โรเจอร์ เฟเดอเรอร์

โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ (เยอรมัน: Roger Federer, ออกเสียง: [ˈrɔdʒər ˈfeːdərər];[3] เกิด: 8 สิงหาคม ค.ศ. 1981) เป็นนักเทนนิสอาชีพชายชาวสวิสมือวางอันดับ 11 ของโลกคนปัจจุบัน เขาเป็นหนึ่งในสามผู้เล่นที่ชนะเลิศรายการแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวมากที่สุดจำนวน 20 สมัย และเป็นเจ้าของสถิติชนะเลิศรายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล 6 สมัย เฟเดอเรอร์ยังทำสถิติครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์จำนวน 237 สัปดาห์ (ค.ศ. 2004–08)[4] และเป็นผู้เล่นชายที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 ด้วยจำนวนสัปดาห์รวมที่มากที่สุดเป็นอันดับสอง (310 สัปดาห์)[5] และครองตำแหน่งอันดับ 1 เมื่อจบสิ้นปีอีก 5 ครั้ง[6] เฟเดอเรอร์ชนะเลิศการแข่งขันในประเภทชายเดี่ยวรวม 103 รายการ[7] ซึ่งเป็นสถิติที่มากที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก จิมมี คอนเนอร์[8]

โรเจอร์ เฟเดอเรอร์
Roger Federer (26 June 2009, Wimbledon) 2 new.jpg
เฟเดอเรอร์ในการแข่งขันวิมเบิลดันปี 2009
ประเทศธงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์
ถิ่นพำนักรัฐบาเซิล-ลันท์ชัฟท์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
วันเกิด8 สิงหาคม ค.ศ. 1981 (40 ปี)
บาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ส่วนสูง1.85 เมตร (6 ฟุต 1 นิ้ว)[1]
เทิร์นโปร1998
การเล่นมือขวา (แบ็กแฮนด์มือเดียว)
ผู้ฝึกสอนสเตฟาน เอ็ดเบิร์ก (2014–2015) อิวาน ลูบิซิช (2016–ปัจจุบัน)
เงินรางวัล130,594,339 ดอลลาร์สหรัฐ
Official websiterogerfederer.com
เดี่ยว
สถิติอาชีพ1251–275 (82.0%)
รายการอาชีพที่ชนะ103 (สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในประเภทชายเดี่ยว)
อันดับสูงสุดNo. 1 (2 กุมภาพันธ์ 2004)
อันดับปัจจุบันNo. 11 (18 ตุลาคม 2021)[2]
ผลแกรนด์สแลมเดี่ยว
ออสเตรเลียนโอเพนชนะเลิศ (2004, 2006, 2007, 2010, 2017, 2018)
เฟรนช์โอเพนชนะเลิศ (2009)
วิมเบิลดันชนะเลิศ (2003, 2004, 2005, 2006, 2007, 2009, 2012, 2017)
ยูเอสโอเพนชนะเลิศ (2004, 2005, 2006, 2007, 2008)
Other tournaments
Tour Finalsชนะเลิศ (2003, 2004, 2006, 2007, 2010, 2011)
Olympic Gamesเหรียญเงิน (2012)
คู่
สถิติอาชีพ131–92 (58.7%)
รายการอาชีพที่ชนะ8
อันดับสูงสุดNo. 24 (9 มิถุนายน ค.ศ.2003)
ผลแกรนด์สแลมคู่
ออสเตรเลียนโอเพน3R (2003)
เฟรนช์โอเพน1R (2000)
วิมเบิลดันQF (2000)
ยูเอสโอเพน3R (2002)
Other Doubles tournaments
Olympic Gamesเหรียญทอง (2008)
Team Competitions
Davis Cupชนะเลิศ (2014)
Hopman Cupชนะเลิศ (2001, 2018, 2019)
อัปเดตล่าสุดเมื่อ: 18 ตุลาคม 2021

เฟเดอเรอร์ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามนักเทนนิสชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (Big Three)[9][10][11][12] ร่วมกับ ราฟาเอล นาดัล และ นอวาก จอกอวิช รวมทั้งเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล[13][14][15][16] เขาถือเป็นชาวสวิสคนแรกที่ยังมีชีวิตอยู่และมีรูปอยู่ในแสตมป์และเหรียญที่ระลึกของประเทศสวิตเซอร์แลนด์[17][18] เขาได้รับรางวัลนักกีฬาชายยอดเยี่ยมแห่งปีของโลก (Laureus World Sportsman of the Year) มากที่สุด 5 สมัย[19], รางวัลนักเทนนิสยอดเยี่ยมประจำปีของเอทีพี ทัวร์ 5 สมัย[20] และรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมจากการโหวตของเพื่อนนักเทนนิสด้วยกัน (Stefan Edberg Sportsmanship Award) อีก 13 สมัย[21] เขายังถือเป็นผู้เล่นขวัญใจแฟนเทนนิสทั่วโลก[22] โดยได้รับรางวัลขวัญใจอันดับหนึ่งจากการโหวตผ่านเว็บไซต์เอทีพี ทัวร์ 18 ครั้งติดต่อกัน (ค.ศ. 2003–20)[23]

เฟเดอเรอร์ชนะเลิศแกรนด์สแลม 20 สมัย[24] (รวมทั้งสถิติแชมป์วิมเบิลดัน 8 สมัย) และชนะเลิศรายการ เอทีพี มาสเตอร์ 28 สมัย เขาชนะเลิศแกรนด์สแลมครบทุกรายการ (Career Grand Slam) ภายหลังจากชนะเลิศรายการเฟรนช์โอเพนใน ค.ศ. 2009 ในส่วนของการแข่งขันนานาชาติ เฟเดอเรอร์ชนะเลิศรายการเดวิสคัพร่วมกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ 1 สมัย (ค.ศ. 2014) และ ฮอพแมนคัพอีก 3 สมัย[25] รวมทั้งคว้าเหรียญเงินในกีฬาโอลิมปิกจากการแข่งขันประเภทชายเดี่ยวในปี 2012 และเหรียญทองในประเภทคู่ในปี 2008

เขาเป็นเจ้าของสถิติโลกในวงการมากมาย เช่น การครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกจำนวน 237 สัปดาห์ติดต่อกัน, เป็นผู้เล่นที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 ที่มีอายุมากที่สุด (36 ปี: ค.ศ. 2018), เป็นผู้เล่นที่ลงแข่งขันแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวมากที่สุด (429 นัด), เข้าชิงชนะเลิศแกรนด์สแลม 10 รายการติดต่อกัน และเข้ารอบรองชนะเลิศ 23 รายการติดต่อกัน, ทำสถิติคว้าชัยชนะติดต่อกันได้มากที่สุดในยุคโอเพนบนพื้นคอร์ต 2 ประเภท ได้แก่ คอร์ตหญ้า (65 นัด)[26] และ ฮาร์ดคอร์ต (56 นัด)[27], เป็นผู้เล่นคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลมออสเตรเลียนโอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอสโอเพนในปีเดียวกันได้ 3 ครั้ง รวมทั้งชนะเลิศแกรนด์สแลม 3 รายการดังกล่าวได้อย่างน้อย 5 สมัย, เป็นผู้เล่นคนเดียวในยุคโอเพนที่ชนะเลิศรายการยูเอสโอเพนติดต่อกัน 5 สมัย, เป็นหนึ่งในสองผู้เล่นในยุคโอเพนที่ชนะเลิศรายการวิมเบิลดันติดต่อกัน 5 สมัย, เป็นผู้เล่นคนเดียวที่คว้าชัยชนะในการแข่งขันวิมเบิลดันครบ 100 นัด[28] และเป็นผู้เล่นที่คว้าตำแหน่งชนะเลิศ และเข้าชิงชนะเลิศ รายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล มากที่สุด[29]

เฟเดอเรอร์ได้รับการจัดอันดับโดยไทม์ให้มีชื่ออยู่ใน 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกในปี 2018[21] เขายังติดอันดับ 1 ใน 10 นักกีฬาที่ร่ำรวยที่สุดของโลกเป็นประจำทุกปี[30] และใน ค.ศ. 2020 เขาได้รับการจัดอันดับโดยฟอบส์ให้เป็นนักกีฬาที่ทำเงินรางวัลได้มากที่สุดในโลก โดยถือเป็นนักเทนนิสคนแรกที่ทำสถิติดังกล่าวได้ เขาก่อตั้งมูลนิธิ Roger Federer Foundation ใน ค.ศ. 2003 เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในทวีปแอฟริกา และเป็นผู้ริเริ่มการแข่งขัน เลเวอร์ คัพ ใน ค.ศ. 2017 ซึ่งเป็นรายการที่นำนักเทนนิสชื่อดังจากทีมรวมดารายุโรปมาแข่งขันกับทีมรวมดาราโลก และยังเคยดำรงตำแหน่งประธานสภานักเทนนิสของเอทีพี (ค.ศ. 2008–14)[31]

ชีวิตส่วนตัวแก้ไข

เฟเดอเรอร์เกิดที่เมืองบาเซิลในประเทศสวิตเซอร์แลนด์[32] เป็นบุตรของ โรเบิร์ต เฟเดอเรอร์ บิดาซึ่งเป็นคนเชื้อสายสวิส-เยอรมัน และ ลินเนตต์ เฟเดอเรอร์ มารดาซึ่งมีเชื้อสายแอฟริกาใต้ซึ่งทั้งคู่ต่างก็ทำงานให้กับบริษัทเภสัชกรรม โดยมารดาของเขาเคยเป็นนักกีฬาฮอกกี้ เขายังมีพี่สาวหนึ่งคนคือ "ไดอาน่า" เฟเดอเรอร์ถือสัญชาติสองสัญชาติได้แก่ สวิส และแอฟริกาใต้ เขาเติบโตในแถบชานเมือง Münchenstein ซึ่งห่างจากชายแดนฝรั่งเศสและเยอรมนีไป 10 นาที ในวัยเด็กเขาเป็นคนที่อารมณ์ร้อนจนถูกไล่ออกจากสนามซ้อมและเคยทะเลาะวิวาทที่โรงเรียนบ่อยครั้ง เขาเคยมีความคิดที่จะเป็นนักฟุตบอลแต่ได้ตัดสินใจเลือกเป็นนักเทนนิสแทน[33] โดยยังคงเป็นแฟนฟุตบอลมาจนถึงปัจจุบันและชื่นชอบ เอฟซีบาเซิล ทีมในลีกสวิส[34] รวมทั้งสนับสนุนทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์[35][36] ไอดอลในกีฬาเทนนิสของเขาได้แก่ สเตฟาน เอดเบิร์ก, บอริส เบคเกอร์ และ พีต แซมพราสและมีนักเทนนิสหญิงที่ชื่นชอบคือ เซเรนา วิลเลียมส์

ปัจจุบันเฟเดอเรอร์อาศัยอยู่ที่ Bottmingen ในสวิตเซอร์แลนด์และสมรสกับอดีตนักเทนนิสหญิง "มิโรสลาวา วาฟริเนค" (เมียร์ก้า) โดยทั้งคู่พบกันที่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ที่ซิดนีย์ ปี 2000 ทั้งคู่มีลูกแฝดสองคู่โดยเป็นแฝดหญิงในปี 2010 และแฝดชายในปี 2014 เฟเดอเรอร์มีธุรกิจเป็นของตนเองโดยได้เปิดตัวน้ำหอม ยี่ห้อ "อาร์เอฟ คอสเมติคส์ " (RF Cosmetics) ในเดือนตุลาคมปี 2003[35] ในเวลาว่างครอบครัวของเขาชอบไปพักผ่อนที่ มัลดีฟส์, ดูไบ และเทือกเขาแอลป์[35][37]

เฟเดอเรอร์ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น, อาหารอิตาเลียน และ อาหารอินเดีย และยังชื่นชอบของหวานโดยเฉพาะช็อคโกแลตและไอศกรีมรสสตรอว์เบอร์รี[38] โดยเขาเรียกตัวเองว่าเป็น "Chocoholic" (ผู้ที่ติดการทานช็อคโกแลต) และยังกล่าวว่าชาวสวิสทุกคนต้องรักการทานช็อคโกแลตจึงจะถือว่าเป็นชาวสวิสที่แท้จริง[39] เขามีเครื่องรางประจำตัวซึ่งจะพกติดตัวไปด้วยในการแข่งขันทุกรายการคือตุ๊กตาเต่าสีทอง และมีงานอดิเรกคือการเล่นเปียโน[40] เขาสามารถสื่อสารได้ 4 ภาษา[41] ได้แก่ ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาเยอรมัน และ ภาษาสวิส-เยอรมัน

ประวัติการเล่นอาชีพแก้ไข

ระดับเยาวชนแก้ไข

เฟเดอเรอร์ เริ่มเล่นเทนนิสเมื่ออายุ 6 ปี[42] จนกระทั่งเมื่ออายุ 14 ปี เฟเดอเรอร์ถูกเลือกให้เข้ารับการฝึกฝนในสถาบันชื่อดัง “Swiss National Tennis Center“ และในที่สุด เฟเดอเรอร์ก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันรายการ ไอทีเอฟ ระดับจูเนียร์ ปี 1996[43] และเขาก็สร้างชื่อให้กับตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการคว้าแชมป์วิมเบิลดัน จูเนียร์ ในปี 1998 ก่อนที่จะเริ่มเล่นอาชีพอย่างเป็นทางการ[44]

เริ่มเล่นอาชีพอย่างเป็นทางการแก้ไข

1998–2000: ช่วงเริ่มต้นแก้ไข

 
เฟเดอเรอร์ในปี 1998 ซึ่งเป็นปีแรกที่เขาเริ่มเล่นอาชีพ

เฟเดอเรอร์เริ่มเส้นทางอาชีพในเดือน กรกฎาคม ค.ศ. 1998 และเป็นนักเทนนิสที่อายุน้อยที่สุดที่มีอันดับติดท็อป 100 ในปีนั้น ต่อมาในปี 2000 เฟเดอเรอร์ ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนได้สำเร็จ แต่ก็พลาดการคว้าเหรียญทองแดงหลังจากพ่ายให้กับ อาร์โนลด์ ดิ ปาสกาล จากฝรั่งเศส ในขณะที่ในรายการใหญ่อย่างแกรนด์สแลม และมาสเตอร์ซีรีส์ (เอทีพี มาสเตอร์ ในปัจจุบัน) เฟเดอเรอร์ยังคงทำผลงานไม่น่าประทับใจ และจบฤดูกาลด้วยการเป็นอันดับที่ 29 ของโลก[45]

2001–03: แจ้งเกิดในวงการแก้ไข

เฟเดอเรอร์คว้าตำแหน่งชนะเลิศรายการแรกได้ที่มิลาน ในปี 2001 ตามด้วยการผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศในแกรนด์สแลมวิมเบิลดัน หลังจากพลิกล็อกเอาชนะ พีต แซมพราส อดีตตำนานชาวอเมริกัน ส่งผลให้อันดับของเฟเดอเรอร์ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 13[46]

ในปี 2002 เฟเดอเรอร์ผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศรายการมาสเตอร์ได้เป็นครั้งแรก แต่ก็ต้องพ่ายให้กับ อานเดร แอกัสซี ไปตามคาด แต่เขาก็กลับมาคว้าแชมป์ที่ ฮัมบวร์ค ได้สำเร็จ รวมถึงเอาชนะในรายการเดวิส คัพ ได้ทั้งสองนัดที่เขาลงสนามในการพบกับ มารัต ซาฟิน และ เยฟกินี่ คาเฟนิคอฟ 2 นักเทนนิสรัสเซีย อย่างไรก็ตาม เขาต้องตกรอบในแกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพน, วิมเบิลดัน และยูเอสโอเพน แต่ในช่วงปลายปีอันดับของเฟเดอเรอร์ได้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 6 ของโลก ส่งผลให้เขาได้เข้าร่วมรายการ มาสเตอร์ คัพ (เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ในปัจจุบัน) ได้เป็นปีแรกและผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแต่แพ้ เลย์ตัน ฮิววิตต์

ในปี 2003 เฟเดอเรอร์ทำผลงานได้ดีขึ้นตามลำดับ เขาปิดฤดูกาลด้วยการขึ้นถึงอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยผลงานคว้าแชมป์ได้ถึง 8 รายการ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการคว้าแชมป์แกรนด์สแลมครั้งแรกในรายการวิมเบิลดันโดยชนะ มาร์ก ฟิลิปัสซิส นอกจากนี้ ในช่วงปลายปีเฟเดอเรอร์ก็ยังคว้าแชมป์ มาสเตอร์ คัพ ได้หลังจากเอาชนะ อานเดร แอกัสซี[47]

2004–07: ขึ้นสู่มือวางอันดับ 1 และยุคแห่งความรุ่งเรืองแก้ไข

ในปี 2004 เฟเดอเรอร์ขึ้นมาเป็นผู้เล่นอันดับ 1 ของโลกได้สำเร็จ และได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหนึ่งในนักเทนนิสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์มาถึงปัจจุบัน[48] เขาคว้าแชมป์แกรนดสแลมได้ถึง 3 รายการ (ออสเตรเลียนโอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอสโอเพน) และทำสถิติไม่แพ้ให้กับนักเทนนิสในบรรดาอันดับท็อป 10 ตลอดทั้งปี แต่ก็ต้องผิดหวังในแกรนด์สแลมเฟรนช์โอเพน รวมถึงรายการโอลิมปิก[49] อย่างไรก็ตาม เฟเดอเรอร์สามารถป้องกันแชมป์ มาสเตอร์ คัพ ได้หลังจากเอาชนะเลย์ตัน ฮิววิตต์ ในปีนี้ เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์ได้ถึง 11 ราย และมีสถิติชนะถึง 74 นัด แม้ว่าตลอดทั้งปีเขาจะลงเล่นโดยที่ไม่มีโค้ชประจำตัวเลยก็ตาม ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลนักเทนนิสยอดเยี่ยมไปครอง

ในปี 2005 แม้ว่าเขาจะตกรอบรองชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพน แต่เขาคว้าแชมป์หลังจากนั้นได้ 3 รายการ ก่อนที่จะมาตกรอบรองชนะเลิศเฟรนช์โอเพนโดยแพ้ให้กับ ราฟาเอล นาดัลจากสเปนซึ่งถือเป็นคู่แข่งคนสำคัญของเขามาจนถึงปัจจุบัน เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์วิมเบิลดันได้เป็นสมัยที่ 2 โดยเอาชนะ แอนดี ร็อดดิก ก่อนจะปิดท้ายด้วยการคว้าแชมป์ยูเอสโอเพน แม้ว่าในรายการ มาสเตอร์ คัพ เฟเดอเรอร์จะไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้ แต่เขาก็มีสถิติชนะถึง 83 นัดและแพ้เพียง 3 นัด ในปีนี้พร้อมกับจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งอันดับ 1 อีกครั้ง[50]

ในปี 2006 เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์แกรนดสแลมได้ 3 รายการอีกครั้ง (ออสเตรเลียนโอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอสโอเพน) และจบฤดูกาลด้วยการครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ต่อไปอย่างเหนียวแน่น รวมทั้งยังคว้าแชมป์ในรายการอื่น ๆ ได้อีก 9 รายการ เขาคว้าแชมป์วิมเบิลดันได้เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกันโดยเอาชนะนาดัลในรอบชิงชนะเลิศ รวมถึงการกลับมาคว้าแชมป์ มาสเตอร์ คัพ ได้เป็นสมัยที่ 3 โดยเอาชนะ เจมส์ เบลค โดยภาพรวมในปีนี้ เฟเดอเรอร์แพ้ให้กับนักเทนนิสเพียง 2 รายเท่านั้นได้แก่ นาดัล และ แอนดี มาร์รี ชาวสกอต[51]

ในปี 2007 เฟเดอเรอร์ป้องกันแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้สำเร็จ เอาชนะ เฟร์นานโด กอนซาเลซ ในรอบชิงชนะเลิศ ส่งผลให้เขาคว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 10 ได้ พร้อมทำสถิติเป็นนักเทนนิสชายคนที่สองในยุคโอเพนที่คว้าแชมป์แกรนด์แสลมได้แบบไม่เสียเซตเลยตลอดการแข่งขันนับจาก บียอร์น บอร์ก ใน ค.ศ. 1980 หลังจากนั้น เฟเดอเรอร์ก็ทำสถิติชนะติดต่อกันทุกรายการได้ถึง 41 นัด ก่อนที่จะแพ้ให้กับ กิลแยร์โม่ คานาส ชาวอาร์เจนตินาที่ อินเดียน เวลล์, รัฐแคลิฟอร์เนีย และถัดมาในรายการที่ ไมแอมี เฟเดอเรอร์ก็แพ้ให้กับ คานาส อีกครั้ง

 
เฟเดอเรอร์ในรอบชิงชนะเลิศรายการมาสเตอร์ ที่ มงเต-การ์โล ปี 2007

เข้าสู่การแข่งขันคอร์ตดิน เฟเดอร์เรอร์เข้าชิงชนะเลิศในรายการมาสเตอร์ที่ มงเต-การ์โล ได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แต่แพ้ให้กับนาดัลไปอีกเช่นเคย หลังจากนั้น เขาคว้าแชมป์บนคอร์ตดินได้เป็นครั้งแรกในรายการ ฮัมบวร์ค มาสเตอร์ โดยเอาชนะนาดัลได้ ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของเฟเดอเรอร์ในการพบกับนาดัลบนคอร์ตดิน พร้อมทั้งเป็นการหยุดสถิติชัยชนะรวด 81 นัดบนคอร์ตดินของนาดัลได้อีกด้วย[52] อย่างไรก็ตาม ในการแข่งขันเฟรนช์โอเพน เฟเดอเรอร์ก็ต้องพ่ายให้กับนาดัลเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันในรอบชิงชนะเลิศ[53]

 
เฟเดอเรอร์ในการแข่งขันยูเอสโอเพนปี 2008

เฟเดอเรอร์ได้ถอนตัวจากรายการคอร์ตหญ้าที่ ฮัลเลอ, เยอรมนี เนื่องจากอาการบาดเจ็บ ก่อนที่จะหายทันลงเล่นแกรนด์สแลมวิมเบิลดันและนี่ถือเป็นปีแรกที่เขาเข้าร่วมการแข่งขันแบบที่ไม่ได้เตรียมตัวเลย แต่เขาก็สามารถคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน[54] หลังจากเอาชนะนาดัลได้ในรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งซึ่งทำให้เขาคว้าแชมป์รายการนี้เท่ากับ บียอร์น บอร์ก (5 สมัย) และยังคว้าแชมป์แกรนด์สแลมยูเอสโอเพนได้โดยเอาชนะ นอวาก จอกอวิช ได้ในรอบชิงชนะเลิศ[55] ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยแชมป์มาสเตอร์ คัพ อีกหนึ่งสมัย[56]

2008: แชมป์ยูเอสโอเพนสมัยที่ 5 และเหรียญทองโอลิมปิกประเภทคู่แก้ไข

เฟเดอเรอร์ไม่สามารถป้องกันแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้โดยแพ้ให้กับจอกอวิชในรอบรองชนะเลิศ[57] ตามด้วยการแพ้ แอนดี มาร์รี ในรายการเอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 500 ที่ ดูไบ ต่อมา เขาแพ้ให้กับ มาร์ดี้ ฟิช ในรอบรองชนะเลิศแปซิฟิคโอเพน จากนั้น ในรายการที่ เคย์บิสคาน เขาแพ้ให้กับ แอนดี ร็อดดิก แต่เขาสามารถคว้าแชมป์แรกในปีนี้ได้ในรายการคอร์ตดินที่โปรตุเกส

เข้าสู่การแข่งขันเฟรนช์โอเพน เฟเดอเรอร์ก็ยังไม่สมหวังอีกเช่นเคยโดยแพ้ให้กับนาดัลเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และถือเป็นปีที่ 3 ที่แพ้นาดัลในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนที่จะกลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้งที่ ฮัลเลอ แต่ในรายการวิมเบิลดัน เฟเดอเรอร์ แพ้ให้กับนาดัลไป 2-3 เซตในรอบชิงชนะเลิศ[58] ซึ่งนัดดังกล่าวต้องเล่นกันถึง 4 ชั่วโมง 48 นาทีและได้รับการโหวตจากแฟน ๆ ให้เป็นหนึ่งในนัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง[59] ส่งผลให้เฟเดอเรอร์ต้องหยุดสถิติการคว้าชัยชนะบนคอร์ตหญ้าจำนวน 65 นัดลง และเขาต้องหยุดสถิติการครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ติดต่อกันจำนวน 237 สัปดาห์ติดต่อกันในเดือนสิงหาคมโดยเสียตำแหน่งให้กับนาดัล[60]

อย่างไรก็ตามเขาสามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้หนึ่งรายการในปีนี้จากการเอาชนะมาร์รีในยูเอสโอเพน และสามารถคว้าเหรียญทองประเภทคู่จากการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ร่วมกับสตาน วาวรีงกา เฟเดอเรอร์ปิดท้ายฤดูกาลด้วยการเสียตำแหน่งอันดับ 1 เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี และตกรอบแรกรายการมาสเตอร์ คัพ

2009: Career Grand Slamแก้ไข

เฟเดอเรอร์แพ้ให้กับนาดัลในรอบชิงชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพน อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เฟเดอเรอร์สามารถสร้างสถิติใหม่ให้แก่ตนเองในการคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนได้เป็นสมัยแรกโดยเอาชนะโรบิน เซอเดอร์ลิง ไปได้ และทำสถิติคว้าแชมป์แกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวได้เป็นสมัยที่ 14 เทียบเท่ากับ พีต แซมพราสและถือเป็นผู้เล่นชายคนที่ 6 ที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ครบทุกรายการ[61] ต่อมา เขาสามารถทำลายสถิติของแซมพราสได้สำเร็จ ภายหลังจากที่ชนะเลิศวิมเบิลดันได้เป็นสมัยที่ 6 โดยเอาชนะ แอนดี ร็อดดิก ในการแข่งขัน 5 เซต ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์[62] ส่งผลให้เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ 15 รายการ มากที่สุดในประเภทชายเดี่ยวในขณะนั้น[63]

 
เฟเดอเรอร์ทำสถิติชนะเลิศแกรนด์สแลมครบทุกรายการในการแข่งขันเฟรนช์โอเพนปี 2009

เขาผ่านเข้าชิงชนะเลิศยูเอสโอเพนได้อีกครั้ง ก่อนจะแพ้ให้กับ ฆวน มาร์ติน เดล โปโตรจากอาร์เจนตินา[64] ซึ่ง เดล โปโตร ถือเป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวจนถึงปัจจุบันนอกเหนือจากนาดัลและจอกอวิชที่สามารถเอาชนะเฟเดอเรอร์ได้ในการแข่งขันชิงชนะเลิศแกรนด์สแลม[65] เฟเดอเรอร์ตกรอบรองชนะเลิศ รายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ที่กรุงลอนดอน (เป็นปีแรกที่เปลี่ยนชื่อมาจากรายการมาสเตอร์ คัพ) และจบฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 1 เป็นครั้งที่ 5

2010: แชมป์ออสเตรเลียนโอเพนสมัยที่ 4แก้ไข

เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้เป็นสมัยที 4 โดยเอาชนะมาร์รีได้ในรอบชิงชนะเลิศ และเป็นแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 16 อย่างไรก็ตาม เขาไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันแกรนด์สแลมอีก 3 รายการที่เหลือ และอันดับโลกของเขาได้ตกไปอยู่อันดับที่ 3 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี 8 เดือน โดยในช่วงกลางปีเฟเดอเรอร์ได้แต่งตั้งให้ พอล แอนนาโคน อดีตผู้เล่นชื่อดังชาวอเมริกันเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอน[66] เฟเดอเรอร์จบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ที่สวีเดนและสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งคว้าแชมป์ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล เป็นสมัยที่ 5[67]

 
เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้เป็นสมัยที่ 4 ในปี 2010 และ เป็นแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 16 ในอาชีพ

2011: ปีแห่งความล้มเหลวแก้ไข

เฟเดอเรอร์ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพนแต่แพ้ให้กับจอกอวิช[68] ถัดมาในการแข่งขันเฟรนช์โอเพน เฟเดอเรอร์สามารถเอาชนะจอกอวิชคืนได้ในรอบรองชนะเลิศและเป็นการหยุดสถิติการคว้าชัยชนะติดต่อกัน 43 นัดของจอกอวิชลงได้ อย่างไรก็ตาม เฟเดอเรอร์เข้าไปแพ้ให้กับนาดัลในรอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง และไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ในอีกสองรายการใหญ่ทั้งในวิมเบิลดันและยูเอสโอเพน[69] โดยเฉพาะในการแข่งขันรอบรองชนะเลิศยูเอสโอเพน เฟเดอเรอร์แพ้ให้กับจอกอวิชไป 2-3 เซต ทั้งที่ได้เปรียบถึง 2 Match Points ส่งผลให้นี่เป็นฤดูกาลแรกในรอบ 9 ปีที่เฟเดอเรอร์ไม่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้เลยแม้แต่รายการเดียว อย่างไรก็ตาม เขายังสามารถจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ 3 รายการสุดท้ายของปีในการแข่งขันในร่ม (Indoor Hard Court) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์, ฝรั่งเศส และ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ซึ่งเป็นการทำสถิติคว้าแชมป์มากที่สุด 6 สมัย[70] เขาจบฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 3

2012: ครองมือวางอันดับ 1 ครบ 300 สัปดาห์ และเหรียญเงินโอลิมปิกแก้ไข

เฟเดอเรอร์แพ้นาดัลในรอบรองชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพน แต่ไปได้แชมป์ที่ร็อตเตอร์ดัม โดยเอาชนะ ฆวน มาร์ติน เดล โปโตร ก่อนจะลงแข่งขันที่ดูไบ และเอาชนะ แอนดี มาร์รี คว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 5 ต่อมา เขาทำสถิติชนะเลิศรายการมาสเตอร์จำนวน 19 รายการเท่ากับนาดัลในขณะนั้นโดยการคว้าแชมป์ที่อินเดียนเวลส์

เฟเดอเรอร์ทำอันดับแซงนาดัลขึ้นสู่อันดับที่ 2 ของโลกได้ในเดือนพฤษภาคม แต่เขาแพ้ให้กับจอกอวิชในรอบรองชนะเลิศเฟรนช์โอเพน เฟเดอเรอร์กลับมาคว้าแชมป์วิมเบิลดันได้อีกครั้งโดยเอาชนะมาร์รีในรอบชิงชนะเลิศซึ่งเป็นแชมป์สมัยที่ 7[71] และถือเป็นสถิติที่มากที่สุดเทียบเท่ากับ พีต แซมพราส และเฟเดอเรอร์ได้กลับขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับ 1 อีกครั้ง โดยทำลายสถิติการครองตำแหน่งของแซมพราสจำนวน 286 สัปดาห์ได้สำเร็จ

เขาผ่านเข้าชิงชนะเลิศโอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงลอนดอน ก่อนจะแพ้ให้กับมาร์รี ทำได้เพียงคว้าเหรียญเงินมาครอง ก่อนจะตกรอบ 8 คน สุดท้ายในการแข่งขันยูเอสโอเพน ในช่วงปลายปีเฟเดอเรอร์ทำสถิติเป็นผู้เล่นชายคนแรกที่ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ครบ 300 สัปดาห์[72] และเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ก่อนจะแพ้จอกอวิช

2013: ปีแห่งการบาดเจ็บแก้ไข

ตลอดทั้งปี 2013 เฟเดอเรอร์ไม่สามารถคว้าแชมป์ได้เลยโดยมีอาการบาดเจ็บบริเวณหลังรบกวนตลอดปี[73] และอันดับโลกของเขาได้หลุดจาก 4 อันดับแรกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003 ในเดือนธันวาคม สเตฟาน เอ็ดเบิร์ก อดีตตำนานผู้เล่นชาวสวีเดนได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอนให้แก่เฟเดอเรอร์[74]

2014: แชมป์เดวิสคัพแก้ไข

 
เฟเดอเรอร์ในการแข่งขันออสเตรเลียนโอเพนปี 2014

เฟเดอเรอร์แพ้นาดัลในรอบรองชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพน[75] ก่อนจะคว้าแชมป์ที่ดูไบได้เป็นสมัยที่ 6 โดยเอาชนะโทมัส เบอร์ดิช ต่อมา เขาพาสวิตเซอร์แลนด์เอาชนะคาซัคสถานได้ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเดวิส คัพ ในการแข่งขันเฟรนช์โอเพน เฟเดอเรอร์แพ้ให้กับ เออร์เนสต์ กูลบิส จากลัตเวียในรอบที่ 4 ก่อนจะผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศวิมเบิลดันและแพ้ให้กับจอกอวิชในการแข่งขัน 5 เซต[76]

เฟเดอเรอร์เอาชนะ ดาวิต เฟร์เรร์ ในรายการมาสเตอร์ที่ซินซินแนติ ก่อนจะแพ้ให้กับมาริน ซิลิช ในรอบรองชนะเลิศยูเอสโอเพน ต่อมาในรอบรองชนะเลิศ เดวิส คัพ ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์สามารถเอาชนะอิตาลีผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1992 ก่อนที่เฟเดอเรอร์จะคว้าแชมป์มาสเตอร์ที่เซี่ยงไฮ้และกลับขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 2 เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี และเขาสามารถพาสวิตเซอร์แลนด์คว้าแชมป์ เดวิส คัพ ได้เป็นสมัยแรกโดยเอาชนะฝรั่งเศสในรอบชิงชนะเลิศ[77] เฟเดอเรอร์ลงแข่งขันรายการสุดท้ายของปีโดยผ่านเข้าชิงชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล พบกับจอกอวิช แต่เขาต้องถอนตัวเนื่องจากอาการบาดเจ็บ

2015: ชัยชนะนัดที่ 1,000แก้ไข

ในปีนี้เฟเดอเรอร์ทำสถิติเป็นผู้เล่นชายคนที่ 3 ที่คว้าชัยชนะได้ครบ 1,000 นัดในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยว[78] ต่อจาก จิมมี คอนเนอร์ และ อิวาน เลนเดิล ภายหลังจากได้แชมป์ที่บริสเบน[79] ก่อนจะคว้าแชมป์ที่ดูไบได้เป็นสมัยที่ 7 และทำสถิติเป็นผู้เล่นคนที่ 4 นับตั้งแต่ปี 1991 ที่สามารถเสิร์ฟเอชได้ครบ 9,000 ครั้งในอาชีพ[80] อย่างไรก็ตาม เฟเดอเรอร์ไม่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้เลยในปีนี้ โดยตกรอบ 3 ในออสเตรเลียนโอเพน และตกรอบ 8 คนสุดท้ายเฟรนช์โอเพน ก่อนจะผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันและยูเอสโอเพนซึ่งเขาแพ้ให้กับจอกอวิชไปทั้งสองรายการ แต่เขาสามารถเอาชนะจอกอวิชได้ในรอบชิงชนะเลิศรายการมาสเตอร์ที่ซินซินแนติ คว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 7 ตามด้วยการคว้าแชมป์เอทีพี ทัวร์ 500 ที่บาเซิลเป็นสมัยที่ 7 โดยเอาชนะนาดัลในรอบชิงชนะเลิศ เฟเดอเรอร์ปิดท้ายฤดูกาลด้วยรองแชมป์ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล โดยแพ้ให้กับจอกอวิชไปอีกครั้ง สเตฟาน เอ็ดเบิร์ก ได้ยุติบทบาทการทำหน้าที่ผู้ฝึกสอนให้กับเขา และอิวาน ลูบิซิช อดีตผู้เล่นชาวโครเอเชียเข้ามาเป็นผู้ฝึกสอนแทน[81]

2016: ปีแห่งการบาดเจ็บอีกครั้งแก้ไข

เฟเดอเรอร์ยังไม่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมเพิ่มได้และมีอาการบาดเจ็บรบกวนตลอดทั้งปี เริ่มตั้งแต่การบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าตั้งแต่ช่วงต้นปีและเขาต้องเข้ารับการผ่าตัดก่อนจะพักรักษาตัวจนถึงเดือนพฤษภาคม[82] รวมทั้งถอนตัวจากการแข่งขันเฟรนช์โอเพน เขาสามารถผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศวิมเบิลดันได้ก่อนจะแพ้ให้กับ มิลอช ราวนิช โดยที่มีอาการบาดเจ็บหัวเข่ากำเริบอีกครั้ง[83] หลังจบการแข่งขันเฟเดอเรอร์ประกาศยุติการแข่งขันในทุกรายการที่เหลือของปี

2017: ทวงความยิ่งใหญ่แก้ไข

 
เฟเดอเรอร์ในการแข่งขันวิมเบิลดัน

ในปีนี้เฟเดอเรอร์สามารถกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้โดยคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้สองรายการได้แก่ออสเตรเลียนโอเพนและวิมเบิลดัน และเป็นการกลับมาคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ในรอบ 5 ปี โดยเอาชนะนาดัลในออสเตรเลียนโอเพนและเอาชนะ มาริน ซิลิช ในวิมเบิลดัน เฟเดอเรอร์เริ่มต้นฤดูกาลในออสเตรเลียนโอเพนด้วยการเป็นมือวางอันดับ 17 ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำที่สุดของเขาในรอบ 15 ปี และในรอบรองชนะเลิศ เขาทำสถิติเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดในรอบ 26 ปีที่ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแกรนด์สแลมได้ในวัย 35 ปี นับตั้งแต่ จิมมี คอนเนอร์ ทำได้ในปี 1991[84] และเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดในรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมนับตั้งแต่ เคน โรเซวอลล์ ในปี 1974 และการเอาชนะนาดัลในรอบชิงชนะเลิศถือเป็นการชนะนาดัลในแกรนด์สแลมได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันปี 2007

ภายหลังจากคว้าแชมป์มาสเตอร์ได้ทั้งสองรายการที่อินเดียนเวลส์ และ ไมแอมี เฟเดอเรอร์ตัดสินใจไม่ลงแข่งขันในรายการคอร์ตดินเพื่อรักษาสภาพร่างกาย และเขาไม่ประสบความสำเร็จในยูเอสโอเพนโดยแพ้ให้กับ ฆวน มาร์ติน เดล โปโตร และในเดือนกันยายน เขาได้ลงแข่งขันในรายการ เลเวอร์ คัพ (Laver Cup)[85] ซึ่งจัดการแข่งขันขึ้นเป็นครั้งแรกโดยเป็นรายการที่นำนักเทนนิสชื่อดังจากทีมรวมดารายุโรปมาแข่งขันกับทีมรวมดาราโลก และเฟเดอเรอร์สามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยแรก โดยทีมยุโรปเอาชนะทีมรวมดาราโลกไป 15–9 คะแนน[86]

เฟเดอเรอร์ปิดฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ชายเดี่ยวรายการที่ 95 ซึ่งเป็นสถิติที่มากที่สุดอันดับที่สองรองจากจิมมี คอนเนอร์ ด้วยการคว้าแชมป์ในรายการมาสเตอร์ที่เซี่ยงไฮ้ ตามด้วยแชมป์ที่สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะตกรอบรองชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล โดยแพ้ให้กับ ดาวิด กอฟแฟง[87]

2018: แชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 20แก้ไข

เฟเดอเรอร์เริ่มต้นด้วยการชนะเลิศรายการ ฮอพแมน คัพ ร่วมกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะป้องกันแชมป์ออสเตรเลียนโอเพนได้โดยเอาชนะ มาริน ซิลิช ได้ในรอบชิง และทำสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกที่ชนะเลิศสแลมในประเภทชายเดี่ยว 20 สมัย ต่อมา เฟเดอเรอร์ชนะเลิศรายการร็อตเตอร์ดัมได้เป็นสมัยที่ 3 และกลับคืนสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ได้อีกครั้ง พร้อมทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 ที่มีอายุมากที่สุด (36 ปี 195 วัน)

เฟเดอเรอร์ไม่ลงแข่งขันในรายการคอร์ตดินเป็นปีที่สองติดต่อกัน ต่อมา เขาเสียตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ในเดือนมิถุนายนหลังจากที่ไม่สามารถป้องกันแชมป์ที่ ฮัลเลอ ได้ โดยแพ้ให้กับ บอร์นา โชริช ดาวรุ่งชาวโครเอเชีย[88] ก่อนจะตกรอบ 8 คนสุดท้ายที่วิมเบิลดัน และตกรอบที่ 4 ในยูเอสโอเพน โดยแพ้ให้กับ เควิน แอนเดอร์สัน และ จอห์น มิลแมน ตามลำดับ เฟเดอเรอร์พาทีมยุโรปป้องกันแชมป์ เลเวอร์ คัพ ได้เป็นสมัยที่ 2 เอาชนะทีมรวมดาราโลกไปได้ 13–8 คะแนน[89] ต่อมา เขาคว้าแชมป์รายการที่ 99 ในอาชีพได้ โดยการป้องกันแชมป์ที่สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะตกรอบรองชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล โดยแพ้ให้กับ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ[90] จากเยอรมนี เขาจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งมือวางอันดับ 3

2019: แชมป์รายการที่ 100 และชัยชนะนัดที่ 1,200แก้ไข

 
เฟเดอเรอร์ในการแข่งขันมาสเตอร์ ที่ซินซินแนติ รัฐโอไฮโอ ซึ่งเป็นรายการที่เขาคว้าแชมป์ได้ถึง 7 สมัย

ในปีนี้ แม้ว่าเฟเดอเรอร์จะไม่ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์แกรนด์สแลม แต่เขาได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการคว้าแชมป์รายการที่ 100 ในอาชีพได้ในรายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ 500 ที่ดูไบ[91] และคว้าชัยชนะนัดที่ 1,200 ในอาชีพได้[92] โดยเอาชนะ กาแอล มงฟิล์ส ในการแข่งขันมาสเตอร์ที่กรุงมาดริด ซึ่งทั้งสองสถิติถือเป็นสถิติที่มากที่สุดเป็นอันดับที่สองรองจาก จิมมี คอนเนอร์ เฟเดอเรอร์เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันได้เป็นครั้งที่ 12 ก่อนจะแพ้ให้กับจอกอวิชในการแข่งขัน 5 เซต ซึ่งถือเป็นการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์เนื่องจากทั้งคู่ใช้เวลาแข่งขันกันถึง 5 ชั่วโมง นานที่สุดในประวัติศาสตร์รอบชิงชนะเลิศของรายการ

เขาพาทีมยุโรปป้องกันแชมป์ เลเวอร์ คัพ สมัยที่ 3 ได้สำเร็จ เอาชนะทีมรวมดาราโลกไปได้ 13–11 คะแนน[93] ก่อนจะปิดท้ายฤดูกาลด้วยการเป็นมือวางอันดับ 3 และคว้าแชมป์ที่สวิตเซอร์แลนด์ได้เป็นสมัยที่ 6 ก่อนจะตกรอบรองชนะเลิศ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล โดยแพ้ให้กับ สเตฟานอส ซิตซิปาส จากกรีซ[94]

2020: ผ่าตัดหัวเข่าแก้ไข

เฟเดอเรอร์ลงแข่งขันออสเตรเลียนโอเพนโดยมีอาการบาดเจ็บหัวเข่ารบกวน แต่สามารถผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้ ก่อนจะแพ้ให้กับจอกอวิช ภายหลังจบรายการ เฟเดอเรอร์ได้เข้ารับการผ่าตัดหัวเข่า[95][96] เขาคาดว่าจะกลับมาลงแข่งขันได้อีกครั้งในเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 มิถุนายน เฟเดอเรอร์ได้ประกาศว่าอาการบาดเจ็บของเขายังไม่หายขาด และจำเป็นต้องยกเลิกการแข่งขันในรายการที่เหลือทั้งหมด[97]

2021: สร้างสถิติใหม่ในวิมเบิลดันและผ่าตัดอีกครั้งแก้ไข

เฟเดอเรอร์ไม่ได้ลงแข่งขันออสเตรเลียนโอเพนเนื่องจากต้องการพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ก่อนจะกลับมาลงแข่งขันเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน ที่โดฮา และตกรอบ 8 คนสุดท้าย[98] และกลับมาลงแข่งขันเฟรนช์โอเพนก่อนจะประกาศถอนตัวในรอบที่ 4[99] โดยให้เหตุผลว่าเขาต้องการเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อลงแข่งขันในรายการคอร์ตหญ้า เฟเดอเรอร์ลงแข่งขันรายการฮัลเลอ ซึ่งเขาสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 10 สมัยก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะตกรอบที่ 2 โดยแพ้ให้กับ เฟลิกซ์ โอเฌร์ อาลียาซีม ดาวรุ่งชาวแคนาดา[100]

ต่อมาเฟเดอเรอร์ลงแข่งขันวิมเบิลดัน และในวันที่ 5 กรกฎาคม ภายหลังจากเอาชนะ โลเรนโซ โซเนโก จากอิตาลีในรอบที่ 4 เขาทำสถิติเป็นผู้เล่นชายที่เข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายวิมเบิลดันได้มากที่สุดจำนวน 18 ครั้ง[101] รวมทั้งเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดในยุคโอเพนที่ผ่านเข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายวิมเบิลดัน (39 ปี 11 เดือน)[102] และยังเป็นผู้เล่นที่เข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายในแกรนด์สแลมมากที่สุดจำนวน 58 ครั้ง อย่างไรก็ตาม เขาต้องตกรอบ 8 คนสุดท้ายโดยแพ้ให้กับ ฮูแบร์ต ฮูร์กัตช์ ขาดลอย 0–3[103] โดยถือเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปีที่เขาแพ้คู่แข่งสามเซตรวดในวิมเบิลดัน[104] และภายหลังจบการแข่งขันเขาให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ที่จะเลิกเล่นอาชีพ[105]

เขาไม่ได้ลงแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2020 เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่ากำเริบ[106] ตามด้วยการถอนตัวในการแข่งขันมาสเตอร์ที่โทรอนโต และซินซินแนติ ในเดือนสิงหาคม ต่อมาในวันที่ 15 สิงหาคม เฟเดอเรอร์ประกาศว่าเขาต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่าอีกครั้ง และจะไม่ได้กลับมาลงเล่นอีกในรายการที่เหลือในปีนี้[107]

การช่วยเหลือสังคมแก้ไข

เฟเดอเรอร์ก่อตั้ง มูลนิธิโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ (Roger Federer Foundation) ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2003[108] เพื่อรวบรวมทุนช่วยเหลือเด็กพิการโดยเน้นที่ประเทศแอฟริกาใต้ ตัวอย่างเช่น ทุน IMBEWU[109] ในปี 2017 เขาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยบาเซิลบ้านเกิดของเขา[110] ในฐานะที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองบาเซิลและประเทศสวิตเซอร์แลนด์อย่างยิ่งใหญ่ทั้งจากความสำเร็จในการเล่นเทนนิสอาชีพและจากการอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ในทวีปแอฟริกาผ่านมูลนิธิของเขา[111] และในเดือนมกราคม ค.ศ. 2005 เฟเดอเรอร์ได้สนับสนุนให้นักเทนนิสช่วยกันระดมทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิและเขาได้ประมูลไม้เทนนิสที่มีลายเซ็นของตนกำกับเอาไว้เพื่อนำเงินไปสมทบทุนองค์การยูนิเซฟในปีเดียวกัน[112] เมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 2006 เฟเดอเรอร์ได้รับแต่งตั้งเป็น "ทูตระหว่างชาติ" โดยองค์การยูนิเซฟ[113] เพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนทั่วโลก และวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2006 เขาได้ไปเยี่ยมเด็ก ๆ ที่รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย ซึ่งประสบภัยสึนามิ

เฟเดอเรอร์ยังมีโครงการร่วมกับ บิล เกตต์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันในการระดมทุนช่วยเหลือเด็กในทวีปแอฟริกา โดยลงแข่งขันเทนนิสในนัดการกุศลที่เรียกว่า “The Match for Africa” ในเดือนมีนาคมปี 2018 โดยเขาจับคู่กับบิล เกตต์ พบกับคู่ของนักเทนนิสอเมริกัน แจ็ค ซ็อค และผู้ประกาศของสถานีข่าวเอ็นบีซีนามว่า ซาวันนาห์ กูธรี ที่เมืองซานโฮเซ่ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยสามารถขายตั๋วได้มากถึง 15,000 ใบ และระดมเงินได้ราว 2 ล้าน 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ[114]

รูปแบบการเล่นแก้ไข

 
เฟเดอเรอร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เล่นที่มีรูปแบบการตีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก

เฟเดอเรอร์สามารถเล่นได้ดีในทุกพื้นคอร์ต (A versatile all-court player) และสามารถตีลูกทุกชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ[115] เขาเป็นผู้เล่นที่เล่นลูกวอลเลย์หน้าเน็ตได้ดีที่สุดคนหนึ่ง และยังเล่นที่เส้นท้ายคอร์ตหลังเบสไลน์ได้ดีและมีกราวน์สโตรกที่ดีจากทั้งสองฝั่งของสนาม การตีลูกโฟร์แฮนด์ของเขาจะก้ำกึ่งระหว่างแบบตะวันออกและตะวันตก โดยมือของเขาจะอยู่ที่ส่วนกลางค่อนไปทางด้านล่างของไม้ ทำให้สามารถตีได้ทั้งแบบตบและแบบท็อปสปิน เฟเดอเรอร์มักตีลูกโฟร์แฮนด์ในแนวราบและจบการตีลูกโดยที่แขนจะรวบอยู่กับตัวและไม้จะไปอยู่ด้านหลังซึ่งไม่ใช่การตีของนักเทนนิสทั่วไป ซึ่งหลังจากตีลูกแล้วไม้เทนนิสจะข้ามไหล่ไปด้านหลังและข้อศอกของมือข้างที่ตีจะชี้ขึ้นฟ้า[116] และยังสามารถตีลูกท็อปสปินได้รุนแรงทำให้เขาสามารถตีลูกครอสคอร์ตฉีกมุมได้อย่างแม่นยำ

นักวิเคราะห์และแฟนเทนนิสโดยทั่วไปยกย่องว่าเขาเป็นผู้เล่นที่ตีแบ็กแฮนด์มือเดียวได้ดีที่สุดในโลก[117][118][119] และเขายังตีลูกตัด (Slide) ได้อย่างยอดเยี่ยมและสามารถตีลูกสปินได้ดีในทุกพื้นคอร์ต เขามักจะตีลูกกราวน์สโตรกได้รวดเร็วเช่นเดียวกับที่อานเดร แอกัสซี ตีเป็นประจำซึ่งต้องอาศัยฟุตเวิร์กและปฏิกิริยาที่ยอดเยี่ยม และเฟเดอเรอร์ยังตีกราวน์สโตรกได้ใกล้เน็ตทำให้คู่แข่งถูกลดเวลาในการตีโต้ลง กราวน์สโตรกของเขาอาจไม่หนักหน่วงรุนแรงเท่า ราฟาเอล นาดัล, โดมินิค ธีม หรือ ดานิล เมดเวเดฟ แต่ถือเป็นการตีด้วยน้ำหนักและทิศทางที่พอดีและเขายังสามารถตีลูกฉีกมุมซึ่งเป็นลูกทีเด็ดของเขาในแต้มสำคัญ

เฟเดอเรอร์ยังเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีลูกเสริ์ฟที่ดีที่สุดในโลกและเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เสริ์ฟเอชได้มากที่สุด[120] ลูกเสิร์ฟของเขาเป็นลูกที่อ่านได้ยากเนื่องจากเขามีจังหวะการโยนลูกและการย่อตัวตีที่แม่นยำ[121] โดยเสิร์ฟแรกของเขาจะมีความเร็วประมาณ 190 กม./ชม. (118 ไมล์/ชม.)[122] ส่วนลูกเสิร์ฟที่สองมักจะเป็นลูกปั่นเด้งสูงเน้นทิศทาง บ่อยครั้งที่เราเห็นเขาสามารถเสริ์ฟได้ลงตรงเส้นกึ่งกลางคอร์ตพอดีโดยที่คู่ต่อสู้ไม่มีโอกาสได้โต้กลับมา

เฟเดอเรอร์มีการเคลื่อนที่ การทรงตัว และการควบคุมพื้นที่ที่ยอดเยี่ยม เขาถูกจัดเป็นผู้เล่นที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ[123] ผู้เล่นส่วนมากจะก้าวเท้าสั้นๆหลายๆก้าวเพื่อจะเข้าถึงบอล แต่เฟเดอเรอร์สามารถก้าวเท้ายาว ๆ ได้อย่างลื่นไหล เขาสามารถตีลูกแรง ๆ ในขณะที่ยังวิ่งอยู่หรือแม้แต่ในขณะที่ก้าวถอยหลังทำให้เขาสามารถเปลี่ยนเกมจากการตั้งรับเป็นเกมบุกได้อย่างรวดเร็ว รูปแบบการเล่นของเฟเดอเรอร์เป็นแบบผ่อนคลายและไหลลื่นแต่ซ่อนแทคติกที่เน้นการบุกอย่างชาญฉลาดและฉาบฉวย

อุปกรณ์และชุดแข่งแก้ไข

 
เฟเดอเรอร์ใช้ไม้เทนนิสของวิลสันและชุดแข่งขันของไนกี้จนถึงปี 2018

เฟเดอเรอร์ใช้ไม้เทนนิสยี่ห้อวิลสัน บี แอล เอกซ์ ซิก วัน ทัวร์ 90[124] ซึ่งเป็นไม้ที่มีหน้าแร็กเก็ตที่เล็กกว่าปกติ มีน้ำหนักมากแต่บาง บางคนคาดเดาว่าเป็นไม้ที่ดัดแปลงมาจากไม้วิลสัน โปรสต๊าฟ ออริจินอล 6.0 85 ที่พีท แซมพราสใช้ เฟเดอเรอร์ขึงตาข่ายไว้ค่อนข้างหลวม (53-60 ปอนด์ โดยขึ้นอยู่กับคู่แข่ง และพื้นสนาม) การแข่งขันวิมเบิลดัน 2008 เขาขึงไว้เพียง 47/48 ปอนด์เท่านั้น[125] การขึงตาข่ายเช่นนี้ทำให้เขาตีลูกด้วยความเร็วสูงได้โดยใช้แรงน้อยลง เฟเดอเรอร์เคยใช้ไม้วิลสัน เอ็นโค้ด เอ็นซิก-วัน ทัวร์ 90, ไม้วิลสัน โปรสต๊าฟ ทัวร์ 90 และไม้วิลสัน โปรสต๊าฟ ออริจินอล 6.0 85 เฟเดอเรอร์สนับสนุนไม้เทนนิสและอุปกรณ์ของวิลสันและสนับสนุนชุดกีฬาและรองเท้าของไนกี้ ในการแข่งขันวิมเบิลดัน ปี 2006 ไนกี้ทำเสื้อแจ๊กเก็ตโดยมีตราไม้เทนนิสสามอันเป็นเครื่องหมายว่า "เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์วิมเบิลดันมาแล้วสามสมัย"[126]

เฟเดอเรอร์ยังสนับสนุนอุปกรณ์อีกหลาย ๆ บริษัทโดยเฉพาะบริษัทของสวิตเซอร์แลนด์[127] และยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์ยิลเลตต์ ร่วมกับยอดนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศส เทียร์รี อองรี รวมถึงนักกอล์ฟชาวอเมริกัน ไทเกอร์ วูดส์ และนักคริกเกตชาวอินเดีย ราฮูล ดราวิด[128]

ในปี 2018 เฟเดอเรอร์ได้ยุติสัญญากับทางไนกี้ผู้สนับสนุนหลักที่ร่วมงานกันมากว่า 20 ปีและตัดสินใจเซ็นสัญญากับยูนิโคล่ (Uniqlo) แบรนด์ชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น[129][130] โดยสัญญาดังกล่าวส่งผลให้เฟเดอเรอร์จะมีรายได้จากยูนิโคล่กว่า 30 ล้านดอลลาร์ต่อปี[131] สัญญามีระยะเวลา 10 ปี มูลค่ารวม 300 ล้านดอลลาร์ โดยเฟเดอเรอร์ได้ประเดิมสวมชุดแข่งขันของยูนิโคล่ในแกรนด์สแลมวิมเบิลดันปี 2018 แต่ยังคงสวมรองเท้าของไนกี้มาจนถึงปัจจุบัน

สถิติโลกแก้ไข

 
เฟเดอเรอร์ชนะเลิศรายการวิมเบิลดัน 8 สมัย มากที่สุดในประเภทชายเดี่ยว

โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ครองสถิติโลกในวงการเทนนิสมากมายโดยมีสถิติที่สำคัญด้แก่:[132]

  • ชนะเลิศสแลมในประเภทชายเดี่ยวมากที่สุดจำนวน 20 สมัย เท่ากับ ราฟาเอล นาดัล และ นอวาก จอกอวิช[133]
  • ชนะเลิศแกรนด์สแลม ออสเตรเลียนโอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอสโอเพน ในปีเดียวกันได้ 3 ครั้ง (ค.ศ. 2004, 2006 และ 2007)
  • ทำสถิติคว้าชัยชนะติดต่อกันได้มากที่สุดในยุคโอเพนบนพื้นคอร์ต 2 ประเภท (คอร์ตหญ้า[134] และ ฮาร์ดคอร์ต)[135]
  • เข้าชิงชนะเลิศการแข่งขันประเภทชายเดี่ยว 17 รายการติดต่อกัน (ค.ศ. 2005–06)[136]
  • ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลก 237 สัปดาห์ติดต่อกัน (ค.ศ. 2004–08)[137]
  • เป็นผู้เล่นที่ครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกที่มีอายุมากที่สุด (36 ปี 195 วัน: ค.ศ. 2018)[138]
  • เป็นผู้เล่นคนเดียวในยุคโอเพนที่ชนะเลิศรายการยูเอสโอเพนติดต่อกัน 5 สมัย (ค.ศ. 2004–08)
  • เป็นหนึ่งในสามผู้เล่นชายในยุคโอเพนที่ชนะเลิศรายการยูเอสโอเพน 5 สมัย (ร่วมกับ จิมมี คอนเนอร์ และ พีต แซมพราส)
  • เป็นหนึ่งในสองผู้เล่นชายที่ชนะเลิศรายการออสเตรเลียนโอเพนและวิมเบิลดันได้อย่างน้อย 6 สมัย (ร่วมกับนอวาก จอกอวิช)
  • ชนะเลิศรายการวิมเบิลดันติดต่อกัน 5 สมัย (ค.ศ. 2003–07 ซึ่งเป็นสถิติเท่ากับ บียอร์น บอร์ก)[139]
  • ทำสถิติเข้าชิงชนะเลิศวิมเบิลดัน 12 สมัย[140] และคว้าตำแหน่งชนะเลิศไปได้ 8 สมัย
  • เป็นผู้เล่นคนเดียวที่คว้าชัยชนะในรายการวิมเบิลดันได้เกิน 100 นัด (105 นัด)[141]
  • เป็นผู้เล่นชายที่เข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายวิมเบิลดันได้มากที่สุด (18 ครั้ง)
  • เป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดในยุคโอเพนที่เข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายวิมเบิลดัน (39 ปี 11 เดือน: ค.ศ. 2021)[142]
  • เป็นผู้เล่นที่ลงแข่งขันในแกรนด์สแลมมากที่สุดในประเภทชายเดี่ยว (429 นัด)[143]
  • เป็นนักเทนนิสชายคนเดียวที่ชนะเลิศแกรนด์สแลม 3 รายการ (ออสเตรเลียนโอเพน, วิมเบิลดัน และ ยูเอสโอเพน) ได้อย่างน้อย 5 สมัย ในทุกรายการ
  • เข้าชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวได้มากที่สุด 31 รายการ[144] (รวมทั้งเข้าชิงชนะเลิศติดต่อกัน 10 รายการ)
  • เข้ารอบรองชนะเลิศแกรนด์สแลมในประเภทชายเดี่ยวได้มากที่สุด 46 รายการ[145] (รวมทั้งเข้ารอบรองชนะเลิศติดต่อกัน 23 รายการ)
  • เข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายในการแข่งขันแกรนด์สแลมมากที่สุด 58 ครั้ง (รวมทั้งเข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้ายติดต่อกัน 36 รายการ)
  • เป็นผู้เล่นที่ชนะเลิศรายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล มากที่สุด (6 สมัย)[146], เข้าชิงชนะเลิศมากที่สุด (10 ครั้ง), เข้ารอบรองชนะเลิศมากที่สุด (16 ครั้ง) และคว้าชัยชนะได้มากที่สุด (59 นัด)
  • เป็นผู้เล่นที่ไม่เคยขอยอมแพ้เนื่องจากอาการบาดเจ็บในระหว่างการแข่งขันเลยแม้แต่นัดเดียวนับตั้งแต่เริ่มเล่นอาชีพใน ค.ศ. 1998[147]
  • เป็นหนึ่งในสี่ผู้เล่นที่คว้าชัยชนะได้มากกว่า 1,000 นัดในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยว (ร่วมกับ จิมมี คอนเนอร์, อิวาน เลนเดิล และ ราฟาเอล นาดัล)

คู่แข่งคนสำคัญแก้ไข

เฟเดอเรอร์/นาดัล

 
เฟเดอเรอร์เอาชนะนาดัลได้ในรอบชิงชนะเลิศวิมเบิลดันปี 2007

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และ ราฟาเอล นาดัล เป็นคู่แข่งขันที่แย่งความสำเร็จและสร้างประวัติศาสตรในวงการเทนนิสมาอย่างยาวนานร่วม 20 ปี[148][149] ทั้งสองฝ่ายพบกันรวม 40 ครั้ง โดยเฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ 16 ครั้ง แพ้ไป 24 ครั้ง โดยเฟเดอเรอร์มีสถิติที่เหนือกว่าในการพบกันบนฮาร์ดคอร์ต (พื้นคอนกรีต) โดยเอาชนะไปได้ 11 ครั้ง แพ้ 9 ครั้ง (พบกัน 20 ครั้ง) และเหนือกว่าในการพบกันบนคอร์ตหญ้า โดยเอาชนะไปได้ 3 ครั้ง พ่ายแพ้ 1 ครั้ง (พบกัน 4 ครั้ง) อย่างไรก็ตาม เฟเดอเรอร์มีสถิติที่ย่ำแย่มากในการพบกับนาดัลบนคอร์ตดิน โดยเอาชนะไปได้เพียง 2 ครั้งและพ่ายแพ้ไปถึง 14 ครั้ง (พบกัน 16 ครั้ง)[150]

ทั้งคู่พบกันในรอบชิงชนะเลิศรายการแกรนด์สแลมรวม 9 ครั้ง โดยเฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ 3 ครั้ง ในรายการวิมเบิลดัน 2 ครั้ง (ค.ศ. 2006 และ 2007), ออสเตรเลียนโอเพน 1 ครั้ง (ค.ศ. 2017) และนาดัลเป็นฝ่ายเอาชนะได้ 6 ครั้ง ในรายการเฟรนช์โอเพน 4 ครั้ง (ค.ศ. 2006–08 และ ค.ศ. 2011), ออสเตรเลียนโอเพน 1 ครั้ง (ค.ศ. 2009) และ วิมเบิลดัน 1 ครั้ง (ค.ศ. 2008) ทั้งคู่พบกันในรายการแกรนด์สแลมรวม 14 ครั้ง ซึ่งเฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้เพียง 4 ครั้งและพ่ายแพ้ถึง 10 ครั้ง โดยเฟเดอรเรอร์มีสถิติที่ดีกว่าในการพบกันที่วิมเบิลดัน (3–1) ในขณะที่นาดัลมีสถิติที่เหนือกว่าในออสเตรเลียนโอเพน (3–1) และเฟรนช์โอเพน (6–0) และทั้งคู่ยังไม่เคยพบกันในยูเอสโอเพน

เฟเดอเรอร์/จอกอวิช

 
เฟเดอเรอร์และจอกอวิชในการแข่งขัน เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล ปี 2013

คู่แข่งคนสำคัญของเฟเดอเรอร์อีกคนได้แก่ นอวาก จอกอวิช ทั้งคู่มีสถิติการพบกันมากถึง 50 ครั้ง โดยเป็นชัยชนะของเฟเดอเรอร์ 23 ครั้ง และ เป็นชัยชนะของจอกอวิช 27 ครั้ง ซึ่งจอกอวิชถือเป็นผู้เล่นที่มีสถิติคว้าชัยชนะในการพบกับเฟเดอรเรอร์ได้มากที่สุดจนถึงปัจจุบัน และยังเป็นผู้เล่นคนเดียวที่เอาชนะเฟเดอเรอร์ในการแข่งขันแกรนด์สแลมได้ครบทุกรายการ ในทำนองเดียวกัน เฟเดอเรอร์ก็เป็นผู้เล่นคนเดียวที่เอาชนะจอกอวิชได้ในแกรนด์สแลมทุกรายการ ทั้งคู่พบกันในรอบชิงชนะเลิศทุกรายการรวม 19 ครั้งและเฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ 6 ครั้ง แพ้ 13 ครั้ง และพบกันในรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลม 5 ครั้ง ซึ่งเฟเดอเรอร์เอาชนะจอกอวิชได้ 1 ครั้ง (ยูเอสโอเพน ค.ศ. 2007) และพ่ายแพ้ 4 ครั้ง (วิมเบิลดัน ค.ศ. 2014, 2015, 2019 และ ยูเอสโอเพน ค.ศ. 2015)

การแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ของทั้งคู่ได้แก่ รอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมวิมเบิลดันในปี 2019 ซึ่งทั้งคู่ใช้เวลาแข่งขันกว่า 5 ชั่วโมง ยาวนานที่สุดในประวัติรอบชิงชนะเลิศของรายการซึ่งเฟเดอเรอร์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในการแข่งขัน 5 เซต ทั้งที่เขามีโอกาสได้เปรียบถึง 2 Championship points ในเซตที่ 5 แต่ก็พลาดไปอย่างน่าเสียดาย[151] และนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา เฟเดอเรอร์ยังไม่สามารถเอาชนะจอกอวิชในการแข่งแข่งขันแกรนด์สแลมได้อีกเลย[152]

ทั้งคู่มีสถิติการพบกันบนฮาร์ดคอร์ค (พื้นคอนกรีต) รวม 38 ครั้ง เฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ 18 ครั้ง แพ้ 20 ครั้ง, พบกันบนคอร์ตหญ้าจำนวน 4 ครั้ง โดยเฟเดอเรอร์เอาชนะได้ 1 ครั้ง แพ้ 3 ครั้ง และทั้งคู่มีสถิติการพบกันบนคอร์ตดินที่เท่ากันโดยผลัดกันแพ้ชนะคนละ 4 ครั้ง

เฟเดอเรอร์/มาร์รี

เฟเดอเรอร์มีสถิติการพบกับ แอนดี มาร์รี ยอดนักเทนนิสจากสกอตแลนด์ 25 ครั้ง[153] เฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ 14 ครั้ง และแพ้ 11 ครั้ง โดยเฟเดอรเรอร์มีสถิติที่เหนือกว่าทั้งในการพบกันในฮาร์ดคอร์ต (12–10) และ คอร์ตหญ้า (2–1) และทั้งคู่ยังไม่เคยพบกันบนคอร์ตดิน และนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา เฟเดอเรอร์สามารถเอาชนะมาร์รีได้ถึง 9 ครั้งจากการพบกัน 12 ครั้งหลังสุด ทั้งคู่พบกันในรายการแกรนด์สแลม 6 ครั้ง ซึ่งเฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ 5 ครั้ง รวมถึงรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลมยูเอสโอเพน (ค.ศ. 2008), ออสเตรเลียนโอเพน (ค.ศ. 2010) และวิมเบิลดัน (ค.ศ. 2012) อย่างไรก็ตาม มาร์รีก็สามารถเอาชนะเฟเดอเรอร์ได้ในการแข่งขันรายการสำคัญ เช่น ในรอบชิงชนะเลิศโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2012[154] ทำให้เฟเดอเรอร์ทำได้เพียงคว้าเหรียญเงินไปครอง นอกจากนี้ มาร์รียังถือเป็นหนึ่งในสามผู้เล่น (ร่วมกับ จอกอวิช และ นาดัล) ที่สามารถเอาชนะเฟเดอเรอร์ได้มากกว่า 10 ครั้ง

เฟเดอเรอร์/ร็อดดิก

โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และ แอนดี ร็อดดิก

เฟเดอเรอร์ถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุดในอาชีพของ แอนดี ร็อดดิก อดีตมือวางดับ 1 ของโลกชาวอเมริกัน โดยทั้งคู่พบกัน 24 ครั้ง และเฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ถึง 21 ครั้ง แพ้เพียง 3 ครั้ง[155] ร็อดดิกเคยขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกเป็นระยะเวลา 13 สัปดาห์ภายหลังจากชนะเลิศรายการยูเอสโอเพนในปี 2003 ต่อมาเฟเดอเรอร์ได้ทำคะแนนแซงร็อดดิกขึ้นสู่ตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ได้หลังจากชนะเลิศออสเตรเลียนโอเพนในปี 2004 และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ในอาชีพของเฟเดอเรอร์ในการครองตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ยาวนานหลายปี

ทั้งคู่พบกันในรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลม 4 ครั้ง และเฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ทั้ง 4 ครั้ง ทั้งในวิมเบิลดัน 3 ครั้ง (ค.ศ. 2005, 2005 และ 2009) และยูเอสโอเพน 1 ครั้ง (ค.ศ. 2006) โดยร็อดดิกใกล้เคียงกับชัยชนะในรอบชิงชนะเลิศมากที่สุดในการแข่งขันวิมเบิลดันปี 2009 ซึ่งเขาแพ้ไปในการแข่งขัน 5 เซต และต้องแข่งขันกันมากถึง 30 เกมในเซตสุดท้ายก่อนที่เฟเดอเรอร์จะเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 16–14 เกม ซึ่งในวันนั้นถือเป็นหนึ่งในนัดที่่ร็อดดิกเล่นได้ดีที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพแต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย[156][157]

เฟเดอเรอร์/ฮิววิตต์

เลย์ตัน ฮิววิตต์ อดีตมือวางอันดับ 1 ของโลกชาวออสเตรเลีย เป็นผู้เล่นอีกหนึ่งคนที่เคยพบกับเฟเดอเรอร์ในการแข่งขันนัดสำคัญหลายรายการ โดยทั้งคู่พบกันรวม 27 ครั้ง[158] ซึ่งเฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ 18 ครั้ง และพ่ายแพ้ 9 ครั้ง โดยฮิววิตต์สามารถเอาชนะเฟเดอเรอร์ได้ 7 ครั้งจากการพบกันใน 9 ครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นช่วงที่เฟเดอเรอร์เพิ่งขึ้นมาแจ้งเกิดในวงการและยังไม่พัฒนาขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลก ทั้งคู่เคยพบกันในรอบชิงชนะเลิศแกรนด์สแลม 1 ครั้ง ในการแข่งขันยูเอสโอเพนปี 2004 ซึ่งเฟเดอเรอร์เอาชนะไปได้ 3 เซตรวดคว้าแชมป์ยูเอสโอเพนได้เป็นสมัยแรก[159]

ทรัพย์สินและสปอนเซอร์แก้ไข

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2020 เฟเดอเรอร์ได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอบส์ให้เป็นนักกีฬาที่ทำเงินรางวัลได้มากที่สุดซึ่งถือเป็นนักเทนนิสคนแรกที่ทำสถิตินี้ได้[160] โดยเขาทำรายได้ในปี 2020 รวม 106.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเฟเดอเรอร์มีชื่อติดใน 10 อันดับแรกของนักกีฬาที่ทำเงินรางวัลมากที่สุดมาตลอดทุกปีแต่ยังไม่เคยขึ้นถึงอันดับหนึ่งมาก่อน โดยในปีนี้[161] เฟเดอเรอร์ทำสถิติแซงหน้านักกีฬาผู้มีชื่อเสียงหลายราย เช่น คริสเตียโน โรนัลโด, ลิโอเนล เมสซิ และ เนย์มาร์ นักฟุตบอลชื่อดัง รวมทั้งเลอบรอน เจมส์, สตีเฟน เคอร์รี่ และ เควิน ดูแรนท์ในวงการบาสเก็ตบอล เฟเดอเรอร์ยังถือเป็นนักเทนนิสที่ร่ำรวยที่สุดในโลก[162] โดยเขามีทรัพย์สินรวม 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[163]

ในฐานะที่เฟเดอเรอร์เป็นหนึ่งในนักกีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง ทำให้เขาดึงดูดผู้สนับสนุนหลากหลายบริษัทซึ่งล้วนแต่เป็นแบรนด์ระดับโลก เช่น "โรเล็กซ์" แบรนด์นาฬิกาชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์บ้านเกิด โดยผู้บริหารของโรเล็กซ์ได้เล็งเห็นถึงภาพลักษณ์ที่สุขุมและความเป็นสุภาพบุรุษนักกีฬาของเฟเดอเรอร์ โดยเขาได้เซ็นสัญญาในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ด้วยมูลค่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (200 ล้านบาท) ต่อปี และมักปรากฎภาพเจ้าตัวออกสื่อโฆษณาของบริษัทและทุกครั้งที่เฟเดอเรอร์คว้าแชมป์ในแต่ละรายการได้ นาฬิกาโรเล็กซ์บนข้อมือซ้ายของเขาก็จะได้รับการโปรโมตออกสื่อไปทั่วโลกเมื่อเขาชูถ้วยรางวัล

 
"โรเล็กซ์" แบรนด์นาฬิกาชื่อดังระดับโลกเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของเฟเดอเรอร์ตลอดการเล่นอาชีพ

สปอนเซอร์รายถัดมาได้แก่ "เมอร์เซเดส-เบนซ์" แบรนด์รถยนต์ชื่อดังจากเยอรมนี ซึ่งได้ดึงเฟเดอเรอร์เข้ามาร่วมงานตั้งแต่ปี 2008 โดยสัญญาดังกล่าวมีมูลค่าปีละ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (160 ล้านบาท) ต่อปี โดยบริษัทได้ส่งรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์มาให้ถึงบ้านของเฟเดอเรอร์ทุกครั้งที่มีการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ออกจำหน่าย นอกจากนี้เขายังมีสปอนเซอร์แบรนด์ดังอีกมากมาย เช่น "เครดิต ซุส" ธนาคารชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ที่มอบสัญญามูลค่า 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (59 ล้านบาท) ต่อปีและยังให้การสนับสนุนมูลนิธิการกุศลของเฟเดอเรอร์ตลอดมา รวมทั้ง "ยิลเลตต์" แบรนด์ผลิตภัณฑ์โกนหนวดชื่อดังที่มอบสัญญามูลค่า 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (59 ล้านบาท) ต่อปีเช่นกัน และยังมีบริษัทอาหารอย่าง "บาริลลา" ผู้ผลิตเส้นพาสตาชื่อดัง และ "ลินด์" แบรนด์ช็อคโกแลตจากสวิตเซอร์แลนด์ด้วยสัญญามูลค่ากว่า 18 ล้านดอลลาร์ (600 ล้านบาท) ต่อปี[164]

สถิติการแข่งขันอาชีพในรายการสำคัญแก้ไข

รายการแกรนด์สแลมรอบชิงชนะเลิศแก้ไข

เข้าชิงชนะเลิศ 31 รายการ (ชนะเลิศ 20 สมัย, รองชนะเลิศ 11 สมัย)

สถิติการแข่งขันอาชีพ
ประเภท รายการระดับ ชนะ แพ้ รวม (%)
เดี่ยว แกรนด์สแลม 20 11 31 0.65
กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน
เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล 6 4 10 0.67
เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000* 28 22 50 0.56
เอทีพี ทัวร์ 500 24 7 31 0.77
เอทีพี ทัวร์ 250 25 9 34 0.74
รวม 103 54 157 0.66
คู่ แกรนด์สแลม
กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1 1 1.00
เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอล
เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ มาสเตอร์ 1000* 1 2 3 0.33
เอทีพี ทัวร์ 500 3 1 4 0.75
เอทีพี ทัวร์ 250 3 3 6 0.50
รวม 8 6 14 0.57
รวม 111 60 171 0.65
1) (%) = อัตราส่วนการชนะ
2) *ในอดีตรู้จักกันในชื่อของ "ซุปเปอร์ 9" (ค.ศ. 1996–1999), "เทนนิส มาสเตอร์ซีรีส์" (ค.ศ. 2000–2003) และ "เอทีพี มาสเตอร์ซีรีส์" (ค.ศ. 2004–2008)

ชนะเลิศ

ปี รายการ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2003   วิมเบิลดัน (1)   มาร์ค ฟิลิปปูซิส 7–6(7–5), 6–2, 7–6(7–3)
2004   ออสเตรเลียนโอเพน (1)   มารัต ซาฟิน 7–6(7–3), 6–4, 6–2
2004   วิมเบิลดัน (2)   แอนดี ร็อดดิก 4–6, 7–5, 7–6(7–3), 6–4
2004   ยูเอสโอเพน (1)   เลย์ตัน ฮิววิตต์ 6–0, 7–6(7–3), 6–0
2005   วิมเบิลดัน (3)   แอนดี ร็อดดิก 6–2, 7–6(7–2), 6–4
2005   ยูเอสโอเพน (2)   อานเดร แอกัสซี 6–3, 2–6, 7–6(7–1), 6–1
2006   ออสเตรเลียนโอเพน (2)   มาร์กอส แบกห์ดาติส 5–7, 7–5, 6–0, 6–2
2006   วิมเบิลดัน (4)   ราฟาเอล นาดัล 6–0, 7–6(7–5), 6–7(2–7), 6–3
2006   ยูเอสโอเพน (3)   แอนดี ร็อดดิก 6–2, 4–6, 7–5, 6–1
2007   ออสเตรเลียนโอเพน (3)   เฟอร์นานโด กอนซาเลซ 7–6(7–2), 6–4, 6–4
2007   วิมเบิลดัน (5)   ราฟาเอล นาดัล 7–6(9–7), 4–6, 7–6(7–3), 2–6, 6–2
2007   ยูเอสโอเพน (4)   นอวาก จอกอวิช 7–6(7–4), 7–6(7–2), 6–4
2008   ยูเอสโอเพน (5)   แอนดี มาร์รี 6–2, 7–5, 6–2
2009   เฟรนช์โอเพน   โรบิน โซเดอร์ลิง 6–1, 7–6(7–1), 6–4
2009   วิมเบิลดัน (6)   แอนดี ร็อดดิก 5–7, 7–6(8–6), 7–6(7–5), 3–6, 16–14
2010   ออสเตรเลียนโอเพน (4)   แอนดี มาร์รี 6–3, 6–4, 7–6(13–11)
2012   วิมเบิลดัน (7)   แอนดี มาร์รี 4–6, 7–5, 6–3, 6–4
2017   ออสเตรเลียนโอเพน (5)   ราฟาเอล นาดัล 6–4, 3–6, 6–1, 3–6, 6–3
2017   วิมเบิลดัน (8)  มาริน ซิลิช 6–3, 6–1, 6–4
2018   ออสเตรเลียนโอเพน (6)  มาริน ซิลิช 6–2, 6–7(5–7), 6–3, 3–6, 6–1

รองชนะเลิศ

ปี รายการ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2006   เฟรนช์โอเพน   ราฟาเอล นาดัล 6–1, 1–6, 4–6, 6–7(4–7)
2007   เฟรนช์โอเพน   ราฟาเอล นาดัล 3–6, 6–4, 3–6, 4–6
2008   เฟรนช์โอเพน   ราฟาเอล นาดัล 1–6, 3–6, 0–6
2008   วิมเบิลดัน   ราฟาเอล นาดัล 4–6, 4–6, 7–6(7–5),7-6(10–8),7–9
2009   ออสเตรเลียนโอเพน   ราฟาเอล นาดัล 5–7, 6–3, 6–7(3–7), 6–3, 2–6
2009   ยูเอสโอเพน   ฮวน มาร์ติน เดล โปโตร 6–3, 6–7(5–7), 6–4, 6–7(4–7), 2–6
2011   เฟรนช์โอเพน   ราฟาเอล นาดัล 5–7, 6–7(3–7), 7–5, 1–6
2014   วิมเบิลดัน   นอวาก จอกอวิช 7–6(9–7), 4–6, 6–7(4–7), 7–5, 4–6
2015   วิมเบิลดัน   นอวาก จอกอวิช 6–7(1–7), 7–6(12–10), 4–6, 3–6
2015   ยูเอสโอเพน   นอวาก จอกอวิช 4–6, 7–5, 4–6, 4–6
2019   วิมเบิลดัน   นอวาก จอกอวิช 6–7(5–7), 6–1, 6–7(5–7), 6–4, 12–13(3–7)

รายการ เอทีพี เวิลด์ ทัวร์ ไฟนอลแก้ไข

เข้าชิงชนะเลิศ 10 สมัย (ชนะเลิศ 6 สมัย, รองชนะเลิศ 4 สมัย)

ชนะเลิศ

ปี รายการ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2003   ฮูสตัน  อานเดร แอกัสซี 6–3, 6–0, 6–4
2004   ฮูสตัน   เลย์ตัน ฮิววิตต์ 6–3, 6–2
2006   เซี่ยงไฮ้  เจมส์ เบลค 6–0, 6–3, 6–4
2007   เซี่ยงไฮ้   ดาวิด เฟร์เรร์ 6–2, 6–3, 6–2
2010   ลอนดอน   ราฟาเอล นาดัล 6–3, 3–6, 6–1
2011   ลอนดอน   โจ วิลเฟร็ด ซองก้า 6–3, 6–7(6–8), 6–3

รองชนะเลิศ

ปี รายการ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2005   เซี่ยงไฮ้   ดาวิด นาบัลเดียน 6–7(4–7), 6–7(11–13), 6–2, 6–1, 7–6(7–3)
2012   ลอนดอน   นอวาก จอกอวิช 6–7(6–8), 5–7
2014   ลอนดอน   นอวาก จอกอวิช ขอถอนตัว
2015   ลอนดอน   นอวาก จอกอวิช 3–6, 4–6

รายการ เอทีพี มาสเตอร์ ประเภทชายเดี่ยวแก้ไข

เข้าชิงชนะเลิศ 50 รายการ (ชนะเลิศ 28 รายการ, รองชนะเลิศ 22 รายการ)

ผลลัพธ์ ปี รายการ พื้นสนาม คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
รองชนะเลิศ 2002 ไมแอมี คอนกรีต   มารัต ซาฟิน 3–6, 3–6, 6–3, 4–6
ชนะเลิศ 2002 ฮัมบวร์ค ดิน   มารัต ซาฟิน 6–1, 6–3, 6–4
รองชนะเลิศ 2003 โรม ดิน   เฟลิกซ์ มันติลล่า 5–7, 2–6, 6–7(8–10)
ชนะเลิศ 2004 อินเดียนเวลส์ คอนกรีต   ทิม เฮนแมน 6–3, 6–3
ชนะเลิศ 2004 ฮัมบวร์ค (2) ดิน   กิลเยร์โม กอเรีย 4–6, 6–4, 6–2, 6–3
ชนะเลิศ 2004 มอนทรีออล คอนกรีต   แอนดี ร็อดดิก 7–5, 6–3
ชนะเลิศ 2005 อินเดียนเวลส์ (2) คอนกรีต   เลย์ตัน ฮิวอิต 6–2, 6–4, 6–4
ชนะเลิส 2005 ไมแอมี คอนกรีต   ราฟาเอล นาดัล 2–6, 6–7(4–7), 7–6(7–5), 6–3, 6–1
ชนะเลิศ 2005 ฮัมบวร์ค (3) ดิน   ริชาร์ด กาสเกต์ 6–3, 7–5, 7–6(7–4)
ชนะเลิศ 2005 ซินซินแนติ คอนกรีต   แอนดี ร็อดดิก 6–3, 7–5
ชนะเลิศ 2006 อินเดียนเวลส์ (3) คอนกรีต   เจมส์ เบลค 7–5, 6–3, 6–0
ชนะเลิศ 2006 ไมแอมี (2) คอนกรีต   อิวาน ลูบิซิช 7–6(7–5), 7–6(7–4), 7–6(8–6)
รองชนะเลิศ 2006 มงเต-การ์โล ดิน   ราฟาเอล นาดัล 2–6, 7–6(7–2), 3–6, 6–7(5–7)
รองชนะเลิศ 2006 โรม ดิน   ราฟาเอล นาดัล 7–6(7–0), 6–7(5–7), 4–6, 6–2, 6–7(5–7)
ชนะเลิศ 2006 มอนทรีออล (2) คอนกรีต   ริชาร์ด กาสเกต์ 2–6, 6–3, 6–2
ชนะเลิศ 2006 มาดริด คอนกรีต (ในร่ม)   เฟอร์นานโด กอนซาเลส 7–5, 6–1, 6–0
รองชนะเลิศ 2007 มงเต-การ์โล ดิน   ราฟาเอล นาดัล 4–6, 4–6
ชนะเลิศ 2007 ฮัมบวร์ค (4) ดิน   ราฟาเอล นาดัล 2–6, 6–2, 6–0
รองชนะเลิศ 2007 มอนทรีออล คอนกรีต   นอวาก จอกอวิช 6–7(2–7), 6–2, 6–7(2–7)
ชนะเลิศ 2007 ซินซินแนติ (2) คอนกรีต   เจมส์ เบลค 6–1, 6–4
รองชนะเลิศ 2007 มาดริด คอนกรีต (ในร่ม)   ดาบิด นัลบาเดียน 6–1, 3–6, 3–6
รองชนะเลิศ 2008 มงเต-การ์โล ดิน   ราฟาเอล นาดัล 5–7, 5–7
รองชนะเลิศ 2008 ฮัมบวร์ค ดิน   ราฟาเอล นาดัล 5–7, 7–6(7–3), 3–6
ชนะเลิศ 2009 มาดริด (2) ดิน   ราฟาเอล นาดัล 6–4, 6–4
ชนะเลิศ 2009 ซินซินแนติ (3) คอนกรีต   นอวาก จอกอวิช 6–1, 7–5
รองชนะเลิศ 2010 มาดริด ดิน   ราฟาเอล นาดัล 4–6, 6–7(5–7)
รองชนะเลิศ 2010 มอนทรีออล คอนกรีต   แอนดี มาร์รี 5–7, 5–7
ชนะเลิศ 2010 ซินซินแนติ (4) คอนกรีต   มาร์ดี ฟิช 6–7(5–7), 7–6(7–1), 6–4
รองชนะเลิศ 2010 เซี่ยงไฮ่ คอนกรีต   แอนดี มาร์รี 3–6, 2–6
ชนะเลิศ 2011 ปารีส คอนกรีต (ในร่ม)   โจ-วิลฟรีด ซองกา 6–1, 7–6(7–3)
ชนะเลิศ 2012 อินเดียนเวลส์ (4) คอนกรีต   จอห์น อิสเนอร์ 7–6(9–7), 6–3
ชนะเลิศ 2012 มาดริด (3) ดิน   โทมัส เบอร์ดิช 3–6, 7–5, 7–5
ชนะเลิศ 2012 ซินซินแนติ (5) คอนกรีต   นอวาก จอกอวิช 6–0, 7–6(9–7)
รองชนะเลิศ 2013 โรม ดิน   ราฟาเอล นาดัล 1–6, 3–6
รองชนะเลิศ 2014 อินเดียนเวลส์ คอนกรีต   นอวาก จอกอวิช 6–3, 3–6, 6–7(3–7)
รองชนะเลิศ 2014 มงเต-การ์โล ดิน   สตาน วาวรีงกา 6–4, 6–7(5–7), 2–6
รองชนะเลิศ 2014 มอนทรีออล คอนกรีต   โจ-วิลฟรีด ซองกา 5–7, 6–7(3–7)
ชนะเลิศ 2014 ซินซินแนติ (6) คอนกรีต   ดาวิต เฟร์เรร์ 6–3, 1–6, 6–2
ชนะเลิศ 2014 เซี่ยงไฮ้ คอนกรีต   จิล ซิมง 7–6(8–6), 7–6(7–2)
รองชนะเลิศ 2015 อินเดียนเวลส์ คอนกรีต   นอวาก จอกอวิช 3–6, 7–6(7–5), 2–6
รองชนะเลิศ 2015 โรม ดิน   นอกวาก จอกอวิช 4–6, 3–6
ชนะเลิศ 2015 ซินซินแนติ (7) คอนกรีต   นอวาก จอกอวิช 7–6(7–1), 6–3
ชนะเลิศ 2017 อินเดียนเวลส์ (5) คอนกรีต   สตาน วาวรีงกา 6–4, 7–5
ชนะเลิศ 2017 ไมแอมี (3) คอนกรีต   ราฟาเอล นาดัล 6–3, 6–4
รองชนะเลิศ 2017 มอนทรีออล คอนกรีต   อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ 3–6, 4–6
ชนะเลิศ 2017 เซี่ยงไฮ้(2) คอนกรีต   ราฟาเอล นาดัล 6–4, 6–3
รองชนะเลิศ 2018 อินเดียนเวลส์ คอนกรีต   ฆวน มาร์ติน เดล ปอร์โต 4–6, 7–6(10–8), 6–7(2–7)
รองชนะเลิศ 2018 ซินซินแนติ คอนกรีต   นอวาก จอกอวิช 4–6, 4–6
รองชนะเลิศ 2019 อินเดียนเวลส์ คอนกรีต   โดมินิค ธีม 6–3, 3–6, 5–7
ชนะเลิศ 2019 ไมแอมี (4) คอนกรีต   จอห์น อิสเนอร์ 6–1, 6–4
  • ตัวเลขในวงเล็บคือจำนวนครั้งที่ชนะเลิศในแต่ละรายการ

กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนประเภทชายเดี่ยวแก้ไข

ลงแข่งขัน 2 ครั้ง (คว้าเหรียญเงิน 1 สมัย)

ผลลัพธ์ ปี รายการ พื้นสนาม คู่แข่ง ผลการแข่งขัน
อันดับ 4 2000 การแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ปี 2000 รอบชิงเหรียญทองแดง คอนกรีต   อาร์นอด์ ดิ ปาสเควล 6–7(5–7), 7–6(9–7), 3–6
เหรียญเงิน 2012 การแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ปี 2000 รอบชิงชนะเลิศ หญ้า   แอนดี มาร์รี 2–6, 1–6, 4–6

กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนประเภทชายคู่แก้ไข

รอบชิงชนะเลิศ (คว้าเหรียญเหรียญทอง 1 สมัย)

ปี รายการ พื้นสนาม เล่นคู่กับ คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ผลการแข่งขัน
2008   กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ณ กรุงปักกิ่ง รอบชิงชนะเลิศ คอนกรีต   สตานิสลาส วาวรีงกา   ไซมอน แอสพีลิน
  โทมัส โยฮันส์สัน
6–3, 6–4, 6–7(4–7), 6–3

การแข่งขันประเภททีม (ในนามทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์)แก้ไข

ชนะเลิศรายการเดวิส คัพ 1 สมัย และ ฮอพแมน คัพ 3 สมัย

ผลลัพธ์    วันที่    รายการ พื้นสนาม ทีม สมาชิกทีม คู่แข่ง สมาชิกทีมคู่แข่ง ผลการแข่งขัน
ชนะเลิศ มกราคม ค.ศ. 2001 ฮอพแมน คัพ, เพิร์ท , ออสเตรเลีย คอนกรีต (ในร่ม) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์,
มาร์ติน่า ฮินกิส
สหรัฐอเมริกา โมนิก้า เซเลส,
ยัน-ไมเคิล แกมบิลล์
ชนะ 2–1
ชนะเลิศ พฤศจิกายน ค.ศ. 2014 เดวิส คัพ, เลียล , ฝรั่งเศส ดิน (ในร่ม) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์,
สตาน วาวรีงกา,
มาร์โค คิวดิเนลลี,
ไมเคิล ลัมเมอร์
ฝรั่งเศส โจ-วิลฟรีด ซองกา,
กาแอล มงฟิล์ส,
จูเลียง เบนน์โต,
รีชาร์ กัสกุแอ
ชนะ 3–1
ชนะเลิศ มกราคม ค.ศ. 2018 ฮอพแมน คัพ, เพิร์ท , ออสเตรเลีย (2) คอนกรีต (ในร่ม) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์,
เบลินดา เบนซิช
เยอรมนี อันเจลีค แคร์เบอร์,
อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ
ชนะ 2–1
ชนะเลิศ มกราคม ค.ศ. 2019 ฮอพแมน คัพ, เพิร์ท , ออสเตรเลีย (3) คอนกรีต (ในร่ม) สวิตเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์,
เบลินดา เบนซิช
เยอรมนี อันเจลีค แคร์เบอร์,
อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ
ชนะ 2–1

เงินรางวัลที่ได้รับจากการแข่งขันตลอดอาชีพแก้ไข

ปี รายการ
แกรนด์สแลม
รายการ
ATP
รวม เงินรางวัล
($)
อันดับของ
เงินรางวัล
1998 0 0 0 $27,305
1999 0 0 0 $225,139 97
2000 0 0 0 $623,782 27
2001 0 1 1 $865,425 14
2002 0 3 3 $1,995,027 4
2003 1 6 7 $4,000,680 1
2004 3 8 11 $6,357,547 1
2005 2 9 11 $6,137,018 1
2006 3 9 12 $8,343,885 1
2007 3 5 8 $10,130,620 1
2008 1 3 4 $5,886,879 2
2009 2 2 4 $8,768,110 1
2010 1 4 5 $7,698,289 2
2011 0 4 4 $6,369,576 3
2012 1 5 6 $8,584,842 2
2013 0 1 1 $3,203,637 6
2014 0 5 5 $9,343,988 2
2015 0 6 6 $8,682,892 2
2016 0 0 0 $1,527,269 22
2017 2 5 7 $13,054,856 2
2018 1 3 4 $8,629,233 4
2019 0 4 4 $8,716,975 3
2020 0 0 0 $714,792 36
2021 0 0 0 $647,655 34[165]
ตลอดอาชีพ* 20 83 103 $130,594,339 2 [166]
* Statistics correct ข้อมูลเมื่อ 16 กันยายน ค.ศ. 2021 (2021 -09-16).

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Player profile – Roger Federer". ATP World Tour.
  2. "Rankings | Singles | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  3. Comesipronuncia.it, Patrizia Serra-. "How to pronounce Roger Federer - PronounceItRight". www.pronounceitright.com (ภาษาอังกฤษ).
  4. "Roger Federer loses his crown". SWI swissinfo.ch (ภาษาอังกฤษ).
  5. Thompson, Jackson. "Novak Djokovic breaks Roger Federer's all-time record for most weeks ranked No. 1 by The ATP". Insider (ภาษาอังกฤษ).
  6. "Roger Federer | Overview | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  7. "Roger Federer | Titles and Finals | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  8. "ESPN.com: Connors conquered with intensity". www.espn.com.
  9. Feb 22, TIMESOFINDIA COM / Updated:; 2021; Ist, 16:01. "Big Three: The incredible domination of Federer, Nadal and Djokovic | Tennis News - Times of India". The Times of India (ภาษาอังกฤษ).CS1 maint: extra punctuation (link) CS1 maint: numeric names: authors list (link)
  10. CNN, Ben Morse. "'All three of the best players are playing in this generation,' Murray believes tennis' 'Big Three' are GOATs". CNN.
  11. "Big 3: Federer, Nadal, Djokovic dominate men's tennis". www.aa.com.tr.
  12. "Big Three greatest ever: McEnroe". www.telegraphindia.com.
  13. "Roger Federer is the greatest sportsperson of all time, says Mark Petchey". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  14. "Forget tennis: Federer now the greatest athlete of them all". www.abc.net.au (ภาษาอังกฤษ). 2017-07-17.
  15. "Roger Federer greatest athlete of all time, Tiger Woods tweets; what do you think?". Fox Sports (ภาษาอังกฤษ). 2012-07-10.
  16. Robbins, Bill. "The Best Ever: The 50 Greatest Male Athletes of All-Time". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  17. "Swiss stamp honours Federer". สืบค้นเมื่อ 2007-04-22.
  18. CNN, Ravi Ubha. "Roger Federer gets own Swiss coin...and you can buy it". CNN.
  19. "Winners Archive Roger Federer". สืบค้นเมื่อ 2008-07-10.
  20. "ATP Awards Honour Roll | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  21. 21.0 21.1 https://time.com/collection/most-influential-people-2018/5217613/roger-federer/
  22. CNN, Aimee Lewis. "How Roger Federer inspires global devotion". CNN.
  23. "Roger Federer wins 18th consecutive Fans' Favourite Singles Player award". Tennis World USA (ภาษาอังกฤษ).
  24. https://www.rogerfederer.com/
  25. Reuters (2018-01-06). "Roger Federer in fine form as Switzerland seal third Hopman Cup victory". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  26. https://www.essentiallysports.com/roger-federer-and-his-incredible-record-on-grass-courts-atp-tennis-news/
  27. https://tennishead.net/top-10-winning-streaks/
  28. "First male player to win 100 singles matches at a Grand Slam tennis tournament". Guinness World Records (ภาษาอังกฤษ).
  29. "Historical Stats". Nitto ATP Finals.
  30. Badenhausen, Kurt. "How Roger Federer Makes $71 Million A Year". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  31. Reporter, Staff (2014-06-22). "Roger Federer steps down as ATP Player Council's President". www.sportskeeda.com (ภาษาอังกฤษ).
  32. "Profile". rogerfederer.com. สืบค้นเมื่อ 2007-07-19.
  33. "Roger Federer - Ask Roger". web.archive.org. 2007-02-25.
  34. ""FC Basel Was My Club as a Kid, And It is Still Today" - Roger Federer". EssentiallySports. 2020-02-14.
  35. 35.0 35.1 35.2 "Ask Roger - Official Website". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2007-02-25. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02.
  36. "Favorite Football Team". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2007-09-27. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02.
  37. "Favorite Vacation Spot". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2007-09-27. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02.
  38. https://www.businessinsider.com/what-does-roger-federer-eat-drinks-2018-4
  39. "Roger Federer: 'You have to love chocolate if you're...'". Tennis World USA (ภาษาอังกฤษ).
  40. "That time when Roger Federer played the piano". Tennis World USA (ภาษาอังกฤษ).
  41. Stauffer, René; ebrary, Inc (2007). The Roger Federer story [electronic resource] : quest for perfection. Internet Archive. [Washington, D.C.] : New Chapter Press. ISBN 978-0-942257-39-7.
  42. "ประวัติRoger Federer ( โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ )". http://oknation.nationtv.tv. External link in |website= (help)
  43. Staff, Tcrn (2019-11-27). "Roger Federer Reminisced about His Time in Costa Rica in 1996 ⋆ The Costa Rica News". The Costa Rica News (ภาษาอังกฤษ).
  44. "ประวัติRoger Federer ( โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ )". http://oknation.nationtv.tv. External link in |website= (help)
  45. "Home". www.rogerfederer.com.
  46. "Home". www.rogerfederer.com.
  47. "History". www.rogerfederer.com.
  48. "Roger Federer | Biography, Championships, & Facts". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  49. "Roger Federer lost two Olympic Games matches (August 17, 2004)". Tennis Majors (ภาษาอังกฤษ). 2020-08-17.
  50. "Roger Federer | Biography, Championships, & Facts". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  51. "Roger Federer | Biography, Championships, & Facts". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  52. Tennis365 (2018-04-09). "T365 Recall: Rafael Nadal's brilliant 81-match winning streak on clay". Tennis365 (ภาษาอังกฤษ).
  53. Macur, Juliet (2007-06-11). "Nadal Defeats Federer for French Open Title". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-05-22.
  54. Branch, John (2007-07-09). "Federer Wins His Fifth Wimbledon Title in a Row". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-05-22.
  55. "Federer battles to win fourth straight U.S. Open". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2007-09-09.
  56. "Roger Federer | Titles and Finals | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  57. "Australian Open: Djokovic crushes Federer to seal final spot". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2008-01-25.
  58. "Why was 'the greatest match' so great?". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-22.
  59. "Why was 'the greatest match' so great?". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-22.
  60. "Remembering Rafael Nadal's Iconic Rise to World No.1 Ranking For the First Time". EssentiallySports. 2020-08-18.
  61. "Roger Federer | Titles and Finals | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  62. "Roger Federer On Epic Wimbledon Final vs. Andy Roddick: 'I Couldn't Control The Match At All' | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  63. Clarey, Christopher (2009-07-05). "Federer Outlasts Roddick to Win Record 15th Major Title". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-05-23.
  64. "The US Open 2008 - Grand Slam Tennis - Official Site by IBM". web.archive.org. 2009-02-22.
  65. "Roger Federer VS Juan Martin del Potro | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  66. Press, Associated (2010-07-26). "Roger Federer hires Paul Annacone as coach to help revive career". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  67. "Roger Federer surges to victory over Rafa Nadal at World Tour Finals". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2010-11-28.
  68. "Australian Open 2011: Novak Djokovic beats Roger Federer to reach final". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2011-01-27.
  69. Faulconer, Matt. "Djokovic vs. Federer: Score and Recap of 2011 US Open Tennis Semifinal". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  70. "2011 Flashback: Roger Federer's Historic Sixth Nitto ATP Finals Crown | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  71. "Federer reclaims number one spot". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-23.
  72. McCarry, Patrick. "9 pictures celebrating Roger Federer's 300 weeks as World Number 1". The42 (ภาษาอังกฤษ).
  73. "Back injury sparks latest Federer slump". www.abc.net.au (ภาษาอังกฤษ). 2013-07-25.
  74. "Edberg joins Federer coaching team". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-23.
  75. Steinberg, Jacob (2014-01-24). "Rafael Nadal beats Roger Federer to reach Australian Open final – as it happened | Jacob Steinberg". The Guardian (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2021-05-24.
  76. "2014 Wimbledon F: Novak Djokovic vs Roger Federer Detailed Stats | Tennis Abstract". www.tennisabstract.com.
  77. "Coupe Davis : Roger Federer explique avoir pensé à l'abandon contre Richard Gasquet". Eurosport (ภาษาฝรั่งเศส). 2015-01-19.
  78. "Federer's Desire Propes Him To 1000 Match Wins | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  79. "Federer wins 1000th match to win Brisbane crown". Tennishead (ภาษาอังกฤษ). 2018-10-24.
  80. "Roger Federer Joins The 9000 Aces Club | Video Search Results | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  81. "Federer To Begin 2016 With New-Look Team | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  82. Reuters (2016-02-03). "Roger Federer faces a month on sidelines after knee surgery". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  83. "Raonic beats Federer in Wimbledon semis". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-24.
  84. "Federer outlasts Wawrinka to make Australian Open final". www.abc.net.au (ภาษาอังกฤษ). 2017-01-26.
  85. "The official website of the Laver Cup". Laver Cup (ภาษาอังกฤษ).
  86. "2017 Results & Leaderboard | Scores & Results". Laver Cup (ภาษาอังกฤษ).
  87. "Goffin Shocks Federer In London | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  88. "Borna Coric defeats Roger Federer in absorbing Gerry Weber Open final in Halle". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  89. Simpson, Christopher. "Laver Cup 2018: Roger Federer, Team Europe Beat Team World to Win Title". Bleacher Report (ภาษาอังกฤษ).
  90. "Zverev Beats Federer To Reach Final In London | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  91. "Federer wins landmark 100th ATP title". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-25.
  92. "Tribute: Federer Records 1200th Match Win In Madrid | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  93. "Alexander Zverev Defeats Milos Raonic To Clinch Laver Cup For Team Europe | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  94. "Tsitsipas to face Thiem for title". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-25.
  95. "What does Roger Federer's knee surgery mean for his 2020 Slam chances?". Tennis.com.
  96. Clarey, Christopher (2020-06-10). "Roger Federer Won't Play in 2020 After Knee Surgery". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-05-25.
  97. ""A Long Process" - Roger Federer Gives an Update on Knee Surgery". EssentiallySports. 2020-10-31.
  98. "After 405 Days, Roger Federer Makes Winning Return In Doha | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  99. "Federer withdraws from French Open after gruelling third-round match". France 24 (ภาษาอังกฤษ). 2021-06-06.
  100. "Felix Auger-Aliassime Stuns 'Idol' Roger Federer To Reach Halle QF | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  101. "Roger Federer Soars Past Lorenzo Sonego Into 18th Wimbledon Quarter-final | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  102. "Djokovic, Federer into Wimbledon quarter-finals as first-timers shine". Deccan Herald (ภาษาอังกฤษ). 2021-07-06.
  103. Amako, Uche (2021-07-07). "Roger Federer crashes out of Wimbledon to impressive Hubert Hurkacz in straight sets". The Telegraph (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0307-1235. สืบค้นเมื่อ 2021-07-07.
  104. Clarey, Christopher (2021-07-07). "Roger Federer Loses at Wimbledon, Maybe for the Last Time". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-07-08.
  105. Ballard, Stuart (2021-07-08). "Roger Federer confirms retirement talks after Wimbledon defeat to Hubert Hurkacz". Express.co.uk (ภาษาอังกฤษ).
  106. CNN, Kevin Dotson. "Tennis great Roger Federer pulls out of Olympics, citing knee injury". CNN.
  107. Pantorno, Joe. "Roger Federer withdraws from 2021 US Open | amNewYork". www.amny.com (ภาษาอังกฤษ).
  108. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-03-25. สืบค้นเมื่อ 2021-05-18.
  109. "Roger Federer Foundation". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2007-06-11. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02.
  110. IANS (2017-11-25). "Tennis star Roger Federer gets new title: Dr Federer". Business Standard India. สืบค้นเมื่อ 2021-06-12.
  111. "Roger Federer Foundation | Educate a Child". educateachild.org.
  112. "Tennis stars rally for UNICEF's tsunami relief". UNICEF.com. 2005-01-13. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02. Check date values in: |date= (help)
  113. Dolan, Sabine (2006-04-03). "UNICEF's newest Goodwill Ambassador, tennis star Roger Federer, hits an ace for children". UNICEF.com. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02. Check date values in: |date= (help)
  114. Africa, Match for. "Roger Federer welcomes Bill Gates, Savannah Guthrie, and Jack Sock in San Jose for the Match for Africa 5 to benefit children's education in Africa". www.prnewswire.com (ภาษาอังกฤษ).
  115. https://www.onlinetennisinstruction.com/rogerfedererbiography/
  116. Clarey, Christopher (2006-06-25). "Coming to grips with today's forehand". International Herald Tribune. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2007-04-27. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02.
  117. Bhargav (2020-05-29). "Roger Federer has one of the best single-handed backhands, says Dirk Nowitzki". www.sportskeeda.com (ภาษาอังกฤษ).
  118. "Roger Federer Leads The Way, But Dominic Thiem, Stefanos Tsitsipas Will Carry On The One-Handed Backhand | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  119. Jonathan. "Roger Federer Backhand Analysis - peRFect Tennis". https://www.perfect-tennis.com/ (ภาษาอังกฤษ). External link in |website= (help)
  120. Biswas, Rudra (2021-03-14). ""Reading Roger Federer's serve is almost impossible" - Richard Krajicek on why the Swiss' serve is one of the best in the world". www.sportskeeda.com (ภาษาอังกฤษ).
  121. Posnanski, Joe (2015-09-11). "Outstanding service". NBC SportsWorld (ภาษาอังกฤษ).
  122. "Service Speed Comparison:Federer, Roddick, Sampras". สืบค้นเมื่อ 2007-05-31.
  123. Singh, Akash (2020-04-20). "Roger Federer One of the Most Complete Player: Novak Djokovic | Latest & Breaking News, India News, Political, Sports- Since independence" (ภาษาอังกฤษ).[ลิงก์เสีย]
  124. "Roger Federer Equipment". สืบค้นเมื่อ 2007-03-07.
  125. "Ask Roger; Official Website". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2007-09-27. สืบค้นเมื่อ 2007-03-02.
  126. Hodgkinson, Mark (2006-06-27). "More jacket than racket for Federer". Telegraph.co.uk. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2008-06-02. สืบค้นเมื่อ 2007-09-05.
  127. "Roger Federer-Sponsors". rogerfederer.com. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2008-12-17. สืบค้นเมื่อ 2007-06-20.
  128. "Gillette Winners". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2007-10-11. สืบค้นเมื่อ 2007-09-28.
  129. "Roger Federer: 'Uniqlo offered better post-career benefits than Nike' - SportsPro Media". www.sportspromedia.com.
  130. "เลือก Uniqlo : Deal ใหม่ปลายอาชีพที่พา Federer ยังมั่งคั่งหลังเลิกเล่น". Marketeer Online (ภาษาอังกฤษ). 2018-07-18.
  131. www.mainstand.co.th. "ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ : ทำไม เฟเดอเรอร์ ถึงทิ้ง Nike ที่อยู่ด้วยกันกว่า 20 ปี หันมาซบ UNIQLO?". www.mainstand.co.th.
  132. "Roger Federer | Bio | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  133. "French Open 2020: Roger Federer Congratulates Rafael Nadal On 20th Grand Slam Win | Tennis News". NDTVSports.com (ภาษาอังกฤษ).
  134. "Roger Federer And His Incredible Records On Grass Courts". EssentiallySports. 2020-02-28.
  135. rogerfederer.club https://rogerfederer.club/5e52ea1d5978c3000116988d-5e564e3f3b3453000151032d. Missing or empty |title= (help)
  136. Boyden, Alex. "Medvedev about beating Federer and Djokovic's record of 17 finals in a row | Tennis Tonic - News, Predictions, H2H, Live Scores, stats". tennistonic.com (ภาษาอังกฤษ).
  137. "Ultimate Tennis Statistics - Most Consecutive Weeks at ATP No. 1". www.ultimatetennisstatistics.com.
  138. Rossingh, Danielle. "At 36, Roger Federer Becomes Oldest No. 1 In Tennis". Forbes (ภาษาอังกฤษ).
  139. "Jack Kramer: Federer is the best I have ever seen". The Observer. 2007-06-24. สืบค้นเมื่อ 2007-07-15. Check date values in: |date= (help)
  140. "Roger Federer defeats Rafael Nadal to reach 12th Wimbledon final". Sky Sports (ภาษาอังกฤษ).
  141. "Roger Federer's 100: 10 Memorable Match Wins At Wimbledon | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  142. "Wimbledon: Roger Federer Becomes Oldest Quarter-Finalist In Modern Era | Tennis News". NDTVSports.com (ภาษาอังกฤษ).
  143. "Federer wins 400th career Grand Slam match". ESPN.com (ภาษาอังกฤษ). 2019-05-31.
  144. "Roger Federer's Grand Slam Finals History". Love Tennis Blog (ภาษาอังกฤษ). 2020-06-19.
  145. "Roger Federer | Bio | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  146. "Champions & Cities". Nitto ATP Finals.
  147. "Roger Federer has never retired from a professional match - he's played 1,511 times". GiveMeSport (ภาษาอังกฤษ). 2020-01-28.
  148. Flanagan, Martin (2008-07-12). "Federer v Nadal as good as sport gets". The Age (ภาษาอังกฤษ).
  149. "Federer-Nadal rivalry as good as it gets". ESPN.com.
  150. "Roger Federer VS Rafael Nadal | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  151. "Djokovic Beats Federer: How The Wimbledon 2019 Final Was Won | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  152. "Roger Federer VS Novak Djokovic | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  153. "Roger Federer VS Andy Murray | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  154. "Andy Murray beats Roger Federer to win Olympic gold for Great Britain". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2012-08-05.
  155. "Roger Federer VS Andy Roddick | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  156. Staff, Guardian (2009-07-05). "Roger Federer wins Wimbledon after epic Andy Roddick battle". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  157. Amako, Uche (2019-06-28). "Andy Roddick reveals classy Roger Federer story after Wimbledon 2009 final 'devastation'". Express.co.uk (ภาษาอังกฤษ).
  158. "Roger Federer VS Lleyton Hewitt | Head 2 Head | ATP Tour | Tennis". ATP Tour.
  159. York, Stephen Bierley in New (2004-09-13). "Tennis: Federer wins US Open". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  160. https://www.forbes.com/profile/roger-federer/?sh=29a4c66314ba
  161. "Federer new world's highest paid athlete". BBC Sport (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-05-24.
  162. https://sportskhabri.com/top-10-richest-tennis-players-2020/
  163. https://www.celebritynetworth.com/richest-athletes/richest-tennis/roger-federer-net-worth/
  164. Online, Manager. "ชำแหละมูลค่านอกสนาม ลุคแพงของ "โรเจอร์ เฟเดอเรอร์" นักกีฬาเป๋าตุงที่สุด พ.ศ. นี้ | Manager Online". LINE TODAY.
  165. "Federer 2021 current prize money ranking" (PDF). สืบค้นเมื่อ 3 May 2021.
  166. "Federer career prize money ranking" (PDF). สืบค้นเมื่อ 31 May 2021.