สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ลิเวอร์พูล (แก้ความกำกวม)

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ แข่งขันอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ สำหรับการแข่งขันภายในประเทศ ลิเวอร์พูลชนะเลิศลีกสูงสุด 19 สมัย, เอฟเอคัพ 7 สมัย, ลีกคัพ 8 สมัยและเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 15 สมัย ส่วนการแข่งขันระดับนานาชาติ ลิเวอร์พูลชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 6 สมัย, ยูฟ่าคัพ 3 สมัย, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 4 สมัยและฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ 1 สมัย

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
Liverpool FC Logo.svg
ชื่อเต็มสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
ฉายาThe Reds
หงส์แดง (ฉายาในประเทศไทย)
ก่อตั้ง3 มิถุนายน ค.ศ. 1892 (128 ปี)[1]
สนามแอนฟีลด์
Ground ความจุ53,394[2]
เจ้าของเฟนเวย์ สปอร์ต กรุป
ประธานทอม วอร์เนอร์
ผู้จัดการเยือร์เกิน คล็อพ
ลีกพรีเมียร์ลีก
2019–20พรีเมียร์ลีก อันดับที่ 1 จาก 20
(ชนะเลิศ)
เว็บไซต์เว็บไซต์สโมสร
ฤดูกาลปัจจุบัน

ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1892 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกในปีต่อมา ลิเวอร์พูลใช้สนามแอนฟีลด์ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 ถึงคริสต์ทศวรรษ 1980 เมื่อบิลล์ แชงคลี, บ๊อบ เพสลีย์, โจ เฟแกนและเคนนี แดลกลีช พาทีมชนะเลิศลีกสูงสุด 11 สมัย และชนะเลิศคว้าถ้วยรางวัลยูโรเปียน 4 ใบ ต่อมา ภายใต้การคุมทีมของราฟาเอล เบนิเตซ และกัปตันสตีเวน เจอร์ราร์ด ลิเวอร์พูลชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนลีกสมัยที่ 5 เมื่อปี ค.ศ. 2005 และภายใต้การคุมทีมของเยือร์เกิน คล็อพ ลิเวอร์พูลชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนลีกสมัยที่ 6 เมื่อปี ค.ศ. 2019 ก่อนที่จะชนะเลิศลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 19 และเป็นครั้งแรกที่ชนะเลิศในยุคพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2019–20 สิ้นสุดการรอคอยที่ยาวนานกว่า 30 ปี

ลิเวอร์พูลเคยเป็นสโมสรฟุตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลกอันดับที่ 7 เมื่อปี ค.ศ. 2019 ด้วยรายได้ประจำปี 604 ล้านยูโร[3] และเป็นสโมสรฟุตบอลที่มูลค่ามากที่สุดในโลกอันดับที่ 8 เมื่อปี 2019 ด้วยมูลค่า 2.183 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] เป็นหนึ่งในสโมสรที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดในโลก[5] ลิเวอร์พูลมีสโมสรคู่แข่งซึ่งแข่งขันด้วยกันมาอย่างยาวนาน ได้แก่ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเอฟเวอร์ตัน

แฟนบอลของสโมสรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่สำคัญ 2 ครั้ง ได้แก่ ภัยพิบัติสนามกีฬาเฮย์เซลเมื่อปี ค.ศ. 1985 เมื่อแฟนบอลที่พยายามหนีถูกบีบอัดเข้ากับกำแพงที่พังลงมาในรายการยูโรเปียนคัพ รอบชิงชนะเลิศ 1985 ที่บรัสเซลส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 39 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวอิตาลีและแฟนบอลยูเวนตุส หลังจากนั้นทำให้สโมสรจากอังกฤษถูกแบน ไม่สามารถเข้าแข่งขันในรายการฟุตบอลยุโรปได้เป็นเวลา 5 ปี และภัยพิบัติฮิลส์โบโร ในปี ค.ศ. 1989 เมื่อแฟนบอลของลิเวอร์พูล 96 คนเสียชีวิตจากการถูกบีบอัดติดกับรั้วที่กั้นสนาม นำไปสู่การยกเลิกรั้วกันสนามและสนามกีฬาของสโมสรในลีกสองอันดับแรกของฟุตบอลอังกฤษต้องเป็นแบบมีที่นั่งทั้งหมด[6][7]

ลิเวอร์พูลนั้นใช้เสื้อสีแดงและกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นชุดแข่งขันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1896[8] ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเต็มตัวเมื่อเล่นเป็นทีมเหย้าในปี ค.ศ. 1964 ฉายาในภาษาอังกฤษของลิเวอร์พูลคือ "The Reds" ในภาษาไทยคือ "หงส์แดง" มีเพลงประจำสโมสรคือ "You'll Never Walk Alone"

ประวัติ

ดูบทความหลักที่: ค.ศ. 1892–1959, ค.ศ. 1959–85 และ ค.ศ. 1959–ปัจจุบัน
 
จอห์น โฮลดิง ผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ก่อตั้งหลังเกิดข้อพิพาทระหว่างคณะกรรมการของเอฟเวอร์ตันกับจอห์น โฮลดิง ประธานสโมสรและเจ้าของที่ดินแอนฟีลด์ เอฟเวอร์ตันย้ายไปกูดิสันพาร์กในปี ค.ศ. 1892 หลังใช้งานแอนฟีลด์เป็นระยะเวลาแปดปีและโฮลดิงก่อตั้งสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลเพื่อเล่นในแอนฟีลด์[9] แต่เดิมใช้ชื่อว่า "สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันและแอตแลติกกราวด์สจำกัด" (อังกฤษ: Everton F.C. and Athletic Grounds Ltd) (หรือเรียกสั้น ๆ ว่า เอฟเวอร์ตันแอตแลติก) สโมสรกลายเป็นสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1892 และได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในอีกสามเดือนต่อมา หลังสมาคมฟุตบอลปฏิเสธที่จะยอมรับสโมสรว่าเป็นเอฟเวอร์ตัน[10] ทีมเปิดตัวด้วยการชนะเลิศในรายการแลงคาเชอร์ลีก และเข้าร่วมในรายการ ฟุตบอลลีกเซคันด์ดิวิชัน ในฤดูกาล 1893–94 หลังชนะเลิศในรายการดังกล่าว ทีมก็ได้เลื่อนชั้นไปแข่งขันใน เฟิสต์ดิวิชัน แล้วก็ชนะเลิศในปี ค.ศ. 1901 และ 1906[11]

ลิเวอร์พูลเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศของเอฟเอคัพครั้งแรกในปี ค.ศ. 1914 โดยแพ้ให้กับ เบิร์นลีย์ ด้วยผลประตูรวม 1–0 ลิเวอร์พูลชนะเลิศลีกสูงสุดติดต่อกันในปี ค.ศ. 1922 และ 1923 แล้วก็ไม่ชนะเลิศอีกเลยจนกระทั่งฤดูกาล 1946–47 เมื่อสโมสรชนะเลิศเฟิสต์ดิวิชันเป็นสมัยที่ห้าภายใต้การคุมทีมของ จอร์จ เคย์ อดีตผู้เล่นกองหลังตัวกลางเวสต์แฮมยูไนเต็ด[12] ลิเวอร์พูลแพ้ในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพอีกครั้ง โดยแพ้ให้กับอาร์เซนอล ในปี ค.ศ. 1950[13] สโมสรตกชั้นไปเซคันด์ดิวิชันในฤดูกาล 1953–54[14] ต่อมาลิเวอร์พูลแพ้กับ วุร์สเตอร์ซิตี ทีมฟุตบอลนอกลีก ในเอฟเอคัพ ฤดูกาล 1958–59 ซึ่งขณะนั้น บิลล์ แชงคลี พึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีม เมื่อมาถึงเขาได้ปล่อยผู้เล่นจำนวน 24 คน และเปลี่ยนห้องเก็บรองเท้าที่แอนฟีลด์ให้กลายเป็นห้องที่เอาไว้ให้เหล่าผู้ฝึกสอนวางแผนการเล่น แชงคลีและสมาชิก "บูตรูม" คนอื่น ประกอบด้วย โจ เฟแกน, รูเบน เบนเน็ตต์และบ๊อบ เพสลีย์ เริ่มสร้างทีมใหม่กันที่นี่[15]

 
รูปปั้น บิลล์ แชงคลี ด้านนอก แอนฟีลด์ แชงคลีพาสโมสรเลื่อนชั้นสู่เฟิสต์ดิวิชันและชนะเลิศลีกสูงสุดครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947

สโมสรเลื่อนชั้นกลับไปเฟิสต์ดิวิชันในปี ค.ศ. 1962 และชนะเลิศในปี ค.ศ. 1964 ซึ่งเป็นการชนะเลิศลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 17 ปี สโมสรชนะเลิศเอฟเอคัพครั้งแรกในปี ค.ศ. 1965 สโมสรชนะเลิศลีกสูงสุดในปี ค.ศ. 1966 แต่แพ้ให้กับ โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์ ในรายการ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ฤดูกาล 1965–66 รอบชิงชนะเลิศ[16] ลิเวอร์พูลชนะเลิศทั้งในลีกและยูฟ่าคัพ ในระหว่างฤดูกาล 1972–73 และชนะเลิศเอฟเอคัพอีกครั้งในปีถัดมา แชงคลี เกษียณออกจากตำแหน่งหลังจากนั้นไม่นานและถูกแทนที่ด้วยผู้ช่วยของเขา บ๊อบ เพสลีย์[17] ในปี ค.ศ. 1976 ในฤดูกาลที่สองที่เพสลีย์เป็นผู้จัดการทีม สโมสรชนะเลิศทั้งในลีกและยูฟ่าคัพอีกครั้ง ในฤดูกาลถัดมา สโมสรยังคงชนะเลิศในลีกและชนะเลิศยูโรเปียนคัพครั้งแรก แต่แพ้ในรายการ เอฟเอคัพ รอบชิงชนะเลิศ 1977 ลิเวอร์พูลชนะเลิศยูโรเปียนคัพอีกครั้งในปี ค.ศ. 1978 และลีกสูงสุดในปี ค.ศ. 1979[18] ในช่วงที่เพสลีย์เป็นผู้จัดการทีมตลอดเก้าฤดูกาล ลิเวอร์พูลชนะเลิศคว้าถ้วยรางวัล 20 ใบ รวมไปถึง ยูโรเปียนคัพ 3 ใบ, ยูฟ่าคัพ 1 ใบ, ลีกสูงสุด 6 ใบและลีกคัพ 3 ใบติดต่อกัน การแข่งขันในประเทศรายการเดียวที่เขาไม่ได้ชนะเลิศคือเอฟเอคัพ[19]

เพสลีย์เกษียณในปี ค.ศ. 1983 และถูกแทนที่ด้วยผู้ช่วยของเขา โจ เฟแกน[20] ในฤดูกาลแรกของเฟแกน ลิเวอร์พูลชนะเลิศในลีก, ลีกคัพและยูโรเปียนคัพ กลายเป็นทีมอังกฤษทีมแรกที่ได้ถ้วยรางวัลสามใบในหนึ่งฤดูกาล[21] ลิเวอร์พูลเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศของยูโรเปียนคัพอีกครั้งในปี ค.ศ. 1985 โดยพบกับ ยูเวนตุส ที่ สนามกีฬาเฮย์เซล ก่อนการแข่งขัน แฟนบอลลิเวอร์พูลพังรั้วซึ่งกั้นเอาไว้สำหรับกันแฟนบอลทั้งสองฝั่งและเข้าปะทะกับแฟนบอลยูเวนตุส น้ำหนักของคนส่งผลให้กำแพงที่กั้นพังลงมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 39 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอิตาลี อุบัติการณ์นี้กลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ภัยพิบัติเฮย์เซล การแข่งขันนั้นดำเนินการต่อ ทั้ง ๆ ที่มีการประท้วงจากผู้จัดการทีมทั้งสองคนและลิเวอร์พูลก็แพ้ให้กับยูเวนตุสด้วยผลประตูรวม 1–0 ลิเวอร์พูลได้รับโทษแบนสิบปี ซึ่งต่อมาได้ลดเหลือหกปี ผลมาจากโศกนาฏกรรม ทำให้สโมสรจากอังกฤษถูกแบนจากการแข่งขันในยุโรปเป็นเวลาห้าปี แฟนบอลลิเวอร์พูลสิบสี่คนได้รับการลงโทษจากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา[22]

 
อนุสรณ์สถานฮิลส์โบโร จารึกชื่อผู้เสียชีวิต 96 คนจากภัยพิบัติฮิลส์โบโร

เฟแกนประกาศเกษียณก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติและเคนนี แดลกลีชได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีม[23] ในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่ง สโมสรชนะเลิศลีกสูงสุดอีกสามสมัยและเอฟเอคัพสองสมัย รวมไปถึงการชนะเลิศลีกและเอฟเอคัพในฤดูกาล 1985–86 ความสำเร็จของลิเวอร์พูลถูกบดบังด้วย ภัยพิบัติฮิลส์โบโร ซึ่งเป็นการแข่งขันเอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศ พบกับ นอตทิงแฮมฟอเรสต์ เมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1989 โดยแฟนบอลลิเวอร์พูลร้อยกว่าคนถูกบีบอัดติดกับรั้วกั้น[24] ส่งผลให้แฟนบอลเสียชีวิต 94 คนในวันนั้น สี่วันต่อมา เหยื่อคนที่ 95 เสียชีวิตที่โรงพยาบาลจากอาการบาดเจ็บของเขาและเกือบสี่ปีต่อมา เหยื่อคนที่ 96 ก็เสียชีวิต หลังไม่สามารถฟื้นคืนสติกลับมาได้[25] หลังเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องมีการทบทวนเรื่องความปลอดภัยของสนามกีฬา ผลที่ได้จาก รายงานเทย์เลอร์ ปูทางให้ออกกฎหมายให้ทุกทีมที่อยู่ในดิวิชันระดับบน ต้องมีสนามกีฬาแบบมีที่นั่งทั้งหมด รายงานระบุสาเหตุหลักของภัยพิบัติคือความแออัดของผู้คน เนื่องจากการควบคุมของตำรวจที่ล้มเหลว[26]

ลิเวอร์พูลเกือบจะชนะเลิศลีกสูงสุดในฤดูกาล 1988–89 หลังจบฤดูกาลด้วยคะแนนและผลต่างประตูเท่ากับ อาร์เซนอล แต่ไม่ชนะเลิศเพราะผลประตูรวมน้อยกว่า เมื่ออาร์เซนอลทำประตูลูกสุดท้ายในนาทีสุดท้ายของฤดูกาล[27]

แดลกลีชอ้างว่าภัยพิบัติฮิลส์โบโรและผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นเหตุผลของการลาออกของเขาในปี ค.ศ. 1991 เขาถูกแทนที่ด้วย แกรม ซูเนส อดีตผู้เล่นลิเวอร์พูล[28] ภายใต้การคุมทีมของเขา ลิเวอร์พูลชนะเลิศเอฟเอคัพในปี ค.ศ. 1992 แต่ผลงานในลีกนั้นไม่ค่อยดีนัก ด้วยการจบอันดับที่ 6 สองฤดูกาลติดต่อกัน ทำให้เขาถูกปลดในเดือนมกราคม ค.ศ. 1994 ซูเนสถูกแทนที่ด้วย รอย อีแวนส์ และลิเวอร์พูลชนะเลิศฟุตบอลลีกคัพในปี ค.ศ. 1995[29] ภายใต้การคุมทีมของอีแวนส์ ลิเวอร์พูลจบอันดับที่ 3 ในปี ค.ศ. 1996 และ 1998 ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดแล้วที่พวกเขาทำได้ ดังนั้น เฌราร์ อูลีเย จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมร่วมในฤดูกาล 1998–99 และกลายเป็นผู้จัดการทีมเดี่ยวในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1998 หลังอีแวนส์ลาออก[30] ในปี ค.ศ. 2001 ฤดูกาลที่สองอูลีเยที่ได้คุมทีมเต็มฤดูกาล ลิเวอร์พูลชนะเลิศสามรายการ ได้แก่ เอฟเอคัพ, ลีกคัพและยูฟ่าคัพ[31] อูลีเยเข้ารับการผ่าตัดหัวใจระหว่างฤดูกาล 2001–02 และลิเวอร์พูลจบอันดับที่ 2 ในลีกตามหลังอาร์เซนอล[32] ลิเวอร์พูลชนะเลิศลีกคัพในปี ค.ศ. 2003 แต่ก็ยังไม่สามารถชนะเลิศในลีกสูงสุดได้ในสองฤดูกาลถัดมา[33][34]

 
ถ้วยยูโรเปียนคัพซึ่งได้มาหลังลิเวอร์พูลชนะเลิศสมัยที่ 5 เมื่อปี ค.ศ. 2005

อูลีเยถูกแทนที่โดย ราฟาเอล เบนิเตซ ในช่วงสิ้นสุดฤดูกาล 2003–04 ถึงแม้ว่าฤดูกาลแรกของเบนิเตซนั้นคุมทีมจบอันดับที่ 5 ในลีก แต่ลิเวอร์พูลก็ชนะเลิศใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2004–05 หลังชนะ เอซี มิลาน ในการดวลลูกโทษ ด้วยผลประตูรวม 3–2 หลังจบการแข่งขันด้วยการเสมอจากผลประตูรวม 3–3[35] ฤดูกาลถัดมา ลิเวอร์พูลอันดับที่ 3 ในพรีเมียร์ลีกและชนะเลิศเอฟเอคัพ ในปี ค.ศ. 2006 หลังชนะเวสต์แฮมยูไนเต็ด ในการดวลลูกโทษหลังจบการแข่งขันด้วยการเสมอจากผลประตูรวม 3–3[36] นักธุรกิจชาวอเมริกัน จอร์จ ยิลเลตต์และทอม ฮิกส์ กลายเป็นเจ้าของสโมสรในช่วงระหว่างฤดูกาล 2006–07 หลังตกลงซื้อหุ้นของสโมสรซึ่งมีมูลค่ารวมกับหนี้คงค้างที่ 218.9 ล้านปอนด์[37] สโมสรเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในปี ค.ศ. 2007 ซึ่งพบกับมิลานอีกครั้ง เหมือนเมื่อปี ค.ศ. 2005 แต่ก็แพ้ด้วยผลประตูรวม 2–1[38] ช่วงระหว่างฤดูกาล 2008–09 ลิเวอร์พูลทำคะแนน 86 แต้ม ทำสถิติของสโมสรที่ทำคะแนนเยอะที่สุดในยุคพรีเมียร์ลีกในเวลานั้นและจบอันดับที่ 2 ตามหลัง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด[39]

ในฤดูกาล 2009–10 ลิเวอร์พูลจบที่อันดับที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ทำให้ไม่ได้ไปแข่งขันในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทำให้เบนิเตซลาออกจากตำแหน่งด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย[40] และแทนที่โดย รอย ฮอดจ์สัน ผู้จัดการทีม ฟูลัม[41] ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2010–11 ลิเวอร์พูลนั้นเสี่ยงต่อการล้มละลายและเจ้าหนี้ของสโมสรขอให้ศาลสูงอนุญาตให้มีการขายสโมสร ปฏิเสธคำขอของฮิกส์และยิลเลตต์ จอห์น ดับเบิลยู. เฮนรี เจ้าของทีม บอสตันเรดซ็อกซ์และเฟนเวย์สปอร์ตกรุป ประมูลสโมสรสำเร็จและได้เป็นเจ้าของในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2010[42] ผลการแข่งขันที่ย่ำแย่ในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ฮอดจ์สันลาออกจากตำแหน่งด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายและแต่งตั้ง เคนนี แดลกลีช อดีตผู้เล่นและผู้จัดการทีมเป็นผู้จัดการทีมอีกครั้ง[43] โดยในฤดูกาล 2011-12 ลิเวอร์พูลชนะเลิศลีกคัพเป็นสมัยที่ 8 และเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ แต่ว่ากลับจบอันดับที่ 8 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นการจบอันดับที่แย่ที่สุดในรอบ 18 ปี ทำให้แดลกลีชถูกไล่ออก[44][45] เขาถูกแทนที่ เบรนดัน ร็อดเจอส์[46] ผู้พาทีมลิเวอร์พูลเกือบจะชนะเลิศพรีเมียร์ลีกอย่างไม่คาดคิดในฤดูกาล 2013–14 หลังจบอันดับที่ 2 ตามหลัง แมนเชสเตอร์ซิตี นอกจากลิเวอร์พูลจะได้กลับไปแข่งขันในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง ลิเวอร์พูลก็ทำประตูรวมในลีก 101 ลูก นับเป็นการทำประตูมากที่สุด นับตั้งแต่ฤดูกาล 1895–96 ที่ทำประตูไป 106 ลูก[47][48] หลังผลงานน่าผิดหวังในฤดูกาล 2014–15 ทำให้ลิเวอร์พูลจบอันดับที่ 6 ในลีกพร้อมกับการเริ่มต้นฤดูกาล 2015–16 ที่ย่ำแย่ ทำให้ร็อดเจอส์ถูกไล่ออกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2015[49]

เยือร์เกิน คล็อพ เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแทนร็อดเจอส์[50] ในฤดูกาลแรก คล็อพพาทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศในรายการ ฟุตบอลลีกคัพและยูฟ่ายูโรปาลีก แต่จบด้วยการเป็นรองชนะเลิศทั้งสองรายการ[51] ลิเวอร์พูลจบอันดับที่ 2 ใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018–19 ด้วยคะแนน 97 แต้มโดยแพ้เพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น ทำให้เป็นทีมที่ไม่ได้ชนะเลิศทำแต้มมากที่สุด[52] คล็อพ นำสโมสรเข้ารอบชิงชนะเลิศในรายการ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก สองปีติดต่อกันในปี 2018 และ 2019 และชนะ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ด้วยผลประตูรวม 2–0 ใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ 2019[53][54] ลิเวอร์พูลเอาชนะ ฟลาเม็งกู สโมสรจากบราซิลในรายการ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 2019 ในนัดชิงชนะเลิศด้วยผลประตูรวม 1–0 ทำให้ลิเวอร์พูลชนะเลิศรายการนี้เป็นครั้งแรก[55] ลิเวอร์พูลชนะเลิศ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019–20 เป็นการชนะเลิศลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบสามสิบปี[56]

สีชุดแข่งและตราสโมสร

 
สีชุดทีมเหย้าของลิเวอร์พูลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1892 ถึง 1896[57]

ในประวัติศาสตร์ของสีชุดทีมเหย้าของลิเวอร์พูลนั้นส่วนใหญ่เป็นสีแดงทั้งหมด แต่ในช่วงที่สโมสรพึ่งก่อตั้ง สีเสื้อของชุดทีมเหย้าสีฟ้ากับขาวและกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน คล้ายกับเอฟเวอร์ตันในสมัยนั้น ชุดดังกล่าวใช้ในการแข่งขันจนถึงปี ค.ศ. 1894 เมื่อสโมสรนำสีแดงซึ่งเป็นสีประจำเมืองมาใช้[9] นกไลเวอร์ ซึ่งสัญลักษณ์ของเมืองลิเวอร์พูล ถูกนำมาใช้เป็นตราสโมสร โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1901 แม้ว่าจะยังไม่ถูกนำมาอยู่ในชุดแข่งจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1955 ลิเวอร์พูลใส่ชุดแข่งขันเป็นเสื้อสีแดงและกางกางขาสั้นสีขาวจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1964 เมื่อผู้จัดการทีม บิลล์ แชงคลี ตัดสินใจเปลี่ยนให้เป็นลายสีแดงล้วน[57] ลิเวอร์พูลลงเล่นในชุดสีแดงล้วนครั้งแรก ในนัดที่พบกับอันเดอร์เลคต์ เอียน เซนต์ จอห์น ระลึกถึงในอัตชีวประวัติของเขาว่า:

เขา [แชงคลี] คิดว่าโทนสีจะส่งผลกระทบทางจิตวิทยา – สีแดงคือความอันตราย, สีแดงคือพลัง วันหนึ่งเขาเข้ามาในห้องแต่งตัวและโยนกางเกงขาสั้นสีแดงคู่หนึ่งให้กับรอนนี ยีตส์ "ใส่กางเกงขาสั้นนั่นซะและมาดูว่าคุณเป็นยังไง", เขาพูด "ให้ตายเถอะ, รอนนี, คุณดูดีมาก, ดูน่ากลัว คุณดูเหมือนสูง 7 ฟุต" "ทำไมไม่ทำให้มันสมบูรณ์แบบไปเลยละ, หัวหน้า?" ผมเสนอ "ทำไมไม่สวมถุงเท้าสีแดงละ? ใส่สีแดงล้วนให้หมดไปเลย" แชงคลีอนุมัติและชุดที่เป็นที่จดจำก็ถือกำเนิดขึ้น[58]

สีชุดทีมเยือนของลิเวอร์พูลมักจะเป็นเสื้อสีเหลืองหรือสีขาวและกางเกงขาสั้นสีดำอยู่บ่อยครั้ง แต่มีข้อยกเว้น เช่น การใช้ชุดสีเทาล้วนทั้งเสื้อและกางเกงในปี ค.ศ. 1987 จนกระทั่งในฤดูกาล 1991–92 ซึ่งฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปี ถูกแทนที่ด้วยเสื้อสีเขียวและกางเกงขาสั้นสีขาว ชุดทีมเยือนมีหลากหลายสีในทศวรรษ 1990 ประกอบด้วย สีทองกับสีกรมท่า, สีเหลืองสดใส, สีดำและสีเทาและสีน้ำตาลอ่อน สโมสรสลับสีชุดทีมเยือนระหว่างสีเหลืองกับสีขาวจนกระทั่งในฤดูกาล 2008–09 ซึ่งกลับมาใช้ชุดสีเทาอีกครั้ง สีชุดที่สามถูกออกแบบสำหรับการแข่งขันรายการยุโรปในนัดเยือน แม้ว่าจะสามารถใส่ชุดที่สามได้ในนัดเยือนของการแข่งขันในประเทศได้ ก็ต่อเมื่อสีชุดทีมเยือนนั้นซ้ำกับสีชุดทีมเหย้า ระหว่างปี ค.ศ. 2012 ถึง 2015 ชุดแข่งถูกออกแบบโดย วอร์ริเออร์สปอร์ตส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตชุดแข่งขันซึ่งเริ่มตั้งแต่ในฤดูกาล 2012–13[59] ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 บริษัทแม่ของวอร์ริเออร์ นิวบาลานซ์ ประกาศเข้าสู่ตลาดฟุตบอลโลก ชุดแข่งของสโมสรจึงถูกเปลี่ยนผู้ผลิตชุดจากวอร์ริเออร์เป็นนิวบาลานซ์[60] เสื้อผ้ายี่ห้ออื่นที่เคยผลิตให้กับสโมสรได้แก่ อัมโบร ซึ่งผลิตให้จนถึงปี ค.ศ. 1985 ก็ถูกแทนที่ด้วย อาดิดาส จนถึงปี ค.ศ. 1996 แล้วก็ถูกแทนที่ด้วย รีบอค ซึ่งผลิตชุดแข่งให้สโมสรเป็นเวลา 10 ปี ก่อนที่ อาดิดาส จะกลับมาผลิตชุดแข่งอีกครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 ถึง 2012[61] ไนกี้ จะกลายเป็นผู้ผลิตชุดแข่งอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2020–21[62]

 
ตราสโมสรของลิเวอร์พูลอีกรูปแบบหนึ่งบนประตูแชงคลี

ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพแรกในอังกฤษที่มีโลโก้ของผู้สนับสนุนอยู่บนชุดแข่งขัด หลังตกลงในสัญญากับฮิตาชิในปี ค.ศ. 1979[63] ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสโมสรได้การสนับสนุนจาก คราวน์เพนต์ส, แคนดี, คาร์ลส์เบิร์กและสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สัญญาที่เซ็นกับคาร์ลส์เบิร์กในปี ค.ศ. 1992 นั้นเป็นข้อตกลงที่ยาวนานที่สุดในลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ[64] สัญญากับคาร์ลส์เบิร์กนั้นสิ้นสุดลงเมื่อช่วงต้นฤดูกาล 2010–11 เมื่อธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดกลายเป็นผู้สนับสนุนของสโมสร[65]

ตราสโมสรของลิเวอร์พูลมีนกไลเวอร์ซึ่งสัญลักษณ์ของเมือง ซึ่งในอดีตถูกนำมาใส่อยู่ข้างในโล่ ในปี ค.ศ. 1992 เพื่อเป็นการรำลึกถึงร้อยปีของสโมสร จึงมีการสร้างตราสโมสรใหม่ รวมไปถึงตราสโมสรที่อยู่บนประตูแชงคลี ปีต่อมามีการใส่คบเพลิงคู่ไว้ทั้งสองด้านของตราสโมสร เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของอนุสรณ์สถานฮิลส์โบโรด้านนอกแอนฟีลด์ เพื่อให้ระลึกถึงผู้เสียชีวิตในภัยพิบัติฮิลส์โบโร[66] ในปี ค.ศ. 2012 ชุดแข่งแรกของวอร์ริเออร์สปอร์ตส์นำโล่และประตูออกไป เหลือแค่นกไลเวอร์เหมือนกับชุดแข่งในทศวรรษ 1970 คบเพลิงถูกย้ายไปอยู่ด้านหลังเสื้อ ล้อมตัวเลข 96 ซึ่งคือจำนวนผู้เสียชีวิตในภัยพิบัติฮิลส์โบโร[67]

ผู้ผลิตชุดและผู้สนับสนุนบนเสื้อ

ช่วงเวลา ผู้ผลิตชุด ผู้สนับสนุน
(หน้าอก)
ผู้สนับสนุน
(แขนเสื้อ)
1973–1979 อัมโบร ไม่มี ไม่มี
1979–1982 ฮิตาชิ
1982–1985 คราวน์เพนต์ส
1985–1988 อาดิดาส
1988–1992 แคนดี
1992–1996 คาร์ลส์เบิร์ก
1996–2006 รีบอค
2006–2010 อาดิดาส
2010–2012 สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด
2012–2015 วอร์ริเออร์
2015–2017 นิวบาลานซ์
2017–2020 เวสเทิร์นยูเนียน
2020– ไนกี้

สนามกีฬา

ดูบทความหลักที่: แอนฟีลด์
สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างสนามกีฬาใหม่ซึ่งถูกยกเลิก ดู สนามกีฬาแสตนลีย์พาร์ก
 
แอนฟีลด์ สนามเหย้าสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

แอนฟีลด์ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1884 บนที่ดินติดกับ สแตนลีย์พาร์ก ห่างจากตัวเมืองลิเวอร์พูล 2 ไมล์ (3 กิโลเมตร) แต่เดิมเคยเป็นสนามเหย้าของเอฟเวอร์ตัน ก่อนที่สโมสรจะย้ายไปกูดิสันพาร์ก หลังมีข้อพิพาทเรื่องค่าเช่ากับ จอห์น โฮลดิง เจ้าของแอนฟีลด์[68] ทำให้แอนฟีลด์ไม่มีผู้ใช้งาน โฮลดิงจึงก่อตั้งลิเวอร์พูลในปี ค.ศ. 1892 และได้ลงเล่นในแอนฟีลด์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความจุของสนามในเวลานั้นคือ 20,000 ถึงแม้จะมีเพียงผู้ชมเพียงแค่ 100 คน เข้าชมการแข่งขันครั้งแรกของลิเวอร์พูลที่แอนฟีลด์[69]

อัฒจันทร์ เดอะค็อป ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1906 เนื่องจากเริ่มมีผู้ชมเข้ามาชมเกมการแข่งขันมากขึ้น ในตอนแรกนั้นเรียกว่า โอกฟิลด์โรดเอ็มแบงก์เมนต์ โดยเกมแรกหลังการสร้างอัฒจันทร์นี้ เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1906 เมื่อเจ้าบ้านเอาชนะสโตกซิตี ด้วยผลประตูรวม 1–0[70] ในปี ค.ศ. 1906 อัฒจันทร์ฝั่งยืนที่อยู่ปลายด้านหนึ่งของพื้นดินถูกเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็น สปิออนค็อป ตั้งชื่อตามเนินเขาใน ควาซูลู-นาทาล, ประเทศแอฟริกาใต้[71] เนินเขาเป็นที่ตั้งของ ยุทธการที่สปิออนค็อป ใน สงครามบูร์ครั้งที่สอง ซึ่งมีทหารมากกว่า 300 นายจากกองทหารแลงคาเชอร์เสียชีวิตที่นั่น โดยหลายคนมาจากลิเวอร์พูล[72] อัฒจันทร์สามารถจุได้สูงสุดถึง 28,000 คน เคยเป็นหนึ่งในอัฒจันทร์ยืนชั้นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลายสนามในอังกฤษเริ่มมีการตั้งชื่อให้อัฒจันทร์ แต่แอนฟีลด์เป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดในตอนนั้น ซึ่งสามารถจุผู้สนับสนุนได้มากกว่าสนามฟุตบอลบางแห่ง[73]

แอนฟีลด์สามารถรองรับผู้สนับสนุนสูงสุดได้มากกว่า 60,000 คนและมีความจุปกติที่ 55,000 คน จนกระทั่งในทศวรรษ 1990 หลัง รายงานเทย์เลอร์ รายงานเหตุการณ์การถล่มของอัฒจันทร์ที่สนามฮิลส์โบโร พรีเมียร์ลีกจึงมีคำสั่งให้ทุกสนามเปลี่ยนจากอัฒจันทร์ยืนเป็นแบบนั่งทั้งหมดในฤดูกาล 1993–94 ลดความจุลงเหลือ 45,276 ที่นั่ง[74] ผลจากรายงานได้ผลักดันให้มีการปรับปรุง เคมลินโรดสแตนด์ ซึ่งปรับปรุงเสร็จในปี ค.ศ. 1992 ซึ่งตรงกับการครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งสโมสร จึงตั้งชื่อว่า เซนเทเนรีสแตนด์ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2017 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เคนนี แดลกลีช สแตนด์ มีการสร้างอัฒจันทร์เพิ่มอีกหนึ่งชั้นในอัฒจันทร์ฝั่งแอนฟีลด์โรด ช่วงปลายปี ค.ศ. 1998 ทำให้เพิ่มความจุของสนามแต่เกิดปัญหาขึ้นหลังจากการเปิดใช้งาน ทำให้ต้องมีการสร้างเสาสนับสนุนและตอม่อเสริมเข้าไปเพื่อสร้างความมั่งคงให้กับชั้นบนสุดของอัฒจันทร์ หลังจากการเคลื่อนไหวของชั้นอัฒจันทร์ได้ถูกรายงานช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล 1999–2000[75]

เนื่องจากข้อจำกัดในการขยายความจุที่นั่งของแอนฟีลด์ ลิเวอร์พูลได้ประกาศแผนย้ายไปสนามกีฬาแสตนลีย์พาร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2002[76] แผนนี้ได้รับการอนุมัติในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2004[77] และในเดือนกันยายน ค.ศ. 2006 สภาเมืองลิเวอร์พูลได้อนุมัติสัญญาเช่า 999 ปี ทำให้ลิเวอร์พูลได้รับอนุญาตให้สร้างสนามแห่งใหม่ใกล้สแตนลีย์พาร์ก[78] ภายหลังจากการซื้อสโมสรโดยจอร์จ ยิลเลตต์ และทอม ฮิกส์ ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2007 สนามกีฬาดังกล่าวได้รับการออกแบบใหม่ โดยได้รับการอนุมัติโดยสภาเมืองในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2017 กำหนดเปิดในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 ด้วยความจุ 60,000 คน มีบริษัท เอชเคเอส เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง[79] การก่อสร้างหยุดชั่วคราวในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2008 หลังยิลเลตต์และฮิกส์ ประสบปัญหาในการหาเงินมาลงทุน จำนวน 300 ล้านปอนด์[80] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2012 บีบีซีสปอร์ต รายงานว่า เฟนเวย์สปอร์ตกรุป เจ้าของใหม่ของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ได้ตัดสินใจปรับปรุงสนามแอนฟีลด์ แทนการสร้างสนามใหม่ในสแตนลีย์พาร์ก โดยการปรับปรุงแอนฟีลด์จะทำให้เพิ่มความจุจาก 45,276 คน เป็นประมาณ 60,000 คน โดยจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 150 ล้านปอนด์[81] เมื่อการก่อสร้างเมนสแตนด์ของแอนฟีลด์เสร็จ ทำให้ความจุเพิ่มเป็น 54,074 คน การสร้างส่วนต่อขยายชั้นสามของอัฒจันทร์ ใช้เงิน 100 ล้านปอนด์ในการสร้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณรอบแอนฟีลด์ รวมมูลค่า 260 ล้านปอนด์ เยือร์เกิน คล็อพ ผู้จัดการทีมในเวลานั้นกล่าวถึงอัฒจันทร์ว่า "น่าประทับใจ"[82]

การสนับสนุน

 
คอปิตส์ ในฝั่ง เดอะค็อป

ลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งสโมสรที่ได้รับการสนับสนุนมากที่สุดในโลก[5][83] ลิเวอร์พูลแถลงว่ามีฐานแฟนบอลทั่วโลก โดยมีผู้สนับสนุนสโมสรมากกว่า 200 แห่งที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ ในอย่างน้อย 50 ประเทศ กลุ่มที่มีชื่อเสียง เช่น สปิริตออฟแชงคลี[84] สโมสรจะใช้ประโยชน์จากการสนับสนุนนี้ผ่านการทัวร์ฤดูร้อนทั่วโลก[85] ซึ่งรวมไปถึงการลงเล่นต่อหน้าผู้ชมจำนวน 101,000 คนที่ มิชิแกน, สหรัญและผู้ชมจำนวน 95,000 เมลเบิร์น, ออสเตรเลีย[86][87] แฟนบอลของลิเวอร์พูลมักเรียกตัวเองว่าเป็น คอปิตส์ เป็นการอ้างอิงถึงของแฟนบอลที่เคยยืนและนั่งในเดอะค็อปที่แอนฟีลด์[88] ในปี ค.ศ. 2008 แฟนบอลของลิเวอร์พูลได้ก่อตั้งสโมสรชื่อว่า เอเอฟซี ลิเวอร์พูล ซึ่งลงเล่นในเกมการแข่งขันให้สำหรับแฟนบอลที่ไม่มีเงินดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก[89]

เพลง "ยูลล์เนฟเวอร์วอล์กอะโลน" แต่เดิมนั้นมาจากละครเพลงของรอดเจอร์สและแฮมเมอร์สไตน์ ชื่อว่า แคเรอแซล ซึ่งต่อมาได้รับการบันทึกเสียงใหม่โดย เจอร์รีแอนด์เดอะพีชเมเกอร์ส ได้กลายเป็นเพลงสรรเสริญของสโมสรและได้รับการร้องโดยผู้ชมในแอนฟิลด์ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1960[90] ซึ่งต่อมาก็ได้รับความนิยมในหมู่แฟนบอลของของสโมสรอื่นทั่วโลก[91] ชื่อของเพลงถูกนำไปประดับบนประตูแชงคลี ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1982 เพื่อเป็นรำลึกถึงอดีตผู้จัดการทีม บิล แชงคลี คำว่า "You'll Never Walk Alone" บนประตูแชงคลี ถูกนำไปใส่ไว้ด้านบนของตราสโมสร[92]

 
ประตูแชงคลี สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับอดีตผู้จัดการทีม บิลล์ แชงคลี

แฟนบอลของสโมสรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่สำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ ภัยพิบัติสนามกีฬาเฮย์เซลเมื่อปี ค.ศ. 1985 ทำให้แฟนบอลยูเวนตุสเสียชีวิต 39 คน พวกเขาถูกขังอยู่ที่มุมหนึ่งโดยแฟนบอลลิเวอร์พูลที่พุ่งเข้ามาหาพวกเขา น้ำหนักของแฟนบอลที่อยู่มุมนั้น ทำให้กำแพงพังลงมา ยูฟ่า กล่าวโทษเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นความผิดของแฟนบอลลิเวอร์พูลแต่เพียงผู้เดียว[93] และแบนสโมสรจากอังกฤษทั้งหมด ไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันรายการฟุตบอลยุโรปได้ เป็นเวลาห้าปี ลิเวอร์พูลได้รับโทษแบนเพิ่มเติม ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมในรายการ ยูโรเปียนคัพ ฤดูกาล 1990–91 ได้ แม้ว่าจะชนะเลิศลีกสูงสุดในปี ค.ศ. 1990 ก็ตาม[94] แฟนบอลยี่สิบเจ็ดคนถูกจับในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาและถูกส่งตัวไปยังเบลเยียมเมื่อปี ค.ศ. 1987 เพื่อเข้าร่วมการพิจารณาคดี[95] ในปี ค.ศ. 1989 หลังการพิจารณาคดีห้าเดือนในเบลเยียม แฟนบอลลิเวอร์พูล 14 คน ได้รับโทษจำคุก 3 ปี จากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา[96] และผู้เล่นครึ่งหนึ่งของทีมรอลงอาญา[97]

ภัยพิบัติครั้งที่สองเกิดขึ้นในระหว่าง เอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศ ระหว่าง ลิเวอร์พูลกับนอตทิงแฮมฟอเรสต์ ที่สนามกีฬาฮิลส์โบโร, เชฟฟิลด์ เมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1989 แฟนบอลลิเวอร์พูล 96 คน เสียชีวิตจากการที่ผู้ชมเข้ามาในอัฒจันทร์ฝั่งแลปปิงส์เลนเอ็น ซึ่งกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ ภัยพิบัติฮิลส์โบโร วันต่อมา หนังสือพิมพ์ เดอะซัน ได้ตีพิมพ์บทความหัวข้อ "เดอะทรูธ" ซึ่งอ้างว่าแฟนลิเวอร์พูลได้ปล้นคนที่เสียชีวิตและได้ปัสสาวะใส่และโจมตีตำรวจ[98] จากการสอบสวนที่ตามมาซึ่งพิสูจน์แล้วข้อกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง นำไปสู่การคว่ำบาตรของหนังสือพิมพ์โดยแฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วเมืองและที่อื่น ๆ หลายคนยังปฏิเสธที่จะซื้อ เดอะซัน แม้เวลาจะผ่านมาแล้ว 30 ปี[99] องค์กรสนับสนุนหลายแห่งได้ก่อตั้งขึ้นหลังเกิดภัยพิบัติ เช่น การรณรงค์เพื่อความยุติธรรมของฮิลส์โบโร ซึ่งเป็นตัวแทนของครอบครัวผู้สูญเสีย, ผู้รอดชีวิตและผู้สนับสนุนในความพยายามที่จะรักษาความยุติธรรม[100]

ในปี ค.ศ. 2015 มีการสำรวจความนิยมจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกผ่านทางโปรแกรมทวิตเตอร์ พบว่าในประเทศไทย มีผู้นิยมลิเวอร์พูลมากที่สุด โดยคิดเป็นร้อยละ 29.6 ในขณะที่สโมสรรองลงไป คือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คิดเป็นร้อยละ 19.77 และเชลซี คิดเป็นร้อยละ 18.95 ส่วนในประเทศอังกฤษ ลิเวอร์พูล คือสโมสรที่มีผู้นิยมมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 15.21[101]

คู่แข่ง

 
ผู้เล่นลิเวอร์พูล (ชุดสีเทา) ระหว่างการแข่งกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่โอลด์แทรฟฟอร์ด เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 2009 โดยลิเวอร์พูลชนะด้วยผลประตูรวม 1–4

คู่แข่งของลิเวอร์พูลที่แข่งขันด้วยกันยาวนานที่สุดคือ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งการแข่งขันนั้นเรียกว่า เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี การแข่งขันเกิดขึ้นมาตั้งแต่การก่อตั้งของลิเวอร์พูลและข้อพิพาทระหว่างคณะกรรมการของเอฟเวอร์ตันกับเจ้าของแอนฟีลด์[102] เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี เป็นหนึ่งในดาร์บีท้องถิ่นที่ไม่มีการบังคับแบ่งแยกแฟนบอลทั้งสองฝ่ายและด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่รู้จักในฐานะ "ดาร์บีมิตรภาพ"[103] ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 การแข่งขันเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในสนามและนอกสนามและตั้งแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีกในปี ค.ศ. 1992 การแข่งขันในเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บีเป็นการแข่งขันมีผู้เล่นได้รับใบแดงถูกไล่ออกจากสนามมากกว่านัดการแข่งขันอื่น ๆ ในพรีเมียร์ลีก เรียกว่าเป็น "การแข่งขันที่ไร้กติกาและเดือดที่สุดในพรีเมียร์ลีก"[104] ในแง่ของการสนับสนุนภายในเมือง จำนวนของแฟนบอลลิเวอร์พูลนั้นมีมากกว่าเอฟเวอร์ตันในอัตราส่วน 2:1[105]

ความเป็นคู่แข่งของลิเวอร์พูลกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เกิดขึ้นมาตั้งแต่การแข่งขันของทั้งสองเมืองในช่วง การปฏิวัติอุตสาหกรรม ในศตวรรษที่ 19[106] ทั้งสองเมืองเชื่อมถึงกันด้วยทางรถไฟระหว่างเมืองแห่งแรกของโลกและทางถนน ลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์นั้นห่างกันประมาณ 30 ไมล์ (48 กิโลเมตร) ไปตามถนนอีสแลงซ์ส[107] นิตยสาร ฟรานซ์ฟุตบอล จัดอันดับให้ลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสองสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นทีมจากอังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และทั้งสองสโมสรก็มีแฟนบอลทั่วโลก[108][109] การแข่งขันมองว่าเป็นหนึ่งในคู่แข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอลและถือว่าเป็นการแข่งขันที่มีชื่อเสียงที่สุดในฟุตบอลอังกฤษ[110][111][112] ทั้งสองสโมสรผลัดกันชนะเลิศระหว่างปี ค.ศ. 1964 ถึง 1967[113] และแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลายเป็นทีมจากอังกฤษทีมแรกที่ชนะเลิศยูโรเปียนคัพในปี ค.ศ. 1968 ก่อนที่ลิเวอร์พูลจะชนะเลิศในรายการยูโรเปียนคัพ 4 สมัย ในเวลาต่อมา[114] เมื่อรวมกันแล้วทั้งสองสโมสรชนะเลิศลีกสูงสุด 39 สมัยและยูโรเปียนคัพ 9 สมัย[113] ทั้งสองสโมสรนั้นไม่ประสบความสำเร็จในเวลาเดียวกัน ลิเวอร์พูลชนะเลิศลีกสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไม่ชนะเลิศลีกสูงสุดยาวนาน 26 ปี และความสำเร็จของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในยุคพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ลิเวอร์พูลไม่ชนะเลิศลีกสูงสุดยาวนาน 30 ปี[115] และทั้งสองสโมสรจบฤดูกาลเป็นที่หนึ่งกับที่สองในลีกด้วยกันแค่ห้าครั้งเท่านั้น[113] ด้วยความเป็นคู่แข่ง ทำให้ทั้งสองสโมสรทำการซื้อขายผู้เล่นระหว่างกันน้อยมาก ผู้เล่นคนสุดท้ายที่ย้ายไปมาระหว่างสองสโมสรคือ ฟิล ชิสนอลล์ โดยย้ายจากลิเวอร์พูลไปแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อปี ค.ศ. 1964[116]

ความเป็นเจ้าของและฐานะทางการเงิน

จอห์น โฮลดิง เคยเป็นประธานคนแรกของสโมสร ในฐานะที่เป็นเจ้าของแอนฟีลด์และผู้ก่อตั้งของลิเวอร์พูล เขาดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1892 จนถึง ค.ศ. 1896 ต่อมา จอห์น แมกเคนนา เข้ามารับตำแหน่งเป็นประธานสโมสร ในปี ค.ศ. 1909[117] ต่อมา แมกเคนนา ได้กลายเป็นประธานของฟุตบอลลีก[118] มีการผลัดเปลี่ยนตำแหน่งประธานสโมสรอยู่หลายคน ก่อนที่ จอห์น สมิธ ซึ่งพ่อของเขาเป็นผู้ถือหุ้นของสโมสร เข้ามารับตำแหน่งในปี ค.ศ. 1973 เขาเป็นประธานสโมสรในช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูล ก่อนที่เขาจะก้าวลงมาจากตำแหน่งในปี ค.ศ. 1990[119] โนเอล ไวต์ กลายเป็นประธานสโมสรในปี ค.ศ. 1990[120] เดวิด มัวร์ส ซึ่งครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของสโมสรมายาวนานกว่า 50 ปี กลายเป็นประธานสโมสรในปี ค.ศ. 1991 ลุงของเขา จอห์น มัวร์ส เคยเป็นผู้ถือหุ้นของลิเวอร์พูลและเคยเป็นประธานของเอฟเวอร์ตัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 ถึง 1973 มัวร์สเป็นเจ้าของสโมสรร้อยละ 51 และในปี ค.ศ. 2004 เขาแสดงความเต็มใจที่จะพิจารณาการเสนอราคาสำหรับหุ้นของเขาในลิเวอร์พูล[121]

ในที่สุดมัวร์สก็ขายสโมสรให้กับนักธุรกิจชาวอเมริกัน จอร์จ ยิลเลตต์ และทอม ฮิกส์ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2007 โดยที่ข้อตกลงมีมูลค่าสโมสรและหนี้คงค้างที่ 218.9 ล้านปอนด์ ทั้งสองคนจ่าย 5,000 ปอนด์ต่อหุ้น หรือ 174.1 ล้านปอนด์สำหรับการถือหุ้นทั้งหมดและ 44.8 ล้านปอนด์เพื่อชำระหนี้สินของสโมสร[122] ความขัดแย้งระหว่างยิลเลตต์กับฮิกส์และแฟนบอลก็ไม่สนับสนุนพวกเขา ทำให้ทั้งสองคนต้องการขายสโมสร[123] มาร์ติน บรอตัน ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสโมสรเมื่อวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 2010 เพื่อดูแลการขายสโมสร[124] ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2010 บัญชีได้รับการปล่อยออกมา แสดงให้เห็นว่า บริษัทโฮลดิงของสโมสรมีหนี้ 350 ล้านปอนด์ (เนื่องจากการซื้อสโมสรที่ใช้เงินจากการยืม) พร้อมกับขาดทุน 55 ล้านปอนด์ ทำให้ผู้สอบบัญชี เคพีเอ็มจี มีคุณสมบัติเป็นผู้ทำรายงานตรวจสอบบัญชี[125] กลุ่มของเจ้าหนี้รวมไปถึงรอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์นำตัวยิลเลตต์กับฮิกส์ขึ้นศาล และบังคับให้พวกเขาอนุญาตให้คณะกรรมการดำเนินการขายสโมสรและสินทรัพย์หลักของบริษัทโฮลดิง คริสโตเฟอร์ ฟลอยด์ ผู้พิพากษาศาลสูง ตัดสินให้เจ้าหนี้ชนะคดีและปูทางให้การขายสโมสรให้กับเฟนเวย์สปอร์ตกรุป (อดีต นิวอิงแลนด์สปอร์ตเวนเจอร์ส) ถึงแม้ว่ายิลเลตต์กับฮิกส์ยังคงมีตัวเลือกในการอุทธรณ์[126] ลิเวอร์พูลถูกขายให้แก่เฟนเวย์สปอร์ตกรุปเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 2010 เป็นจำนวนเงิน 300 ล้านปอนด์[127]

ลิเวอร์พูลได้รับการขนานนามว่าเป็นตราสินค้าระดับโลก จากรายงานเมื่อปี ค.ศ. 2010 ประเมินมูลค่าของเครื่องหมายการค้าของสโมสรและทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องไว้ที่ 141 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ 5 ล้านปอนด์ ลิเวอร์พูลได้รับการจัดอันดับเรตติงของแบรนด์ อยู่ในระดับ AA (แข็งแกร่งมาก)[128] ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2010 นิตยสารธุรกิจ ฟอบส์ จัดอันดับให้ลิเวอร์พูลอยู่ในอันดับที่ 6 ของทีมฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ตามหลังแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, เรอัลมาดริด, อาร์เซนอล, บาร์เซโลนา และไบเอิร์นมิวนิก โดยประเมินมูลค่าของลิเวอร์พูลไว้ที่ 822 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (532 ล้านปอนด์) ไม่รวมหนี้[129] นักบัญชีจากดีลอยต์จัดอันดับให้ลิเวอร์พูลอยู่ในอันดับที่ 8 ในดีลอยต์ฟุตบอลมันนีลีก ซึ่งเป็นการจัดอันดับสโมสรฟุตบอลในโลกในแง่ของรายได้ รายได้ของลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2009–10 อยู่ที่ 225.3 ล้านยูโร[130] จากรายงานโดยดีลอยต์เมื่อปี ค.ศ. 2018 สโมสรมีรายได้ประจำปีของปีก่อนหน้าอยู่ที่ 424.2 ล้านยูโร[131] และ ฟอบส์ ประเมินมูลค่าสโมสรไว้ที่ 1.944 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[132] ในปี ค.ศ. 2018 รายได้ประจำปีเพิ่มขึ้นเป็น 513.7 ล้านยูโร[133] และ ฟอบส์ ประเมินมูลค่าสโมสรไว้ที่ 2.183 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] ในปี ค.ศ. 2019 รายได้ประจำปีเพิ่มขึ้นเป็น 604 ล้านยูโร (533 ล้านปอนด์) จากรายงานโดยดีลอยต์ ทำให้สโมสรทำเงินเกินครึ่งพันล้านปอนด์แล้ว[3]

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2020 แฟนบอลและสื่อต่าง ๆ แสดงความไม่พอใจต่อเจ้าของสโมสร หลังตัดสินใจจะพักงานลูกจ้างที่ไม่ใช่นักเตะในช่วงการระบาดทั่วของไวรัสโคโรนา[134] ทำให้สโมสรกลับคำและขอโทษสำหรับการตัดสินใจในตอนแรกของพวกเขา[135]

ลิเวอร์พูลในสื่อ

ลิเวอร์พูลปรากฏในรายการ แมตช์ออฟเดอะเดย์ ของบีบีซี ซึ่งออกอากาศไฮไลต์การแข่งขันระหว่างพวกเขากับอาร์เซนอลที่แอนฟีลด์ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1964 เป็นการออกอากาศในระบบภาพขาวดำ[136] การแข่งขันฟุตบอลแรกที่ออกอากาศเป็นภาพสีทางโทรทัศน์คือ นัดการแข่งระหว่างลิเวอร์พูลกับเวสต์แฮมยูไนเต็ด ถ่ายทอดสดในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1967[137] แฟนบอลลิเวอร์พูลปรากฏในเพลงของ พิงก์ฟลอยด์ ชื่อว่า "เฟียร์เลสส์" โดยพวกเขาร้องเพลงที่ตัดตอนมาจากเพลง "ยูลล์เนฟเวอร์วอล์กอะโลน"[138] เพื่อเป็นที่จดจำในการปรากฏตัวของสโมสรในเอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศเมื่อปี ค.ศ. 1988 ลิเวอร์พูลปล่อยเพลง "แอนฟีลด์แรป" โดยมี จอห์น บาร์นส์ และสมาชิกคนอื่น ๆ ในทีม ร่วมร้องเพลงนี้[139]

ละครสารคดีเกี่ยวกับภัยพิบัติฮิลส์โบโร เขียนบทโดย จิมมี แมกโกฟเวิร์น ออกอากาศเมื่อปี ค.ศ. 1996 แสดงนำโดย คริสโตเฟอร์ เอกเกิลสตัน เป็น เทรเวอร์ ฮิกส์ ผู้สูญเสียลูกสาววัยรุ่นสองคนในภัยพิบัติ ดำเนินการรณรงค์เพื่อการออกแบบสนามกีฬาที่ปลอดภัยและช่วยก่อตั้งกลุ่มสนับสนุนครอบครัวฮิลส์โบโร[140] ลิเวอร์พูลปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง คู่บรรลัย ใส่เกียร์ลุย (อังกฤษ: The 51st State) โดยตัวละครอดีตนักฆ่า เฟลิกซ์ เดอซูซา (รอเบิร์ต คาร์ไลล์) เป็นแฟนบอลของทีมและฉากสุดท้ายเกิดขึ้นในเกมการแข่งขันระหว่างลิเวอร์พูลกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด[141] สโมสรปรากฏในรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก สกัลลี ซึ่งเกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่พยายามเข้ามาทดสอบฝีเท้ากับลิเวอร์พูล[142]

ลิเวอร์พูลกับประเทศไทย

 
การแข่งขันนัดพิเศษกับทีมชาติไทย ในปี ค.ศ. 2009 โดยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา (เสื้อสีแดง) มาร่วมชมด้วย

ลิเวอร์พูลเคยเดินทางมาแข่งขันในประเทศไทยทั้งหมด 6 ครั้ง โดยเป็นการแข่งขันนัดพิเศษกับทีมชาติไทย ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1986 โดยลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 3–0, ครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2001 ลิเวอร์พูลเอาชนะไปได้ 3–1, ครั้งที่สามเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2003 ลิเวอร์พูลเอาชนะไปได้ 3–1, ครั้งที่สี่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2009 โดยครั้งนี้เสมอกันไป 1–1, ครั้งที่ห้าเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2013 ลิเวอร์พูลเอาชนะไปได้ 3–0[143] และครั้งสุดท้ายนับเป็นครั้งที่ 6 ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2015 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน (โดยครั้งนี้เป็นการแข่งขันกับทรูออลสตาร์ ซึ่งเป็นการรวมผู้เล่นเด่น ๆ ในไทยพรีเมียร์ลีก) ลิเวอร์พูลเอาชนะไปได้ 4–0 สรุปสถิติทั้งหมด ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายเอาชนะไทยไปได้ทั้งหมด 5 นัด และเสมอ 1 นัด โดยยังไม่เคยแพ้เลย[144][145]

ในประเทศไทย ลิเวอร์พูลถือได้ว่าเป็นสโมสรที่มีผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมากสโมสรหนึ่ง โดยในเดือนเมษายน ค.ศ. 2015 มีการสำรวจผ่านการติดตามทางโปรแกรมทวิตเตอร์พบว่า ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีชาวไทยเป็นผู้สนับสนุนมากที่สุดในบรรดาสโมสรฟุตบอลของอังกฤษทั้งหมด[146]

ชาวไทยที่มีชื่อเสียงที่เป็นผู้สนับสนุนลิเวอร์พูล เช่น เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (นักฟุตบอลทีมชาติไทยและหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย[147]), อภิภู สุนทรพนาเวศ (นักฟุตบอลทีมชาติไทย[147]), สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา (ผู้ประกาศข่าว[148]), ธีระ ธัญไพบูลย์ (ผู้ประกาศข่าว[149]), วีรศักดิ์ นิลกลัด (ผู้ประกาศข่าวและผู้บรรยายกีฬา[150]), พิศณุ นิลกลัด (ผู้ประกาศข่าวและผู้บรรยายกีฬา[136]), อดิสรณ์ พึ่งยา (ผู้ประกาศข่าวและผู้บรรยายกีฬา[150]), สุฐิตา ปัญญายงค์ (ผู้ประกาศข่าว, พิธีกร และนักแสดง[151]), พชร ปัญญายงค์ (ผู้ประกาศข่าวและนักธุรกิจ[151]), วิรพร จิรเวชสุนทรกุล (นักแสดง[152]), สาทิตย์ วงศ์หนองเตย (นักการเมือง[153]), ณัฎฐ์ บรรทัดฐาน (นักการเมือง[154]), กิตติ สิงหาปัด (ผู้ประกาศข่าว), นานา ไรบีนา (ดีเจและนักกีฬาแข่งรถ), โก๊ะตี๋ อารามบอย (นักแสดงและพิธีกร), วรเวช ดานุวงศ์ (นักร้องและนักแสดง), ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง (นักแสดงและพิธีกร), ศรราม เทพพิทักษ์ (นักร้องและนักแสดง), เปรมณัช สุวรรณานนท์ (นักแสดงและพิธีกร), ณัฐวุฒิ สกิดใจ (นักแสดง), รพีภัทร เอกพันธ์กุล (นักแสดง), ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล (นักแสดง[155]), ธนากร ชินกูล (ดีเจ,นักร้อง,นักแสดงและพิธีกร), นภัทร อินทร์ใจเอื้อ (นักร้องและนักแสดง), จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม (นักร้องและนักแสดง), พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ (นักร้อง), พรชัย เค้าแก้ว (นักกีฬาเซปักตะกร้อทีมชาติไทย), หนึ่งธิดา โสภณ (นักแสดงและนักร้อง), พิพิธพล พุกกะณะสุต (นักร้องนำวงJetset'er), สิรีภรณ์ ยุกตะทัต (นักแสดงและพิธีกร), ภีรนีย์ คงไทย (นักแสดงและนางแบบ), รัชวิน วงศ์วิริยะ (นักแสดง-พิธีกรและดีเจ), ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร (พิธีกรและดีเจ), ศุภวัฒน์ พีรานนท์ (นักร้อง), เทิดศักดิ์ ใจมั่น (นักฟุตบอลทีมชาติไทย), อภิเชษฐ์ พุฒตาล (นักฟุตบอลทีมชาติไทย), กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ (นักฟุตบอลทีมชาติไทย), ซารีฟ สายนุ้ย (นักฟุตบอลทีมชาติไทย), ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์ (นักฟุตบอลทีมชาติไทย), ประกาศิต โบสุวรรณ (นักร้องและนักแสดง), แอนดี้ เขมพิมุก (นักร้อง-นักแสดงและพิธีกร[156]), แมทธิว ดีน (นักแสดงและพิธีกร), พงศ์สิรี บรรลือวงศ์ (นักกีฬาขี่ม้าทีมชาติและนักแสดง), นันทศัย พิศัลยบุตร (นักแสดง), เพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล (นักแสดงและนักร้อง), ณัฏฐพงษ์ ชาติพงษ์ (นักแสดง), สุวินัย อ่อนสอาด (ผู้บรรยายกีฬาฟุตบอลและนักจัดรายการวิทยุ), ทรงศักดิ์ วรรณวิจิตร (ผู้บรรยายกีฬาฟุตบอลและนักจัดรายการวิทยุ), ชิตพล ทรัพย์ขำ (ผู้บรรยายกีฬาฟุตบอลและนักจัดรายการวิทยุ), ปองกูล สืบซึ้ง (นักร้อง), ธนภัทร กาวิละ (นักแสดง) ฯลฯ

ผู้เล่น

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน

ณ วันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 2020[157]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1   GK อาลีซง
3   MF ฟาบิญญู
4   DF เฟอร์จิล ฟัน ไดก์ (กัปตันคนที่สาม)[158]
5   MF จอร์จีนีโย ไวนัลดึม (กัปตันคนที่สี่)[158]
7   MF เจมส์ มิลเนอร์ (รองกัปตัน)[159]
8   MF นาบี เกอีตา
9   FW โรแบร์ตู ฟีร์มีนู
10   FW ซาดีโย มาเน
11   FW มุฮัมมัด เศาะลาห์
12   DF โจ โกเมซ
13   GK อาเดรียน
14   MF จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (กัปตัน)[160]
15   MF อเล็กซ์ ออกซ์เลด-เชมเบอร์ลิน
16   MF มาร์คอ กรูยิช
17   MF เคอร์ติส โจนส์
18   FW ทากูมิ มินามิโนะ
21   DF กอสตัส ซีมีกัส
23   MF แจร์ดัน ชาชีรี
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
24   FW เรียน บรูว์สเตอร์
26   DF แอนดรูว์ รอเบิร์ตสัน
27   FW ดีว็อก โอรีกี
32   DF ฌอแอล มาติป
47   DF นาแทเนียล ฟีลิปส์
51   DF กี-ยานา ฮุเฟอร์
54   MF เชยี โอโจ
58   FW เบน วูดเบิร์น
59   MF แฮร์รี วิลสัน
62   GK คีวีน เคลลิเฮอร์
66   MF เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์
67   MF ฮาวี เอลเลียต
72   DF เซปป์ ฟาน เด็น เบิร์ก
73   GK คามิล กราบารา
76   DF เนโก วิลเลียมส์
  GK โลริส คารีอุส
  FW ทาอีโว อาโวนียี

ผู้เล่นตัวสำรองและผู้เล่นจากศูนย์เยาวชน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้เล่นตัวสำรองและผู้เล่นจากศูนย์เยาวชน โปรดดู รายชื่อผู้เล่นตัวสำรองและผู้เล่นจากศูนย์เยาวชนของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

อดีตผู้เล่น

สถิติผู้เล่น

กัปตันทีม

ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรในปี ค.ศ. 1892 มีผู้เล่น 45 คน ได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล[161] แอนดรูว์ ฮานนาห์ ได้เป็นกัปตันทีมคนแรกหลังลิเวอร์พูลแยกตัวออกจาก เอฟเวอร์ตัน แล้วก่อตั้งสโมสรด้วยตัวเอง อเล็กซ์ เรสเบค เป็นกับตันทีมในปี ค.ศ. 1899 ถึง ค.ศ. 1909 เป็นผู้เล่นที่ทำหน้าที่กัปตันทีมยาวนานที่สุด ก่อนที่ สตีเวน เจอร์ราด ซึ่งอยู่กับลิเวอร์พูลยาวนานถึง 12 ฤดูกาล ตั้งแต่ 2003–04 ทำลายสถิติ[161] กัปตันทีมคนปัจจุบันคือ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ซึ่งมาแทนที่เจอร์ราด ในฤดูกาล 2015–16 หลังจากที่เจอร์ราดย้ายไปแอลเอ กาแลคซี[162][163]

ชื่อ ช่วงปีที่เป็นกัปตันทีม
  แอนดรูว แฮนนาห์ 1892–1895
  จิมมี รอสส์ 1895–1897
  จอห์น แม็กคาร์ตนีย์ 1897–1898
  แฮร์รี สโตเรอร์ 1898–1899
  อเล็กซ์ เรสเบค 1899–1909
  อาเธอร์ กอดดาร์ด 1909–1912
  อีเฟรียม ลองเวิร์ธ 1912–1913
  แฮร์รี โลว์ 1913–1915
  โดนัลด์ แมกคินลีย์ 1919–1920
  อีเฟรียม ลองเวิร์ธ 1920–1921
  โดนัลด์ แมกคินลีย์ 1921–1928
  ทอม บรอมโลว์ 1928–1929
  เจมส์ แจ็คสัน จูเนียร์ 1929–1930
  ทอม มอร์ริสัน 1930–1931
  ทอม บราดชอว์ 1931–1934
ชื่อ ช่วงปีที่เป็นกัปตันทีม
  ทอม คูเปอร์ 1934–1939
  แมตต์ บัสบี 1939–1940
  วิลลี เฟแกน 1945–1947
  แจ็ก บัลเมอร์ 1947–1950
  ฟิล เทย์เลอร์ 1950–1953
  บิลล์ โจนส์ 1953–1954
  ลอรี ฮิวจ์ส 1954–1955
  บิลลี ลิดเดลล์ 1955–1958
  จอห์นนี วีลเลอร์ 1958–1959
  รอนนี โมแรน 1959–1960
  ดิก ไวต์ 1960–1961
  รอน ยีตส์ 1961–1970
  ทอมมี สมิธ 1970–1973
  เอมลิน ฮิวจ์ส 1973–1978
  ฟีล ทอมป์สัน 1978–1981
ชื่อ ช่วงปีที่เป็นกัปตันทีม
  แกรม ซูเนส 1982–1984
  ฟีล นีล 1984–1985
  แอลัน แฮนเซน 1985–1988
  รอนนี วีแลน 1988–1989
  แอลัน แฮนเซน 1989–1990
  รอนนี วีแลน 1990–1991
  สตีฟ นิโคล 1990–1991
  มาร์ก ไรท์ 1991–1993
  เอียน รัช 1993–1996
  จอห์น บาร์นส์ 1996–1997
  พอล อินซ์ 1997–1999
  เจมี เรดเนปป์ 1999–2002
  ซามี ฮูเปีย 2001–2003
  สตีเวน เจอร์ราร์ด 2003–2015
  จอร์แดน เฮนเดอร์สัน 2015–

ผู้เล่นแห่งฤดูกาล

 
สตีเวน เจอร์ราร์ด ชนะรางวัลผู้เล่นแห่งฤดูกาลสี่ครั้ง
 
ลุยส์ ซัวเรซ ชนะรางวัลผู้เล่นแห่งฤดูกาลสองครั้ง
ดูสารนิเทศเพิ่มเติมที่: รางวัลลิเวอร์พูลผู้เล่นแห่งฤดูกาล
ฤดูกาล ชื่อ สัญชาติ ตำแหน่ง หมายเหตุ อ้างอิง
2001–02 ฮูเปีย, ซามีซามี ฮูเปีย   ฟินแลนด์ กองหลัง [164]
2002–03 เมอร์ฟีย์, แดนนีแดนนี เมอร์ฟีย์   อังกฤษ กองกลาง [165]
2003–04 เจอร์ราร์ด, สตีเวนสตีเวน เจอร์ราร์ด   อังกฤษ กองกลาง [166]
2004–05 คาร์เรเกอร์, เจมีเจมี คาร์เรเกอร์   อังกฤษ กองหลัง สตีเวน เจอร์ราร์ด ได้รับเลือกจากแฟนบอลให้เป็นผู้เล่นแห่งฤดูกาลของพวกเขา [167]
2005–06 เจอร์ราร์ด, สตีเวนสตีเวน เจอร์ราร์ด (2)   อังกฤษ กองกลาง ชนะรางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ด้วยเช่นกัน [168]
2006–07 เจอร์ราร์ด, สตีเวนสตีเวน เจอร์ราร์ด (3)   อังกฤษ กองกลาง [169]
2007–08 ตอร์เรส, เฟร์นันโดเฟร์นันโด ตอร์เรส   สเปน กองหน้า [170]
2008–09 เจอร์ราร์ด, สตีเวนสตีเวน เจอร์ราร์ด (4)   อังกฤษ กองกลาง ชนะรางวัล นักฟุตบอลแห่งปีของสมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอล ด้วยเช่นกัน [171]
2009–10 เรย์นา, เปเปเปเป เรย์นา   สเปน ผู้รักษาประตู [172]
2010–11 เลย์วา, ลูกัสลูกัส เลย์วา   บราซิล กองกลาง [173]
2011–12 ชเกอร์เตล, มาร์ตินมาร์ติน ชเกอร์เตล   สโลวาเกีย กองหลัง [174]
2012–13 ซัวเรซ, ลุยส์ลุยส์ ซัวเรซ   อุรุกวัย กองหน้า [175]
2013–14 ซัวเรซ, ลุยส์ลุยส์ ซัวเรซ (2)   อุรุกวัย กองหน้า ชนะรางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ, ผู้เล่นแห่งฤดูกาลพรีเมียร์ลีกและนักฟุตบอลแห่งปีของสมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอล ด้วยเช่นกัน [176]
2014–15 โกชิญญู, ฟีลีปีฟีลีปี โกชิญญู   บราซิล กองกลาง [177]
2015–16 โกชิญญู, ฟีลีปีฟีลีปี โกชิญญู (2)   บราซิล กองกลาง [178]
2016–17 มาเน, ซาดีโยซาดีโย มาเน   เซเนกัล กองหน้า [179]
2017–18 เศาะลาห์, มุฮัมมัดมุฮัมมัด เศาะลาห์   อียิปต์ กองหน้า ชนะรางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ, นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของแฟนบอลของพีเอฟเอ, ผู้เล่นแห่งฤดูกาลพรีเมียร์ลีกและนักฟุตบอลแห่งปีของสมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอล ด้วยเช่นกัน [180]
2018–19 ฟัน ไดก์, เฟอร์จิลเฟอร์จิล ฟัน ไดก์   เนเธอร์แลนด์ กองหลัง ชนะรางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ, ผู้เล่นแห่งฤดูกาลพรีเมียร์ลีกและผู้เล่นชายยอดเยี่ยมแห่งปีของยูฟ่า [181]

ผู้เล่นในอดีตที่สำคัญ

บันทึกสถิติของผู้เล่น

สถิติการลงเล่น

บุคลากร

เกียรติประวัติ

 
ถ้วยจำลองยูโรเปียนคัพจำนวน 4 ใบ ซึ่งลิเวอร์พูลได้จากการชนะเลิศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977 ถึง 1984 ได้รับการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของสโมสร

  ระดับประเทศ

(*แชมป์ร่วม)

  ระดับทวีปยุโรป

  ระดับโลก

ชนะเลิศสองรายการและสามรายการ

ลีกและเอฟเอคัพ (1): 1985–86

ลีกและลีกคัพ (2): 1981–82, 1982–83

ลีกและยูโรเปียนคัพ (1): 1976–77

ลีกและยูฟ่าคัพ (2): 1972–73, 1975–76

ลีกคัพและยูโรเปียนคัพ (1): 1980–81

ลีก, ลีกคัพ และยูโรเปียนคัพ (1): 1983–84

เอฟเอคัพ, ลีกคัพ และยูฟ่าคัพ (1): 2000–01

การแข่งขันที่มีช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์หรือยูฟ่าซูเปอร์คัพ จะไม่นับรวมกับแชมป์รายการอื่น ๆ

อ้างอิง

  1. "Happy birthday LFC? Not quite yet..." Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 15 March 2014. Liverpool F.C. was born on 3 June 1892. It was at John Houlding's house in Anfield Road that he and his closest friends left from Everton FC, formed a new club.
  2. "Premier League Handbook 2019/20" (PDF). Premier League. สืบค้นเมื่อ 29 July 2019.
  3. 3.0 3.1 "Liverpool's ranking in world's richest teams revealed as Reds generate £533m revenue". Liverpool Echo. สืบค้นเมื่อ 7 March 2020.
  4. 4.0 4.1 Ozanian, Mike. "The Business Of Soccer". Forbes. สืบค้นเมื่อ 17 August 2019.
  5. 5.0 5.1 "How Liverpool's worldwide fanbase will be tuning into events at Manchester United". Liverpool Echo. สืบค้นเมื่อ 29 July 2018.
  6. Rumsby, Ben (26 April 2016). "The legacy of Hillsborough – how football has changed". The Telegraph. สืบค้นเมื่อ 10 May 2016.
  7. Gibson, Owen (12 April 2009). "Out of the ashes of Hillsborough, modern football was born, writes Owen Gibson". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 10 May 2016.
  8. "Historical kits for Liverpool FC". Historical Kits. สืบค้นเมื่อ 2 June 2019.
  9. 9.0 9.1 "Liverpool Football Club is formed". Liverpool F.C. Archived from the original on 12 July 2010. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  10. Graham 1985, p. 14.
  11. Graham 1985, pp. 16–18.
  12. Graham 1985, p. 20.
  13. Liversedge 1991, p. 14.
  14. Kelly 1988, pp. 50–51.
  15. Kelly 1988, p. 57.
  16. "1965/66: Stan the man for Dortmund". Union of European Football Associations (UEFA). Archived from the original on 10 May 2014. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  17. Kelly 1999, p. 86.
  18. Pead 1986, p. 414.
  19. Kelly 1988, p. 157.
  20. Kelly 1988, p. 158.
  21. Cox, Russell & Vamplew 2002, p. 90.
  22. "On This Day – 29 May 1985: Fans die in Heysel rioting". BBC. 29 May 1985. สืบค้นเมื่อ 12 September 2006.
  23. Kelly 1988, p. 172.
  24. "On This Day – 15 April 1989: Soccer fans crushed at Hillsborough". BBC. 15 April 1989. สืบค้นเมื่อ 12 September 2006.
  25. Pithers, Malcolm (22 December 1993). "Hillsborough victim died 'accidentally': Coroner says withdrawal of treatment not to blame". The Independent. สืบค้นเมื่อ 28 August 2010.
  26. "A hard lesson to learn". BBC. 15 April 1999. สืบค้นเมื่อ 12 September 2006.
  27. Cowley, Jason (29 March 2009). "The night Football was reborn". The Observer. สืบค้นเมื่อ 23 July 2011.
  28. Liversedge 1991, pp. 104–105.
  29. Scully, Mark (22 February 2012). "LFC in the League Cup final: 1995 – McManaman masterclass wins praise from wing wizard Matthews". Liverpool Echo. สืบค้นเมื่อ 2 February 2020.
  30. Kelly (1999). The Boot Room Boys: Inside the Anfield Boot Room. p. 227.
  31. "Houllier acclaims Euro triumph". BBC Sport. 16 May 2001. สืบค้นเมื่อ 24 March 2007.
  32. "Houllier 'satisfactory' after surgery". BBC Sport. 15 October 2001. สืบค้นเมื่อ 13 March 2007.
  33. "Liverpool lift Worthington Cup". BBC Sport. 2003-03-02. สืบค้นเมื่อ 2 February 2020.
  34. "English Premier League 2003–2004: Table". Statto. Archived from the original on 3 December 2013. สืบค้นเมื่อ 3 September 2012. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  35. "AC Milan 3–3 Liverpool (aet)". BBC Sport. 25 May 2005. สืบค้นเมื่อ 15 April 2007.
  36. "Liverpool 3–3 West Ham (aet)". BBC Sport. 13 May 2006. สืบค้นเมื่อ 26 August 2010.
  37. "US pair agree Liverpool takeover". BBC Sport. 6 February 2007. สืบค้นเมื่อ 2 March 2007.
  38. McNulty, Phil (23 May 2007). "AC Milan 2–1 Liverpool". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 23 May 2007.
  39. "Liverpool's top-flight record". LFC History. สืบค้นเมื่อ 19 August 2011.
  40. "Rafael Benitez leaves Liverpool: club statement". The Daily Telegraph. 3 June 2010. สืบค้นเมื่อ 3 June 2010.
  41. "Liverpool appoint Hodgson". Liverpool F.C. 1 July 2010. Archived from the original on 29 July 2010. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  42. Gibson, Owen (15 October 2010). "Liverpool FC finally has a new owner after 'win on penalties'". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 7 November 2010.
  43. "Roy Hodgson exits and Kenny Dalglish takes over". BBC Sport. 8 January 2011. สืบค้นเมื่อ 22 April 2011.
  44. Bensch, Bob; Panja, Tariq (16 May 2012). "Liverpool Fires Dalglish After Worst League Finish in 18 Years". Bloomberg. Archived from the original on 20 June 2012. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  45. Ingham, Mike (16 May 2012). "Kenny Dalglish sacked as Liverpool manager". BBC. สืบค้นเมื่อ 10 June 2012.
  46. "Liverpool manager Brendan Rodgers to 'fight for his life'". BBC. 1 June 2012. สืบค้นเมื่อ 10 June 2012.
  47. Ornstein, David (12 May 2014). "Liverpool: Premier League near-miss offers hope for the future". BBC Sport. BBC. สืบค้นเมื่อ 7 August 2014.
  48. "Goals". Liverpool F.C. Archived from the original on 13 August 2012. สืบค้นเมื่อ 27 August 2012. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  49. "Brendan Rodgers: Liverpool boss sacked after Merseyside derby". BBC Sport. 4 October 2015. สืบค้นเมื่อ 10 October 2015.
  50. Smith, Ben (8 October 2015). "Liverpool: Jurgen Klopp confirmed as manager on £15m Anfield deal". BBC Sport. BBC. สืบค้นเมื่อ 10 October 2015.
  51. "Liverpool 1–3 Sevilla". BBC. 18 May 2016.
  52. "Premier League: The numbers behind remarkable title battle" (in อังกฤษ). 2019-05-12. สืบค้นเมื่อ 2019-05-19.
  53. "Liverpool beat Spurs to become champions of Europe for sixth time". BBC. สืบค้นเมื่อ 1 June 2019.
  54. "Real Madrid 3-1 Liverpool" (in อังกฤษ). 2018-05-26. สืบค้นเมื่อ 2019-05-19.
  55. "Firmino winner seals Club World Cup win". BBC. สืบค้นเมื่อ 21 December 2019.
  56. "Liverpool win Premier League: Reds' 30-year wait for top-flight title ends". BBC. สืบค้นเมื่อ 25 June 2020.
  57. 57.0 57.1 "Historical LFC Kits". Liverpool F.C. Archived from the original on 24 July 2010. สืบค้นเมื่อ 12 August 2010. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  58. St. John, Ian (9 October 2005). "Shankly: the hero who let me down". The Times. สืบค้นเมื่อ 12 September 2006.
  59. "LFC and Warrior announcement". Archived from the original on 20 January 2012. สืบค้นเมื่อ 18 January 2012. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  60. Badenhausen, Kurt (4 February 2015). "New Balance Challenges Nike And Adidas With Entry into Global Soccer Market". Forbes. สืบค้นเมื่อ 4 February 2015.
  61. Crilly 2007, p. 28.
  62. "LFC announces multi-year partnership with Nike as official kit supplier from 2020-21". Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 7 January 2020.
  63. Dart, James; Tinklin, Mark (6 July 2005). "Has a streaker ever scored?". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 16 August 2007.
  64. Espinoza, Javier (8 May 2009). "Carlsberg and Liverpool might part ways". Forbes. สืบค้นเมื่อ 23 July 2008.
  65. "Liverpool and Standard Chartered announce sponsorship deal". Standard Chartered Bank. 14 September 2009. สืบค้นเมื่อ 12 August 2010.
  66. "Hillsborough". Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 12 August 2010.
  67. "Liverpool kit launch sparks anger among Hillsborough families". BBC Sport. BBC. 11 May 2012. สืบค้นเมื่อ 17 May 2012.
  68. Liversedge 1991, p. 112.
  69. Kelly 1988, p. 187.
  70. Moynihan 2009, p. 24.
  71. Liversedge 1991, p. 113.
  72. Kelly 1988, p. 188.
  73. Pearce, James (23 August 2006). "How Kop tuned into glory days". Liverpool Echo. Archived from the original on 10 February 2009. สืบค้นเมื่อ 6 December 2008. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  74. "Club Directory" (PDF). Premier League Handbook Season 2010/11. Premier League. 2010. p. 35. Archived from the original (PDF) on 14 December 2010. สืบค้นเมื่อ 17 August 2010. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  75. "Anfield". Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 15 August 2010.
  76. "Liverpool unveil new stadium". BBC Sport. 17 May 2002. สืบค้นเมื่อ 17 March 2007.
  77. Hornby, Mike (31 July 2004). "Reds stadium gets go-ahead". Liverpool Echo. สืบค้นเมื่อ 12 September 2006.
  78. "Liverpool get go-ahead on stadium". BBC Sport. 8 September 2006. สืบค้นเมื่อ 8 March 2007.
  79. "Liverpool's stadium move granted". BBC. 6 November 2007. สืบค้นเมื่อ 22 August 2010.
  80. "Liverpool stadium 'will be built'". BBC Sport. 17 September 2009. สืบค้นเมื่อ 28 July 2011.
  81. Smith, Ben (15 October 2012). "Liverpool to redevelop Anfield instead of building on Stanley Park". BBC Sport. BBC. สืบค้นเมื่อ 16 August 2014.
  82. "Liverpool's new Main Stand boosts Anfield capacity to 54,000". BBC News. BBC. 9 September 2016. สืบค้นเมื่อ 27 September 2019.
  83. Rice, Simon (6 November 2009). "Manchester United top of the 25 best supported clubs in Europe". The Independent. สืบค้นเมื่อ 6 August 2011.
  84. "LFC Official Supporters Clubs". Liverpool F.C. Archived from the original on 23 July 2011. สืบค้นเมื่อ 6 August 2011. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  85. "Asia Tour 2011". Liverpool F.C. 27 July 2011. Archived from the original on 11 July 2015. สืบค้นเมื่อ 2 September 2014.
  86. "Steven Gerrard delights the MCG crowd as Liverpool beats Melbourne Victory 2–0". ABC. สืบค้นเมื่อ 29 July 2018.
  87. "Man Utd 1–4 Liverpool: Xherdan Shaqiri scores stunning overhead kick". BBC. สืบค้นเมื่อ 29 July 2018.
  88. "Anfield giants never walk alone". Fédération Internationale de Football Association (FIFA). 11 June 2008. Archived from the original on 11 September 2008. สืบค้นเมื่อ 14 November 2008. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  89. George, Ricky (18 March 2008). "Liverpool fans form a club in their price range". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 18 March 2008.
  90. Hart, Simon (25 October 2013). "Anfield's 50 years of never walking alone". The Independent. สืบค้นเมื่อ 20 July 2018.
  91. "Liverpool". Fédération Internationale de Football Association (FIFA). สืบค้นเมื่อ 23 July 2011.
  92. "LFC Crests". Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 29 July 2018.
  93. McKie, David (31 May 1985). "Thatcher set to demand FA ban on games in Europe". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 7 December 2008.
  94. "The Heysel disaster". BBC. 29 May 2000. สืบค้นเมื่อ 7 December 2008.
  95. "1987: Liverpool fans to stand trial in Belgium". BBC. 9 September 1987. สืบค้นเมื่อ 22 August 2010.
  96. Jackson, Jamie (4 April 2005). "The witnesses". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 27 May 2006.
  97. "Liverpool remembers Heysel". BBC. 29 May 2000. สืบค้นเมื่อ 24 May 2006.
  98. Smith, David (11 July 2004). "The city that eclipsed the Sun". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 7 December 2008.
  99. Burrell, Ian (8 July 2004). "An own goal? Rooney caught in crossfire between 'The Sun' and an unforgiving city". The Independent. สืบค้นเมื่อ 22 December 2008.
  100. "Hillsbrough Family Support Group". Liverpool F.C. Archived from the original on 3 February 2012. สืบค้นเมื่อ 23 July 2011. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  101. ""ทวิตเตอร์" สำรวจ "หงส์" ครองใจแฟนสยามมากสุด". ผู้จัดการออนไลน์. 23 April 2015. สืบค้นเมื่อ 23 April 2015.
  102. "Classic: Everton-Liverpool". Fédération Internationale de Football Association (FIFA). 11 September 2006. Archived from the original on 25 August 2009. สืบค้นเมื่อ 20 December 2008. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  103. Smith, Rory (24 January 2009). "Liverpool and Everton no longer play the 'friendly derby' as fans become more vitriolic". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 26 August 2010.
  104. Smith, Rory (7 February 2010). "Liverpool 1 Everton 0: match report". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 20 July 2011.
  105. "Everton's research confirms Liverpool fans vastly outweigh them in the city". MSN. 20 February 2020.
  106. Rohrer, Finlo (21 August 2007). "Scouse v Manc". BBC. สืบค้นเมื่อ 3 April 2008.
  107. "Red rivalry on England's north-west". FIFA.com. สืบค้นเมื่อ 8 July 2020.
  108. Bray, Joe (12 February 2019). "Manchester United ranked as the biggest football club in England ahead of Liverpool FC". Manchester Evening News. สืบค้นเมื่อ 4 January 2020.
  109. Taylor, Daniel (21 October 2019). "Manchester United v Liverpool: the battle for Asia". The Athletic. สืบค้นเมื่อ 4 January 2020.
  110. "Manchester United v Liverpool: The biggest game in football". Sky Sports. สืบค้นเมื่อ 3 January 2019.
  111. "The 20 biggest rivalries in world football ranked – Liverpool vs Manchester Utd". The Telegraph. 20 March 2015. สืบค้นเมื่อ 7 November 2015.
  112. "The 7 Greatest Rivalries in Club Football: From Boca to the Bernabeu". The Bleacher Report. 26 November 2013. สืบค้นเมื่อ 7 November 2015.
  113. 113.0 113.1 113.2 Cox, Michael (12 December 2014). "Man Utd vs. Liverpool is close to a classic rivalry, but lacks major drama". ESPN FC.
  114. "Liverpool VS Manchester United: Red rivalry on England's north-west". FIFA.com. สืบค้นเมื่อ 3 February 2015.
  115. Jolly, Richard (13 December 2014). "Manchester United – Liverpool remains English football's No.1 rivalry". Goal.com.
  116. Ingle, Sean; Murray, Scott (10 May 2000). "Knowledge Unlimited". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 26 February 2008.
  117. Liversedge 1991, p. 108.
  118. Liversedge 1991, p. 109.
  119. Liversedge 1991, p. 110.
  120. Reade 2009, p. 206.
  121. Narayana, Nagesh (5 March 2008). "Factbox Soccer who owns Liverpool Football Club". Reuters. สืบค้นเมื่อ 22 August 2010.
  122. Wilson, Bill (6 February 2007). "US business duo at Liverpool helm". BBC. สืบค้นเมื่อ 2 December 2008.
  123. McNulty, Phil (20 January 2008). "Liverpool braced for takeover bid". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 2 December 2008.
  124. Bandini, Paolo (16 April 2010). "Liverpool appoint Martin Broughton as chairman to oversee sale of club". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 16 April 2010.
  125. Conn, David (7 May 2010). "Auditors cast doubt on future of Liverpool after losses". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 8 May 2010.
  126. "Liverpool takeover to go ahead as owners lose case". ESPN. 13 October 2010. สืบค้นเมื่อ 23 March 2011.
  127. "Liverpool takeover completed by US company NESV". BBC Sport. 15 October 2010. สืบค้นเมื่อ 12 August 2011.
  128. "Top 25 Football Club Brands" (PDF). Brand Finance. สืบค้นเมื่อ 7 August 2011.
  129. "Liverpool". Forbes. 21 April 2010. สืบค้นเมื่อ 8 August 2010.
  130. Wilson, Bill (10 February 2011). "Real Madrid top football rich list for sixth year". BBC. สืบค้นเมื่อ 22 July 2011.
  131. "Deloitte Football Money League 2018". Deloitte. 23 January 2018. สืบค้นเมื่อ 23 January 2018.
  132. Ozanian, Mike. "The World's Most Valuable Soccer Teams 2018". Forbes. สืบค้นเมื่อ 2018-06-12.
  133. "Deloitte Football Money League 2018". Deloitte. 23 January 2018. สืบค้นเมื่อ 5 November 2019.
  134. Hunter, Andy (2020-04-04). "Liverpool under fire for furloughs while PFA points to pay-cut tax trap". The Observer (in อังกฤษ). ISSN 0029-7712. สืบค้นเมื่อ 2020-04-07.
  135. "Liverpool: Premier League leaders reverse furlough decision & apologise to fans". BBC Sport (in อังกฤษ). 2020-04-06. สืบค้นเมื่อ 2020-04-07.
  136. 136.0 136.1 "แจ๊คกี้ แฟนพันธุ์แท้ ลิเวอร์พูล ปี 2000". แฟนพันธุ์แท้ 2000.
  137. Kelly 1988, p. 192.
  138. "The Hillsborough Tragedy". BBC. 16 June 2000. สืบค้นเมื่อ 23 December 2008.
  139. "Footballer Barnes for rap return". BBC. 3 March 2006. สืบค้นเมื่อ 2 December 2008.
  140. "Hillsborough's Sad Legacy". BBC. 14 April 1999. สืบค้นเมื่อ 23 December 2008.
  141. Ebert, Roger (18 October 2002). "Formula 51". Chicago Sun-Times. สืบค้นเมื่อ 19 August 2011.
  142. "Scully". BBC. 20 August 2009. สืบค้นเมื่อ 19 August 2011.
  143. หน้า 19, ย้อนรอย "หงส์" บุก โดย บี บางปะกง. "ตะลุยฟุตบอลโลก". ไทยรัฐปีที่ 66 ฉบับที่ 20991: วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 แรม 12 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม
  144. หน้า 19 ต่อจากหน้า 17 กีฬา, 'ซิโก้'ฮึกเหิมโวนำแข้งไทยเด็ดปีกหงส์. เดลินิวส์ฉบับที่ 24,015: วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 แรม 14 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม
  145. ""เฮนโด" 2 แอสซิสต์ส่งหงส์ยิง "ทรู" ขาด 4-0". ผู้จัดการออนไลน์. 14 July 2015. สืบค้นเมื่อ 15 July 2015.
  146. "ผลสำรวจชี้เมืองไทยแฟนบอลลิเวอร์พูลมากสุด". manuclubth.com. 23 April 2015. สืบค้นเมื่อ 14 July 2015.
  147. 147.0 147.1 ""ไทย" ตื่นกระแสแชมป์? "เสื้อหงส์" ขายดิบขายดี". ผู้จัดการออนไลน์. 2 May 2014. สืบค้นเมื่อ 15 July 2015.
  148. "หงส์ตัวพ่อ! สรยุทธขอโทษแมนฯยูเหตุป้ายหยามผี". goal.com. 29 July 2013. สืบค้นเมื่อ 14 July 2015.
  149. "ธีระ ธัญไพบูลย์ จริงจัง แต่ไม่เครียด โดนใจ MASS". positioningmag.com. 5 June 2009. สืบค้นเมื่อ 14 July 2015.
  150. 150.0 150.1 "แฟนเกรียนสุดแสบ! ทำภาพแซว แจ็คกี้ วีรศักดิ์ เกมหงส์พ่ายวิลล่า". เอ็มไทยดอตคอม. สืบค้นเมื่อ 14 July 2015.
  151. 151.0 151.1 "เปิดใจคู่รักแฟนบอลลิเวอร์พูล นิหน่า-แบงค์งัดกลยุทธ์รุ่นแม่ ดูแลสามีจนอยู่หมัด". praew.com. สืบค้นเมื่อ 14 July 2015.
  152. "คุยเรื่องบอลกับ "มายด์" สาวน้อยหัวใจ "หงส์แดง"". ผู้จัดการออนไลน์. 2015-11-30. สืบค้นเมื่อ 2016-10-16.
  153. "Big Picture คิดต่างระหว่างบรรทัด 29 12 59 เบรก 1". ฟ้าวันใหม่. 2016-12-26. สืบค้นเมื่อ 2016-12-30.
  154. "คิดเช่น Gen D 02 06 60". ฟ้าวันใหม่. 2017-06-02. สืบค้นเมื่อ 2017-06-03.
  155. "แก็ป ธนเวทย์ ดีใจที่ได้เห็นโกลดอตคอม ไทยอิดิชั่น". โกล์ดอตคอม. 2012-05-19. สืบค้นเมื่อ 2012-05-19.
  156. "คนดังแดงเดือด หงส์ ปะทะ ผี ใคร (จะ) ได้เฮ!". โพสต์ทูเดย์. 2012-09-22. สืบค้นเมื่อ 2012-09-22.
  157. 157.0 157.1 "First team". Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 6 August 2019.
  158. 158.0 158.1 Shaw, Chris (26 October 2018). "Klopp explains players' vote for captaincy roles". Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 26 October 2018.
  159. Shaw, Chris (10 August 2015). "Milner on vice-captain honour and Coutinho class". Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 20 July 2018.
  160. "Henderson appointed Liverpool captain". Liverpool F.C. 10 July 2015. สืบค้นเมื่อ 18 July 2018.
  161. 161.0 161.1 "Captains for Liverpool FC since 1892". Liverpool F.C. 29 April 2009. Archived from the original on 18 July 2009. สืบค้นเมื่อ 14 February 2015.
  162. "Henderson appointed new Liverpool Captain". 10 July 2015. สืบค้นเมื่อ 10 July 2015.
  163. "Steven Gerrard: LA Galaxy confirm deal for Liverpool captain". BBC Sport. 7 January 2015. สืบค้นเมื่อ 25 August 2015.
  164. Eaton, Paul (13 May 2002). "We speak to YOUR Player of the Season". Liverpool F.C. Archived from the original on 12 June 2015. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  165. Eaton, Paul (7 May 2003). "Murphy named Reds Player of the Season". Liverpool F.C. Archived from the original on 14 July 2015. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  166. "Gerrard delighted with Player of the Year vote". Liverpool F.C. 21 May 2004. Archived from the original on 12 June 2015. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  167. Hunter, Steve (4 May 2005). "Carra wins .tv player of the season". Liverpool F.C. Archived from the original on 14 July 2015. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  168. Rogers, Paul (23 May 2006). "It's Official: LFC Player of the Season". Liverpool F.C. Archived from the original on 12 June 2015. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  169. "Gerrard voted fans' player of the season". Liverpool F.C. 26 May 2007. Archived from the original on 12 June 2015. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  170. Eaton, Paul (19 May 2008). "Vote result: LFC Player of the Season". Liverpool F.C. Archived from the original on 12 June 2015. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  171. Carroll, James (4 June 2009). "LFC Player of the Season: Steven Gerrard". Liverpool F.C. Archived from the original on 12 June 2015. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  172. Rice, Jimmy (11 May 2010). "Reina crowned Player of 09–10". Liverpool F.C. Archived from the original on 23 April 2014. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  173. Carroll, James (24 May 2011). "Lucas scoops 2010–11 award". Liverpool F.C. Archived from the original on 24 November 2012. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  174. Carroll, James (14 May 2012). "Skrtel named LFC Player of Season". Liverpool F.C. Archived from the original on 15 April 2014. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  175. Shaw, Chris (28 May 2013). "Your player of the season revealed". Liverpool F.C. Archived from the original on 5 June 2013. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  176. Carroll, James (27 May 2014). "Suarez wins another season award". Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  177. Shaw, Chris (19 May 2015). "Phil wins four prizes at Players' Awards". Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 4 June 2015.
  178. "Quartet of accolades for Philippe Coutinho at LFC Players' Awards". Liverpool FC. สืบค้นเมื่อ 12 May 2016.
  179. Shaw, Chris (9 May 2017). "Sadio Mane takes top prizes at LFC Players' Awards". Liverpool FC. สืบค้นเมื่อ 10 May 2016.
  180. Shaw, Chris (10 May 2018). "Mohamed Salah takes top prizes at LFC Players' Awards". Liverpool FC. สืบค้นเมื่อ 10 May 2018.
  181. Shaw, Chris (27 May 2019). "Revealed: The LFC Players' Awards 2019 winners". Liverpool FC. สืบค้นเมื่อ 27 May 2019.
  182. 182.00 182.01 182.02 182.03 182.04 182.05 182.06 182.07 182.08 182.09 182.10 "Appearances". Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 27 August 2012.
  183. "Total games played per season by Jamie Carragher". LFC history. สืบค้นเมื่อ 15 February 2008.
  184. "Michael Owen becomes LFC international ambassador". Liverpool F.C. 21 April 2016.
  185. "Liverpool Announce Executive Reshuffle". fcbusiness. 3 Feb 2017.
  186. 186.0 186.1 "The Liverpool Football Club & Athletic Grounds Limited". Premier League. สืบค้นเมื่อ 19 November 2017.
  187. "Kenny Dalglish returns to Liverpool on board of directors". BBC. 4 October 2013.
  188. "LFC appoints director of communications". Liverpool F.C. 18 April 2013. Archived from the original on 20 April 2013.
  189. Pearce, James (2 July 2015). "Liverpool FC's transfer committee – who did what to bring new signings to Anfield". Liverpool Echo. สืบค้นเมื่อ 3 January 2020.
  190. Lynch, David (12 November 2018). "Liverpool get one up over title rivals Manchester City as physio Lee Nobes takes Anfield role". London Evening Standard. สืบค้นเมื่อ 2 October 2019.
  191. Rice, Simon (20 May 2010). "Treble treble: The teams that won the treble". The Independent. สืบค้นเมื่อ 14 July 2010.
หมายเหตุ
  1. 1.0 1.1 Doubles won in conjunction with the treble, such as a FA Cup and League Cup double in 2001, are not included in the Doubles section.

แหล่งข้อมูลอื่น