ฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์

ฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์ (ดัตช์: Nederlands voetbalelftal) เป็นทีมฟุตบอลประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ภายใต้ราชสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ มีฉายาในภาษาไทยว่า "อัศวินสีส้ม" เป็นหนึ่งในทีมชั้นนำของโลก โดยเนเธอร์แลนด์มีผลงานสูงสุดในฟุตบอลโลกคือ ได้รองชนะเลิศ 3 สมัยในฟุตบอลโลก 1974, ฟุตบอลโลก 1978 และฟุตบอลโลก 2010 และชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ยูโร) 1 สมัยในฟุตบอลยูโร 1988 รองชนะเลิศยูฟ่าเนชันส์ลีก 1 สมัยในยูฟ่าเนชันส์ลีก 2019 รอบสุดท้าย และคว้าเหรียญทองแดง 3 สมัยในกีฬาโอลิมปิก ปี ค.ศ. 1908, 1912 และ1920

เนเธอร์แลนด์
Shirt badge/Association crest
ฉายาOranje
Holland
Clockwork Orange
The Flying Dutchmen[1]
อัศวินสีส้ม, กังหันสีส้ม (ในภาษาไทย)
สมาคมราชสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์
สมาพันธ์ยูฟ่า (ยุโรป)
หัวหน้าผู้ฝึกสอนลูวี ฟัน คาล
กัปตันเฟอร์จิล ฟัน ไดก์
ติดทีมชาติสูงสุดเวสลีย์ สไนเดอร์ (134)
ทำประตูสูงสุดโรบิน ฟัน แปร์ซี (50)
สนามเหย้าหลายแห่ง
รหัสฟีฟ่าNED
อันดับฟีฟ่า
อันดับปัจจุบัน 6 เพิ่มขึ้น 2 (22 ธันวาคม 2022)[2]
อันดับสูงสุด1[3] (สิงหาคม ค.ศ. 2011)
อันดับต่ำสุด36[4] (สิงหาคม ค.ศ. 2017)
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
ธงชาติเบลเยียม เบลเยียม 1–4 เนเธอร์แลนด์ ธงชาติเนเธอร์แลนด์
(แอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม; 30 เมษายน ค.ศ. 1905)
ชนะสูงสุด
ธงชาติเนเธอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ 11–0 ซานมารีโน ธงชาติซานมารีโน
(ไอนด์โฮเฟิน ประเทศเนเธอร์แลนด์; 2 กันยายน .ศ. 2011)
แพ้สูงสุด
อังกฤษ อังกฤษสมัครเล่น 12–2 เนเธอร์แลนด์ ธงชาติเนเธอร์แลนด์
(ดาร์ลิงตัน ประเทศอังกฤษ; 21 ธันวาคม ค.ศ. 1907)[A]
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม11 (ครั้งแรกใน 1934)
ผลงานดีที่สุดรองชนะเลิศ (1974, 1978, 2010)
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
เข้าร่วม10 (ครั้งแรกใน 1976)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ (1988)
ยูฟ่าเนชันส์ลีก รอบสุดท้าย
เข้าร่วม1 (ครั้งแรกใน 2019)
ผลงานดีที่สุดรองชนะเลิศ (2019)
เว็บไซต์OnsOranje.nl (ในภาษาดัตช์)
ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ชุดที่ได้รองแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1974 โดยแพ้ให้กับเยอรมนีตะวันตก 1-2 ในรอบชิงชนะเลิศ
ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ชุดที่ได้แชมป์ฟุตบอลยูโร 1988

ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ได้รับฉายาว่า "Clockwork Orange" ในช่วงที่ได้ชื่อว่าเล่นได้ตามกลยุทธ์โททัลฟุตบอลที่มีการต่อบอลได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ยังเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ "ทีมชาติฮอลแลนด์"

ประวัติแก้ไข

ยุคแรกของทีม (1865-1938)แก้ไข

ชาวอังกฤษนำกีฬาฟุตบอลเข้ามาเผยแพร่ในเนเธอร์แลนด์หรือฮอลแลนด์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1865 และจากนั้นมาพวกเขาก็คิดในเรื่องเกมการเล่นของตัวเองที่แตกต่างออกไป รวมทั้งสร้างนักเตะที่เป็นตำนานขึ้นมาอย่างมากมาย หลังจากที่สมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1879 และมีการลงสนามเกมระดับนานาชาติครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1905 ด้วยการบุกไปเอาชนะเบลเยียมเพื่อนบ้าน 4-1 ซึ่งแอ็ดดี เดอ เนเฟอ ยิงไปคนเดียว 4 ประตู

จากนั้นก็มาได้เหรียญทองแดงโอลิมปิกในปี ค.ศ. 1908 และค.ศ. 1912[5][6] และมีโอกาสเข้าแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปี ค.ศ. 1934 หลังจากที่ 4 ปีก่อนหน้านี้ปฏิเสธคำเชิญของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) แต่ก็ทำได้เพียงแค่ตกรอบแรกทั้งในปี ค.ศ. 1934 และ ค.ศ. 1938 แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้วก็มีการก่อตั้งลีกอาชีพของตัวเองขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้นักเตะของตัวเองออกไปค้าแข้งกับสโมสรในต่างแดน

ยุคทองของสามทหารเสือและแชมป์ฟุตบอลยุโรปแก้ไข

 
โยฮัน ไกฟฟ์ ในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1974

การตั้งลีกอาชีพในปี ค.ศ. 1954 ทำให้มาตรฐานการเล่นของทีมดีขึ้นมาจนกระทั่งในยุคทศวรรษที่ 70 ก็มีนักเตะชื่อดังอย่างโยฮัน ไกรฟฟ์, โยฮัน เนสเกินส์ และรืด โกรล ในรูปแบบการเล่นที่เรียกว่าโททัลฟุตบอล ที่เน้นการต่อบอลที่แม่นยำ และการเคลื่อนที่อันเป็นเอกลักษณ์ ภายใต้การคุมทีมของรีนึส มีเคิลส์ พร้อมด้วยการมีสโมสรชั้นนำอย่างอาแจ็กซ์ ซึ่งเนเธอร์แลนด์ได้เข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเมื่อปี ค.ศ. 1974 แต่ไปแพ้ให้เยอรมนีตะวันตก 1-2 อย่างน่าเสียดาย[7]

และในยูโร 76 เนเธอร์แลนด์คว้าอันดับ 3 มาครองได้ รวมทั้งฟุตบอลโลก ค.ศ. 1978 มีโอกาสได้เข้าชิงชนะเลิศอีกครั้งแต่ก็ไปแพ้ให้กับอาร์เจนตินา เจ้าภาพ 1-3[8] จากนั้นฟุตบอลของเนเธอร์แลนด์เริ่มจะก้าวสู่ช่วงขาลงไปพร้อม ๆ กับยุคของโยฮัน ไกรฟฟ์ จนกระทั่งมาถึงคริสต์ทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นยุคของรืด คึลลิต, ฟรังก์ ไรการ์ด และมาร์โก ฟัน บัสเติน ซึ่งเรียกว่า "สามทหารเสือ" ทำให้วงการฟุตบอลดัตช์กลับมารุ่งเรื่องได้อีกครั้ง และสามารถคว้าแชมป์ยูโร 1988 ได้สำเร็จโดยเอาชนะสหภาพโซเวียตไปได้ในนัดชิงชนะเลิศ 2-0 ซึ่งนั่นถือว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของเนเธอร์แลนด์เพียงรายการเดียวตราบจนถึงทุกวันนี้[9]

ความล้มเหลวในรายการใหญ่ (1990-2008)แก้ไข

 
ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2006

อย่างไรก็ตามในฟุตบอลโลก ค.ศ. 1990, ค.ศ. 1994, ค.ศ. 1998 และยูโร 1992-ยูโร 1996 ผลงานของทีมออกมาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และในยูโร 2000 ที่เนเธอร์แลนด์เป็นเจ้าภาพร่วมกับเบลเยียมก็ตกรอบรองชนะเลิศเมื่อแพ้อิตาลีในการดวลจุดโทษไปอย่างน่าเสียดาย ในฟุตบอลโลก ค.ศ. 2002 เนเธอร์แลนด์ไม่ผ่านเข้าแข่งขันรอบสุดท้าย ส่วนผลงานในยูโร 2004, ฟุตบอลโลก ค.ศ. 2006 และยูโร 2008 ก็ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะในยูโร 2008 ที่เนเธอร์แลนด์ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบแบ่งกลุ่ม โดยเอาชนะรวดได้ทั้งสามนัดแม้อยู่ร่วมกลุ่มกับทีมเต็งอย่างฝรั่งเศสและอิตาลี แต่พวกเขากลับตกรอบที่สองในการแข่งขัน โดยแพ้ให้กับทีมชาติรัสเซียไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-3 [10]

รองแชมป์โลกสมัยที่ 3 (2010)แก้ไข

ในฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ เนเธอร์แลนด์ภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีม แบร์ต ฟัน มาร์ไวก์ สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการคัดเลือกเป็นทีมแรกจากทวีปยุโรปด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมในการชนะ 8 นัดรวดในรอบคัดเลือกของโซนยุโรป กลุ่ม 9[11] และในรอบสุดท้าย เนเธอร์แลนด์สร้างผลงานชนะในรอบแรกทั้งสามนัดในรอบแบ่งกลุ่ม ในนัดที่พบกับทีมชาติญี่ปุ่น, ทีมชาติเดนมาร์ก และทีมชาติแคเมอรูน และสามารถเอาชนะสโลวาเกียได้ในรอบ 16 ทีสุดท้าย 2-1 ก่อนที่จะผ่านเข้าไปพบกับทีมเต็งแชมป์อย่างทีมชาติบราซิล ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และพวกเขาสามารถเอาชนะไปได้ 2-1 ก่อนที่จะเอาชนะอุรุกวัยในรอบรองชนะเลิศ ผ่านเข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี[12] พวกเขาเข้าไปพบกับทีมชาติสเปน แต่เป็นฝ่ายแพ้ไป 0-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ[13]

ยูโร 2012แก้ไข

ในการแข่งขันยูโร 2012 เนเธอร์แลนด์เป็นทีมหนึ่งที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้เป็นแชมป์ แต่พวกเขากลับตกรอบแรกอย่างน่าผิดหวัง แม้จะมีนักเตะชั้นนำในทีมมากมาย อาทิ โรบิน ฟัน แปร์ซี, อาร์เยิน โรบเบิน, เวสลีย์ สไนเดอร์ และมาร์ก ฟัน โบมเมิล โดยไม่สามารถเอาชนะใครได้เลยในรอบแบ่งกลุ่ม โดยแพ้ให้กับเดนมาร์ก, เยอรมนี และโปรตุเกส เสียประตูไปทั้งสิ้น 5 ลูก และยิงได้เพียงแค่ 2 ลูกเท่านั้น[14]

อันดับสามในฟุตบอลโลก 2014แก้ไข

 
ลูวี ฟัน คาล ผู้จัดการทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในชุดที่คว้าอันดับสามในฟุตบอลโลก 2014

ในฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ เนเธอร์แลนด์ภายใต้การคุมทีมของ ลูวี ฟัน คาล ไม่ได้เป็นทีมที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้แชมป์หรือเป็นทีมเต็งมาตั้งแต่ต้น[15] ยิ่งไปกว่านั้น นักฟุตบอลกว่าครึ่งทีมเป็นนักฟุตบอลรุ่นใหม่ที่ส่วนมากยังไม่เคยผ่านการแข่งขันระดับใหญ่มาก่อนและเล่นอยู่ในลีกภายในประเทศ เช่น เฟเยนูร์ด และอาแจ็กซ์ [16] แต่เนเธอร์แลนด์ซึ่งอยู่ในกลุ่มบีก็สามารถเก็บชัยชนะรวดได้ทั้ง 3 นัด[17] โดยประเดิมสนามเป็นฝ่ายเอาชนะทีมชาติสเปนซึ่งเป็นแชมป์เก่าและเป็นคู่ชิงชนะเลิศในฟุตบอลโลกครั้งที่แล้วไปได้ถึง 5-1 อย่างพลิกความคาดหมาย[18] ตามด้วยการเอาชนะทีมชาติออสเตรเลียและชิลีได้ในสองนัดถัดมา ก่อนจะเอาชนะทีมชาติเม็กซิโกไปได้ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย 2-1

เนเธอร์แลนด์สามารถผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศพบกับ อาร์เจนตินา ทั้งคู่เสมอกันในเวลาปกติและยังเสมอกันอีกในช่วงต่อเวลาพิเศษ 120 นาที 0-0 จึงต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ ปรากฏว่าเนเธอร์แลนด์เป็นฝ่ายแพ้อาร์เจนตินาไป 2-4[17] ต้องไปแข่งชิงอันดับสามกับบราซิล เจ้าภาพ ซึ่งเนเธอร์แลนด์ฝ่ายเอาชนะไปได้ 3-0[19]

ความล้มเหลวในยูโร 2016 และฟุตบอลโลก 2018แก้ไข

ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1984 เป็นต้นมา[20]รวมไปถึงการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศ รัสเซีย ซึ่งเนเธอร์แลนด์ก็ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้อีกเช่นกัน [21]

ผลงานโดดเด่นแก้ไข

ผู้เล่นชุดปัจจุบันแก้ไข

รายชื่อผู้เล่น 26 คนที่ถูกเรียกตัวในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2022[22][23]

ข้อมูลการลงเล่นและการทำประตูนับถึงวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565 หลังจากการพบกับ เบลเยียม[24]

0#0 ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
1 1GK แร็มโก ปัสเฟร์ (1983-11-08) 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1983 (39 ปี) 2 0   อายักซ์
13 1GK จัสติน ไบไลว์ (1998-01-22) 22 มกราคม ค.ศ. 1998 (25 ปี) 6 0   ไฟเยอโนร์ด
23 1GK อันดรีส โนปเปิร์ต (1994-04-07) 7 เมษายน ค.ศ. 1994 (28 ปี) 0 0   เฮเรินเฟน

2 2DF ยือร์รีเยิน ติมเบอร์ (2001-06-17) 17 มิถุนายน ค.ศ. 2001 (21 ปี) 10 0   อายักซ์
3 2DF มัตไตส์ เดอ ลิคต์ (1999-08-12) 12 สิงหาคม ค.ศ. 1999 (23 ปี) 38 2   ไบเอิร์นมิวนิก
4 2DF เฟอร์จิล ฟัน ไดก์ (กัปตัน) (1991-07-08) 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1991 (31 ปี) 49 6   ลิเวอร์พูล
5 2DF นาตัน อาเก (1995-02-18) 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 (27 ปี) 29 3   แมนเชสเตอร์ซิตี
6 2DF สเตฟัน เดอ ไฟร (1992-02-05) 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992 (30 ปี) 59 3   อินเตอร์มิลาน
16 2DF ไทเรลล์ มาลาเซีย (1999-08-17) 17 สิงหาคม ค.ศ. 1999 (23 ปี) 6 0   แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
17 2DF เดลีย์ บลินด์ (1990-03-09) 9 มีนาคม ค.ศ. 1990 (32 ปี) 94 2   อายักซ์
22 2DF แด็นเซิล ดัมฟรีส (1996-04-18) 18 เมษายน ค.ศ. 1996 (26 ปี) 37 5   อินเตอร์มิลาน
25 2DF เจเรมี ฟริมโปง (2000-12-10) 10 ธันวาคม ค.ศ. 2000 (22 ปี) 0 0   ไบเออร์ เลเวอร์คูเซิน

11 3MF สเตเฟิน แบร์เคยส์ (1991-12-19) 19 ธันวาคม ค.ศ. 1991 (31 ปี) 39 2   อายักซ์
14 3MF เดวี กลาสเซิน (1993-02-21) 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 (29 ปี) 35 9   อายักซ์
15 3MF มาร์เติน เดอ โรน (1991-03-29) 29 มีนาคม ค.ศ. 1991 (31 ปี) 30 0   อาตาลันตา
20 3MF เติน โกปไมเนิร์ส (1998-02-28) 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998 (24 ปี) 10 1   อาตาลันตา
21 3MF แฟร็งกี เดอ โยง (1997-05-12) 12 พฤษภาคม ค.ศ. 1997 (25 ปี) 45 1   บาร์เซโลนา
24 3MF เคนเน็ธ เทย์เลอร์ (2002-05-16) 16 พฤษภาคม ค.ศ. 2002 (20 ปี) 2 0   อายักซ์
26 3MF ซาฟี ซีโมนส์ (2003-04-21) 21 เมษายน ค.ศ. 2003 (19 ปี) 0 0   เปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน

7 4FW สเตเฟิน แบร์คไวน์ (1997-10-08) 8 ตุลาคม ค.ศ. 1997 (25 ปี) 24 7   อายักซ์
8 4FW โกดี คักโป (1999-05-07) 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1999 (23 ปี) 9 3   เปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน
9 4FW ลืก เดอ โยง (1990-08-27) 27 สิงหาคม ค.ศ. 1990 (32 ปี) 38 8   เปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน
10 4FW แม็มฟิส เดอไป (1994-02-13) 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994 (28 ปี) 81 42   บาร์เซโลนา
12 4FW โนวา ลัง (1999-06-17) 17 มิถุนายน ค.ศ. 1999 (23 ปี) 5 1   กลึบบรึคเคอ
18 4FW ฟินเซนต์ ยันส์เซิน (1994-06-15) 15 มิถุนายน ค.ศ. 1994 (28 ปี) 20 7   แอนต์เวิร์ป
19 4FW เวาต์ เวคอสต์ (1992-08-07) 7 สิงหาคม ค.ศ. 1992 (30 ปี) 15 3   เบชิกทัช

อดีตผู้เล่นที่มีชื่อเสียงแก้ไข

สนามแข่งแก้ไข

 
สนามโยฮัน ไกรฟฟ์อาเรนา ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม

ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ไม่ได้ใช้สนามแข่งขันสนามใดสนามหนึ่งเป็นหลัก (เช่นเดียวกับชาติอื่นๆ) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายการแข่งขัน, สภาพอากาศ, คู่แข่ง และปัจจัยอื่นๆ แต่โดยส่วนมากแล้วจะลงแข่งขัน ณ สนาม โยฮัน ไกรฟฟ์อาเรนา ซึ่งเป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลอาเอฟเซ อายักซ์ โดยการแข่งขันนัดแรกอย่างเป็นทางการของเนเธอร์แลนด์ ณ สนามแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคมปี 1997 ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรป ระหว่างเนเธอร์แลนด์และทีมชาติซานมารีโน ซึงเนเธอร์แลนด์เอาชนะไปได้ 4-0[25] โดยสนามแห่งนี้มีชื่อเดิมว่า อัมส์เตอร์ดัมอาเรนา ก่อนจะเปลี่ยนเป็น โยฮัน ไกรฟฟ์อาเรนา ในปี 2018 เพื่อเป็นเกียรติและรำลึกถึงการจากไปของ โยฮัน ไกรฟฟ์ ตำนานนักเตะผู้ล่วงลับชาวเนเธอร์แลนด์[26]

หมายเหตุแก้ไข

  1. การแข่งขันรอบนี้ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษไม่ถือเป็นการแข่งขันระดับนานาชาติเต็มรูปแบบ และไม่ปรากฏในสถิติทีมชาติ เพราะในเวลานั้นอังกฤษเคยเล่นฟุตบอลอาชีพแล้ว อย่างไรก็ตาม เนเธอร์แลนด์ยังไม่มีฟุตบอลอาชีพจนถึง ค.ศ. 1954 ในอดีต ผู้เล่นที่ออกจากเนเธอร์แบนด์แล้วกลายเป็นมืออาชีพในประเทศอื่นจะถูกห้ามไม่ให้อยู่ในทีมชาติ

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Holland's media-friendly football pros". Radio Netherlands Worldwide. 17 December 2011. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 October 2013. สืบค้นเมื่อ 25 July 2013.
  2. "The FIFA/Coca-Cola World Ranking". FIFA. 22 ธันวาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 22 ธันวาคม 2022.
  3. "The FIFA/Coca-Cola World Ranking - Ranking Table - FIFA.com". www.fifa.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 October 2019.
  4. "The FIFA/Coca-Cola World Ranking - Ranking Table - FIFA.com". www.fifa.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 October 2019.
  5. "Games of the VII. Olympiad - Football Tournament". www.rsssf.com.
  6. "Games of the V. Olympiad - Football Tournament". www.rsssf.com.
  7. "The greatest World Cup tragedies: Holland 1974 · The Score". web.archive.org. 2014-06-06. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-06-06. สืบค้นเมื่อ 2021-06-27.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  8. Hersey, Will (2018-06-14). "Remembering Argentina 1978: The Dirtiest World Cup Of All Time". Esquire (ภาษาอังกฤษแบบบริติช).
  9. UEFA.com (2003-10-05). "Van Basten volley crowns Netherlands' EURO 1988 final win against USSR". UEFA.com (ภาษาอังกฤษ).
  10. ยูโร2004 : ฮอลแลนด์กลับมาอย่างมีลุ้น เก็บถาวร 2007-10-16 ที่ เวย์แบ็กแมชชีนจากกรุงเทพธุรกิจ
  11. อัศวินสีส้ม”ตีตั๋วไป”บอลโลก” เป็นทีมแรกของยุโรป”คาเปลโล”เตือน”สิงโต&q
  12. โค้ชทีมฮอลแลนด์ ปลื้มใจนำทีมเข้าชิงชนะเลิศ เป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปีจากช่อง 7
  13. สรุปผลการแข่งขัน
  14. อเฟลลายเศร้าดัตช์ตกรอบแรกยูโร2012 จากสยามสปอร์ต
  15. "ฟานกัลถ่อมตัวดัตช์เปล่าเต็งแชมป์บอลโลก". สยามสปอร์ต. 5 March 2014. สืบค้นเมื่อ 13 July 2014.[ลิงก์เสีย]
  16. "ฟาน กัล ปิดจ๊อบตัดตัวฮอลแลนด์ 23 คน ลุยบอลโลก ดาวรุ่งเซอร์ไพรส์ติดทีม". เอ็มเอสเอ็น. 31 May 2014. สืบค้นเมื่อ 13 July 2014.
  17. 17.0 17.1 ""เนย์มาร์"เชียร์"ฟ้าขาว" อยากเห็น"เมสซี่"ชูถ้วย". ข่าวสด. 12 July 2014. สืบค้นเมื่อ 13 July 2014.
  18. "ฟุตบอลโลก คู่ Big Match ฮอลแลนด์ พลิกชนะ สเปน ขาดลอย". ช่อง 7. 14 June 2014. สืบค้นเมื่อ 13 July 2014.[ลิงก์เสีย]
  19. "เนเธอร์แลนด์ ถล่ม บราซิล 3-0 คว้าที่ 3 บอลโลก". ไทยพีบีเอส. 14 June 2014. สืบค้นเมื่อ 13 July 2014.
  20. "คลิปไฮไลท์ยูโร 2016 ฮอลแลนด์ 2-3 สาธารณรัฐเช็ก Netherlands 2-3 Czech Republic". football-fun.net. 14 October 2015. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-16. สืบค้นเมื่อ 14 October 2015.
  21. https://www.thairath.co.th/content/1126607
  22. @OnsOranje (21 October 2022). "🦁 final squad: This is the list of 26 players where our final World Cup 2022 squad will be selected from! 📋" (ทวีต) – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  23. @OnsOranje (11 November 2022). "🦁 Our 26 Lions for the @FIFAWorldCup ! #NothingLikeOranje | #FIFAWorldCup" (ทวีต) – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  24. "Most Netherlands Caps". EU-Football.info.
  25. "Geschiedenis". Johan Cruijff ArenA (ภาษาดัตช์).
  26. "Welkom in de Johan Cruijff ArenA!". Johan Cruijff ArenA (ภาษาดัตช์).

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข