ช่อง 3 เอชดี

(เปลี่ยนทางจาก ช่อง3)

ไทยทีวีสีช่อง 3 หรือ ช่อง 3 เอชดี (อังกฤษ: Channel 3 HD) เป็นสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Terrestrial Television) แห่งที่ 4 ของประเทศไทย ดำเนินกิจการโดย บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด ในเครือบริษัทกลุ่มบีอีซีเวิลด์ เริ่มแพร่ภาพเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2513 เวลา 10:00 น. ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในระบบแอนะล็อก (โดย บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ทำสัญญาสัมปทานในกิจการส่งโทรทัศน์กับ บมจ.อสมท เป็นระยะเวลา 50 ปี) หลังจากนั้นได้เริ่มออกอากาศคู่ขนานทางช่องหมายเลข 33 ในระบบดิจิทัลภาคพื้นดินตั้งแต่เวลา 21:19 น. ของวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557 และยุติการออกอากาศในระบบแอนะล็อกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 เวลา 00:01 น. มีคำขวัญประจำสถานีฯ ว่า คุ้มค่าทุกนาที ดูทีวีสีช่อง 3 ปัจจุบัน สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ เป็นกรรมการผู้อำนวยการ

ช่อง 3 เอชดี
Ch3hd2020.png
ประเทศไทย ไทย
พื้นที่แพร่ภาพประเทศไทย
เครือข่ายช่องโทรทัศน์ระบบดิจิทัล
ประเภทบริการธุรกิจระดับชาติ
คำขวัญคุ้มค่าทุกนาที ดูทีวีสีช่อง 3 (คำขวัญหลัก)
ช่อง 3 กด 33 (ใช้ในการประชาสัมพันธ์รายการต่าง ๆ)
สำนักงานใหญ่เลขที่ 3199 อาคารมาลีนนท์ ทาวเวอร์ ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
แบบรายการ
ระบบภาพ1080i (16:9 ภาพคมชัดสูง)
ความเป็นเจ้าของ
เจ้าของบริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด
บุคลากรหลัก
  • สมชัย บุญนำศิริ
    ประธานกรรมการ
  • สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์
    กรรมการผู้อำนวยการ
ประวัติ
เริ่มออกอากาศ26 มีนาคม พ.ศ. 2513 (50 ปี)
ลิงก์
เว็บไซต์www.ch3thailand.com
ออกอากาศ
ภาคพื้นดิน
ดิจิทัลช่อง 33 (มักซ์#4: ไทยพีบีเอส)
เคเบิลทีวี
ทั่วไปช่อง 33
ทรูวิชันส์ช่อง 33
ทีวีดาวเทียม
ไทยคม 6 C-Band4009 H 15000
ไทยคม 8 KU-Band11680 H 30000
ทั่วไปช่อง 33
ทรูวิชันส์ช่อง 33
สื่อสตรีมมิ่ง
Ch3Thailandชมรายการสด
STATชมรายการสด

ประวัติ

สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เกิดขึ้นจาก บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด (อังกฤษ: Bangkok Entertainment Company Limited; ชื่อย่อ: บีอีซี; BEC ปัจจุบันเข้าเป็นบริษัทในกลุ่มบีอีซีเวิลด์) ซึ่งวิชัย มาลีนนท์ ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัท เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 ลงนามในสัญญาดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์ ร่วมกับบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2511 โดยมีอายุสัญญา 10 ปี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2513 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2523

โดยตามสัญญา กำหนดให้มีที่ดิน 6 ไร่ขึ้นไป สำหรับก่อสร้างเป็นสถานีส่งออกอากาศ พร้อมทั้งสิ่งก่อสร้างและอุปกรณ์การส่งโทรทัศน์ทั้งหมด รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 25 ล้านบาท โดยจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ บจก.ไทยโทรทัศน์ทันทีเมื่อเริ่มส่งออกอากาศ แต่เมื่อลงทุนจริง บีอีซีใช้ทุนไปทั้งสิ้น 54.25 ล้านบาท สูงกว่าในสัญญาถึง 29.25 ล้านบาท และระหว่างร่วมดำเนินกิจการตามสัญญาในระยะเวลา 10 ปีนั้น บีอีซีต้องจ่ายค่าตอบแทนแก่ บจก.ไทยโทรทัศน์เป็นเงิน 44 ล้านบาท และเงินสวัสดิการแก่พนักงาน บจก.ไทยโทรทัศน์อีกปีละ 1 ล้านบาท รวมเป็น 10 ล้านบาท รวมเงินจ่ายทั้งหมด 54 ล้านบาท

อนึ่ง บีอีซีได้รับอนุมัติให้ขยายอายุสัญญาดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์กับองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) ซึ่งแปรรูปจาก บจก.ไทยโทรทัศน์ เมื่อปี พ.ศ. 2520 มาแล้ว 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2521 ขยายออกไปอีก 10 ปี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2523 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2533 และในวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 ขยายออกไปอีก 30 ปี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2533 - 25 มีนาคม พ.ศ. 2563[1][2]

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2513 ช่อง 3 เริ่มทดลองแพร่ภาพออกอากาศโดยใช้กำลังส่งเต็มระบบคือ 50 กิโลวัตต์ ด้วยเครื่องส่งขนานเป็นครั้งแรกระหว่างเวลา 19.00 - 21.00 น. จากนั้นในวันที่ 15 เดือนและปีเดียวกัน ก็เริ่มทดลองแพร่ภาพแบบเสมือนจริงระหว่างเวลา 09.30 - 00.00 น. และเริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2513 ตามเวลาฤกษ์คือ 10.00 น. โดยมีจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดสถานีฯ[3][4]

อนึ่ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2540 ช่อง 3 ได้เริ่มออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมงเป็นแห่งที่ 2 ของประเทศไทย แล้วกลับมาเปิดสถานีฯ เวลา 05.00 น. และปิดสถานีฯ เวลา 02.00 น. อีกครั้ง ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 จึงกลับมาออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมงอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

อาคารที่ทำการ

 
อาคารมาลีนนท์ ทาวเวอร์

เมื่อราวต้นปี พ.ศ. 2512 มีพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการสถานีฯ บนที่ดินขนาด 6 ไร่เศษ บริเวณกิโลเมตรที่ 19 ถนนเพชรเกษม แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร โดยอาคารดังกล่าวมีความสูง 4 ชั้น ภายในเป็นห้องส่งโทรทัศน์ ขนาด 600 ตารางเมตร 2 ห้อง, ขนาด 424 ตารางเมตร 2 ห้อง และขนาด 110 ตารางเมตรอีก 1 ห้อง โดยแต่ละห้องส่งจะมีห้องควบคุมเฉพาะ และยังติดตั้งจอขนาดใหญ่ มีความกว้าง 47 เมตร ความสูง 7.5 เมตร สำหรับแสดงภาพด้วยระบบไซโครามา ใช้ในการประดิษฐ์ภาพฉากท้องฟ้า ที่ช่วยให้เกิดเป็นภาพชัดลึก รวมถึงสามารถเปลี่ยนสีของฉากอย่างเสมือนจริง และเปลี่ยนความเข้มของแสงได้อย่างรวดเร็วและนุ่มนวล

ต่อมา บีอีซี ดำเนินการแยกส่วนของสำนักงาน ไปยังอาคารเลขที่ 2259 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และจัดสร้างห้องส่งโทรทัศน์บนชั้น 8 อาคารโรบินสัน ถนนราชดำริ จากนั้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2529 จึงนำส่วนงานที่กระจายอยู่ 3 แห่ง มารวมศูนย์อยู่ที่อาคารวานิช 1 และ 2 บริเวณแยกวิทยุ-เพชรบุรี (ถนนวิทยุตัดกับถนนเพชรบุรีตัดใหม่) เพื่อเพิ่มความสะดวกให้การดำเนินงานคล่องตัวมากขึ้น และในราวปี พ.ศ. 2542 สถานีฯ ย้ายอาคารที่ทำการทั้งหมด ขึ้นไปยังอาคารเอ็มโพเรียม ถนนสุขุมวิท[4]

ในปัจจุบัน (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548) สถานีได้ย้ายมายังกลุ่มอาคารที่ทำการปัจจุบัน ซึ่งกลุ่มบีอีซีเวิลด์เป็นเจ้าของด้วยตนเอง คือ อาคารมาลีนนท์ (เป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แต่เดิม) เลขที่ 3199 ถนนพระรามที่ 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยอาคารเอ็ม 1 เป็นสำนักงาน และอาคารเอ็ม 2 เป็นส่วนปฏิบัติการออกอากาศ[3]

การจัดรูปองค์กร

ช่อง 3 มีรูปแบบการบริหารองค์กร โดยแบ่งหน่วยงานย่อยออกเป็น 18 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายบริหาร, ฝ่ายผลิตรายการ, ฝ่ายข่าว, ฝ่ายรายการ, ฝ่ายออกอากาศ, ฝ่ายศิลปกรรม, ฝ่ายวิศวกรรม, ฝ่ายเทคนิคโทรทัศน์, ฝ่ายแผนงานวิศวกรรม, ฝ่ายไฟฟ้ากำลัง, ฝ่ายสถานีวิทยุกระจายเสียง (FM 105.5 MHz), ฝ่ายธุรการ, ฝ่ายบุคคล, ฝ่ายบัญชี, ฝ่ายการเงิน, ฝ่ายโฆษณา, ฝ่ายการตลาด และฝ่ายประชาสัมพันธ์

คำขวัญประจำสถานี

เมื่อปี พ.ศ. 2524 ช่อง 3 โดยอนุมัติของ นายวิชัย มาลีนนท์ และผู้บริหารสถานีฯ ได้จัดกิจกรรมให้ผู้ชมร่วมเสนอคำขวัญประจำสถานีฯ ทว่าไม่มีคำขวัญใดที่ได้รับการคัดเลือก ทั้งนี้ ในอีกสามปีต่อมา นายวิชัย พร้อมด้วยผู้บริหารของช่อง 3 นำคำขวัญ ซึ่งได้มาจากการเสนอของผู้ชมในครั้งแรก มารวมเข้ากับแนวคิดของพนักงานเจ้าหน้าที่ของสถานีฯ จนกระทั่งได้คำขวัญว่า คุ้มค่าทุกนาที ดูทีวีสีช่อง 3 โดยนำมาเผยแพร่ออกอากาศครั้งแรก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2527 เนื่องในโอกาสที่ช่อง 3 มีอายุครบ 14 ปี ในวันที่ 26 มีนาคม ปีเดียวกันนั้น

นิตยสารรายการโทรทัศน์

ดูบทความหลักที่: นิตยสารรายการโทรทัศน์

ช่อง 3 ได้ริเริ่มจัดทำนิตยสารรายการโทรทัศน์ เพื่อแจกฟรีแก่ผู้สนใจ ออกเป็นฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2514 นับเป็นสถานีฯ แรก ที่จัดทำนิตยสารในลักษณะนี้ แต่สามารถดำเนินการได้เพียงประมาณสองปีก็หยุดไป แต่ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2518 สถานีฯ จึงฟื้นการจัดทำนิตยสารขึ้นใหม่อีกครั้ง นอกจากนั้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2520 ได้ออกเป็นฉบับภาษาอังกฤษ[4] และต่อมามีการออกเป็นฉบับภาษาจีนอีกด้วย แต่ในปี พ.ศ. 2539 ยุติการจัดพิมพ์ลงแล้วในทุกภาษา และปัจจุบัน สถานีฯ จึงฟื้นการจัดทำนิตยสารขึ้นใหม่อีกครั้ง

เทคโนโลยีในการออกอากาศ

การออกอากาศในระบบแอนะล็อก

สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 (ชื่อสากล: HS-TV 3[5]) เป็นสถานีโทรทัศน์เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ออกอากาศในระบบ VHF ย่านความถี่ต่ำ ระหว่างช่อง 2 - 4 โดยในระยะเริ่มแรกใช้เครื่องส่งโทรทัศน์สี 25 กิโลวัตต์จำนวน 2 เครื่องขนานกัน รวม 50 กิโลวัตต์ ขยายสายอากาศได้สุงสุด 13 เท่า กำลังออกอากาศที่ปลายเสาอยู่ที่ 650 กิโลวัตต์ เสาอากาศเครื่องส่งมีความสูง 250 เมตร ความถี่คลื่นอยู่ระหว่าง 54-61 MHz ใช้ระบบ CCIR PAL 625 เส้นเป็นแห่งแรกของไทย โดยส่งออกอากาศทางช่อง 3 ซึ่งสามารถให้บริการในเขตกรุงเทพมหานคร, ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียงรวมทั้งหมด 18 จังหวัดเท่านั้น คิดเป็น 20.64% ของพื้นที่ประเทศไทย[3][4] นับเป็นสถานีโทรทัศน์สีแห่งที่ 2 ของไทย ต่อจากสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นอกจากนี้ ภายในอาคารที่ทำการของช่อง 3 ยังมีเครื่องส่งวิทยุระบบ FM คลื่นความถี่ 105.5 MHz ที่ช่อง 3 ได้รับสัมปทานมาพร้อมกับช่องโทรทัศน์ ตามรายละเอียดในสัญญาสัมปทานกับบจก.ไทยโทรทัศน์ อีกช่องทางหนึ่งด้วย ซึ่งในระยะแรกใช้ส่งกระจายเสียงภาษาต่างประเทศในฟิล์มขณะเดียวกับที่กำลังออกอากาศภาพยนตร์ต่างประเทศทางโทรทัศน์ซึ่งออกเสียงบรรยายเป็นภาษาไทย ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีแบ่งช่องเสียงในการส่งโทรทัศน์สามารถใช้การได้กับเครื่องรับโทรทัศน์โดยทั่วไปแล้ว จึงเปลี่ยนไปดำเนินรายการดนตรีสากล โดยใช้ชื่อว่า Eazy FM 105.5 จนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 ได้ขยายเครือข่ายโทรทัศน์ทั่วประเทศร่วมกับ อ.ส.ม.ท. เพื่อดำเนินการจัดตั้งสถานีเครื่องส่งโทรทัศน์พร้อมทั้งอุปกรณ์ออกอากาศร่วมกันระหว่างช่อง 3 และช่อง 9 อ.ส.ม.ท. จำนวนทั้งหมด 31 แห่งในระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2531 - กรกฎาคม พ.ศ. 2534 เป็นผลให้ทั้ง 2 ช่องสามารถออกอากาศครอบคลุมถึง 89.7% ของประเทศไทย คิดเป็นศักยภาพของการให้บริการถึง 96.3% ของจำนวนประชากร[3][4] โดยรับสัญญาณจากสถานีส่งหลักในกรุงเทพมหานครผ่านช่องสัญญาณของดาวเทียมอินเทลแซท และเครื่องรับสัญญาณไมโครเวฟจากดาวเทียมสื่อสาร

เนื่องจากช่อง 3 ออกอากาศด้วยระบบ VHF ย่านความถี่ต่ำ ช่วงระหว่าง 54-61 MHz ซึ่งถูกรบกวนได้ง่ายและภาครับมีความซับซ้อน เนื่องจากอยู่ในย่านความถี่ต่ำ จึงมีความยาวคลื่นสูง ต้องใช้สายอากาศรับสัญญาณที่ยาวและหนักมากกว่าสายอากาศรับสัญญาณระบบ VHF ย่านความถี่สูง ซึ่งอยู่ระหว่างช่อง 5 - 12 นอกจากนี้ เมื่อกรุงเทพมหานครมีอาคารสูงมากขึ้น จำนวนประชากรและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพิ่มขึ้น จึงทำให้คุณภาพสัญญาณของช่อง 3 ลดลงไปอย่างมากเมื่อเทียบกับระยะเริ่มการออกอากาศ ดังนั้นราวปลายปี พ.ศ. 2546 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) ในขณะนั้น จึงอนุมัติให้จัดสรรคลื่นความถี่ในระบบ UHF แก่ช่อง 3 เพื่อใช้ออกอากาศทดแทนคลื่นความถี่เดิมจำนวน 5 ช่องสัญญาณ[3][4]

สำหรับสถานีส่งหลักในกรุงเทพมหานคร บีอีซีร่วมกับ บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบัน คู่สัญญาเปลี่ยนเป็นองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ส.ส.ท.) ลงนามในสัญญาร่วมใช้เสาส่งและสายอากาศบนอาคารใบหยก 2 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ก่อนจะเริ่มออกอากาศในระบบ UHF ช่อง 32 อย่างเป็นทางการตั้งแต่เวลา 09.39 น. ของวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2548 ซึ่งในระยะแรกสามารถรับชมได้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ปริมณฑล และอีก 17 จังหวัดใกล้เคียง โดยยังคงออกอากาศคู่ขนานในระบบ VHF ย่านความถี่ต่ำ ทางช่อง 3 เพื่อทอดเวลาให้ผู้ชมสามารถเปลี่ยนแปลงระบบการรับชมได้ทันการณ์ จนกระทั่งวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 จึงยุติการออกอากาศระบบ VHF จากสถานีส่งหลักในกรุงเทพมหานคร และออกอากาศด้วยระบบ UHF เพียงช่องทางเดียว[3][4]

นอกจากนี้ก็มีสถานีเครือข่ายโทรทัศน์ส่วนภูมิภาค ซึ่ง กกช. อนุมัติคลื่น UHF ให้อีก 4 แห่งประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ เริ่มออกอากาศทางช่อง 46 ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548, จ.สุโขทัย เริ่มออกอากาศทางช่อง 37 ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคมปีเดียวกัน, จ.นครราชสีมา เริ่มออกอากาศทางช่อง 41 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายนปีเดียวกัน เดิมตั้งเสาส่งที่เขายายเที่ยง ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว ต่อมาย้ายไปที่บ้านยางน้อย ต.บ้านใหม่ อ.เมืองนครราชสีมา, และจ.สงขลา เริ่มออกอากาศทางช่อง 38 ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายนปีเดียวกัน[6]

จากนั้นช่อง 3 ดำเนินการทยอยเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องส่งใหม่ ซึ่งผลิตโดยบริษัท โรห์เดแอนด์ชวาร์ซ จำกัด (Rohde & Schwarz Co., Ltd.) จากประเทศเยอรมนีเข้าในสถานีเครือข่ายโทรทัศน์ทั่วประเทศ ซึ่งสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงระบบออกอากาศจากแอนะล็อกเป็นดิจิทัลในอนาคตด้วย โดยเริ่มใน 5 แห่งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2550 ได้แก่ จ.เชียงราย (VHF ช่อง 8), จ.ลำปาง (VHF ช่อง 6), จ.สกลนคร (VHF ช่อง 7), จ.ภูเก็ต (VHF ช่อง 11) และจ.ชุมพร (VHF ช่อง 11) โดยเปลี่ยนเพิ่มเติมอีก 7 แห่งในปี พ.ศ. 2551 ได้แก่ จ.ยะลา (VHF ช่อง 9), จ.สระแก้ว (VHF ช่อง 6), จ.ตราด (VHF ช่อง 7), จ.สุรินทร์ (VHF ช่อง 7), จ.แม่ฮ่องสอน (VHF ช่อง 6), จ.ตาก (VHF ช่อง 6) และจ.ตรัง (VHF ช่อง 6) [6]

ต่อมาเปลี่ยนเพิ่มเติมอีก 6 แห่งในปี พ.ศ. 2552 ได้แก่ จ.แพร่ (VHF ช่อง 6), จ.น่าน (VHF ช่อง 7), จ.เลย (VHF ช่อง 12), จ.เพชรบูรณ์ (VHF ช่อง 11), จ.ระนอง (VHF ช่อง 11) และ จ.พังงา (VHF ช่อง 6) ท้ายที่สุดเปลี่ยนเพิ่มเติมอีก 2 แห่งในปี พ.ศ. 2555 คือ จ.ขอนแก่น (VHF ช่อง 7) และ จ.ระยอง (VHF ช่อง 6) ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ช่อง 3 ได้จัดตั้งสถานีเครือข่ายระบบ UHF ช่อง 55 เพิ่มเติมขึ้นที่ จ.สตูล เนื่องจากคลื่นความถี่ระบบ VHF ช่อง 11 ที่ช่อง 3 ใช้ออกอากาศในเขต จ.สตูลอยู่แต่เดิมเกิดรบกวนกับสัญญาณอื่นในบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย[6] ต่อมาได้ดำเนินการย้ายสถานที่ตั้งจากพื้นที่ราบภายในตัวเมืองให้ขึ้นไปอยู่บนภูเขาบริเวณเดียวกับสถานีเครือข่ายของบมจ.อสมท

นอกจากนี้ ยังทยอยปรับปรุงระบบสายอากาศภายในสถานีเครือข่ายโทรทัศน์ทั่วประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 สำหรับในส่วนของสถานีเครือข่าย จ.ขอนแก่น (VHF ช่อง 7), จ.อุบลราชธานี (VHF ช่อง 6), จ.สุรินทร์ (VHF ช่อง 7), จ.แพร่ (VHF ช่อง 6) และจังหวัดเพชรบูรณ์ (ช่อง 11) ดำเนินการเมื่อปี พ.ศ. 2553 สำหรับส่วนกลางที่กรุงเทพมหานคร มีการจัดตั้งสถานีเครื่องส่งโทรทัศน์ ระบบ UHF หน่วยย่อยเพิ่มเติม โดยออกอากาศทางช่อง 60 เพื่อขจัดปัญหาในการรับสัญญาณ จำนวน 3 แห่งคือ บนอาคารจิวเวอรีเทรดเซ็นเตอร์ ถนนสีลม เขตบางรัก, บนอาคารแฟมิลีคอมเพล็กซ์ สี่แยกสุทธิสาร เขตพญาไท และบนอาคารเอ็มโพเรียม ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย และจัดตั้งสถานีเครื่องส่งโทรทัศน์ระบบ UHF สำรองบนดาดฟ้าชั้น 36 ของอาคารมาลีนนท์อีกด้วย

ต่อมาช่วงกลางปี พ.ศ. 2556 ช่อง 3 เปลี่ยนระบบควบคุมการออกอากาศเป็นดิจิทัล และตั้งแต่เวลา 10.10 น. วันที่ 17 ตุลาคมปีเดียวกัน ช่อง 3 เปลี่ยนระบบออกอากาศเป็นดิจิทัล รวมถึงตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2557 ทุกรายการที่ออกอากาศในทั้ง 3 ช่องระบบดิจิทัลของช่อง 3 ถ่ายทำด้วยระบบดิจิทัลภาพคมชัดสูง พร้อมทั้งปรับสัดส่วนภาพที่ออกอากาศจากเดิมคือ 4:3 (Letter Box) เป็น 16:9 (Widescreen) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็เริ่มใช้กับช่อง 3 แอนะล็อกด้วยตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนปีเดียวกัน

การยุติการออกอากาศโทรทัศน์ระบบแอนะล็อก

เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 บีอีซีได้สิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ทำให้ช่อง 3 ได้ทำการยุติการออกอากาศโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกทั่วประเทศ เมื่อเวลา 00.01 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 รวมระยะเวลาในการออกอากาศระบบแอนะล็อกทั้งสิ้น 50 ปี และถือเป็นการยุติการออกอากาศระบบแอนะล็อกในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากเป็นสถานีโทรทัศน์ของไทยช่องสุดท้ายที่ยุติการออกอากาศในระบบนี้[7]

การออกอากาศในระบบดิจิทัล

เมื่อวันที่ 26 - 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556 กลุ่มบีอีซีเวิลด์ บริษัทแม่ของช่อง 3 มอบหมายให้บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด บริษัทลูกอีกแห่งหนึ่งเข้าประมูลช่องโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติทั้ง 3 ประเภท คือ รายการทั่วไปภาพคมชัดสูง (ให้ราคาเป็นอันดับที่ 1), รายการทั่วไปภาพคมชัดปกติ (ให้ราคาเป็นอันดับที่ 4), รายการเด็กและครอบครัว (ให้ราคาเป็นอันดับที่ 1) จากนั้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557 กสทช.ประกาศหมายเลขช่องที่แต่ละบริษัทซึ่งผ่านการประมูลเลือกไว้ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม ในการประชุมร่วมกัน โดยในส่วนของ บีอีซี-มัลติมีเดีย ผลปรากฏว่า รายการเด็กและครอบครัวได้หมายเลข 13, รายการทั่วไปภาพคมชัดปกติได้หมายเลข 28 และรายการทั่วไปภาพคมชัดสูงได้หมายเลข 33

และเมื่อ กสทช.อนุญาตให้แต่ละบริษัท ซึ่งจะรับมอบใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ ดำเนินการทดสอบสัญญาณ ผ่านอุปกรณ์รวมส่งสัญญาณ (MUX) ของผู้ให้บริการโครงข่าย ระหว่างวันที่ 1 - 24 เมษายนปีเดียวกัน บีอีซี-มัลติมีเดีย ได้ดำเนินการทดลองออกอากาศรายการทั้งหมดจากช่อง 3 แอนะล็อก โดยคู่ขนานไปทั้ง 3 ช่องรายการในส่วนของบริษัทฯ และตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557 ซึ่ง กสทช. กำหนดเป็นวันเริ่มต้นออกใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ บีอีซี-มัลติมีเดีย ก็เริ่มออกอากาศรายการต่าง ๆ ตามผังที่กำหนดของแต่ละช่องทั้ง 3 ระหว่างเวลา 16.00 - 00.00 น. ของทุกวัน และเนื่องจากผู้รับสัมปทานช่อง 3 แอนะล็อก คือ บีอีซี เป็นคนละนิติบุคคลกับผู้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ทั้ง 3 ของโทรทัศน์ระบบดิจิทัล คือ บจก.บีอีซี-มัลติมีเดีย จึงไม่สามารถนำรายการทั้งหมดจากช่องโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกเดิมเพื่อมาออกอากาศคู่ขนานทางช่องโทรทัศน์ระบบดิจิทัลทั้ง 3 ดังที่ดำเนินการมาในระยะทดสอบสัญญาณได้

จากกรณีดังกล่าว ผู้ชมที่เป็นสมาชิกเว็บบอร์ดชุมชนออนไลน์ www.pantip.com โต๊ะเฉลิมไทยจำนวนหนึ่ง วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยอ้างว่าผู้บริหารช่อง 3 นำรายการที่เคยออกอากาศทางช่อง 3 มาลงในผังของช่องระบบดิจิทัลโดยไม่นำรายการใหม่เข้ามา รวมทั้งกล่าวหาว่าออกอากาศไม่ครบ 24 ชั่วโมง กสทช. จึงเสนอให้ช่อง 3 โอนถ่ายบัญชีรายได้ของรายการต่าง ๆ ทางช่องระบบแอนะล็อกไปยังช่องระบบดิจิทัล แต่ช่อง 3 ยืนยันความเป็นคนละนิติบุคคล จึงทำให้ไม่อาจดำเนินการตามข้อเสนอของ กสทช. ดังกล่าวได้

ต่อมาในวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557 กสทช. ลงมติเพิกถอนโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกจากส่วนที่ให้บริการเป็นการทั่วไป จึงต้องยุติการออกอากาศผ่านระบบโทรทัศน์ดาวเทียมและเครือข่ายโทรทัศน์ทางสายเคเบิลตามที่กฎหมายกำหนด ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน เป็นต้นไป[8] โดยทางช่อง 3 อาศัยความในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 27/2557 ประกอบกับความในสัญญาสัมปทานโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกซึ่งทำไว้กับบมจ.อสมท จนถึงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 เพื่อรักษาสิทธิในการออกอากาศต่อไปตามเดิม[9] วันต่อมา (3 กันยายน) กสทช. ทำหนังสือถึงผู้ให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ผ่านระบบดาวเทียมและสายเคเบิลให้งดการออกอากาศช่อง 3 แอนะล็อก โดยกำหนดเวลาภายใน 15 วัน พร้อมทั้งเสนอความช่วยเหลือทางกฎหมาย เพื่อทำให้ช่อง 3 นำสัญญาณจากช่องในระบบแอนะล็อกมาออกอากาศคู่ขนานทางช่อง 33 ได้[10] ช่อง 3 นำความขึ้นร้องต่อศาลปกครอง โดยชั้นต้นวินิจฉัยให้ กสทช. กับผู้บริหารของช่อง 3 เปิดการเจรจากัน แต่ไม่ได้ข้อยุติ ศาลปกครองสูงสุดจึงเข้าไกล่เกลี่ย โดยทำข้อตกลงให้บีอีซี-มัลติมีเดีย นำสัญญาณภาพและเสียงทั้งหมดของช่อง 3 แอนะล็อก ไปออกอากาศด้วยภาพคมชัดสูง ทางช่องหมายเลข 33 ของตนในระบบดิจิทัลภายในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557[11]

สำหรับการออกอากาศช่องรายการในระบบดิจิทัลของบีอีซี-มัลติมีเดีย มีการปรับปรุงผังรายการในระยะที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 โดยช่อง 33 ออกอากาศระหว่างเวลา 16.00 - 00.00 น. ของทุกวัน ทั้งนี้บีอีซี-มัลติมีเดีย กำหนดแผนปรับปรุงผังรายการในระยะที่ 3 ราวต้นปี พ.ศ. 2558 ทว่ามีคำสั่งของศาลปกครองบังคับให้บีอีซี-มัลติมีเดีย นำช่อง 3 แอนะล็อก มาออกอากาศคู่ขนานกับช่อง 33 ทั้ง 24 ชั่วโมงเสียก่อน บีอีซี-มัลติมีเดียจึงจำเป็นต้องถอนรายการต่าง ๆ ที่ออกอากาศอยู่เดิมทางช่อง 33 ออกมาจัดแบ่งลงในช่อง 28 และช่อง 13 แทน โดยเฉพาะช่วงเวลา 06.00 - 09.45 น. ซึ่งแต่เดิมบีอีซี-มัลติมีเดีย มีนโยบายรับสัญญาณจากช่อง 3 แอนะล็อก มาออกอากาศคู่ขนานทางช่อง 13 อยู่แล้ว เมื่อต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองอีก จึงทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวกลายเป็นการออกอากาศเนื้อหาเดียวกัน แต่คู่ขนานถึง 3 ช่องคือ ช่อง 3 แอนะล็อก, ช่อง 33 และช่อง 13 ซึ่งเท่ากับเป็นการซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น

ต่อมาในวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 กสทช. ได้มีมติให้ยุติการออกอากาศในระบบแอนะล็อกอย่างเป็นทางการ หลังจากที่สถานีโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อกเดิมได้ยุติการออกอากาศในระบบเดิมไปแล้วก่อนหน้า เพื่อให้เป็นไปในทำนองเดียวกัน กสทช.​ จึงมีมติให้วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ถือเป็นวันสิ้นสุดการออกอากาศในระบบแอนะล็อกเดิม เพื่อที่จะนำคลื่น 700 MHz ที่ใช้งานกับระบบดิจิทัลชั่วคราว กลับมาจัดสรรใหม่ให้กิจการโทรคมนาคม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับระบบ 5 จี ในอนาคต และมีมติให้ช่อง 3 แอนะล็อก ยกเลิกการออกอากาศคู่ขนานกับระบบดิจิทัลความละเอียดสูงทางช่อง 33 โดยให้แยกผังรายการออกจากกันอย่างชัดเจน[12] แต่ช่อง 3 ได้ยื่นคัดค้านมติ เนื่องจากยังไม่สามารถยกเลิกระบบแอนะล็อกได้ เพราะบีอีซียังไม่หมดสัญญาสัมปทานกับ บมจ.อสมท ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี และจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงทำให้ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานได้ และยังขัดกับข้อตกลงที่บีอีซีทำกับ กสทช. ที่ศาลปกครองในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557 อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ช่อง 3 รับมติของ กสทช. 3 เรื่อง คือ การแสดงถึงการเป็นผู้บริหารผังรายการของช่องด้วยตัวเอง การแสดงรูปแบบในการหารายได้ของช่องอย่างชัดเจน และแยกตราสัญลักษณ์ของสถานีออกจากกัน[13] โดยช่อง 3 แสดงสัญลักษณ์ของระบบแอนะล็อกไว้ที่มุมล่างขวา ในขณะที่ระบบดิจิทัลยังคงยึดตำแหน่งเดิมคือมุมบนขวา[14]

(ทั้งนี้ ตั้งแต่เที่ยงคืนวันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562 สถานีฯ ได้อัญเชิญตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 มาประดับไว้ที่มุมบนซ้าย ส่งผลให้ต้องวางแสดงสัญลักษณ์ระบบดิจิทัลไว้ที่มุมล่างขวา โดยคู่ขนานกับแสดงสัญลักษณ์ระบบแอนะล็อกไว้ที่มุมล่างขวาเช่นเดิม แต่ในวันที่ 27 พฤษภาคม ได้งดขึ้นตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกทางด้านมุมบนซ้ายในช่วงรายการสด ยกเว้นวันที่ 3 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 17 มิถุนายน และแสดงไปจนสิ้นสุดห้วงการจัดงานพระราชพิธีในวันที่ 31 กรกฎาคม ปีเดียวกัน)

หลังจากช่อง 3 ได้ทำการยุติการออกอากาศในระบบแอนะล็อกโดยสมบูรณ์เมื่อเวลา 00:01 น. ของวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 เรียบร้อยแล้ว ช่อง 3 ก็ได้นำสัญลักษณ์ของระบบทีวีดิจิทัลเดิม (โลโก้ปลาคาร์ฟ) ออก พร้อมทั้งย้ายสัญลักษณ์ของระบบทีวีแอนะล็อกไปไว้ที่มุมบนขวาแทน ปัดเงาเพิ่มให้มีความเป็น 3 มิติ แล้วเติมตัวอักษร HD ต่อท้าย เป็นสัญลักษณ์ใหม่ของช่อง 3 เอชดี ในระบบทีวีดิจิทัลจนถึงปัจจุบัน[15][16]

(ทั้งนี้ ในรายการสด ตัวอักษร HD จะถูกดันขึ้นมาอยู่กึ่งกลางของสัญลักษณ์ช่อง 3 และจะมีแถบสีฟ้า-น้ำเงิน โผล่ออกมาจากด้านใต้ของสัญลักษณ์ และเขียนกำกับไว้ในแถบดังกล่าวว่า LIVE)

อดีตการออกอากาศในระบบดิจิทัล

ดูบทความหลักที่: ช่อง 3 เอสดี และช่อง 3 แฟมิลี

กระแสไฟฟ้าขัดข้องเมื่อปี พ.ศ. 2552

เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552 ระบบบำบัดน้ำเสียภายในอาคารมาลีนนท์เกิดชำรุด ส่งผลให้น้ำเสียไหลเข้าท่วมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จึงไม่สามารถออกอากาศได้ เนื่องจากกระแสไฟฟ้าดับตั้งแต่เวลา 16.04 น. ขณะกำลังแนะนำเนื้อหาในช่วงต้นของรายการเด็ก กาลครั้งหนึ่ง โดยในเวลาดังกล่าว สัญญาณภาพที่กำลังออกอากาศก็หยุดลงและหายไปกลายเป็นสัญญาณว่าง ต่อมาเมื่อเวลา 17.32 น. กลับมามีภาพแถบสีในแนวตั้งตลอดทั้งหน้าจอและบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ ยามเย็น เพื่อทดลองเสียง และในเวลา 17.37 น. จึงกลับมาปรากฏภาพเปิดรายการ เรื่องเด่นเย็นนี้ และเข้าสู่รายการตามปกติ โดยออกอากาศจากชั้นล่างของอาคารปฏิบัติการออกอากาศ ด้วยการใช้รถถ่ายทอดสดเคลื่อนที่ นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวกับทางสถานีฯ และยังเกิดขึ้นเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โทรทัศน์ไทยด้วย[17]

รายการข่าว

ดูบทความหลักที่: ฝ่ายข่าว ช่อง 3 เอชดี
รายการ ผู้ประกาศข่าว
ตีข่าว
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 04:30 - 05:30 น.
ดนยกฤตย์ แดงหวานปีสีห์
สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์
นิธินาฏ ราชนิยม
เรื่องเล่าหน้าหนึ่ง
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 05:30 - 06:00 น.
ภาษิต อภิญญาวาท
เมจกา สุพิชญางกูร

พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ
อรชุน รินทรวิฑูรย์

เรื่องเล่าเช้านี้
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 06:00 - 07:55 น.
พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ
ภาษิต อภิญญาวาท
เอกราช เก่งทุกทาง
ข่าวเช้าวันหยุด
วันเสาร์ - วันอาทิตย์
เวลา 06:00 - 06:25 น.
ปิยณี เทียมอัมพร
เมจกา สุพิชญางกูร
โหนกระแสแต่เช้า
วันอาทิตย์
เวลา 06:50 - 07:20 น.
กรรชัย กำเนิดพลอย
สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์
พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
ผู้หญิงยกกำลังแจ๋ว
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 08:01 - 08:21 น.
ปุณยวีร์ สุขกุลวรเศรษฐ์
อภิสรา เกิดชูชื่น
ณปภา ตันตระกูล
สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง
เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์
วันเสาร์ - วันอาทิตย์
เวลา 10:30 - 12:15 น.
ภาษิต อภิญญาวาท
นวนันท์ บำรุงพฤกษ์
โต๊ะข่าวบันเทิง
วันพฤหัสบดี - วันศุกร์
เวลา 10:55 - 11:20 น.
เพชรี พรหมช่วย
สายฝน ชีช้าง
ภัทริส ณ นคร
เที่ยงวันทันเหตุการณ์
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 11:20 - 12:35 น.
อริสรา กำธรเจริญ
กรรชัย กำเนิดพลอย
โหนกระแส
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 12:35 - 13:14 น.
กรรชัย กำเนิดพลอย
คลินิคหมอความ
วันเสาร์ - วันอาทิตย์
เวลา 12:15 - 12:16 น.
สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์
จับข่าวลวง
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 13:15 - 13:15 น.
นวนันท์ บำรุงพฤกษ์
เรื่องเด่นเย็นนี้
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 15:45 - 16:44 น.
ธีระ ธัญไพบูลย์
วราภรณ์ สมพงษ์
ประวีณมัย บ่ายคล้อย
สาธิต กรีกุล
บัญชา ชุมชัยเวทย์
ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์
เล่าเรื่องไทย ๆ กับสายสวรรค์ ขยันยิ่ง
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 16:44 - 16:46 น.
สายสวรรค์ ขยันยิ่ง
รีวิวบันเทิง
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 16:46 - 17:00 น.
ชลธิชา นวมสุคนธ์
กรกมล ชิตพงศ์ ภูสนาคม
อิงลิชออนทัวร์
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 17:59 - 18:00 น.
กุลนัดดา ปัจฉิมสวัสดิ์
ข่าวเด่นเย็นเสาร์-อาทิตย์
วันเสาร์ - วันอาทิตย์
เวลา 18:00 - 18:20 น.
กมลวรรณ สุนทรธรรม
อรชุน รินทรวิฑูรย์
ข่าวนอกลู่
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 20:04 - 20:12 น.
พิศณุ นิลกลัด
ข่าวนอกลู่เสาร์-อาทิตย์
วันเสาร์ - วันอาทิตย์
เวลา 19:50 - 19:58 น.
ข่าวในพระราชสำนัก
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 20:12 - 20:16 น.
วันเสาร์ - วันอาทิตย์
เวลา 19:58 - 20:12 น.
วีรินทร์ทิรา นาทองบ่อจรัส
ปิยณี เทียมอัมพร
ธนสร อมาตยกุล
เบญจมาลัญช์ ทิพย์ขัณทอง
สีสันบันเทิง
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 20:16 - 20:22 น.
กรกมล ชิตพงศ์ ภูสนาคม
ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย
ปุญญ์ปรีดี คุ้มพร้อม รอดสวาดสดิ์
ข่าว 3 มิติ
วันจันทร์ - วันพฤหัสบดี
เวลา 22:38 - 23:08 น.
วันศุกร์
เวลา 22:23 - 22:53 น.
วันเสาร์ - วันอาทิตย์
เวลา 22:18 - 22:48 น.
กิตติ สิงหาปัด
สปอร์ตกูรู
วันอาทิตย์
เวลา 00:18 - 00:48 น.
พิศณุ นิลกลัด
พลวรรธก์ บุญลออ
168 ชั่วโมง
วันอาทิตย์
เวลา 00:18 - 00:48 น.
วิบูลย์ ลีรัตนขจร
ข่าววันใหม่
วันจันทร์/วันพุธ - วันพฤหัสบดี
เวลา 00:38 - 01:33 น.
วันอังคาร
เวลา 00:50 - 01:33 น.
วันศุกร์
เวลา 00:23 - 01:33 น.
วันเสาร์
เวลา 01:15 - 02:00 น.
ปิยณี เทียมอัมพร
อติรุจ กิตติพัฒนะ
ณัฐธวัช อิงควิธาน
พิมพ์วิจิตร โสภณ
รีวิวบันเทิงทูไนท์
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 01:33 - 01:53 น.
ชลธิชา นวมสุคนธ์
กรกมล ชิตพงศ์ ภูสนาคม
BTimes
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 01:53 - 02:03 น.
บัญชา ชุมชัยเวทย์
Flash news
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 10:54 - 10:55 น.
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 13:44 - 13:45 น.
วันจันทร์ - วันศุกร์
เวลา 20:22 - 20:22 น.
วันเสาร์ - วันอาทิตย์
เวลา 08:59 - 09:00 น.
วันเสาร์ - วันอาทิตย์
เวลา 14:59 - 15:00 น.
วันเสาร์ - วันอาทิตย์
เวลา 15:59 - 16:00 น.
วันเสาร์ - วันอาทิตย์
เวลา 20:17 - 20:17 น.
วันเสาร์
เวลา 13:33 - 13:33 น.
วันเสาร์
เวลา 13:55 - 13:56 น.
วันเสาร์
เวลา 17:14 - 17:15 น.
วันอาทิตย์
เวลา 13:14 - 13:15 น.
วันอาทิตย์
เวลา 14:14 - 14:15 น.
กมลวรรณ สุนทรธรรม
อรชุน รินทรวิฑูรย์
ภัทรา อภิญญาวาท
ประวีณมัย บ่ายคล้อย
รวมเล่าข่าวสนุก
วันหยุดนักขัตฤกษ์
เวลา 09:45 - 10:30 น.
พิศณุ นิลกลัด

ในอดีต ช่อง 3 เคยนำเสนอรายการข่าว ในรูปแบบการอ่านข่าวตามธรรมเนียมเดิม จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2524 อ.ส.ม.ท. ผู้เป็นเจ้าของคลื่นความถี่ สั่งการให้ช่อง 3 เชื่อมสัญญาณออกอากาศการรายงานข่าวในช่วงต่าง ๆ ซึ่งผลิตโดยสำนักข่าวไทย ร่วมกับช่อง 9 อ.ส.ม.ท. และใช้ชื่อรายการว่า ข่าวร่วม 3-9 อ.ส.ม.ท. จนถึงปี พ.ศ. 2529 เป็นเวลา 5 ปี หลังจากนั้น อ.ส.ม.ท. จึงอนุญาตให้ช่อง 3 กลับมานำเสนอข่าวเองได้อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาราวปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา ช่อง 3 ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการนำเสนอข่าวจากการอ่านข่าวมาเป็นการเล่าข่าว เพื่อให้ผู้ชมมีความเข้าใจได้อย่างง่ายดายและสามารถรับรู้ข่าวสารได้มากขึ้น ฝ่ายข่าวช่อง 3 มีความมุ่งมั่นในการนำเสนอข่าวสารต่าง ๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในเหตุการณ์ปัจจุบันต่าง ๆ ที่ช่อง 3 เผยแพร่สู่ประชาชน โดยใช้ผู้ประกาศข่าวที่มีความเชี่ยวชาญและเที่ยงตรงในการนำเสนอข่าว จนในที่สุดก็นำไปสู่การร่วมกันจัดตั้งกลุ่มผู้ประกาศข่าวและรายการข่าวว่า ครอบครัวข่าว 3

ตราสัญลักษณ์ของรายการข่าวและฝ่ายข่าว

ในระหว่างออกอากาศ การรายงานข่าวของช่อง 3 จะแสดงกราฟิกที่มุมขวาล่างของจอโทรทัศน์ เป็นตราสัญลักษณ์ของช่อง 3 (ไม่มีอักษรชื่อย่อ อสมท) ถัดไปทางซ้าย มีตัวอักษรสีเหลืองทอง คำว่า ข่าว โดยเมื่อมีการเผยแพร่เว็บไซต์ข่าว www.becnews.com จึงเริ่มแสดงชื่อโดเมนดังกล่าว กำกับอยู่เบื้องล่างของกราฟิกดังกล่าวข้างต้นด้วย ทั้งนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ยังคงมีการใช้รูปแบบของกราฟิกดังกล่าวเฉพาะในช่วงข่าวด่วนเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีการจัดทำและแสดงกราฟิก สำหรับช่วงข่าวด่วนขึ้นเฉพาะแล้ว จึงมิได้นำมาใช้อีก

ต่อมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ช่อง 3 มีนโยบายเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเสนอข่าวออกเป็นหลายชื่อรายการในแต่ละช่วงเวลา เช่น เที่ยงวันทันเหตุการณ์, 180 วินาทีข่าว เป็นต้น จึงมีการออกแบบตราสัญลักษณ์เป็นของแต่ละรายการเอง ซึ่งนับเป็นช่องโทรทัศน์แห่งแรกที่สร้างเอกลักษณ์ของการนำเสนอกราฟิกบนหน้าจอในรูปแบบที่แตกต่างจากสถานีอื่น ๆ[ต้องการอ้างอิง]

รายการโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียง

ช่อง 3 ถือเป็นผู้นำด้านละครโทรทัศน์ของประเทศไทย เนื่องจากเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชน เข้าเสนอผลงานผลิตละครโทรทัศน์หลากหลายแนว ในเวลาไพรม์ไทม์ ช่วงเย็นและหัวค่ำ นอกจากนี้ ยังเป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีจำนวนผู้ประกาศข่าวมากที่สุด[ต้องการอ้างอิง] และมีการนำเสนอข่าวถึงครึ่งหนึ่ง (12 ชั่วโมง) ของเวลาการออกอากาศทั้งหมด รวมถึงสถานีฯ ได้จัดซื้อระบบดิจิทัลนิวส์รูม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทันสมัย ที่ได้รับการพัฒนาระดับสูง มูลค่ากว่า 80 ล้านบาท จากบริษัท โซนี่ ไทย จำกัด มาใช้ในการผลิต และนำเสนอข่าวของสถานีฯ อย่างเต็มระบบ เป็นแห่งแรกในภาคพื้นเอเชีย เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550[18] นอกจากนี้ ยังมีรายการโทรทัศน์หลากหลายประเภท ที่สร้างชื่อเสียงแก่สถานีอีกหลายรายการ ดังจะได้กล่าวถึงต่อไปนี้

  • ตลกรายวัน[19] (26 มี.ค. 2513 - 31 ธ.ค. 2535) รายการที่ 2 ของสถานีฯ และเป็นรายการสุดท้ายของแต่ละวัน ตามผังรายการครั้งแรกของสถานีฯ มีเนื้อหาเป็นการเล่าเรื่องตลก ออกอากาศทุกวัน เวลา 11.00 - 12.00 น. ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 ย้ายมาออกอากาศเวลา 21.00 - 22.00 น. แต่ในต่างจังหวัดยังออกอากาศเวลาเดิม เมื่อปี พ.ศ. 2516 ออกอากาศเป็นสองช่วงเวลาคือ 20.30 - 22.00 น. และ 23.00 - 0.00 น. เฉพาะในกรุงเทพมหานคร และออกอากาศช่วงเดียว คือ ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 23.00 น. ยุติการออกอากาศสิ้นปี พ.ศ. 2535
  • รับรางวัล (15 ม.ค. 2514) เกมโชว์รายการแรกของสถานีฯ ที่ในระยะแรกออกอากาศเป็นเวลา 10 นาทีของทุกวัน แต่เนื่องจากได้รับความนิยมจากผู้ชมสูงมาก จนกระทั่งสถานีฯ ขยายเวลาในวันจันทร์-วันศุกร์ เป็น 30 นาที และวันเสาร์-วันอาทิตย์ เป็น 1 ชั่วโมง
  • เปาบุ้นจิ้น (2517,2537,2558) ภาพยนตร์ชุดจีนจากไต้หวัน ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมาก ในทั้งสองช่วงเวลา (ปี พ.ศ. 2517 ออกอากาศทุกวันอังคาร -วันศุกร์ เวลา 19.00 น. และปี พ.ศ. 2537 ออกอากาศทุกวันพุธ -วันอาทิตย์ เวลา 20.30 น.) โดยยุคแรกนั้น บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ถึงกับเกาะกระแสด้วยการออกผลิตภัณฑ์ผงซักฟอก ในเครื่องหมายการค้า เปาบุ้นจิ้น เลยทีเดียว (ปัจจุบันใช้เพียงชื่ออย่างสั้นว่า เปา เท่านั้น)[ต้องการอ้างอิง]
  • ไฟพ่าย (1 ก.ย. 2519) ละครโทรทัศน์ยุคใหม่เรื่องแรกของสถานีฯ ผลงานของภัทราวดี มีชูธน ออกอากาศทุกวันจันทร์-วันพุธ เวลา 19.30 - 20.00 น. ด้วยแนวทางที่ให้ผู้แสดงศึกษาบทล่วงหน้า และจำบทเอง โดยไม่ต้องมีผู้บอกอยู่ข้างฉากเช่นในยุคก่อนหน้า มีการซักซ้อมล่วงหน้า และบันทึกเทปแทนการออกอากาศสด
  • กระบี่ไร้เทียมทาน (2523) ภาพยนตร์ชุดจีนที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมากอีกเรื่องหนึ่ง ออกอากาศทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์ นำแสดงโดย ฉีเส้าเฉียน (เล่นเป็นตัวละครเอก ฮุ้นปวยเอี๊ยง) ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถึงกับนำกรณีที่ตัวละครในเรื่องนี้นัดหมายพิสูจน์วิชายุทธกันมาขึ้นเป็นพาดหัวข่าวในหน้า 1 เลยทีเดียว
  • เณรน้อยเจ้าปัญญา (2526) ภาพยนตร์การ์ตูนจากญี่ปุ่น ที่สร้างโดยอิงจากชีวประวัติของพระอิกคิว โซจุน ได้รับความนิยมในกลุ่มเยาวชนเป็นอย่างมาก ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงเย็น ๆ เนื่องจากความฉลาดรอบรู้ของเณรเด็ก อิกคิวซัง ตัวเอกของเรื่อง อีกทั้งยังมีคติสอนใจในทุกตอนอีกด้วย
  • ภาษาไทยวันละคำ (2527) รายการสอนภาษาไทย ในเชิงอธิบายความหมายของถ้อยคำสำนวนต่าง ๆ ดำเนินรายการโดย ศ.กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล หัวหน้าภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในขณะนั้น ซึ่งได้รับความสนใจ และเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมาก จากผู้ชมทุกเพศทุกวัย ไม่เฉพาะเด็กและเยาวชน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของรายการ (รายการนี้ถูกล้อเลียน โดยรายการเพชฌฆาตความเครียด ภายใต้ช่วงว่า "ภาษาไทยคำละวัน" ของ ปัญญา นิรันดร์กุล)
  • ดูดีดีมีรางวัล (2531) นับเป็นควิซโชว์ตอบคำถามชิงรางวัลในยุคแรก ๆ ที่เปิดรับผู้เข้าแข่งขันจากทางบ้านทั่วประเทศ เนื่องจากทางสถานีฯ กำลังเริ่มโครงการขยายเครือข่ายร่วมกับ อ.ส.ม.ท. จึงเกิดแนวคิดในการสมนาคุณตอบแทนแก่ผู้ชม ที่ติดตามชมรายการของสถานีฯ มาตลอด ดำเนินรายการโดย ไตรภพ ลิมปพัทธ์ และ หัทยา วงษ์กระจ่าง
  • ฝันที่เป็นจริง (2531 - 2539) รายการที่นำเสนอวิถีชีวิตของบุคคล ผู้ต่อสู้กับชะตากรรมอันยากลำบาก ผ่านรูปแบบละครสั้น และปิดท้ายรายการด้วยการสนทนากับบุคคลเจ้าของเรื่อง พร้อมทั้งมอบร้านค้ารถเข็น ให้เป็นอุปกรณ์ดำรงชีพต่อไป ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของรายการ เป็นเวทีแจ้งเกิดให้กับ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ จนกลายเป็นพิธีกรที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น โดยมีผลิตภัณฑ์ผงซักฟอก บรีส เป็นผู้สนับสนุนหลักของรายการ
  • Twilight Show (14 ต.ค. 2533 - 28 มี.ค. 2547 และ 7 มิ.ย. - 29 พ.ย. 2557) รายการวาไรตี้ทอล์กโชว์ ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ ซึ่งในช่วงที่ได้รับความนิยมสูงสุดนั้น ได้รับจัดสรรเวลาจากสถานีฯ ถึง 3 ชั่วโมง (15.00-18.00 น.) ดำเนินรายการโดย ไตรภพ ลิมปพัทธ์ แต่เพียงผู้เดียวมาตลอด 14 ปี ก่อนจะย้ายไปออกอากาศทาง ITV ในปี พ.ศ. 2547 และในปี พ.ศ. 2557 ได้กลับกลับมาออกอากาศอีกครั้ง โดยออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 15.30 - 17.00 น. และออกอากาศเทปสุดท้ายวันที่ 29 พ.ย. 2557
  • สีสันบันเทิง (2535 - ปัจจุบัน) ข่าวบันเทิงรายการแรกของสถานีฯ เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับรายการ แวด-วงบันเทิง ออกอากาศก่อนหน้าละครภาคค่ำทุกวัน เวลาประมาณ 20.20 น. ซึ่งได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน ผู้ดำเนินรายการที่มีชื่อเสียงจากรายการนี้ อาทิ หม่อมหลวงสุรีย์วัล สุริยง, พรหมพร ยูวะเวส เป็นต้น
  • โต้คารมมัธยมศึกษา (2535 - 2538) รายการแข่งขันโต้วาที สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ดำเนินรายการโดย กรรณิกา ธรรมเกษร และ อ.จตุพล ชมภูนิช (อ.เชน ตีสิบ) ออกอากาศทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 11.30-12.30 น. เป็นรายการที่สร้างชื่อเสียงแก่นักพูดระดับประเทศ อาทิ เสนาลิง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ สุพจน์ พงษ์พรรณเจริญ
  • เปิดอก (2536 - 2539) วาไรตี้ทอล์กโชว์แก้ไขปัญหาชีวิตครอบครัวและสังคม ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ จันทร์ - อังคาร เวลา 18.30 - 19.00 น. ดำเนินรายการโดย ดวงตา ตุงคะมณี มยุรา เศวตศิลา ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ภาณุเดช วัฒนสุชาติ และเพลงไตเติ้ลรายการโดย เทียรี่ เมฆวัฒนา
  • Master Key (2537 - ปัจจุบัน) เกมโชว์ในยุคใหม่ ที่ออกอากาศในช่วงกลางวัน (ปัจจุบันย้ายไปอยู่ช่วงเช้า) ดำเนินรายการโดย เมทนี บุรณศิริ และ สุเทพ โพธิ์งาม โดยทั้งสองเป็นพิธีกรตั้งแต่ครั้งแรกของรายการจนถึงต้นปี พ.ศ. 2553
  • 168 ชั่วโมง (2538) วาไรตี้โชว์สำหรับคนนอนดึก ปัจจุบันออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 00.30 - 01.00 น. ดำเนินรายการโดย วิบูลย์ ลีรัตนขจร
  • น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ (2539 - 3 พ.ย. 2561) ละครซีรีส์วัยรุ่นที่ออกอากาศยาวนานที่สุดในประเทศไทย ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 9.15 น.
  • ตีสิบ (4 พ.ย. 2540 - ปัจจุบัน) วาไรตี้ทอล์กโชว์ ออกอากาศทุกวันอังคาร เวลา 22.30 - 00.30 น. ปัจจุบันมีระดับความนิยมของผู้ชม (เรตติ้ง) มากที่สุดของสถานีฯ รองจากรายการประเภทละคร มีช่วงดันดารา ที่มีชื่อเสียง ดำเนินรายการโดย วิทวัส สุนทรวิเนตร์ และ ณปภา ตันตระกูล
  • ก่อนบ่ายคลายเครียด (2540 - 31 ม.ค. 2562) รายการวาไรตี้ตลกที่ได้รับความนิยมสูงสุด ออกอากาศทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 10.30 น. (ปัจจุบันย้ายไปออกอากาศที่ช่อง PPTV HD36 และช่องเวิร์คพอยท์ ตามลำดับ)
  • ชิงร้อยชิงล้าน (7 ม.ค. - 30 ก.ย. 2541 และ 1 ม.ค. 2555 - 28 มิ.ย. 2558) รายการเกมโชว์ยอดนิยมของบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) โดยในช่วงปี พ.ศ. 2541 ในยุค Super Game (มกราคม - กุมภาพันธ์) และยุคชะช่ะช่า (มีนาคม - กันยายน) ออกอากาศทุกวันพุธ 22.00 น. ก่อนจะย้ายไปออกอากาศทางช่อง 5 ในวันที่ 7 ต.ค. 2541 และอีกครั้งในช่วงต้นปี พ.ศ. 2555 - กลางปี พ.ศ. 2558 ในยุค Sunshine Day ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ 14.45 น. - 16.45 น. ก่อนจะย้ายไปออกอากาศทางช่องเวิร์คพอยท์ ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค. 2558
  • ซือกง (2541 - ปลายปี พ.ศ. 2542) ภาพยนตร์ชุดจีนจากไต้หวัน ออกอากาศทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 18.30-19.30 น. สถานีฯ ทำประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ชุดนี้ ด้วยคำขวัญซึ่งเป็นที่นิยมในระยะต่อมาว่า "อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล"
  • เกมเศรษฐี (4 มี.ค. 2543 - 28 มี.ค. 2547) ควิซโชว์รูปแบบตอบคำถาม รายการแรกของประเทศไทย มีเงินรางวัลสูงสุด 1,000,000 บาท เพียงตอบคำถามได้ถูกต้องทั้ง 16 ข้อ ดำเนินรายการโดย ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ต่อมาย้ายไปออกอากาศทาง ITV ในปี พ.ศ. 2547
  • 4 ต่อ 4 Family Game (13 ม.ค. 2544 - 31 ธ.ค. 2549) เกมโชว์สำหรับทุกคนในครอบครัว ผลิตโดย เอ็กแซ็กท์-ซีเนริโอ ดำเนินรายการโดย กนิษฐ์ สารสิน ออกอากาศทุกวันเสาร์-อาทิตย์ (ปัจจุบันออกอากาศทางช่องวัน 31 ตั้งแต่ 7 มี.ค. 2559 - ปัจจุบัน)
  • The Weakest Link Thailand กำจัดจุดอ่อน (7 ก.พ. - 26 ธ.ค. 2545) ควิซโชว์ตอบคำถาม ซึ่งผู้เข้าแข่งขันที่ได้คะแนนน้อยที่สุด ต้องออกจากการแข่งขันไปทีละคน มีลักษณะเด่นที่ผู้ดำเนินรายการจะใช้วาจาเชือดเฉือนผู้เข้าแข่งขัน ด้วยน้ำเสียงกระด้างและเรียบเฉย จึงมีผู้วิจารณ์ว่าไม่เหมาะกับสังคมไทย ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์
  • รักใสใส หัวใจ 4 ดวง (2545,2562) ภาพยนตร์ชุดไต้หวัน นำแสดงโดยกลุ่มศิลปิน F4 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในประเทศไต้หวันและเมืองไทย
  • เรื่องเล่าเช้านี้ (2 มิ.ย. 2546 - ปัจจุบัน) เป็นรายการนำเสนอข่าวที่ใช้รูปแบบการเล่าด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เปลี่ยนไปจากการนั่งอ่านข่าวจากสคริปต์ในรูปแบบเดิม ดำเนินรายการโดย ภาษิต อภิญญาวาท, พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ และ เอกราช เก่งทุกทาง
  • โคกคูนตระกูลไข่ (2 ส.ค. 2546 - 25 ก.พ. 2549) ซิทคอมของบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) นำแสดงโดย หม่ำ จ๊กมก จินตหรา สุขพัฒน์ สันติสุข พรหมศิริ เท่ง เถิดเทิง ฯลฯ ออกอากาศทุกวันเสาร์ 14.00 น. ก่อนจะย้ายไปออกอากาศทางช่อง 5 ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 4 มี.ค. 2549
  • เป็นต่อ (7 ต.ค. 2547 - 9 ก.พ. 2555) ซิทคอมยอดนิยมที่มีเรตติ้งสูงที่สุดของช่อง 3 ผลิตโดย เอ็กแซ็กท์-ซีเนริโอ นำแสดงโดย ชาคริต แย้มนาม,พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร,มยุริญ ผ่องผุดพันธุ์,กิตติ เชี่ยววงศ์กุล,วิชุดา พินดั้ม,ผอูน จันทรศิริ ฯลฯ ออกอากาศทุกวันพฤหัสบดี เวลา 23.15 น. (ย้ายไปออกอากาศทางช่องวัน 31 ตั้งแต่ 20 ธ.ค. 2555 - ปัจจุบัน)
  • แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง (2548 - 2549) ภาพยนตร์ชุดจากเกาหลีใต้ เรื่องแรกของสถานีฯ ออกอากาศทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ เวลา 18.00-20.00 น.
  • อัจฉริยะข้ามคืน (3 ก.ค. 2549 - 7 ม.ค. 2551) รายการเรียลลิตี้ควิซโชว์รายการแรกของไทย มีจุดเด่นที่เกมการแข่งขันที่ต้องใช้การวิเคราะห์โจทย์เป็นหลัก โดยเฉพาะเกมที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายนั่นก็คือ เกมถอดรหัสลับอัจฉริยะ ดำเนินรายการโดย แทนคุณ จิตต์อิสระ และ ปัญญา นิรันดร์กุล
  • เฮง เฮง เฮง (7 ต.ค. 2549 - 29 ส.ค. 2558) ซิทคอมยอดนิยมของ เอ็กแซ็กท์-ซีเนริโอ เป็นซิทคอมเรื่องแรกของค่ายที่มีการย้ายช่อง (ย้ายมาจากช่อง 7 เอชดี ที่เริ่มออกอากาศตั้งแต่ 19 ม.ค. 2545 - 30 ก.ย. 2549) นำแสดงโดย กล้วย เชิญยิ้ม,ปิยะมาศ โมนยะกุล,ราศี ดิศกุล ณ อยุธยา,คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์,กวินรัฏฐ์ ยศอมรสุนทร ฯลฯ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 09:45 น. (ย้ายไปออกอากาศทางช่องวัน 31 ตั้งแต่ 3 ต.ค. 2558 - 25 มิ.ย. 2559)
  • Strawberry Cheesecake (8 ต.ค. 2549 - 27 ก.ย. 2558) รายการโทรทัศน์แนววาไรตี้ โดยเปิดโอกาสวัยรุ่นได้แสดงออกทุกรูปแบบ ที่จะให้ผู้ชมได้สัมผัสโลกของวัยรุ่น โดยมีพิธีกรวัยรุ่น 9-15 คน(โดยประมาณ) รับหน้าที่ดำเนินรายการ โดยตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. 2556 รายการได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ มีพิธีกรผู้ชายเพิ่มเข้ามาด้วย และเปลี่ยนชื่อรายการเป็น รายการ Strawberry Krubcake
  • ผู้กองเจ้าเสน่ห์ (7 ม.ค. 2550 - 27 ก.ย. 2558) ซิทคอมยอดนิยมของ เอ็กแซ็กท์-ซีเนริโอ นำแสดงโดย ปฏิภาณ ปฐวีกานต์,บุตรศรัณย์ ทองชิว,รณวีร์ เสรีรัตน์,เอ๋ เชิญยิ้ม,พิศมัย วิไลศักดิ์ ฯลฯ ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 09:45 น. (ย้ายไปออกอากาศทางช่องวัน 31 ตั้งแต่ 4 ต.ค. 2558 - 31 ก.ค. 2559)
  • ถ้าคุณแน่? อย่าแพ้ เด็ก (ประถม)! (1 ต.ค. 2550 - 29 เม.ย. 2553) ควิซโชว์ที่ผู้ร่วมรายการต้องแข่งขันตอบคำถามกับนักเรียนชั้นประถมศึกษา จึงเป็นที่นิยมเนื่องจากผู้ชมเอ็นดูในความฉลาดและน่ารักของเด็ก ๆ ดำเนินรายการโดย กนิษฐ์ สารสิน
  • Thailand's Got Talent (6 มี.ค. 2554 - 4 ก.ย. 2559) เรียลลิตี้โชว์ประกวดความสามารถหลากหลายรูปแบบ ไม่จำกัดอายุ เพศ จำนวน ประเภทของโชว์ โดย บริษัท ยูนิลีเวอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ซื้อลิขสิทธิ์การประกวดบริเทนส์กอตแทเลินต์ จากประเทศอังกฤษ มาออกอากาศในประเทศไทย โดยบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการผลิตรายการ (ปัจจุบันย้ายไปออกอากาศที่ช่องเวิร์คพอยท์)
  • The Voice Thailand (6 ก.ย. 2555 - 25 ก.พ. 2561) เรียลลิตี้โชว์ประกวดร้องเพลง ผลิตรายการโดย AP&J Production (ปัจจุบันย้ายไปออกอากาศที่ช่อง PPTV HD 36)
  • ดันดารา (1 มิ.ย. 2557 - 30 ก.ย. 2561) รายการประกวดความสามารถชื่อดังที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในรายการตีสิบ ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 17.00 น.
  • The Face Thailand (4 ต.ค. 2557 - 1 มิ.ย. 2562) เรียลลิตี้โชว์เพื่อค้นหาสุดยอดนางแบบ ผลิตรายการโดย บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
  • Davinci เกมถอดรหัส (2 ธ.ค. 2559 - ปัจจุบัน) เกมโชว์แนวควิซโชว์ที่ทดสอบความรู้รอบตัวและไหวพริบของผู้เข้าแข่งขันผ่านคำถามที่มาในรูปแบบของรูปภาพที่นำมาร้อยเรียงกันเป็นคำปริศนา ผลิตรายการโดย บริษัท อะมะเตะระสุ จำกัด
  • The Eyes มองตาก็รู้ใคร (5 มี.ค. 2561 - 28 ก.พ. 2563) เกมโชว์ที่ทดสอบการจดจำดวงตาของเหล่าคนดังทั่วโลกจากทุกวงการ ผลิตรายการโดย บริษัท อะมะเตะระสุ จำกัด

ละครและการ์ตูน ซีรีส์ต่างประเทศ

ผู้ประกาศข่าวและพิธีกร

ผู้ประกาศข่าวและผู้รายงานข่าวในอดีต

ดูเพิ่ม

อ้างอิง

  1. กิจกรรม ช่อง 3 ฉลอง 50 ปี
  2. ช่อง 3 จัดงานใหญ่เฉลิมฉลอง 50 ปี Channel 3 Infinity Happiness เปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 ประวัติสถานีฯ จากเว็บไซต์ไทยทีวีสีช่อง 3
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 4.6 34 ปี ช่อง 3 จากเว็บไซต์นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา
  5. ภาพหน้าอาคารสถานีฯ แสดงชื่อรหัสสากลของช่อง 3 จากเว็บไซต์สถานีฯ
  6. 6.0 6.1 6.2 สถานีเครือข่าย จากเว็บไซต์ไทยทีวีสีช่อง 3
  7. เนื่องจากช่อง 3 อนาล็อกหมดสัมปทานกับอสมท. องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 25 มีนาคม 2563
  8. มติ กสท.ไม่ต่ออายุช่อง3ออกดาวเทียม-เคเบิล, เนชั่น, 3 กันยายน 2557
  9. “ช่อง 3” แถลงอ้างคำสั่ง “คสช.” ปกป้อง, ผู้จัดการ, 3 กันยายน 2557
  10. กสท.แจ้งดาวเทียม-เคเบิลห้ามออกอากาศช่อง3, โพสต์ทูเดย์, 3 กันยายน 2557
  11. จบด้วยดี! กสท.อนุมัติ ช่อง 3 ออกอากาศคู่ขนาน เริ่มคืนนี้, ไทยรัฐ, 30 ตุลาคม 2557
  12. Positioning Magazine (9 กรกฎาคม 2561). "ช่อง 3 กระอัก! กสทช.สั่งยกเลิกออกอากาศคู่ขนาน มีผล 17 ก.ค." positioningmag.com. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  13. Positioning Magazine (15 กรกฎาคม 2561). "จับตาช่อง 3 HD ต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หลัง กสทช.ให้ใช้ผังเดียวกับกับแอนะล็อกแต่ต้องแสดงสิทธิในการเป็นผู้บริหารช่องเอง แสดงรายได้แยกชัดเจน". positioningmag.com. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  14. TV Digital Watch (20 กรกฎาคม 2561). "หน้าจอใหม่ช่อง 3 แอนะล็อก และช่อง 3 HD". www.tvdigitalwatch.com. สืบค้นเมื่อ 7 กรกฎาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  15. ยามเมื่อลมพัดหวน ช่อง 3 คืนสู่สัญลักษณ์เดิม หลังหมดสัมปทานแอนะล็อก
  16. เนื่องจากช่อง 3 ยุติสัญญาณแพร่ภาพอนาล็อก ณ วันที่ 26 มีนาคม 2563 เวลา 24.00 น. ที่มา กสทช.
  17. ช่อง3แจงเหตุจอมืด "เรื่องเด่นเย็นนี้" หายไปทันที 1 ชั่วโมง
  18. ทีวี 3 ไกด์: ดิจิตอลนิวส์รูม จากเว็บไซต์ไทยทีวีสีช่อง 3
  19. ชื่อนี้มิใช่ชื่อที่เป็นทางการ

แหล่งข้อมูลอื่น