เปิดเมนูหลัก

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี (อังกฤษ: Manchester City Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลในลีกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2423 ในชื่อ เซนต์มากส์ (เวสต์กอร์ตัน) และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลอาร์ดวิก ในปี พ.ศ. 2430 และชื่อล่าสุดคือ แมนเชสเตอร์ซิตี ในปี พ.ศ. 2437 โดยใช้ สนามกีฬาซิตีออฟแมนเชสเตอร์ เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ใช้สนาม เมนโรด เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี
Manchester City FC badge.svg
ชื่อเต็มสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี
ฉายาเรือใบสีฟ้า (ไทย), ซิตี, เดอะซิติเซน
ก่อตั้ง1880; 139 ปีที่แล้ว (1880) ในชื่อ เซนต์มากส์ (เวสต์กอร์ตัน)
16 เมษายน 1894; 125 ปีก่อน (1894-04-16) ในชื่อ แมนเชสเตอร์ซิตี
สนามสนามกีฬาซิตีออฟแมนเชสเตอร์
Ground ความจุ55,017[1]
เจ้าของซิตีฟุตบอลกรุป
ประธานคัลดูน อัล มูบารัค
ผู้จัดการเปป กวาร์ดิโอลา
ลีกพรีเมียร์ลีก
2018–19พรีเมียร์ลีก อันดับที่ 1
เว็บไซต์เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
ฤดูกาลปัจจุบัน

ประวัติของสโมสรแก้ไข

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2423 (ค.ศ. 1880) ในชื่อทีม เซนต์มากส์ (เวสต์กอร์ตัน) โดยมี แอนนา คอนเนลล์ และ ผู้ดูแลโบสถ์ เซนต์มากส์ อีก 2 คน เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

แต่เดิม ทีมนี้ตั้งอยู่ที่ ตำบลกอร์ตัน ทางตะวันออก ของเมืองแมนเชสเตอร์ ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่สนามใหม่ ในย่านไฮด์ โรด ของเมืองอาร์ดวิก ใกล้กับแมนเชสเตอร์ และได้เปลี่ยนชื่อทีมไปเป็น “อาร์ดวิกเอเอฟซี” ตามสถานที่ตั้ง จากนั้น อาร์ดวิก ได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกอังกฤษ ในฐานะสมาชิกก่อตั้ง ในระดับดิวิชัน 2 เมื่อปี พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892)

กระทั่งถึง ฤดูกาล 2436 - 2437 (ค.ศ. 1893 - 1894) ทีมมีปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก จนต้องมีการรื้อระบบการบริหารทีมครั้งใหญ่ และเปลี่ยนชื่อเป็น “แมนเชสเตอร์ซิตีฟุตบอลคลับ” จนถึงปัจจุบัน

ทีมได้เริ่มต้นความยิ่งใหญ่ ด้วยการเป็นแชมป์ ฟุตบอลลีกดิวิชัน 2 ของอังกฤษ เป็นแชมป์แรก เมื่อปี พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899) ทำให้พวกเขาเลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ในดิวิชัน 1 ลีกสูงสุดของอังกฤษ (ในเวลานั้น) ก่อนจะมาได้แชมป์เอฟเอคัพ หลังเฉือนชนะ โบลตัน 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904)

ขณะที่ผลงานกำลังไปได้ดี แต่กลับเกิดเพลิงไหม้ สนาม "ไฮด์โรด" ในปี พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920) อัฒจันทร์หลักเสียหายอย่างมาก จนทำให้ต้องย้ายไปใช้ สนาม "เมนโรด" เป็นสนามเหย้าแห่งใหม่ ในปี พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923)

กระทั่งในปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) ได้ย้ายสนามเหย้าอีกครั้ง ไปที่ "เอติฮัดสเตเดียม" ซึ่งเป็นสนามปัจจุบัน ที่มีความโอ่อ่าทันสมัย มีความจุถึง 48,000 ที่นั่ง โดยเช่าจากสภาเมืองแมนเชสเตอร์เป็นเวลาถึง 250 ปี และใช้เงินอีกราว 35 ล้านปอนด์ ในการปรับปรุงสนาม หลังจากใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ ในปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002)

การย้ายมาใช้สนามเหย้าแห่งใหม่ ทำให้สามารถรองรับแฟนบอลได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นทีมที่มีแฟนบอลมากเป็นพิเศษ และติดตามเชียร์อย่างเหนียวแน่นมาตลอด แม้ทีมจะตกลงไปสู่ดิวิชันต่ำๆ ในหลายครั้งก็ตาม ปัจจุบัน ทีมมียอดผู้ชมในนัดเหย้า เฉลี่ยกว่า 39,000 คน ต่อนัด และคาดว่าจะมีชาวอังกฤษไม่ต่ำกว่า 400,000 คน และคนทั่วโลก อีกกว่า 2 ล้านคน ที่เป็นแฟนบอลของทีม

 
สนามฟุตบอลเอติฮัด สนามเหย้าของสโมสร

นับตั้งแต่ก่อตั้งทีม กว่า 1 ศตวรรษ มีเกียรติยศที่บันทึกไว้ คือ เป็นแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย ในปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) และ พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) แชมป์เอฟเอคัพ 4 สมัย แชมป์ฟุตบอลลีกคัพ 2 สมัย และ เป็นแชมป์ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ อีก 1 สมัย

ในยุคที่นับว่ารุ่งเรืองที่สุด คือ ช่วงปลายปี พ.ศ. 2500เรื่อยมา เนื่องจากทีมชุดนี้ สามารถขึ้นไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้หลายรายการ โดยมี โจ เมอร์เซอร์ เป็นผู้จัดการทีม และ มัลคอล์ม อัลลิสสัน เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม รวมถึง มียอดนักเตะชื่อดังมากมาย อาทิ โคลิน เบลล์

แต่หลังจากเป็นแชมป์ลีกคัพ ในปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) พวกเขาก็ไม่ได้ขึ้นถึงตำแหน่งแชมป์ ในรายการสำคัญอีกเลย และยังมีผลงานไม่ค่อยดีนักมาตลอด โดยเฉพาะ ในช่วงปี พ.ศ. 2530 พวกเขาต้องตกชั้น 2 ครั้ง ในรอบ 3 ปี จนลงไปอยู่ใน ดิวิชัน 3 เดิม อยู่ถึง 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ทีมก็สามารถกลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุด และยังคงรักษาตัวไว้ได้อย่างมั่นคง แม้ผลงานของทีม มักอยู่ในช่วงกลางตาราง ค่อนไปทางท้ายก็ตาม โดยจบ ฤดูกาล 2006-2007 ในอันดับที่ 14 ของพรีเมียร์ลีก

ในฤดูกาล 2011-2012 แมนเชสเตอร์ซิตี มีผลงานดีมาโดยตลอดตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา โดยขึ้นเป็นที่ 1 ของตารางคะแนน และยึดอันดับนี้มาตลอด และมีบางช่วงที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คู่ปรับร่วมเมืองขึ้นแซงไปเป็นที่ 1 บ้าง จนกระทั่งมาจนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของการแข่งขัน ทั้งคู่มีคะแนนเท่ากัน คือ 86 คะแนน แต่ผลต่างของประตูได้เสียของแมนเชสเตอร์ซิตีดีกว่าถึง 8 ลูก โดยแมนเชสเตอร์ซิตีจะต้องพบกับ ควีนปาร์คแรนเจอส์ ที่เอติฮัดสเตเดียม สนามของตนเอง ขณะที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายออกไปเยือน ซันเดอร์แลนด์ ซึ่งทั้งคู่ต้องการชัยชนะทั้งคู่ หากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ชนะ แล้วแมนเชสเตอร์ซิตีทำได้แค่เสมอหรือแม้กระทั่งแพ้ แชมป์จะตกอยู่ที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทันที ปรากฏว่าแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เอาชนะซันเดอร์แลนด์ไปได้ 0-1 ประตู แล้วในเกมที่แมนเชสเตอร์ซิตีพบกับควีนปาร์คแรนเจอส์นั้น แมนเชสเตร์ซิตีไม่อาจทำอะไรได้อย่างถนัดถนี่เกือบตลอดการแข่งขัน เพราะนักฟุตบอลแต่ละคนถูกประกบตลอด และกลายเป็นควีนปาร์คแรนเจอร์สขึ้นนำไป 1-2 ประตู ในนาทีที่ 60 จนกระทั่งถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แมนเชสเตอร์ซิตี พลิกกลับขึ้นมานำในนาทีที่ 91 และ 94 อย่างปาฏิหาริย์ ชนะไป 3-2 และได้แชมป์พรีเมียร์ลีกไปครอง หลังจากรอคอยมานานกว่า 44 ปี[2]

แต่ในฤดูกาลถัดมา แมนเชสเตอร์ซิตีกลับไม่ประสบความสำเร็จ โดยไม่ได้แชมป์อะไรเลย อีกทั้งเมื่อเข้าชิงเอฟเอคัพกับ วีแกนแอธเลติก ซึ่งเป็นทีมขนาดเล็กกว่าที่เพิ่งเคยเข้าชิงแชมป์ถ้วยใบนี้เป็นครั้งแรก ก็กลับเป็นฝ่ายแพ้ไป 0-1 ทำให้หลังจากนั้นไม่นาน ผู้บริหารทีมตัดสินใจปลด โรแบร์โต มันชีนี ผู้จัดการชาวอิตาเลียนออกจากตำแหน่ง[3]

คู่แข่งร่วมเมืองแก้ไข

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีมีทีมคู่แข่งร่วมเมือง คือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่มีที่มาในการเป็นคู่แข่ง แตกต่างกับสโมสรฟุตบอลร่วมเมืองทีมอื่น ๆ เช่น เมืองกลาสโกว์ (เรนเจอส์กับเซลติก) ที่มีความแตกต่างในด้านการเมืองและศาสนา

ส่วนในกรณีของแมนเชสเตอร์ซิตีและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั้น มีเหตุมาจาก ในสมัยก่อน เกิดความยากลำบากในการเดินทางไปมาหาสู่กัน แม้ทุกวันนี้ จะเดินทางได้ด้วยความสะดวกสบายแล้ว แต่ก็สายเกินไป ที่จะกลับมาญาติดีต่อกันได้

อีกประการหนึ่ง คือ แฟนบอลชาวอังกฤษของซิตี ส่วนมากอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ส่วนแฟนของยูไนเต็ดมีไม่น้อยที่อยู่เมืองอื่นด้วย

ผลงานในแต่ละฤดูกาลแก้ไข

 
โรแบร์โต มันชีนี อดีตผู้จัดการทีม

ฤดูกาล 2007-2008 ที่ผ่านมา หลังจากเพียร์ซถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม สเวน-เยอราน เอริกซอนก็เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแทน ภายหลังลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษครบ 1 ปี ซิตีชนะใน 3 นัดแรกของฤดูกาล ซึ่งรวมถึงดาร์บี้แมตช์กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และไม่เสียประตูเลยสักประตูเดียว แต่สุดท้ายแล้วแพ้ในนัดที่สี่ที่พบกับอาร์เซนอล อย่างไรก็ตาม ผลงานของทีมที่บ้านดีมากโดยไม่แพ้ใครติดต่อกัน 10 นัดโดยเริ่มจากนัดที่ชนะดาร์บีเคานตี ในวันที่ 15 สิงหาคม ก่อนที่จะมาแพ้ทอตนัมฮอตสเปอร์ 0-2 ในฟุตบอลลีกคัพในวันที่ 18 ธันวาคม หรือ 4 เดือนต่อมานั่นเอง หลังจากนั้นก็สามารถย้ำแค้นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้อีกครั้ง แต่หลังจากนั้นผลงานของทีม ดูต่ำกว่าครึ่งแรกของฤดูกาลมาก และแม้ว่านัดสุดท้าย จะบุกไปแพ้มิดเดิลสโบรช์ ย่อยยับถึง 8-1 ก็ยังได้สิทธิเข้าไปแข่งขัน ในยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 2008/2009 จากการอยู่ในอันดับที่ 9 และเป็นทีมแฟร์เพลย์ดีที่สุดในฤดูกาลนั้นของพรีเมียร์ลีก และเมื่อจบฤดูกาล อีริคส์สันพาทีมไปแข่งนัดกระชับมิตร ที่ประเทศไทย และเกาะฮ่องกงของจีน เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม จากนั้นในวันที่ 2 มิถุนายน ดร.ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของและประธานสโมสร ปลดอีริคส์สันออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม นำมาซึ่งการคัดค้านอย่างรวดเร็วจากแฟนๆ ของซิตี และมาร์ค ฮิวจ์ส ผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เข้ามารับตำแหน่งแทน ในสองวันถัดมา ฮิวจ์สเข้ามาร่วมงานกับสโมสร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน โดยเซ็นสัญญาคุมทีมทั้งหมด 3 ปี และตามด้วยการเข้ามาของผู้เล่นอย่าง โช, ทาล เบน-ฮาอิม, แวงซอง ก็องปานี, ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ และพาโบล ซาบาเลตา

ต่อมา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2008 กลุ่มแนวร่วมการลงทุนแห่งอาบูดาบี (Abu Dhabi United investment group - ADUG) เข้าซื้อกิจการสโมสรจาก ดร.ทักษิณ ในวันสุดท้ายของกำหนดเวลาซื้อขายนักฟุตบอล ตามด้วยการเปิดดีลครั้งใหญ่ แสดงศักยภาพทางการเงิน โดยทำการเจรจาซื้อตัว ผู้เล่นชื่อดังจากหลายสโมสร ด้วยค่าตัวประมาณคนละ 30 ล้านปอนด์ขึ้นไป นับเป็นการเปิดตัวด้วยการตลาด ที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก ในจำนวนนั้น มีนักเตะอย่างดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ จากสเปอร์ส หรือโรบินญู จากเรอัลมาดริด รวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม การเปิดการเจรจากับสเปอร์ทำให้ต้องเสียนักเตะอย่าง ชอลูกา ออกไปจากทีมและ ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ ก็ตัดสินใจไปอยู่ร่วมกับทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ส่วนทางโรบินญูนั้น ได้มีปัญหากับต้นสังกัดเดิมคือเรอัลมาดริด และตัดสินใจย้ายมาแมนเชสเตอร์ซิตีไม่ยาก เพราะมีเพื่อนชาวบราซิลคนสนิทอย่าง เอลาโน อยู่ในทีมด้วยนั่นเอง

หลังจาก ADUG เข้ามาเทคโอเวอร์ ก็ได้ส่ง สุไลมาน อัล-ฟาฮิมเข้ามาเพื่อดูแสสโมสรในนามกลุ่ม ADUG แต่เนื่องจากบทสัมภาษณ์ทางทีวี ที่อวดความร่ำรวยจนเกินงาม ทำให้โดนปลดออก และมีชื่อเจ้าของสโมสรที่แท้จริงปรากฏออกมา คือ ชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน น้องชายกษัตริย์ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ โดยได้แต่งตั้งคาลิด อัล มูบารัค เข้ามาทำหน้าที่ประธานสโมสร

ในส่วนของการแข่งขันนัดแรกของฤดูกาล 2008-09 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม นั้น สโมสรแพ้สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา 4–2 ในเกมเยือน ที่สนามวิลลา พาร์ค โดยประตูแรกมาจากฝั่งของเจ้าถิ่น ในนาทีที่ 47 จากจอห์น คาริว หลังจากนั้นเอลาโน่ บลูแมร์ตีเสมอให้แมนเชสเตอร์ซิตี จากลูกโทษที่จุดโทษนาที่ที่ 64 จากนั้นกาเบรียล อักบอนลาฮอร์มาซัดแฮตทริกในนาที่ที่ 67,74 และ 75 และเวดราน ชอร์ลูก้า มายิงตีตื้นให้แมนเชลเตอร์ ซิตีเป็น 4–2 ในนาที 89

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี ได้ประสบความสำเร็จในการเล่นรอบคัดเลือกยูฟ่า คัพ รอบแรกโดยการชนะ สโมสรฟุตบอลอีบี/สเตรย์เมอร์จากหมู่เกาะแฟโรห์ 2–0 (หลังจากชนะในนัดแรก 0–2) และชนะ สโมสรฟุตบอลมิดทิลแลนด์จากเดนมาร์ก 0–1 (หลังจากแพ้ในนัดแรก 0–1) แต่ชนะในการดวลจุดโทษ 4–2 ในรอบแรกนั้นสามารถชนะโอโมเนีย นิโคเซียจากไซปรัส 2–1 (หลังจากชนะในนัดแรก 2–1) ในรอบแบ่งกลุ่มได้อยู่ในกลุ่มเอร่วมกับ สโมสรฟุตบอล ชัลเคอ 04จากเยอรมัน สโมสรฟุตบอลปารีส แซงต์-แชร์กแมงจากฝรั่งเศส สโมสรฟุตบอลราซิง ซานตานเดร์จากสเปน และ สโมสรฟุตบอลเอฟซี ทเวนเตจากเนเธอร์แลนด์ส และสามารถเอาชนะ สโมสรฟุตบอลเอฟซี ทเวนเต3–2 ชนะ สโมสรฟุตบอล ชัลเคอ 04ชนะ 2–0 เสมอ สโมสรฟุตบอลปารีส แซงต์ แชร์กแมง 0–0 และแพ้ สโมสรฟุตบอลราซิง ซานตานเดร์ 3–1 และในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ได้พบกับ สโมสรเอฟซี โคเปนเฮเกนจากเดนมาร์ก นัดแรกที่เดนมาร์ก ผลออกมาเสมอ 2–2 และนัดที่ 2 ที่อีสต์แลนด์ สามารถเอาชนะไปได้ 2–1 เข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเจอกับ สโมสรอัลบอร์ก บีเค จากเดนมาร์กซึ่งเป็นการเจอกับทีมที่มาจากเดนมาร์กเป็นครั้งที่ 3 ของฤดูกาลนี้ ซึ่งก็สามารถเอาชนะได้ในนัดแรก 2–0 และบุกไปแพ้ 2–0 ทำให้ต้องตัดสินด้วยการต่อเวลาและการยิงจุดโทษ ซึ่ง แมนเชสเตอร์ซิตีก็สามารถเอาชนะไปได้ 4–2 เข้ารอบก่องรองชนะเลิศพบกับ สโมสรฟุตบอลฮัมบวร์ก จากเยอรมัน ซึ่งบุกไปแพ่ก่อน 3–1 แต่ก็ทำได้แค่เฉือนชนะ 2–1 ที่อีสต์แลนด์ ทำให้ต้องออกจากการแข่งขันยูฟ่า คัพ ฤดูกาล 2008/09 โดยจบฤดูกาลทีมจบด้วยอันดับ 10 ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานทั้งที่มีนักเตะชั้นนำอย่าง โรบินญู, ฌอณ ไรท์ ฟิลลิปส์, เคร็ก เบลลามี, โช และ เชย์ กิฟเว่น

โดยก่อนฤดูกาล 2009/2010 จะเริ่มต้นทีมสามรถเซ็นสัญญานักเตะอย่างเอ็มมานูเอล อเดบายอร์ และโคโล ตูเร่ จากอาร์เซนอล, คาร์ลอส เตเวซ, ซิลวิญญู, โรเก ซานตาครูซ, แกเร็ท แบร์รี และโจลีออน เลสค็อต ทำให้ทีมเริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยมก่อนที่ฟอร์มจะเริ่มตกต่ำลง เนื่องจากทำสถิติเสมอตลอด 8 นัด ในที่สุดสโมสรจึงมีมติปลดมาร์ค ฮิวส์ ออกจากตำแหน่งเนื่องจากทีมไม่มีแววได้ติดท็อปโฟว์ทั้งที่ใช้เงินไปร่วม 200 ล้านปอนด์ตลอดการคุมทีม และเป็นโรแบร์โต มันชินี อดีตผู้จัดการทีมอินเตอร์ มิลาน เข้ามารับตำแหน่งแทนแต่ทีมก็พลาดเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลคาร์ลิง คัพ โดยแพ้คู่ปรับอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดพร้อมกับสโตกชนะซิตี ทำให้ตกรอบฟุตบอลเอฟเอ คัพ ทั้งที่ในช่วงตลาดนักเตะได้ทำการซื้อนักเตะอย่างซามีร์ นัสรี อดีตกองกลางอาร์เซนอล และแอดัม จอห์นสัน ปีกดาวรุ่งมาร่วมทีม

ฤดูกาล 2010/2011 แมนซิตียังไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ ทำได้แค่อยู่อันดับ 3 ห่างจากแมนยูไนเต็ด มากถึง9คะแนน แม้จะมีการเสริมทัพมาก อาทิ ยาย่า ตูเร่, ดาบิด ซิลบา, มารีโอ บาโลเตลลี ซึ่งตอนนี้ได้เป็นกำลังหลักของทีม

ฤดูกาล 2011/2012 แมนซิตีสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

ในยุคโค้ช มานูเอล เปเลกรินิ สามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีกได้ใน ฤดูกาล 2013/2014 ได้เป็นผลสำเร็จ แล้วสามารถนำทีม เข้ารอบลึกถึง รอบรองฯ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้เป็นครั้งแรกของสโมสร ได้ใน ฤดูกาล 2015/2016

สถิติสูงสุดในพรีเมียร์ลีกแก้ไข

สำหรับพลพรรค “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ซิตี ในยุคที่มี เป๊ป กวาร์ดิโอลา เป็นกัปตันกุมบังเหียน เมื่อพวกเขากลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำคะแนนได้ถึง 100 แต้ม หลังบุกไปเฉือนชนะ “นักบุญ” เซาแธมป์ตัน คาถิ่น 1-0 ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดปิดฤดูกาล 2017-18

เกมดังกล่าว ทีมเรือใบสีฟ้ากว่าจะได้ประตูชัยก็ต้องรอจนถึงช่วงทดเจ็บนาทีที่ 4 จากจังหวะที่เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียม จ่ายทะลุให้กาเบรียล เชซุส หลุดเข้าไป ชิพข้ามหัวนายทวารเซาแธมป์ตัน เข้าประตูไปอย่างสวยงาม

ต้องบอกว่า การเป็นแชมป์ 100 แต้มของแมนฯซิตี้ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ เป็นผลงานที่สุดยอดไร้เทียมทานจริงๆ และเชื่อว่าสถิตินี้จะอยู่ยง คงกระพันไปอีกนานเลยทีเดียว เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะมีทีมอื่นมาทำลายสถิตินี้ลงได้ นอกจากจะเก็บ 100 คะแนนแล้ว แมนฯซิตี้ยังยิงได้ถึง 106 ประตูอีกด้วย ซึ่งถือเป็นสถิติยิงประตูมากที่สุดต่อหนึ่งฤดูกาลในพรีเมียร์ลีก ทำลายสถิติเดิมของเชลซีที่ทำไว้ 103 ประตู ในฤดูกาล 2009-10

ไม่เพียงแค่นั้น แมนเชสเตอร์ซิตี ยังสร้างสถิติประดับวงการลูกหนังอังกฤษอีกมากมาย ทั้งเก็บชัยชนะได้ถึง 32 นัด มากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ทุบสถิติเดิมของ “สิงห์บลู” ที่ทำไว้ 30 นัด เมื่อฤดูกาล 2016-17

“เรือใบสีฟ้า” ยังทำสถิติเก็บชัยชนะติดต่อกันมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก โดยทำได้ 18 นัดติดต่อกัน ซึ่งทำลายสถิติเดิมของเชลซี (อีกแล้ว) ที่เคยทำได้ 13 เกมติดต่อกัน ในซีซัน 2016-17

อีกสถิติที่แมนฯซิตี้ทำลายลงได้ก็คือ เก็บชัยชนะนอกบ้านได้มากที่สุด 16 นัด ทุบสถิติเก่าที่เชลซีเป็นเจ้าของ ซึ่งทำได้ 15 นัด เมื่อฤดูกาล 2004-05

เท่ากับว่าตอนนี้ แมนฯซิตี้เหลือแค่เป็นแชมป์แบบไร้พ่ายตลอดทั้งซีซัน พวกเขาก็จะก้าวขึ้นไปครองความยิ่งใหญ่เทียบเท่า “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ซึ่งเคยเป็นแชมป์ไร้พ่าย เมื่อซีซัน 2003-04

ผู้เล่นแก้ไข

ผู้เล่นชุดปัจจุบันแก้ไข

ณ วันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 2019[4]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1   GK เกลาดิโอ บราโบ
2   DF ไคล์ วอล์กเกอร์
5   DF จอห์น สโตนส์
7   MF ราฮีม สเตอร์ลิง
8   MF อิลไค กึนโดอัน
9   FW กาบรีแยล เฌซุส
10   FW เซร์ฆิโอ อาเกวโร
11   MF ออแลกซันดร์ ซินแชนกอ
12   DF อังเฆลิญโญ
14   DF แอมริก ลาปอร์ต
16   MF โรดริ
17   MF เกฟิน เดอ เบรยเนอ
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
19   FW ลีร็อย ซาเน
20   FW บือร์นาร์ดู ซิลวา
21   MF ดาบิด ซิลบา
22   DF แบ็งฌาแม็ง แมนดี
25   MF เฟร์นังจิญญู
26   MF ริยาฎ มะห์รัซ
27   DF ฌูเวา กังเซลู
30   DF นิโกลัส โอตาเมนดิ
31   GK แอแดร์ซง
32   GK แดเนียล กริมชอว์
47   MF ฟิล โฟเดน
  GK สกอตต์ คาร์สัน (ยืมตัวมาจากดาร์บีเคาน์ตี)

ผู้เล่นที่ถูกยืมตัวแก้ไข

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น

ทีมงานประจำสโมสรแก้ไข

ตำแหน่ง
ผู้จัดการทีม   เปป กวาร์ดีโอลา
ผู้ช่วยผู้จัดการทีม/โค้ช   ไบรอัน คิดด์
ผู้ช่วยผู้จัดการทีม   รูเบน กูซียาส
โค้ชผู้รักษาประตู   ชาเบียร์ มันชิซิดอร์
โค้ชฟิตเนส   โคเซ่ กาเบโย่
หัวหน้าแพลตเลนอะแคเดมี   มาร์ค อเลน
ผู้จัดการทีมอะแคเดมี   สกอตต์ เซลลาร์ส

อดีตผู้จัดการแก้ไข

Name From To Played Won  Drawn Lost
  Tom Maley 1902 1906 150 89 22 39
  Wilf Wild 1932 1946 354 158 124 72
  Les McDowall 1950 1963 592 220 127 245
  Joe Mercer 1965 1971 340 149 94 97
  Tony Book 1974 1979 269 114 75 80

เกียรติประวัติแก้ไข

  ระดับประเทศแก้ไข

  ระดับทวีปยุโรปแก้ไข

ในประเทศไทยแก้ไข

สำหรับชาวไทยที่มีชื่อเสียงที่เป็นผู้สนับสนุนแมนเชสเตอร์ซิตี เช่น แมทธิว ดีน ฉันทวานิช (นักร้อง,พิธีกรและนักแสดง[5]) เป็นต้น

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Premier League Handbook 2018–19". Premier League. 30 July 2018. สืบค้นเมื่อ 3 January 2019.
  2. สุดดราม่า! เรือหักอกผีทดเจ็บซิวแชมป์ลีก จากผู้จัดการออนไลน์
  3. แมนฯ ซิตี้ ปลด มันชินี ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม จากครอบครัวข่าว
  4. "Squads: Mens' team". Manchester City F.C. สืบค้นเมื่อ 3 July 2019.
  5. "แมทธิวเปิดใจหลงรักแมนเชสเตอร์ ซิตี้นาน5ปี". สนุก.คอม. 2013-12-12. สืบค้นเมื่อ 2013-12-12.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข