สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลยูไนเต็ด (อังกฤษ: Newcastle United Football Club; ตัวย่อ: NUFC) เป็นทีมฟุตบอลอาชีพทีมหนึ่งในฟุตบอลลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองนิวคาสเซิลอะพอนไทน์ มีชื่อเล่นของทีมว่า "แม็กพายส์" ("สาลิกาดง" หรือ "กางเขนเหล็ก" ในภาษาไทย) แฟนของทีมนิวคาสเซิลยูไนเต็ด จะมีชื่อเรียกว่า "ทูนอาร์มี" ซึ่งคำว่า "ทูน" นั้นเป็นภาษาแซกซัน คือคำว่า "ทาวน์" ที่แปลว่า "เมือง" [2]

สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลยูไนเต็ด
Club logo
ชื่อเต็มสโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลยูไนเต็ด
ฉายาเดอะแม็กพาย, เดอะทูน
สาลิกาดง (ภาษาไทย)
ก่อตั้งค.ศ. 1892
สนามเซนต์เจมส์พาร์ก[1]
Ground ความจุ52,387 คน
เจ้าของไมค์ แอชลีย์
ประธานลี ชาร์นลีย์
ผู้จัดการสตีฟ บรูซ
ลีกพรีเมียร์ลีก
2018–19อันดับที่ 13
เว็บไซต์เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
ฤดูกาลปัจจุบัน

นิวคาสเซิลยูไนเต็ดถือว่ามีคู่แข่งในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วยกัน คือ ซันเดอร์แลนด์ และ มิดเดิลส์เบรอ

ในฤดูกาล 2015–16 นิวคาสเซิลยูไนเต็ดต้องตกชั้นลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิป หลังจากจบการเล่นนัดที่ 37 ของฤดูกาล เนื่องจากมีเพียง 34 คะแนน และอยู่ในอันดับ 18 ของตารางคะแนน ซึ่งไม่สามารถไล่ตามทันทีมที่อยู่ในอันดับ 17 คือ ซันเดอร์แลนด์ ที่มี 38 คะแนน ได้ทันแล้ว เนื่องจากเหลือการแข่งขันอีกเพียงนัดเดียว [3]

แต่เพียงฤดูกาลเดียว นิวคาสเซิลยูไนเต็ดก็ได้เลื่อนชั้นกลับขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีก โดยหลังจากชนะเปรสตันนอร์ทเอนด์ไป 4–1 และมีคะแนนทิ้งห่างจากทีมอันดับ 3 คือ เรดิงถึง 9 คะแนน และตามหลังไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน 1 คะแนน และเมื่อจบฤดูกาล นิวคาสเซิลยูไนเต็ดได้แชมป์ โดยมี 94 คะแนน มากกว่าไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียนที่ได้เลื่อนชั้นไปก่อนแล้ว 1 คะแนน[4]

ประวัติแก้ไข

คริสต์ศตวรรษ 1800แก้ไข

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1881 ทีมคริกเก็ตสแตนลีย์ได้ตัดสินใจตั้งทีมฟุตบอลขึ้น เพื่อลงเล่นในช่วงที่ฤดูกาลแข่งขันคริกเก็ตปิดตัวลงในฤดูหนาว พวกเขาชนะเกมแรกที่ลงแข่งขันด้วยสกอร์ 5-0 โดยมีคู่แข่งเป็นทีมเอลสวิกเลเธอร์เวิร์คส์ชุดสำรอง หนึ่งปีต่อมา ทีมก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นสโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลอีสต์เอนด์

ขณะเดียวกัน ทีมคริกเก็ตอีกทีมหนึ่งในย่านเดียวกันก็ได้เริ่มสนใจที่จะตั้งทีมฟุตบอล จนกระทั่งมีการก่อตั้งสโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลเวสต์เอนด์ขึ้น ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1882 โดยในช่วงแรกนั้น พวกเขาใช้สนามคริกเก็ตเดิมเป็นสนามเหย้า ก่อนที่จะย้ายไปลงเตะในเซนต์เจมส์พาร์ก

หลังจากนั้น ได้มีการจัดตั้งฟุตบอลลีกท้องถิ่นขึ้นในปี ค.ศ. 1889 การที่มีลีกอาชีพในบริเวณใกล้เคียงให้ลงเตะ ประกอบกับความสนใจในถ้วยเอฟเอคัพ ทำให้นิวคาสเซิลอีสต์เอนด์เปลี่ยนจากทีมสมัครเล่นมาเป็นทีมอาชีพในปีเดียวกันนั้นเอง แต่ทว่าทางฝั่งนิวคาสเซิลเวสต์เอนด์กลับล้มเหลวที่จะตามรอยทีมเพื่อนบ้านสู่สถานะทีมฟุตบอลอาชีพ จนกระทั่งในช่วงต้นปี ค.ศ. 1892 ผู้บริหารของนิวคาสเซิลเวสต์เอนด์ได้ตัดสินใจที่จะขอเข้าควบกิจการกับนิวคาสเซิลอีสต์เอนด์ เพื่อมิให้ทีมต้องยุบตัวลงโดยสิ้นเชิง

การควบกิจการเป็นไปด้วยดี ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1892 ชื่อ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ก็ถูกเลือกให้เป็นชื่อใหม่ของทีม

1900—1970แก้ไข

นิวคาสเซิลสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศมาครองได้ถึงสามสมัยในช่วงทศวรรษ 1900s และยังเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพถึง 5 ครั้งใน 7 ฤดูกาล แต่สามารถเป็นแชมป์ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปี ค.ศ. 1910 หลังจากเอาชนะบาร์นสลีย์ไปได้ในการเตะนัดรีเพลย์ที่กูดิสันพาร์ก

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง พวกเขาคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้อีกสมัยโดยการเอาชนะแอสตันวิลลาในรอบชิงชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์ นอกจากนั้น นิวคาสเซิลยังเป็นแชมป์ลีกได้อีกหนึ่งสมัยในปี ค.ศ. 1927 อีกด้วย

ในช่วงทศวรรษ 1950s นิวคาสเซิลเป็นแชมป์เอฟเอคัพถึง 3 สมัยในช่วงเวลา 5 ปี โดยเอาชนะแบล็กพูล 2-0 ในปี ค.ศ. 1951 ชนะอาร์เซนอล 1-0 ในปี ค.ศ. 1952 และชนะแมนเชสเตอร์ซิตี 3-1 ในปี ค.ศ. 1955 โดยทีมนิวคาสเซิลในยุคนั้น มีผู้เล่นชื่อดังอยู่หลายคนด้วยกัน เช่น แจคกี มิลเบิร์น, บ็อบบี มิทเชลล์ และ สแตน เซมัวร์

หลังจากตกชั้นลงไปเล่นในดิวิชันสองอยู่ชั่วขณะ นิวคาสเซิลที่นำโดยผู้จัดการทีม โจ ฮาร์วีย์ ก็ได้เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดในปี ค.ศ. 1965 แต่ทว่าฟอร์มของพวกเขาหลังจากนั้นไม่สม่ำเสมอนัก

ทีมของฮาร์วีย์สามารถทำอันดับผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปครั้งแรกในปี ค.ศ. 1968 ก่อนจะคว้าแชมป์ถ้วยอินเตอร์-ซิตีส์ แฟร์ส คัพ (หรือถ้วยยูฟ่าคัพในปัจจุบัน) ไปครองอย่างเหนือความคาดหมายในปีถัดมา โดยสามารถเอาชนะทีมใหญ่ในยุโรปของยุคนั้นไปได้หลายราย ไม่ว่าจะเป็นสปอร์ติงลิสบอนจากโปรตุเกส, ไฟเยอโนร์ดจากเนเธอร์แลนด์ และเรอัลซาราโกซาจากสเปน และปิดท้ายด้วยการคว่ำทีมอุจเพสท์จากฮังการีในรอบชิงชนะเลิศ

นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมา นิวคาสเซิลมักจะมอบเสื้อหมายเลข 9 ให้แก่ผู้เล่นกองหน้าชื่อดังประจำทีม โดยประเพณีนี้ยังคงตกทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับในช่วงเวลานั้น ผู้เล่นที่ได้ใส่เสื้อหมายเลข 9 มีหลายคนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น วิน เดวีส์, ไบรอัน ร็อบสัน, บ็อบบี มอนเคอร์ หรือแฟรงค์ คลาร์ก

1970—1990แก้ไข

หลังจากประสบความสำเร็จในฟุตบอลสโมสรยุโรป ฮาร์วีย์ก็ได้ดึงตัวผู้เล่นเกมรุกชื่อดังมากมายเข้ามาร่วมทีม นับตั้งแต่ จิมมี สมิธ, โทนี กรีน และเทอร์รี ฮิบบิทท์ ไปจนถึงยอดศูนย์หน้าอย่าง มัลคอล์ม แมคโดแนลด์ เจ้าของฉายา 'ซูเปอร์แมค' ผู้เป็นหนึ่งในตำนานของสโมสร แมคโดแนลด์พานิวคาสเซิลเข้าชิงชนะเลิศถ้วยเอฟเอคัพและลีกคัพกับลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ซิตีในปี ค.ศ. 1974 และ ค.ศ. 1976 ตามลำดับ แต่พลพรรคแม็กพายส์กลับล้มเหลวในรอบชิงทั้งสองครั้ง

ในช่วงต้นทศวรรษ 1980s นิวคาสเซิลอยู่ในช่วงตกต่ำ โดยได้ตกชั้นลงไปเล่นอยู่ในดิวิชัน 2 อยู่เป็นเวลาหลายปี ก่อนที่ผู้จัดการทีมอาร์เธอร์ ค็อกซ์จะสร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยมีเควิน คีแกน อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษเป็นแกนหลัก จนกระทั่งได้เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุด

หลังจากนั้น นิวคาสเซิลเล่นอยู่ในดิวิชัน 1 จนกระทั่งพวกเขาตกชั้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1989

1990—2000แก้ไข

ในปี ค.ศ. 1992 เควิน คีแกน ได้กลับคืนสู่นิวคาสเซิลอีกครั้งในฐานะผู้จัดการทีม เมื่อเขาตอบรับสัญญาระยะสั้น เข้ามาคุมทีมแทนออสซี อาร์ดิเลส ตัวคีแกนเองนั้นกล่าวว่า งานคุมทีมนิวคาสเซิลเป็นงานเดียวเท่านั้น ที่สามารถทำให้เขาหวนคืนสู่วงการฟุตบอลได้ ในขณะนั้น นิวคาสเซิลกำลังดิ้นรนหนีการตกชั้นอยู่ในดิวิชัน 2 ถึงแม้ว่าจะเพิ่งถูกซื้อกิจการโดยเซอร์ จอห์น ฮอลล์ไปไม่นานก็ตาม และในฤดูกาลนั้น นิวคาสเซิลสามารถหนีรอดพ้นการตกชั้นไปได้ โดยเปิดบ้านเอาชนะปอร์ทสมัธก่อนจะบุกไปเอาชนะเลสเตอร์ซิตีในสองเกมสุดท้ายของฤดูกาล

ในฤดูกาลถัดมา (1992-93) ฟอร์มของนิวคาสเซิลเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ พวกเขาเล่นฟุตบอลเกมรุกแบบตื่นตาตื่นใจ จนกระทั่งคว้าชัยชนะในเกมลีก 11 นัดแรก ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์ดิวิชัน 1 และเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกด้วยชัยชนะเหนือกริมสบี ทาวน์ 2-0

นิวคาสเซิลประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดภายใต้การคุมทีมของคีแกน พวกเขาจบฤดูกาล 1993-94 ที่อันดับ 3 และได้รับการตั้งฉายาโดยสื่อมวลชนอังกฤษว่าเป็น "The Entertainers"

ในปีถัดมา นิวคาสเซิลจบฤดูกาลที่อันดับ 6 หลังจากที่ช็อกแฟนบอลด้วยการขายกองหน้าจอมถล่มประตู แอนดี โคล ให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 6,000,000 ปอนด์ บวกกับคีธ กิลเลสพี ปีกขวาดาวรุ่งชาวไอริช

ในปี 1995-96 นิวคาสเซิลเสริมทีมครั้งใหญ่ โดยดึงตัวผู้เล่นชื่อดัง เช่น ดาวิด ชิโนลา และ เลส เฟอร์ดินานด์ มาร่วมทีม พวกเขาเกือบที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แต่ก็ทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ ทั้งที่ในช่วงคริสต์มาส พวกเขาทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดถึง 12 คะแนน และเกมที่นิวคาสเซิลพ่ายให้กับลิเวอร์พูลไป 3-4 ที่สนามแอนฟิลด์ในฤดูกาลนี้ ได้รับการโหวตให้เป็นเกมยอดเยี่ยมตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

นิวคาสเซิลเข้าป้ายเป็นอันดับที่ 2 อีกครั้งในปีถัดมา แม้ว่าจะทำการเซ็นสัญญากองหน้าทีมชาติอังกฤษ แอลัน เชียเรอร์ มาร่วมทีมด้วยค่าตัวสถิติโลก 15,000,000 ปอนด์ สำหรับฤดูกาล 1996-97 นี้ เป็นที่จดจำของแฟนบอลหลายคน เนื่องจากนิวคาสเซิลได้ถล่มเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปด้วยสกอร์ถึง 5-0 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1996

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1997 คีแกนลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม และถูกแทนที่โดยเคนนี ดัลกลิช ซึ่งได้รับเลือกเพื่อมาช่วยแก้ปัญหาเกมรับของทีม ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังของปี 1997-98 ดัลกลิชพานิวคาสเซิลเข้าไปเล่นฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และพ่ายต่ออาร์เซนอลในรอบชิงชนะเลิศถ้วยเอฟเอคัพไป 0-2 หลังจากนั้น แฟนบอลก็เริ่มที่จะไม่พอใจกับสไตล์การทำทีมที่เน้นเกมรับของดัลกลิช เมื่อบวกกับผลงานที่ตกต่ำลงของทีม เป็นผลให้ดัลกลิชถูกปลดออกจากตำแหน่งในช่วงต้นฤดูกาล 1998-99

รืด คึลลิตก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมต่อจากดัลกลิช และพาทีมเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพอีกครั้ง ก่อนจะพ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปในที่สุด แต่คึลลิตได้ทำการซื้อตัวผู้เล่นราคาแพงหลายคนที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในพรีเมียร์ลีก เช่นมาร์เซลิโน กองหลังชาวสเปน และซิลวิโอ มาริช มิดฟิลด์โครเอเชีย นอกจากนี้คึลลิตยังมีปากเสียงกับผู้เล่นคนสำคัญหลายคนในทีม ทั้งหมดนี้ประกอบกับการเริ่มต้นฤดูกาล 1999-2000 ได้อย่างเลวร้าย ทำให้คึลลิตถูกกดดันให้ลาออกไป

2000—2010แก้ไข

นิวคาสเซิลตัดสินใจแต่งตั้งเซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเข้ามากู้สถานการณ์ของทีม ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในโซนตกชั้น เกมเหย้าเกมแรกของนิวคาสเซิลภายใต้ร็อบสันจบลงด้วยชัยชนะ 8-0 เหนือเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ พร้อมทั้ง 5 ประตูจากกัปตันทีมแอลัน เชียเรอร์ ในช่วงที่ร็อบสันคุมทีม นิวคาสเซิลได้สร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยอาศัยนักเตะดาวรุ่งเป็นแกนหลัก ผู้เล่นอย่างคีรอน ดายเออร์, เคร็ก เบลลามี่ และโลรองต์ โรแบร์ ทำให้นิวคาสเซิลกลับมาเป็นทีมระดับหัวแถวของพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ฟุตบอลเกมรุกอันน่าตื่นเต้นของพวกเขาทำให้นิวคาสเซิลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2001-02 จนได้กลับเข้าไปเล่นในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และได้เข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของถ้วยเอฟเอคัพและลีกคัพ

ในฤดูกาล 2002-03 นิวคาสเซิลได้สร้างประวัติศาสตร์ เป็นทีมแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่แพ้ในรอบแบ่งกลุ่ม 3 เกมแรกแล้วยังสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้ ก่อนจะตกรอบแบ่งกลุ่มรอบสอง หลังจากถูกจับฉลากแบ่งสายไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับทีมยักษ์ใหญ่อย่างบาร์เซโลนา และ อินเตอร์ มิลาน ส่วนผลงานในพรีเมียร์ลีกนั้น นิวคาสเซิลก็ยังคงทำได้ดีอย่างสม่ำเสมอ จนจบฤดูกาลในอันดับที่ 3

ต่อมาในฤดูกาล 2003-04 นิวคาสเซิลตกรอบคัดเลือกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกหลังพ่ายในการดวลจุดโทษให้กับพาร์ทิซาน เบลเกรด จนต้องตกชั้นลงไปเล่นในถ้วยยูฟ่าคัพแทน และจบฤดูกาลในอันดับที่ 5 รวมทั้งเข้าถึงรอบรองชนะเลิศถ้วยยูฟ่าคัพ แต่หลังจากนั้นทางสโมสรได้ทำการปลด เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2004 และได้แต่งตั้งแกรม ซูเนส ขึ้นเป็นผู้จัดการทีมแทน

ในฤดูกาล 2004-2005 แกรม ซูเนส ได้เซ็นสัญญาไมเคิล โอเวน มาสู่ทีมโดยมีค่าตัวเป็นสถิติใหม่ของสโมสร อย่างไรก็ตามในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2006 เขาก็ถูกปลดหลังจากที่ทีมเริ่มฤดูกาล 2005-2006 ได้อย่างย่ำแย่ เกล็น โรเดอร์ ถูกเรียกเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชั่วคราวและเขาก็พาทีมจบฤดูกาลในอันดับที่ 7 สโมสรจึงแต่งตั้งเขาเป็นผู้จัดการทีม ขณะที่แอลัน เชียเรอร์ก็ได้ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลหลังจากจบฤดูกาลนี้ด้วย ในช่วงปิดฤดูกาล เกล็น โรเดอร์ ได้พาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ พร้อมกับได้สิทธ์ไปเตะในถ้วยยูฟ่าคัพในฤดูกาล 2006-2007 อีกด้วย และเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2006-2007 นิวคาสเซิลจบฤดูกาลในอันดับที่ 7 และ เกล็น โรเดอร์ ลาออกจากผู้จัดการทีม สโมสรจึงได้แต่งตั้งแซม อัลลาร์ไดซ์ เป็นผู้จัดการทีมในวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 และในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2007 บอร์ดบริหารสโมสรก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อ เฟรดดี้ เชฟเฟริด ผู้บริหารสโมสรในขณะนั้นได้ตัดสินใจขายสโมสรให้แก่ไมค์ แอชลีย์ เจ้าของธุรกิจขายอุปกรณ์กีฬา

ในฤดูกาล 2007-2008 แซม อัลลาร์ไดซ์ ได้เซ็นสัญญานักแตะมาสู่ทีมหลายคนเช่น เฌเรมี่, แอลัน สมิธ จาก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 6,000,000 ปอนด์, ดาวิด โรเซนนาล, เคลาดิโอ คาซาปา, โจอี บาร์ตัน เป็นต้น แต่นักเตะที่ซื้อมากับทำผลงานได้ย่ำแย่และทำให้ทีมฟอร์มตกจนไปอยู่ท้ายตาราง รวมถึงในเกมส์ในบ้านที่แพ้ลิเวอร์พูล 3-0 ชนิดว่าไม่มีลุ้นทำให้มีเสียงโห่จากแฟนนิวคาสเซิ่ลจำนวนมากในเซนต์เจมส์พาร์ก ก่อนที่แซมจะโดนปลดออกในวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 2008 และแทนที่ด้วย เควิน คีแกน ที่กลับมารับตำแหน่งอีกครั้งโดยเซ็นสัญญา 3 ปี ทำให้สร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเตะและแฟนบอลจนผลงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและจบฤดูกาลด้วยอันดับ 12

ในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล 2008-2009 ได้เกิดวิกฤติอีกครั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่าง เควิน คีแกน กับบอร์ดบริหารเรื่องการแทรกแทรงการซื้อขายนักเตะ และในวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 2008 เควิน คีแกน ได้ลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีม สโมสรจึงได้เซ็นสัญญาให้ โจ คินเนียร์ อดีตผู้จัดการทีมวิมเบิลดันมาเป็นผู้จัดการทีมในวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 2008 แต่แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 โจ คินเนียร์ ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจ ทำให้สโมสรต้องเรียกแอลัน เชียเรอร์ อดีตศูนย์หน้าของทีมเข้ามารับหน้าที่แทนในขณะที่เหลือการแข่งขันอีก 8 นัด ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2008-09 นิวคาสเซิลบุกไปแพ้แอสตันวิลลา 1-0 ที่วิลลาพาร์ก ทำให้ทีมต้องตกชั้นสู่ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิปด้วยอันดับ 18 ของตาราง หลังจากตกชั้นได้ไม่นานแอลัน เชียเรอร์ ก็หมดสัญญาคุมทีม โดยมีคริส ฮิวจ์ตัน ทำหน้าที่รักษาการแทน หลังจากนั้นทีมต้องเสียนักเตะอย่าง ไมเคิล โอเวน, มาร์ค วิดูก้า, ดาวิด เอ็ดการ์, โอบาเฟมี มาร์ตินส์, เชย์ กิฟเวน, เซบาสเตียน บาสซง, เดเมียน ดัฟฟ์ และ ฮาบิบ เบย์ ออกไป พร้อมทั้งมีข่าวว่า เควิน คีแกน อดีตผู้จัดการทีมและขวัญใจแฟนนิวคาสเซิ่ลได้เรียกร้องเงินชดเชยที่ได้ระบุในสัญญาคุมทีม 3 ปี ก่อนที่คีแกนจะลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากโดนแทรกแซงเรื่องการบริหาร ศาลตัดสินให้นิวคาสเซิ่ลจ่ายเงินชดเชยจำนวน 2,000,000 ปอนด์ หรือ 112,000,000 บาท โดยในเหตุการณ์ครั้งนั้นคีแกนไม่พอใจที่ถูก เดนนิส ไวส์ ผู้อำนวยการแทรกแซงเรื่องการซื้อขายนักเตะโดยคีแกนไม่พอใจที่ขายเจมส์ มิลเนอร์ กองกลางทีมชาติอังกฤษให้แอสตันวิลลา รวมถึงการซื้อชิสโก กองหน้าชาวสเปน และอิกนาซิโอ กอนซาเลซ นักเตะชาวอุรุกวัยโดยไม่ผ่านการตัดสินใจของคีแกน พร้อมกับทางสโมสรพยายามปล่อยโจอี บาร์ตัน กองกลางที่พึ่งพ้นโทษออกจากคุกออกจากทีมโดยที่ขัดแย้งกับคีแกนซึ่งพยายามรั้งตัวไว้ ขณะเดียวกัน ไมค์ แอชลีย์ เจ้าของสโมสรได้ถูกกดดันจากแฟนบอลจึงประกาศขายทีมในราคา 100,000,000 ปอนด์ ทำให้ทีมเริ่มระส่ำระส่ายมากขึ้น แต่ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ นิวคาสเซิ่ลก็สามารถคว้านักเตะเสริมทัพได้โดยเป็น แดนนี ซิมป์สัน จากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในสัญญายืมตัว ยืมมาร์ลอน แฮร์วูดมาจากแอสตันวิลลา และเซ็นสัญญาคว้าตัว ปีเตอร์ โลเวนครานด์ กับ ฟาบริซ ป็องครัต มาแบบไร้ค่าตัว โดยผลงานของนิวคาสเซิ่ลในนัดเปิดฤดูกาล 2009-2010 สามารถบุกไปเสมอเวสต์บรอมวิชอัลเบียนได้ 1-1 เมื่อถึงวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 2009 ไมค์ แอชลีย์ ก็ประกาศยุติการขายสโมสรเนื่องจากไม่สามารถตกลงราคากับผู้ที่สนใจซื้อสโมสรได้ พร้อมทั้งแต่งตั้ง คริส ฮิวจ์ตัน เป็นผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการ

ในฟุตบอลลีกแชมเปียนชิปฤดูกาล 2009-2010 นิวคาสเซิลสามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จและได้เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกโดยอัตโนมัติในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 2010 ทั้งที่ยังเหลือเกมแข่งขันอีกถึง 5 นัด

2010—ปัจจุบันแก้ไข

ในฤดูกาล 2010-2011 นิวคาสเซิลเริ่มฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาชนะทีมที่มีชื่อเสียงอย่าง อาร์เซนอล, แอสตันวิลลา รวมถึง ซันเดอร์แลนด์ ทำให้ คริส ฮิวจ์ตัน เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าแฟนบอลนิวคาสเซิล แต่หลังจากการพ่ายแพ้ต่อทีมเวสต์บรอมวิชอัลเบียนซึ่งถูกเลื่อนชั้นมาพร้อมกันด้วยสกอร์ 1-3 คริส ฮิวจ์ตัน ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2010 โดยมี แอลัน พาร์ดิว เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยได้สัญญาระยะยาว 5 ปีครึ่ง ในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 2011 สโมสรได้ปล่อย แอนดี แคร์โรล เด็กปั้นของสโมสรให้แก่ลิเวอร์พูล ด้วยราคาสูงถึง 35,000,000 ปอนด์ และทีมก็จบฤดูกาลด้วยอันดับ 12

ในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล 2011-2012 แอลัน พาร์ดิวได้เปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่โดยการขายนักเตะอย่าง เควิน โนลัน, โจอี บาร์ตัน, และ โคเซ เอนรีเก ซานเชซ ออกจากทีม และเรียก ทิม ครูล มาเป็นผู้รักษาประตูมือ 1 แทน สตีฟ ฮาร์เปอร์ และเซ็นสัญญานักเตะรายใหม่ ๆ เข้ามาเช่น โยฮัน กาบาย, ดาวิเด ซานตอน, และ เดมบา บา ซึ่งทำให้เริ่มฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการไม่แพ้ใครอย่างต่อเนื่องถึง 11 เกม ก่อนจะแพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ซิตีเป็นเกมแรก และยังสามารถเอาชนะทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้อย่างน่าประทับใจ ในช่วงเดือนมกราคม สโมสรได้เซ็นสัญญานักเตะเพิ่มอีก 2 คน คือ ปาปิส ซิสเซ และ ฮาเทม เบนอาร์กฟา ทำให้ทีมสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมรวมถึงการชนะ ลิเวอร์พูล และ เชลซี ทำให้พวกเขาจบในอันดับที่ 5 ได้สิทธิ์ไปแข่งยูฟ่ายูโรปาลีกในฤดูกาลหน้า และแอลัน พาร์ดิว ยังได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมอีกด้วย

ในฤดูกาล 2014-15 ทีมนิวคาสเซิลเริ่มต้นฤดูกาลได้ไม่ดีนักด้วยการที่ไม่ชนะใครเลยในเจ็ดเกมแรก เป็นเหตุให้กองเชียร์ทูนอาร์มี่ไม่พอใจและเรียกร้องให้ปลด พาร์ดิว แต่ในอีกหกเกมต่อมาพวกเขาก็ชนะรวดในทุกรายการพร้อมทะยานขึ้นอันดับที่ 5 และหลังจากที่พวกเขาหยุดสถิติของ เชลซี ที่ไม่แพ้ใครตั้งแต่เปิดฤดูกาลลงได้ อลัน พาร์ดิว ได้ขอแยกทางกับทีมเพื่อไปคุมทีม คริสตัล พาเลซ ในวันที่ 26 มกราคม 2558 ทีมจึงได้แต่งตั้งจอน คาร์เวอร์ ผู้ช่วยของพาร์ดิวขึ้นคุมทีมต่อจนจบฤดูกาล ในช่วงท้ายฤดูกาลพวกเขาต้องหนีจากการตกชั้นอีกครั้ง แต่ด้วยชัยชนะในบ้านเหนือเวสแฮม 2-0 ในเกมสุดท้าย ทำให้ทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้ในที่สุด 

ในวันที่ 9 มิถุนายน 2558 สโมสรได้ปลด จอน คาร์เวอร์ ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้ง สตีฟ แมคคลาเลน เข้าคุมทีมในฤดูกาล 2015-2016 และได้นักเตะเข้ามาเสริมทีม จอร์จินโญ่ ไวนัลดุม อเล็กซานดราร์ มิโตรวิช เซียม เดอจอง แต่ทีมก็ทำผลงานได้ไม่ดีนัก พอถึงช่วงตลาดนักเตะรอบสองในเดือนมกราคม ได้ทุ่มเงินเสริมนักเตะเพิ่มคือ อันดรอส ทาวน์เซนด์ , อองรี ไซเวต์ , จอนโจ้ เชลวี่ย์ และ เซย์ดู ดุมเบีย แต่ผลงานก็ยังไม่ดีขึ้นโดยคว้าชัยชนะได้เพียงแค่ 6 เกมจาก 28 เกมในลีก ทำให้ตกอยู่ในอันดับที่ 19 จนกระทั่งในวันที่ 11 มีนาคม 2559 ผู้บริหารสโมสรประชุมด่วนและปลดสตีฟ แมคคลาเรน ต่อมาพวกเขาแต่งตั้งราฟาเอล เบนิเตชมาคุมทีมใน 10 นัดที่เหลือเพื่อช่วยสโมสรให้รอดพ้นจากการตกชั้น  อย่างไรก็ตามราฟาเอล เบนิเตชไม่อาจช่วยให้สโมสรรอดพ้นจากการตกชั้นได้ ทำให้ต้องตกชั้นไปเล่นในเดอะแชมป์เปี้ยนชิพในฤดูกาลถัดไปและเป็นการตกชั้นครั้งที่สองในยุคของไมค์ แอชลีย์ด้วย

ในฤดูกาล 2016-2017 ทีมนิวคาสเซิลนำโดยราฟาเอล เบนิเตชเปลี่ยนแปลงทีมขนานใหญ่และสามารถคว้าแชมป์เดอะแชมป์เปี้ยนชิพมาครองได้ด้วยการมีแต้มมากกว่าไบรตัน 1 คะแนนหลังจากจบฤดูกาล ทำให้ใช้เวลาเพียงฤดูกาลเดียวก็กลับมาสู่เวทีพรีเมียลีกได้สำเร็จ

ผู้เล่นแก้ไข

ณ วันที่ 28 เมษายน 2020[5]

ผู้เล่นชุดปัจจุบันแก้ไข

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1   GK ร็อบ เอลเลียต
26   GK คาร์ล ดาร์โลว์
6   DF จามาล ลาสเซลส์ (กับตัน)
5   DF ฟาบีอาน แชร์
18   DF เฟเดริโก้ เฟอร์นันเดซ
2   DF เคียรัน คลาร์ก
20   DF ฟลอริย็อง เลอเฌิน
28   DF แดนนี โรส
3   DF พอล ดัมเมตต์
12   GK มาร์ติน ดูเบรากา
15   DF เจโตร วิลเลมส์ (ยืมตัวจาก สโมสรกีฬาไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต)
17   DF เอมิล คราฟธ์ ยืมตัวมาจากสมาคมสโมสรฟุตบอลอาเมียงส์
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
19   DF คาเบียร์ มานกีโย
-   DF เจมี่ สเตอร์รี่
14   MF ไอแซก เฮย์เดน
43   MF แมตทิว ลองสตาฟฟ์
34   MF แจ็ก คอลแบ็ก
36   MF ฌอน ลองสตาฟฟ์
22   FW เดอันเดร เยดลิน
8   MF จอนโจ เชลวีย์
23   MF วาเลนติโน่ ลาซาโร่
11   MF แมตต์ ริตชี
24   MF มิเกล อัลมิร่อน
30   MF คริสเตียน อัตซู
42   MF นะบีล บิน ฏอลิบ (ยืมตัวจาก ชัลเคอ 04)
10   FW อัลลัน แซงต์-แม็กซิแม็ง
9   FW โฌแอลินโตน (ยืมตัวมาจากสโมสรฟุตบอลชัลเคอ 04)
13   FW โยชิโนริ มูโตะ
12   FW ดไวท์ เกย์ล

ผู้เล่นยอดเยื่ยมประจำฤดูกาลแก้ไข

[6][7][8]ดาวซัลโว แอสซิส[9] และผู้เล่นแห่งปี[10]ของแต่ละฤดูกาล
ฤดูกาล ลีก ดาวซัลโวประจำทีม ส่งบอลทำประตู ผู้เล่นแห่งปี
ชื่อ สัญชาติ ประตู

(ลูกโทษ)

ชื่อ สัญชาติ จำนวน

การส่ง

ชื่อ สัญชาติ
1993-1994 Premier League Andy Cole England 34(0) Andy Cole England 13 Andy Cole England
1994-1995 Premier League Peter Beardsley England 13(3) Ruel Fox Montserrat 11 Barry Venison England
1995-1996 Premier League Les Ferdinand England 25(0) Peter Beardsley England 9 Darren Peacock England
1996-1997 Premier League Alan Shearer England 25(3) Les Ferdinand England 8 Steve Watson England
1997-1998 Premier League John Barnes England 6(1) Temur Ketsbaia, Steve Watson Georgia, England 3 David Batty England
1998-1999 Premier League Alan Shearer England 14(6) Nolberto Solano Peru 5 Alan Shearer England
1999-2000 Premier League Alan Shearer England 23(5) Nolberto Solano Peru 15 Alan Shearer England
2000-2001 Premier League Carl Cort Guyana 6(0) Nolberto Solano Peru 10 Shay Given Ireland
2001-2002 Premier League Alan Shearer England 23(5) Laurent Robert France 11 Nolberto Solano Peru
2002-2003 Premier League Alan Shearer England 17(2) Laurent Robert France 7 Alan Shearer England
2003-2004 Premier League Alan Shearer England 22(7) Laurent Robert France 6 Olivier Bernard France
2004-2005 Premier League Craig Bellamy, Alan Shearer Wales, England 7(0), 7(3) Laurent Robert France 5 Shay Given Ireland
2005-2006 Premier League Alan Shearer England 10(4) Charles N'Zogbia France 8 Shay Given Ireland
2006-2007 Premier League Obafemi Martins Nigeria 11(1) James Milner England 5 Nicky Butt England
2007-2008 Premier League Michael Owen England 11(2) Geremi Cameroon 7 Habib Beye Senegal
2008-2009 Premier League Obafemi Martins, Michael Owen Nigeria,

England

8(0),8(1) Jonás Gutiérrez, Danny Guthrie, Geremi Argentina, England, Cameroon 3 Sebastian Bassong Cameroon
2009-2010 Coca-Cola Championship Andy Carroll, Kevin Nolan England 17(0), 17(0) Danny Guthrie England 13 José Enrique Spain
2010-2011 Premier League Kevin Nolan England 12(1) Joey Barton England 9 Fabricio Coloccini Argentina
2011-2012 Premier League Demba Ba Senegal 16(2) Yohan Cabaye France 6 Tim Krul Netherlands
2012-2013 Premier League Papiss Demba Cissé Senegal 8(0) Sylvain Marveaux France 4 Davide Santon Italy
2013-2014 Premier League Loïc Rémy France 14(0) Moussa Sissoko France 6 Mike Williamson England
2014-2015 Premier League Papiss Demba Cissé Senegal 11(1) Jack Colback, Daryl Janmaat England, Netherlands 6 Daryl Janmaat Netherlands
2015-2016 Premier League Georginio Wijnaldum Netherlands 11(1) Moussa Sissoko France 7 Rob Elliot Ireland
2016-2017 EFL Championship + FA Cup + League Cup Dwight Gayle England 23(0) Jonjo Shelvey England 10 Ciaran Clark Ireland
2017-2018 Premier League + FA Cup + League Cup Ayoze Pérez Spain 10 Ayoze Pérez, Matt Ritchie Spain, Scotland 5 Jamaal Lascelles England
2018-2019 Premier League+FA Cup+League Cup Ayoze Pérez Spain 13 Matt Ritchie Scotland 9 Salomón Rondón Venezuela
2019-2020 Premier League+FA Cup+League Cup Miguel Almirón Paraguay 8 Allan Saint Maximin, Christian Atsu France, Ghana 5 Martin Dúbravka Slovakia

ผู้จัดการทีมแก้ไข

ตั้งแต่ ค.ศ. 1992 - ปัจจุบัน

ชื่อ สัญชาติ เริ่ม ถึง
เควิน คีแกน   1992 1997
เคนนี ดัลกลิช   1997 1998
รุส กุสลิต   1998 1999
เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน   1999 2004
แกรม ซูเนสส์   2004 2006
เกล็น โรเดอร์   2006 2007
แซม อัลลาร์ไดซ์   2007 2008
เควิน คีแกน   2008 2008
โจ คินเนียร์   2008 2009
อลัน เชียเรอร์   2009 2009
คริส ฮิลตัน   2009 2010
อลัน พาร์ดิว   2010 2015
จอร์น คาร์เวอร์ (รักษาการ)   2015 2015
สตีฟ แม็คคาเรน   2015 2016
ราฟาเอล เบนิเตช   2016 2019
สตีฟ บรู๊ซ   2019 ปัจจุบัน

เกียรติประวัติแก้ไข

  ระดับประเทศแก้ไข

  ระดับทวีปยุโรปแก้ไข

  • แองโกล-อินาเลียโนคัพ
    • ชนะเลิศ (1): 1973

รายการอื่น ๆแก้ไข

  • นอร์เทิร์นลีก
    • ชนะเลิศ (3): 1902–03, 1903–04, 1904–05
  • เอฟเอยูธคัพ
    • ชนะเลิศ (2): 1962, 1985
  • คีรินคัพ
    • ชนะเลิศ (1): 1983
  • เท็กเซโกคัพ
    • ชนะเลิศ (2): 1974, 1975
  • แชร์ออฟลอนดอนแชร์มูนิตีชีลด์
    • ชนะเลิศ (1): 1907
  • พรีเมียร์ลีกเอเชียโทรฟี่
    • ชนะเลิศ (1): 2003

ในประเทศไทยแก้ไข

สำหรับชาวไทยที่มีชื่อเสียงที่เป็นผู้สนับสนุนนิวคาสเซิลยูไนเต็ด เช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (นักการเมือง[12]), นูรูล ศรียานเก็ม (นักฟุตบอลทีมชาติไทย), ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ (นักแสดง), ปราโมทย์ ปาทาน (นักร้อง) เป็นต้น

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Newcastle rename St James' Park the Sports Direct Arena". BBC Sport. British Broadcasting Corporation. 9 November 2011. สืบค้นเมื่อ 4 December 2011.
  2. "สารคดีท่องโลกกว้าง: ท่องทั่วทวีป". ไทยพีบีเอส. 1 January 2015. สืบค้นเมื่อ 2 January 2015.
  3. ""เบนเตเก" ฮีโร่โขกหงส์เจ๊าสิงห์ 1-1 "นิว-นอริช" ตกชั้น". ผู้จัดการออนไลน์. 12 May 2016. สืบค้นเมื่อ 12 May 2016.
  4. "สรุปเวทีแชมเปียนชิป "สาลิกา" แชมป์!! พร้อมอีก 4 ทีมเพลย์ออฟ". ผู้จัดการออนไลน์. 2017-05-08. สืบค้นเมื่อ 2017-05-08.
  5. "2015/16 Squad Numbers Announced". Newcastle United. 31 July 2015. สืบค้นเมื่อ 31 July 2015.
  6. https://www.premierleague.com/stats/top/players/goal_assist
  7. https://www.premierleague.com/stats/top/players/att_pen_goal
  8. https://www.worldfootball.net/goalgetter/eng-premier-league-2018-2019/
  9. https://www.premierleague.com/stats/top/players/goal_assist
  10. https://www.nufc.co.uk/news/
  11. "Club Honours". nufc.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2008-08-01.
  12. "แฟนสาลิกาตัวจริง!! "อภิสิทธิ์" โพสต์ภาพแซว "เรือใบหายไปไหน"". สปริงนิวส์. 2019-01-30. สืบค้นเมื่อ 2019-01-30.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการแก้ไข

เว็บไซต์ของผู้ติดตามผลงานแก้ไข