ประเทศสวีเดน

ราชอาณาจักรในยุโรปเหนือ
(เปลี่ยนทางจาก Sweden)

สวีเดน (อังกฤษ: Sweden; สวีเดน: Sverige [ˈsværjɛ] สฺแวรฺแย) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรสวีเดน (อังกฤษ: Kingdom of Sweden; สวีเดน: Konungariket Sverige) เป็นประเทศกลุ่มนอร์ดิกตั้งอยู่บนคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ในยุโรปเหนือ เขตแดนทางตะวันตกจรดประเทศนอร์เวย์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือจรดประเทศฟินแลนด์ และช่องแคบ สแกเกอร์แรก (Skagerrak) ทางตะวันตกเฉียงใต้จรดช่องแคบแคทีแกต (Kattegat) และทางตะวันออกจรดทะเลบอลติก และอ่าวบอทเนีย มีกรุงสต็อกโฮล์มเป็นเมืองหลวง ประเทศสวีเดนมีประชากรที่เบาบาง เว้นแต่ในเขตเมืองใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศประกอบด้วยป่าไม้ และภูเขาสูง สวีเดนมีประชากรทั้งหมด 10.4 ล้านคน และความหนาแน่นของประชากร 25 คนต่อตารางกิโลเมตร โดยกว่า 87% ของชาวสวีเดนอาศัยอยู่ในเขตเมืองซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 1.5% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศ

ราชอาณาจักรสวีเดน

Konungariket Sverige (สวีเดน)
คำขวัญ(คำขวัญประจำรัชกาล) "För Sverige – i tiden"[a]
"เพื่อสวีเดน – ตามกาลเวลา"[1]
เพลงชาติดูกามลา ดูเฟรีย
" เก่าแก่ เป็นไท "

EU-Sweden (orthographic projection).svg
EU-Sweden.svg
ที่ตั้งของ สวีเดน  (สีเขียวเข้ม)

– ในทวีปยุโรป  (สีเขียว & สีเทาเข้ม)
– ในสหภาพยุโรป  (สีเขียว)

เมืองหลวง
และ ใหญ่สุด
สต็อกโฮล์ม
59°21′N 18°4′E / 59.350°N 18.067°E / 59.350; 18.067
ภาษาราชการไม่ได้กำหนด
ภาษาสวีเดน (โดยพฤตินัย)
การปกครองรัฐเดี่ยว ระบบรัฐสภา ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ
เจ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน
สเตฟัน เลอเวน
สภานิติบัญญัติสภาริกซ์ดอก
การรวมชาติ
• 
ไม่มีวันที่สถาปนา
พื้นที่
• รวม
449,964 ตารางกิโลเมตร (173,732 ตารางไมล์) (55)
8.67%
ประชากร
• กุมภาพันธ์ 2564 ประมาณ
เพิ่มขึ้นเป็นกลาง 10,385,347[2] (89)
25 ต่อตารางกิโลเมตร (64.7 ต่อตารางไมล์) (198)
จีดีพี (อำนาจซื้อ)2563 (ประมาณ)
• รวม
เพิ่มขึ้น $563.882 พันล้าน[3] (39)
เพิ่มขึ้น $52,477[3] (16)
จีดีพี (ราคาตลาด)2563 (ประมาณ)
• รวม
ลดลง $528.929 พันล้าน[3] (23)
ลดลง $50,339[3] (12)
จีนี (2562)Negative increase 27.6[4]
ต่ำ
HDI (2562)เพิ่มขึ้น 0.945[5]
สูงมาก · 7
สกุลเงินโครนาสวีเดน (Swedish krona, SEK)
เขตเวลาUTC+1 (CET)
• ฤดูร้อน (DST)
UTC+2 ระบบจราจร ขวามือ (CEST)
รหัสโทรศัพท์46
โดเมนบนสุด.se
1 För Sverige i tiden (ภาษาสวีเดน: เพื่อสวีเดน ตามกาลเวลา) เป็นคำขวัญประจำพระองค์ของคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ
2 ไม่ปรากฏกฎหมายประกาศอย่างเป็นทางการ

หลังจากสิ้นสุดยุคไวกิง สวีเดนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพคาลมาร์ ร่วมกับเดนมาร์กและนอร์เวย์ (ในช่วงเวลานี้ ฟินแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสวีเดน) สวีเดนได้ออกจากสหภาพในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 และได้รบสู้กับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะรัสเซีย และเดนมาร์กกับนอร์เวย์ที่ยังเป็นสหภาพอยู่ ซึ่งไม่ยอมรับการที่สวีเดนออกจากสหภาพ ในคริสศตวรรษที่ 17 สวีเดนได้ขยายเขตด้วยสงครามและกลายเป็นมหาอำนาจด้วยขนาด 2 เท่าของปัจจุบันถึง ค.ศ. 1914 สวีเดนได้สูญเสียพื้นที่ราชอาณาจักรรวมถึงฟินแลนด์ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสวีเดน ตั้งแต่ ค.ศ. 1914 นั้น สวีเดนอยู่ในภาวะสันติ โดยที่มีนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในช่วงสันติและเป็นกลางระหว่างสงคราม[6]

สวีเดนเป็นผู้ส่งออกเหล็ก ทองแดง และไม้ชั้นนำของยุโรปตั้งแต่สมัยยุคกลาง อย่างไรก็ดี การขนส่งและการคมนาคมที่ดีขึ้น ทำให้สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากส่วนต่าง ๆ ของประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะไม้ และแร่เหล็ก การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการจัดการศึกษาทั่วไป ช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมขึ้นอย่างรวดเร็ว และในทศวรรษ 1890 ประเทศได้เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เกิดระบบสวัสดิการของรัฐบาลขึ้น ปัจจุบัน สวีเดนมีความโน้มเอียงในทางเสรีนิยม และความต้องการความเท่าเทียมกันในสังคม

สวีเดนมีรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยอำนาจนิติบัญญัติตกเป็นของสมาชิกรัฐสภาสวีเดน (ริกส์ดอก) ซึ่งมีสมาชิก 349 คน สวีเดนเป็นรัฐรวมซึ่งปัจจุบันแบ่งออกเป็น 21 มณฑลและเทศบาล 290 แห่ง สวีเดนถือเป็นประเทศพัฒนาแล้ว[7] และรักษาระบบสวัสดิการสังคมแบบนอร์ดิกที่ให้การดูแลสุขภาพถ้วนหน้าและการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับพลเมืองของตน[8][9] มีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับที่ 11 ของโลก และอยู่ในอันดับที่สูงมากในด้านคุณภาพชีวิต[10] สุขภาพ การศึกษา การคุ้มครองเสรีภาพของพลเมือง ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมกันของรายได้[11] ความเสมอภาคทางเพศ ความเจริญรุ่งเรือง และ การพัฒนามนุษย์[12] สวีเดนเข้าร่วมสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1995 แต่ได้ปฏิเสธการเป็นสมาชิกของเนโท เช่นเดียวกับการเป็นสมาชิกยูโรโซนภายหลังการลงประชามติ นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ สภานอร์ดิก สภายุโรป องค์การการค้าโลก และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา

ภูมิศาสตร์ และ สภาพอากาศแก้ไข

 
แผนที่ประเทศสวีเดน

สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่เหนือสุดของโลก มีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย สวีเดนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ในทวีปยุโรป มีพื้นที่ 450,000 ตารางกิโลเมตร (ความกว้าง 500 กิโลเมตร และความยาว 1,600 กิโลเมตร) สวีเดนมีชายฝั่งที่ค่อนข้างยาว จรดทะเลบอลติกและอ่าวบอทเนีย ทางตะวันตกมีเทือกเขาสแกนดิเนเวีย ทอดตามแนวพรมแดนกับประเทศนอร์เวย์[13]

สวีเดนแบ่งออกเป็นสามภาคหลักๆ ได้แก่ โยตตาลันด์ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เป็นที่ราบและมีป่าไม้ สเวียลันด์ เป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์ และมีทะเลสาบจำนวนมาก และ นอร์ลันด์ เป็นภูมิภาคตอนเหนือของสวีเดน มีภูเขา ป่าไม้ และแร่ธาตุมาก ประมาณร้อยละสิบห้าของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศตั้งอยู่เหนือขึ้นไปจากอาร์กติกเซอร์เคิล[14]

ถึงแม้ว่าสวีเดนจะตั้งอยู่ทางตอนเหนือมาก แต่กลับมีภูมิอากาศแบบอบอุ่น เนื่องจากอิทธิพลของกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ทางตอนเหนือของอาร์กติกเซอร์เคิล พระอาทิตย์ไม่ตกดินเลยในบางช่วงของฤดูร้อน และแทบไม่สามารถเห็นได้ในฤดูหนาว สวีเดนจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน

สภาพภูมิอากาศของสวีเดนแตกต่างกันไปตามสถานที่ตั้ง แต่ส่วนใหญ่จะมีอากาศอบอุ่นทางตอนใต้และตอนเหนือใต้ขั้วโลกเหนือ ทางตอนใต้ฤดูร้อนอากาศเย็นสบายและมีเมฆเป็นบางส่วนในขณะที่ฤดูหนาวอากาศหนาวและมักมีเมฆมาก เนื่องจากทางตอนเหนือของสวีเดนอยู่ภายในอาร์กติกเซอร์เคิล จึงมีฤดูหนาวที่ยาวนานและหนาวเย็นมาก นอกจากนี้เนื่องจากละติจูดทางเหนือของสวีเดนส่วนใหญ่จึงมืดเป็นเวลานานในช่วงฤดูหนาวและมีแสงสว่างในฤดูร้อนนานกว่าหลายชั่วโมงในประเทศทางใต้ กรุงสตอกโฮล์มเมืองหลวงของสวีเดนมีอากาศค่อนข้างเย็นเนื่องจากอยู่บนชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ อุณหภูมิสูงโดยเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมในสตอกโฮล์มคือ 71.4 องศา (22˚C) และอุณหภูมิต่ำสุดโดยเฉลี่ยในเดือนมกราคมคือ 23 องศา (-5˚C)[15]

ประวัติศาสตร์แก้ไข

ดูบทความหลักที่: ประวัติศาสตร์สวีเดน

สวีเดนมีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่เริ่มจากค่ายล่าสัตว์ก่อนประวัติศาสตร์ทางตอนใต้สุดของประเทศ ในศตวรรษที่ 7 และ 8 สวีเดนเป็นที่รู้จักในด้านการค้า แต่ในศตวรรษที่ 9 ชาวไวกิงได้บุกเข้าไปในภูมิภาคนี้และส่วนใหญ่ในยุโรป ในปี 1397 Queen Margaret แห่งเดนมาร์กได้สร้างสหภาพ Kalmar ซึ่งรวมถึงสวีเดนฟินแลนด์ นอร์เวย์ และเดนมาร์ก[16]

เมื่อถึงศตวรรษที่ 15 ความตึงเครียดทางวัฒนธรรมทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสวีเดนและเดนมาร์กและในปี 1523 สหภาพคาลมาร์ก็สลายตัวทำให้สวีเดนเป็นอิสระ[17]

ในศตวรรษที่ 17 สวีเดนและฟินแลนด์ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสวีเดน) ได้ต่อสู้และชนะสงครามหลายครั้งกับเดนมาร์กรัสเซียและโปแลนด์ซึ่งทำให้ทั้งสองประเทศกลายเป็นที่รู้จักในฐานะมหาอำนาจในยุโรป ด้วยเหตุนี้ในปี 1658 สวีเดนจึงควบคุมพื้นที่หลายแห่งซึ่งบางแห่งรวมถึงหลายจังหวัดในเดนมาร์กและเมืองชายฝั่งที่มีอิทธิพล ในปี 1700 รัสเซียแซกโซนี - โปแลนด์และเดนมาร์ก - นอร์เวย์โจมตีสวีเดนซึ่งสิ้นสุดเวลาในฐานะประเทศที่มีอำนาจ ในช่วงสงครามนโปเลียนสวีเดนถูกบังคับให้ยกฟินแลนด์ให้รัสเซียในปี 1809 อย่างไรก็ตามในปี 1813 สวีเดนได้ต่อสู้กับนโปเลียนและหลังจากนั้นไม่นานสภาคองเกรสแห่งเวียนนาได้สร้างการรวมกันระหว่างสวีเดนและนอร์เวย์ในระบอบกษัตริย์แบบคู่ (ภายหลังสหภาพนี้ได้ถูกยุบอย่างสงบใน พ.ศ. 2448)[18]

ตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปี 1800 สวีเดนเริ่มเปลี่ยนเศรษฐกิจไปสู่เกษตรกรรมส่วนตัวและส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับความเดือดร้อน ระหว่าง พ.ศ. 2393 ถึง 2433 ชาวสวีเดนประมาณล้านคนย้ายไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สวีเดนยังคงเป็นกลางและได้รับประโยชน์จากการผลิตผลิตภัณฑ์เช่นเหล็กลูกปืนและไม้ขีดไฟ หลังสงครามเศรษฐกิจดีขึ้นและประเทศก็เริ่มพัฒนานโยบายสวัสดิการสังคมอย่างที่มีอยู่ในปัจจุบัน สวีเดนเข้าร่วมสหภาพยุโรปในปี 2538[19]

การเมืองการปกครองแก้ไข

สวีเดนมีการปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน มีรัฐสภา

ประมุขแห่งรัฐแก้ไข

 
สมเด็จพระราธิบดีคาร์ลที่16 กุสตาฟ พระประมุขของราชอาณาจักรสวีเดน
 
เจ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน ว่าที่สมเด็จพระราชินีนาถแห่งสวีเดน

พระมหากษัตริย์สวีเดนเป็นประมุขแห่งรัฐ ซึ่งองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นตัวแทนสูงสุดของประเทศ แต่ไม่มีอำนาจทางการเมืองใด ๆ รวมถึงไม่จำเป็นต้องลงพระปรมาภิไธยในการตัดสินใจของรัฐสภาด้วย[20]

จากการแก้ไขกฎการสืบราชสมบัติในปี พ.ศ. 2522 ให้สิทธิเท่าเทียมกันกับรัชทายาททั้งชายและหญิง ทำให้ตำแหน่งรัชทายาทสูงสุดในปัจจุบันเป็นของเจ้าฟ้าหญิงวิกตอเรีย ซึ่งเสด็จพระราชสมภพในปี พ.ศ. 2520

รัฐธรรมนูญแก้ไข

ดูบทความหลักที่: รัฐธรรมนูญสวีเดน

รัฐธรรมนูญของสวีเดนประกอบด้วยกฎหมายมูลฐานสี่ฉบับ ได้แก่

  • Regeringsformen (การจัดตั้งรัฐบาล พ.ศ. 2517)
  • Successionsordningen (กฎมณเฑียรบาล พ.ศ. 2353)
  • Tryckfrihetsförordningen (พระราชบัญญัติเสรีภาพสื่อ พ.ศ. 2309)
  • Yttrandefrihetsgrundlagen (กฎหมายมูลฐานว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก พ.ศ. 2534)

การแก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ จะต้องได้รับความเห็นชอบตรงกันจากรัฐสภาสองครั้ง โดยมีการเลือกตั้งทั่วไปคั่นกลาง นอกจากนี้ยังมีพระราชบัญญัติรัฐสภา พ.ศ. 2517 (Riksdagsordningen) ซึ่งมีสถานะพิเศษ สูงกว่ากฎหมายทั่วไป แต่อยู่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ[21]

นิติบัญญัติแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ริกซ์ดอก

รัฐสภาของสวีเดน เรียกในภาษาสวีเดนว่าริกซ์ดอก (Riksdag) มีอำนาจนิติบัญญัติ ใช้ระบบสภาเดี่ยวประกอบด้วยสมาชิก 349 คน มาจากการเลือกตั้งทุกๆ 4 ปี การเลือกตั้งนั้นใช้ระบบสัดส่วน โดยพรรคการเมืองจะต้องได้รับเสียงจากทั่วประเทศอย่างน้อยร้อยละ 4 หรืออย่างน้อยร้อยละ 12 ในเขตเลือกตั้ง จึงจะได้รับที่นั่งในรัฐสภา การเลือกตั้งจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีอายุอย่างน้อย 18 ปีในวันเลือกตั้ง[22]

ก่อนหน้านี้ สวีเดนเคยใช้ระบบสองสภามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2403 และได้ยกเลิกไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปีพ.ศ. 2511-2512[23]

บริหารแก้ไข

หลังจากการเลือกตั้ง พรรคหรือกลุ่มที่ได้มีจำนวนเสียงสูงสุดจะจัดตั้งรัฐบาล โดยรัฐสภาจะเลือกนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล และนายกรัฐมนตรีเลือกรัฐมนตรีเข้าร่วมรัฐบาล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้แก่ สเตฟัน เลอเวน (Stefan Löfven) หัวหน้าพรรคพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

พรรคการเมืองแก้ไข

ปัจจุบัน สวีเดนมีพรรคการเมืองที่มีที่นั่งในสภาอยู่ 7 พรรค[23] ได้แก่

ชื่อ ชื่อภาษาสวีเดน ปีที่ก่อตั้ง จำนวนสมาชิกในรัฐสภา
พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย Arbetarepartiet Socialdemokraterna พ.ศ. 2432
130
พรรคโมเดอเรต Moderata samlingspartiet พ.ศ. 2447
97
พรรคกลาง Centerpartiet พ.ศ. 2456
29
พรรคเสรีนิยม Folkpartiet liberalerna พ.ศ. 2445
28
พรรคคริสเตียนเดโมแครต Kristdemokraterna พ.ศ. 2507
24
พรรคซ้าย Vänsterpartiet พ.ศ. 2460
22
พรรคกรีน Miljöpartiet de Gröna พ.ศ. 2524
19

สิทธิมนุษยชนแก้ไข

การแบ่งเขตการปกครองแก้ไข

 
การแบ่งการปกครองของประเทศสวีเดน แบ่งตามเทศบาลทั่วประเทศ ในหนึ่งมณฑลจะมีหลายเทศบาล

สวีเดนแบ่งการปกครองออกเป็น 21 เทศมณฑล (län) ได้แก่

  1. เทศมณฑลเบลียกิงเงอ (Blekinge)
  2. เทศมณฑลดอลาร์นา (Dalarna)
  3. เทศมณฑลก๊ทลาน (Gotland)
  4. เทศมณฑลแยฟเลบอร์ย (Gävleborg)
  5. เทศมณฑลฮาลลันด์ (Halland)
  6. เทศมณฑลแยมต์ลันด์ (Jamtland)
  7. เทศมณฑลเยินเชอปิง (Jönköping)
  8. เทศมณฑลครอนอแบร์ย (Kronoberg)
  9. เทศมณฑลคาลมาร์ (Kalmar)
  10. เทศมณฑลนอร์บอตเตน (Norrbotten)
  11. เทศมณฑลเออเรบรู (Örebro)
  12. เทศมณฑลเอิสเตร์เยิตลันด์ (Östergötland)
  13. เทศมณฑลสโกเนอ (Skåne)
  14. เทศมณฑลสต็อกโฮล์ม (Stockholm)
  15. เทศมณฑลเซอเดอร์มานลันด์ (Södermanland)
  16. เทศมณฑลอุปซอลา (Uppsala)
  17. เทศมณฑลแวร์มลันด์ (Värmland)
  18. เทศมณฑลเวสมานลันด์ (Västmanland)
  19. เทศมณฑลเวสเตอร์บอตเตน (Västerbotten)
  20. เทศมณฑลเวสเตอร์นอร์ลันด์ (Västernorrland)
  21. เทศมณฑลเวสตรา เยอตาลันด์ (Västra Götaland)

กองทัพแก้ไข

 
อากาศยานขับไล่ ยาส 39 ของกองทัพอากาศสวีเดน
 
รถถัง ซีวี90 ซึ่งผลิตและใช้ในประเทศสวีเดน
ดูบทความหลักที่: กองทัพสวีเดน

ตำรวจสวีเดนเป็นหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของตำรวจ หน่วยเฉพาะกิจแห่งชาติเป็นหน่วย SWAT แห่งชาติ มีหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยความมั่นคงแห่งสวีเดนคือการต่อต้านการจารกรรม กิจกรรมต่อต้านการก่อการร้าย การปกป้องรัฐธรรมนูญ และการปกป้องวัตถุและบุคคลที่ต้องการ ๆ คุ้มครอง

Försvarsmakten (Swedish Armed Forces) เป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่ขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหมของสวีเดนและรับผิดชอบการปฏิบัติการในยามสงบของกองทัพสวีเดน ภารกิจหลักของหน่วยงานคือการฝึกอบรมและปรับใช้กองกำลังรักษาสันติภาพในต่างประเทศ กองกำลังติดอาวุธแบ่งออกเป็นกองทัพบกกองทัพอากาศและกองทัพเรือ หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธคือผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Överbefälhavaren, ÖB) ซึ่งเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรอาวุโสที่สุดในประเทศ ในทางนิตินัย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด จนถึงปี 1974 แต่ในความเป็นจริง เป็นที่เข้าใจกันอย่างชัดเจนตลอดศตวรรษที่ 20 พระมหากษัตริย์จะไม่มีบทบาททางพฤตินัยในฐานะผู้นำทางทหาร[24][25]

ภายหลังสิ้นสุดสงครามเย็น ผู้ชายเกือบทั้งหมดที่อายุถึงการเกณฑ์ทหารได้ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนเพศชายที่เข้าเกณฑ์ทหารลดลงอย่างมาก ในขณะที่จำนวนอาสาสมัครหญิงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยจำนวนทหารเกณฑ์ทั้งหมด 45,000 นาย ในปี 2003 ลดลงเหลือ 15,000 และในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2010 สวีเดนได้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร โดยเปลี่ยนไปใช้กำลังอาสาสมัครทั้งหมดแทน แต่มีการระบุไว้ตามกฎหมายว่าจะมีการเรียกเกณฑ์เพิ่มเติมในการเตรียมพร้อมในการป้องกันประเทศ[26]

เศรษฐกิจแก้ไข

 
ประเทศสวีเดนเป็นผู้ผลิตรถยนต์ วอลโว่

สวีเดนเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมสูงมาก เกษตรกรรมที่เคยเป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศมีการจ้างงานน้อยกว่าร้อยละสองของแรงงานทั้งหมดในปัจจุบัน[27] อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่สำคัญของสวีเดนได้แก่ การป่าไม้ เหล็ก และไฟฟ้าพลังน้ำ แต่ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมขั้นสูงเช่นรถยนต์ อากาศยาน อาวุธ และเวชภัณฑ์ เข้ามามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างมาก การที่สวีเดนมีประชากรไม่สูงนัก ทำให้ตลาดภายในประเทศจำกัดและต้องพึ่งพาการส่งออก สวีเดนจึงเป็นแหล่งกำเนิดของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในตลาดโลกจำนวนมาก เช่น วอลโว่ ซาบ อีริกส์สัน อีเล็กโทรลักซ์ เอชแอนด์เอ็ม เป็นต้น

สวีเดนได้รับอันดับสามจากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของเวิลด์อิโคโนมิกฟอรัมประจำปี 2006/07[28] สวีเดนมีการเก็บภาษีในอัตราที่สูง เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค และมีสหภาพแรงงานที่แข็งแกร่ง ธนาคารแห่งชาติสวีเดน Sveriges Riksbank เป็นธนาคารกลางที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อตั้งในปีพ.ศ. 2211[29] โดยปัจจุบัน ธนาคารให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของราคา มีเป้าหมายเงินเฟ้อไม่เกินร้อยละ 2[30] ปัจจุบันสวีเดนยังคงใช้สกุลเงินโครนาสวีเดน โดยในปีพ.ศ. 2546 ได้มีการลงประชามติเกี่ยวกับการใช้ค่าเงินยูโร ซึ่งร้อยละ 56 ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วย[23][31]

แม้ว่าสวีเดนเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เมื่อปี พ.ศ. 2538 แต่ยังไม่ยอมรับนโยบายเงินสกุลเดียว โดยได้ตัดสินใจไม่เข้าร่วมสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (Economic and Monetary Union – EMU) แม้ว่าระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะผ่านเกณฑ์ (convergence criteria) ที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ก็ตาม และเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2546 ทางการสวีเดนได้ทำประชามติพบว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 56.1 ไม่สนับสนุนให้สวีเดนเข้าร่วมการใช้เงินสกุลยูโร

ตลาดสินค้าส่งออกสำคัญที่สุดของสวีเดนอยู่ในยุโรปตะวันตก โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าถูกส่งออกไปยังสหภาพยุโรป อาทิ กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านนอร์ดิก (เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ และนอร์เวย์) เยอรมนี สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส สำหรับตลาดส่งออกนอกภูมิภาคยุโรปที่สำคัญของสวีเดน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น สำหรับในด้านการนำเข้า ประเทศคู่ค้าของสวีเดนที่สำคัญที่สุด คือ สหภาพยุโรป นอร์เวย์ และสหรัฐอเมริกา

การท่องเที่ยวแก้ไข

ปราสาทคาลมาร์ เมืองวิสบีย์ วิหารลูเธอแรน

โครงสร้างพื้นฐานแก้ไข

คมนาคม และ โทรคมนาคมแก้ไข

 
รถไฟในประเทศสวีเดน

สวีเดนมีถนนลาดยาง 162,707 กม. (101,101 ไมล์) และทางด่วน 1,428 กม. (887 ไมล์) มอเตอร์เวย์สายหลักวิ่งผ่านสวีเดนและข้ามสะพาน Øresund ไปยังประเทศเดนมาร์ก แลยังมีมอเตอร์เวย์แห่งใหม่ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง สวีเดนเคยมีการสัญจรทางซ้ายมือ (Vänstertrafik ในภาษาสวีเดน) ประมาณ ค.ศ. 1736 และยังคงดำเนินต่อไปจนถึงศตวรรษที่ 20 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งปฏิเสธระบบการจราจรทางขวามือในปี 1955 แต่ต่อมา ได้มีการเปลี่ยนมาเป็นทางขวามือในปี 1967 รถไฟใต้ดินในกรุงสตอกโฮล์มเป็นระบบการขนส่งใต้ดินเพียงระบบเดียวในสวีเดน และให้บริการในเมืองสตอกโฮล์มผ่าน 100 สถานี ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดยังคงเป็นของรัฐ ในขณะที่มณฑลต่างๆ จะรับผิดชอบด้านการเงิน ตั๋ว และการตลาด สำหรับรถไฟขบวนอื่นๆ ผู้ให้บริการด้านการรถไฟที่มีชื่อเสียง ได้แก่ SJ, Veolia Transport, DSB, Green Cargo, Tågkompaniet และ Inlandsbanan[32][33][34]

สนามบินที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ สนามบินสตอกโฮล์ม–อาร์ลันดา (ผู้โดยสาร 16.1 ล้านคนในปี 2009)[35] ตั้งอยู่ทางเหนือของสตอกโฮล์ม 40 กม. (25 ไมล์) ตามมาด้วย ท่าอากาศยานโกเทบอร์กลันด์เวตเตอร์ (ผู้โดยสาร 4.3 ล้านคนในปี 2008) และท่าอากาศยานสตอกโฮล์ม–สคอฟสตา (2.0 ล้านคน) สวีเดนเป็นเจ้าของบริษัทท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งในสแกนดิเนเวีย ได้แก่ Port of Göteborg AB (Gothenburg) และบริษัทข้ามชาติ Copenhagen Malmö Port AB

วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีแก้ไข

สวีเดนถูกจัดอันดับในฐานะของประเทศแห่งนวัตกรรมเป็นอันดับ 2 ของโลก จากการจัดอันดับ the Global Innovation Index 2012 ซึ่งเป็นเวลานับหลายทศวรรษที่สวีเดนได้เป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ของโลก ที่นี่เป็นบ้านเกิดของ Bluetooth, Tetra Pak packaging, Skype  และ Spotify  ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยม

สวีเดนมีความโดดเด่นเรื่องโครงสร้างที่เอื้อต่อการพัฒนาและนวัตกรรม โดยสวีเดนอยู่อันดับที่ 1 ใน European innovation scoreboard 2020 จัดทำโดย Maastricht University โครงการภายใต้ European Commission เพื่อเปรียบเทียบศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรมในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป รวมทั้งประเมินจุดแข็งจุดอ่อนของประเทศนั้น ๆ ซึ่งจุดแข็งของสวีเดนคือ ทรัพยากรมนุษย์ ระบบดึงดูดการทำวิจัย และ eco-system ที่ส่งเสริมนวัตกรรม[36]

นวัตกรรมของสวีเดนมีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) อย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลสวีเดนประกาศในโอกาสต่าง ๆ ว่า นวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยสวีเดนบรรลุเป้าหมาย SDGs ทำให้การพัฒนานวัตกรรมต้องตอบโจทย์ความต้องการแก้ไขปัญหาในสังคม ซึ่งแทบทุกปัญหาจะมีความเชื่อมโยงกัน จึงต้องสร้างกระบวนการ (process) ที่ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทในการผลักดัน เช่น การเพิ่มคุณภาพการจัดการอาหาร

สาธารณสุขแก้ไข

การศึกษาแก้ไข

ตามกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาของสวีเดน เด็กทุกคนที่มีอายุระหว่าง 7 ถึง 16 ปีที่อาศัยอยู่ในประเทศ มีหน้าที่ที่จะต้องไปโรงเรียนซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาภาคบังคับและมีระยะเวลา 9 ปี การศึกษาภาคบังคับนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้นเด็กที่มีอายุ 6 ปีก็จะมีสิทธิ์ที่เข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาได้หากผู้ปกครองต้องการ

การศึกษาของสวีเดนแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับคือ ระดับปฐมวัย (Förskola) ระดับประถมศึกษา (Grundskola) เตรียมอุดมศึกษา (Gymnasium) และอุดมศึกษา (Högskola)

ประชากรแก้ไข

ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2012 สวีเดนมีประชากร 9,454,000 คน[37] โดยประชากรได้เพิ่มเกินเก้าล้านคนครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2547 จำนวนประชากรที่เกิดในต่างประเทศนั้นสูงขึ้นอย่างมากในคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยในช่วงเริ่มศตวรรษ มีประชากรที่เกิดต่างประเทศราว 36,000 คนจากประชากรทั้งหมด 5 ล้านคน ในปี 2547 ประชากรที่เกิดในต่างประเทศมีสูงกว่าหนี่งล้านคน[38] โดยเป็นผลมาจากการย้ายถิ่นฐานภายในกลุ่มนอร์ดิก การอพยพของแรงงานในช่วงต้น และผู้ลี้ภัยในช่วงต่อมา โดยสวีเดนเป็นประเทศที่มีผู้ย้ายเข้าสูงหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้อพยพจากนอกกลุ่มนอร์ดิกลดลงหลังจากนโยบายการย้ายเข้าประเทศใหม่ออกมาในปีพ.ศ. 2510

จากประชากรในปี 2548 กลุ่มที่ย้ายถิ่นฐานมาจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดมาจากประเทศฟินแลนด์ รองลงมาคือตุรกี เยอรมนี เดนมาร์ก นอร์เวย์ โปแลนด์ อิรัก อิหร่าน และอดีตยูโกสลาเวีย[38] ข้อมูลของผู้ที่ย้ายเข้าในปี 2548 แสดงให้เห็นว่าผู้ที่เกิดในกลุ่มนอร์ดิกยังคงเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด มากถึงสองหมื่นคน โดยมากกว่าครึ่งเป็นผู้ที่เกิดในสวีเดนย้ายกลับเข้ามา นอกจากนี้ มากกว่า 16,000 คนมีต้นกำเนิดจากทวีปเอเชีย ราวครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้มาจากอิรัก อิหร่าน จีน และไทย[38]ประชากรที่รู้หนังสือราวๆ 9.3ล้านคน รายได้ประชาชาติต่อปีต่อคน 28,400 เหรียญสหรัฐ

ศาสนาแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ศาสนาในประเทศสวีเดน

ในปีพ.ศ. 2549 ชาวสวีเดนประมาณ 6.9 ล้านคนเป็นสมาชิกของคริสตจักรแห่งสวีเดน คิดเป็นร้อยละ 75 ของประชากรทั้งประเทศ โดยจำนวนสมาชิกลดลงเรื่อยๆทุกปี[39] คริสตจักรแห่งสวีเดนเป็นโบสถ์นิกายลูเธอรัน นิกายโรมันคาทอลิกในสวีเดนมีสมาชิกราว 80,500 คน นอกจากคริสต์ศาสนา ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ จากการอพยพเข้า[40] จากการสำรวจ "ยูโรบารอมิเตอร์" ในปีพ.ศ. 2548 ร้อยละ 23 ตอบแบบสอบถามว่าเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง[41]

ภาษาแก้ไข

ดูบทความหลักที่: ภาษาในประเทศสวีเดน

ประเทศสวีเดนมีภาษาทางการ โดยมีภาษาสวีเดนเป็นภาษาหลักของประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่พูด สวีเดนรับรองภาษาของชนกลุ่มน้อยห้าภาษา ได้แก่ ภาษาฟินแลนด์ เมแอนเกียลิ (Meänkieli) ภาษาซามิ ภาษาโรมานี และภาษายิดดิช ประเด็นเรื่องการให้ภาษาสวีเดนเป็นภาษาทางการถูกหยิบยกขึ้นมาในปีพ.ศ. 2548 แต่การลงคะแนนเสียงในรัฐสภาแพ้ไป 145-147[42]

กีฬาแก้ไข

กิจกรรมกีฬาเป็นกิจกรรมหลักของชาติโดยมีประชากรกว่าครึ่งหนึ่งเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาที่จัดขึ้นโดยรัฐบาล กีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดสองประเภท คือ ฟุตบอล และฮ็อกกี้น้ำแข็ง รองจากฟุตบอล กีฬาขี่ม้า (ซึ่งผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง) มีจำนวนผู้ฝึกหัดมากที่สุด นอกจากนี้ กอล์ฟ โอเรียนเทียริ่ง ยิมนาสติก และกีฬาประเภททีมของฮ็อกกี้น้ำแข็ง แฮนด์บอล ฟลอร์บอล บาสเก็ตบอล และวงดนตรีเป็นที่นิยมมากที่สุดเช่นกัน[43]

ฮ็อกกี้น้ำแข็งชายทีมชาติสวีเดน หรือที่รู้จักกันในนาม Tre Kronor (อังกฤษ: Three Crowns; สัญลักษณ์ประจำชาติของสวีเดน) ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลก[44] ชนะเลิศการแข่งขันชิงแชมป์โลกถึงเก้าครั้ง[45] และรั้งอันดับสามในการนับเหรียญรางวัลรวมในการแข่งขันตลอดกาล และยังได้รับรางวัลเหรียญทองโอลิมปิกในปี 1994 และ 2006 ในปี 2006 ทีมนี้กลายเป็นทีมฮ็อกกี้ระดับชาติทีมแรกที่ชนะทั้งโอลิมปิกและชิงแชมป์โลกในปีเดียวกัน และกรีฑาถือว่าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จหลายคนในช่วงที่ผ่านมา ปี เช่น Carolina Klüft และ Stefan Holm

ฟุตบอลแก้ไข

 
ฟุตบอลทีมชาติสวีเดนในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2016 รอบคัดเลือก

ฟุตบอลทีมชาติสวีเดนประสบความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลโลกพอสมควร โดยเข้าร่วมการแข่งขันรอบสุดท้ายถึง 17 ครั้ง ได้ตำแหน่งรองชนะเลิศเมื่อเป็นตนเองเจ้าภาพในฟุตบอลโลก 1958[46] และอันดับสามอีกสองครั้งในปี 1950 และ 1954 และเข้าร่วมฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 7 ครั้ง มีนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น นิลส์ ลีดโฮล์ม, เฮ็นริก ลอช็อน, เฟรียดริก ยุงแบร์ย, แคโรลีน ซีเกอร์ และ ซลาตัน อิบราฮีมอวิช

บาสเกตบอลแก้ไข

}

ฟลอร์บอลแก้ไข

มวยสากลแก้ไข

เบสบอลแก้ไข

วัฒนธรรมแก้ไข

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมสวีเดน

แหล่งมรดกโลกแก้ไข

สถาปัตยกรรมแก้ไข

ดนตรี และ นาฎศิลป์แก้ไข

อาหารแก้ไข

 
Köttbullar อาหารของสวีเดน

 อาหารประจำชาติของประเทศสวีเดนคล้ายกับอาหารของแถบสแกนดิเนียเวีย[47] เช่น ปลา (herring), ปลาเปรี้ยว (pickled herring) และไข่ปลาคาเวียร์ แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ Swedish meatball หรือที่เรียกกันว่า Köttbullar มีลักษณะคล้ายลูกชิ้น แต่จะเป็นลูกชิ้นที่ปรุงรสแล้วมีทั้งเนื้อหมู, เนื้อไก่และเนื้อวัว รับประทานกับมันฝรั่ง ซอสและควบคู่ไปกับแยมผลไม้ แยมจะมีรสหวานทานง่าย คนสวีเดนส่วนมากจะทานเนื้อสัตว์กับแยมผลไม้ เพื่อเป็นการเพิ่มรสชาติของอาหารและแก้เลี่ยน[48][49]

สื่อมวลชนแก้ไข

วันหยุดแก้ไข

การจัดอันดับนานาชาติแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Mottoes of The Kings and Queens of Sweden". www.kungahuset.se. สำนักพระราชวังสวีเดน. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 23 ธันวาคม 2015. สืบค้นเมื่อ 22 ธันวาคม 2015.
  2. [1] Statistics Sweden. Retrieved 16 January 2021.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 "World Economic Outlook Database, October 2019". IMF.org. International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ 8 January 2020.
  4. "Gini coefficient of equivalised disposable income – EU-SILC survey". ec.europa.eu. Eurostat. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 20 March 2019. สืบค้นเมื่อ 3 July 2020.
  5. Human Development Report 2020 The Next Frontier: Human Development and the Anthropocene (PDF). United Nations Development Programme. 15 December 2020. pp. 343–346. ISBN 978-92-1-126442-5. สืบค้นเมื่อ 16 December 2020.
  6. "History of Sweden – more than Vikings | Official site of Sweden". sweden.se (ภาษาอังกฤษ). 2015-12-03.
  7. "The Ups and Downs of the Swedish Welfare State: General Trends, Benefits and Caregiving". New Politics (ภาษาอังกฤษ).
  8. "Sweden - Employment, Social Affairs & Inclusion - European Commission". ec.europa.eu.
  9. "Constitutional Rights Foundation". www.crf-usa.org.
  10. "Global Competitiveness | World Economic Forum - Global Competitiveness". web.archive.org. 2014-12-10.
  11. https://www.oecdbetterlifeindex.org/#/11111111111
  12. "| Human Development Reports" (PDF). hdr.undp.org.
  13. "Sweden | History, Flag, Map, Population, & Facts". Encyclopedia Britannica (ภาษาอังกฤษ).
  14. "Sweden geography, maps, climate, environment and terrain from Sweden | - CountryReports". www.countryreports.org.
  15. "Sweden". Geography (ภาษาอังกฤษ). 2014-03-21.
  16. "สวีเดน: ประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์". สวีเดน: ประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์. 2019-11-08.
  17. "History of Sweden – more than Vikings | Official site of Sweden". sweden.se (ภาษาอังกฤษ). 2015-12-03.
  18. "A SHORT HISTORY OF SWEDEN". Local Histories (ภาษาอังกฤษ). 2021-03-14.
  19. "Sweden | HISTORY Channel". The HISTORY Channel (ภาษาอังกฤษ).
  20. The Head of State เว็บไซต์รัฐบาลสวีเดน (อังกฤษ)
  21. The Constitution เว็บไซต์รัฐสภาสวีเดน (อังกฤษ)
  22. Elections เว็บไซต์รัฐสภาสวีเดน (อังกฤษ)
  23. 23.0 23.1 23.2 ข้อมูลประเทศสวีเดน Archived 2007-02-20 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย
  24. Forces, Swedish Armed. "The Swedish Armed Forces". Försvarsmakten (ภาษาอังกฤษ).
  25. Stockholm, Reuters in (2020-10-15). "Sweden to increase military spending by 40% as tension with Russia grows". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  26. "2021 Sweden Military Strength". www.globalfirepower.com.
  27. Sweden กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (อังกฤษ)
  28. http://www.weforum.org/pdf/Global_Competitiveness_Reports/Reports/gcr_2006/sweden.pdf (อังกฤษ)
  29. http://www.law.nyu.edu/centralbankscenter/texts/Swedish%20Central%20Bank-introduction.html (อังกฤษ)
  30. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ cia
  31. Sweden says No to euro บีบีซีนิวส์ 15 กันยายน 2546 (อังกฤษ)
  32. "Sweden — Transportation". www.iexplore.com.
  33. "Public transportation". visitsweden.com (ภาษาอังกฤษ).
  34. Regeringskansliet, Regeringen och (2014-11-07). "Transport and infrastructure". Regeringskansliet (ภาษาอังกฤษ).
  35. "Airports in Sweden, arrival info on Swedish airports". All about buses (ภาษาอังกฤษ).
  36. "ข้อมูลเกี่ยวกับสวีเดน – Royal Thai Embassy Stockholm".
  37. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ pop
  38. 38.0 38.1 38.2 Pocket Facts: Statistics on Integration The Swedish Integration Board (อังกฤษ)
  39. สถิติสมาชิกคริสตจักรแห่งสวีเดน ปี 1972-2006 (สวีเดน)
  40. Charlotte Celsing. Are Swedes losing their religion? 1 ก.ย. 2549 เรียกข้อมูลวันที่ 31 ก.ค. 2550 (อังกฤษ)
  41. รายงานผลการสำรวจยูโรบารอมิเตอร์ (อังกฤษ)
  42. Svenskan blir inte officiellt språk, Sveriges Television, 2005-12-07. เรียกข้อมูลวันที่ 25 ก.พ. 2551 (สวีเดน)
  43. "Sport in Sweden". www.topendsports.com.
  44. Gömd, SKRIBENT: Daniel Blomqvist E.-POST: Adressen. "Landslag". Svenska Ishockeyförbundet (ภาษาสวีเดน).
  45. "Tre Kronor's winning ways". webarchive.iihf.com.
  46. "FIFA". fifa.com (ภาษาอังกฤษ).
  47. "Swedish food culture - local produce, international flavours and forward thinking". visitsweden.com (ภาษาอังกฤษ).
  48. "10 things to know about Swedish food". sweden.se (ภาษาอังกฤษ). 2013-05-27.
  49. Stapelberg, Johanna. "20 Delicious Foods and Dishes From Sweden". Culture Trip.
  50. "Human Development Report 2006" (PDF). สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ. สืบค้นเมื่อ 2007-03-31. (อังกฤษ)
  51. "Worldwide Press Freedom Index 2007". องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน. สืบค้นเมื่อ 2007-10-19. (อังกฤษ)
  52. "Corruption Perceptions Index 2007". Transparency International. สืบค้นเมื่อ 2007-10-19. (อังกฤษ)
  53. "สวิตเซอร์แลนด์ ฟินแลนด์ และ สวีเดน ติด 3 อันดับแรกประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลก". ThaiEurope.net. 2006-09-27. สืบค้นเมื่อ 2007-03-31.
  54. "US loses top competitiveness spot". BBC News. 2006-09-26. สืบค้นเมื่อ 2007-05-28. (อังกฤษ)
  55. Save the Children. State of the World's Mothers (อังกฤษ)

อ่านเพิ่มแก้ไข

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

  ประเทศสวีเดน ข้อมูลการท่องเที่ยวจาก วิกิท่องเที่ยว

ภาครัฐ

สื่อข่าว

การค้า

การเดินทาง

  • VisitSweden.com – เว็บไซต์การท่องเที่ยวและการเดินทางของสวีเดน