เปิดเมนูหลัก

สโมสรฟุตบอลนอริชซิตี

สโมสรฟุตบอลนอริชซิตี (อังกฤษ: Norwich City Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอังกฤษอาชีพตั้งอยู่ในเมืองนอริช นอร์ฟอล์ก

นอริชซิตี
Badge of Norwich City
ชื่อเต็มสโมสรฟุตบอลนอริชซิตี
ฉายาThe Canaries, Yellows, The Citizens (ก่อน-1907)
นกขมิ้นเหลืองอ่อน (ฉายาในประเทศไทย)
ก่อตั้ง17 มิถุนายน 1902; 117 ปีก่อน (1902-06-17)
สนามแคร์โรว์โรด
Ground ความจุ27,244[1]
ประธานเดเลีย สมิธ
ผู้จัดการดาเนียล ฟาร์เค่
ลีกฟุตบอลลีกแชมเปียนชิป
2017–18อันดับที่ 14
เว็บไซต์เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1902 ได้เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดในปี ค.ศ. 1972 และหลังจากนั้นได้เล่นในลีกสูงสุดถึง 23 ฤดูกาล โดยช่วงที่ยาวนานที่สุดถึง 9 ฤดูกาล นอริช ชนะเลิศถ้วยลีก คัพถึง 2 ครั้ง ในปี 1962 และ 1985 เอฟ เอ ยูธคัพ อีกสองสมัย ในปี 1983 และ 2013 สโมสรเป็นสมาชิกแรกก่อตั้งฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1992-93 และจบอันดับ 3 และได้เล่นในลีกสูงสุด 3 ฤดูกาลติดต่อกัน เข้าถึงรอบ 3 ฟุตบอลยูฟ่า คัพ นอริชกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในปี 2011 หลังจากหล่นชั้นไป 6 ปี

ตั้งแต่ปี 1935 นอริชลงเล่นในรังเหย้าแคร์โรว์โรด และมีคู่ปรับตลอดกาลแห่งภาคตะวันออกของอังกฤษอย่างอิปสวิชทาวน์ ซึ่งแมทช์แข่งขันดังกล่าวถูกเรียกว่า "อีสต์แองเกลียนดาร์บี" ซึ่งนอริชก็เป็นผู้ชนะในหนล่าสุดที่ทั้งสองเจอกันและถูกเรียกว่า "ไพรด์ออฟแองเกลีย" (Pride of Anglia) เพลงเชียร์ของบรรดาแฟน ๆ ของนอริชมีชื่อว่า "ออนเดอะบอลซิตี" (On the Ball, City) ถือว่าเป็นเพลงเชียร์ฟุตบอลที่เก่าที่สุดในโลกด้วย

ประวัติแก้ไข

 
ภาพสนามแคร์โรว์โรด ถัดไปเป็นทิวทัศน์ของเมืองนอริช

สโมสรฟุตบอลนอริช ซิตี้ ก่อตั้งขึ้นโดยการประชุมกันที่ คริเตเรียน คาเฟ่ (Criterion Cafe) นอริช เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 1902 และจากนั้นก็มีการประชุมย่อยอีกครั้งในวันที่ 2 กรกฎาคม 1902 โดยกลุ่มเพื่อนนำโดยอดีต 3 ผู้เล่นของนอริช ซีอีวายเอ็มเอส (Norwich CEYMS F.C. (CEYMS being an acroynm for Church of England Young Men's Society) โรเบิร์ต เว็บสเตอร์, โจเซฟ คาวเปอร์และแบรด สเคลลี่[2][3] และได้เล่นแมทช์อย่างเป็นทางการครั้งแรกพบกับ ฮาร์วิชแอนด์พาร์คสตัน ที่สนามนิวมาร์เก็ต โรดเมื่อวันที่ 6 กันยายน 1902[4] และในปี 1905 ตามมติของคณะกรรมการเอฟเอ สโมสรก็ได้เปลี่ยนจากสโมสรสมัครเล่นกลายเป็นองค์กรอาชีพ ไม่กี่ปีหลังจากนั้น สโมสรได้ถูกเลือกให้ลงเล่นในเซาท์เทิร์น ลีก (Southern League) ประกอบกับผู้ชมที่เข้ามาชมเป็นจำนวนมากทำให้พวกเขาต้องย้ายจากสนามนิวมาร์เก็ต โรดไปสู่สนามเดอะเนสท์ในปี 1908 ซึ่งเคยเป็นเหมืองหินมาก่อน สำหรับฉายาของสโมสร เมื่อก่อนเคยมีฉายาว่า เดอะ ซิติเซนส์ (the Citizens) และได้เปลี่ยนมาเป็น เดอะ คานารี่ส์ (Canaries) แทนในปี 1907 ฉายานี้ถูกตั้งโดยประธานสโมสร(ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธ์นก Canaries) โดยขนานนามชื่อผู้เล่นของเขาว่า เดอะ คานารี่ส์ และเปลี่ยนสีชุดแข่งเป็นแถบสีเหลืองและเขียวแทน ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ในช่วงที่การแข่งขันฟุตบอลถูกระงับและสโมสรต้องประสบกับภาวะหนี้สิน ทำให้สโมสรต้องเข้าสู่กระบวนการชำระหนี้โดยสมัครใจ (voluntary liquidation) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1917

สโมสรได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1919 บุคคลผู้มีส่วนสำคัญคือ ชาร์ลส์ เฟรเดริก วัตลิ่ง ผู้ซึ่งต่อมาจะได้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองนอริชและเป็นบิดาของประธานสโมสรในอนาคตอย่าง เจฟฟรี่ วัตลิ่ง[5] ในปี 1920 สมาพันธ์ฟุตบอลลีกได้จัดการแข่งขันฟุตบอลลีกดิวิชั่น 3 ขึ้นมา นอริชจึงได้เข้าร่วมการแข่งขันในฤดูกาลนั้น[6]


สนามแข่งแก้ไข

ดูบทความหลักที่: แคร์โรว์โรด
 
บรรยากาศภายในสนามแคร์โรว์โรด

สโมสรฟุตบอลนอริช ซิตี้ เคยใช้สนามนิวมาร์เก็ตโรดในช่วงปี 1902 - 1908 มีสถิติผู้เข้าชม 10,366 คน ในการแข่งขันเอฟเอ คัพ รอบสอง ปี 1908 กับทีมเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์[7] ภายหลังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเงื่อนไขในการเช่าสนามนิวมาร์เก็ต โรด สโมสรจึงได้ย้ายไปยังรังเหย้าแห่งใหม่ในปี 1908 ที่บริเวณเหมืองหินชอล์กเก่าที่โรซารี่ โรดซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ เดอะเนสท์ (รังนก)[8] ในช่วงทศวรรษที่ 1930 สนามเริ่มมีความจุไม่เพียงพอและในปี 1935 สโมสรจึงได้ย้ายมายังแคร์โรว์โรด รังเหย้าปัจจุบัน[9] ในช่วงแรกสร้าง สนามถูกบรรยายว่าเป็นงานก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองนับตั้งแต่สร้างปราสวาทนอริชเลยทีเดียว เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สร้างเพียง 82 วัน และถูกเรียกโดยสโมสรว่าเป็น 8 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก[10][11] ภาพถ่ายทางอากาศเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1935 เปิดเผยให้เห็นถึงอัฒจันทร์ 3 ด้านที่ไม่มีหลังคา และอีกด้านเป็นอัฒจันทร์มีหลังคา และมีโฆษณาของโคลแมน มัสตาร์ดพ่นอยู่บนหลังคา ซึ่งมองเห็นได้ทางอากาศเท่านั้น[12] สปอตไลท์ที่ถูกติดตั้งในสนามเมื่อปี 1956 ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 9,000 ปอนด์ เกือบทำให้สโมสรต้องล้มละลาย แต่ความสำเร็จในเอฟเอ คัพ เมื่อปี 1959 ช่วยให้สโมสรมีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้นและยังสามารถนำไปสร้างหลังคาบนสแตนด์ฝั่งใต้ได้อีกด้วย สแตนด์ฝั่งใต้นี้ได้สร้างใหม่เมื่อปี 2003 มีขนาดความจุ 7,000 ที่นั่ง และตั้งชื่อใหม่ว่า จาร์โรลด์ สแตนด์[9]

ในปี 1963 สถิติผู้ชมการแข่งขันในแคร์โรว์โรดสูงถึง 43,984 คน เป็นการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพรอบ 6 กับทีมเลสเตอร์ซิตี แต่เหตุหายนะที่ไอบรอกซ์ สเตเดี้ยมIbrox stadium disaster เมื่อปี 1971, สโมสรเลยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทำให้จำนวนความจุของสนาม ลดลงเหลือประมาณ 20,000 ที่นั่ง อัฒจันทร์สองชั้นถูกสร้างขึ้นที่ฝั่งริเวอร์เอนด์และในไม่ช้าก็ได้ติดตั้งที่นั่งลงไป ในปี 1979 สนามมีความจุ 28,392 มีที่นั่ง 12,675 ที่ เหตุไฟไหม้ในปี 1984 ทำให้อัฒจันทร์ฝั่งหนึ่งถูกทำลายนำไปสู่​​การรื้อถอนอย่างสมบูรณ์และถูกแทนที่โดยซิตีสแตนต์ในปี 1987 ซึ่งประธานสโมสร โรเบิร์ต เชส บรรยายว่า "มาชมการแข่งขันฟุตบอลที่ฝั่งซิตีสแตนด์ให้ความรู้สึกเหมือนมาดูภาพยนตร์ แตกต่างเพียงแค่เวทีของเราปกคลุมไปด้วยหญ้าแค่นั้น"[9] หลังจากเกิดโศกนาฏกรรมที่ ฮิลส์โบโร่ ในปี 1989 และผลที่ตามมาในรายงานของเทย์เลอร์ (Taylor Report)ในปี 1990 สนามถูกปรับปรุงให้เป็นแบบติดตั้งเก้าอี้หมดทุกพื้นที่ ปัจจุบัน สนามแคร์โรว์โรดเป็นที่นั่งทั้งหมดมีความจุ 27,000 ที่นั่ง.[13]

ผู้เล่นแก้ไข

ผู้เล่นชุดปัจจุบันแก้ไข

ณ วันที่ 22 สิงหาคม 2019[14]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1   GK ติม กรึล
2   DF แมกซ์ แอรอนส์
3   DF แซม บายรัม
4   DF Ben Godfrey
5   DF แกรนต์ แฮนลีย์ (กัปตัน)
6   DF คริสท็อฟ ซิมเมอร์มัน
7   MF แพทริก รอเบิตส์ (ยืมตัวมาจากแมนเชสเตอร์ซิตี)
8   MF Mario Vrančić
10   MF Moritz Leitner
11   MF Onel Hernández
12   DF Jamal Lewis
14   MF Todd Cantwell
15   DF Timm Klose
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
16   DF Philip Heise
17   MF Emi Buendía
18   MF Marco Stiepermann
19   MF Tom Trybull
20   FW Josip Drmić
21   GK Ralf Fährmann (ยืมตัวมาจากชัลเคอ)
22   FW ตีมู ปุกกี
23   MF Kenny McLean
24   MF Ibrahim Amadou (ยืมตัวมาจากเซบิยา)
27   MF Alexander Tettey
32   FW Dennis Srbeny
33   GK Michael McGovern
35   FW Adam Idah

ผู้เล่นถูกยืมตัวแก้ไข

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
3   DF เจมส์ ฮาสแบน (at Fleetwood Town until 31 May 2019)
7   MF เบน มาร์แชล (at Millwall until 31 May 2019)
9   FW เนลสัน โอลิเวร่า (at Reading until 31 May 2019)
16   MF แมท จาวิส (at Walsall until 31 May 2019)
  DF Sean Raggett (at Rotherham United until 31 May 2019)
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
  DF Marcel Franke (at SV Darmstadt 98 until 31 May 2019)
  MF สตีเฟน เนสมิธ (at Heart of Midlothian until 31 May 2019)
  MF Yanic Wildschut (at Bolton Wanderers until 31 May 2019)
  MF Savvas Mourgos (at Dordrecht until 31 May 2019)
  FW Tristan Abrahams (at Yeovil Town until 31 May 2019)


เกียรติประวัติแก้ไข

นอริช ซิตี้ มีเกียรติประวัติ ดังต่อไปนี้:[15]

ลีกแก้ไข

พรีเมียร์ลีก (ระดับ 1)

  • อันดับ 3 (1) (1992–93)

ลีกดิวิชั่น 2/แชมเปียนชิป (ระดับ 2)

  • แชมป์ (3) : 1971–72, 1985–86, 2003–04
    • รองแชมป์ (1) : 2010–11 (และได้เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ระดับ 1)

ลีกดิวิชั่น 3/ลีกวัน (ระดับ 3)

บอลถ้วยแก้ไข

เอฟเอ คัพ

  • รอบรองชนะเลิศ (3): 1959, 1989, 1992

ฟุตบอลลีกคัพ


นักเตะแห่งปีแก้ไข

For a more detailed list of these winners of the Barry Butler trophy, see Norwich City Players of the Year.
Year Winner
1967   เทอร์รี่ ออลค๊อก
1968   ฮิวส์ เคอร์เรน
1969   เคน ฟ็อคโก้
1970   ดันแคน ฟอร์บ
1971   เคน ฟ็อคโก้
1972   เดฟ สติงค์เจอร์
1973   เควิน คีแลนด์
1974   เควิน คีแลนด์
1975   โคลิน ซัคเก็ต
1976   มาร์ติน ปีเตอร์
1977   มาร์ติน ปีเตอร์
1978   จอห์น ไรอัน
 
Year Winner
1979   โทนี่ โพลเวลล์
1980   เควิน บอนด์
1981   โจ รอยย์
1982   เคร็ก ดาวน์
1983   เดฟ วัสสัน
1984   คริส วู๊ดส์
1985   สตีฟ บร๊ซ
1986   เควิน ดริงเคลล์
1987   เควิน ดริงเคลล์
1988   ไบรอัน กันน์
1989   เดล กอร์ดอน
1990   มาร์ค โบเว่น
 
Year Winner
1991   เอียน คัลเวอร์เฮ้าส์
1992   โรเบิร์ต เฟร็ค
1993   ไบรอัน กันน์
1994   คริส ซัตตัน
1995   จอน นิวซัม
1996   สเปนเซอร์ ไพร์เออร์
1997   ดาร์เรน อีดี้ร์
1998   แม็ต แจ็คสัน
1999   อีวาน โรเบิร์ต
2000   อีวาน โรเบิร์ต
2001   แอนดี้ มาร์แชล
2002   แกร์รี่ โฮลด์
 
Year Winner
2003   อดัมส์ ดรูรี่ย์
2004   เคร็ก เฟรมมิ่ง
2005   ดาร์เรน ฮักเคอร์บี้
2006   แกร์รี่ เดอร์เฮอร์ตี้
2007   ดาร์เรน ฮักเคอร์บี้
2008   ดิออน ดับลิน
2009   ลี ครอฟท์
2010   แกรนต์ โฮลต์
2011   แกรนต์ โฮลต์
2012   แกรนต์ โฮลต์
2013   เซบาสเตียน บาสซง
2014   รอเบิร์ต สน็อดกราสส์
 
Year Winner
2015   แบรดลีย์ จอห์นสัน
2016   จอนนี่ ฮาวสัน
2017   เวส ฮูลาแฮน
2018   เจมส์ แมดดิสัน

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Premier League Handbook Season 2013/14" (PDF). Premier League. สืบค้นเมื่อ 17 August 2013.
  2. "Norwich City History". 4thegame.com. สืบค้นเมื่อ 10 June 2007.
  3. Club history 1902 to 1940 Norwich City FC
  4. Eastwood, John (1986). Canary Citizens. Almeida Books. pp. 1, p19. ISBN 0-7117-2020-7. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)
  5. Eastwood. Canary Citizens. p. 46.
  6. Eastwood. Canary Citizens. p. 47.
  7. "Norwich City grounds – 1. Newmarket Road". Eastern Daily Press. Archived from the original on 5 May 2007. สืบค้นเมื่อ 28 March 2007.
  8. "Norwich City grounds – 2. The Nest". Eastern Daily Press. Archived from the original on 5 May 2007. สืบค้นเมื่อ 28 March 2007.
  9. 9.0 9.1 9.2 "Norwich City grounds – 3. Carrow Road". Eastern Daily Press. Archived from the original on 5 May 2007. สืบค้นเมื่อ 28 March 2007.
  10. Eastwood. Canary Citizens. p. 63.
  11. "The highs and lows of City's rich past". Norwich Evening News. 10 May 2004. Archived from the original on 30 September 2007. สืบค้นเมื่อ 23 April 2007.
  12. Eastwood. Canary Citizens. p. 65.
  13. "Carrow Road". Norwich City FC. สืบค้นเมื่อ 28 March 2007.
  14. "First team 2019–20". Norwich City Football Club.
  15. "Norwich City F.C. History". Norwich City FC. สืบค้นเมื่อ 24 April 2007.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข