เฟอร์จิล ฟัน ไดก์

เฟอร์จิล ฟัน ไดก์ (ดัตช์: Virgil van Dijk; เกิด 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1991) เป็นนักฟุตบอลชาวดัตช์ ปัจจุบันเล่นให้กับลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ฟัน ไดก์เข้าร่วมฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์ครั้งแรกใน ค.ศ. 2014 ความสามารถของฟัน ไดก์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและได้รับการยกย่องให้เป็นกองหลังที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลก[4] ฟัน ไดก์เป็นที่รู้จักจากความแข็งแกร่ง ความเป็นผู้นำ และทักษะกลางอากาศ[5][6][7] เขาเป็นกองหลังคนเดียวที่ชนะรางวัลนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมแห่งปีของยูฟ่า และได้อันดับรองชนะเลิศในสาขาผู้เล่นชายดีเด่นของฟีฟ่าของบาลงดอร์[8][9]

เฟอร์จิล ฟัน ไดก์
20160604 AUT NED 8876 (cropped).jpg
ฟัน ไดก์ ขณะลงเล่นให้เนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 2016
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม เฟอร์จิล ฟัน ไดก์ [1]
วันเกิด 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1991 (30 ปี)[2]
สถานที่เกิด เบรดา เนเธอร์แลนด์
ส่วนสูง 1.93 ม. (6 ฟุต 4 นิ้ว)[3]
ตำแหน่ง เซ็นเตอร์แบ็ก
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน
ลิเวอร์พูล
หมายเลข 4
สโมสรเยาวชน
2009–2010 วิลเลิมตเว
2010–2011 โครนิงเงิน
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2011–2013 โครนิงเงิน 62 (7)
2013–2015 เซลติก 76 (9)
2015–2018 เซาแทมป์ตัน 67 (4)
2018– ลิเวอร์พูล 129 (13)
ทีมชาติ
2011 เนเธอร์แลนด์ อายุไม่เกิน 19 ปี 1 (0)
2011–2013 เนเธอร์แลนด์ อายุไม่เกิน 21 ปี 3 (0)
2015– เนเธอร์แลนด์ 46 (5)
เกียรติประวัติ
ฟุตบอลชาย
ตัวแทนของ Flag of the Netherlands เนเธอร์แลนด์
ยูฟ่าเนชันส์ลีก
รองชนะเลิศ 2019
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้แก่สโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2022
‡ ข้อมูลการลงเล่นและประตูให้แก่ทีมชาติล่าสุด ณ วันที่ 29 มีนาคม 2022

สโมสรอาชีพแก้ไข

โครนิงเงินแก้ไข

ในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 เขาลงเล่นอาชีพให้สโมสรโครนิงเงินเป็นครั้งแรก โดยถูกเปลี่ยนลงมาแทน เพตเตอร์ แอนเดอร์สสัน ในนาทีที่ 72 ระหว่างชัยชนะ 4–2 กับเอดีโอ เดน ฮาก และในวันที่ 29 พฤษภาคม ในการเจอกับทีมเอดีโอ เดน ฮาก ซึ่งเป็นทีมเดียวกับที่เขาได้เจอในเกมแรกที่ได้ลงเล่นในฐานะตัวสำรอง โดยนัดนี้เขาเป็นตัวจริงให้กับโครนิงเก้นเป็นครั้งแรกและยิงประตูแรกในอาชีพของเขา โดยทำประตูได้สองครั้งในการชนะ 5-1 ในการแข่งขันยูฟ่ายูโรปาลีกในรอบเพลย์ออฟ

เซลติกแก้ไข

ในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2013 ฟัน ไดก์ ได้บรรลุข้อตกลงทำสัญญา 4 ปี กับสโมสรฟุตบอลเซลติกด้วยค่าตัว 2.6 ล้านปอนด์ เขาได้ลงสนามนัดแรกในวันที่ 17 สิงหาคม ด้วยการเปลี่ยนตัวลงไปแทนเอเฟ แอมโบรส ในช่วง 13 นาทีสุดท้ายในนัดที่พบกับสโมสรฟุตบอลแอเบอร์ดีน

เซาแทมป์ตันแก้ไข

ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2015 ฟัน ไดก์ ได้ย้ายมายังสโมสรฟุตบอลเซาแทมป์ตันด้วยค่าตัว 13 ล้านปอนด์ ในสัญญา 5 ปี เขาได้ลงสนามนัดแรกให้กับทีมในนัดที่ไปเยือนสนามเดอะฮอว์ธอร์นของสโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมวิชอัลเบียนในวันที่ 12 กันยายน ซึ่งจบลงด้วยผลเสมอ 0-0

ลิเวอร์พูลแก้ไข

ในวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 2017 มีข่าวว่า ฟัน ไดก์ ได้ตกลงร่วมทีมลิเวอร์พูลในช่วงเปิดตลาดหน้าหนาววันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2018 ด้วยค่าตัวราว 75 ล้านปอนด์ซึ่งจะกลายเป็นสถิติค่าตัวสูงที่สุดในโลกของผู้เล่นในตำแหน่งกองหลัง[10][11]

ฤดูกาล 2017-18แก้ไข

ในวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 2018 เอฟเอคัพ รอบสาม ฟัน ไดก์ลงสนามเป็นตัวจริงนัดแรกและทำประตูแรกในสีเสื้อของลิเวอร์พูล ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ เอฟเวอร์ตัน คู่ปรับร่วมเมือง 2-1 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 4 เอฟเอคัพ ได้สำเร็จ[12]

ฤดูกาล 2018-19แก้ไข

ในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2018 ฟัน ไดก์ทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018–19 นัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ วูลฟ์แฮมตันวันเดอเรอส์ ที่สนามกีฬาโมลีนิวส์ 2-0[13] ด้วยผลงานยอดเยี่ยมทำให้ ฟัน ไดก์ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยื่ยมประจำเดือนธันวาคมของพรีเมียร์ลีก

ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2019 ฟัน ไดก์ยิง 2 ประตู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ วอตฟอร์ด 5-0[14] ต่อมา ในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2019 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ฟัน ไดก์ทำประตูแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2018–19 นัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ บาเยิร์นมิวนิก ที่อัลลีอันทซ์อาเรนา 3-1 รวมผลสองนัด ลิเวอร์พูล เอาชนะ บาเยิร์นมิวนิก 3-1 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จ[15] ต่อมา ในวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 2019 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ฟัน ไดก์ทำประตูที่ 2 ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ โปร์ตู จากโปรตุเกส 4-1 รวมผลสองนัด ลิเวอร์พูล เอาชนะ โปร์ตู 6-1 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จ[16]

ในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 2019 ฟัน ไดก์คว้ารางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ประจำฤดูกาล 2018-19 ส่งผลให้ ฟัน ไดก์เป็นนักเตะคนที่ 8 ของลิเวอร์พูล ที่ได้รับรางวัลนี้ถัดจาก มุฮัมมัด เศาะลาห์ (2017-18), ลุยส์ ซัวเรซ (2013-14), สตีเวน เจอร์ราร์ด (2005-06), จอห์น บาร์นส์ (1987-88), เอียน รัช (1983-84), เคนนี ดัลกลิช (1982-83) และเทอร์รี แม็คเดอร์ม็อตต์ (1979-80)[17] รวมทั้ง ฟัน ไดก์ยังได้ติดทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ร่วมกับ ซาดีโย มาเน, แอนดรูว์ รอเบิร์ตสัน และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ 3 นักเตะของลิเวอร์พูล อีกด้วย ต่อมา ในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 2019 ฟัน ไดก์ทำประตูที่ 4 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ที่เซนต์เจมส์พาร์ก 3-2[18] ต่อมา ในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2019 ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ 2019 ลิเวอร์พูล เจอกับ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ที่วันดาเมโตรโปลิตาโน ในมาดริด, ประเทศสเปน สุดท้าย ลิเวอร์พูล เอาชนะ ทอตนัมฮอตสเปอร์ 2-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก สมัยที่ 6 ได้สำเร็จ[19] รวมถึง ฟัน ไดก์คว้ารางวัล Man of the Match ในนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย

ฤดูกาล 2019-20แก้ไข

ในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 2019 พรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาล 2019–20 ฟัน ไดก์ทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019–20 นัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ นอริชซิตี 4-1[20] ต่อมา ในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 2019 ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2019 ลิเวอร์พูล แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2018–19 เจอกับ เชลซี แชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีก ฤดูกาล 2018–19 ที่สนามโวดาโฟนพาร์ก, อิสตันบูล ประเทศตุรกี สุดท้าย ลิเวอร์พูล เอาชนะ เชลซี ในการดวลจุดโทษ 5-4 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ สมัยที่ 4 ได้สำเร็จ[21] ต่อมา ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 2019 ฟัน ไดก์ยิง 2 ประตู ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์ชนะ ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน 2-1[22] ต่อมา ในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2019 ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 2019 นัดชิงชนะเลิศ ลิเวอร์พูล เจอกับ ฟลาเม็งกู ตัวแทน คอนเมบอล ในฐานะแชมป์เก่าของ โกปาลิเบร์ตาโดเรส ที่สนามกีฬาแห่งชาติคาลิฟา ในโดฮา, ประเทศกาตาร์ สุดท้าย ลิเวอร์พูล เอาชนะ ฟลาเม็งกู ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-0 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก สมัยแรกได้สำเร็จ[23]

ในวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 2020 ฟัน ไดก์ทำประตูที่ 4 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะคู่ปรับตลอดกาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2-0[24] ต่อมา ในวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 2020 ฟัน ไดก์ทำประตูที่ 5 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ที่เซนต์เจมส์พาร์ก 3-1[25] จบฤดูกาล ฟัน ไดก์ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีได้สำเร็จ[26] ฟัน ไดก์ยังได้ติดทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ร่วมกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, แอนดรูว์ รอเบิร์ตสัน, ซาดีโย มาเน และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน 4 นักเตะของลิเวอร์พูล อีกด้วย[27]

ฤดูกาล 2020-21แก้ไข

ในวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 2020 พรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาล 2020–21 ฟัน ไดก์ทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020–21 นัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ ลีดส์ยูไนเต็ด 4-3[28] ต่อมา ในวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 2020 ฟัน ไดก์ได้รับบาดเจ็บหนักที่เส้นเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า จากการปะทะกับ จอร์แดน พิกฟอร์ด ผู้รักษาประตูของเอฟเวอร์ตัน ส่งผลให้ ฟัน ไดก์ ต้องเข้ารับการผ่าตัดและพักยาวตลอดทั้งฤดูกาลแล้ว

ฤดูกาล 2021-22แก้ไข

ในวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 2021 ฟัน ไดก์กลับมาลงสนามครั้งแรกในรอบ 9 เดือน ในช่วงปรีซีซั่นที่เจอกับ แฮร์ทา เบเอ็สเซ ต่อมา ในวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 2021 ฟัน ไดก์ตัดสินใจต่อสัญญาระยะยาวกับสโมสรลิเวอร์พูลถึงปี 2025[29] ต่อมา ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 2021 ฟัน ไดก์ทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2021–22 นัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะทีมเก่าของเขา เซาแทมป์ตัน 4-0[30] ต่อมา ในวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 2022 ฟัน ไดก์ทำประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ คริสตัลพาเลซ ที่เซลเฮิสต์พาร์ก 3-1[31] ต่อมา ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2022 ฟัน ไดก์ทำประตูที่ 3 ในพรีเมียร์ลีก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟีลด์เอาชนะ ลีดส์ยูไนเต็ด 6-0[32]

ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2022 เอฟเอคัพ รอบชิงชนะเลิศ 2022 ลิเวอร์พูล เจอกับ เชลซี ที่สนามกีฬาเวมบลีย์ สุดท้าย ลิเวอร์พูล เอาชนะ เชลซี ในการดวลจุดโทษ 6-5 ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์เอฟเอคัพ สมัยที่ 8 ได้สำเร็จ[33]

สถิติอาชีพแก้ไข

สโมสรแก้ไข

ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2022
Appearances and goals by club, season and competition
สโมสร ฤดูกาล ลีก National Cup[a] League Cup[b] ยุโรป อื่น ๆ รวม
Division ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
โครนิงเงิน 2010–11[34] เอเรอดีวีซี 5 2 0 0 5 2
2011–12[34] เอเรอดีวีซี 23 3 1 0 24 3
2012–13[34] เอเรอดีวีซี 34 2 3 0 37 2
รวม 62 7 4 0 66 7
เซลติก 2013–14[35] สกอตติชพรีเมียร์ชิป 36 5 2 0 1 0 8[c] 0 47 5
2014–15[36] สกอตติชพรีเมียร์ชิป 35 4 5 4 4 0 14[d] 2 58 10
2015–16[37] สกอตติชพรีเมียร์ชิป 5 0 5[c] 0 10 0
รวม 76 9 7 4 5 0 27 2 115 15
เซาแทมป์ตัน 2015–16[37] พรีเมียร์ลีก 34 3 1 0 3 0 38 3
2016–17[38] พรีเมียร์ลีก 21 1 1 1 2 0 6[e] 2 30 4
2017–18[39] พรีเมียร์ลีก 12 0 0 0 12 0
รวม 67 4 2 1 5 0 6 2 80 7
ลิเวอร์พูล 2017–18[39] พรีเมียร์ลีก 14 0 2 1 6[c] 0 22 1
2018–19 พรีเมียร์ลีก 38 4 0 0 0 0 12[c] 2 50 6
2019–20 พรีเมียร์ลีก 38 5 1 0 0 0 8[c] 0 3[f] 0 50 5
2020–21[40] พรีเมียร์ลีก 5 1 0 0 2 0 0 0 1[g] 0 8 1
2021–22[41] พรีเมียร์ลีก 34 3 5 0 3 0 8[c] 0 50 3
รวม 129 13 8 1 5 0 34 2 4 0 180 16
รวมทั้งหมด 334 33 21 6 15 0 67 6 4 0 441 45
  1. Appearances in KNVB Cup, Scottish Cup and FA Cup
  2. Appearances in Scottish League Cup and League Cup/EFL Cup
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 Appearances in UEFA Champions League
  4. Six appearances in UEFA Champions League, eight in UEFA Europa League
  5. Appearances in UEFA Europa League
  6. One appearance in FA Community Shield, one in UEFA Super Cup, one in FIFA Club World Cup
  7. One appearance in FA Community Shield

ทีมชาติแก้ไข

ณ วันที่ 29 มีนาคม 2022[42]
การปรากฏตัวในทีมชาติและได้ประตูต่อปี
ทีมชาติ ปี ลงเล่น ประตู
เนเธอร์แลนด์ 2015 3 0
2016 9 0
2017 4 0
2018 8 3
2019 9 1
2020 5 0
2021 6 1
2022 2 0
รวม 46 5
ณ วันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 2022
Netherlands score listed first, score column indicates score after each Van Dijk goal[42]
ลำดับประตูระดับนานาชาติที่เฟอร์จิล ฟัน ไดก์ทำได้
ลำดับ วันที่ สนาม คัพ คู่แข่ง คะแนน ผล การแข่งขัน อ้างอิง
1 26 มีนาคม 2018 Stade de Genève, เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 18   โปรตุเกส 3–0 3–0 กระชับมิตร [43]
2 13 ตุลาคม 2018 Johan Cruyff Arena, อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ 22   เยอรมนี 1–0 3–0 ยูฟ่าเนชันส์ลีก ฤดูกาล 2018–19 ลีกเอ [44]
3 19 พฤศจิกายน 2018 Arena AufSchalke, เก็ลเซินเคียร์เชิน ประเทศเยอรมนี 24   เยอรมนี 2–2 2–2 ยูฟ่าเนชันส์ลีก ฤดูกาล 2018–19 ลีกเอ [45]
4 21 มีนาคม 2019 De Kuip, รอตเทอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์ 25   เบลารุส 4–0 4–0 ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 รอบคัดเลือก [46]
5 11 ตุลาคม 2021 De Kuip, รอตเทอร์ดาม ประเทศเนเธอร์แลนด์ 42   ยิบรอลตาร์ 1–0 6–0 ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก [47]

เกียรติประวัติแก้ไข

สโมสรแก้ไข

เซลติก

  • Scottish Premiership: 2013–14, 2014–15
  • Scottish League Cup: 2014–15

เซาแทมป์ตัน

  • EFL Cup runners-up: 2016–17

ลิเวอร์พูล

รางวัลส่วนตัวแก้ไข

  • PFA Players' Player of the Year: 2018–19
  • PFA Team of the Year: 2018–19, 2019–20
  • PFA Player of the Month: พฤศจิกายน 2018, กุมภาพันธ์ 2019[49]
  • Premier League Player of the Season: 2018–19
  • Premier League Player of the Month: ธันวาคม 2018[50]
  • UEFA Men's Player of the Year Award: 2018–19
  • UEFA Defender of the Season: 2018–19
  • UEFA Team of the Year: 2018, 2019
  • UEFA Champions League Squad of the Season: 2017–18, 2018–19
  • UEFA Nations League Finals Team of the Tournament: 2019
  • FIFA FIFPro World XI: 2019, 2020
  • FIFA FIFPro World XI 5th Team: 2018
  • Liverpool Fans Player of the Season: 2018–19
  • Liverpool Players' Player of the Season: 2018–19
  • Southampton Player of the Season: 2015–16
  • PFA Scotland Team of the Year: 2013–14, 2014–15
  • Celtic FC Players' Player of the Year: 2013–14
  • Goal 50: 2018–19
  • IFFHS Men's World Team: 2019, 2020
  • ESM Team of the Year: 2018–19, 2019–20
  • Ballon d'Or: 2019 (2nd place)
  • Standard Chartered Liverpool Player of the Month: สิงหาคม 2018[51], กุมภาพันธ์ 2019[52], กุมภาพันธ์ 2022

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Squads for 2016/17 Premier League confirmed". Premier League. 1 September 2016. สืบค้นเมื่อ 11 September 2016.
  2. "Virgil Van Dijk". 11v11.com. AFS Enterprises. สืบค้นเมื่อ 7 January 2018.
  3. "Virgil van Dijk". Southampton F.C. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 11 March 2017.
  4. Merson, Paul (9 March 2019). "Virgil van Dijk the best defender in the world, says Paul Merson". Sky Sports. สืบค้นเมื่อ 8 April 2020.
  5. "Virgil Van Dijk Voted The Best Defender In World Football". Sportbible. 16 March 2019. สืบค้นเมื่อ 20 April 2019.
  6. "Virgil van Dijk the best defender in the world, says Paul Merson". Sky Sports. สืบค้นเมื่อ 20 April 2019.
  7. "Virgil van Dijk: Champions League Defender of the Season". UEFA. สืบค้นเมื่อ 1 September 2019.
  8. "The Best FIFA Men's Player". FIFA. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 7 November 2016. สืบค้นเมื่อ 2 September 2019.
  9. "Virgil van Dijk wins UEFA Men's Player of the Year award". UEFA. 29 August 2019. สืบค้นเมื่อ 29 August 2019.
  10. กองหลังแพงสุดของโลก! ฟาน ไดจ์ค ชูเสื้อซบลิเวอร์พูล 75 ล้านปอนด์[ลิงก์เสีย]
  11. "ลิเวอร์พูลบรรลุข้อตกลงคว้าตัวเวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2017-12-29. สืบค้นเมื่อ 2017-12-28.
  12. "ฟาน ไดจ์ค โหม่งประตูชัยให้ลิเวอร์พูลเข้ารอบเอฟเอ คัพ". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2018-01-10. สืบค้นเมื่อ 2018-01-06.
  13. Match Report: ซาลาห์ และฟาน ไดจ์ค ยิงคนละประตูช่วยลิเวอร์พูลบุกชนะวูล์ฟส์
  14. Match Report: ลิเวอร์พูลถล่มวัตฟอร์ด 5-0 ที่แอนฟิลด์ (วิดีโอ)
  15. Match Report: เข้ารอบ! ลิเวอร์พูลบุกไปชนะบาเยิร์นในแชมเปียนส์ลีก
  16. Match Report: ลิเวอร์พูลกด 4 ประตูผ่านเข้ารอบรองฯ แชมเปียนส์ลีก
  17. ฟาน ไดจ์ค คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอ
  18. Match Report: ลิเวอร์พูลเฉือนนิวคาสเซิล พร้อมยึดจ่าฝูงก่อนเกมสุดท้ายของฤดูกาล
  19. Match Report: ลิเวอร์พูลคว้าถ้วยแชมเปียนส์ลีกหลังชนะสเปอร์ส 2-0
  20. Match Report: ลิเวอร์พูลประเดิมเก็บ 3 แต้มแรกในเกมเปิดหัวพรีเมียร์ลีก
  21. Match Report: ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ซูเปอร์ คัพ หลังดวลจุดโทษชนะเชลซี
  22. Match Report: สองประตูของฟาน ไดจ์ค ช่วยให้ลิเวอร์พูลยังครองจ่าฝูง
  23. Match Report: ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์คลับ เวิลด์ ที่กาตาร์
  24. Match Report: ประตูจากฟาน ไดจ์ค และ ประตูท้ายเกมจากซาลาห์ ช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าชัยชนะเหนือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
  25. Match Report: ลิเวอร์พูลแชมป์พรีเมียร์ลีกปิดฤดูกาลอย่างสวยงาม
  26. อัลบั้มภาพ: ทีมลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก
  27. 5 นักเตะหงส์แดงมีชื่อในทีมแห่งปีของพีเอฟเอประจำฤดูกาล 2019-20
  28. Match Report: แฮตทริกของซาลาห์ช่วยให้ลิเวอร์พูลคว้าสามแต้ม
  29. เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เซ็นสัญญาระยะยาวฉบับใหม่กับทีมลิเวอร์พูล
  30. Match Report: ลิเวอร์พูลเปิดแอนฟิลด์ถล่มเซาท์แฮมป์ตัน 4-0
  31. Match Report: ลิเวอร์พูลบุกไปชนะคริสตัล พาเลซ 3-1
  32. Match Report: ลิเวอร์พูลถล่มลีดส์ขาดลอย 6-0 พร้อมจี้จ่าฝูง 3 แต้ม
  33. Match Report: ลิเวอร์พูลดวลจุดโทษชนะเชลซีคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ
  34. 34.0 34.1 34.2 "V. Van Dijk". Soccerway. Perform Group. สืบค้นเมื่อ 7 January 2018.
  35. "Games played by เฟอร์จิล ฟัน ไดก์ in 2013/2014". Soccerbase. Centurycomm. สืบค้นเมื่อ 29 September 2016.
  36. "Games played by เฟอร์จิล ฟัน ไดก์ in 2014/2015". Soccerbase. Centurycomm. สืบค้นเมื่อ 29 September 2016.
  37. 37.0 37.1 "Games played by เฟอร์จิล ฟัน ไดก์ in 2015/2016". Soccerbase. Centurycomm. สืบค้นเมื่อ 7 January 2018.
  38. "Games played by เฟอร์จิล ฟัน ไดก์ in 2016/2017". Soccerbase. Centurycomm. สืบค้นเมื่อ 7 January 2018.
  39. 39.0 39.1 "Games played by เฟอร์จิล ฟัน ไดก์ in 2017/2018". Soccerbase. Centurycomm. สืบค้นเมื่อ 2 April 2018.
  40. "Games played by เฟอร์จิล ฟัน ไดก์ in 2020/2021". Soccerbase. Centurycomm. สืบค้นเมื่อ 29 August 2020.
  41. "Games played by เฟอร์จิล ฟัน ไดก์ in 2021/2022". Soccerbase. Centurycomm. สืบค้นเมื่อ 14 August 2021.
  42. 42.0 42.1 Van Dijk, Virgil ที่ National-Football-Teams.com
  43. "Portugal vs. Netherlands 0–3: Summary". Soccerway. Perform Group. สืบค้นเมื่อ 27 November 2021.
  44. "Netherlands vs. Germany 3–0: Summary". Soccerway. Perform Group. สืบค้นเมื่อ 27 November 2021.
  45. "Germany vs. Netherlands 2–2: Summary". Soccerway. Perform Group. สืบค้นเมื่อ 27 November 2021.
  46. "Netherlands vs. Belarus 4–0: Summary". Soccerway. Perform Group. สืบค้นเมื่อ 27 November 2021.
  47. "Netherlands vs. Gibraltar 6–0: Summary". Soccerway. Perform Group. สืบค้นเมื่อ 27 November 2021.
  48. McNulty, Phil (27 February 2022). "Chelsea 0–0 Liverpool". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 27 February 2022.
  49. ฟาน ไดจ์ คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมเดือนก.พ.ของพีเอฟเอ
  50. คล็อปป์ และฟาน ไดจ์ค คว้ารางวัลยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำเดือนธันวาคม
  51. ฟาน ไดจ์ค คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ประจำเดือนของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด
  52. ฟาน ไดจ์ค คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือน ก.พ. ของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข