโรนัลโดเป็นอย่างดี ในวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ในนัดที่เรอัลมาดริดเจอกับราซินเดซันตันเดร์ โดยโรนัลโดทำประตูไปได้ถึง 4 ประตู ทำให้เรอัลมาดริดชนะไป 4-0 แล้วในนัดที่เจอกับบาร์เซโลนา โดยเรอัลมาดริดไปเยือนที่กัมนอว์ แพ้ไป 5-0 ซึ่งโรนัลโดก็ได้มีจังหวะยิงหลายครั้ง แล้วหลังจากในนัดนั้น เรอัลมาดริดได้เปิดบ้านพบกับอัตเลติกเดบิลบาโอ โดยในนัดนั้นโรนัลโดเกือบทำแฮตทริกได้โดยเขายิงไป 5 ประตู ในช่วงเวลาต่างกันไม่เกิน 6 นาที ทำให้ชนะไป 6-1 และในช่วงปลายปี ค.ศ. 2010 เขาได้ทำเกือบทำซูเปอร์แฮตทริกเป็นครั้งแรกในตัวของเขาโดยในถ้วยโกปาเดลเรย์กับเลบันเตอูเด โดยโรนัลโดทำไป 5 ประตู และแฮตทริกของการีม แบนเซมา ทำให้เรอัลมาดริดชนะไป 8-0

ฤดูกาล 2011–12

ความสำเร็จและการพัฒนาของโรนัลโดในช่วงอยู่กับเรอัลมาดริดเริ่มดีขึ้น โดยโรนัลโดซัดประตูในฤดูกาลนี้ไป 60 ประตู (รวมทุกรายการ) และได้เล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกไปจนถึงรอบรองชนะเลิศ แต่ก็แพ้ไบเอิร์นมิวนิก ไป 3-1 ในการดวลจุดโทษ แต่โรนัลโดก็สามารถนำทีมได้แชมป์ลาลิกาได้เป็นครั้งที่ 32 ของสโมสร โดยในช่วงปลายฤดูกาล เรอัลมาดริดกับบาร์เซโลนาได้แข่งขันกันที่กัมนอว์ ในนัดที่ 2 ซึ่งโรนัลโดก็เป็นฮีโรโดยเขาได้ยิงประตูชัยสุดสำคัญในการนำทีมเรอัลมาดริดคว้าแชมป์ลาลิกาด้วยการชนะบาร์เซโลนา ไป 2-1 และจบอันดับ 1 ของตาราง และเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของโลกที่ทำคะแนนได้ 100 คะแนน

ฤดูกาล 2012-13

ในฤดูกาลต่อมา เรอัลมาดริด ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการแข่งขันรวมทุกรายการ โดยทำได้เพียงคว้าแชมป์รายการซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา ได้ในเดือนสิงหาคม 2013 เอาชนะ บาร์เซโลนา ไปได้ด้วยกฎการยิงประตูทีมเยือนหลังจากรวมผลสองนัด เสมอกัน 4-4 โดยโรนัลโดมีชื่อเป็นผู้ทำประตูได้ทั้งสองนัดดังกล่าว ทีมจบฤดูกาลด้วยการคว้ารองแชมป์ ลาลิกา ด้วยคะแนน 85 คะแนน เสียแชมป์ให้กับบาร์เซโลนาที่ทำไปถึง 100 คะแนน และ ทำได้เพียงคว้ารองแชมป์ รายการโกปาเดลเรย์ พ่ายให้แก่ อัตเลติโกเดมาดริด ในรอบชิงชนะเลิศ 1-2 ในส่วนของการแข่งขันรายการยุโรป เรอัลมาดริด พ่ายให้แก่ โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์ จากเยอรมัน ในรอบรองชนะเลิศด้วยประตูรวม 3-4 โดยโรนัลโดคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของการแข่งขันแชมเปียนส์ลีกไปได้ด้วยจำนวน 12 ประตู ในภาพรวมของฤดูกาลนี้ โรนัลโดทำประตูในลีกไปรวมทั้งสิ้น 34 ประตู และ 55 ประตูรวมทุกรายการ

ฤดูกาล 2013-14

วันที่ 18 สิงหาคม 2013 โรนัลโด ลงสนามครบ 200 เกมให้กับเรอัลมาดริด ในนัดเปิดบ้านชนะเรอัลเบติส 2-1 แต่โรนัลโดทำประตูในเกมดังกล่าวไม่ได้ อย่างไรก็ตาม โรนัลโด ทำประตูแรกให้ตัวเองในฤดูกาลดังกล่าวได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2013 ในนัดที่ชนะอัตเลติกเดบิลบาโอ 3-1 จากนั้น โรนัลโดได้ตัดสินใจต่อสัญญากับสโมสรยาวถึงปี 2018 พร้อมค่าเหนื่อยสูงถึง 17 ล้านยูโรต่อปี (ประมาณ 765 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุด ณ เวลานั้น โรนัลโด ลงสนามครบนัดที่ 100 ให้กับตัวเองในรายการแชมเปียนส์ลีกในการพบกับ โคเปนเฮเก้น เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม และสามารถพามาดริดชนะตัวแทนจากเดนมาร์ก 4-0 ในซานติเอโก้ เบร์นาเบว และในวันที่ 23 ตุลาคม 2013 โรนัลโด ทำคนเดียวสองประตู ในนัดที่เปิดบ้านเอาชนะยูเวนตุส 2-1 เท่ากับว่าเขาทำประตูในรายการดังกล่าวไปทั้งสิ้น 57 ลูก มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ตลอดกาล

ในการลงสนามเกมเยือนนัดที่ 106 ให้กับ เรอัลมาดริด เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2013 เขาทำสถิติยิงประตูได้ถึง 100 ลูกในการเล่นเกมเยือนได้สำเร็จ ในนัดที่บุกเอาชนะ ราโย บาเยกาโน่ 3-2 และทำให้เขามีค่าเฉลี่ยทำประตูสูงถึง 0.94 ลูกต่อหนึ่งนัด โดยในวันที่ 9 พฤศจิกายน โรนัลโดทำแฮตทริกครั้งที่ 19 ในการแข่งขัน ลาลิกา ในเกมที่เอาชนะ เรอัลโซซิอิดัด 5-1 ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2014 โรนัลโด คว้ารางวัล บาลงดอร์ปี 2013 ด้วยการเอาชนะคู่แข่งตลอดกาลอย่าง ลิโอเนล เมสซิ ที่คว้ารางวัลดังกล่าวมาสี่สมัยก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาได้กล่าวบนเวทีในขณะรับรางวัลว่า "ไม่มีคำใดที่จะอธิบายช่วงเวลานี้ได้" และ "มันยากยิ่งนักที่จะคว้ารางวัลนี้มาครอง"

ในวันที่ 15 มีนาคม 2014 หลังจากที่เขาทำประตูได้ในเกมที่พบกับ มาลาก้า ทำให้ โรนัลโด เป็นคนแรกที่ทำ 25 ประตูติดต่อกัน 5 ฤดูกาล โดยหลังจากนั้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน เขาก็สามารถทำประตูที่ 100 ของศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก ในเกมที่พบกับ โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์ โรนัลโดจบฤดูกาล 2013/14 ด้วยสถิติการยิงทั้งสิ้น 31 ประตูจากจำนวน 30 เกมลีก และ คว้ารางวัลรองเท้าทองคำยุโรปร่วมกับ ลุยส์ ซัวเรซ นอกจากนี้ยังสร้างสถิติยิงประตูรวมกันของ BBC (เบล, เบนเซม่า และคริสเตียโน่) ไปมากถึง 97 ลูก

ฤดูกาล 2014-15

ในช่วงต้นของฤดูกาล 2014/15 เขาก็สามารถยิงประตูได้ทันทีในเกมที่เอาชนะ กอร์โดบา 2-0 โดยหลังจากนั้นในวันที่ 28 สิงหาคม 2014 โรนัลโด ได้รับรางวัล นักเตะยุโรปยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาล 2013-14 ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กันยายน เขาทำแฮตทริกครั้งที่ 20 ในลีกได้สำเร็จจากเกมที่ถล่ม ลา กอรุนญ่า 8-2 โดยในวันที่ 6 ธันวาคม 2014 โรนัลโด กลายเป็นนักเตะที่ยิง 200 ประตูใน ลาลิกา สเปน เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์จากการลงสนามเพียงแค่ 178 นัด และยังเป็นการยิงแฮตทริกเป็นหนที่ 23 ทำลายสถิติของตำนานที่เคยทำไว้ได้ในเกมที่พบกับ เซลต้า บีโก้

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2015 เขาคว้ารางวัลบาลงดอร์มาครองอีกครั้ง[19] และ หลังจากนั้น ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ โรนัลโด สามารถยิงประตูให้ทีมเอาชนะ ชาลเก้ 2-0 ในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก นัดแรกและยิงเพิ่มได้อีก 2 ประตูในนัดที่สอง ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ทำประตูมากที่สุดตลอดกาลในรายการนี้ด้วยจำนวนทั้งสิ้น 78 ประตู นำหน้า ลิโอเนล เมสซี่ ที่ยิงไป 75 ประตู จากนั้นในวันที่ 5 เมษายน 2015 โรนัลโด สามารถทำ 5 ประตูได้เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา และ ใช้เวลาเพียง 8 นาทีในการทำแฮตทริก จากเกมที่ถล่มเอาชนะ กรานาด้า 9-1 ในการแข่งขัน ลาลิกา โดยหลังจากนั้นเพียง 3 วัน (8 เมษายน) เขาก็ยิงประตูที่ 300 ให้กับเรอัลมาดริดได้สำเร็จ ในเกมที่เอาชนะ ราโย่ บาเยกาโน่ 2-0 ซึ่งต่อมาอีก 10 วัน เขาก็ได้กลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลที่สามารถยิงรวมกัน 50 ประตูในทุกรายการติดต่อกัน 5 ครั้งรวด หลังจากที่ยิงจำนวนสามประตูในเกมที่ทีมเอาชนะ มาลาก้า 3-1

ฤดูกาล 2015-16

 
โรนัลโดในปี 2015

สำหรับฤดูกาล 2015/16 หลังจากการเข้ามาคุมทีมของ ราฟา เบนิเตซ เขายิงประตูไม่ได้ในสองเกมแรกของฤดูกาล แต่เขาก็กลับมายิงทีเดียว 5 ประตูจากในนัดที่เอาชนะ เอสปันญ่อล 6-0 ซึ่ง 5 ประตูดังกล่าวทำให้เขายิงไปแล้ว 230 ลูกจากการลงสนามเพียง 203 เกมเท่านั้น แซงหน้าสถิติที่ ราอูล กอนซาเลซ ทำไว้ที่ 228 ลูกจาก 550 เกม ใน ลาลิกา ต่อมา เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2015 โรนัลโด มีชื่อเข้าชิงบาลงดอร์ 2015 ร่วมกับ เนย์มาร์ และเมสซิ หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ในวันที่ 8 ธันวาคม เขาทำคนเดียว 4 ประตูให้ทีมเอาชนะ มัลโม่ไปได้ 8-0 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม ต่อมาเบนิเตซได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในเดือนมกราคม 2016 และ ซีนาดีน ซีดาน ได้เข้ามารับตำแหน่งต่อซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของสโมสรในรอบหลายปีอย่างแท้จริง โดยโรนัลโดและเรอัลมาดริดจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดย โรนัลโด ยังเป็นนักเตะที่ทำประตูมากที่สุดประจำฤดูฤดูกาล 2015-2016 ที่จำนวน 16 ประตู มากกว่า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ รองดาวซัลโว ถึง 7 ประตูด้วยกัน

ฤดูกาล 2016-17

ถัดมาในฤดูกาล 2016-2017 ทีมยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เริ่มโดยการชนะเลิศรายการยูฟ่าซูเปอร์คัพด้วยการเอาชนะ เซบีย่า คู่แข่งร่วมลีกในเดือนสิงหาคม ไปด้วยจำนวน 3-2 ประตู และ คว้าแชมป์สโมรสรโลกได้ในเดือนธันวาคม 2016 ณ ประเทศญี่ปุ่น เอาชนะทีม คาชิมะ แอนต์เลอส์ ทีมดังเจ้าถิ่นไปได้ โดยในฤดูกาลดังกล่าว โรนัลโดจบฤดูกาลโดยการพาทีมเป็นแชมป์ลาลิกา ด้วยการทำไป 25 ประตูในลีก และ เรอัล มาดริด ไม่พ่ายแพ้ให้แก่ทีมใดเลยในการแข่งขัน 16 นัดแรกของลาลีกา นอกจากนี้โรนัลโดยังสามารถพาทีมป้องกันแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้อีกสมัยโดยการเอาชนะ ยูเวนตุสไปได้ และ เขายังคว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ประจำฤดูกาลดังกล่าวไปครอง โดยเอาชนะคู่แข่งแคนดิเดตในการลุ้นรางวัลนี้อย่าง ลิโอเนล เมสซิ ดาวดังคู่แข่งคนสำคัญรวมถึง จานลุยจิ บุฟฟอน ผู้รักษาประตูของยูเวนตุส เป็นการคว้ารางวัลนี้ไปครองเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน และถือเป็นครั้งที่ 3 หากนับรวมครั้งแรกที่เคยได้เมื่อซีซั่น 2013-2014 ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอาชีพของโรนัลโด[20]

ฤดูกาล 2017-18

ในฤดูกาล 2017-2018 โรนัลโดเริ่มต้นฤดูกาลโดยการชนะเลิศรายการยูฟ่าซูเปอร์คัพ โดยเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แชมป์ยูโรปาลีก ในฤดูกาลก่อนหน้าไปได้ 2-1[21] ซึ่งเป็นการกลับมาเผชิญหน้ากับทีมเก่าของโชเซ มูรีนโย่ ยอดผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกสอีกด้วย ต่อมาเรอัลมาดริด สามารถเอาชนะ บาร์เซโลนา ในการแข่งขันซูเปร์โกปาเดเอสปัญญาด้วยสกอร์รวมสองนัด 5-1 ซึ่งโรนัลโดทำประตูได้ในนัดแรกก่อนที่จะถูกใบแดงไล่ออกจากสนามเนื่องจากพยายามเรียกจุดโทษจากผู้ตัดสินแต่กลับถูกมองว่าพุ่งล้ม ผลงานในภาพรวมของทีมในฤดูกาลดังกล่าวแม้ว่า เรอัล มาดริด จะไม่สามารถป้องกันแชมป์ลาลิกาได้ แต่โรนัลโดสามารถพาเรอัลมาดริดป้องกันแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน โดยเอาชนะลิเวอร์พูล ไปได้ 3-1 ในรอบชิงชนะเลิศ[22] และเป็นการคว้าถ้วยแชมเปียนส์ลีก เป็นสมัยที่ 4 ของโรนัลโด

ยูเวนตุส

คริสเตียโน่ โรนัลโด เดินทางมาถึงตูริน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ปี 2018 เพื่อรับการตรวจร่างกายย้ายร่วมทีมยูเวนตุส [23]หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 โดยวันที่ 17 ก.ค. ยูเวนตุส จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว พร้อมมอบเสื้อเบอร์ 7 ให้กับเขาอีกด้วย โดยโรนัลโดกล่าวว่าการย้ายมาอิตาลีในครั้งนี้เพื่อหาความท้าทายใหม่ๆและชื่นชมในความยิ่งใหญ่ของทีมยูเวนตุส โรนัลโดย้ายมาด้วยราคา 112 ล้านยูโร หรือประมาณ 99 ล้านปอนด์ พร้อมกับเซ็นสัญญา 4 ปี รับค่าเหนื่อยมหาศาลอยู่ที่ประมาณ 500,000 ปอนด์/สัปดาห์ ทั้งนี้ โรนัลโด ยังได้กล่าวในงานแถลงข่าวของเขาอีกด้วยว่า พร้อมโฟกัสไปที่ถ้วยแชมเปียนส์ลีกและหวังพาทีมคว้าแชมป์รายการใหญ่นี้ให้ได้ ยูเวนตุส เปิดขายเสื้อแข่งฤดูกาลใหม่พร้อมสกรีนหมายเลข 7 ปักชื่อ โรนัลโด ได้วันเดียวสูงถึง 520,000 ตัว ซึ่งสูงกว่าที่เนย์มาร์ เคยทำไว้ในวันแรกของปารีส แซงต์ แชร์กแมงที่ขายไปเพียง 10,000 ตัวเท่านั้น[24]

ฤดูกาล 2018-19

ในฤดูกาลแรกที่อิตาลี โรนัลโด ทำสถิติเป็นนักเตะที่ยิงประตูให้ ยูเวนตุส 10 ประตูในทุกรายการได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร โดยใช้เวลาแค่ 16 นัดเท่านั้น โดยทำสถิติดังกล่าวได้ในเกมชนะ สปาล 2-0 เมื่อวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2018 และ ทำสถิติเป็นผู้เล่นทีม "ม้าลาย" ที่ยิงได้ถึง 10 ประตูเร็วสุด จากการลงเล่นเกม เซเรีย อา 14 นัดแรก เท่ากับสถิติที่ จอห์น ชาร์ลส์ ตำนานหัวหอกชาวเวลส์ เคยทำเอาไว้เมื่อฤดูกาล 1957-58 นอกจากนี้เขายังกลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าชัยชนะในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ได้ถึง 100 นัด หลังจากช่วยให้ยูเวนตุสเอาชนะ บาเลนเซีย จากสเปน 1-0 เมื่อวันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 2018 โรนัลโดทำประตูในลีกให้กับยูเวนตุสจำนวน 21 ประตูในฤดูกาลแรกพาทีมคว้าแชมป์ เซเรีย อา ได้เป็นสมัยที่ 35 ของสโมสร รวมทั้งชนะเลิศรายการ ซูเปอร์ โกปปาอิตาเลียนา เอาชนะ เอซี มิลาน ไป 1-0 ในเดือนมกราคม 2019 แต่ทีมไม่สามารถคว้าแชมป์รายการแชมเปียนส์ลีกโดยพ่ายให้กับ อาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม จากเนเธอร์แลนด์ ในการแข่งขันรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยสกอร์รวมสองนัด 2-3[25]

ฤดูกาล 2019-20

 
โรนัลโดในการแข่งขันระหว่างทีมยูเวนตุสและโตริโน ในฤดูกาล 2019-2020

ในฤดูกาลถัดมา 2019 - 2020 โรนัลโดสามารถคว้าแชมป์ร่วมกับสโมสรได้อีกครั้ง ด้วยการป้องกันแชมป์ลีกซึ่งเป็นแชมป์สมัยที่ 36 ของยูเวนตุส โดยโรนัลโดทำประตูรวมตลอดฤดูกาลไปจำนวน 31 ประตู จากการลงสนาม 33 นัด แต่ยูเวนตุสทำได้เพียงการคว้ารองแชมป์อีกสองรายการโดย พ่ายให้แก่ ลาซิโอ ในรอบชิงชนะเลิศ ซูเปอร์โกปปา อิตาเลีย ในเดือนธันวาคม 2019 1-3 ประตู และพ่ายให้แก่นาโปลีในรอบชิงชนะเลิศ โกปปาอิตาเลีย ในการดวลจุดโทษ 2-4 หลังจากเสมอกันในเวลา 0-0 และโรนัลโดยังต้องผิดหวังในรายการยุโรปกับทีมอีกครั้ง เนื่องจากยูเวนตุสตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกโดยพ่ายให้แก่ โอลิมปิก ลียง ไปด้วยประตูทีมเยือน หลังจากรวมผลสองนัด เสมอ 2-2 (ลียง ผ่านเข้ารอบตามกฎการยิงประตูทีมเยือน)[26] โรนัลโดจบฤดูกาลด้วยสถิติ 37 ประตูจาก 46 นัดรวมทุกรายการ

ฤดูกาล 2020-21

ฤดูกาล 2020-2021 ซึ่งเป็นฤดูกาลปัจจุบัน ยูเวนตุสมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก[27] สโมสรทำการแต่งตั้ง อันเดรีย ปิโล่ เข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมแทน เมาริซิโอ ซาร์รี ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง แม้โรนัลโดจะคว้าแชมป์รายการ ซูเปอร์ โกปปาอิตาเลีย ร่วมกับทีมโดยการเอาชนะนาโปลี 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ และผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ โกปปา อิตาเลีย พบกับอตาลันตา แต่ทีมประสบความล้มเหลวในการป้องกันแชมป์ลีก (เซเรีย อา) เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี โดยเสียแชมป์ให้กับ อินเตอร์ มิลาน[28] ของ อันโตนิโอ กอนเต ยอดผู้จัดการทีมชาวอิตาเลียนในเดือน พฤษภาคม 2021 อีกทั้งยังตกรอบในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง โดยพ่ายให้แก่ เอฟซี ปอร์โต[29] จากโปรตุเกส ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยกฎประตูทีมเยือน (รวมผลสองนัดเสมอ 4-4) ถือเป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่น่าผิดหวังของโรนัลโดและยูเวนตุส แม้เจ้าตัวจะทำไปถึง 35 ประตู จากการลงสนาม 42 นัดทุกรายการให้กับทีม

รูปแบบการเล่น

โรนัลโดถือเป็นนักฟุตบอลที่มีไสตล์การเล่นที่แทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ[30] เขาสามารถทำประตูได้อย่างเฉียบคมทั้งในระยะใกล้และระยะไกลจากทั้งสองฝั่งของสนาม มีจุดเด่นคือการลากบอลตัดเข้าด้านในและยิงประตูอย่างหนักหน่วงด้วยเท่าทั้งสองข้างและการกระชากลากเลื้อยอย่างว่องไว[31] อีกทั้งยังมีจุดเด่นในเรื่องลูกกลางอากาศ เขาสามารถกระโดดได้สูงถึง 71 เซนติเมตร โดยเขาแสดงศักยภาพดังกล่าวให้แฟนบอลได้เห็นในนัดที่ ยูเวนตุสเอาชนะซามพ์โดเรียไปได้ 2-1 ในการแข่งขัน เซเรีย อา ในเดือนธันวาคม 2019 นอกจากนี้เขายังเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เล่นลูกตั้งเตะได้ดีที่สุดคนหนึ่งโดยสามารถทำประตูจากฟรีคิกและลูกจุดโทษได้มากมายตลอดอาชีพ และเป็นผู้เล่นที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดคนหนึ่งของโลก ด้วยมวลกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งของเขา เขาสามารถเคลื่อนที่ไปกับลูกบอลได้อย่างว่องไวและยากต่อการประกบตัว[32]

ทีมชาติ

 
โรนัลโดลงเล่นในนัดที่เจอกับบราซิล

โรนัลโดได้ลงเล่นให้กับฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส นัดแรกที่โปรตุเกสชนะคาซัคสถาน ไป 1-0 ในวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 2003[33]

ยูโร 2004

โรนัลโดได้ถูกเรียกตัวไปไปเล่นในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004[34] ประตูแรกในนามทีมชาติชุดใหญ่ของเขาคือนัดที่โปรตุเกสชนะกรีซไป 2-1 ในรอบแบ่งกลุ่ม [35] และจากนั้นก็ยิงประตูต่อเนื่องได้ในนัดรอบก่อนรองชนะเลิศที่โปรตุเกสเจอกับเนเธอร์แลนด์ ซึ่งโปรตุเกสชนะไป 2-1[36] เขาได้เป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของทีมนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำแห่งฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปของการแข่งขันแม้จะทำได้เพียง 2 ประตู.[37]นอกจากนี้เขายังเป็นตัวแทนของทีมชาติโปรตุเกสในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2004[38][39]

ฟุตบอลโลก 2006

 
โรนัลโดกำลังลงเล่นให้กับทีมชาติโปรตุเกส

โรนัลโดได้เป็นรองดาวซัลโวในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรปด้วยการทำไป 7 ประตู[37] และประตูแรกของเขาในฟุตบอลโลก คือนัดที่พบกับอิหร่าน ด้วยการยิงลูกจุดโทษ[40] เมื่อมาถึงรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย โปรตุเกสได้พบกับอังกฤษในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 โรนัลโดได้พบเพื่อนร่วมทีมจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งก็คือ เวย์น รูนีย์ และรูนีย์ได้ไปทำฟาวล์ใส่กองหลังทีมชาติโปรตุเกสซึ่งคือ รีการ์ดู การ์วัลยู สื่ออังกฤษสันนิษฐานว่าโรนัลโดมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ตัดสินโอราซีโอ เอลีซอนโด ในการให้ใบแดงแก่รูนีย์ ภายหลังจากการแข่งขัน โรนัลโดยืนยันว่ารูนีย์เป็นเพื่อนของเขาและเขาไม่ได้มีเจตนากดดันผู้ตัดสินในการไล่รูนีย์ออกจากสนาม[41] วันที่ 4 กรกฎาคม อริซอนโดผู้ตัดสินในนัดดังกล่าวได้บอกกับสื่อว่าการที่เขาแจกใบแดงให้รูนีย์เพราะเป็นการทำผิดของกฎฟุตบอลเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรนัลโดแต่อย่างใด[42]

หนังสือพิมพ์ของประเทศอังกฤษ ได้ลงข่าวว่าโรนัลโดจะย้ายออกจากสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจากเหตุการณ์ใบแดงของรูนีย์[43] และเขาได้ถูกกล่าวลงในหนังสือกีฬาประจำวันของประเทศสเปนว่าจะย้ายไปร่วมทีมเรอัลมาดริด[44]และเมื่อ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมได้ทราบข่าวจึงได้ส่งผู้ช่วยผู้จัดการทีม การ์ลุช ไกรอช เพื่อมาพูดคุยกับโรนัลโดและเปลี่ยนความคิดของเขาในการย้ายออกจากสโมสร[45][46] โรนัลโดตัดสินใจอยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดต่อไป และต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไปอีก 5 ปี ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2007[47]

โรนัลโดถูกโห่ในระหว่างการแข่งขันระหว่างทีมชาติโปรตุเกสและทีมชาติฝรั่งเศสในรอบก่อนรองชนะเลิศซึ่งโปรตุเกสเป็นฝ่ายแพ้ไป[48] และเขาได้ได้พลาดการคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำการแข่งขัน[49]

ประตูในนามทีมชาติ

คริสเตียโน โรนัลโด: International goals
# วันที่ สถานที่ คู่แข่ง ประตู ผล รายการ


1 12 มิถุนายน 2004 โปร์ตู, โปรตุเกส   กรีซ 1–2 1–2 ยูโร 2004
2 30 มิถุนายน 2004 เอสตาดีอู ฌูแซ อัลวาลาดึ, ลิสบอน, โปรตุเกส   เนเธอร์แลนด์ 1–0 2–1 ยูโร 2004
3 4 กันยายน 2004 สคอนโตสเตเดียม, รีกา, ลัตเวีย   ลัตเวีย 0–1 0–2 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
4 8 กันยายน 2004 เอสตาดีอู ดร. มากัลไยช์ เปซัว, ไลรีอา, โปรตุเกส   เอสโตเนีย 1–0 4–0 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
5 13 ตุลาคม 2004 เอสตาดีโอ ฌูแซ อัลวาลาดึ, ลิสบอน, โปรตุเกส   รัสเซีย 2–0 7–1 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
6 13 ตุลาคม 2004 เอสตาดีโอ ฌูแซ อัลวาลาดึ, ลิสบอน, โปรตุเกส   รัสเซีย 4–0 7–1 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
7 17 พฤศจิกายน 2004 ชตาเดอ โยซี บาร์เทิล, ลักเซมเบิร์ก, ลักเซมเบิร์ก   ลักเซมเบิร์ก 0–2 0–5 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
8 4 มิถุนายน 2005 อิสตาจีอูดาลูซ, ลิสบอน, โปรตุเกส   สโลวาเกีย 2–0 2–0 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
9 8 มิถุนายน 2005 เอ. เลอก็อกอารีนา, Tallinn, เอสโตเนีย   เอสโตเนีย 0–1 0–1 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
10 1 มีนาคม 2006 เอลเทอู อาเรนา, ดึสเซลดอร์ฟ, เยเรอมนี   ซาอุดีอาระเบีย 0–1 0–3 กระชับมิตร
11 1 มีนาคม 2006 เอลเทอู อาเรนา, ดึสเซลดอร์ฟ, เยอรมนี   ซาอุดีอาระเบีย 0–3 0–3 กระชับมิตร
12 17 มิถุนายน 2006 วัลด์สตาเดชัน, แฟรงก์เฟิร์ต, เยอรมนี   อิหร่าน 2–0 2–0 ฟุตบอลโลก 2006
13 7 ตุลาคม 2006 เอสตาดีอูดูเบซา, โปร์ตู, โปรตุเกส   อาเซอร์ไบจาน 1–0 3–0 ยูโร 2008 รอบคัดเลือก
14 7 ตุลาคม 2006 เอสตาดีอูดูเบซา, โปร์ตู, โปรตุเกส   อาเซอร์ไบจาน 3–0 3–0 ยูโร 2008 รอบคัดเลือก
15 15 พฤศจิกายน 2006 Estádio Cidade de Coimbra, กูอิงบรา, โปรตุเกส   คาซัคสถาน 2–0 3–0 ยูโร 2008 รอบคัดเลือก
16 24 March 2007 Estádio José Alvalade, Lisbon, Portugal   เบลเยียม 2–0 4–0 ยูโร 2008 รอบคัดเลือก
17 24 March 2007 Estádio José Alvalade, Lisbon, Portugal   เบลเยียม 4–0 4–0 ยูโร 2008 รอบคัดเลือก
18 22 August 2007 Hanrapetakan Stadium, Yerevan, Armenia   อาร์มีเนีย 1–1 1–1 ยูโร 2008 รอบคัดเลือก
19 8 September 2007 Estádio da Luz, Lisbon, Portugal   โปแลนด์ 2–1 2–2 ยูโร 2008 รอบคัดเลือก
20 17 October 2007 Almaty Central Stadium, Almaty, Kazakhstan   คาซัคสถาน 0–2 1–2 ยูโร 2008 รอบคัดเลือก
21 11 June 2008 Stade de Genève, Geneva, Switzerland   เช็กเกีย 1–2 1–3 ยูโร 2008
22 11 February 2009 Estádio Algarve, Faro, Portugal   ฟินแลนด์ 1–0 1–0 กระชับมิตร
23 21 June 2010 Cape Town Stadium, Cape Town, South Africa   เกาหลีเหนือ 6–0 7–0 2010 World Cup
24 8 October 2010 Estádio do Dragão, Porto, Portugal   เดนมาร์ก 3–1 3–1 Euro 2012 Qualification
25 12 October 2010 Laugardalsvöllur, Reykjavík, Iceland   ไอซ์แลนด์ 0–1 1–3 Euro 2012 Qualification
26 9 February 2011 Stade de Genève, Geneva, Switzerland   อาร์เจนตินา 1–1 2–1 Friendly
27 10 August 2011 Estádio Algarve, Faro, Portugal   ลักเซมเบิร์ก 2–0 5–0 Friendly
28 2 September 2011 GSP Stadium, Nicosia, Cyprus   ไซปรัส 0–1 0–4 Euro 2012 Qualification
29 2 September 2011 GSP Stadium, Nicosia, Cyprus   ไซปรัส 0–2 0–4 Euro 2012 Qualification
30 11 October 2011 Parken Stadium, Copenhagen, Denmark   เดนมาร์ก 2–1 2–1 Euro 2012 Qualification
31 15 November 2011 Estádio da Luz, Lisbon, Portugal   บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 1–0 6–2 Euro 2012 Qualification play-offs
32 15 November 2011 Estádio da Luz, Lisbon, Portugal   บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 3–1 6–2 Euro 2012 Qualification play-offs
33 17 June 2012 Metalist Stadium, Kharkiv, Ukraine   เนเธอร์แลนด์ 1–1 2–1 Euro 2012
34 17 June 2012 Metalist Stadium, Kharkiv, Ukraine   เนเธอร์แลนด์ 2–1 2–1 Euro 2012
35 21 June 2012 National Stadium, Warsaw, Warsaw, Poland   เช็กเกีย 0–1 0–1 Euro 2012
36 15 August 2012 Estádio Algarve, Faro, Portugal   ปานามา 2–0 2–0 Friendly
37 7 September 2012 Stade Josy Barthel, Luxembourg, Luxembourg   ลักเซมเบิร์ก 1–1 1–2 2014 World Cup Qualification


งานอื่น

ด้วยความสามารถและความโด่งดัง จึงมีเอเย่นต์สนใจเขามาเป็นพรีเซนเตอร์อยู่หลายชิ้น ภาพลักษณ์ของโรนัลโดสร้างความสำเร็จให้กับการตลาดมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอเกมต่าง ๆ ไปจนโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้ความหล่อเหลาของเขาก็ยังทำให้เขาได้รับการติดต่อจากนิตยสารแฟชั่นอีกด้วย นิตยสารโวกของอเมริกา นำเสนอเขาไปเป็นแบบปก และเขายังเป็นพรีเซนเตอร์ให้ผลิตภัณฑ์รองเท้ากีฬาอย่าง ไนกี้ โดยทางไนกี้เล็งเห็นว่าโรนัลโดมีฝีเท้าที่เป็นนักเตะที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก จึงได้คุยกับโรนัลโดเพื่อผลิตรองเท้าที่เบา พัฒนารองเท้า รองเท้ารุ่น Mercurial Vapor ออกมา[50][14]

นอกเหนือจากฟุตบอล

ชีวิตส่วนตัว

พ่อของโรนัลโดเป็นผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลเล็ก ๆ ที่ชื่ออังดูรีญา และพ่อเขาขอให้กัปตันทีมที่ชื่อฟือร์เนา โซซา (Fernão de Sousa) เป็นพ่อทูนหัว ส่วนแม่ของเขามีอาชีพเป็นแม่ครัว โรนัลโดช่วยเหลือครอบครัวเป็นอย่างดีโดยช่วยพี่สาวคนโตเปิดร้านขายเสื้อผ้าที่เกาะมาเดรา ส่วนพี่สาวอีกคน กาเตีย เป็นนักร้อง มีวงดนตรีชื่อ "Ronalda"[14]

โรนัลโดประกาศว่าเขาได้กลายเป็นพ่อคนแล้ว เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 2010 โดยประกาศในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของเขา โดยกล่าวว่า เขาได้ลูกชายและต้องการความเป็นส่วนตัว โดยลูกชายของเขาชื่อว่าคริสเตียโน โรนัลโดย จูเนียร์ ที่กำเนิดมาจากหญิงนิรนาม[51] โดยเขาได้รับสิทธิในการดูแลเด็กอย่างสมบูรณ์[52] ภายใต้การดูแลจากแม่ของโรนัลโดและพี่สาว[53]

นอกจากนี้ โรนัลโดยังได้รับคำชื่นชมจากอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ นักแสดงระดับซุปเปอร์สตาร์ของฮอลลีวูดซึ่งเป็นอดีตสุดยอดนักเพาะกายโลก 7 สมัย ว่า เป็นนักฟุตบอลที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบที่สุดอีกด้วย[54]

การออกกำลังกายและควบคุมอาหาร

โรนัลโดได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบและแข็งแรงที่สุดคนหนึ่ง เขาให้ความสำคัญกับการควบคุมอาหารและออกกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน[55] โรนัลโดกล่าวว่า “การออกกำลังที่ดีย่อมควบคู่กับการรับประทานอาหารที่ดี ผมชอบกินอาหารที่มีโปรตีนสูง มีคาร์โบไฮเดรตเพียงพอ ทานผักและผลไม้เยอะๆ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมากๆ ครับ” อ้างอิงจากรายงานของ Business Insider โรนัลโดมีแนวทางการรับประทานอาหารที่มีวินัยอย่างมาก เริ่มจากมื้อเช้า เจ้าตัวต้องกินอย่างเพียงพอให้มีพละกำลังในการฝึกซ้อม อาหารที่โรนัลโดเลือกมักคล้ายกับนักฟุตบอลอาชีพในยุโรปส่วนใหญ่ เช่น แฮม ชีส ขนมปังปิ้ง ครัวซองต์ ควบคู่ไปกับอะโวคาโด โยเกิร์ต และ ผลไม้ สำหรับมื้อกลางวัน โรนัลโดชื่นชอบ ‘อาหารจานปลา’ โดยเฉพาะเมนู Bacalhau à Bras ที่มีส่วนผสมจากปลาค็อด หัวหอม ไข่คน (Scrambled Eggs) และมันฝรั่งชิ้นบางๆ[56] หากต้องไปร้านอาหารโรนัลโดก็มักจะสั่งสเต็กทานคู่กับสลัดผัก นอกจากนี้โรนัลโดยังบอกว่าเขาดื่มน้ำเยอะมากในแต่ละวันเนื่องจากต้องรับมือกับการฝึกซ้อมและการแข่งขัน

อีกสิ่งหนึ่งที่ดาวเตะโปรตุเกสทำเพื่อรักษาร่างกายให้สมบูรณ์อยู่เสมอคือ การงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด[57] โดยเลือกที่จะดื่มสิ่งที่เจ้าตัวโปรดปรานอย่าง ‘นม’ บ่อยๆ แทน เจ้าตัวให้คำแนะนำอีกว่า เมื่อออกกำลังในยิม ต้องทำการออกกำลังกายให้น่าสนใจเสมอ โดยแนวทางของโรนัลโดคือผสมการเล่นทุกอย่างให้พอเหมาะเพื่อให้ทั้งกล้ามเนื้อกับระบบหลอดและเลือดหัวใจดีขึ้น โรนัลโดทำทั้งคาดิโอ เล่นเวตพร้อมการใช้เครื่องวิ่งหรือเครื่องปั่นต่างๆ สำคัญคือต้องตั้งเป้าหมายในการเล่นให้ทุกส่วนของร่างกายแกร่งขึ้นและให้มีความฟิตมากขึ้นด้วย แม้โรนัลโดจะมีการฝึกซ้อมที่หนักหนาสาหัสขนาดไหน เขาก็ยังไม่ลืมรักษาร่างกายให้ผ่อนคลายเช่นกัน ตามรายงานของ Nike โรนัลโดชอบดื่มชากับน้ำผึ้ง หรือนมสักแก้ว ต่อด้วยอาบน้ำร้อนประมาณ 20 นาทีในคืนก่อนวันแข่งขัน พร้อมว่ายน้ำและวารีบำบัดหลังแมตช์หรือการซ้อมที่หนักหน่วง เจ้าตัวเชื่อว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะทำให้เขากุมความได้เปรียบในสนามมากกว่าผู้เล่นคนอื่น “เลือกกิน ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ นี่คือสิ่งที่ผมตั้งใจทำตั้งแต่เริ่มต้นเป็นนักฟุตบอลอาชีพ “การนอนหลับอย่างเหมาะสมเป็นกุญแจสู่การฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ผมมักจะนอนเร็วและตื่นเช้า[58] โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืนก่อนเกมการแข่งขัน การนอนช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ”

อย่างไรก็ตาม โรนัลโดยังให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจของตัวเองพอๆกับร่างกายเพื่อรับมือกับความกดดันทั้งในและนอกสนาม โรนัลโดแนะนำว่า การพักผ่อนโดยใช้เวลากับครอบครัวและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายจะสร้างสุขภาพจิตที่ดี “การฝึกและการออกกำลังกายมีความสำคัญมาก แต่การดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายจะช่วยให้คุณเป็นคุณที่ดีที่สุดได้ทั้งร่างกายและจิตใจ” โรนัลโดอธิบาย[59] “ผมมักใช้เวลาว่างกับครอบครัวและเพื่อนฝูงซึ่งทำให้ผมผ่อนคลายและมองโลกในแง่บวก”ส่วนการฝึกซ้อมในสนาม โรนัลโดบอกว่าต้องตั้งใจในการฝึกที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อจะได้สะท้อนในสถานการณ์จริงได้

ที่มา: Businessinsider

การกุศล

ปี 2011 ในสีเสื้อเรอัลมาดริด โรนัลโดได้รางวัลรองเท้าทองคำหรือนักเตะที่ยิงประตูมากที่สุดในยุโรป 40 ประตู โรนัลโดนำรางวัลดังกล่าวออกมาประมูลได้เงิน 1.2 ล้านยูโร เพื่อนำไปช่วยโรงเรียนในฉนวนกาซา ปี 2013 เขาได้รางวัลบัลลงดอร์เป็นสมัยที่ 3 และเขานำรางวัลดังกล่าวออกมาประมูลอีกครั้งได้เงินไป 530,000 ปอนด์ เพื่อมอบให้มูลนิธิ เมก-อะ-วิช เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ต่อมาปี 2014 โรนัลโดรับบทบาทเป็นทูตให้กับโครงการเพื่อการกุศลถึง 3 โครงการคือ Save the children, UNICEF และ World Vision[60] เพื่อร่วมเป็นกระบอกเสียงให้กับการทำงานขององค์กรเหล่านี้นอกจากนี้เขายังมีชื่อติดทีม ยูฟ่า แห่งปี ได้รับเงินรางวัล 100,000 ยูโร เขาส่งต่อให้สภากาชาดในสเปนทันทีและบริจาคเงิน 45,000 ปอนด์จากโบนัสที่ได้จากแชมป์ยุโรป มอบให้กับ 3 หน่วยงานคือ Save the children, UNICEF และWorld Vision ในปี 2018 โรนัลโด ตกลงเซ็นสัญญาเป็นทูตให้กับ Associazione Volontari Italiani Sangue (AVIS) องค์กรการกุศลของอิตาลี[61] เพื่อสนับสนุนการบริจาคเลือด บ่อยครั้งที่โรนัลโดจะให้ความสำคัญกับเด็กโดยเฉพาะเด็กกำพร้า ครั้งหนึ่งที่เขารู้เรื่องเด็กกำพร้าที่สูญเสียพ่อแม่จากเหตุระเบิดพลีชีพในกรุงเบรุต เลบานอน จากนักข่าวคนหนึ่ง โรนัลโดเชิญ ไฮดาร์ เด็กคนดังกล่าวมาที่สเปนเพื่อชมการแข่งขันของเรอัล มาดริด

ทรัพย์สิน

เว็บไซต์ "โกลดอตคอม" จัดอันดับนักฟุตบอลที่รวยที่สุดในโลกประจำปี 2014 ปรากฏว่า คริสเตียโน โรนัลโด (เล่นให้ เรอัลมาดริด ในขณะนั้น) ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 1 โดยมีทรัพย์สินมากถึง 122 ล้านปอนด์ (ราว 6,100 ล้านบาท) โดยมี ลิโอเนล เมสซิ กองหน้าคู่แข่งตลอดกาลชาวอาร์เจนไตน์ของบาร์เซโลนา ตามมาในอันดับที่ 2 นอกจากนี้ โรนัลโดกลายเป็นนักฟุตบอลคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นทำเนียบมหาเศรษฐีด้วยทรัพย์สินระดับ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการเปิดเผยโดยฟอร์บส์ สื่อด้านการเงินชื่อดังระดับโลก โดยโรนัลโดทำรายรับก่อนหักภาษี 105 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3,150 ล้านบาทในรอบปีล่าสุดยึดอันดับ 4 ในหมวดผู้มีชื่อเสียงของโลก เป็นรองแค่ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ นักเทนนิสสวิตเซอร์แลนด์, คานเย เวสต์ แรปเปอร์อเมริกัน และไคลี เจนเนอร์ นางแบบสาวอเมริกัน รายรับดังกล่าวมากพอจะทำให้โรนัลโดมีทรัพย์สินรวมแล้วเกินหลัก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเขาเป็นนักกีฬาคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ต่อจาก ไทเกอร์ วูดส์ โปรกอล์ฟอดีตมือ 1 ของโลกชาวอเมริกัน และฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ อดีตแชมป์มวยโลกผู้ไร้พ่ายชาวอเมริกัน โดยคาดว่าโรนัลโดมีรายรับจากค่าจ้างในฐานะนักฟุตบอลรวมกว่า 650 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 19,500 ล้านบาท) ที่เหลือมาจากรายรับสปอนเซอร์ต่างๆ รวมถึงยังมีธุรกิจส่วนตัวทั้งโรงแรมและสินค้าแฟชั่นด้วย[62] ทั้งนี้ฟอร์บส์ยังเผยด้วยว่า ลิโอเนล เมสซิ มีโอกาสขึ้นชั้นนักกีฬา 1,000 ล้านเหรียญเช่นกันในปีหน้า แม้ว่ารายได้ปีนี้จะเจอผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ต้องลดค่าเหนื่อยเพื่อช่วยสโมสรถึง 70% ก็ตาม

โรนัลโด ยังเป็นเจ้าของแมนชั่นหรู 7 ชั้นที่ ฟุนชาล ประเทศโปรตุเกส[63] ตกแต่งโดย นีนี่ อันดราเด ซิลวา ดีไซเนอร์ดัง โดยใช้งบประมาณไปราว 7 ล้านปอนด์ และ ออกมาอย่างสวยหรูด้วยวิวทะเลของมหาสมุทรแอตแลนติกที่สวยงาม และ มีสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก 2 สระ อ่างจากุชชี่ และ ห้องยิม สนามฟุตบอล ครัวและห้องต้อนรับที่มีความหรูหรา และ ยังมีรถยนต์หรูกว่าสิบคัน เรือยอร์ชส่วนตัว และ ทรัพย์สินอีกมากมาย[64]

แฟชั่น

ด้วยความที่โรนัลโดนั้นเป็นนักกีฬาที่ไม่ได้มีดีแค่ฝีเท้าแต่ยังมีรูปร่างหน้าตาและบุคลิกภาพที่ดีอีกด้วย ผลิตภัณฑ์ทั้งหลายจึงสนใจทาบทามเขาให้มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Nike , KFC, Toyota , Emirate หรือแม้กระทั่ง Shopee เว็บไซต์ขายของออนไลน์ก็ตาม โรนัลโดมีรสนิยมการแต่งตัวที่ไม่ธรรมดาโดยถือว่าการแต่งตัวของเขาเป็นแนวสปอร์โนเซ็กชวล (Spornosexual) ที่ต้องดูดีทุกส่วนตั้งแต่ทรงผมจรดเท้า[65] เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่โรนัลโดชื่นชอบและใส่เป็นประจำได้แก่ แว่นกันแดด โครม เฮิร์ต ราคา 552 ปอนด์ (27,600 บาท), กระเป๋าถือ กุชชี่ ราคา 265 ปอนด์ (13,250 บาท), เข็มขัดโดลเช่ แอนด์ กาบบาน่า ราคา 450 ปอนด์ (22,500 บาท), นาฬิกา จาค็อบ แอนด์ โค ราคา 10,600 ปอนด์ (530,000 บาท), กางเกงยีนส์ ดีสแควร์ ราคา 325 ปอนด์ (16,250 บาท) และเสื้อเชิ้ตแบรนด์ดังอีกมากมาย[66] โดยมูลค่าของเสื้อผ้า–เครื่องประดับของโรนัลโดต่อการช้อปปิ้งหนึ่งครั้งจะมีราคารวมกันประมาณ 12,192 ปอนด์ (ประมาณ 600,00 บาท) การแต่งกายของโรนัลโดแม้จะเน้นแบรนด์หรูหราและแฟชั่นนำสมัย แต่ยังคงเน้นความสุภาพและความเป็นสุภาพบุรุษมากเช่นกัน โรนัลโดยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับหนึ่งของนักฟุตบอลที่แต่งกายดูดีที่สุดนอกสนามอีกด้วย

สื่อ

สถิติอันน่าทึ่งของโรนัลโดอีกประการคือ เป็นบุคคลแรกของโลกที่มีผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียทุกช่องทางเกิน 500 ล้านราย[67] โรนัลโดได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั้งในและนอกสนาม เนื่องจากเจ้าตัวรับหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์สินค้ามากมาย รวมถึงมีแบรนด์ชุดชั้นในของตัวเองอย่าง “ซีอาร์ เซเว่น” ส่งผลให้ดาวเตะวัย 36 ปีมีผู้ติดตามในโลกโซเชียลจำนวนมาก กระทั่งล่าสุดในปี 2020 โรนัลโด ขึ้นแท่นกลายเป็นมนุษย์คนแรกที่มีผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง ประกอบด้วย เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม, ทวิตเตอร์ และยูทูบเกิน 500 ล้านราย[68] ประกอบด้วย เฟซบุ๊ก มีคนกดไลค์ 129 ล้านราย และผู้ติดตามอีก 147 ล้านราย, อินสตาแกรม ผู้ติดตาม 261 ล้านราย, ทวิตเตอร์ ผู้ติดตาม 91 ล้านราย และยูทูบที่มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านราย

สถิติอาชีพ

สโมสร

ณ วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 2019
สถิติสโมสร
สโมสร ฤดูกาล ลีก ฟุตบอลถ้วย[a] ลีกคัพ ยุโรป อื่นๆ[b] รวม
ดิวิชัน ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
สปอร์ติงลิสบอน 2002–03[69] ปรีไมราลีกา 25 3 3 2 3[c] 0 0 0 31 5
รวม 25 3 3 2 3 0 0 0 31 5
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด[70] 2003–04 พรีเมียร์ลีก 29 4 5 2 1 0 5[d] 0 0 0 40 6
2004–05 33 5 7 4 2 0 8[d] 0 0 0 50 9
2005–06 33 9 2 0 4 2 8[d] 1 47 12
2006–07 34 17 7 3 1 0 11[d] 3 53 23
2007–08 34 31 3 3 0 0 11[d] 8 1[e] 0 49 42
2008–09 33 18 2 1 4 2 12[d] 4 2[f] 1 53 26
รวม 196 84 26 13 12 4 55 16 3 1 292 118
เรอัลมาดริด 2009–10[71] ลาลิกา 29 26 0 0 6[d] 7 35 33
2010–11[72] 34 40 8 7 12[d] 6 54 53
2011–12[73] 38 46 5 3 10[d] 10 2 1 55 60
2012–13[74] 34 34 7 7 12[d] 12 2 2 55 55
2013–14[75] 30 31 6 3 11[d] 17 47 51
2014–15[76] 35 48 2 1 12[d] 10 5 2 54 61
2015–16 10 8 0 0 4 5 14 13
รวม 210 233 28 21 67 67 9 5 314 326
ยูเวนตุส 2018–19 เซเรียอา 31 21 2 0 9 6 1[g] 1 43 28
รวมทั้งหมด 546 419 61 37 12 4 168 127 19 14 806 601

ทีมชาติ

 
โรนัลโดน (ซ้าย) ขณะเล่นให้กับทีมชาติโดยพบกับ อาร์เจนตินา ใน เจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011
ณ วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 2019.[77][78]
ทีมชาติ ปี ลงเล่น ประตู
โปรตุเกส 2003 2 0
2004 16 7
2005 11 2
2006 14 6
2007 10 5
2008 8 1
2009 7 1
2010 11 3
2011 8 7
2012 13 5
2013 9 10
2014 9 5
2015 5 3
2016 13 13
2017 11 11
2018 7 6
2019 4 3
รวม 158 88

เกียรติประวัติ

เกียรติประวัติกับสโมสร

 
โรนัลโดกับลิโอเนล เมสซี, ในเดือนกุมภาพันธ์ 2011
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
เรอัลมาดริด
ยูเวนตุส

เกียรติประวัติทีมชาติ

ทีมชาติโปรตุเกส

เกียรติประวัติส่วนตัว

อ้างอิง

  1. "Cristiano Ronaldo (CR7)". realmadrid.com. Real Madrid. สืบค้นเมื่อ 22 March 2014.
  2. https://talksport.com/football/691858/cristiano-ronaldo-stats-greatest-player-all-time-lionel-messi-goals/
  3. https://www.sportskeeda.com/football/opinion-it-s-official-cristiano-ronaldo-is-the-greatest-player-of-all-time
  4. "Ronaldo agrees six-year Real deal". BBC Sport. British Broadcasting Corporation. 26 June 2009. สืบค้นเมื่อ 27 June 2009.
  5. "Cristiano Ronaldo to become third youngest footballer in Europe to reach 100 caps". http://www.telegraph.co.uk/. สืบค้นเมื่อ 17 October 2012. External link in |publisher= (help)
  6. "Ronaldo becomes first sportsman to get 50m Facebook 'likes'". http://ibnlive.in.com/. สืบค้นเมื่อ 17 October 2012. External link in |publisher= (help)
  7. สาวโหวต “หนูโด้” เทพบุตรยูโร 2008
  8. สุดยอด!โด้คว้านักกีฬาอิเบโร่-อเมริกันแห่งปี
  9. https://www.forbes.com/sites/christinasettimi/2020/06/04/ronaldos-105-million-year-tops-messi-and-crowns-him-soccers-first-billion-dollar-man/?sh=599935751942
  10. https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_career_achievements_by_Cristiano_Ronaldo
  11. https://www.90min.com/posts/cristiano-ronaldo-career-records
  12. "CRISTIIANO RONALDO TEM BISAVÓ CABO-VERDIANA". Liberal Online (ภาษาโปรตุเกส). สืบค้นเมื่อ 29 June 2011.
  13. Duncan White. "Ronaldo holds back the tears", Telegraph.co.uk, 21 มิถุนายน พ.ศ. 2549
  14. 14.0 14.1 14.2 วีซีดี สารคดี Cristiano Ronaldo - The Boy Who Had A Dream ผลิตโดย ITV ในปี 2007
  15. https://www.portugalvisitor.com/portugal-museums/sporting-museum
  16. MSN Football: คริสเตียโน่ โรนัลโด
  17. "คริสเตียโน โรนัลโด"คว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยม 07 ข่าวจากสำนักข่าวเนชั่น
  18. หนูโด้ไปแล้ว! ผีโอเคขาย80ล้านป.
  19. https://en.wikipedia.org/wiki/2014_FIFA_Ballon_d%27Or
  20. https://www.transfermarkt.com/cristiano-ronaldo/leistungsdaten/spieler/8198/saison/2016/wettbewerb/WMQ6/sort/tore
  21. https://en.wikipedia.org/wiki/2017_UEFA_Super_Cup
  22. https://en.wikipedia.org/wiki/2018_UEFA_Champions_League_Final
  23. https://www.pptvhd36.com/sport/news/85537
  24. https://www.besoccer.com/new/psg-sell-10-000-neymar-shirts-on-first-day
  25. https://www.transfermarkt.com/cristiano-ronaldo/leistungsdaten/spieler/8198/saison/2018/plus/1
  26. "Ronaldo double not enough for Juventus". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-06-23.
  27. https://sedotwcjakarta.net/%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AA-3/
  28. https://www.bbc.com/sport/football/56964913
  29. https://www.juventus.com/es/teams/first-team-men/matchroom/juventus-porto-uefa-champions-league-2020-2021-8th-finals/
  30. "Why Cristiano Ronaldo is better than Lionel Messi!". Zee News (ภาษาอังกฤษ). 2012-08-26.
  31. "The Question: Why are so many wingers playing on the 'wrong' wings? | Jonathan Wilson". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2010-03-24.
  32. Goodman, Mike L. (2015-09-22). "The Evolution of Cristiano Ronaldo". Grantland (ภาษาอังกฤษ).
  33. "Lucky rebound gives Portugal narrow win over Kazakhstan". China Daily. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  34. "Fans Can Get Best Out Of Ronaldo". 4thegame.com. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  35. Ames, Paul (14 June 2004). "Euro 2004 roundup: Greece stuns Portugal 2–1". USA Today. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  36. Kevin McCarra in Lisbon (1 July 2004). "Portugal have the final word". Guardian. UK. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  37. 37.0 37.1 "Cristiano Ronaldo's profile". 4thegame.com.
  38. "Ronaldo is chosen for the Olympics". CNN. 21 July 2004. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  39. Wallace, Sam (24 July 2004). "Ronaldo keen to play at Olympics". The Daily Telegraph. UK. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  40. "Portugal Vs Iran match". FIFA.com. Fédération Internationale de Football Association. 17 June 2006. สืบค้นเมื่อ 3 July 2012.
  41. Tim Spanton (2 July 2006). "Ronaldo: I never asked for Rooney red card". The Sun. สืบค้นเมื่อ 10 July 2006.
  42. "Ronaldo cleared over Rooney red card". Soccernet. 4 July 2006. สืบค้นเมื่อ 17 November 2006.
  43. "Ronaldo intends to leave Man Utd". BBC Sport. British Broadcasting Corporation. 8 July 2006. สืบค้นเมื่อ 8 July 2006.
  44. "Cristiano Ronaldo plans Real move". Reuters. 28 June 2006. สืบค้นเมื่อ 10 July 2006.
  45. "Ferguson sends Man Utd No2 Queiroz to Ronaldo meeting". TribalFootball. 11 July 2006. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 19 July 2006. สืบค้นเมื่อ 11 July 2006.
  46. "Rooney pleads with Ronaldo not to quit Man Utd". TribalFootball. 9 July 2006. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 21 July 2006. สืบค้นเมื่อ 11 July 2006.
  47. "Ronaldo signs new deal at Man Utd". BBC Sport. British Broadcasting Corporation. 13 April 2007. สืบค้นเมื่อ 2 January 2010.
  48. Chick, Alex (6 July 2006). "Scolari's fortunes take a dive". ESPNsoccernet. ESPN. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010.
  49. "Supporters 'hijack' Ronaldo vote". BBC Sport. British Broadcasting Corporation. 6 July 2006. สืบค้นเมื่อ 10 July 2006.
  50. Nike Mercurial Vapor SL, new Cristiano Ronaldo boots
  51. Adrian Butler (July 18, 2010). "Ronaldo's baby mama is revealed". Sunday Mirror. สืบค้นเมื่อ July 18, 2010.
  52. "Baby 'joy' for Cristiano Ronaldo". BBC Online. 4 July 2010. สืบค้นเมื่อ 4 July 2010.
  53. "Cristiano Ronaldo and Irina Shayk put on a united front after claims he has been texting glamour model Rhian Sugden". London: The Daily Mail. August 23, 2010. สืบค้นเมื่อ September 8, 2010.
  54. หน้า SPORT 23, 'คนเหล็ก' ซูฮกโรนัลโด้ สุดยอดนักเตะหุ่นเพอร์เฟกต์. M 2 F ฉบับที่ 494: จันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2556
  55. https://alivearound.com/lifestyle/top-secret-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3/
  56. https://www.blockdit.com/posts/5e855f01de6a373dab681af2
  57. https://social.tvpoolonline.com/news/85644
  58. https://today.line.me/th/v2/article/n2YM2x
  59. https://timeout.siamsport.co.th/health/view/173171
  60. https://www.siamsport.co.th/column/detail/68599
  61. https://www.goal.com/th/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%94-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A8%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5/mym1erbksqnz1fm9tpfbld7nu
  62. https://www.celebritynetworth.com/richest-athletes/richest-soccer/ronaldo-net-worth/
  63. https://virtualglobetrotting.com/map/cristiano-ronaldos-house-4/view/google/
  64. https://www.thesun.co.uk/sport/11541814/cristiano-ronaldo-jet-gulfstream-georgina-rodriguez/
  65. https://www.stylebistro.com/Cristiano+Ronaldo/lookbooks
  66. https://www.gettyimages.com/photos/cristiano-ronaldo-fashion
  67. https://www.besoccer.com/new/cristiano-ronaldo-king-of-social-media-768474
  68. https://bleacherreport.com/articles/2931251-cristiano-ronaldo-1st-person-in-world-to-surpass-500m-social-media-followers
  69. "Cristiano Ronaldo". footballzz.co.uk. สืบค้นเมื่อ 25 December 2013.
  70. "Cristiano Ronaldo". StretfordEnd.co.uk. สืบค้นเมื่อ 28 December 2013.
  71. "Cristiano Ronaldo: Cristiano Ronaldo Dos Santos Aveiro: 2009–10". BDFutbol. สืบค้นเมื่อ 25 December 2013.
  72. "Cristiano Ronaldo: Cristiano Ronaldo Dos Santos Aveiro: 2010–11". BDFutbol. สืบค้นเมื่อ 25 December 2013.
  73. "Cristiano Ronaldo: Cristiano Ronaldo Dos Santos Aveiro: 2011–12". BDFutbol. สืบค้นเมื่อ 25 December 2013.
  74. "Cristiano Ronaldo: Cristiano Ronaldo Dos Santos Aveiro: 2012–13". BDFutbol. สืบค้นเมื่อ 25 December 2013.
  75. "Cristiano Ronaldo: Cristiano Ronaldo Dos Santos Aveiro: 2013–14". BDFutbol. สืบค้นเมื่อ 27 August 2014.
  76. "Cristiano Ronaldo". Soccerway. สืบค้นเมื่อ 15 May 2013.
  77. Mamrud, Roberto (29 August 2013). "Cristiano Ronaldo dos Santos Aveiro – Century of International Appearances". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. สืบค้นเมื่อ 25 December 2013.
  78. Ronaldo.html "คริสเตียโน โรนัลโด" Check |url= value (help). National Football Teams. สืบค้นเมื่อ 18 June 2010.

แหล่งข้อมูลอื่น

ก่อนหน้า คริสเตียโน โรนัลโด ถัดไป
เวย์น รูนีย์   นักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ
(พ.ศ. 2550)
  ยังดำรงตำแหน่ง
สตีเวน เจอร์ราร์ด   นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ
(พ.ศ. 2550)
  ยังดำรงตำแหน่ง
กาก้า   นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของฟิฟโปร
(พ.ศ. 2551)
  ยังดำรงตำแหน่ง
กาก้า   นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของฟีฟ่า
(พ.ศ. 2551)
  ยังดำรงตำแหน่ง
กาก้า   รางวัลรองเท้าทองคำ
(พ.ศ. 2551)
  ยังดำรงตำแหน่ง