ประเทศเม็กซิโก

ประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ
(เปลี่ยนทางจาก Mexico)

เม็กซิโก (อังกฤษ: Mexico; สเปน: México) หรือชื่อทางการคือ สหรัฐเม็กซิโก (อังกฤษ: United Mexican States; สเปน: Estados Unidos Mexicanos) เป็นประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ มีพรมแดนทางทิศเหนือจรดสหรัฐอเมริกา ทิศใต้และทิศตะวันตกจรดมหาสมุทรแปซิฟิก ทิศตะวันออกเฉียงใต้จรดกัวเตมาลา เบลีซ และทะเลแคริบเบียน ส่วนทิศตะวันออกจรดอ่าวเม็กซิโก[5][6] เนื่องจากครอบคลุมพื้นที่ถึงเกือบ 2 ล้านตารางกิโลเมตร[7] เม็กซิโกจึงเป็นประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของทวีปอเมริกา และเป็นอันดับที่ 15 ของโลก และยังมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 10 ของโลก (126,014,024 คน)[8]

สหรัฐเม็กซิโก

Estados Unidos Mexicanos (สเปน)
ที่ตั้งของเม็กซิโก
เมืองหลวง
และ ใหญ่สุด
เม็กซิโกซิตี
19°26′N 99°08′W / 19.433°N 99.133°W / 19.433; -99.133
ภาษาราชการภาษาสเปน
ภาษาประจำชาติภาษาสเปนและภาษาของชนพื้นเมืองอีก 62 ภาษา[1]
การปกครองสหพันธ์ ระบบประธานาธิบดี สาธารณรัฐรัฐธรรมนูญ
อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์
เอกราช 
จาก สเปน
• ประกาศ
16 กันยายน พ.ศ. 2353
• เป็นที่ยอมรับ
27 กันยายน พ.ศ. 2364
พื้นที่
• รวม
1,972,550 ตารางกิโลเมตร (761,610 ตารางไมล์) (13)
2.5
ประชากร
• 2564 ประมาณ
126,014,024 (10)
57 ต่อตารางกิโลเมตร (147.6 ต่อตารางไมล์) (142)
จีดีพี (อำนาจซื้อ)2020 (ประมาณ)
• รวม
เพิ่มขึ้น $2.715 ล้านล้าน[2] (11)
เพิ่มขึ้น $21,362[2] (64)
จีดีพี (ราคาตลาด)2020 (ประมาณ)
• รวม
เพิ่มขึ้น $1.322 ล้านล้าน[2] (15)
เพิ่มขึ้น $10,405[2] (64)
จีนี (2018)positive decrease 41.8[3]
ปานกลาง
HDI (2019)เพิ่มขึ้น 0.779[4]
สูง · 74
สกุลเงินเปโซ (MXN)
เขตเวลาUTC−8 ถึง −6 (เขตเวลาทางการเม็กซิโก)
• ฤดูร้อน (DST)
UTC−7 ถึง −5 (มีหลายเขต)
ขับรถด้านขวามือ
รหัสโทรศัพท์52
โดเมนบนสุด.mx

เม็กซิโกยุคพรีโคลัมเบียนมีต้นกำเนิดถึง 8,000 ปีก่อนคริสตกาล และบริเวณนี้ถือเป็นหนึ่งในหกแหล่งกำเนิดของอารยธรรมสำคัญของโลก[9] เม็กซิโกเป็นที่ตั้งของอารยธรรมในทวีปอเมริกามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคชาวมายาและแอซเท็ก ต่อมาใน ค.ศ. 1521 จักรวรรดิสเปนได้พิชิตและตั้งอาณานิคมในภูมิภาคนี้โดยมีฐานที่มั่นในเม็กซิโกซิตี้ และก่อตั้งเป็นอาณานิคมของสเปน ต่อมา คริสตจักรคาทอลิกได้มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์และภาษาสเปน[10] แต่ยังคงรักษาวัฒนธรรมพื้นเมืองเอาไว้ ประชากรพื้นเมืองถูกปราบปรามและถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างหนักจากการบังคับใช้แรงงานเพื่อขุดแร่โลหะที่มีค่าจำนวนมาก ซึ่งทำให้สเปนมีสถานะเป็นมหาอำนาจโลกต่อไปอีกสามศตวรรษ[11] เมื่อเวลาผ่านไป เอกลักษณ์เฉพาะของเม็กซิโกได้ก่อตัวขึ้นจากการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมของยุโรปและชนเผ่าพื้นเมือง ต่อมา เม็กซิโกเป็นอิสระจากการปกครองของสเปนภายหลังได้รับชัยชนะในสงครามประกาศเอกราชเม็กซิโก[12]

ประวัติศาสตร์ในยุคแรกของเม็กซิโกในฐานะรัฐชาติเต็มไปด้วยความวุ่นวายทางการเมือง เนื่องจากกลุ่มกบฎได้ก่อการปฏิวัติเท็กซัสและนำไปสู่สงครามเม็กซิกัน-อเมริกันในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ทำให้เกิดความสูญเสียอาณาเขตอย่างใหญ่หลวงต่อสหรัฐอเมริกา การปฏิรูปเสรีนิยมได้รับการบันทึกอยู่ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1857 ในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการพยายามรวบรวมชนเผ่าพื้นเมืองให้เป็นปึกแผ่นและมีการลดอำนาจของคริสตจักรและกองทัพลง สิ่งนี้ก่อให้เกิดสงครามภายในประเทศและการแทรกแซงของฝรั่งเศส ซึ่งฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ตั้งจักรพรรดิมัคซีมีลีอานที่ 1 แห่งเม็กซิโก เป็นจักรพรรดิต่อต้านการปกครองแบบสาธารณรัฐที่นำโดยเบนิโต ฮัวเรซ ในช่วงทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 19 ประเทศเม็กซิโกอยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการของ ปอร์ฟิริโอ ดิอัซ ประธานาธิบดีในขณะนั้น ซึ่งพยายามปรับปรุงเม็กซิโกให้ทันสมัยและฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย ต่อมาได้เกิดสงครามการปฏิวัติเม็กซิโกขึ้น โดยมีจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งมาจากการต่อต้านระบอบของดิอัซ สงครามได้กินเวลายาวนานกว่าทศวรรษ และคร่าชีวิตประชากรไปกว่า 10% และฝ่ายปฏิวัติซึ่งได้รับชัยชนะได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใน ค.ศ. 1917 ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้มาจนถึงทุกวันนี้ นายพลของกองทัพคณะปฏิวัติได้ปกครองเม็กซิโกในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีจนกระทั่งเหตุการณ์การลอบสังหาร อัลวาโร โอเบรกอน ใน ค.ศ. 1928 นำไปสู่การก่อตั้งพรรคปฏิวัติในปีต่อมา ซึ่งปกครองเม็กซิโกจนถึงต้นทศวรรษ 2000[13][14][15][16]

เม็กซิโกเป็นประเทศกำลังพัฒนา โดยอยู่ในอันดับที่ 74 ในดัชนีการพัฒนามนุษย์ แต่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 15 ของโลกตามผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ตามภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อ (พีพีพี) โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด[17] จากการที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และมีประชากรมาก ส่งผลให้เม็กซิโกเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาคและระดับกลาง[18][19] และมักถูกระบุว่าเป็นประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่[20] รวมทั้งเป็นรัฐอุตสาหกรรมใหม่[21][22][23] อย่างไรก็ตาม ประชากรส่วนใหญ่ยังต้องต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม[24] ความยากจน และปัญหาอาชญากรรม โดยเม็กซิโกอยู่ในอันดับที่ต่ำจากการจัดอันดับประเทศที่มีความปลอดภัยของโลก ปัญหาหลักเกิดจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและองค์กรค้ายาเสพติดขนาดใหญ่ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของประชากรมากกว่า 120,000 คน นับตั้งแต่ ค.ศ. 2006[25]

เม็กซิโกอยู่ในอันดับหนึ่งในทวีปอเมริกาและอันดับเจ็ดของโลกในแง่จำนวนมรดกโลกขององค์การยูเนสโก[26][27] นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในสิบเจ็ดประเทศที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติของโลกมากที่สุดตั้งแต่ยุคโบราณ และเป็นอันดับที่ 5 ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพทางธรรมชาติ จากการที่มีมรดกทางวัฒนธรรมและสภาพอากาศอันหลากหลาย ส่งผลให้เม็กซิโกเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยใน ค.ศ. 2018 เม็กซิโกเป็นประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับที่ 6 ของโลก (39 ล้านคน)[28] เม็กซิโกเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ, กลุ่ม 20, องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา, องค์การการค้าโลก, ฟอรัมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก, องค์การรัฐอเมริกัน, ชุมชนลาตินอเมริกา กลุ่มแคริบเบียน รวมทั้งองค์การรัฐไอบีโร-อเมริกัน

ที่มาของชื่อประเทศแก้ไข

 
รูปของเม็กซิโก-เตนอชตีตลันจากMendoza codex

หลังจากได้รับเอกราชจากประเทศสเปน ก็มีการตกลงว่าจะตั้งชื่อประเทศใหม่แห่งนี้ตามชื่อเมืองหลวงคือ กรุงเม็กซิโกซิตี ซึ่งมีชื่อดั้งเดิมในสมัยก่อตั้งว่า "เม็กซิโก-เตนอชตีตลัน" (Mexico-Tenochtitlan) มีที่มาจากชื่อของชนเผ่าเม็กซิกา (Mexica) ซึ่งเป็นชนกลุ่มหลักในอารยธรรมแอซเท็กอีกทอดหนึ่ง ส่วนต้นกำเนิดของชื่อเม็กซิกานั้นยังไม่ทราบชัดเจน มีการตีความไปหลาย ๆ ทาง มีข้อสันนิษฐานว่า มาจากคำในภาษานาอวตล์ว่า "เมชตลี" (Mextli) หรือ "เมชิตลี" (Mēxihtli) ซึ่งเป็นชื่อลับของเทพเจ้าวิตซีโลโปชตลี (Huitzilopochtli) เทพเจ้าแห่งสงครามและผู้คุ้มครองชาวแอซเท็ก (หรือชาวเม็กซิกา) ในกรณีนี้ Mēxihco [เมชิโก] จึงอาจจะแปลว่า "สถานที่ซึ่งเมชตลีทรงสถิตอยู่"[29]

อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งกล่าวว่า Mēxihco ประกอบขึ้นจากคำว่า mētztli ("พระจันทร์"), xictli ("สะดือ", "ศูนย์กลาง" หรือ "ลูกชาย") และคำปัจจัย -co (สถานที่) ซึ่งโดยรวมแล้วแปลได้ว่า "สถานที่ใจกลางพระจันทร์" หรือ "สถานที่ใจกลางทะเลสาบพระจันทร์" ทะเลสาบพระจันทร์นี้หมายถึงทะเลสาบเตซโกโก (Lake Texcoco) ระบบทะเลสาบที่เชื่อมถึงกัน (โดยมีทะเลสาบเตซโกโกตั้งอยู่ตอนกลาง) ในบริเวณนี้มีรูปร่างเหมือนกระต่าย ซึ่งเป็นรูปเดียวกับที่ชาวแอซเท็กเห็นจากพระจันทร์ และกรุงเตนอชตีตลันนั้นก็ตั้งอยู่บนเกาะใจกลาง (หรือสะดือ) ของทะเลสาบ (หรือกระต่าย/พระจันทร์) เหล่านี้พอดี[30] นอกจากนี้ยังมีข้อสมมุติฐานที่กล่าวว่าชื่อนี้มาจากคำว่า "เมกตลี" (Mēctli) ซึ่งเป็นชื่อของเทพธิดาประจำดอกโคม (maguey) อีกด้วย[30]

ชื่อของเมืองเมชิโกได้รับการถอดเสียงในภาษาสเปนเป็น México พร้อมกับเสียงของตัว x ในภาษาสเปนยุคกลางซึ่งในขณะนั้นแทนเสียงเสียดแทรก หลังปุ่มเหงือก ไม่ก้อง /ʃ/ แต่ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 เสียงนี้รวมทั้งเสียงเสียดแทรก หลังปุ่มเหงือก ก้อง /ʒ/ ซึ่งแทนด้วยตัว j ได้เกิดการวิวัฒนาการกลายเป็นเสียงเสียดแทรก เพดานอ่อน ไม่ก้อง /x/[31] การเปลี่ยนแปลงเสียงตัวอักษรดังกล่าวนี้ได้ทำให้มีการสะกดชื่อประเทศนี้เป็น Méjico ในสิ่งพิมพ์ภาษาสเปนจำนวนมากโดยเฉพาะในประเทศสเปน แต่ในประเทศเม็กซิโกและประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ภาษาสเปนยังคงใช้การสะกดแบบเดิมคือ México จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ ราชบัณฑิตยสถานสเปน ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมการใช้ภาษาสเปนในประเทศสเปนได้ตัดสินว่า การสะกดทั้งสองแบบเป็นที่ยอมรับได้ในภาษาสเปน แต่การสะกดที่เป็นแบบแผนกว่าก็คือ México[32] ปัจจุบันสิ่งพิมพ์ส่วนใหญ่ในประเทศที่ใช้ภาษาสเปนทั้งหมดก็ถือตามกฎใหม่นี้ แม้ว่าจะยังมีการใช้รูป Méjico อยู่บ้างก็ตาม[33] สำหรับในภาษาอังกฤษ ตัว x ในคำว่า Mexico ไม่ได้แทนทั้งเสียงดั้งเดิมหรือเสียงปัจจุบันตามที่ปรากฏในภาษาสเปน แต่จะแทนเสียงควบกล้ำ /ks/

ภูมิศาสตร์แก้ไข

 
ประเทศเม็กซิโก เมื่อมองจากอวกาศ

เม็กซิโกตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของทวีปอเมริกาเหนือ[34][35] นอกจากบนทวีปดังกล่าวแล้ว เม็กซิโกยังมีกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเล็ก ๆ ในอ่าวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน อ่าวแคลิฟอร์เนีย และมหาสมุทรแปซิฟิก (ได้แก่เกาะกวาดาลูเปและหมู่เกาะเรบียาคีเคโดที่อยู่ห่างไกลออกไป) อีกด้วย พื้นที่เกือบทั้งหมดของเม็กซิโกแผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ โดยมีบางส่วนของคาบสมุทรบาฮากาลิฟอร์เนียตั้งอยู่บนแผ่นแปซิฟิกและแผ่นโกโกส ในทางธรณีฟิสิกส์ นักภูมิศาสตร์บางกลุ่มจัดให้ดินแดนของประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันออกของคอคอดเตอวนเตเปกอยู่ในภูมิภาคอเมริกากลาง[36] แต่ในทางภูมิศาสตร์การเมือง เม็กซิโกเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอเมริกาเหนือร่วมกับแคนาดาและสหรัฐอเมริกา[37][38]

เม็กซิโกมีเนื้อที่ทั้งหมด 1,972,550 ตารางกิโลเมตร[39] นับเป็นประเทศที่มีขนาดเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 14 ของโลก[39] เม็กซิโกมีพรมแดนทางทิศเหนือร่วมกับสหรัฐอเมริกายาว 3,141 กิโลเมตร[39] โดยใช้แม่น้ำบราโบที่คดเคี้ยวเป็นพรมแดนธรรมชาติตั้งแต่เมืองซิวดัดคัวเรซไปทางทิศตะวันออกจนถึงอ่าวเม็กซิโก และตั้งแต่เมืองซิวดัดคัวเรซไปทางทิศตะวันตกจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิกจะมีทั้งแม่น้ำและสิ่งก่อสร้างเป็นแนวแบ่งเขตสองประเทศไว้ ส่วนทางทิศใต้ เม็กซิโกมีพรมแดนร่วมกับกัวเตมาลายาว 962 กิโลเมตร[39] และมีพรมแดนร่วมกับเบลีซยาว 250 กิโลเมตร[39]

ภูมิประเทศแก้ไข

 
โอรีซาบา ยอดเขาที่สูงสุดในเม็กซิโก

เทือกเขาขนาดใหญ่ในเม็กซิโก ได้แก่ เทือกเขาเซียร์รามาเดรโอเรียนตัล ซึ่งพาดผ่านพื้นที่ประเทศในแนวเหนือ-ใต้ เกือบจะขนานกับชายฝั่งภาคตะวันออก และเทือกเขาเซียร์รามาเดรออกซีเดนตัล ซึ่งขนานไปกับชายฝั่งภาคตะวันตก (เทือกเขานี้เป็นส่วนต่อเนื่องทางด้านใต้ของระบบเทือกเขาร็อกกีจากตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ) [40] นอกจากนี้ ทางภาคกลางตอนล่างของประเทศยังมีแนวภูเขาไฟทรานส์เม็กซิกัน หรือที่เรียกกันในท้องถิ่นว่า "เซียร์ราเนบาดา"[41] พาดผ่านจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก ส่วนทางภาคใต้ก็มีเทือกเขาเซียร์รามาเดรเดลซูร์ที่ขนานไปกับชายฝั่งตั้งแต่รัฐมิโชอากังไปจนถึงรัฐโออาซากา ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าว ดินแดนทางภาคกลางและภาคเหนือของเม็กซิโกจึงตั้งอยู่บนพื้นที่ระดับสูง โดยกลุ่มยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศ ได้แก่ ยอดเขาโอรีซาบา (5,700 เมตร) [39] โปโปกาเตเปตล์ (5,426 เมตร) [42] อิซตักซีอวตล์ (5,230 เมตร) [43] และเนบาโดเดโตลูกา (4,680 เมตร) [44] ล้วนตั้งอยู่บริเวณแนวภูเขาไฟทรานส์เม็กซิกัน และเขตเมืองใหญ่ของเม็กซิโก ได้แก่ เขตมหานครเม็กซิโกซิตี โตลูกา และปวยบลา ต่างก็ตั้งอยู่ในหุบเขาระหว่างยอดเขาเหล่านี้[45]

 
แม่น้ำกรีคัลบา บริเวณหุบผาชันซูมีเดโร

ทางน้ำและแม่น้ำต่าง ๆ ในเม็กซิโกจัดอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำ 3 บริเวณ คือ บริเวณลุ่มน้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ไหลลงสู่อ่าวเม็กซิโก และไหลสู่แอ่งภายในแผ่นดิน แม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของประเทศคือ แม่น้ำบราโบ อยู่ในบริเวณลุ่มน้ำที่ไหลลงสู่อ่าวเม็กซิโก เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐอเมริกา แม่น้ำสายอื่นในบริเวณลุ่มน้ำเดียวกัน ได้แก่ แม่น้ำอูซูมาซินตา (พรมแดนธรรมชาติระหว่างเม็กซิโกกับกัวเตมาลา) แม่น้ำกรีคัลบา แม่น้ำปานูโก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มีแม่น้ำหลายแห่งที่มีปริมาณน้ำน้อยและใช้เดินเรือไม่ได้ โดยทางน้ำในประเทศที่ใช้เดินเรือได้มีระยะทางรวมประมาณ 2,900 กิโลเมตร[46]

เม็กซิโกมีทะเลสาบขนาดย่อมหลายแห่งในพื้นที่ ทะเลสาบที่สำคัญที่สุดคือ ทะเลสาบชาปาลา ในรัฐฮาลิสโก แต่เนื่องจากมีการน้ำน้ำมาใช้ประโยชน์ทั้งในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมมาก เกินไป ทะเลสาบแห่งนี้จึงเกิดภาวะมลพิษและเสี่ยงที่จะเหือดแห้ง ทะเลสาบที่สำคัญแห่งอื่น ๆ ได้แก่ ทะเลสาบปัตซ์กวาโร ซีราอูเอน และกวิตเซโอ ทั้งหมดตั้งอยู่ในรัฐมิโชอากัง

ประวัติศาสตร์แก้ไข

ดูบทความหลักที่: ประวัติศาสตร์เม็กซิโก

สมัยก่อนอาณานิคมแก้ไข

 
สถาปัตยกรรมมายาที่เมืองโบราณอุกซ์มัล (Uxmal)

เมื่อเกือบสามพันปีก่อน ดินแดนประเทศเม็กซิโกเป็นแหล่งอารยธรรมของชาวพื้นเมืองอเมริกันที่ยิ่งใหญ่หลายกลุ่ม เช่น โอลเมก เป็นกลุ่มที่มีวัฒนธรรมสมัยแรกเริ่มสุด ประมาณ 2,300 ปีก่อนคริสตกาล อยู่ทางภาคกลางของค่อนไปทางใต้ของเม็กซิโกปัจจุบัน มายา มีอำนาจอยู่ประมาณระหว่างปี ค.ศ. 200 ถึง ค.ศ. 900 ตั้งถิ่นฐานอยู่บนคาบสมุทรยูกาตันในนครรัฐที่ปกครองโดยกษัตริย์ มายามีอายุร่วมสมัยเดียวกับอารยธรรมเตโอตีวากาน หลังจากเมืองเตโอตีวากานเสื่อมอำนาจทางการเมืองลงไป พวกโตลเตกก็ขึ้นมามีอำนาจแทนในราวปี ค.ศ. 700 อิทธิพลของอารยธรรมโตลเตกพบได้ตั้งแต่ภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาลงไปจนถึงคอสตาริกาในปัจจุบัน ผู้ปกครองโตลเตกที่มีชื่อเสียงคือ เกตซัลโกอัตล์ ภายหลังอารยธรรมโตลเตกก็ล่มสลายลงไปและสืบทอดต่อมาโดยพวกแอซเท็กที่เรียกจักรวรรดิของตนเองว่า "เม็กซิกา"

กษัตริย์ที่มีชื่อเสียงของแอซเท็กได้แก่ พระเจ้ามอกเตซูมาที่ 2 เมื่อถึงปี ค.ศ. 1519 เตนอชตีตลัน เมืองหลวงของจักรวรรดิแอซเท็ก (เม็กซิกา) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรถึงประมาณ 350,000 คน ซึ่งกรุงลอนดอนในขณะนั้นมีประชากรเพียง 80,000 คนเท่านั้น เตนอชตีตลันเป็นที่ตั้งของกรุงเม็กซิโกซิตีในปัจจุบัน

สมัยอาณานิคมแก้ไข

นักสำรวจชาวสเปนมาถึงเม็กซิโกในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยฟรันซิสโก เอร์นันเดซ เด กอร์โดบาได้สำรวจชายฝั่งทางใต้ของเม็กซิโกในปี ค.ศ. 1517 ตามมาด้วยการสำรวจของควน เด กรีคัลบาในปี ค.ศ. 1518 ผู้พิชิตดินแดนในสมัยแรกคนสำคัญคือ เอร์นัน กอร์เตส ซึ่งเข้ามาถึงในปี ค.ศ. 1519 จากทางเมืองชายฝั่งที่เขาตั้งชื่อให้ว่า "บียารีกาเดลาเบรากรุซ"

ด้วยความเชื่อว่ากอร์เตสเป็นเกตซัลโกอัตล์ (กษัตริย์เทพเจ้าในตำนานแอซเท็ก ซึ่งมีคำทำนายไว้ว่าพระองค์จะทรงกลับมาในปีเดียวกับที่กอร์เตสมาถึงพอดี) ชาวแอซเท็กจึงไม่ได้ต่อต้านเขาและยังต้อนรับเป็นอย่างดี แต่อีกสองปีต่อมา (ค.ศ. 1521) กรุงเตนอชตีตลันก็ถูกพิชิตโดยกองทัพผสมระหว่างสเปนกับตลัชกัลเตกซึ่ง เป็นศัตรูสำคัญของแอซเท็ก การที่สเปนยึดเมืองหลวงของจักรวรรดิแอซเท็กได้นั้นเป็นจุดเริ่มต้นยุค อาณานิคมที่นานเกือบ 300 ปีของเม็กซิโกในฐานะเขตอุปราชแห่งนิวสเปน อย่างไรก็ตาม กว่าสเปนจะยึดดินแดนเม็กซิโกได้ทั้งหมดนั้นก็ยังต้องใช้เวลาอีก 2 ศตวรรษหลังจากการตีกรุงเตนอชตีตลันได้ เนื่องจากต้องสู้รบกับชนพื้นเมืองกลุ่มอื่น ๆ ที่ยังคงก่อการจลาจลและโจมตีดินแดนของสเปนอยู่

เอกราชและสงครามแก้ไข

 
มีเกล อีดัลโก ผู้ก่อตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชเม็กซิโก

ในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1810 นักบวชชาวเม็กซิโกชื่อ มีเกล อีดัลโก ได้ประกาศเอกราชจากสเปนที่เมืองโดโลเรส รัฐกวานาวาโต[47] เป็นตัวเร่งให้เกิดสงครามประกาศเอกราชเม็กซิโก ซึ่งในที่สุดเมื่อปี ค.ศ. 1821 ชาวสเปนได้ออกไปจากประเทศและทำให้เม็กซิโกกลายมาเป็นประเทศเอกราช ผู้นำคนแรกของเม็กซิโก อากุสติน เด อีตูร์บีเด ได้รับการสถาปนาเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิที่ 1 แต่ด้วยเหตุที่ว่าประชาชนไม่พอใจ อีก 2 ปีต่อมาเม็กซิโกจึงเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐ โดยมีกวาดาลูเป บิกโตเรีย เป็นประธานาธิบดีคนแรก

บุคคลที่มีความสำคัญอีกคนหนึ่งในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือ นายพลอันโตเนียว โลเปซ เด ซานตา อันนา ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเม็กซิโกอยู่หลายสมัย เขาได้ประกาศยกเลิกระบบสหพันธรัฐและรวมอำนาจกลับเข้าสู่ศูนย์กลาง รัฐต่าง ๆ ถูกลดฐานะลงเป็นจังหวัดและไม่มีสิทธิ์ในการปกครองตนเอง ก่อให้เกิดความไม่สงบไปทั่วประเทศ รัฐต่าง ๆ ได้แก่ ยูกาตัง ตาเมาลีปัส และนวยโวเลอองได้ประกาศเอกราช ในที่สุดรัฐโกอาวีลาและเท็กซัสก็ได้ประกาศแยกตัวออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1836 ยุทธการที่แอละโมที่มีชื่อเสียงได้เกิดขึ้นในสงครามครั้งนี้ ต่อมาสหรัฐอเมริกาได้ผนวกสาธารณรัฐเท็กซัสเข้าเป็นรัฐหนึ่งของตน ทำให้เกิดความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับเม็กซิโกและเกิดสงครามระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐอเมริกาขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1846-1848 เม็กซิโกเป็นฝ่ายแพ้สงครามและต้องเสียดินแดนอีกถึง 1 ใน 3 ให้สหรัฐอเมริกาตามสนธิสัญญาสงบศึก ส่วนซานตา อันนาถูกเนรเทศไปอยู่ในประเทศต่าง ๆ ในลาตินอเมริกา (แต่กลับเม็กซิโกในบั้นปลายชีวิต)

 
วิวัฒนาการดินแดนของเม็กซิโก

ระหว่างปี ค.ศ. 1858 และ ค.ศ. 1861 เกิดสงครามภายในขึ้นระหว่างฝ่ายเสรีนิยมกับฝ่ายอนุรักษนิยม ในที่สุด เบนีโต คัวเรซ ผู้นำจากฝ่ายเสรีนิยมก็เป็นฝ่ายชนะและดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ในทศวรรษ 1860 ฝรั่งเศสได้เข้ารุกรานเม็กซิโกและสถาปนามักซีมีเลียนแห่งฮับสบูร์ก ขึ้นเป็นจักรพรรดิมักซีมีเลียนที่ 1 แห่งจักรวรรดิเม็กซิโกที่ 2 แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับ ต่อมาพระองค์ทรงถูกสำเร็จโทษประหารหลังจากที่กองกำลังสาธารณรัฐสามารถยึดเมืองหลวงได้ในปี ค.ศ. 1867 และคัวเรซก็กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งจนถึงแก่อสัญกรรมในปี ค.ศ. 1872

ผู้สืบทอดอำนาจของคัวเรซอยู่ฝ่ายเสรีนิยมเช่นกันจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1876 ฝ่ายอนุรักษนิยมนำโดยปอร์ฟีรีโอ ดีอัซ (ซึ่งเป็นนายพลผู้เคยได้ชัยชนะในการรบกับฝรั่งเศสมาก่อน) ได้ก่อกบฏขึ้นอีกและขับไล่รัฐบาลเสรีนิยมที่มาจากการเลือกตั้งออกไปได้ ปอร์ฟีรีโอได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีปกครองประเทศอยู่กว่า 30 ปี เขาทำให้ประเทศมั่งคั่งขึ้น แต่คนจนในประเทศกลับยิ่งจนลง ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมได้นำไปสู่การปฏิวัติเม็กซิโกในปี ค.ศ. 1910 นำโดยฟรันซิสโก อี. มาเดโร ดีอัซประกาศลาออกในปี ค.ศ. 1911 และมาเดโรได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1913 เกิดรัฐประหารนำโดยนายพลฝ่ายอนุรักษนิยมชื่อว่าบิกโตเรียโน อวยร์ตา มาเดโรถูกล้มล้างอำนาจและถูกฆาตกรรม ก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองซึ่งมีผู้เข้าร่วมอีกจำนวนหนึ่ง เช่น เอมีเลียว ซาปาตา และปันโช บียา โดยทั้งสองจัดตั้งกองกำลังของตนเอง แต่กองทัพภายใต้รัฐธรรมนูญที่นำโดยเบนุสเตียโน การ์รันซา ก็สามารถยุติสงครามลงได้ในที่สุดและได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1917 แต่การ์รันซาก็ถูกทรยศและลอบสังหารในปี ค.ศ. 1920 อัลบาโร โอเบรกอน วีรบุรุษอีกคนหนึ่งจากสงครามการปฏิวัติได้ขึ้นดำรงตำหน่งประธานาธิบดีแทน และปลูตาร์โก เอลีอัส กาเยส ก็ได้สืบต่ออำนาจ อย่างไรก็ตามโอเบรกอนได้ชัยชนะในการเลือกตั้งอีกครั้งในปี ค.ศ. 1928 แต่กลับถูกลอบสังหารก่อนจะได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ในปี ค.ศ. 1929 กาเยสได้จัดตั้งพรรคปฏิวัติแห่งชาติขึ้น และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคปฏิวัติสถาบัน ซึ่งจะกลายเป็นพรรคที่มีอำนาจมากที่สุดในช่วงเวลาอีก 70 ปีถัดมา

สมัยใหม่และสมัยปัจจุบันแก้ไข

ระหว่างปี ค.ศ. 1940 และ ค.ศ. 1980 เป็นช่วงที่เม็กซิโกมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องซึ่งนักประวัติศาสตร์บางคนเรียกว่า "มหัศจรรย์เม็กซิโก" (El Milagro Mexicano) [48] การที่รัฐเข้าครอบครองสิทธิที่จะทำผลประโยชน์จากแร่และโอนอุตสาหกรรมน้ำมันเข้าสู่บริษัทปิโตรเลียมเปเมกซ์ ซึ่งเป็นกิจการของรัฐในช่วงที่ลาซาโร การ์เดนัส เดล รีโอ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมจากประชาชนมาก แต่ก็เป็นการจุดปัญหาทางการทูตกับประเทศต่าง ๆ ที่พลเมืองของตนต้องสูญเสียธุรกิจซึ่งถูกยึดหรือบังคับซื้อไปโดยรัฐบาลของกา ร์เดนัส

แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมก็ยังคงเป็นสาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองยังไม่สงบ สุขนัก นอกจากนี้ นักการเมืองที่มีตำแหน่งบริหารของพรรคปฏิวัติสถาบันก็เริ่มลุแก่อำนาจ ไม่ฟังเสียงประชาชน และบางครั้งก็ดำเนินการกดขี่อย่างรุนแรง[49] ตัวอย่างของพฤติการณ์ดังกล่าวนี้ได้แก่ กรณีสังหารหมู่ตลาเตลอลโก[50] ในปี ค.ศ. 1968 ที่กำลังตำรวจและทหารได้กราดกระสุนใส่กลุ่มนักศึกษาที่เดินขบวนต่อต้านรัฐบาล

ในทศวรรษ 1970 การบริหารของประธานาธิบดีลุยส์ เอเชเบร์รีอา ไม่เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก เนื่องจากเขาตัดสินใจก้าวเดินผิดทั้งในเวทีระดับชาติและระดับนานาชาติ แต่กระนั้น ในทศวรรษนี้เองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงขึ้นเป็นครั้งแรกในกฎหมาย การเลือกตั้งของเม็กซิโก นำไปสู่ความเคลื่อนไหวเพื่อทำให้ระบบการเลือกตั้งที่แต่เดิมเป็นแบบอำนาจ นิยมมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น[51][52] ในขณะที่ราคาน้ำมันขึ้นไปอยู่ที่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์และอัตราดอกเบี้ย ก็ค่อนข้างต่ำนั้น รัฐบาลก็ได้สร้างการลงทุนอย่างมาดในบริษัทน้ำมันที่ตนเองเป็นเจ้าของด้วย ความพยายามจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมา อย่างไรก็ตาม การกู้ยืมที่มากเกินไปและการจัดการรายได้จากน้ำมันอย่างไม่ถูกต้องนั้นได้นำ ไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อและก่อให้วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อปี ค.ศ. 1982 ในปีนั้น ราคาน้ำมันตกฉับพลัน อัตราดอกเบี้ยถีบตัวสูงขึ้น และรัฐบาลก็ยังผิดนัดชำระหนี้อีกด้วย ประธานาธิบดีมีเกล เด ลา มาดริด ต้องใช้วิธีการลดค่าเงินตราทางอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ยอดคงเหลือในบัญชีปัจจุบันมีเสถียรภาพ

แม้ว่าในระดับเทศบาล นายกเทศมนตรีคนแรกที่ไม่ได้มาจากพรรคปฏิวัติสถาบันจะได้รับการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947[53] แต่ก็ต้องรอจนถึงปี ค.ศ. 1989 ที่ผู้ว่าการรัฐคนแรกที่ไม่ได้มาจากพรรคปฏิวัติสถาบันจะได้รับการเลือกตั้ง เข้าทำหน้าที่ อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลหลายแห่งอ้างว่าในปี ค.ศ. 1988 ทางพรรคได้ทุจริตการเลือกตั้งเพื่อป้องกันไม่ให้กูเวาเตม็อก การ์เดนัส ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากฝ่ายซ้ายชนะการเลือกตั้งระดับชาติครั้งนี้ โดยคะแนนเสียงส่วนมากเป็นของการ์โลส ซาลีนัส ซึ่งนำไปสู่การต่อต้านขนานใหญ่ในเมืองหลวง[54] ซาลีนัสเริ่มลงมือปฏิรูปเสรีนิยมใหม่ (ทุนนิยม) โดยได้มีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน ควบคุมเงินเฟ้อ และลงเอยด้วยการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) กับสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งมีผลบังคับในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2537 อย่างไรก็ตามในวันเดียวกันนี้เอง กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสตา (Ejército Zapatista de Liberación Nacional) ซึ่งมีสมาชิกเป็นชนพื้นเมืองอินเดียนก็ได้เริ่มก่อการกบฏต่อต้านรัฐบาลสหพันธรัฐขึ้นที่รัฐเชียปัส (หนึ่งในรัฐที่ยากจนที่สุดของประเทศ) ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และยังคงดำเนินการเพื่อต่อต้านลัทธิเสรีนิยมใหม่และโลกาภิวัตน์โดยไม่ใช้ ความรุนแรงต่อมาถึงปัจจุบัน อนึ่ง เนื่องจากเป็นปีที่จะมีการเลือกตั้ง (ในกระบวนการซึ่งภายหลังถือว่ามีความโปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์เม็กซิโก นั้น) เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างไม่เต็มใจที่จะลดค่าเงินเปโซ อันจะทำให้เกิดการสูญสิ้นเงินสำรองแห่งชาติอย่างรวดเร็ว และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2537 หนึ่งเดือนหลังจากที่ประธานาธิบดีเอร์เนสโต เซดีโย ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากอดีตประธานาธิบดีซาลีนัส ก็เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจขึ้นในประเทศ

 
(อดีต) ประธานาธิบดีฟอกซ์และประธานาธิบดีบุชในการลงนามเพื่อการเป็นหุ้นส่วนทางความมั่นคงและความรุ่งเรืองแห่งอเมริกาเหนือ

ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน รวมทั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจในระดับมหภาคที่เริ่มโดยประธานาธิบดีเซดีโย เศรษฐกิจก็กระเตื้องขึ้นอย่างรวดเร็วและการเจริญเติบโตก็อยู่ที่เกือบร้อยละ 7 เมื่อถึงสิ้นปี พ.ศ. 2542[55] การปฏิรูปเลือกตั้งแบบเบ็ดเสร็จเพื่อเพิ่มการเป็นผู้แทนของพรรคในสมัยการ บริหารของเซดีโย รวมทั้งความไม่พอใจพรรคปฏิวัติสถาบันหลังเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้ทำให้ ทางพรรคเสียคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดในรัฐสภาไปเมื่อปี พ.ศ. 2540 ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 หลังจากที่บริหารประเทศอยู่ 71 ปี พรรคปฏิวัติสถาบันก็ได้พ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับบีเซนเต ฟอกซ์ จากพรรคฝ่ายค้านคือ พรรคภารกิจแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2548 ฟอกซ์ได้ลงนามในการเป็นหุ้นส่วนทางความมั่นคงและความรุ่งเรืองแห่งอเมริกาเหนือ ในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2549 ฐานะของพรรคปฏิวัติสถาบันก็ยิ่งอ่อนแอลงและกลายเป็นพรรคที่มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเป็นอันดับที่ 3 รองจากพรรคภารกิจแห่งชาติและพรรคปฏิวัติประชาธิปไตย ซึ่งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันนั้น เฟลีเป กัลเดรอน จากพรรคภารกิจแห่งชาติได้ประกาศชัยชนะโดยได้รับคะแนนเสียงเฉือนขาดอันเดรส มานวยล์ โลเปซ โอบราดอร์ ตัวแทนจากพรรคปฏิวัติประชาธิปไตยไปเพียงนิดเดียว อย่างไรก็ตาม โลเปซ โอบราดอร์ได้ประท้วงการเลือกตั้ง และประกาศจัดตั้ง "รัฐบาลทางเลือก"[56]

การเมืองการปกครองแก้ไข

เม็กซิโกเป็นประเทศที่มีการปกครองแบบ สหพันธรัฐ ประกอบด้วยรัฐ (State) 31 รัฐ กับ หนึ่งเขตสหพันธ์ (Federal District) ซึ่งในเขตสหพันธ์นี่เองมีเมืองหลวงของประเทศ คือ เม็กซิโกซิตี (Mexico City) หรือมหานครเม็กซิโก แต่ละรัฐจะมีธรรมนูญของตนองที่เป็นไปตามแบบของรัฐธรรมนูญของประเทศ โดยมีสิทธิที่จะออกรัฐบัญญัติเพื่อจัดเก็บภาษี นอกเหนือไปจากภาษีศุลกากร (Customs Duties) ระหว่างรัฐ การปกครองระดับชาติที่มีทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่าย นิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการของรัฐเอง[57]

บริหารแก้ไข

 
อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของประเทศเม็กซิโก

ประธานาธิบดีของประเทศเม็กซิโกต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติเม็กซิกันโดยการเกิด และบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งต้องเป็นคนเม็กซิกันด้วย โดยมีอายุ 35 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันเลือกตั้ง ต้องอาศัยอยู่ในประเทศเม็กซิโกมาไม่น้อยกว่า 20 ปี ทั้งยังต้องพำนักอยู่ในประเทศเป็นเวลาหนึ่งปี ก่อนวันที่มีการเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งนั้นได้ถือคะแนนเสียงของประชาชนรวมกัน ทั้งประเทศ ผู้สมัครคนใดได้คะแนนมากเป็นอันดับหนึ่งก็จะได้เป็น ประธานาธิบดี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1929 เมื่อพรรคสถาบันปฏิวัติตั้งขึ้น พรรคการเมืองนี้ก็ได้ผูกขาดตำแหน่งประธานาธิบดีตลอดมา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของประเทศคือ อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2018

นิติบัญญัติแก้ไข

ดูบทความหลักที่: รัฐสภาแห่งเม็กซิโก

ตุลาการแก้ไข

ดูบทความหลักที่: กฎหมายเม็กซิโก

การบังคับใช้กฎหมายแก้ไข

สถานการณ์สำคัญแก้ไข

สิทธิมนุษยชนแก้ไข

การแบ่งเขตการปกครองแก้ไข

เม็กซิโกเป็นประเทศสหพันธรัฐที่ประกอบด้วยเสรีรัฐอธิปไตย (estado libre y soberano) 31 แห่ง แต่ละแห่งมีรัฐธรรมนูญ รัฐสภา รวมทั้งฝ่ายตุลาการประจำท้องถิ่นของตนเอง ประชาชนในรัฐสามารถเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐได้โดยตรง ซึ่งจะดำรงตำแหน่งวาระละ 6 ปี และยังสามารถเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปประจำในรัฐสภาของรัฐทุก ๆ 3 ปี[58]

รัฐต่าง ๆ ในเม็กซิโกจะแบ่งเขตการปกครองเป็นเทศบาล (municipio) ซึ่งเป็นหน่วยการปกครองอย่างเป็นทางการที่เล็กที่สุดของประเทศ แต่ละแห่งมีนายกเทศมนตรีที่ได้รับเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากจากประชาชนในท้อง ถิ่นเป็นผู้บริหาร[59] เทศบาลขนาดใหญ่บางแห่งอาจแบ่งพื้นที่ย่อยลงไปอีกเป็นเขตเล็ก ๆ ซึ่งมีทั้งแบบกึ่งปกครองตนเองและแบบที่ไม่ได้ปกครองตนเอง

ตามรัฐธรรมนูญแล้ว กรุงเม็กซิโกซิตีในฐานะเมืองหลวงและที่ตั้งอำนาจฝ่ายบริหารของสหพันธรัฐยังมีสถานะเป็นเฟเดอรัลดิสตริกต์หรือ "เขตของสหพันธ์" (distrito federal) ด้วย ทั้งสองถือเป็นหน่วยการปกครองเดียวกัน มีอาณาเขตเดียวกัน และมีลักษณะเป็นเขตการปกครองรูปแบบพิเศษที่ไม่ได้ขึ้นกับรัฐใดรัฐหนึ่งโดย เฉพาะ แต่เป็นของทุกรัฐในประเทศ ดังนั้นจึงมีอำนาจและกฎสำหรับท้องถิ่นค่อนข้างจำกัดกว่ารัฐต่าง ๆ[60] อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เขตสหพันธ์แห่งนี้ก็ได้รับอำนาจในการปกครองตนเองเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ปัจจุบันประชาชนในเขตสหพันธ์มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งหัวหน้าคณะรัฐบาลประจำ เขตและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจำรัฐสภาของเขตได้โดยตรงเช่นเดียวกับประชาชน ในรัฐต่าง ๆ และถึงแม้เขตสหพันธ์จะไม่มีรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีบทกฎหมายเป็นของตนเอง

เขตการปกครองหลักของเม็กซิโก
รัฐ เมืองหลัก รัฐ เมืองหลัก รัฐ เมืองหลัก รัฐ เมืองหลัก
  อากวัสกาเลียนเตส อากวัสกาเลียนเตส   เฟเดอรัลดิสตริกต์   โมเรโลส เกร์นาบากา   ซีนาโลอา กูเลียกัง
  บาฮากาลิฟอร์เนีย เม็กซิกาลี   ดูรังโก ดูรังโก   นายาริต เตปิก   โซโนรา เอร์โมซีโย
  บาฮากาลิฟอร์เนียซูร์ ลาปาซ   กวานาคัวโต กวานาคัวโต   นวยโวเลออง มอนเตร์เรย์   ตาบัสโก บียาเอร์โมซา
  กัมเปเช กัมเปเช   เกร์เรโร ชิลปันซิงโก   วาฮากา วาฮากา   ตาเมาลีปัส ซิวดัดวิกโตเรีย
  เชียปัส ตุซตลากูตีเอร์เรซ   อีดัลโก ปาชูกา   ปวยบลา ปวยบลา   ตลัซกาลา ตลัซกาลา
  ชีวาวา ชีวาวา   ฮาลิสโก กวาดาลาฮารา   เกเรตาโร เกเรตาโร   เบรากรุซ ฮาลาปา
  โกอาวีลา ซัลตีโย   เมฮีโก โตลูกา   กินตานาโร เชตูมัล   ยูกาตัง เมรีดา
  โกลีมา โกลีมา   มิโชอากัง โมเรเลีย   ซันลุยส์โปโตซี ซันลุยส์โปโตซี   ซากาเตกัส ซากาเตกัส

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแก้ไข

ความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาแก้ไข

ความสัมพันธ์กับประเทศไทยแก้ไข

ความสัมพันธ์เม็กซิโก – ไทย
 
 
เม็กซิโก
 
ไทย
ดูบทความหลักที่: ความสัมพันธ์เม็กซิโก-ไทย

สหรัฐเม็กซิโกกับราชอาณาจักรไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2518 ไทยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเม็กซิโกซิตี และเม็กซิโกมีสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ณ กรุงเทพมหานคร รวมถึงมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดระยอง[61]

ประเทศเม็กซิโกเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยในปี 2560 มีมูลค่าการค้ากับประเทศไทยรวม 3,580.36 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ

ในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิโกเดินทางมาประเทศไทยจำนวน 27,884 คน[62] โดยชาวเม็กซิโกนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวไทยในรูปแบบของการพักผ่อน, การท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ, การท่องเที่ยวสำหรับคู่รัก, การล่องเรือสำราญ, การฝึกโยคะและการปฏิบัติธรรม

กองทัพแก้ไข

ดูบทความหลักที่: กองทัพเม็กซิโก
 
ทหารจากกองทัพเม็กซิโกร่วมเดินสวนสนามในวันชาติ

กองทัพเม็กซิกันมีสองทัพหลักได้แก่: กองทัพรวมเม็กซิกัน (ซึ่งรวมถึงกองทัพอากาศเม็กซิโก) และกองทัพเรือเม็กซิกัน กองกำลังเม็กซิกันรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในประเทศ รวมถึงร่วมพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้านการออกแบบ การวิจัย และการทดสอบอาวุธ ยานพาหนะ เครื่องบิน เรือเดินสมุทร ระบบป้องกันและอิเล็กทรอนิกส์[63]

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เม็กซิโกได้ปรับปรุงเทคนิคการฝึก การสั่งการทางทหาร โดยได้ดำเนินการเพื่อให้พึ่งพาตนเองมากขึ้นในการจัดหากำลังทหารโดยการออกแบบและการผลิตอาวุธของตนเองเช่น ขีปนาวุธ เครื่องบิน ยานพาหนะ อาวุธหนัก ระบบป้องกัน เกราะ และเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 กองทัพมีบทบาทมากขึ้นในสงครามต่อต้านยาเสพติด[64]

เม็กซิโกมีความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ แต่ผลจากสนธิสัญญาตลาเตโลลโกในปี 1968 รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติเท่านั้น ในปี 1970 สถาบันวิจัยนิวเคลียร์แห่งชาติของเม็กซิโกประสบความสำเร็จในการกลั่นยูเรเนียมซึ่งใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ แต่ในเดือนเมษายน 2010 เม็กซิโกตกลงที่จะส่งมอบยูเรเนียมดังกล่าวให้แก่สหรัฐอเมริกา[65] เม็กซิโกเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมลงนามสนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการห้ามอาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบัน

เศรษฐกิจแก้ไข

โครงสร้างพื้นฐานแก้ไข

 
ตลาดหลักทรัพย์ของประเทศเม็กซิโก

ณ เดือนเมษายน 2018 เม็กซิโกมีจีดีพีสูงสุดเป็นอันดับที่ 15 ในโลก[66] (1.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) และใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ตามความเท่าเทียมกันของกำลังซื้อ (2.45 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) การเติบโตเฉลี่ยของจีดีพีต่อปีอยู่ที่ 2.9% ในปี 2016 และ 2% ในปี 2017 ภาคเกษตรกรรมคิดเป็น 4% ของปริมาณในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ในขณะที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ คิดเป็น 33% (ส่วนใหญ่เป็นยานยนต์ น้ำมัน และอิเล็กทรอนิกส์) และภาคบริการ (โดยเฉพาะบริการทางการเงินและการท่องเที่ยว) กว่า 63% จีดีพีของเม็กซิโกต่อหัวอยู่ที่ 18,714.05 ดอลลาร์สหรัฐธนาคารโลกรายงานในปี 2009[67] ว่ารายได้รวมของประเทศในด้านอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดนั้นสูงเป็นอันดับสองในลาตินอเมริกา รองจากบราซิลที่ 1,830.392 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนำไปสู่รายได้ต่อหัวสูงสุดในภูมิภาคที่ 15,311 ดอลลาร์ เม็กซิโกได้รับการยอมรับในฐานะประเทศที่มีรายได้ปานกลาง หลังจากการชะลอตัวในปี 2001 เศรษญกิตประเทศฟื้นตัวและเติบโตขึ้น 4.2, 3.0 และ 4.8 เปอร์เซ็นต์ในปี 2004, และภายในปี 2050 เม็กซิโกอาจกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับห้าหรือเจ็ดของโลก[68]

แม้ว่าองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งจะจัดเม็กซิโกเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง หรือประเทศชนชั้นกลาง[69] สภาแห่งชาติของเม็กซิโกเพื่อการประเมินนโยบายการพัฒนาสังคม (CONEVAL) ซึ่งเป็นองค์กรที่รับผิดชอบในการวัดผลของประเทศ รายงานว่าประชากรของเม็กซิโกส่วนใหญ่ประสบกับความยากจน ตามรายงานของสภาดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2010 (ปีที่ CONEVAL ตีพิมพ์รายงานความยากจนทั่วประเทศฉบับแรก)[70] สัดส่วนของชาวเม็กซิกันที่ประสบความยากจนเพิ่มขึ้นจาก 18%–19% เป็น 46% (52 ล้านคน) เป็นผลมาจากปัญหาสังคมที่เรื้อรังมานาน เช่น การศึกษา การเข้าถึงการดูแลสุขภาพ การเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ บริการที่อยู่อาศัยและสินค้า ประกันสังคม ฯลฯ นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าเปอร์เซ็นต์ของประชากรยากจนของเม็กซิโกนั้นสูงกว่าอัตราที่รายงานโดยแนวความยากจนระหว่างประเทศของธนาคารโลกประมาณ 40 เท่า

เม็กซิโกเป็นประเทศที่ผลิตรถยนต์มากที่สุดในประเทศแถบอเมริกาเหนือ[71] รถยนต์ชื่อดังในกลุ่ม "บิ๊กทรี" (เจนเนอรัล มอเตอร์ส ฟอร์ด และไครสเลอร์) เปิดดำเนินการในเม็กซิโกตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930 ขณะที่โฟล์คสวาเกนและนิสสันสร้างโรงงานขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960การขยายตัวของภาคส่วนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2014 เพียงปีเดียว มีการลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือนกันยายน 2016 เกียมอเตอร์เปิดโรงงานมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ในเมืองนูโว เลออง และอาวดี้ได้เปิดโรงงานประกอบรถยนต์ในเมืองปวยบลาในปีเดียวกัน ปัจจุบันเม็กซิโกยังมีโรงงานของ BMW, Mercedes-Benz และ Nissan ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

พลังงานแก้ไข

การท่องเที่ยวแก้ไข

 
กังกุน หนึ่งในเมืองชายฝั่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในทวีปอเมริกา

เมื่อปี 2017 เม็กซิโกเป็นประเทศที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก และมีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับที่ 15 ของโลก ซึ่งสูงที่สุดในละตินอเมริกาเช่นกัน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมายังเม็กซิโกจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ตามมาด้วยยุโรปและเอเชีย ในรายงานความสามารถในการแข่งขันด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวปี 2017 เม็กซิโกอยู่ในอันดับที่ 22 ของโลก ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3 ในทวีปอเมริกา[72] แนวชายฝั่งของเม็กซิโกมีชายหาดหลายแห่งที่ผู้อาบแดดและผู้มาเยือนคนอื่นๆ มักแวะเวียนมา ตามกฎหมายของประเทศ ความสมบูรณ์ของแนวชายฝั่งอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของรัฐบาลกลาง กล่าวคือ ชายหาดทั้งหมดในประเทศเป็นสาธารณะ บนคาบสมุทร Yucatán หนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชายหาดคือเมืองตากอากาศของ Cancun โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยในช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิ[73]

โครงสร้างพื้นฐานแก้ไข

คมนาคม และ โทรคมนาคมแก้ไข

วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีแก้ไข

การศึกษาแก้ไข

ดูบทความหลักที่: การศึกษาในเม็กซิโก

ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปสามารอ่านและเขียนได้ 92.2% ของประชากรทั้งหมด (ชาย 94% หญิง 90.5%) โดยมีมหาวิทยาลัยของรัฐที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดคือ National Autonomous University of Mexico (NAUM) ซึ่งก่อตั้งในปี 2094 (1551) และ มีนักศึกษาได้ 269,000 คน

สาธารณสุขแก้ไข

ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 เม็กซิโกเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านด้านสุขภาพของประชากร โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ของเม็กซิโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ได้ว่าได้มาตรฐานสากล แต่ชุมชนในชนบทยังขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ขั้นสูง[74] ทำให้ผู้ป่วยในพื้นที่เหล่านั้นต้องเดินทางไปยังเขตเมืองที่ใกล้ที่สุดเพื่อรับการรักษาพยาบาล[75]

สถาบันที่ได้รับทุนจากรัฐ เช่น สถาบันประกันสังคมเม็กซิกัน (IMSS) และสถาบันประกันสังคมและบริการสำหรับคนงานของรัฐ (ISSSTE) มีบทบาทสำคัญในด้านสุขภาพและการประกันสังคม บริการด้านสุขภาพของเอกชนมีความสำคัญมากและคิดเป็น 13% ของหน่วยแพทย์ทั้งหมดในประเทศ การฝึกอบรมด้านการแพทย์ส่วนใหญ่ดำเนินการในมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านอาชีวศึกษาหรือการฝึกงาน มหาวิทยาลัยของรัฐบางแห่งในเม็กซิโก เช่น University of Guadalajara ได้ลงนามในข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อรับและฝึกอบรมนักศึกษาอเมริกันด้านการแพทย์ ค่ารักษาพยาบาลในสถาบันเอกชนและยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ในเม็กซิโกนั้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของพันธมิตรทางเศรษฐกิจในอเมริกาเหนือ

ประชากรศาสตร์แก้ไข

ประชากร: 107,449,525 คน โครงสร้างอายุ: 0-14 ปี -- 30.6% (ชาย 16,770,957/หญิง 16,086,172) 15-64 ปี -- 63.6% (ชาย 33,071,809/หญิง 35,316,281) 65 ปี และสูงกว่า -- 5.8% (ชาย 2,814,707/หญิง 3,389,599) อัตราการเจริญเติบโตของประชากร : 1.16%

เชื้อชาติแก้ไข

ชาวเม็กซิกัน (Mexican)

ชนพื้นเมืองแก้ไข

เมสติโซ (ผิวขาวผสมอินเดียแดงพื้นเมือง) 60%, อเมริกาอินเดียแดง 30%, คอเคเชียน 9% และอื่นๆ 1%

ภาษาแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ภาษาในเม็กซิโก

ภาษาสเปนเป็นภาษาประจำชาติที่พูดโดยประชากรส่วนใหญ่ ทำให้เม็กซิโกเป็นประเทศที่มีประชากรพูดภาษาสเปนมากที่สุดในโลก[76] ภาษาสเปนเม็กซิกันหมายถึงภาษาที่ใช้พูดในประเทศต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคในด้านเสียง โครงสร้าง และคำศัพท์[77] โดยทั่วไปแล้ว ภาษาสเปนเม็กซิกันไม่ได้แยกแยะการออกเสียงในตัวอักษร s และ z เช่นเดียวกับ c เมื่อนำหน้าสระ e และ i ซึ่งต่างจากภาษาสเปนในกลุ่มประเทศคาบสมุทร ตัวอักษร b และ v มีการออกเสียงเหมือนกันเช่นกัน นอกจากนี้ การใช้ vos ซึ่งเป็นสรรพนามเอกพจน์บุรุษที่ 2 ซึ่งพบได้ในหลายพันธุ์ในลาตินอเมริกา ถูกแทนที่ด้วย tú; ในขณะที่ vosotros สรรพนามพหูพจน์บุรุษที่สอง ไม่มีการการใช้งานและถูกแทนที่ด้วย ustedes ในบริบทที่เป็นลายลักษณ์อักษร Spanish Royal Academy เป็นองค์กรหลักที่ทำหน้าที่เป็นแนวทางหลักในการสะกดคำ ยกเว้นคำที่มาจากภาษา Amerindian ที่คงไว้ซึ่งสัทศาสตร์ดั้งเดิม เช่น cenzontle แทน sinzontle และ México ไม่ใช่ Méjico[78]

รัฐบาลกลางรับรองกลุ่มภาษาศาสตร์หกสิบแปดกลุ่มและภาษาพื้นเมือง 364 สายพันธุ์ให้มีการใช้ได้ในประเทศ[79] และคาดว่าประชากรประมาณ 8.3 ล้านคนพูดภาษาเหล่านี้ โดยที่ Nahuatl เป็นภาษาที่พูดกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดโดยมากกว่า 1.7 ล้านคน รองลงมาคือ Yucatec Maya ที่ใช้เป็นประจำทุกวันโดยประชากรเกือบ 850,000 คน Tzeltal และ Tzotzil ซึ่งเป็นภาษามายันสองรูปแบบ มีคนพูดประมาณครึ่งล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐเชียปัสทางตอนใต้ Mixtec และ Zapotec มีเจ้าของภาษาประมาณ 500,000 คน เป็นกลุ่มภาษาที่รู้จักกันดีอีกสองกลุ่ม นับตั้งแต่ก่อตั้งในเดือนมีนาคม 2003 สถาบันภาษาพื้นเมืองแห่งชาติมีหน้าที่ส่งเสริมและปกป้องการใช้ภาษาพื้นเมืองของประเทศ ผ่านกฎหมายทั่วไปว่าด้วยสิทธิทางภาษาของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งรับรองโดยทางนิตินัยว่าเป็น "ภาษาประจำชาติ" ด้วยสถานะเท่ากับภาษาสเปน อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ชนพื้นเมืองมักเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเหมาะสม เช่น การศึกษาและการดูแลสุขภาพ ตลอดจนระบบยุติธรรม เนื่องจากภาษาสเปนเป็นภาษาที่มีบทบาทหลักและได้รับการยอมรับในทางพฤตินัยมากกว่าภาษาท้องถิ่นดังกล่าว

ศาสนาแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ศาสนาในเม็กซิโก

การสำรวจสำมะโนประชากรปี 2020 โดย Instituto Nacional de Estadística y Geografía (สถาบันสถิติและภูมิศาสตร์แห่งชาติ) กำหนดให้นิกายโรมันคาทอลิกเป็นศาสนาหลัก โดยมีประชากร 77.7% (97,864,218) ในขณะที่ 11.2% (14,095,307) อยู่ในนิกายโปรเตสแตนต์/ผู้เผยแพร่ศาสนา —รวมถึงคริสเตียนอื่นๆ (6,778,435), Evangelicals (2,387,133), Pentecostals (1,179,415), พยานพระยะโฮวา (1,530,909), และสมาชิกของคริสตจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย (337,998); ในขณะที่ 8.1% (9,488,671) ของจำนวนประชากรประกาศว่าตนเองไม่มีศาสนา[80]

ชาวคาทอลิกจำนวน 97,864,218 คนของเม็กซิโกถือเป็นชุมชนคาทอลิกที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากบราซิล 47% เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มคนเหล่านี้ไปโบสถ์ทุกสัปดาห์[81] วันฉลองของ Our Lady of Guadalupe ซึ่งเป็นนักบุญอุปถัมภ์ของเม็กซิโก มีการเฉลิมฉลองในวันที่ 12 ธันวาคม และถือเป็นวันหยุดทางศาสนาที่สำคัญที่สุดในประเทศของชาวเม็กซิกัน[82]

เมืองใหญ่แก้ไข

อันดับที่ เมือง รัฐ ประชากร ภาค
(ไม่เป็นทางการ)
1 เม็กซิโกซิตี เฟเดอรัลดิสตริกต์ 19.23 ล้านคน ตะวันออกเฉียงใต้
2 กวาดาลาฮารา ฮาลิสโก 4.10 ล้านคน ตะวันตก
3 มอนเตร์เรย์ นวยโวเลออง 3.66 ล้านคน ตะวันออกเฉียงเหนือ
4 ปวยบลา ปวยบลา 2.11 ล้านคน ตะวันออก
5 โตลูกา เม็กซิโก 1.61 ล้านคน กลางตอนใต้
6 ตีฮัวนา บาฮากาลิฟอร์เนีย 1.48 ล้านคน ตะวันตกเฉียงเหนือ
7 เลออง กวานาวโต 1.43 ล้านคน กลาง
8 ซิวดัดฮัวเรซ ชีวาวา 1.31 ล้านคน ตะวันตกเฉียงเหนือ
9 ตอร์เรออง โกอาวีลา 1.11 ล้านคน ตะวันออกเฉียงเหนือ
10 ซันลุยส์โปโตซี ซันลุยส์โปโตซี 0.96 ล้านคน กลาง
11 เกเรตาโร เกเรตาโร 0.92 ล้านคน กลาง
12 เมรีดา ยูกาตัง 0.90 ล้านคน ตะวันออกเฉียงใต้
13 เม็กซิกาลี บาฮากาลิฟอร์เนีย 0.85 ล้านคน ตะวันตกเฉียงเหนือ
14 อากวัสกาเลียนเตส อากวัสกาเลียนเตส 0.81 ล้านคน กลาง
15 ตัมปีโก ตาเมาลีปัส 0.80 ล้านคน ตะวันออกเฉียงเหนือ
16 กูเอร์นาวากา โมเรโลส 0.79 ล้านคน กลาง
17 อากาปุลโก เกร์เรโร 0.79 ล้านคน ใต้
18 ชีวาวา ชีวาวา 0.78 ล้านคน ตะวันออกเฉียงเหนือ
19 กูเลียกัง ซีนาโลอา 0.76 ล้านคน ตะวันตกเฉียงเหนือ

วัฒนธรรมแก้ไข

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมเม็กซิโก

อาหารแก้ไข

 
ทาโก้ อาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศเม็กซิโก

อาหารเม็กซิกันนั้นมีความหลากหลายและได้รับการยอมรับว่ามีรสชาติดีเป็นอันดับต้นๆของโลก[83][84][85][86] โดยได้รัการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้[87] อาหารเม็กซิกันมีประวัติยาวนานมาตั้งแแต่สมัยอาณาจักรมายาหรือย้อนไปเมื่อ 9,000 ปีที่แล้ว จากการค้นคว้าพบว่า อาหารเม็กซิกันมีกรรมวิธีการปรุงและเทคนิคที่ซับซ้อนไม่แพ้วัฒนธรรมอาหารที่เก่าแก่อย่างจีน อินเดีย หรือ ญี่ปุ่น[88] นอกจากวัตถุดิบที่นำมาใช้จะหลากหลายอันเนื่องจากการผสมผสานของหลายๆ ประเทศที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือเม็กซิโก อาหารเม็กซิกันยังมีสูตรที่หลากหลายตามความแตกต่างใน 6 ภูมิภาคของเม็กซิโก ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และชนชาติพันธุ์ เช่น ทางภาคเหนือของเม็กซิโก ส่วนมากประชากรนิยมรับประทานเนื้อวัว แพะ และ นกกระจอกเทศ ในขณะที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโกซึ่งจรดกับทะเลแคริบเบียน นิยมเมนูจากปลา[89] เมนูผักรสเผ็ดและไก่ เป็นต้น

อาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ ทาโก้ (Taco)[90][91] หรือบางคนเรียกว่าเป็นแฮมเบอร์เกอร์ของทวีปอเมริกาใต้ เป็นการนำแผ่นแป้งทาโก้หรือบางครั้งเรียกว่าแป้งตอติญ่า ซึ่งทำจากข้าวโพดและแป้งสาลี มีสองประเภทคือแป้งนุ่มและแป้งกรอบ มาห่อไส้ด้านในซึ่งประกอบด้วยไก่ เนื้อ และหมู เสริมด้วยมะเขือเทศ ข้าวโพด หอมแดง ผักชี กะหล่ำปลี หรือ อาโวคาโด ทานกับซอสหลากหลายชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดคือซอสเผ็ด

เมนูอื่นๆที่มีชื่อเสียงเช่น Burritos (เบอร์ริโต) คือแป้งตอติญ่า นำมาม้วนเนื้อสัตว์ ข้าวสไตล์เม็กซิกัน ถั่วแดงบด และผักกะหล่ำทานกับซอส และ เคซาติญ่า (Quesadilla) หรือ พิซซ่าของอเมริกาใต้ คือการนำแผ่นแป้งตอติญ่าไปอุ่นให้ร้อนในกระทะ จากนั้นเติมเนื้อสัตว์ที่ชอบ ตามด้วยชีส แล้วปิดทับด้วยตอติญ่าอีกแผ่น อุ่นร้อนจนชีสละลาย เสิร์ฟด้วยการตัดเป็นสามเหลี่ยมเหมือนพิซซ่านิยมทานในทุกภูมิภาคของประเทศเม็กซิโก

ดนตรีแก้ไข

เพลงของเม็กซิโกมีความหลากหลายมาก ได้รับอิทธิพลจากความหลากหลายของวัฒนธรรมที่โดดเด่นที่สุดทั้งจากทวีปอเมริกาและประเทศสเปน ดนตรีเป็นการแสดงออกถึงชาตินิยมของชาวเม็กซิกันเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 รากฐานของดนตรีเม็กซิกันมาจากชนพื้นเมืองและมรดกทางวัฒนธรรม[92] อย่างไรก็ตามดนตรีร่วมสมัยแบบดั้งเดิมของเม็กซิโกส่วนใหญ่เขียนขึ้นในระหว่างและหลังยุคอาณานิคมของสเปนโดยใช้เครื่องดนตรีที่ได้รับอิทธิพลจากโลกเก่าหลายชิ้น[93]

ชาวเม็กซิกันและชาวอินเดียนแดงในอเมริกากลางให้ความสำคัญกับดนตรีบรรเลงมากกว่าการร้องเพลงและดนตรีดั้งเดิมส่วนใหญ่จากภูมิภาคนี้แสดงโดยวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีหลายชนิด ดนตรีการเต้นรำและพิธีกรรมทางศาสนามีความเกี่ยวพันกันในเม็กซิโกและอเมริกากลางและดนตรีประกอบไปด้วยการเต้นรำแบบกลุ่มและการเต้นรำเดี่ยว[94] ดนตรีพื้นเมืองเม็กซิกันและอเมริกากลางอาจแบ่งออกเป็น 4 พื้นที่ทางภูมิศาสตร์หลัก: เม็กซิโกตะวันตกเฉียงเหนือ, เม็กซิโกกลาง, พื้นที่มายาและชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก[95]

วรรณคดีแก้ไข

 
Nezahualcoyotl นักรบและกวีนิพนธ์ผู้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 16

วรรณคดีเม็กซิกันมีต้นกำเนิดมาจากการตั้งถิ่นฐานของชนพื้นเมืองในมีโซอเมริกา กวีนิพนธ์มีประเพณีทางวัฒนธรรมอันยาวนานในเม็กซิโกยุคพรีโคลัมเบียน โดยแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ ฆราวาสและศาสนา กวียุคพรีโคลัมเบียนที่รู้จักกันดีที่สุดคือ Nezahualcoyotl วรรณคดีในช่วงศตวรรษที่ 16 ส่วนใหญ่ประกอบด้วยประวัติศาสตร์การพิชิตสเปน และนักเขียนส่วนใหญ่ในเวลานี้มาจากสเปน หนังสือประวัติการพิชิตเม็กซิโกของ Bernal Díaz del Castillo ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่นักอ่านกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน และยังมีกวีชื่อดังที่เกิดในสเปน Bernardo de Balbuena เป็นผู้ยกย่องคุณธรรมของเม็กซิโกในหนังสือชื่อ Grandeza mexicana (ความยิ่งใหญ่ของชาวเม็กซิกัน) (ปี 1604); Francisco de Terrazas เป็นกวีชาวเม็กซิกันคนแรกที่มีชื่อเสียงในแง่วรรณคดีบาโรกเจริญรุ่งเรืองในศตวรรษที่ 17; และนักเขียนที่โดดเด่นที่สุดในยุคดังกล่าวคือ Juan Ruiz de Alarcón และ Juana Inés de la Cruz Sor Juana[96][97][98][99]

เทศกาลแก้ไข

 
เทศกาลวันแห่งความตาย

ประเทศเม็กซิโกมีเทศกาลที่สำคัญมากมาย แตกต่างกันตามแต่ละภูมิภาคและวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่เทศกาลที่มื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกได้แก่ วันแห่งความตาย (“Days of the Dead”)[100] โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 1-2 พฤศจิกายน ของทุกปี[101] เป็นเทศกาลต่อจากเทศกาลฮาโลวีน ซึ่งฉลองให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว[102] โดยจะมีพิธีเชิญดวงวิญญาณของคนสนิทให้มาเยี่ยมครอบครัว โดยผู้มาร่วมงานจะแต่งตัวเป็นผีคล้ายเทศกาลฮาโลวีน ส่วนบรรดาร้านค้าและบ้านเรือนก็มีการประดับตกแต่งด้วยตุ๊กตาโครงกระดูกและหัวกะโหลก หรือแม้แต่อาหารที่ขายช่วงนี้ยังถูกออกแบบให้เป็นหัวกะโหลกเช่นเดียวกัน บางครั้งมีการเรียกวันหยุดนี้ว่า Día de los Muertos[103]

กีฬาแก้ไข

 
ฟุตบอลทีมชาติเม็กซิโกในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2018

กีฬายอดนิยมของเม็กซิโกคือฟุตบอล เป็นที่เชื่อกันว่าฟุตบอลถูกนำเผยแพร่ใช้ในเม็กซิโกโดยคนงานเหมืองคอร์นิชเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ใน ค.ศ. 1902 ลีกการแข่งขันได้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการโดยการร่วมก่อตั้งจาก 5 สโมสร โดยได้รับอิทธิพลจากสเปนและอังกฤษอย่างเข้มแข็ง สโมสรชั้นนำของเม็กซิโก ได้แก่ กลุบอาเมริกา[104], กวาดาลาฮารา และโตลูกา โดยอันโตนิโอ การ์บาฆาลเป็นผู้เล่นเม็กซิกันคนแรกที่ลงเล่นฟุตบอลโลกครบ 5 สมัย และฮูโก ซานเชซได้รับเลือกเป็นผู้เล่นภูมิภาคคอนคาเคฟที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 และ ราฟาเอล มาร์เกซ เป็นชาวเม็กซิกันเพียงคนเดียวที่คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้

ฟุตบอลทีมชาติเม็กซิโกเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้วกว่า 16 สมัย มากที่สุดชาติหนึ่งในโลก[105] มีผลงานที่ดีที่สุดคือการเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายสองครั้ง ในปี 1970 และ 1986 ซึ่งทั้งสองครั้งนั้นพวกเขาเป็นเจ้าภาพ ประเทศเม็กซิโกเคยเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกมาแล้วสองสมัย และในฟุตบอลโลก 2026 พวกเขาจะได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับอีกสองชาติคือประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา โดยเม็กซิโกจะถือเป็นชาติแรกในโลกที่ได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 3 สมัย

กีฬาที่ได้รับความนิยมรองลงมาได้แก่ เบสบอส ลีกเบสบอลอาชีพของเม็กซิโกมีชื่อว่า Liga Mexicana de Beisbol แม้ว่าโดยปกติแล้วจะไม่แข็งแกร่งเท่าสหรัฐอเมริกา ประเทศในแถบแคริบเบียน และญี่ปุ่น แต่เม็กซิโกยังประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์เบสบอลระดับนานาชาติมาหลายครั้ง[106][107] โดยได้รับรางวัลแคริบเบียนซีรีส์ 9 สมัย เม็กซิโกมีผู้เล่นหลายคนที่ลงเล่นกับทีมในเมเจอร์ลีกของสหรัฐอเมริกา

เม็กซิโกยังเป็นมหาอำนาจสากลในกีฬามวยสากลอาชีพ โดยได้เหรียญจากกีฬาโอลิมปิกในการชกมวยจำนวน 13 เหรียญ[108]

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. Comision Nacional para el Desarrollo de los Pueblos Indigenas. CDI. México (สเปน)
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 "Mexico". International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ 19 October 2019.
  3. Inequality - Income inequality - OECD Data. OECD. สืบค้นเมื่อ 12 August 2021.
  4. "Human Development Report 2020" (PDF) (ภาษาอังกฤษ). United Nations Development Programme. 15 December 2020. สืบค้นเมื่อ 15 December 2020.
  5. Merriam-Webster's Geographical Dictionary, 3rd ed. Springfield, MA: Merriam-Webster, Inc.; p. 733. (อังกฤษ)
  6. "Mexico". The Columbia Encyclopedia, 6th ed. 2001–6. New York: Columbia University Press. (อังกฤษ)
  7. "Mexico — Geography". CIA The World Factbook. CIA. สืบค้นเมื่อ 2007-10-03. (อังกฤษ)
  8. "Censo Población y Vivienda 2020". www.inegi.org.mx.
  9. MapScaping. "Mapped: The 6 cradles of civilization". MapScaping (ภาษาอังกฤษ).
  10. ARBAGI, MICHAEL (2011). "THE CATHOLIC CHURCH AND THE PRESERVATION OF MESOAMERICAN ARCHIVES: AN ASSESSMENT". Archival Issues. 33 (2): 112–120. ISSN 1067-4993.
  11. Werner, Michael (2015-05-11). Concise Encyclopedia of Mexico (ภาษาอังกฤษ). Routledge. ISBN 978-1-135-97370-4.
  12. Editors, History com. "History of Mexico". HISTORY (ภาษาอังกฤษ).CS1 maint: extra text: authors list (link)
  13. Stargardter, Anahi Rama, Gabriel (2012-06-28). "Chronology: Checkered history of the PRI's rule in Mexico". Reuters (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2021-08-16.
  14. "Mexico's history of one-party rule". Washington Post (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0190-8286. สืบค้นเมื่อ 2021-08-16.
  15. Whitehead, Laurence (2007). "An elusive transition: The slow motion demise of authoritarian dominant party rule in Mexico". Democratization. 2 (3): 246–269.
  16. Padgett, L. Vincent (1957). "Mexico's One-Party System: A Re-Evaluation". The American Political Science Review. 51 (4): 995–1008
  17. "Mexico". U.S. Department of State.
  18. "Wayback Machine". web.archive.org. 2017-05-25.
  19. Nolte, Detlef (2010). "How to compare regional powers: analytical concepts and research topics". Review of International Studies (ภาษาอังกฤษ). 36 (4): 881–901. doi:10.1017/S026021051000135X. ISSN 1469-9044.
  20. https://www.mofa.go.jp/policy/other/bluebook/2006/05.pdf
  21. "Oxford Analytica Store - Free items". web.archive.org. 2007-04-24.
  22. Bożyk, Paweł (2006). Globalization and the Transformation of Foreign Economic Policy (ภาษาอังกฤษ). Ashgate Publishing, Ltd. ISBN 978-0-7546-4638-9.
  23. Waugh, David (2000). Geography: An Integrated Approach (ภาษาอังกฤษ). Nelson Thornes. ISBN 978-0-17-444706-1.
  24. Mankiw, N. Gregory (2006-02-15). Principles of Economics (ภาษาอังกฤษ). Cengage Learning. ISBN 978-0-324-22472-6.
  25. "Mexico's Long War: Drugs, Crime, and the Cartels". Council on Foreign Relations (ภาษาอังกฤษ).
  26. Centre, UNESCO World Heritage. "Mexico's World Heritage Sites Photographic Exhibition at UN Headquarters". UNESCO World Heritage Centre (ภาษาอังกฤษ).
  27. Centre, UNESCO World Heritage. "UNESCO World Heritage Centre - World Heritage List". UNESCO World Heritage Centre (ภาษาอังกฤษ).
  28. "México ocupa el sexto lugar en turismo a nivel mundial". Expansión (ภาษาสเปน). 2018-08-28.
  29. Manuel Aguilar-Moreno. 2006. Libro de bolsillo para los hechos aztecas de la visa, Inc: New York, USA., p. 19. (สเปน)
  30. 30.0 30.1 (สเปน)
  31. "Diccionario Panhispánico de Dudas: la letra "x"". Real Academia Española. (สเปน)
  32. "Diccionario Panhispánico de Dudas: México". Real Academia Española. (สเปน)
  33. "Mexico". Online Dictionary. Merriam-Webster. (อังกฤษ)
  34. Mexico The American Heritage Reference Collection, et al. (อังกฤษ)
  35. Mexico Archived 2007-06-20 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน The Columbia Encyclopedia (อังกฤษ)
  36. Nord-Amèrica, in Gran Enciclopèdia Catalana (กาตาลา)
  37. "Geopolitics Oil and Natural Gas", by Alan Larson, US Undersecretary for Economic, Business, and Agricultural Affairs Archived 2008-11-13 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (อังกฤษ)
  38. "Transportation and Security in North America", NACTS North American Center for Transborder Studies, University of Arizona (อังกฤษ)
  39. 39.0 39.1 39.2 39.3 39.4 39.5 "Mexico — Geography". CIA The World Factbook. CIA. สืบค้นเมื่อ 2009-07-07. (อังกฤษ) อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "worldfactbook-geography" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน
  40. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมชื่อภูมิศาสตร์สากล เล่ม 2 (อักษร M-Z) ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2550.
  41. México, estructuras, política, económica y social (สเปน)
  42. Smithsonian Institution. "Popocatépetl". in Global Volcanism Program. Retrieved on 2009-07-07. (อังกฤษ)
  43. Smithsonian Institution. "Iztaccíhuatl". in Global Volcanism Program. Retrieved on 2009-07-07. (อังกฤษ)
  44. Smithsonian Institution. "Nevado de Toluca". in Global Volcanism Program. Retrieved on 2009-07-07. (อังกฤษ)
  45. "Mexico Topography" (อังกฤษ)
  46. "Country Comparison — Waterways". CIA The World Factbook. CIA. สืบค้นเมื่อ 2009-07-07. (อังกฤษ)
  47. Catholic Encylopedia "Miguel Hidalgo Biography" Check |url= value (help). Catholic Encyclopedia. สืบค้นเมื่อ 2007-09-30.
  48. "The Mexican Miracle: 1940-1968". World History from 1500. Emayzine. สืบค้นเมื่อ 2007-09-30.
  49. Krauze, Enrique (January-February 2006). Furthering Democracy in Mexico. Foreign Affairs. Retrieved on 2007-10-07.
  50. Elena Poniatowska (1975). Massacre in Mexico (Original "La noche de Tlatelolco"). Viking, New York. ISBN 0-8262-0817-7.
  51. Schedler, Andreas (2006). Electoral Authoritarianism: The Dynamics of Unfree Competition. L. Rienner Publishers. ISBN 1-5882-6440-8.
  52. Crandall, R. (2004). "Mexico's Domestic Economy: Policy Options and Choices". Mexico's Democracy at Work. Lynne Reinner Publishers. p. 160. ISBN 0-8018-5655-8. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)
  53. "Efemérides (Important dates)". National Action Party. สืบค้นเมื่อ 2007-10-03. (สเปน)
  54. Photius Geographic.org, "Mexico The 1988 Elections", (Sources: The Library of the Congress Country Studies, CIA World Factbook)
  55. Cruz Vasconcelos, Gerardo. "Desempeño Histórico 1914–2004" (PDF). สืบค้นเมื่อ 2007-02-17. (สเปน)
  56. Reséndiz, Francisco (2006), "Rinde AMLO protesta como "presidente legítimo"",El Universal (สเปน)
  57. https://kpi.ac.th/media/pdf/M10_175.pdf
  58. "Article 116". Political Constitution of the United Mexican States. Congress of the Union of the United Mexican States. สืบค้นเมื่อ 2007-10-07. (สเปน)
  59. "Article 115". Political Constitution of the United Mexican States. Congress of the Union of the United Mexican States. สืบค้นเมื่อ 2007-10-07. (สเปน)
  60. "Article 112". Political Constitution of the United Mexican States. Congress of the Union of the United Mexican States. สืบค้นเมื่อ 2007-10-07. (สเปน)
  61. "Embassy of the United Mexican States" (PDF). MFA. พฤษภาคม 2563. Check date values in: |date= (help)
  62. "ข้อมูลประเทศเม็กซิโก". กองลาตินอเมริกา. สิงหาคม 2562. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2020-09-24. สืบค้นเมื่อ 2021-08-17. Check date values in: |date= (help)
  63. "Capacitarán a militares en combates con rifles láser | Ediciones Impresas Milenio". web.archive.org. 2010-05-14.
  64. "Secretaria de Marina - Armada de México". www.semar.gob.mx.
  65. "Mexico to slash weapons-grade uranium". UPI (ภาษาอังกฤษ).
  66. "The Top 25 Economies in the World". Investopedia (ภาษาอังกฤษ).
  67. "Wayback Machine" (PDF). web.archive.org. 2010-11-05.
  68. "Mexico 2050: The World´s Fifth Largest Economy | TheCatalist". web.archive.org. 2010-08-19.
  69. Post, Mexico Daily (2019-04-11). "How much should you earn in Mexico to belong to the middle or upper class?". The Mazatlan Post (ภาษาอังกฤษ).
  70. "Wayback Machine" (PDF). web.archive.org. 2013-10-21.
  71. "Mexico tops U.S., Canadian car makers". UPI (ภาษาอังกฤษ).
  72. http://www3.weforum.org/docs/WEF_TTCR_2017_web_0401.pdf
  73. "Wayback Machine". web.archive.org. 2008-06-10.
  74. "Mexico - Health Care and Social Security". countrystudies.us.
  75. "Health Care in Mexico". Expat Forum For People Moving Overseas And Living Abroad (ภาษาอังกฤษ).
  76. "Spanish Language History and main Spanish-speaking countries". web.archive.org. 2005-04-17.
  77. "MÉXICO NACIÓN MULTICULTURAL Programa Universitario". web.archive.org. 2013-08-23.
  78. https://web.archive.org/web/20130823015618/http://www.nacionmulticultural.unam.mx/Portal/Izquierdo/BANCO/Mxmulticultural/Elmestizajeylasculturas-elmestizaje.html
  79. "Diferentes lenguas indígenas". cuentame.inegi.org.mx.
  80. "Catolicismo pierde creyentes | Censo INEGI 2021". www.milenio.com (ภาษาสเปน).
  81. "Study identifies worldwide rates of religiosity, church attendance". web.archive.org. 2006-09-01.
  82. Online, Catholic. "Our Lady of Guadalupe - Saints & Angels". Catholic Online (ภาษาอังกฤษ).
  83. "Mexican recipes". www.taste.com.au. 2008-11-19.
  84. Perez, Griselda Muñoz (2021-06-02). "Top 30 Most Popular Mexican Foods- Best Mexican Dishes". Chef's Pencil (ภาษาอังกฤษ).
  85. "Top 10 foods to try in Mexico". BBC Good Food (ภาษาอังกฤษ).
  86. "The Taste Of Mexican Food". www.streetdirectory.com.
  87. "El Universal - - Cocina, fiesta y cantos mexicanos reconocidos por UNESCO". archivo.eluniversal.com.mx.
  88. "ทำความรู้จักอาหารเม็กซิกัน สุดยอดความอร่อยที่ได้ลองต้องหลงรัก สายหม่ำ... เช็คอินด่วน". www.newsplus.co.th (ภาษาอังกฤษ).
  89. "6 Most Popular Mexican Fish Dishes". www.tasteatlas.com.
  90. "Mexican Street Tacos: A Brief and Delicious History". Macayo’s Mexican Food (ภาษาอังกฤษ). 2015-10-06.
  91. "The History of Tacos – Casa Blanca Mexican Restaurant, Massachusetts" (ภาษาอังกฤษ).
  92. "Mexican Music | Traditional, History, Rap". www.facts-about-mexico.com.
  93. Ilich, Tijana. "Traditional Musical Styles That Make Mexican Music Unique". LiveAbout (ภาษาอังกฤษ).
  94. "ดนตรีพื้นเมืองของอเมริกา - เม็กซิโกและอเมริกากลาง". ดนตรีพื้นเมืองของอเมริกา - เม็กซิโกและอเมริกากลาง. 2020-08-20.
  95. "ดนตรีพื้นเมืองของอเมริกา - เม็กซิโกและอเมริกากลาง". ดนตรีพื้นเมืองของอเมริกา - เม็กซิโกและอเมริกากลาง. 2020-08-20.
  96. "Aztec Poetry (1): Intro". www.mexicolore.co.uk.
  97. Coerver, Don M.; Pasztor, Suzanne B.; Buffington, Robert (2004). Mexico: An Encyclopedia of Contemporary Culture and History (ภาษาอังกฤษ). ABC-CLIO. ISBN 978-1-57607-132-8.
  98. "Latin American literature". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  99. "7 Notable Mexican Authors Who Changed History". 7 Notable Mexican Authors Who Changed History | Grammarly (ภาษาอังกฤษ). 2017-09-16.
  100. "«Día de Todos los Santos», con mayúscula | Fundéu". www.fundeu.es (ภาษาสเปน). 2010-10-29.
  101. "El Día de Muertos mexicano nació como arma política o tradición prehispánica - Arte y Cultura - IntraMed". www.intramed.net.
  102. "DIA DE LOS MUERTOS | El Museo del Barrio". web.archive.org. 2015-10-27.
  103. Bolivia, Opinión. "Dos historiadoras encuentran diverso origen del Día de Muertos en México". Opinión Bolivia (ภาษาสเปน).
  104. "Mexico - List of Champions". www.rsssf.com.
  105. "Mexico's World Cup Soccer History". El Jalisco (ภาษาอังกฤษ).
  106. "México es Campeón en el Mundial Sub-23 de beisbol". www.mediotiempo.com (ภาษาสเปน).
  107. "México, una historia de éxito en la Serie Mundial de Ligas Menores". www.mediotiempo.com (ภาษาสเปน).
  108. "Los mejores deportistas mexicanos de la historia". MARCA Claro México (ภาษาสเปน). 2018-10-12.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

  ประเทศเม็กซิโก ข้อมูลการท่องเที่ยวจาก วิกิท่องเที่ยว

รัฐบาล
ข้อมูลทั่วไป
การศึกษา
ด้านการท่องเที่ยว