เปิดเมนูหลัก

เจ้านายฝ่ายเหนือ หมายถึง เจ้านายผู้สืบเชื้อสายในราชวงศ์ที่เคยปกครองอาณาจักรหัวเมืองเหนือ ซึ่งเข้ามาเป็นประเทศราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช อันได้แก่ เจ้าในราชวงศ์ทิพย์จักรที่ปกครองนครเชียงใหม่ นครลำปาง และนครลำพูน ราชวงศ์น่านที่ปกครองนครน่าน และ ราชวงศ์เทพวงศ์ที่ปกครองนครแพร่

ในอดีตเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ มีอำนาจสิทธิ์ขาดปกครองดินแดนของตน แต่มีหน้าที่ต้องส่งเครื่องบรรณาการถวายราชสำนักสยามเพื่อแสดงความจงรักภักดีเท่านั้น อย่างไรก็ตามราชสำนักสยามได้เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในราชสำนักประเทศราชหลายครั้ง จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงยกเลิกการปกครองแบบประเทศราชเพื่อรวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะ ตำแหน่งเจ้าประเทศราชก็ให้สิ้นสุดเมื่อเจ้านครนั้นถึงแก่พิราลัย

ปัจจุบันเจ้านายฝ่ายเหนือในราชวงศ์ทิพย์จักรยังคงมีการสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น และยังมีการรวมกลุ่มดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี พ.ศ. 2501[1] ในนาม มูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ[2]

ฐานันดรศักดิ์แก้ไข

บทบาทแก้ไข

มีบทบาทที่ชัดเจนแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วง คือ ช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475[3]

บทบาทก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475แก้ไข

การปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือแก้ไข

ราชวงศ์ทิพย์จักร เป็นวงศ์ตระกูลในชนชั้นกษัตริย์ปกครองมาตั้งแต่ยุคของพระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง) องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน ซึ่งปกครองนครลำปางในฐานะนครรัฐอิสระในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในชั้นพระราชนัดดาหรือเจ้าเจ็ดพระองค์พี่น้อง (เจ้าเจ็ดตน) ได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยกองทัพสยามสู้รบกับกองทัพพม่า และช่วยขยายพระราชอาณาเขตทั้งในสมัยกรุงธนบุรีและสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใน ปี พ.ศ. 2275 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้ากาวิละพระเจ้ากาวิละ พระเจ้าเชียงใหม่ ปกครอง 57 หัวเมืองฝ่ายเหนือในฐานะประเทศราช ภายหลังการโปรดเกล้าฯ จากราชสำนักสยาม พระเจ้ากาวิละได้โปรดให้จัดพิธีเถลิงถวัลยราชสมบัติเข้าขึ้นครองอาณาจักรล้านนาตามราชประเพณีในราชวงศ์มังราย ในการนี้เจ้าเจ็ดพระองค์พี่น้องได้ทรงร่วมกันวางระบบการปกครองอาณาจักรฝ่ายเหนือ โดยแบ่งหัวเมืองฝ่ายเหนือออกเป็น 4 ระดับ (พ.ศ. 2275 - 2442) ดังนี้

  1. เมืองนครประเทศราชล้านนา มี 5 หัวเมือง ได้แก่ (1) นครเชียงใหม่ (2) นครลำปาง (3) นครลำพูน (4) นครน่าน (5) นครแพร่
  2. หัวเมืองขึ้นชั้นที่หนึ่ง มี 8 หัวเมือง ได้แก่ (1) เมืองพะเยา -ขึ้นกับลำปาง (2) เมืองฝาง -ขึ้นกับเชียงใหม่ (3) เมืองเชียงราย -ขึ้นกับเชียงใหม่ (4) เมืองเชียงแสน -ขึ้นกับเชียงใหม่ (5) เมืองเชียงของ -ขึ้นกับน่าน (6) เมืองตาก -ขึ้นกับเชียงใหม่ (7) เมืองงาว -ขึ้นกับลำปาง (8) เมืองปาย -ขึ้นกับเชียงใหม่
  3. หัวเมืองขึ้นชั้นที่สอง[4] มี 10 หัวเมือง (1) เมืองสอง -ขึ้นกับแพร่ (2) เมืองเถิน -ขึ้นกับเชียงใหม่ (3) เมืองเงิน -ขึ้นกับน่าน (4) เมืองเทิง -ขึ้นกับน่าน (5) เมืองภูคา -ขึ้นกับน่าน (6) เมืองป่าเป้า -ขึ้นกับเชียงใหม่ (7) เมืองสา -ขึ้นกับน่าน (8) เมืองแม่ฮ่องสอน -ขึ้นกับเชียงใหม่ (9) เมืองขุนยวม -ขึ้นกับเชียงใหม่ (10) เมืองเชียงคำ -ขึ้นกับน่าน
  4. หัวเมืองขึ้นชั้นที่สาม มีเป็นร้อยหัวเมือง เดิมล้านนามี 57 หัวเมือง แต่ได้ขยายเพิ่มขึ้นอีกมาก

เจ้านายเชื้อพระวงศ์เจ้าเจ็ดตนได้แยกย้ายกันเข้าปกครองหัวเมืองประเทศราช ในส่วนเมืองประเทศราชและเมืองบริวารหัวเมืองขึ้นชั้น 1 และ ชั้น 2 ที่โปรดให้เจ้านายราชวงศ์เดิมปกครองหรือตั้งสามัญชนขึ้นปกครองก็มักจะส่งพระธิดาหรือเจ้านายสตรีไปเสกสมรสหรือทูลขอพระธิดาและเจ้านายสตรีฝ่ายนั้นมาผูกสัมพันธ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติเและผดุงความมั่นคงในราชอาณาจักรฝ่ายเหนือ [5]

ในการปกครองอาณาจักรฝ่ายเหนือในช่วงแรกตอนที่เจ้าเจ็ดพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ราชสำนักล้านนายังได้รับความเกรงพระทัยจากราชสำนักสยามอยู่มาก เนื่องจากเป็นพระประยูรญาติของสมเด็จพระอนุชาธิราช การตั้งเจ้าฟ้า เจ้าเมือง พระราชทานยศบรรดาศักดิ์ พระยา ท้าว อำมาตย์ เป็นไปตามที่พระเจ้าประเทศราชเห็นควร ไม่มีการเข้าแทรกแซงจากราชสำนักสยามทั้งสิ้น นอกจากบางครั้งราชสำนักล้านนาเห็นควร จะทูลเสนอราชสำนักสยามเพื่อขอให้พระราชทานสัญญาบัตรในกรณีตั้งเมืองใหม่ซึ่งไม่ใช้ข้อบังคับแต่อย่างใด การปกครองล้านนาเป็นไปโดยเอกสิทธิ์ความเป็นพระเจ้าประเทศราชนั้น แต่ต่อมาด้วยความขัดแย้งภายในราชสำนักล้านนาเอง โดยเฉพาะเมื่อมีการผลัดเปลี่ยนเจ้าผู้ครองนครประเทศราชเอง มักขออ้างอาญาสิทธิ์จากราชสำนักสยามเข้ามาเป็นเครื่องชี้ขาด จึงเป็นเหตุหนึ่งให้ราชสำนักล้านนาอ่อนแอลง กอปรกับในช่วงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอนุวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเจ้าประเทศราช คิดการกบฎ ทำให้ราชสำนักสยามเริ่มหวั่นเกรงพระทัยในราชสำนักล้านนา จึงพยายามทรงลดบทบาทของราชสำนักล้านนาลง ได้ทรงให้มีการจารึกราชอาณาเขตสยามขึ้น อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเห็นถึงคุณูปการณ์ของราชวงศ์ฝ่ายเหนือตั้งแต่อดีตกาลจึงทรงโปรดเกล้าฯ ถวายพระเกียรติสูงสุดอีกครั้ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงยุคล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก ทุกประเทศรอบสยามล้วนโดนคุกคาม พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้ปฏิรูปการปกครองสยามขึ้นใหม่ กอปรกับความทราบถึงพระเนตรพระกรรณที่พระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งอังกฤษจะมาทูลขอเจ้าดารารัศมีราชธิดาในพระเจ้าเชียงใหม่ไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรม เพื่อแทรกแซงอาณาจักรฝ่ายเหนือของสยาม จึงทรงทูลขอเจ้าดารารัศมี พระราชธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ มารับราชการฝ่ายใน เมื่อเจ้าดารารัศมี ได้เข้ามาถวายตัวแล้ว ได้ทรงยกเลิกการปกครองแบบประเทศราช ถือให้สิ้นสุดเมื่อเจ้าประเทศราชพระองค์นั้นถึงพิราลัย กล่าวได้ว่าเจ้านายฝ่ายเหนือและกลุ่มพระประยูรญาติดำรงตนอยู่ในสถานะชนชั้นปกครองตลอดมา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2442 รัฐบาลสยามได้เข้ามาแทรกแซงกิจการในนครเชียงใหม่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาอย่างเต็มรูปแบบ โดยดำเนินนโยบายผนวกดินแดนและปฏิรูปการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล เจ้านายฝ่ายเหนือจึงดำรงสถานะเป็นเสมือนข้าราชการที่มีเงินประจำตำแหน่งเท่านั้น[3]

ความสัมพันธ์กับราชสำนักสยามแก้ไข

การที่ไทยในสยามประเทศสามารถรวมกันได้ เพราะอาศรัยพระบรมเดชานุภาพของพระบาทสมเด็จฯพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทราชอนุชาเปนต้นเค้า ก็เปนความจริง แต่สมควรจะยกย่องผู้เปนหัวหน้าของชาวมณฑลพายัพในสมัยนั้นด้วย คือเจ้าเจ็ดตนอันเปนต้นตระกูลวงศ์ของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปางและเมืองลำพูน กับทั้งเจ้าเมืองน่านที่ได้เปนบรรพบุรุษของเจ้านายในเมืองนั้น ที่ได้สามิภักดิ์แล้วช่วยรบพุ่งข้าศึกเปนกำลังอย่างสำคัญ...จึงทรงพระกรุณาโปรดยกย่องวงศ์สกุลเจ้าเจ็ดตนและสกุลเจ้าเมืองน่านให้มียศเปนเจ้าสืบกันมา ด้วยเปนสกุลคู่พระบารมีของพระบรมราชจักรีวงศ์มาตั้งแต่ปฐมกาล[6]

— พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จมณฑลพายัพ พ.ศ. 2469

สายสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ทิพจักรกับราชวงศ์จักรี มีมาตั้งแต่ครั้งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เพราะได้ช่วยขยายพระราชอาณาเขต และเจ้าศรีอโนชา พระอัครชายาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท มีบทบาทสำคัญยิ่งครั้งยังเป็นท่านผู้หญิง ในการช่วยหงายเมือง โดยได้ช่วยพระยาสุริยอภัยปราบพระยาสรรค์ช่วงเกิดความไม่สงบในปลายสมัยกรุงธนบุรี ขณะที่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ ยกทัพไปสู้รบกับเขมรปี พ.ศ. 2324 ในการปราบพระยาสรรค์ เจ้าศรีอโนชาได้เกณฑ์ชาวลาวที่ปากเพรียว สระบุรี[7] เข้าผสมกับกองกำลังของพระยาสุริยอภัยจากนครราชสีมา รวมประมาณ 1,000 คน[8] ยกเข้ามาต่อสู้กับฝ่ายพระยาสรรค์ที่ธนบุรี การปะทะกันครั้งแรกฝ่ายพระยาสุริยอภัยได้เพลี่ยงพล้ำ เจ้าศรีอโนชาจึงบัญชากองทัพเรือชาวมอญเข้าช่วยตีขนาบจนฝ่ายพระยาสรรค์พ่ายแพ้[9] และในตำนานเจ้าเจ็ดตนเองก็กล่าวถึงบทบาทของเจ้าศรีอโนชาว่า "เจ้าครอกศรีอโนชาหงายเมืองได้ไว้แล้ว ก็ใช้ไปเชิญเอาเจ้าพระยาจักรี พระยาสุรสีห์ 2 องค์พี่น้องเข้ามาผ่านพิภพขึ้นเสวยราชย์ เจ้าพระยาจักรีเป็นพี่กษัตริย์องค์หลวง... พระยาสุรสีห์ คนน้องปรากฏว่า ล้นเกล้าล้นกระหม่อมกรมพระราชวังบวรสถานมงคลวังหน้า"[7]

สายสัมพันธ์ระหว่างสองราชสำนักแน่นแฟ้นอีกครั้ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับเจ้าทิพเกสร ณ เชียงใหม่ มารับราชการฝ่ายในประสูติพระราชโอรส คือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิไสยนรบดี และที่สำคัญคือการทรงทูลขอพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระราชธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์[10] มารับราชการฝ่ายในต่อมาได้ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น พระราชชายา ซึ่งพระราชชายาทรงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองราชสำนัก นอกจากนั้นยังมีเจ้านายฝ่ายเหนือและเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือหลายท่าน ได้สมรสกับเจ้านายเชื้อพระวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน จึงทำให้มีเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือเข้าไปมีบทบาทในราชสำนักสยามและราชการส่วนกลาง มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ

การกำหนดศักดินาแก้ไข

เดิมสิทธิ์ในการถือครองแผ่นดินและทรัพย์สินในแผ่นดินทั้งหมดถืออยู่ในพระราชอำนาจของพระเจ้าประเทศราช ที่จะพระราชทานให้เจ้านายหรือราษฎรใดก้ได้ อย่างไรก็ตามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชสำนักสยามได้พยายามเข้ามามีบทบาทเพื่อควบคุมการปกครองฝ่ายเหนือ จึงได้มีการกำหนดศักดินาพระราชทานแก่เจ้านาย พระยา ท้าวแสน หัวเมืองประเทศราชขึ้น ดังนี้ [11]

  1. เจ้าหลวง
    • พระเจ้าประเทศราช ถือศักดินา 15,000
    • เจ้าประเทศราช ถือศักดินา 10,000
    • พระยาประเทศราช ถือศักดินา 8,000
  2. เจ้าอุปราช ถือศักดินา 5,000
  3. เจ้าราชวงศ์ ถือศักดินา 3,000
  4. เจ้าบุรีรัตน์ ถือศักดินา 2,400
  5. เจ้าราชบุตร ถือศักดินา 2,400
  6. เจ้าราชภาคินัย ถือศักดินา 2,000
  7. เจ้าอุตรการโกศล ถือศักดินา 1,600
  8. เจ้าไชยสงคราม ถือศักดินา 1,600
  9. เจ้าราชภาติกวงษ์ ถือศักดินา 2,000
  10. เจ้าราชสัมพันธวงศ์ ถือศักดินา 2,000
  11. เจ้าสุริยวงศ์ ถือศักดินา 2,000
  12. เจ้าทักษิณนิเกตน์ ถือศักดินา 1,600
  13. เจ้านิเวศอุดร ถือศักดินา 1,600

การพระราชทานนามสกุลแก้ไข

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการตราบัญญัติใช้นามสกุลขึ้น แล้วได้พระราชทานนามสกุลให้กับเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เจ้าผู้ครองนครลำพูน เจ้าผู้ครองนครลำปาง และเจ้าผู้ครองนครน่าน ให้ทายาทในเจ้าผู้ครองนครใช้นามสกุล ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน ณ ลำปาง และ ณ น่าน ตามลำดับ ส่วนการใช้นามสกุลในพระญาติวงศ์ให้เป็นไปตามดุลยพินิจของเจ้าผู้ครองนครเอง ต่อมาเจ้าผู้ครองนครได้อนุญาตให้ผู้มีเชื้อสายเจ้าในขณะนั้นเกือบทั้งหมดได้ใช้นามสกุลพระราชทานร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการตราบัญญัติให้ใช้นามสกุลมีขึ้นภายหลัง 180 ปี จึงทำให้ปรากฏเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือโดยเฉพาะเชื้อสายเจ้านายที่ไปปกครองเมืองบริวารใช้นามสกุลนอกเหนือจากพระราชทานอีกหลายนามสกุล[12]

บทบาทหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475แก้ไข

ด้านการเมืองแก้ไข

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เจ้านายฝ่ายเหนือและเชื้อสายได้มีการปรับเปลี่ยนบทบาทตามสถานการณ์บ้านเมือง หลายท่านได้เข้ามามีบทบาทสำคัญและมีส่วนช่วยเกื้อกูลเครือญาติ อาทิ

ในส่วนของสายนครเชียงใหม่มีเชื้อสายหลายท่านได้เข้าสู่การเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น[3] ส่งผลให้ตระกูล ณ เชียงใหม่ เป็นตระกูลที่มีบทบาททางการเมืองของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ อาทิเช่น เจ้าบุญเลิศ ณ เชียงใหม่ เจ้าไชยณรงค์ ณ เชียงใหม่ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เจ้าธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง อดีตแกนนำพรรคความหวังใหม่ ร้อยเอกหญิง ดร.เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พายัพ ชินวัตร และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลานใน เจ้าจันทร์ทิพ ณ เชียงใหม่ [13][14] ในส่วนของสายนครน่านมีเชื้อสายที่เข้าสู่การเมือง คือ นายคำรณ ณ ลำพูน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข อดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ สมรสกับ เจ้าสุกัญญา ณ น่าน (ธิดาในเจ้าผู้ครองนครน่าน) ทั้งสองท่านมีบทบาทสำคัญในฐานะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อาทิเช่น พลเอก จิรพงศ์ วรรณรัตน์ (ณ เชียงใหม่) พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ (เชื้อเจ็ดตน) พลอากาศเอก ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ (ณ ลำพูน) และ ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ [15]

ในส่วนของสายเมืองแพร่ได้เชื้อสายหลายท่านที่เข้าสู่การเมืองทั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการเมืองท้องถิ่น อาทิ เจ้าวงศ์ แสนศิริพันธุ์ (ราชบุตรในพระวิไชยราชา (เจ้าขัติ แสนศิริพันธุ์) พระวิไชยราชานครแพร่) คุณหญิงเจ้าบัวเขียว รังคสิริ (ธิดาในรองอำมาตย์ตรีเผือก (เจ้าเผือก ไชยประวัติ) นายดุสิต รังคสิริ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ (บุตรในคุณหญิงเจ้าบัวเขียว รังคสิริ) นายณรงค์ วงศ์วรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของพลเอกสุจินดา คราประยูร และรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง (บุตรในเจ้าแสน วงศ์วรรณ) นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง (บุตรของนายณรงค์ วงศ์วรรณ) นายประกายพฤกษ์ ศรุตานนท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (บุตรในเจ้าตาวคำ ศรุตานนท์ ราชนัดดาเจ้าพิริยเทพวงษ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่) ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (หลานในเจ้าฟอง บรรเลง ราชนัดดาพระยาพิมพิสารราชา เจ้าผู้ครองนครแพร่) ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร (หลานในเจ้ามหาชัย วังซ้าย) เจ้าเกรน ประชาศรัยสรเดช อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ (บุตรในคุณหญิงทิพย์เกษร เตมียานนท์ ราชนัดดาเจ้าพิริยเทพวงษ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่) นายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ และนายมโนพัศ หัวเมืองแก้ว อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ด้านสังคมแก้ไข

เจ้านายฝ่ายเหนือและเชื้อสายได้มาเข้ามีบททางสังคมและทางวัฒนธรรม ในฐานะชนชั้นนำ[3] อาทิ การสืบสานศิลปวัฒนธรรมฝ่ายเหนือในนามของมูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ[16] และการเข้าร่วมกิจกรรมกับจังหวัดเชียงใหม่ และองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน[17] รวมถึงงานรัฐพิธี ราชพิธีต่างๆ ด้วย การจัดตั้งกองทุนเจ้าหลวงเชียงใหม่ในการส่งเสริมการศึกษาและการค้นคว้าวิจัย การบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ในเมืองเชียงใหม่ อาทิ การสร้างห้องรักษาผู้ป่วยโรงพยาบาล อุปกรณ์การแพทย์ การบริจาคสิ่งของจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่[18] และบทบาทในสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่

นอกจากบทบาททางสังคมในเมืองเชียงใหม่ ยังมีบทบาทในสังคมชั้นนำซึ่งมีเจ้านายฝ่ายเหนือและเชื้อสายหลายคนเข้าไปมีบทบาทในวงธุรกิจ และวงสังคมชนชั้นนำในระดับชาติ อาทิ เจ้ากอแก้วประกายกาวิล ณ เชียงใหม่ ท่านผู้หญิงฉัตรสุดา วงศ์ทองศรี คุณหญิงหม่อมศรีนวล ณ เชียงใหม่ คุณหญิงเจ้าระวีพันธุ์ สุจริตกุล คุณเจ้าดารารัตน์ ณ ลำพูน คุณหญิงเจ้าวิจันทรา บุนนาค และคุณหญิงจิราภา สูตะบุตร

เจ้านายฝ่ายเหนือและเชื้อสายได้รับการยกย่องจากระบบราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ตลอดจนการรับเสด็จเพื่อแสดงความจงรักภักดี โดยเฉพาะการผูกข้อพระกรถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพิธีบายศรีทูลพระขวัญ นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อเจ้านายฝ่ายเหนือ โปรดให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์เมื่อเสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศ รวมทั้งพระราชทานดอกไม้เยี่ยมไข้เมื่อความทราบถึงพระเนตรพระกรรณ ครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2501 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จไปเสวยพระกระยาหารที่คุ้มวงศ์ตวัน ของเจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่) และฉายพระรูปร่วมกับเจ้านายฝ่ายเหนือและเชื้อสายเป็นการส่วนพระองค์[19] ในครานั้นเองทรงรับสั่งว่า “ถึงแม้บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรให้สามัคคีกัน ให้รวมกลุ่มกันรักษาความดีไว้ ในฐานะทายาทผู้ครองนคร” นับเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งมูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ แต่นั้นมา

ด้านเศรษฐกิจแก้ไข

มีเจ้านายฝ่ายเหนือและเชื้อสายเข้าไปมีบทบาทหลายคนในด้านเศรษฐกิจ อาทิ เจ้าทิพย์สมาตย์ ณ เชียงใหม่ อดีตรองประธานกรรมการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และ นายรพี สุจริตกุล อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ นายไชยณรงค์ ณ ลำพูน ประธานบริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด เป็นต้น ในส่วนเมืองเชียงใหม่ เจ้านายฝ่ายเหนือและเชื้อสายได้ริเริ่มธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่หลายประเภท อาทิ ธุรกิจโรงแรมแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ ธุรกิจโรงภาพยนตร์แห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่ ของเจ้าไชยสุริวงศ์ ณ เชียงใหม่ [20]

เจ้านายฝ่ายเหนือที่ยังมีชีวิตอยู่เรียงตามลำดับชั้นยศในสายสกุลวงศ์ คือแก้ไข

รายพระนาม และรายนามเจ้านายฝ่ายเหนือที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีบทบาททางสังคม[21][22]

ราชวงศ์ทิพย์จักรแก้ไข

สายสกุลวงศ์ ณ เชียงใหม่

  • เจ้าวงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่ โอรสใน เจ้าพงษ์อินทร์ ณ เชียงใหม่ (โอรสใน เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ )
  • เจ้าประไพพรรณ สุขุมวาท (ณ เชียงใหม่) ธิดา เจ้าพงษ์อินทร ณ เชียงใหม่และคุณตระการ บุนนาค
  • เจ้าไพฑูรย์ศรี ณ เชียงใหม่ ธิดาใน เจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ (โอรสใน เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่) กับ เจ้านางสุคันธา (พระราชธิดาใน เจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง เจ้าฟ้าหลวงเชียงตุงในราชวงศ์พญามังราย)
  • เจ้าวีระยุทธ ณ เชียงใหม่ โอรสใน เจ้าอินทนนท์ ณ เชียงใหม่ (โอรสใน เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่) กับ เจ้านางสุคันธา (พระราชธิดาใน เจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง เจ้าฟ้าหลวงเชียงตุงในราชวงศ์พญามังราย )
  • คุณหญิงเจ้าวิจันทรา บุนนาค ธิดาใน เจ้าวงศ์จันทร์ (ณ เชียงใหม่) คชเสนี (นัดดาใน เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่)

สายสกุลวงศ์ ณ ลำพูน

  • พลอากาศตรี เจ้าวัฒนัน ณ ลำพูน โอรสใน เจ้าพงศ์ธาดา ณ ลำพูน (โอรสใน เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน)
  • คุณ เจ้าดารารัตน์ ณ ลำพูน ธิดาใน เจ้าพัฒนา ณ ลำพูน (นัดดาใน เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน) กับเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน (นัดดาใน เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่)
  • เจ้าสุภัทรา อังกะสิทธิ์ (ณ ลำพูน) ธิดาใน เจ้ารัฐธาทร ณ ลำพูน (โอรสใน เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน)
  • เจ้าพัฒน์พงศ์ ณ ลำพูน บุตรใน เจ้าพัฒนา ณ ลำพูน (โอรสใน เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน) กับเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน (นัดดาใน เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่)
  • เจ้าศักดิ์ขจร ณ ลำพูน บุตรใน เจ้าพัฒนา ณ ลำพูน (โอรสใน เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน) กับเจ้าพงศ์แก้ว ณ ลำพูน (นัดดาใน เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
  • เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ธิดาใน เจ้าราชภาคินัย (เมืองชื่น ณ เชียงใหม่ เดิมสืบเชื้อสายเจ้านายลำพูน)

สายสกุลวงศ์ ณ ลำปาง

ราชวงศ์น่านแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

เชิงอรรถ
  1. สัมพันธ์ล้านนา-สยามในนาม “มูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ
  2. ประกาศนายทะเบียนมูลนิธิจังหวัดเชียงใหม่ เรื่อง จดทะเบียนจัดตั้ง "มูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ"
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 เบญจวรรณ บุญโทแสง. พัฒนาการการปรับตัวทางการเมืองของกลุ่มอำนาจท้องถิ่นภายหลังการผนวกดินแดนของสยาม (พ.ศ. 2442-2547): กรณีศึกษาตระกูล ณ เชียงใหม่. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 2550
  4. ตำแหน่งเจ้าเมืองขึ้น "หัวเมืองขึ้นชั้นที่สอง" ของราชสำนักล้านนา เรียกว่า "พญา" หรือ "อาชญา" ชาวเมืองนิยมเรียกว่า "เจ้าพญา" หรือ "เจ้าหลวง" เช่น พญาขัณฑเสมาบดี -เจ้าเมืองป่าเป้า อาชญามหาวงศ์ -เจ้าเมืองเชียงคำ ส่วนเมืองที่มีชาวไทใหญ่เป็นจำนวนมาก จะเรียกว่า "เจ้าฟ้า" เช่น เมืองแม่ฮ่องสอน เมืองขุนยวม เมืองปาย เช่น พญาเทพบำรุงรัตนาเขตร (เจ้าฟ้าวงศ์)-เจ้าเมืองขุนยวม.-(น.อ.คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์)
  5. การส่งเจ้านายพระประยูรญาติไปครองยังหัวเมืองประเทศราชและหัวเมืองชั้น 1 และ ชั้น 2 ต่างๆ นั้น เจ้านายเหล่านั้นจะได้รับการเทิดพระเกียรติจากราษฎรว่า "เจ้าหลวง" และชายาก็จะถูกเรียกขานว่า "แม่เจ้า" ส่วนการปกครองนครนั้น มีการตั้งข้าราชการหรือขุนเมืองทั้ง 8 เพื่อช่วยราชการแผ่นดินเหมือนห้วงราชวงศ์มังรายปกครองอาณาจักรล้านนา คือ (1) พญา เช่น พญาจ่าบ้าน พญาเด็กชาย พญาสามล้าน และพญาแสนหลวง (2) อาชญา (3) แสนหลวง (4) แสน (5) ท้าว (6) หาญ (7) หมื่น ดังนั้นคำว่า พระยาหรือพญาที่ถูกพระราชทานไปจากราชสำนักสยาม จึงมีความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงสำหรับราชสำนักล้านนา.-(น.อ.คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์)
  6. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔๓ น่า ๔๐๗๓ วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๙
  7. 7.0 7.1 สงวน โชติสุขรัตน์ (ปริวรรต). ตำนานเจ้าเจ็ดตน ฉบับสิงฆะ วรรณสัย. เชียงใหม่:สงวนการพิมพ์, 2511, หน้า 35
  8. พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี และจดหมายเหตุรายวันทัพสมัยกรุงธนบุรี. ใน ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๔๐. พระนคร:องค์การค้าคุรุสภา, หน้า 12
  9. นรินทรเทวี, กรมหลวง. จดหมายเหตุความทรงจำ, กรุงเทพฯ:องค์การค้าคุรุสภา, หน้า 16
  10. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ถวายแด่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ซึ่งนับว่าเป็นการถวายพระเกียรตินับเนื่องเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ในพระบรมราชวงศ์จักรี และเป็นพระเจ้าประเทศราชเพียงพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้รับพระราชทานและยกย่องพระเกียรติยศดังกล่าว.-(น.อ.คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์)
  11. พระราชบัญญัติศักดินาเจ้านาย พระยาท้าวแสนเมืองประเทศราช
  12. ราชวงศ์ทิพจักรและราชวงศ์ติ๋นมหาวงษ์ มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ทำให้มีการกระจัดกระจายเชื้อสาย โดยเฉพาะราชวงศ์ทิพจักรนั้น ได้สถาปนาขึ้นในปี 2275 แต่การตราพระราชบัญญัตินามสกุลมีขึ้นในปี 2455 จากการศึกษาค้นคว้าจึงพบว่ามีเชื้อสายหลายท่านขอพระราชทานในคราเดียวกัน และหลายท่านมีความสับสนในการเลือกใช้นามสกุลอยู่บ้าง เพราะ (1) เจ้าหลวงบางพระองค์ขึ้นครองสองนคร (เช่น เจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น ทรงเป็นเจ้าผู้ครองนครลำพูน ก่อนขึ้นครองนครเชียงใหม่) (2) มีการสมรสในหมู่เจ้านายพระประยูรญาติข้ามนครทั้งสามมาอย่างยาวนาน (3) เจ้านายบุตรหลานได้ถูกส่งไปเป็นเจ้าขันห้าใบตามนครอื่น และเป็นเจ้าหลวงปกครองเมืองบริวารต่างๆ เชื้อสายเจ้านายในเมืองบริวารจึงปรากฏใช้นามสกุลต่างออกไปอีกหลายนามสกุล.-(น.อ.คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์)
  13. สายโลหิตของเจ้านายฝ่ายเหนือที่เหลืออยู่
  14. คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ , นาวาอากาศเอก. เจ้านายฝ่ายเหนือ.
  15. เชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ -(น.อ.คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์)
  16. สัมพันธ์ล้านนา-สยามในนาม “มูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ
  17. ต้นตระกูล ณ เชียงใหม่ร่วมจุฬาฯ ทำบุญคล้ายวันประสูติ "พระราชชายาเจ้าดารารัศมี" เสวนา-ฟ้อนเล็บยิ่งใหญ่
  18. ชาวเชียงใหม่แห่ร่วมถวายดอกไม้จันทน์ “เจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ”
  19. หนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 61 พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรีเจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่) ณ เมรุวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่
  20. เจ้าไชยสุริวงศ์ในสายตระกูลเจ้าเจ็ดตน
  21. เจ้านายฝ่ายเหนือ. ทำเนียบส่วนราชการของจังหวัดเชียงใหม่สืบค้นวันที่ 21 มิถุนายน 2555
  22. การแบ่งออกเป็นเจ้านายสายเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ นครลำพูน หรือนครลำปาง เป็นเรื่องยากเพราะมีความสัมพันธ์สมรสกันไปมาทั้ง 3 นคร รวมทั้งราชวงศ์มังราย สายนครเชียงตุง ซึ่งมีสายสัมพันธ์เครือญาติแนบแน่นกับราชวงศ์ทิพจักรแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินท์.-(น.อ.คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์)
บรรณานุกรม
  • คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์, นาวาอากาศเอก. เจ้านายฝ่ายเหนือ. [1]
  • ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. ตำนานวังน่า. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2462. [พิมพ์แจกในงานศพนางสุ่น ชาติโอสถ ปีมะแม พ.ศ. 2462]
  • ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ เชียงใหม่ 700 ปี. เชียงใหม่ : ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่, 2538. 496 หน้า. ISBN 974-8150-62-3
  • นงเยาว์ กาญจนจารี. ดารารัศมี : พระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี. เชียงใหม่ :สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์, 2539.
  • ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา. พงศาวดารโยนก. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2557. 496 หน้า. ISBN 978-616-7146-62-1
  • ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง. เพ็ชร์ล้านนา. (ครั้งที่ 2) เชียงใหม่ :ผู้จัดการ ศูนย์ภาคเหนือ, 2538.
  • มหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น ศรีเพ็ญ), พระยา. พงศาวดารเมืองนครเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2505.
  • เจ้าวงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่, คณะทายาทสายสกุล ณ เชียงใหม่. เจ้าหลวงเชียงใหม่.
  • วรชาติ มีชูบท. เจ้านายฝ่ายเหนือ และตำนานรักมะเมียะ. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, 2556. 428 หน้า. ISBN 978-616-220-054-0
  • เจ้าวรเทวี (ณ ลำพูน) ชลวณิช ที่ระลึกในการบูรณะกู่บรรจุอัฐิเจ้าผู้ครองนครลำพูน ชายา และเจ้านายสกุล ณ ลำพูน ณ เชียงใหม่ ณ สุสานหลวงลำพูน. (ครั้งที่1) :บ.อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จก. (มหาชน), 15 เมษายน 2549
  • สมหมาย เปรมจิตต์, สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ตำนานสิบห้าราชวงศ์ (ฉบับสอบชำระ) . เชียงใหม่: มิ่งเมือง, 2540.
  • ศักดิ์ รัตนชัย. พงศาวดารสุวรรณหอคำนครลำปาง (ตำนานเจ้าเจ็ดพระองค์กับหอคำมงคล ฉบับสอบทานกับเอกสารสืบค้น สรสว.ลำปาง) .
  • เจ้านายฝ่ายเหนือ
  • บรรดาศักดิ์ของเจ้านายฝ่ายเหนือและประเด็นน่ารู้บางประการ