การปฏิวัติทางวัฒนธรรม

(เปลี่ยนทางจาก การปฏิวัติวัฒนธรรม)

การปฏิวัติทางวัฒนธรรมใหญ่ของกรรมาชีพ (อังกฤษ: Great Proletarian Cultural Revolution) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า การปฏิวัติวัฒนธรรม (อังกฤษ: Cultural Revolution) เป็นขบวนการทางสังคม-การเมืองซึ่งเกิดขึ้นในสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงปีค.ศ. 1966 ถึงค.ศ. 1976 ดำเนินการโดยเหมา เจ๋อตงซึ่งขณะนั้นเป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเป็นผู้จัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีนโดยการขจัดองค์ประกอบที่เป็นทุนนิยม ประเพณีและวัฒนธรรมจีน ออกจากวัฒนธรรมคอมมิวนิสต์และเพื่อกำหนดแนวทางแบบเหมาภายในพรรค การปฏิวัติดังกล่าวส่งผลให้เหมาเจ๋อตงกลับมามีอำนาจหลังการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าที่ล้มเหลว ขบวนการดังกล่าวทำให้การเมืองจีนหยุดชะงักและส่งผลกระทบต่อประเทศทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างสำคัญ

การปฏิวัติทางวัฒนธรรม
Political slogan by Red Guards on the campus of Fudan University 1976.jpg
ในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ยุวชนแดงได้ใช้โฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองบนกำแพงมหาวิทยาลัยฟู่ต้านที่ว่า "ปกป้องคณะกรรมการกลางของพรรคด้วยเลือดและชีวิต!" "ปกป้องท่านประธานเหมา ด้วยเลือดและชีวิต!"
ระยะเวลา16 พฤษภาคม ค.ศ. 1966 – 6 ตุลาคม ค.ศ. 1976 (1966-05-16 – 1976-10-06) (10 ปี 143 วัน)
สถานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน
เหตุจูงใจรักษาแนวคิดคอมมิวนิสต์จีนด้วยการกวาดล้างซากเดนของทุนนิยมและค่านิยมดั้งเดิมออกจากสังคมจีนแผ่นดินใหญ่
ผลกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก สื่อทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมถูกทำลาย
เสียชีวิตพลเรือน ยุวชนแดงและทหารจำนวนหลายแสนจนถึงหลายล้านคน (จำนวนตัวเลขไม่แน่นอน)
ทรัพย์สินเสียหายสุสานขงจื๊อ, หอสักการะฟ้า, สุสานหลวงราชวงศ์หมิง
จับเจียง ชิง, จาง ชุนเฉียว, เหยา เหวินหยวนและหวัง หงเหวินถูกจับกุมหลังจากนั้น
การปฏิวัติทางวัฒนธรรมใหญ่ของกรรมาชีพ
Destroy old world.jpg
ใบปิดประกาศโฆษณาชวนเชื่อ คำบรรยายเขียนว่า "ทำลายโลกเก่า สร้างโลกใหม่" เรดการ์ดทุบกางเขน พระพุทธรูปและอักษรจีนเดิมด้วยค้อน ค.ศ. 1967
จีนตัวย่อ 无产阶级文化大革命
จีนตัวเต็ม 無產階級文化大革命
Commonly abbreviated as
จีน 1. 文化大革命

2. 文革

การปฏิวัติวัฒนธรรมเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1966 ด้วยการดำเนินการของกลุ่มปฏิวัติทางวัฒนธรรม เหมาเรียกร้องให้คนหนุ่มสาวออกมา "ถล่มกองบัญชาการ" และประกาศว่า "การกบฏเป็นเรื่องสมเหตุสมผล" เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมืองของเขาในพรรคคอมมิวนิสต์จีน และในโรงเรียน โรงงานและองค์กรรัฐบาล เหมาอ้างว่ากระฎุมพีกำลังแทรกซึมรัฐบาลและสังคมอย่างไม่มีขอบเขต โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูทุนนิยม เขายืนกรานให้ขจัด "ลัทธิแก้" (revisionist) เหล่านี้ผ่านการต่อสู้ของชนชั้นอย่างรุนแรง เยาวชนจีนสนองตอบการเรียกร้องของเหมาโดยตั้งกลุ่มยุวชนแดงขึ้นทั่วประเทศ ขบวนการดังกล่าวแพร่ไปสู่ทหาร กรรมกรในเมือง และผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เอง พวกเขาดำเนินการต่อสู้ในสมัยประจันหน้าและพยายามยึดอำนาจรัฐบาลท้องถิ่นรวมถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีนตามสาขา และในที่สุดมีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิวัติขึ้นในปีค.ศ. 1967 ในกลุ่มต่างๆ มักแบ่งออกเป็นคู่ขัดแย้งกันเองแต่ก็เข้าไปมีส่วนพัวพันใน "การประจันหน้าที่รุนแรง" (จีนตัวย่อ: 武斗; จีนตัวเต็ม: 武鬥; พินอิน: wǔdòu) ทำให้มีการส่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนเข้าไปรักษาความสงบ

คติพจน์ของเหมาได้ถูกรวบรวมไว้ใน สมุดเล่มแดง ซึ่งกลายเป็นคำสอนศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิบูชาตัวบุคคลของเหมา เจ๋อตง หลิน เปียว ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ถูกเขียนชื่อไว้ในรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเหมา เหมาประกาศให้การปฏิวัติสิ้นสุดในปีค.ศ. 1969 แต่การปฏิวัติยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปีค.ศ. 1971 เมื่อหลิน เปียวถูกกล่าวหาว่าพยายามก่อการรัฐประหารต่อเหมา เขาได้หลบหนีและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก ในปีค.ศ. 1972 แก๊งออฟโฟร์ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจและการปฏิวัติทางวัฒนธรรมยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งการอสัญกรรมและรัฐพิธีฝังศพเหมา เจ๋อตง และมีการจับกุมแก๊งออฟโฟร์ในปีค.ศ. 1976

การปฏิวัติทางวัฒนธรรมสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจจีนและวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยมีผู้เสียชีวิตตั้งแต่หลายแสนไปจนถึง 20 ล้านคน[1][2][3][4][5][6] เริ่มตั้งแต่สิงหาคมแดงในปักกิ่ง การสังหารหมู่แพร่ขยายทั่วจีนแผ่นดินใหญ่ รวมทั้งการสังหารหมู่กว่างซี ที่มีการกินเนื้อมนุษย์กันขนานใหญ่[7][8], อุบัติการณ์มองโกเลียใน, การสังหารหมู่ปฏิวัติทางวัฒนธรรมในกวางตุ้ง, การสังหารหมู่ปฏิวัติทางวัฒนธรรมในยูนนานและการสังหารหมู่ปฏิวัติทางวัฒนธรรมในหูหนาน ยุวชนแดงได้ทำลายโบราณวัตถุและสิ่งประดิษฐ์ทางประวัติศาสตร์ เช่น การฉกชิงทรัพย์ในสถานที่ทางวัฒนธรรมและศาสนา ความล้มเหลวของเขื่อนป่านเฉียว ค.ศ. 1975 เป็นหนึ่งในหายนะทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ของโลก ได้เกิดขึ้นในช่วงปฏิวัติทางวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันผู้คนหลายสิบล้านต่างถูกประหัตประหาร คนสำคัญอย่างเช่น หลิว เส้าฉี ประธานาธิบดีจีน, เติ้ง เสี่ยวผิง, เผิง เต๋อหวยและเฮ่อ หลง ต่างถูกกวาดล้างหรือเนรเทศ ประชาชนหลายล้านถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกกลุ่มบัญชีดำทั้งห้าซึ่งถูกทำความอัปยศในที่สาธารณะ จำคุก ทรมาน ใช้แรงงานหนัก ถูกยึดทรัพย์สิน และบางคนถูกประหาร และกดดันให้ฆ่าตัวตาย ปัญญาชนถูกมองว่าเป็นพวก "ค่านิยมเก่าทั้งเก้าที่เน่าเหม็น" และถูกกวาดล้างอย่างกว้างขวาง ได้แก่ นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์อย่างเช่น เหลา เฉ่อ, ฟู่ เหล, เหยา ถงปินและจ้าว จิ่วจางถูกสังหารหรือฆ่าตัวตาย โรงเรียนและมหาวิทยาลัยถูกสั่งปิด การสอบเข้ามหาวิทยาลัยแห่งชาติถูกยกเลิก เยาวชนปัญญาชนในเขตเมืองกว่า 10 ล้านคนถูกส่งไปยังชนบทตามนโยบายการเคลื่อนไหวลงสู่ชนบท

ในปีค.ศ. 1978 เติ้ง เสี่ยวผิงกลายเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศจีนคนใหม่ และเขาเริ่มนโยบาย "โปล่วน ฝ่านเจิ้ง" ที่ค่อยๆ รื้อถอนนโยบายของลัทธิเหมาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติทางวัฒนธรรม และนำประเทศกลับเข้าสู่ความสงบ เติ้งเริ่มวาระใหม่ของจีนด้วยการการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ในปีค.ศ. 1981 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ประกาศว่า การปฏิวัติทางวัฒนธรรมเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และเป็นสิ่งที่ "รับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ที่รุนแรงที่สุดและผู้ที่ได้รับความสูญเสียอย่างหนักหน่วงที่สุดคือ ประชาชน ประเทศ และพรรค นับตั้งแต่การจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนขึ้นมา"[9][10][11]

ภูมิหลังแก้ไข

การก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าแก้ไข

 
ประชาชนชนบทจีนทำงานในตอนกลางคืนเพื่อผลิตเหล็กกล้าในช่วงการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้า

ในปีค.ศ. 1958 หลังจากแผนห้าปีของจีนได้มีการนำมาใช้ เหมาเรียกร้องให้ "สังคมนิยมรากหญ้า" เร่งแผนการของเขาในการเปลี่ยนจีนให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ทันสมัย ด้วยจิตวิญญาณนี้ เหมาประกาศนโยบายการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าด้วยการจัดตั้งคอมมูนประชาชนในชนบท และเริ่มระดมมวลชนเพื่อเข้าสู่การรวมหมู่ หลายชุมชนได้รับมอบหมายให้ดำเนินการผลิตโภคภัณฑ์ประเภทเดียว คือ เหล็กกล้า เหมาสาบานที่จะเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเป็นสองเท่าของระดับในปีค.ศ. 1957[12]

การก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าเป็นความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ เกษตรกรที่ไม่ได้รับการศึกษาจำนวนมากถูกดึงตัวออกจากการทำนาและการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยถูกรับคำสั่งให้ผลิตเหล็กกล้าในปริมาณมากแทน โดยอาศัยเตาเผาในสนามหลังบ้านของตนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตในระดับท้องถิ่น เหล็กกล้าที่ผลิตนั้นมีคุณภาพต่ำและส่วนใหญ่ไร้ประโยชน์ การก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าทำให้ขนาดการเก็บเกี่ยวลดลงและทำให้การผลิตสินค้าส่วนใหญ่ลดลงยกเว้นเหล็กดิบและเหล็กกล้าที่มีมากแต่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้หน่วยงานท้องถิ่นมักกล่าวเกินจริงในด้านจำนวนผลผลิต มีการปิดบังซ่อนและจำนวนปัญหามีมากขึ้นเป็นเวลาหลายปี[13][14]:25–30 ในขณะเดียวกัน ความโกลาหลในการรวมกลุ่มต่างๆ กอปรกับสภาพอากาศที่เลวร้าย และการส่งออกอาหารที่มีความจำเป็นในการรักษาสกุลเงินแข็งเอาไว้ ส่งผลให้เกิดภาวะทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ในจีน มีการขาดแคลนอาหารอย่างมาก และการผลิตก็ลดลงอย่างมาก ความอดอยากทำให้มีประชาชนเสียชีวิตกว่า 30 ล้านคน โดยเฉพาะในภูมิภาคตอนในของแผ่นดินที่มีความยากจนกว่าที่อื่น[15]

การก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าได้บั่นทอนชื่อเสียงของเหมาภายในพรรค ในปีค.ศ. 1959 เหมาถูกบีบบังคับให้ต้องแสดงความรับผิดชอบครั้งใหญ่ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี อันเป็นประมุขแห่งรัฐโดยนิตินัยของจีน และผู้สืบทอดตำแหน่ง คือ หลิว เส้าฉี ส่วนเหมายังคงดำรงเป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนและผู้บัญชาการทหารสูงสุดสาธารณรัฐประชาชนจีน ในเดือนกรกฎาคม ผู้นำระดับสูงของพรรคได้ประชุมกันที่ภูเขาลู่ซานเพื่อหารือเกี่ยวกับนโยบาย ในการประชุม นายพลเผิง เต๋อหวย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าโดยเขียนจดหมายส่วนตัวไปถึงเหมา เขาเขียนว่า นโยบายล้มเหลวเกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดและเขาตักเตือนเหมาไม่ให้นำแนวคิดทางการเมืองมาอยู่เหนือหลักการทางเศรษฐศาสตร์[13]

ทั้งๆ ที่จดหมายของเผิงจะดูสุภาพและเป็นกลาง แต่เหมาถือว่าสิ่งนี้เป็นการโจมตีความเป็นผู้นำของเขา[14]:55 ในระหว่างการประชุม เหมาได้ปลดเผิงออกจากตำแหน่ง และกล่าวหาเขาว่าเป็น "พวกฉวยโอกาสฝ่ายขวา" นายพลเผิงถูกแทนที่ด้วยนายพลหลิน เปียว ผู้บัญชาการกองทัพอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผูสนับสนุนเหมามากกว่าและมีความเติบโตในหน้าที่การงาน ในขณะที่การประชุมลู่ซานเป็นระฆังมรณะสำหรับนายพลเผิง ซึ่งเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์เหมาอย่างรุนแรง แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจไปสู่พวกสายกลางอย่าง หลิว เส้าฉีและเติ้ง เสี่ยงผิง ซึ่งเข้ามาควบคุมเศรษฐกิจจีนอย่างมีประสิทธิภาพหลังปีค.ศ. 1959[13]

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 นโยบายหลายอย่างของการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าถูกพลิกโฉมโดยแนวคิดของหลิว, เติ้ง และนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล นักปฏิบัตินิยมสายกลางเหล่านี้ไม่กระตือรือร้นที่จะสร้างสังคมยูโทเปียตามแบบเหมา เหมาสูญเสียความนับถือจากสมาชิกพรรค จึงหันไปใช้ชีวิตเสื่อมโทรมและแปลกพิสดาร[16] ในปีค.ศ. 1962 ในช่วงที่โจว, หลิวและเติ้ง ดำเนินการบริหารกิจการภาครัฐและเศรษฐกิจในประเทศ เหมาได้ถอนตัวจากการตัดสินใจทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการไตร่ตรองในการผสานแนวคิดของเขาเข้ากับลัทธิมากซ์และลัทธิเลนิน ซึ่งรวมถึงแนวคิด "การปฏิวัติอย่างต่อเนื่อง"[14]:55

ความแตกแยกระหว่างจีน–โซเวียตและการต่อต้านลัทธิแก้แก้ไข

 
เหมา เจ๋อตง และนีกีตา ครุชชอฟในจีน ค.ศ. 1958

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 สาธารณรัฐประชาชนจีนและสหภาพโซเวียต เป็นสองรัฐคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ว่าในช่วงแรกทั้งสองประเทศจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน แต่ความขัดแย้งเกิดขึ้นหลังการถึงแก่อสัญกรรมของโจเซฟ สตาลินและการก้าวขึ้นสู่อำนาจของนีกีตา ครุชชอฟในสหภาพโซเวียต ในปีค.ศ. 1956 ครุชชอฟประณามสตาลินและนโยบายของเขาและเริ่มดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจหลังสมัยสตาลิน เหมาและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลายคนต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้ พวกเขาเชื่อว่าจะส่งผลด้านลบต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ทั่วโลก และสตาลินยังคงถูกมองว่าเป็นวีรบุรุษ[17]:4–7

เหมาเชื่อว่าครุชชอฟไม่ยึดมั่นในหลักการลัทธิมากซ์–เลนิน แต่เป็นพวกลัทธิแก้ ซึ่งทำการเปลี่ยนแปลงนโยบายของลัทธิมากซ์-เลนินขั้นพื้นฐาน อันเป็นสิ่งที่เหมากลัวว่าจะเป็นการยอมให้ทุนนิยมเข้ายึดครองประเทศ ความสัมพันธ์ของทั้งสองรัฐบาลจึงเลวร้ายลง สหภาพโซเวียตปฏิเสธที่จะสนับสนุนจีนในการเข้าร่วมสหประชาชาติ และทรยศต่อคำมั่นที่จะจัดหาอาวุธนิวเคลียร์ให้จีน[17]:4–7

เหมายังคงประณามลัทธิแก้ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1960 โดยไม่ได้ชี้ตรงไปที่สหภาพโซเวียต แต่เหมาวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรทางอุดมการณ์ของโซเวียตแทน คือ สันนิบาตคอมมิวนิสต์แห่งยูโกสลาเวีย ในทางกลับกันสหภาพโซเวียตวิพากษ์วิจารณ์พรรคแรงงานแอลเบเนียซึ่งเป็นพันธมิตรกับจีน[17]:7 ในปีค.ศ. 1963 พรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มประณามสหภาพโซเวียตอย่างเปิดเผย โดยตีพิมพ์ข้อโต้แย้ง 9 ข้อที่ต่อต้านแนวทางของลัทธิแก้ หนึ่งในนั้นมีหัวเรื่องว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์ปลอมของครุชชอฟและบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของโลก ซึ่งเหมากล่าวหาว่า ครุชชอฟไม่เพียงแต่เป็นพวกลัทธิแก้ แต่ยังเป็นภัยอันตรายในการฟื้นฟูลัทธิทุนนิยมอีกด้วย[17]:7 หายนะของครุชชอฟเกิดขึ้นจากการรัฐประหารภายในในปีค.ศ. 1964 ซึ่งมีส่วนทำให้เหมาหวาดเกรงความเปราะบางทางการเมืองของเขาเอง สาเหตุมาจากชื่อเสียงและความเคารพนับถือต่อเขาในหมู่สหายของเขาลดลงอย่างมากหลังนโยบายการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้า[17]:7

เค้าลางแก้ไข

 
การกวาดล้างนายพลลัว รุ่ยชิง เป็นการทำให้กองทัพหันมาจงรักภักดีต่อเหมา

ในปีค.ศ. 1963 เหมาประกาศขบวนการการศึกษาสังคมนิยม ซึ่งถูกมองว่าเป็นเค้าลางของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม[18] เหมาสร้างภาพของการปฏิวัติทางวัฒนธรรมด้วยการ "กวาดล้าง" ข้าราชการเจ้าหน้าที่ระดับสูงซึ่งเขาสงสัยถึงความจงรักภักดีในเขตกรุงปักกิ่ง แนวทางของเขานั้นไม่โปร่งใส เขาใช้การกวาดล้างผ่านการเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ การประชุมภายใน และการใช้เครือข่ายพันธมิตรทางการเมืองอย่างชำนาญ[18]

ในช่วงหลังค.ศ. 1959 อู๋ หาน ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์และรองนายกเทศมนตรีนครปักกิ่ง ได้เขียนบทละครชื่อ ไห่ รุ่ยถูกไล่ออกจากตำแหน่ง ในบทละครกล่าวถึงข้าราชการผู้ซื่อสัตย์อย่าง ไห่ รุ่ย ผู้ถูกปลดจากตำแหน่งโดยจักรพรรดิผู้ทุจริต ในช่วงแรกเหมาประทับใจในบทละครนี้มาก แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1956 เขาแอบไหว้วานภรรยาของเขา เจียง ชิง และนักโฆษณาชวนเชื่อจากเซี่ยงไฮ้ ชื่อ เหยา เหวินหยวน ให้เขียนบทความวิจารณ์บทละครนี้[17]:15–18 เหยากล่าวอย่างกล้าหาญว่า ไห่ รุ่ย เป็นภาพอุปมานิทัศน์เพื่อโจมตีเหมา โดยมองว่า เหมาเป็นจักรพรรดิผู้ทุจริต และเผิง เต๋อหวยเป็นข้าราชการผู้ซื่อสัตย์[17]:16

บทความของเหยาทำให้เผิง เจิน[i] นายกเทศมนตรีปักกิ่งต้องตกที่นั่งลำบาก เผิง เจินเป็นข้าราชการที่ทรงอำนาจและเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของอู๋ หาน และเป็นหัวหน้าของ กลุ่มห้าคน ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายจากเหมาให้ศึกษาศักยภาพของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม เผิง เจินตระหนักดีว่าเขาจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องหากอู๋เขียนบทละคร "ต่อต้านเหมา" ขึ้น และเขาปรารถนาที่จะควบคุมอิทธิพลของเหยา บทความของเหยาได้ตีพิมพ์เพียงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นบางแห่งเท่านั้น เผิงสั่งห้ามการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้า และหนังสือพิมพ์ใหญ่อื่นๆ โดยสั่งให้ทางหนังสือพิมพ์เขียนแต่ "การอภิปรายเชิงวิชาการ" เท่านั้น และไม่ต้องไปใส่ใจการเมืองเล็กๆ น้อยๆ ของเหยา[17]:14–19 ในช่วงที่ "ศึกทางวรรณกรรม" กับเผิง สร้างความเดือดดาลแก่เหมามาก เหมาจึงไล่หยาง ซ่างคุน ผู้อำนวยการสำนักงานทั่วไปพรรคคอมมิวนิสต์จีนออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นองค์กรควบคุมการสื่อสารภายใน หยางโดนไล่ออกด้วยข้อหาที่ไม่มีมูล และเหมาได้แต่งตั้งวัง ตงซิ่ง ผู้จงรักภักดีอย่างมากและเป็นหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของเหมา ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน การปลดหยางออกจากตำแหน่ง ทำให้ฝ่ายสนับสนุนเหมามีกำลังใจที่จะต่อสู้กับฝ่ายศัตรูมากขึ้น[17]:14–19

ในเดือนธันวาคม หลิน เปียว รัฐมนตรีกลาโหมและเป็นฝ่ายเหมาได้กล่าวหานายพลลัว รุ่ยชิง เสนาธิการกองทัพปลดปล่อยประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านเหมา โดยกล่าวหาว่า ลัวให้ความสำคัญแก่การฝึกทหารมากเกินไป มากกว่าที่จะเป็น "การพิจารณาทางการเมือง" ของลัทธิเหมา แม้ว่าจะมีความสงสัยเบื้องต้นภายในโปลิตบูโรที่พิจารณาความผิดของลัว แต่เหมาก็ผลักดันให้มีการสอบสวน หลังจากที่ลัวถูกประณาม ไล่ออกและถูกบังคับให้ทำการวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง ความเครียดจากเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ลัวฆ่าตัวตาย[17]:20–27 การที่ลัวถูกปลดทำให้กองทัพหันมาจงรักภักดีต่อเหมา[17]:24

หลังจากขับไล่ลัวและหยางออกไปได้แล้ว เหมากลับมาสนใจเผิง เจิน ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1966 "กลุ่มห้าคน" ได้ออกรายงาน "โครงร่างกุมภาพันธ์" (二月提纲) โครงร่างได้รับการอนุมัติจากศูนย์พรรค กำหนดให้เรื่อง ไห่ รุ่ย เป็นการอภิปรายทางวิชาการที่สร้างสรรค์ และมุ่งเป้าที่จะแยกเผิง เจินออกจากนัยยะทางการเมืองใดๆ แต่เจียง ชิงและเหยา เหวินหยวนยังคงประณามอู๋ หานและเผิง เจินต่อไป ในขณะที่เหมายังคงไล่ลู่ ติ้งอี ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อของพรรคออกจากตำแหน่ง เพราะเขาเป็นพันธมิตรกับเผิง เจิน[17]:20–27

การปลดลู่ ทำให้พวกนิยมเหมาสามารถเข้าถึงสื่อได้อย่างไม่จำกัด เหมาส่งสัญญาณการโจมตีครั้งสุดท้ายต่อเผิง เจินในการประชุมข้าราชการระดับสูงของโปลิตบูโร โดยผ่านผู้จงรักภักดีอย่างคัง เซิงและเฉิน ป๋อต๋า พวกเขากล่าวหาว่าเผิงเป็นปฏิปักษ์ต่อเหมา โดยระบุว่า "โครงร่างกุมภาพันธ์" เป็น "หลักฐานของการเป็นลัทธิแก้ของเผิง" และจัดกลุ่มเขาเข้ากับข้าราชการที่ถูกปลดที่เรียกว่า "ฝ่ายต่อต้านพรรคของเผิง-ลัว-ลู่-หยาง"[17]:20–27 ในวันที่ 16 พฤษภาคม โปลิตบูโรได้ตัดสินใจอย่างเป็นทางการโดยเผยแพร่เอกสารทางการประณามเผิง เจิน และ "พันธมิตรที่ต่อต้านพรรค" ของเขา ด้วยถ้อยคำรุนแรง มีการสั่งยุบ "กลุ่มห้าคน" และแทนที่ด้วยกลุ่มลัทธิเหมาอย่าง "กลุ่มปฏิวัติทางวัฒนธรรม"[17]:27–35

ระยะแรก: การเคลื่อนไหวของมวลชน (ค.ศ. 1966-1968)แก้ไข

หมายประกาศ 16 พฤษภาคมแก้ไข

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1966 มีการ "ขยายสมัยประชุม" ของสภาโปลิตบูโรพรรคคอมมิวนิสต์จีน การประชุมครั้งนี้แทนที่จะเป็นการประชุมอภิปรายร่วมในเรื่องนโยบาย (ตามบรรทัดฐานปกติของการดำเนินการของพรรค) แต่เป็นการประชุมระดมให้โปลิตบูโรสนับสนุนนโยบายของเหมา การประชุมมีแต่พร่ำถึงวาทศิลป์ทางการเมืองของเหมาเกี่ยวกับการต่อสู้ทางชนชั้นและมี "ข้อกล่าวหา" ที่ถูกเตรียมการไว้เพื่อกล่าวโทษผู้นำพรรคที่ถูกขับไล่อย่าง เผิง เจินและลัว รุ่ยชิง เอกสารเผยแพร่ในวันที่ 16 พฤษภาคม เป็นการเตรียมตัวในการสนับสนุนเหมา และเต็มไปด้วยคำประณามผู้ทรยศ[17]:39–40

คนพวกนี้เป็นฝ่ายชนชั้นกระฎุมพีที่แทรกซึมเข้ามาในพรรค รัฐบาล กองทัพและในกลุ่มวัฒนธรรมที่หลากหลายเต็มไปด้วยพวกลัทธิแก้ที่ต่อต้านการปฏิวัติ เมื่อพวกมันเห็นทีได้โอกาสแล้ว พวกมันจะยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงระบอบเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ ให้เป็นระบอบเผด็จการของพวกกระฎุมพี พวกมันบางคนที่เรามองผ่าน หรือคนอื่นๆ ที่เราไม่นึกถึง พวกมันบางคนได้รับความไว้วางใจจากเราและกำลังเตรียมที่จะเป็นผู้สืบทอดอำนาจของเรา คนพวกนี้อย่างเช่น คนแบบครุชชอฟยังคงซุกซ่อนตัวอยู่ข้างเรา[17]:47

ข้อความนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "หมายประกาศ 16 พฤษภาคม" (จีน: 五一六通知; พินอิน: Wǔyīliù Tōngzhī) เป็นการสรุปเหตุผลเชิงอุดมคติของเหมาที่จะใช้ในการปฏิวัติทางวัฒนธรรม[17]:40 มันบอกเป็นนัยอย่างมีประสิทธิผลว่า ศัตรูของพรรคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นภายในพรรคเอง นั่นคือ ศัตรูที่ "โบกธงแดงเพื่อต่อต้านธงแดง"[17]:46 วิธีเดียวที่จะค้นหาและระบุตัวพวกคนเหล่านี้ได้โดยผ่าน "กล้องโทรทรรศน์และกล้องจุลทรรศน์ทางความคิดของเหมา เจ๋อตง"[17]:46 ในขณะที่ผู้นำพรรคค่อนข้างมีความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกันในการกำหนดทิศทางของวาระการประชุมไปในแนวทางของเหมา แต่สมาชิกโปลิตบูโรจำนวนมากก็ไม่ได้กระตือรือร้นอะไรเป็นพิเศษ หรือ บางคนแค่เพียงสับสนทิศทางในการเคลื่อนไหวของพรรค[19]:13 ข้อกล่าวหาต่อผู้นำพรรคที่เคยได้รับการยกย่องอย่างเผิง เจิน ได้เป็นการส่งสัญญาณเตือนชุมชนทางปัญญาของจีนและในหมู่พรรคที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ทั้งแปดพรรค[17]:41

การชุมนุมในช่วงแรก (พฤษภาคม-มิถุนายน ค.ศ. 1966)แก้ไข

 
ประธานาธิบดีหลิว เส้าฉี ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1966 ซึ่งเป็นช่วงแรกที่เกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรม

หลังจากเผิง เจินถูกกวาดล้าง คณะกรรมาธิการพรรคปักกิ่งหยุดทำงาน ทำให้เกิดความวุ่นวายในเมืองหลวง ในวันที่ 25 พฤษภาคม ภายใต้การนำของเฉา อี้อู ภรรยาของคัง เซิง ผู้เชิดชูลัทธิเหมา และเนี่ย หยวนจื่อ อาจารย์สองวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้เขียนโปสเตอร์ขนาดใหญ่ (大字报, ต้าจื้อเป้า) พร้อมกับผู้นำฝ่ายซ้ายคนอื่นๆ และประกาศคำแถลงการณ์ต่อสาธารณะ เนี่ยโจมตีฝ่ายพรรคบริหารของมหาวิทยาลัยที่มีผู้นำคือ หลู่ ผิง[17]:56–58 เนี่ยกล่าวเป็นนัยว่าผู้นำของมหาวิทยาลัย เป็นแบบเดียวกับเผิง เจิน ที่พยายามฉุดรั้งความพยายามปฏิวัติ เป็นการกระทำที่ "ร้ายกาจ" ในการต่อต้านพรรคและผลักดันพวกลัทธิแก้[17]:56–58

เหมารับรอง "ต้าจื้อเป้า" ของเนี่ยในฐานะ "โปสเตอร์ลัทธิมากซ์ขนาดใหญ่แห่งแรกในจีน" ข้อเรียกร้องของเนี่ยที่ตอนนี้ได้รับการลงตราประทับอนุมัติส่วนตัวของเหมา สร้างผลกระทบเป็นระลอกคลื่นไปทั่วสถาบันการศึกษาในจีน นักศึกษาในสถานศึกษาทุกแห่งเริ่มประท้วงและต่อต้านการจัดตั้งพรรคในโรงเรียน การเรียนการสอนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของโรงเรียนในปักกิ่งถูกยกเลิกในทันที ตามมาด้วยการตัดสินใจในวันที่ 13 มิถุนายน ทีให้มีการขยายการระงับชั้นเรียนทั่วประเทศ[17]:59–61 ช่วงต้นเดือนมิถุนายน ฝูงชนหนุ่มสายจำนวนมากได้เดินเรียงรายตามทางสัญจรที่สำคัญของเมืองหลวง ซึ่งมีการถือภาพวาดของเหมาขนาดใหญ่ การตีกลองและการตะโกนข่มขวัญศัตรูของเหมา[17]:59–61

เมื่อมีการปลดเผิง เจิน เรื่องของผู้นำพรรคในเขตปกครองตนเองกลายมาเป็นเรื่องราวใหญ่โต ทำให้เกิดความสับสนอย่างกว้างขวาง ภารกิจสาธารณะและการระหว่างประเทศถูกบดบังโดยเหตุของการไล่เผิง เจิน[17]:62–64 แม้ว่าผู้นำระดับสูงของพรรคจะถูกจับด้วยข้อหาต่อต้านระบบแต่การเดินขบวนประท้วงและการประจันหน้าเกิดขึ้นตามมา[17]:62–64 หลังจากขอคำแนะนำจากเหมาในหางโจว หลิว เส้าฉีและเติ้ง เสี่ยวผิงตัดสินใจส่ง "ทีมงาน" (工作组; กงโจ้ว จู่) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ "ปฏิบัติตามแนวคิดอย่างมีประสิทธิภาพ" ไปยังโรงเรียนของเมืองและหนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้า เพื่อฟื้นฟูระเบียบ คำสั่งและจัดตั้งการควบคุมพรรคขึ้นใหม่[17]:62–64

ทีมงานรีบดำเนินการอย่างเร่งรีบเกินไปและไม่มีความเข้าใจในความรู้สึกนึกคิดของนักเรียนเลย ไม่เหมือนกับขบวนการทางการเมืองในทศวรรษที่ 1950 ที่มุ่งเป้าไปที่ปัญญาชนโดยตรง แต่ขบวนการใหม่ได้เน้นไปที่ผู้ปฏิบัติงานของพรรคที่จัดตั้งขึ้น หลายคนมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน ส่งผลให้คณะทำงานเกิดความสงสัยมากขึ้นว่าอีกกลุ่มหนึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อขัดขวางความกระตือรือร้นในการปฏิวัติ[17]:71 ต่อมาผู้นำของพรรคก็แตกแยกกันว่าจะให้ทีมงานดำเนินงานต่อไปหรือไม่ หลิว เส้าฉียืนกรานที่จะให้ทีมงานมีส่วนร่วมในการทำงานต่อไป และปราบปรามพวกหัวรุนแรงของพรรค โดยเขากลัวว่าความเคลื่อนไหวของพวกนี้จะควบคุมไม่ได้[17]:75

"ถล่มกองบัญชาการ" (กรกฎาคม ค.ศ. 1966)แก้ไข

ความขัดแย้งระหว่างเหมาและหลิว
ในปีค.ศ. 1966 เหมา เจ๋อตงแตกหักกับหลิว เส้าฉี (ขวา) ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงประเด็น "ทีมงาน" การโต้เถียงของเหมาที่เรียกว่า "ถล่มกองบัญชาการ" ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเขากำลังพุ่งเป้าไปที่หลิว ซึ่งถูกมองว่าเป็น "กองบัญชาการกระฎุมพี" ภายในพรรคคอมมิวนิสต์

ในวันที่ 16 กรกฎาคม ประธานเหมามีอายุ 72 ปี ได้เดินทางไปยังแม่น้ำแยงซีในอู่ฮั่น พร้อมพาสื่อมวลชนไปด้วย เขาได้ทำสิ่งที่กลายเป็นสัญลักษณ์ "การว่ายน้ำข้ามแยงซี" เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการต่อสู้ของเขา ต่อมาเขากลับไปยังปักกิ่งเพื่อดำเนินการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำพรรคในปัญหาเรื่อง "ทีมงาน" เหมากล่าวหาว่า ทีมงานได้บ่อนทำลายขบวนการนักศึกษา และเรียกร้องให้ทีมงานถอนตัวภายในวันที่ 24 กรกฎาคม หลายวันถัดมามีการจัดการชุมนุมขึ้นที่รัฐสภาประชาชนเพื่อประกาศการตัดสินใจและกำหนดแนวทางใหม่ในการเคลื่อนไหวให้กับอาจารย์และนักศึกษานักเรียนตามมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย ในการชุมนุม หัวหน้าพรรคได้ปราศรัยต่อผู้ชุมนุมว่า "จงอย่าตื่นกลัว" และเคลื่อนไหวอย่างกล้าหาญโดยไม่ถูกพรรคแทรกแซง[17]:84

ปัญหาเรื่องทีมงานถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองของประธานาธิบดีหลิว เส้าฉี นอกจากนี้เขายังส่งสัญญาณว่าเข้าไม่เห็นด้วยในการจัดการต่อเหตุการณ์ที่่เกิดขึ้น เขามองว่าการปฏิวัติทางวัฒนธรรมจะทำให้เหมาแยกออกจากเหล่าผู้นำพรรคโดยไม่อาจย้อนกลับได้ ในวันที่ 1 สิงหาคม การประชุมเต็มครั้งที่ 11 ของคณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่แปดได้เรียกประชุมอย่างเร่งรีบเพื่อสนับสนุนวาระทางการเมืองที่ก้าวหน้าของเหมา ในการประชุม เหมาได้แสดงการดูหมิ่นประธานาธิบดีหลิวอย่างยิ่ง เขาขัดจังหวะหลิวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในช่วงที่หลิวกล่าวสุนทรพจน์เปิดประชุมสภา[17]:94 หลายวันต่อมา เหมาพูดส่อเสียดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ผู้นำพรรคได้ฝ่าฝืนหลักการของการปฏิวัติ แนวคิดของเหมาได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นในที่ประชุม เมื่อรู้สึกว่าผู้นำระดับสูงในพรรคไม่เต็มใจที่จะโอบรับอุดมการณ์ในการปฏิวัติของเขา เหมาก็เปิดฉากโจมตี

ยุวชนแดงในปักกิ่ง
จากซ้าย: (1) นักศึกษาในมหาวิทยาลัยครูปักกิ่งเขียนโปสเตอร์ขนาดใหญ่ประณามหลิว เส้าฉี; (2) โปสเตอร์ขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง; (3) ยุวชนแดงในโรงเรียนมัธยมที่ 23 โบกหนังสือเล่มเล็ก คติพจน์จากประธานเหมา เจ๋อตง ในการชุมนุมการปฏิวัติในห้องเรียน ภาพถ่ายทั้งหมดมาจากไชนาพิกโทเรียล
 
ในช่วงการประจันหน้าที่รุนแรง ยุวชนแดงได้จับตัวหวัง กวงเหม่ย ภริยาของหลิว เส้าฉี มาประณามให้เกิดความอับอาย

ในวันที่ 28 กรกฎาคม ยุวชนแดงเขียนจดหมายถึงเหมา เพื่อเรียกร้องให้ก่อกบฏและให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อปกป้องการปฏิวัติ เหมาตอบกลับจดหมายด้วยการเขียนโปสเตอร์ตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า ถล่มกองบัญชาการ โดยระดมผู้คนให้ตั้งเป้าหมายไปที่ "ศูนย์บัญชาการ (เช่น สำนักงานใหญ่) ของการปฏิวัติซ้อน" เหมาเขียนว่าแม้จะผ่านการปฏิวัติคอมมิวนิสต์มาแล้ว แต่ชนชั้น "กระฎุมพี" ยังคงเจริญรุ่งเรื่องใน "ตำแหน่งอำนาจ" ในรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์[12]

แม้ว่าจะไม่มีการเอ่ยชื่อ แต่คำยั่วยุของเหมาถูกตีความว่าเป็นการบริหารจัดการพรรคภายใต้หลิว เส้าฉีและเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งเป็น "กองบัญชาการกระฎุมพี" ของจีน การเปลี่ยนแปลงของบุคลากรในการประชุมได้สะท้อนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรคใหม่ให้มีความเป็นหัวรุนแรงอย่างสิ้นเชิง เพื่อตอบรับวาระทางการเมืองใหม่ หลิวและเติ้งยังคงนั่งในตำแหน่งคณะกรรมาธิการประจำโปลิตบูโร แต่แท้จริงแล้วพวกเขาถูกกีดกันจากกิจการในแต่ละวันของพรรค หลิน เปียวได้รับการเลื่อนให้เป็นบุคคลอันดับสองของพรรค หลิว เส้าฉีถูกเลื่อนลงจากอันดับสองมาอยู่อันดับแปดและไม่ใช่ทายาททางการเมืองของเหมาอีกต่อไป[12]

ประกอบกับผู้นำระดับสูงที่ถูกไล่ออกจากตำแหน่งอำนาจเป็นการทำลายระบบราชการของพรรคคอมมิวนิสต์ไปในวงกว้าง ฝ่ายจัดการองค์การพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งดูแลการบริหารงานบุคคลภายในพรรคต้องหยุดชะงัก กลุ่มปฏิวัติทางวัฒนธรรม (CRG) ซึ่งเป็นกลุ่ม "ไปรโตริอานี" ของลัทธิอุดมคติเหมา ได้ถูกผลักดันให้มีชื่อเสียงในการเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองของเขาและระดมพลผู้สนับสนุน เจ้าหน้าที่ระดับสูงในฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อถูกไล่ออก และหน้าที่หลายประการก็ตกอยู่กับกลุ่มปฏิวัติทางวัฒนธรรม[17]:96

สิงหาแดงและสิบหกข้อ (สิงหาคม ค.ศ. 1966)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: สิงหาแดง
 
เหมา เจ๋อตงและหลิน เปียวแวดล้อมไปด้วยยุวชนแดงในปักกิ่ง ภาพถ่ายจาก ไชนาพิกโทเรียล

หนังสือเล่มแดงเล็ก คติพจน์จากประธานเหมา เจ๋อตง เป็นกลไกที่นำยุวชนแดงไปสู่เป้าหมายของพวกเขาเพื่อกำหนดอนาคตของจีน คติพจน์ของประธานเหมาทำให้เกิดการดำเนินการของเหล่ายุวชนแดงทื่เป็นกลุ่มนิยมลัทธิเหมาคนอื่นๆ[17]:107 โดยในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1967 มีการตีพิมพ์หนังสือนี้ถึง 350 ล้านเล่ม[20]:61–64 หนึ่งในคติพจน์ของหนังสือเล่มแดงนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยุวชนแดงได้ปฏิบัติตามในเวลาต่อมา โดยเหมากล่าวว่า

"โลกใบนี้เป็นของคุณ และเป็นของพวกเราเช่นกัน แต่จากการพิเคราะห์แล้ว โลกทั้งใบคือของคุณ คุณคนหนุ่มสาว ที่เต็มไปด้วยพละกำลังและความมีชีวิตชีวาเฉกเช่นดวงอาทิตย์ในตอนแปดโมงหรือเก้าโมงเช้า ความหวังของเราอยู่ที่พวกคุณ...โลกใบนี้เป็นของคุณ อนาคตของจีนเป็นของคุณ"

ในช่วงสิงหาแดงกรุงปักกิ่ง วันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1966 คณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้พิจารณาผ่าน "ข้อตัดสินใจเกี่ยวกับการปฏิวัติทางวัฒนธรรมชนชั้นกรรมาชีพครั้งใหญ่" ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า "สิบหกข้อ"[21] ข้อตัดสินใจนี้นิยามการปฏิวัติทางวัฒนธรรมว่าเป็น "การปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ที่สัมผัสจิตวิญญาณของผู้คนและเป็นเวทีที่ลึกซึ้งและกว้างขวางยิ่งขึ้นในการยกระดับการปฏิวัติสังคมนิยมของประเทศเรา"[22]

"แม้ว่าชนชั้นกระฎุมพีจะถูกโค่นล้ม แต่มันก็ยังพยายามใช้ความคิด วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และแนวคิดเก่าๆ ของพวกชนชั้นที่เอารัอเอาเปรียบมาสร้างมลทินแก่มวลชน ยึดกุมจิตใจของพวกเขา และกลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้ง ชนชั้นกรรมาชีพต้องดำเนินการตรงกันข้าม: ต้องเผชิญความท้าทายจากชนชั้นกระฎุมพี...เพื่อเปลี่ยนแปลงมุมมองสังคม ในปัจจุบัน เป้าหมายของเราคือการต่อสู้และบทขยี้ผู้มีอำนาจที่กำลังเดินในเส้นทางของทุนนิยม ต้องวิพากษ์วิจารณ์และปฏิเสธ "ผู้มีอำนาจ" ทางวิชาการที่เป็นพวกกระฎุมพีปฏิกิริยา และแนวคิดของพวกกระฎุมพีและพวกชนชั้นอื่นๆ ที่เอารัดเอาเปรียบทั้งหมด และเพื่อเปลี่ยนแปลงการศึกษา วรรณกรรมและศิลปะ และสิ่งอื่นๆ ของโครงสร้างส่วนบนที่ไม่สอดคล้องกับฐานเศรษฐกิจสังคมนิยม เพื่อส่งเสริมการกระชับอำนาจและพัฒนาระบบสังคมนิยม"

 
จัตุรัสเทียนอันเหมินในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1966 ในช่วงการระดมพลยุวชนแดงของประธานเหมา[23] ภาพถ่ายจาก ไชนาพิกโทเรียล

นิยามของสิบหกข้อนั้นกว้างไกลเกินขอบเขต มันยกระดับในสิ่งที่เคยเป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษามาเป็นการระดมมวลชนทั่วประเทศที่กระตุ้นทั้ง แรงงาน เกษตรกร ทหารและสมาชิกพรรคระดับล่างให้ลุกฮือขึ้น ท้าทายผู้มีอำนาจและปรับ "โครงสร้างส่วนบน" ของสังคมใหม่

ในช่วงสิงหาแดง ณ กรุงปักกิ่ง วันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 1966 ยุวชนแดงมากกว่าล้านคนจากทั่วประเทศมาชุมนุมกันที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อต้องการพบปะประธานเหมา[17]:106–07 เหมาได้เดินลงไปปะปนกับยุวชนแดงเพื่อกระตุ้นกำลังใจพวกเขา และสวมปลอกแขนยุวชนแดงด้วยตัวเอง[19]:66 หลิน เปียวได้ยืนขึ้นบนเวทีกลางของการชุมนุมวันที่ 18 สิงหาคม โดยประณามศัตรูทุกรูปแบบในสังคมจีนที่ขัดขวาง "ความก้าวหน้าของการปฏิวัติ"[19]:66 หลังจากนั้นการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นในปักกิ่งและความน่าสะพรึงกลัวแดงก็แพร่ขยายไปทั่วประเทศจีน[24][25]

ในวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 1966 ได้มีการออกคำสั่งกลางเพื่อหยุดยั้งตำรวจในการรับมือกับผู้ชุมนุมยุวชนแดง และตำรวจที่ฝ่าฝืนประกาศนี้จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกปฏิวัติซ้อน[17]:124 เหมาชื่นชมการก่อกบฏที่ดำเนินการโดยยุวชนแดง[17]:515 เจ้าหน้าที่ส่วนกลางยกเลิกการจำกัดพฤติกรรมที่รุนแรงเพื่อสนับสนุนการปฏิวัติ[17]:126 เซี่ย ฟู่จื้อ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มักประกาศอภัยโทษ "อาชญากรรม" ที่ก่อโดยยุวชนแดง[17]:125 เป็นเวลาสองสัปดาห์ เกิดความรุนแรงทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปกครองกว่า 100 คนและชนชั้นกลางในปักกิ่งเสียชีวิตในเขตทางตะวันตกของปักกิ่ง และมีผู้บาดเจ็บเกินกว่านั้น[17]:126

สิ่งที่รุนแรงที่สุดในการรณรงค์นี้ ได้แก่ การทรมาน การฆาตกรรม และการสร้างความอัปยศในสาธารณะ ผู้คนจำนวนมากถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายปฏิปักษ์การปฏิวัติต้องฆ่าตัวตาย ในช่วงสิงหาแดง ค.ศ. 1966 ในปักกิ่งมีประชาชนถูกสังหาร 1,772 คน เหยื่อหลายคนเป็นครูอาจารย์ที่ถูกโจมตีหรือบางคนถูกฆ่าโดยนักเรียนของตนเอง[26] ในเซี่ยงไฮ้ มีประชาชนฆ่าตัวตาย 704 คน และถูกสังหาร 534 คน ในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรมเดือนกันยายน ในอู่ฮั่น มีคนฆ่าตัวตาย 62 คน และถูกสังหาร 32 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน[17]:124 เผิง เต๋อหวยถูกนำตัวมายังปักกิ่งเพื่อถูกสร้างความอัปยศในสาธารณะ

การทำลายสิ่งเก่าทั้งสี่แก้ไข

ดูบทความหลักที่: สิ่งเก่าทั้งสี่
 
พระบรมศพของจักรพรรดิว่านลี่แห่งราชวงศ์หมิง กลุ่มยุวชนแดงได้ขุดพระบรมศพของจักรพรรดิว่านลี่และจักรพรรดินีสองพระองค์มาไว้หน้าโลงพระศพ และพวกเขาทำการ "ประณาม" พระบรมศพและนำไปเผาทิ้งในเวลาต่อมา[27]
 
สุสานขงจื๊อถูกโจมตีโดยยุวชนแดงในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1966[28][29]

ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน ค.ศ. 1966 ได้มีการชุมนุมจำนวนแปดครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 12 ล้านคนจากทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยุวชนแดง[17]:106 รัฐบาลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของยุวชนแดงที่เดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อเปลี่ยนเป็น "ประสบการณ์การปฏิวัติ"[17]:110

ในการชุมนุมของยุวชนแดง หลิน เปียวได้เรียกร้องให้ทำลายสิ่งเก่าทั้งสี่ ซึ่งได้แก่ ขนบธรรมเนียมเก่า, วัฒนธรรมเก่า, นิสัยใจคอเก่าๆ และความคิดเก่าๆ[19]:66 กระแสปฏิวัติได้พัดพาประเทศไปราวกับพายุ โดยยุวชนแดงเป็นนักรบที่โดดเด่นที่สุด การเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับ "สิ่งเก่าทั้งสี่" ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตราย เช่น การเปลี่ยนชื่อถนน สถานที่และแม้แต่ชื่อผู้คน โดยทารกที่เกิดมาจะมีชื่อที่สอดคล้องกับ "การปฏิวัติ"[30] แต่กิจกรรมด้านอื่นๆ ของยุวชนแดงมีลักษณะเป็นการทำลายล้างมากกว่า โดยเฉพาะในขอบเขตวัฒนธรรมและศาสนา โบราณสถานหลายแห่งทั่วประเทศถูกทำลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายที่เกิดแก่เมืองหลวงปักกิ่ง ยุวชนแดงยังคงเข้าปล้นวัดขงจื๊อ เมืองชฺวีฟู่ มณฑลชานตง[17]:119 รวมถึงสุสานและสิ่งประดิษฐ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย[28] ห้องสมุดที่เต็มไปด้วยตำราทางประวัติศาสตร์และหนังสือต่างประเทศถูกทำลาย หนังสือถูกเผา วัด โบสถ์ มัสยิด อารามและสุสานถูกปิด และบางแห่งถูกดัดแปลงไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น บ้างก็ถูกปล้นสะดมและทำลาย[31] การโฆษณาชวนเชื่อของลัทธิมากซ์ได้วาดภาพศาสนาพุทธว่าเป็นความงมงาย และศาสนาถูกมองว่าเป็นวิธีการแทรกซึมของพวกต่างชาติที่เป็นศัตรู ตลอดจนเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครอง[32] นักบวชถูกจับกุมและถูกส่งไปยังค่ายกักกัน ศาสนิกชนศาสนาพุทธแบบทิเบตถูกใช้ปืนข่มขู่เพื่อให้พวกเขาทำลายอารามทางศาสนาของพวกเขาเอง[32]

การประชุมงานส่วนกลาง (ตุลาคม ค.ศ. 1966)แก้ไข

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1966 เหมาได้จัดประชุม "การประชุมงานส่วนกลาง" ซึ่งเป็นการโน้มน้าวเหล่าผู้นำพรรคที่ยังไม่ได้เดินรอยตามอุดมการณ์การปฏิวัติ หลิว เส้าฉีและเติ้ง เสี่ยวผิงถูกดำเนินคดีในฐานะส่วนหนึ่งของพวกนายทุนกระฎุมพี (zichanjieji fandong luxian) และต้องวิจารณ์ตัวเองอย่างไม่เต็มใจ[17]:137 หลิวซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบัณฑิตชนชั้นปกครองสายกลางที่ทรงอำนาจ หลังการประชุมเขาถูกกักบริเวณในบ้านที่กรุงปักกิ่ง จากนั้นถูกส่งตัวไปค่ายกักกัน เขาป่วยและถูกปฏิเสธการรักษาและเสียชีวิตในปีค.ศ. 1969 เติ้ง เสี่ยงผิงถูกส่งตัวไปรับการศึกษาใหม่และถูกส่งไปทำงานโรงงานเครื่องยนต์ที่มณฑลเจียงซี

ฝ่ายหัวรุนแรงยึดอำนาจ (ค.ศ. 1967)แก้ไข

 
การเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการยึดอำนาจในมณฑลชานซี (เดือนเมษายน ค.ศ. 1967)

ขบวนการมวลชนจีนได้รวมพลกันแต่มีสองกลุ่มซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกัน ฝ่ายหัวรุนแรงให้การสนับสนุนการกวาดล้างทางการเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์ของเหมา และอีกฝ่ายคือ พวกอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนกลุ่มสายกลาง ในวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของเหมา วันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1966 เหมาประกาศ "สงครามกลางเมืองรอบด้าน" เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนให้การสนับสนุน "ฝ่ายซ้าย" แต่ก็ไม่มีการกำหนดเป็นกฎอย่างชัดเจน เนื่องจากเหล่าผู้บัญชาการของกองทัพปลดปล่อยประชาชนมีความสัมพันธ์ในการทำงานที่ใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ก่อตั้งพรรค หน่วยทหารจึงทำงานให้เหมาแทนที่จะไปปราบปรามฝ่ายหัวรุนแรงของเหมา[33]

เหตุการณ์ในปักกิ่งกระตุ้นให้เกิดการก่อตั้งกลุ่ม"ยึดอำนาจ" (duoquan) ขึ้นมาทั่วประเทศและขยายฐานไปยังโรงงานและตามชนบททั่วประเทศจีน ในเซี่ยงไฮ้ หนุ่มกรรมกรโรงงานชื่อ หวัง หงเหวินได้จัดตั้งแนวร่วมการปฏิวัติที่กว้างขวาง และได้เข้าไปแทนที่กลุ่มยุวชนแดงที่มีอยู่ ในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1967 ด้วยการสนับสนุนจากสมาชิกกลุ่มปฏิวัติทางวัฒนธรรมรุ่นใหญ่อย่าง จาง ชุนเฉียวและหวัง หงเหวิน จึงกลายเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวปลุกระดมโค่นล้มฝ่ายบริหารเทศบาลเมืองเซี่ยงไฮ้ซึ่งบริหารโดยเฉิน พีเสี่ยน เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า "การโหมกระหน่ำเดือนมกราคม" และมีการก่อตั้ง คอมมูนประชาชนเซี่ยงไฮ้[34]:[20]:115

เหตุการณ์ในเซี่ยงไฮ้สร้างความประทับใจต่อเหมามาก และกระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กันทั่วประเทศจีน รัฐบาลระดับจังหวัดและหลายส่วนของรัฐ ระบบการบริหารพรรคได้รับผลกระทบ โดยมีรูปแบบการยึดอำนาจที่น่าจดจำแตกต่างกัน คณะกรรมการปฏิวัติ (จีน) ถูกจัดตั้งขึ้น แทนที่รัฐบาลท้องถิ่นและการบริหารพรรคสาขา[35] ยกตัวอย่างเช่นในปักกิ่ง มีกลุ่มปฏิวัติแยกกันสามกลุ่มและประกาศยึดอำนาจในวันเดียวกัน ขณะเดียวกันในมณฑลเฮย์หลงเจียง พาน ฟู่เซิง เลขาธิการพรรคท้องถิ่นได้พยายาม "ยึดอำนาจ" จากการบริหารของพรรคให้อยู่ภายใต้เขาเอง ผู้นำบางคนถึงกับเขียนให้มีการโค่นอำนาจกลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรม[17]:170–72

ในปักกิ่ง เจียง ชิงและจาง ชุนเฉียว พยายามพุ่งเป้าไปที่รองประธานพรรคเถา จู้ ขบวนการยึดอำนาตได้เบนหัวไปทางกองทัพด้วยเช่นกัน ในเดือนกุมภาพันธ์ นายพลผู้มีชื่อเสียงอย่างเย่ เจี้ยนอิงและเฉิน อี้ รวมถึงรองประธานพรรคถาน เจิ้นหลิน ยืนยันคัดค้านต่อความรุนแรงที่ทวีมากขึ้นกล่าวหาผู้อาวุโสในพรรคบางคนที่พยายามทำเรื่องสกปรก โดยกล่าวหาว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของกลุ่มปฏิวัติทางวัฒนธรรมคือการกำจัดผู้พิทักษ์การปฏิวัติรุ่นเก่า ในช่วงแรกเหมาดำเนินการในทางตรงกันข้าม เขาก้าวเข้าไปในสภาโปลิตบูโรในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ เพื่อประณามพวกฝ่ายต่อต้านโดยตรง เขาสนับสนุนกิจกรรมของพวกหัวรุนแรงอย่างเต็มที่ การต่อต้านในช่วงสั้นๆ นี้ถูกตราหน้า่ว่า "การต้านกระแสเดือนกุมภาพันธ์"[17]:195–96 เป็นการปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ที่เคลื่อนไหวภายในพรรคอย่างเป็นประสิทธิภาพในปีต่อๆ ไป[19]:207–09

ในช่วงที่ฝ่ายปฏิวัติกำลังถอดรื้อรัฐบาลที่กำลังบริหาร และองค์การของพรรคทั่วประเทศ แต่เนื่องจากการยึดอำนาจขาดผู้นำแบบรวมศูนย์ จึงไม่มีความแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ยึดมั่นในวิสัยทัศน์การปฏิวัติของเหมาโดยแท้จริง และใครที่เป็นผู้ฉวยโอกาสจากความโกลาหลเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เกิดการก่อตัวของกลุ่มปฏิวัติที่เป็นคู่แข่งกัน เป็นการสำแดงถึงความบาดหมางของท้องถิ่นที่ก่อตัวมานานแล้ว ทำให้เกิดการต่อสู้ของฝ่ายต่างๆ ทั่วประเทศ ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นระหว่างองค์การมวลชนและกองทัพเช่นกัน หลิน เปียวได้ตอบสนองปัญหานี้ด้วยการให้กองทัพสนับสนุนพวกหัวรุนแรง ในขณะเดียวกันกองทัพได้เข้าควบคุมบางมณฑลและท้องที่ซึ่งถือว่าไม่มีความสามารถในการเปลี่ยนถ่ายอำนาจของตนเองได้[19]:219–21

ในเมืองตอนกลางอย่างอู่ฮั่น เป็นเหมือนกันกับอีกหลายๆ เมือง มีองค์กรการปฏิวัติสองกลุ่มใหญ่ๆ องค์กรหนึ่งสนับสนุนแนวทางอนุรักษ์นิยม อีกองค์กรก็ต่อต้าน ทั้งสองกลุ่มต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจในการควบคุมเมือง เฉิน ไจ้เต้า นายพลในพื้นที่แถบนี้ ใช้กำลังต่อต้านการชุมนุมประท้วงของกลุ่มที่สนับสนุนโดยเหมา อย่างไรก็ตามในช่วงที่เกิดโกลาหล เหมาเดินทางด้วยเครื่องบินไปอู่ฮั่นพร้อมเจ้าหน้าที่ส่วนกลางจำนวนมากเพื่อพยายามทำให้ทหารในพื้นที่ยังคงความจงรักภักดีอยู่ ในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1967 ผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ได้ลักพาตัวหวัง ลี่ ผู้แทนของเหมา ทำให้เกิดเหตุการณ์ อุบัติการณ์อู่ฮั่น ส่งผลให้นายพลเฉิน ไจ้เต้าถูกส่งไปยังปักกิ่งและถูกทดสอบโดยเจียง ชิง พร้อมกลุ่มปฏิวัติทางวัฒนธรรมคนอื่นๆ การต่อต้านของเฉินถือเป็นการต่อต้านจากภายในครั้งสุดท้ายที่เคลื่อนไหวภายในกองทัพปลดปล่อยประชาชน[17]:214

จาง ชุนเฉียวซึ่งเป็นหนึ่งในแก๊งออฟโฟร์ก็ยอมรับเองว่า ปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการปฏิวัติทางวัฒนธรรมไม่ใช่กลุ่มยุวชนแดง หรือ กลุ่มปฏิวัติทางวัฒนธรรม หรือ องค์กร "ก่อกบฏ" ใดๆ แต่ปัจจัยสำคัญคือกองทัพปลดปล่อยประชาชน เมื่อกองกำลังปลดปล่อยประชาชนในท้องถิ่นให้การสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงของเหมา และถ้าไม่มีการร่วมมือจากกลุ่มนี้ การปฏิวัติของเหมาก็ไม่ประสบผลสำเร็จ[17]:175 การปะทะกันอย่างรุนแรงเกิดขึ้นแทบทุกเมือง หลังเหตุการณ์ที่อู่ฮั่น เหมาและเจียง ชิงเริ่มจัดตั้ง กองกำลัง "กรรมกร" ติดอาวุธป้องกันตัวเอง, "กองกำลังปฏิวัติติดอาวุธในลักษณะมวลชน" เพื่อตอบโต้สิ่งที่เหมาประเมินว่ามีพวกขวาจัด "75% ในคณะนายทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชน" เมืองฉงชิ่ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตอาวุธ เป็นสถานที่ที่มีการปะทะกันอย่างดุเดือดของทั้งสองฝ่าย โดยในเขตก่อสร้างของเมือง มีการต่อสู้กันถึง 10,000 คน โดยใช้รถถัง ปืนใหญ่เคลื่อนที่ ปืนต่อต้านอากาศยานและอาวุธ "แทบทุกรูปแบบตามประเภทอาวุธทั่วไป" มีปลอกกระสุนปืนใหญ่ถึง 10,000 นัด ในเมืองฉงชิ่งเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1967[17]:214–15 ทั่วประเทศมีอาวุธปืนจำนวนทั้งสิ้น 18.77 ล้านกระบอก ปืนใหญ่ 14,828 กระบอก ระเบิด 2,719,545 ลูกอยู่ในมือพลเรือน และใช้ในช่วง ความขัดแย้งรุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดในช่วงค.ศ. 1967 ถึง 1968 ในเมืองฉงชิ่ง เมืองเซี่ยเหมินและเมืองฉางชุน มีการใช้รถถัง รถหุ้มเกราะ หรือแม้แต่เรือรบในการต่อสู้[33]

การกวาดล้างทางการเมืองและนโยบาย "การเคลื่อนไหวลงสู่ชนบท" (ค.ศ. 1968)แก้ไข

การชำระล้างระดับตำแหน่ง (พฤษภาคม-กันยายน)แก้ไข

 
หลิว เส้าฉีถูกเหยียดหยามต่อหน้าสาธารณชนในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรม

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1968 เหมาประกาศ "การชำระล้างระดับตำแหน่ง" ขนานใหญ่ เป็นการกวาดล้างทางการเมืองในจีนแผ่นดินใหญ่ เจ้าหน้าที่หลายคนถูกส่งไปยังชนบทเพื่อเข้ารับการศึกษาใหม่

ในวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1968 อำนาจของยุวชนแดงที่มีเหนือกองทัพปลดปล่อยประชาชนได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ และรัฐบาลที่ถูกจัดตั้งขึ้นได้ส่งทหารไปปิดล้อมพื้นที่ที่ไม่เคยถูกแตะต้องโดยยุวชนแดง หนึ่งปีต่อมาฝ่ายยุวชนแดงถูกกวาดล้างจนหมด เหมาคาดการณ์ว่าความโกลาหลที่ยุวชนแดงทำขึ้นมาอาจทำให้มีวาระทางการเมืองของตนเอง และอาจถูกล่อลวงให้ต่อต้านอุดมการณ์การปฏิวัติ เหมาและพรรคพวกหัวรุนแรงพลิกกลับฝ่ายสนับสนุนและจัดตั้งอำนาจของตนเอง หลังจากที่เห็นว่าทุกอย่างบรรลุตามทวัตถุประสงค์ทั้งสิ้น

หลิวถูกขับไล่ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนในการประชุมรวมครั้งที่ 12 ของคณะกรรมการกลางที่แปด ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1968 และมีการติดป้ายว่า "กองบัญชาการชนชั้นกระฎุมพี" ซึ่งดูเหมือนจะมีการพาดพิงถึง "การถล่มกองบัญชาการ" ที่เหมาเขียนไว้เมื่อสองปีก่อน[36]

การเคลื่อนไหวลงสู่ชนบท (ธันวาคม ค.ศ. 1968)แก้ไข

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1968 เหมาริเริ่มรณรงค์ "การเคลื่อนไหวลงสู่ชนบท" ในช่วงการเคลื่อนไหวนี้กินเวลาถึงทศวรรษต่อไป ชนชั้นกระฎุมพีหนุ่มสาวซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองถูกบังคับให้เดินทางไปยังชนบทเพื่อสัมผัสชีวิตการทำงาน มีการนิยามถึง "ปัญญาชนรุ่นเยาว์" อ้างถึงนักศึกษาที่พึ่งสำเร็จการศึกษา ในช่วงหลังทศวรรษที่ 1970 นักเรียนเหล่านี้ได้กลับบ้านเกิดในเมือง นักเรียนหลายคนเคยเป็นสมาชิกของยุวชนแดง ได้ออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวและวิสัยทัศน์ของเหมา การเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนย้ายยุวชนแดงจากเมืองลงสู่ชนบท เพื่อให้เกิดภาวะความวุ่นวายทางสังคมให้น้อยลง นอกจากนี้เป็นการเผยแพร่นโยบายปฏิวัติของจีนในเชิงภูมิศาสตร์[37]

"กระแสความคลั่งมะม่วง" และลัทธิบูชาตัวบุคคลของเหมา (สิงหาคม ค.ศ. 1968)แก้ไข

สำหรับบทความหลักในหมวดหมู่นี้ ดูที่ ลัทธิบูชาตัวบุคคลของเหมา
 
ภาพวาดสีน้ำมันการโฆษณาชวนเชื่อของเหมาในการปฏิวัติทางวัฒนธรรม (ค.ศ. 1967)

ในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1968 มีการรณรงค์ครั้งใหญ่เพื่อสร้างเกียรติภูมิแก่เหมา ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ "กระแสความคลั่งมะม่วง" ในวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1968 เหมาได้รับมะม่วงจำนวน 40 ผลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน ชารีฟุดดิน ปีร์ซาดา เป็นการมอบให้ในเชิงการทูต[38] เหมาให้ผู้ช่วยของเขาส่งมะม่วงไปให้ทีมโฆษณาชวนเชื่อของเหมา เจ๋อตง ที่มหาวิทยาลัยชิงหฺวา ในวันที่ 5 สิงหาคม ทีมงานได้ประจำการอยู่ที่นั่นซึ่งมีการปะทะกันอย่างเงียบๆ ท่ามกลางกลุ่มยุวชนแดง[39][40] ในวันที่ 7 สิงหาคม มีการตีพิมพ์บทความลงในหนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้า


ในช่วงบ่ายของวันที่ 5 มีข่าวยินดีอย่างยิ่งเมื่อท่านประธานเหมามอบมะม่วงให้แก่ทีมโฆษณาชวนเชื่อกรรมกรและชาวนาตามแนวคิดเหมา เจ๋อตง เมื่อมะม่วงมาถึงมหาวิทยาลัยชิงหฺวา ผู้คนต่างมารวมตัวกันรอบๆ ของขวัญที่ท่านประธานเหมาผู้ยิ่งใหญ่มอบให้ทันที พวกเขาตะโกนโห่ร้องอย่างดีใจและร้องเพลงอย่างเปรมปรีดิ์ น้ำตาไหลริน และพวกเขาส่งความปรารถนาอย่างจริงใจครั้งแล้วครั้งเล่าขอให้ผู้นำที่ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรามีอายุยืนนับหมื่นปีอย่างไม่สิ้นสุด...พวกเขาได้โทรศัพท์ไปที่หน่วยงานของตนเพื่อเผยแพร่ข่าวอันน่ายินดียิ่งนี้ และพวกเขายังจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองหลากหลายตลอดทั้งคืน และเดินทางมาถึงจงหนานไห่ [ที่รวมตัวผู้นำ] ทั้งๆ ที่ฝนตกเพื่อรายงานข่าวดีนี้ และเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อประธานเหมาผู้ยิ่งใหญ่[39]

บทความต่อมาก็เขียนโดยเจ้าหน้าที่รัฐมีการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการรับมะม่วง[41] มีบทกลอนอื่นใน เหรินหมินรื่อเป้าเขียนว่า "จ้องมองมะม่วงทองคำนั้น/ราวกับเห็นท่านประธานเหมาผู้ยิ่งใหญ่...สัมผัสมะม่วงสีทองซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น/มะม่วงทองคำช่างแสนอบอุ่น"[42] ในเวลานั้นในประเทศจีนมีเพียงไม่กี่คนที่เคยพบเห็นมะม่วงมาก่อน และมะม่วงถูกมองว่าเป็น "ผลไม้ที่หายากที่สุด เสมือนการหาเห็ดแห่งความอมตะ"[42]

 
"มะม่วง ของขวัญล้ำค่า" (โปสเตอร์การปฏิวัติทางวัฒนธรรม ค.ศ. 1968)

มะม่วงผลหนึ่งถูกส่งไปยังโรงงานสิ่งทอปักกิ่ง[39] ซึ่งคณะกรรมการปฏิวัติได้จัดชุมนุมเฉลิมเกียรติให้มะม่วง[41] คนงานได้อ่านคำกล่าวของเหมาและเฉลิมฉลองของขวัญ มีการสร้างแท่นบูชาเพื่อสดงผลไม้ให้เด่นชัด หลังจากนั้นสองสามวันเมื่อเปลือกมะม่วงเริ่มเน่า ก็มีการปลอกเปลือกออกและนำมะม่วงไปต้มน้ำในหม้อน้ำ จากนั้นคนงานก็จะได้รับน้ำมะม่วงคนละหนึ่งช้อนเต็ม คณะกรรมการปฏิวัติยังทำแบบจำลองของมะม่วงและตั้งแสดงที่ศูนย์กลางของโรงงาน จากนั้นหลายเดือน "กระแสความคลั่งมะม่วง" เป็นผลไม้ที่แสดงถึงการสร้าง "ความจงรักภักดีอย่างไร้ขอบเขต" ที่มีต่อประธานเหมา มีการสร้างมะม่วงจำลองมากขึ้น และส่งแบบจำลองไปทั่วกรุงปักกิ่งและหลายๆ สถานที่ของจีน คณะปฏิวัติหลายคนจากต่างจังหวัดมาทัศนศึกษาเพื่อดูงานมะม่วงจำลองในปักกิ่ง ผู้คนราวครึ่งล้านคนเดินทางมาเยี่ยมชมแบบจำลองมะม่วงเมื่อพวกเขามาถึงเมืองเฉิงตู ป้ายและโปสเตอร์ติดผนังมีรูปมะม่วงและเหมาสั่งผลิตป้ายเหล่านั้นจำนวนหลายล้านป้าย[39]

ผลไม้เป็นจุดร่วมใช้กันในทุกองค์กรในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของทีมโฆษณาชวนเชื่อ มีการเดินขบวนครั้งใหญ่เพื่อสนับสนุน "เจินกุ้ย ลี่ปิ่น" (ของขวัญล้ำค่า) ซึ่งก็คือมะม่วงตามที่ทราบกัน[43] ทันตแพทย์คนหนึ่งในเมืองเล็กๆ ชื่อ นายแพทย์ฮั่น ได้มองมะม่วงและกล่าวว่ามันไม่มีอะไรพิเศษเลยและรูปร่างก็เหมือนมันเทศ เขาจึงถูกดำเนินคดีในข้อหาใส่ร้ายป้ายสี และมีความผิด ต้องเดินประจานตัวเองไปรอบเมือง สุดท้ายถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าที่ศีรษะ[42][44]

มีการอ้างว่าเหมาใช้มะม่วงเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากแรงงาน ซึ่งจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อหยุดการต่อสู้ฝักฝ่ายในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา และเป็น "ตัวอย่างที่สำคัญของกลยุทธ์การสนับสนุนเชิงสัญลักษณ์ของเหมา"[41] แม้กระทั่งจนตั้งปีค.ศ. 1969 ผู้เข้าร่วมการศึกษาลัทธิเหมาในปักกิ่งจะมาพร้อมการถอดแบบผลิตเรื่องมะม่วงขนานใหญ่และยังคงได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนในมณฑลต่างๆ[43]

วาระของหลิน เปียว (ค.ศ. 1969-1971)แก้ไข

การเปลี่ยนผ่านอำนาจ (เมษายน ค.ศ. 1969)แก้ไข

 
จากซ้าย: เหมา เจ๋อตง, หลิน เปียว, โจว เอินไหลและเฉิน ป๋อต๋า ในปักกิ่ง ค.ศ. 1966 ช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรม

การประชุมสภาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนครั้งที่เก้า มีขึ้นในเดือนเมษายน ค.ศ. 1969 เป็นการ "ฟื้นฟู" พรรคด้วยความคิดใหม่ๆ และผู้ปฏิบัติงานซึ่งเป็นคนหัวโบราณจำนวนมากถูกกำจัดไปในการต่อสู้เมื่อครั้งหลายปีก่อนแล้ว[17]:285 กรอบโครงสร้างเชิงสถาบันของพรรคที่ตั้งขึ้นเมื่อสองทศวรรษก่อนได้พังทลายลงเกือบทั้งหมด ผู้แทนในสภาถูกเลือกโดนคณะกรรมการปฏิวัติมากกว่าผ่านการเลือกตั้งจากสมาชิกพรรค[17]:288 ตัวแทนจากกองทัพเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับการประชุมสภาครั้งก่อน (28% ของผู้แทนทั้งหมดเป็นฝ่ายกองทัพปลดปล่อยประชาชน) และมีการเลือกตั้งฝ่ายกองทัพปลดปล่อยประชาชนมากขึ้นให้เข้าเป็นคณะกรรมการชุดใหม่[17]:292 นายทหารจำนวนมากได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นระดับอาวุโสซึ่งภักดีต่อจอมพลของกองทัพปลดปล่อยประชาชน คือ หลิน เปียว ทำให้เกิดความแตกแยกเป็นฝักฝ่ายของผู้นำฝ่ายกองทัพและผู้นำฝ่ายพลเรือน[17]:292

เราไม่เพียงแต่รู้สึกปีติยินดีอย่างไร้ขอบเขตเท่านั้น เพราะเรามีผู้นำที่ยิ่งใหญ่อันเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่แห่งลัทธิมากซ์-เลนินในยุคสมัยของเรา แต่เรายังมีความยินดีอย่างยิ่งด้วย เพราะเรามีท่านรองประธานหลินเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งจากท่านประธานเหมาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

— นายกรัฐมนตรีโจว เอินไหลกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสภาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนครั้งที่เก้า[45]

หลิน เปียวได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างเป็นทางการให้เป็นบุคคลลำดับที่สองของพรรค โดยมีชื่อของเขาถูกเขียนรับรองในรัฐธรรมนูญพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ในฐานะ "สหายที่สนิทที่สุด"ของเหมาและ "ผู้สืบทอดอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล"[17]:291 ในเวลานั้นไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์หรือรัฐบาลใดๆ ในโลกที่นำแนวปฏิบัติในการบรรจุผู้สืบทอดตำแหน่งคนต่อไปไว้ในรัฐธรรมนูญ การปฏิบัตินี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของจีน หลินกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม โดยมีเอกสารที่ร่างโดยพวกหัวรุนแรงฝ่ายซ้ายอย่างเหยา เหวินหยวนและจาง ชุนเฉียว ภายใต้การกำกับดูแลของเหมา[17]:289 เอกสารดังกล่าววิพากษ์วิจารณ์หลิว เส้าฉีและ "ผู้ปฏิปักษ์การปฏิวัติ" อย่างหนักและมีการนำข้อความในหนังสือเล่มแดงของเหมามาใช้อย่างมาก การประชุมสภาได้เสริมความแข็งแกร่งให้แก่บทบาทของลัทธิเหมาภายในจิตใจของพรรค โดยแนะนำลัทธิเหมาอีกครั้งว่าเป็นอุดมการณ์ชี้นำอย่างเป็นทางการของพรรคในรัฐธรรมนูญของพรรค สุดท้ายสภาได้เลือกสมาชิกโปลิตบูโลใหม่โดยมีเหมา เจ๋อตง, หลิน เปียว, เฉิน ป๋อต๋า, โจว เอินไหลและคัง เซิง เป็นคณะกรรมการประจำกรมการเมือง หลิน, เฉินและคังต่างได้รับประโยชน์จากการปฏิวัติทางวัฒนธรรม โจวถูกลดตำแหน่งและแสดงการสนับสนุนต่อหลินอย่างชัดแจ้งในสภา[17]:290 เหมายังได้ฟื้นฟูการทำงานของสถาบันพรรคที่เป็นทางการบางแห่ง เช่น การดำเนินงานของโปลิตบูโรของพรรค ซึ่งหยุดดำเนินการไปตั้งแต่ปีค.ศ. 1966 และ 1968 เนื่องจากกลุ่มปฏิวัติทางวัฒนธรรมกลางได้ควบคุมอำนาจ "โดยพฤตินัย" ของประเทศ[17]:296

กองทัพปลดปล่อยประชาชนก้าวเข้ามามีบทบาทโดดเด่น (ค.ศ. 1970)แก้ไข

 
หลิน เปียวกำลังอ่านหนังสือเล่มแดงของเหมาในปีค.ศ. 1971 เขาได้รับการยืนยันในฐานะผู้สืบทอดอำนาจของเหมาอย่างเป็นทางการในรัฐธรรมนูญจากการประกาศในปีค.ศ. 1969

ความพยายามของเหมาในการจัดระเบียบพรรคและสถาบันของรัฐทำให้เกิดผลลัพธ์ที่หลากหลาย มณฑลห่างไกลหลายแห่งยังคงวุ่นวายในขณะที่ในปักกิ่งมีเสถียรภาพทางการเมือง การต่อสู้ระหว่างกลุ่มต่างๆ ยังคงมีความรุนแรงและยังดำเนินต่อไปในระดับท้องถิ่น แม้ว่าจะมีการประกาศในการประชุมครั้งที่เก้าว่า เป็น "ชัยชนะ" ชั่วคราวของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม[17]:316 นอกจากนี้ถึงแม้ว่าเหมาพยายามสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสภา แต่ก็มีการแบ่งฝ่ายระหว่างกองทัพปลดปล่อยประชาชนของหลิน เปียว และกลุ่มพวกหัวรุนแรงของเจียง ชิง ที่ทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น การที่ผู้นำบางคนไม่ชอบเจียง ชิงเป็นการส่วนตัวได้ดึงดูดให้ผู้นำพลเรือนจำนวนมากพยายามออกห่าง รวมถึงนักทฤษฎีที่มีชื่อเสียงอย่าง เฉิน ป๋อต๋าที่หันมาใกล้ชิดกับหลิน เปียว[14]:115

ในระหว่างค.ศ. 1966 และค.ศ. 1968 จีนถูกโดดเดี่ยวในระดับสากลโดยได้ประกาศความเป็นปฏิปักษ์ต่อทั้งสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งกับสหภาพโซเวียตทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากมีการปะทะกันบริเวณชายแดนที่แม่น้ำอุสซูรีในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1969 โดยผู้นำจีนเตรียมพร้อมทำสงคราม[17]:317 ในเดือนตุลาคม ผู้นำระดับสูงได้อพยพออกจากปักกิ่ง[17]:317 ท่ามกลางความตึงเตรียดนี้ หลิน เปียวได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารให้เตรียมทำสงครามส่งไปยังกองพันทหารปลดปล่อยประชาชนทั้ง 11 กองพันในวันที่ 18 ตุลาคม โดยไม่ผ่านเหมา สิ่งนี้สร้างความโกรธเคืองของประธานเหมา จึงเป็นหลักฐานว่าอำนาจของเขาอาจถูกแย่งชิงก่อนเวลาอันควรโดยผู้สืบทอดของเขาเอง[17]:317

ความขัดแย้งระหว่างหลินและเจียง
ในปีค.ศ. 1969 หลังจากหลิน เปียวได้เป็นตำแหน่งผู้สืบทอดของเหมาอย่างเป็นทางการ ผู้นำพรรคหลายคนและกองทัพปลดปล่อยประชาชนให้การสนับสนุนเขา จึงเกิดความขัดแย้งกับฝ่ายหัวรุนแรงในการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของเจียง ชิง ภริยาประธานเหมา ฝ่ายหลินได้ความนิยมจากพลเรือนมากกว่าเจียง จึงทำให้เหมามีความระแวงว่าเขาจะถูกผู้สืบทอดก่อรัฐประหาร

โอกาสในการทำสงครามได้ทำให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนมีความโดดเด่นในการเมืองภายในประเทศ โดยเพิ่มพื้นที่ความนิยมของหลินแต่แลกมาด้วยความนิยมของเหมาที่ถูกบดบัง[17]:321 มีหลักฐานบางอย่างชี้ให้เห็นว่า เหมาถูกผลักดันให้แสวงหาความใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการครอบงำการเมืองของกองทัพปลดปล่อยประชาชนในกิจการภายใน อันเป็นผลมาจากการเผชิญหน้าทางทหารกับสหภาพโซเวียต[17]:321 เหมาได้พบปะกับริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปีค.ศ. 1972 เหมากล่าวเป็นนัยกับประธานาธิบดีว่า หลินไม่เห็นด้วยกับการแสวงหาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา[17]:322


ฟื้นฟูตำแหน่งประธานาธิบดี (ประธานแห่งรัฐ)แก้ไข

หลังจากหลินได้รับการยืนยันในฐานะผู้สืบทอดของเหมา ผู้สนับสนุนเขาได้มุ่งมั่นในการฟื้นฟูตำแหน่งประธานาธิบดี (ประธานแห่งรัฐ)[46] ซึ่งถูกยุบเลิกไปโดยเหมา เจ๋อตงในช่วงกวาดล้างหลิว เส้าฉี พวกเขาหวังว่าการอนุญาตให้หลินผ่อนคลายบทบาทในการแทรกแซงตามรัฐธรรมนูญของประธานและรองประธาน จะทำให้การสืบทอดตำแหน่งของหลินมีความเป็นสถาบัน ฉันทามติภายในโปลิตบูโรพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ระบุให้เหมาดำรงตำแหน่งนี้โดยมีหลินเป็นรองประธาน แต่เหมาได้เปล่งเสียงคัดค้านอย่างชัดเจนโดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งเป็นการคัดค้านต่อการสถาปนาตำแหน่งขึ้นมาใหม่และความหยิ่งผยองของเขา[17]:327

การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นของแต่ละฝ่ายทวีความรุนแรงขึ้นในการประชุมครั้งที่สองของคณะกรรมการที่เก้าในหลูชาน ปลายเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1970 เฉิน ป๋อต๋าซึ่งขณะนี้อยู่แนวร่วมเดียวกับกองทัพปลดปล่อยประชาชนที่จงรักภักดีต่อหลิน สนับสนุนการบูรณะทำเนียบประธานาธิบดีจีน แม้ว่าเหมาจะมีความเห็นตรงข้ามก็ตาม[17]:331 นอกจากนี้เฉินยังเปิดฉากโจมตีจาง ชุนเฉียว ผู้สนับสนุนลัทธิเหมาและเป็นผู้สร้างความวุ่นวายในการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ว่าทำไปนอกเหนือจากที่เหมาต้องการ[17]:328

การโจมตีจางทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมยินดีอย่างมากในการประชุมกรรมการ และอาจถูกตีความโดยเหมาว่าเป็นการโจมตีทางอ้อมต่อการปฏิวัติทางวัฒนธรรม เหมาเผชิญหน้ากับเฉินอย่างเปิดเผย ประณามเขาว่าเป็น "ลัทธิมากซ์จอมปลอม"[17]:332 และปลดเขาออกจากคณะกรรมการประจำกรมการเมือง นอกเหนือจากการกำจัดเฉิน เหมายังขอให้หลินเขียนหลักการข้อวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองเกี่ยวกำตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเป็นการเตือนหลิน เหมายังได้แต่งตั้งผู้สนับสนุนเขาหลายคนเข้าร่วมคณะกรรมาธิการทหารกลาง และวางตำแหน่งผู้จงรักภักดีต่อเขาเข้าไปเป็นผู้นำในเขตทหารปักกิ่ง[17]:332

เที่ยวบินของหลิน เปียว (กันยายน ค.ศ. 1971)แก้ไข

 
ภาพรอยขูดขีดเขียนคำปรารภของหลิน เปียวที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มแดงของเหมา เจ๋อตง ชื่อของหลิน (ล่างขวา) ถูกขูดขีดออกภายหลัง คาดว่าหลังเขาเสียชีวิต

ในปีค.ศ. 1971 ผลประโยชน์ที่แตกต่างกันระหว่างฝ่ายพลเรือนกับฝ่ายทหารก็ปรากฏให้เห็น เหมามีปัญหากับความโดดเด่นที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนที่เพิ่งมีขึ้นมา และการกวาดล้างเฉิน ป๋อต๋า เป็นจุดเริ่มต้นของการลดขอบเขตการมีส่วนร่วมทางการเมืองของกองทัพปลดปล่อยประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป[17]:353 ตามแหล่งข้อมูลของทางการระบุว่าเมื่อหลินมีอำนาจที่ลดน้อยถอยลง สุขภาพของเขาก็ย่ำแย่ลงด้วย ผู้สนับสนุนหลินวางแผนที่จะใช้อำนาจทางทหารที่ยังมีอยู่ขับไล่ประธานเหมาด้วยการรัฐประหาร[14]:

หลิน ลี่กั่ว บุตรชายของหลิน เปียวและนายทหารระดับสูงผู้สมรู้ร่วมคิดหลายคนพยายามจัดตั้งกลไกรัฐประหารในเซี่ยงไฮ้และวางโครงการขับไล่เหมาด้วยกำลังในชื่อ เค้าโครงโครงการ 571 ซึ่งเป็นคำคล้ายกับคำว่า "การลุกฮือทางทหาร" ในภาษาจีนกลาง ยังเป็นที่ถกเุถียงว่าหลิน เปียวมีส่วนร่วมในขบวนการนี้หรือไม่ ในขณะที่แหล่งข่าวอย่างเป็นทางการของจีนยืนยันว่า หลินวางแผนและดำเนินการก่อรัฐประหาร นักวิชาการอย่างจิน ชิว ได้ให้ภาพหลินว่าเป็นตัวละครที่ไม่โต้ตอบซึ่งถูกสมาชิกในครอบครัวและผู้สนับสนุนของเขาควบคุม[14]: ชิวโต้แย้งว่าหลิน เปียวไม่เคยมีส่วนร่วมในโครงร่างนั้นและมีหลักฐานชี้ชัดว่าหลิน ลี่กั่วร่างแผนการรัฐประหาร[14]:

"เค้าโครง" ถูกกล่าวว่าส่วนใหญ่มีแผนการทิ้งระเบิดทางอากาศโดยใช้กองทัพอากาศ ตอนแรกมีการพุ่งเป้าไปที่จาง ชุนเฉียวและเหยา เหวินหยวน แต่ตอนหลังมีการดึงเหมาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และถ้าแผนการสำเร็จ หลินจะทำการจับกุมคู่แข่งทางการเมืองและเข้ายึดอำนาจ มีการอ้างว่ามีความพยายามบอบสังหารเหมาในเซี่ยงไฮ้ ในวันที่ 8 - 10 กันยายน ค.ศ. 1971 มีการรับรู้ความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเหมาและได้มีการส่งเตือนไปยังประธาน รายงานภายในฉบับหนึ่งอ้างว่าหลินวางแผนที่จะระเบิดสะพานซึ่งเหมาต้องสัญจรผ่านเพื่อเข้าปักกิ่ง มีรายงานว่าเมื่อเหมาได้รับข่าวกรองเขาจึงเลี่ยงที่จะผ่านสะพานนี้

การตายของหลิน เปียวแก้ไข

ตามรายงานของทางการเมื่อวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 1971 หลิน เปียวพร้อมภริยาคือ เย่ เฉวียน บุตรชายคือ หลิน ลี่กั่วและทีมงานของเขาได้หลบหนีไปยังสหภาพโซเวียตเพื่อขอลี้ภัย ระหว่างเดินทางเครื่องบินของหลินตกในสาธารณรัฐประชาชนมองโกเลีย ทุกคนบนเครื่องบินเสียชีวิตทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าเครื่องบินน้ำมันหมดระหว่างเดินทางไปยังสหภาพโซเวียต ทีมงานของโซเวียตได้สืบสวนเหตุการณ์นี้ไม่สามารถระบุสาเหตุการชนได้ แต่ตั้งสมมติฐานว่านักบินกำลังบินต่ำเพื่อหลบเรดาห์และเขาประเมินยอดความสูงของเครื่องบินผิด

รายงานของทางการถูกตั้งคำถามโดยนักวิชาการต่างชาติ ซึ่งตั้งข้อสงสัยในการที่หลินเลือกโซเวียตเป็นจุดหมายปลายทาง เรื่องเส้นทางเครื่องบิน ตัวตนของผู้โดยสาร และการรัฐประหารเกิดขึ้นจริงหรือไม่[14]:[47]

ในวันที่ 13 กันยายน โปลิตบูโรได้ประชุมฉุกเฉินในวาระเรื่องหลิน เปียว เฉพาะวันที่ 30 กันยายนเท่านั้นที่มีการยืนยันการเสียชีวิตของหลิน เปียวไปทั่วกรุงปักกิ่ง ซึ่งนำไปสู่การยกเลิกกิจกรรมเฉลิมฉลองวันชาติจีนในวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการกลางปกปิดข้อมูล และข่าวการเสียชีวิตของหลินไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนจนเลยเวลาสองเดือนหลังจากเกิดเหตุ[14]: ผู้สนับสนุนหลินหลายคนลี้ภัยในฮ่องกง ส่วนคนที่ยังอยู่แผ่นดินใหญ่ได้ถูกกวาดล้าง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้นำพรรคไม่ทันระวังตัว แนวคิดที่ว่าหลินสามารถทรยศเหมาได้ ทำให้เป็นการทำลายความชอบธรรมในวาทศิลป์ทางการเมืองของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม เนื่องจากนามของหลินปรากฏชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญของพรรคในฐานะ"สหายที่สนิทที่สุด" ของเหมาและ "ผู้สืบทอดตำแหน่งคนต่อไป" เป็นเวลาหลายเดือนหลังจากเกิดเหตุการณ์ ทางพรรคมีความวุ่นวายในการหา "หนทางที่ถูกต้อง" ในการป้อนข้อมูลเหตุการณ์ต่อสาธารณขน[14]:

"แก๊งออฟโฟร์" (ค.ศ. 1972-1976)แก้ไข

ดูบทความหลักที่: แก๊งออฟโฟร์

ความเป็นปรปักษ์ต่อโจวและเติ้ง (ค.ศ. 1972-1973)แก้ไข

 
เจียง ชิง (ซ้าย) ภริยาเหมา เจ๋อตง และเป็นสมาชิกแก๊งออฟโฟร์ ออกตรวจพลยุวชนแดงในปักกิ่ง พร้อมนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล (กลาง) และคัง เซิง พวกเขาถือสมุดเล่มแดงของเหมาไว้ในมือ
 
หวัง หงเหวิน สมาชิกพรรคจากต่างมณฑลได้รับเลือกจากเหมาให้เป็นรองประธานพรรคคอมมิวนิสต์ และเข้ามาร่วมเป็นกลุ่มการเมืองของเจียง ชิง

เหมารู้สึกหดหู่และปลีกตัวเองหลังจากเหตุการณ์หลิน เปียว เมื่อหลินตาย เหมาก็ไม่มีคำตอบว่าใครจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากเขา เหมารู้สึกสูญเสียทิศทางกะทันหัน เขาจึงพยายามติดต่อกับสหายเก่าที่เขาเคยประณามในอดีต ในขณะเดียวกัน เดือนกันยายน ค.ศ. 1972 เหมาได้ย้ายแกนนำพรรควัย 38 ปีจากเซี่ยงไฮ้ ชื่อ หวัง หงเหวินมายังปักกิ่ง และให้เขาเป็นรองประธานพรรค[17]:357 หวังเป็นอดีตแรงงานในโรงงานที่มีพื้นเพมาจากชาวนา[17]:357 และมีการดูแลเขาอย่างดีเพื่อปูทางให้ขึ้นสืบตำแหน่ง[17]:364 ตำแหน่งของเจียง ชิงแข็งแกร่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุเที่ยวบินของหลิน เธอมีอิทธิพลที่น่าเกรงขามในฝ่ายหัวรุนแรง เมื่อสุขภาพของเหมาทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นที่สังเกตได้ว่าเจียง ชิงมีความทะเยอทะยายเพื่อตัวของเธอเอง เธอสร้างพันธมิตรกับหวัง หงเหวิน และผู้เชี่ยวชาญโฆษณาชวนเชื่ออย่าง จาง ชุนเฉียวและเหยา เหวินหยวน จัดตั้งกลุ่มทางการเมืองที่ถูกขนานนามในภายหลังว่า "แก๊งออฟโฟร์"

ในปีค.ศ. 1973 การต่อสู้ทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า ได้ทิ้งให้สถาบันระดับล่างหลายแห่ง ทั้งรัฐบาลท้องถิ่น โรงงานและทางรถไฟ ต้องขาดเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่พื้นฐาน[17]:340 เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะระส่ำระส่าย ซึ่งต้องฟื้นฟูตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่ถูกกวาดล้างออกไป แต่ส่วนกลางของพรรคกลับถูกครอบงำโดยผู้ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิวัติทางวัฒนธรรรมและกลุ่มฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง ซึ่งยังคงมุ่งเน้นสร้างความบริสุทธิ์ทางอุดมการณ์เหนือผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ด้านเศรษฐกิจยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของโจว เอินไหล เป็นคน "เอียงซ้าย" ที่เจียมเนื้อเจียมตัวเพียงไม่กี่คน โจวพยายามฟื้นฟูให้เศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ แต่กลับถูกแก๊งออฟโฟร์ไม่พอใจ โดยระบุว่าเขาเป็นภัยคุกคามทางการเมืองต่อการสืบทอดตำแหน่งหลังสมัยของเหมา

ในหลังปี 1973 เพื่อทำให้ตำแหน่งทางการเมืองของโจวอ่อนแอลง และพยายามทำให้พวกตัวเองถอยห่างจากการทรยศของหลิน แก๊งออฟโฟร์จึงออกนโยบาย "วิจารณ์หลิน วิจารณ์ขงจื๊อ" ภายใต้การควบคุมของเจียง ชิง[17]:366 มีเป้าหมายเพื่อกวาดล้างลัทธิขงจื๊อสมัยใหม่และประณามหลิน เปียวว่าเป็นผู้ทรยศและเป็นพวกถ่วงรั้งความเจริญ[17]:372 เป็นการฟื้นคืนช่วงปีแรกของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม แต่เป็นการต่อสู้กับการเปรียบเปรยทางประวัติศาสตร์ และแม้ชื่อของโจว เอินไหลจะไม่ถูกกล่าวถึงในการรณรงค์นี้ แต่ชื่อของนายกรัฐมนตรีกลับไปพ้องกับโจวกงหวัง สมาชิกของราชวงศ์โจวในอดีตที่ถูกมาเป็นเป้าโจมตีบ่อยครั้ง

การกอบกู้ชื่อเสียงของเติ้งและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ (ค.ศ. 1975)แก้ไข

 
เติ้ง เสี่ยวผิง (ซ้าย) พร้อมหลี่ เซียนเนี่ยน ประธานาธิบดีจีนในอนาคต (กลาง) และนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ในปีค.ศ. 1963

ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางและโจวล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง เติ้ง เสี่ยวผิงกลับเข้ามาสู่ฉากการเมืองอีกครั้ง โดยรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1973 เป็นการแต่งตั้งครั้งแรกที่ได้รับการอนุมัติจากเหมา หลังจากโจวถอนตัวจากการเมืองในเดือนมกราคม ค.ศ. 1975 เติ้งได้รับมอบหมายให้ดูแลรัฐบาล พรรคและกองทัพ โดยเข้าได้รับตำแหน่งเพิ่มเติมเป็นเสนาธิการทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชน เป็นรองประธานพรรคอีกคนหนึ่งและเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง (จีน) ในระยะเวลาสั้นๆ[17]:381

การกอบกู้ชื่อเสียงของเติ้งอย่างรวดเร็ว ทำให้ฝ่ายหัวรุนแรงซึ่งมองว่าตัวเองเป็นทายาททางการเมืองและอุดมการณ์ที่ชอบธรรมของเหมา มองดูด้วยความประหลาดใจ เหมาต้องการใช้เติ้งเป็นตัวถ่วงดุลฝ่ายกองทัพในรัฐบาลเพื่อปราบปรามผู้ที่ยังภักดีต่อหลิน เปียวที่ยังคงเหลืออยู่ นอกจากนี้เหมายังสูญเสียความมั่นใจในความสามารถของแก๊งออฟโฟร์ในการจัดการปัญหาเศรษฐกิจ และเขามองว่าเติ้งเป็นผู้นำที่มีความสามารถและมีประสิทธิภาพ การปล่อยให้ประเทศมีความยากจนต่อไปไม่เป็นผลดีต่อการปฏิวัติทางวัฒนธรรม อันเป็นสิ่งที่เหมาลงมืออย่างหนักเพื่อปกป้องมาตลอด การกลับมาของเติ้งทำให้การต่อสู้ระหว่างฝักฝ่ายมีความยืดเยื้อระหว่างแก๊งออฟโฟร์กับฝ่ายสายกลางที่นำโดยโจวและเติ้ง

ในเวลานั้น เจียง ชิงและฝ่ายของเธอได้ควบคุมสื่อมวลชนและเครื่อข่ายการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่โจวและเติ้งควบคุมกลไกส่วนใหญ่ของรัฐบาล ในการตัดสินใจบางเรื่อง เหมาพยายามลดอิทธิพลของแก๊งออฟโฟร์ แต่สำหรับคนอื่น เหมาพยายามทำตามข้อเรียกร้องของพวกเขา การควบคุมอย่างหนักหน่วงของแก๊งออฟโฟร์ต่อสื่อและการเมืองไม่สามารถกีดกันเติ้งในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของเขาได้ เติ้งคัดค้านอย่างเด่นชัดในการต่อต้านการแตกแยกเป็นฝ่ายในพรรค และนโยบายของเขามุ่งสร้างความสามัคคีอย่างเป็นขั้นเป็นตอนโดยมีเป้าหมายแรกคือฟื้นฟูผลิตภาพทางเศรษฐกิจ[17]:381

เช่นเดียวกับการปรับโครงสร้างหลังยุคการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าที่ดำเนินการโดยหลิว เส้าฉี เติ้งได้ปรับปรุงระบบรถไฟ, อุตสาหกรรมเหล็กกล้าในจีน และพื้นที่สำคัญอื่นๆ ทางเศรษฐกิจ แต่ในหลังปีค.ศ. 1975 เหมาเห็นว่าการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเติ้งอาจจะลบล้างการปฏิวัติทางวัฒนธรรม และเขาได้เริ่มการรณรงค์ต่อต้าน "การฟื้นฟูกรณีของพวกฝ่ายขวา" ซึ่งทำให้เติ้งกลายเป็น "ฝ่ายขวา" ที่เด่นชัดที่สุดในประเทศ เหมาจึงสั่งให้เติ้งเขียนคำวิจารณ์ตนเองในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1975 ซึ่งการเคลื่อนไหวที่ได้รับการสรรเสริญจากแก๊งออฟโฟร์[17]:381

การอสัญกรรมของโจว เอินไหล (ต้น ค.ศ. 1976)แก้ไข

แก๊งสี่คน 四人幫1971-1976แก้ไข

หลังการเสียชีวิตของหลินเปียว เหมายังมองไม่เห็นผู้สืบทอดอำนาจ จึงได้ย้าย หวางหงเหวิน 王洪文  จากเซี่ยงไฮ้มาปักกิ่งในเดือนกันยายน 1972 และได้เป็นคณะกรรมการกลางของพรรคในอันดับสองรองจากโจวเอินไหล เหมือนหมายมั่นจะให้เป็นผู้สืบทอด ในขณะเดียวกันเติ้งเสี่ยวผิง ก็ได้กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งภายในความช่วยเหลือของโจวเอินไหล จากผลกระทบในการแย่งชิงอำนาจของหลินเปียว ทำให้เหมาไม่อาจที่จะไม่พึ่งพาโจวเอินไหลกับเติ้งเสี่ยวผิง แต่เหมาก็ไม่คิดจะโอนอำนาจให้เติ้ง แต่ถ้าเทียบกำลังอำนาจ “ฝ่ายซ้ายจัด” (Far-left politics) ของฝ่ายตนแล้ว เหมาก็ยังไม่ค่อยชอบ “ฝ่ายซ้ายกลาง(Centre-left politics)ของเติ้ง

กรกฎาคม 1973 เหมาวิพากษ์ว่าทั้งก๊กมินตั๋งกับหลินเปียวล้วนแต่เป็นพวกฝักใฝ่ลัทธิขงจื้อ จากนั้น มกราคม 1974 เจียงชิงพร้อมพวกซึ่งเป็นพวกฝักใฝ่เหมาเจ๋อตงที่แท้จริง ก็เริ่มเคลื่อนไหว “วิพากษ์หลินวิจารณ์ข่ง” โดยมีเป้าหมายอยู่ที่โจวเอินไหล เนื่องจากโจวเป็นคู่แข่งคนสำคัญทางการเมืองหลังจากหลินเปียวเสียชีวิต แต่ความเคลื่อนไหวนี้ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก

ตุลาคม 1974 โจวเอินไหลป่วยหนักต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ภารกิจทั้งหมด จึงมอบหมายให้เติ้ง ในฐานะรองนายกฯ คนที่ 1 เป็นคนรับผิดชอบแทน ส่งผลทำให้เติ้งริเริ่มใช้นโยบาย “สี่ทันสมัย” ( สี่ทันสมัย คือ ความทันสมัยด้านการเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรม ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และด้านการทหาร) ต่อมา กันยายน 1975 เหมาล้มป่วยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอีกคน

สิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม ปี 1976แก้ไข

เป็นปีที่สำคัญสำหรับการปฏิวัติวัฒนธรรม วันที่ 8 มกราคม โจวเอินไหลเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ในวันต่อมาประชาชนต่างหลั่งไหลไปที่อนุสาวรีย์วีรชนใจกลางจัตุรัส มหาศาลาประชาคมด้านทิศตะวันตกของจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อไว้อาลัยแก่โจวเอินไหล วันที่ 15 เป็นวันจัดงานศพของโจวเอินไหล โดย เติ้งเสี่ยวผิง เป็นผู้กล่าวไว้อาลัยอย่างเป็นทางการ

กุมภาพันธ์ กลุ่มแก๊งสี่คนออกมาโจมตีเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งเป็นคู่แข่งที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวอีกครั้ง โดยได้รับไฟเขียวจากเหมา เติ้งถูกลดอำนาจอีกครั้ง แต่เหมาก็ไม่ได้แต่งตั้งใครจากกลุ่มสี่คนเข้ารับตำแหน่งแทน แต่หันไปแต่งตั้ง หัวกั๊วเฟิง แทน วันที่ 4 เมษายน วันชิงเม้ง ตามประเพณีจีน ประชาชนประมาณสองล้านคนรวมตัวกันที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อรำลึกโจวเอินไหล ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มสนับสนุนเติ้งเสี่ยวผิง และโจมตีแก๊งสี่คนปรากฏภายในจัตุรัส เอกสารต่อต้านกลุ่มสี่กลุ่มเผยแพร่ออกมาจำนวนมาก กลุ่มแก๊งสี่คนจึงสั่งให้ตำรวจเข้าไปสลายการชุมนุม แก๊งสี่คนโจมตีเติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังสำหรับการชุมนุมครั้งนี้ เติ้งถูกปลดออกจากทุกตำแหน่งทางการเมือง และแต่งตั้งหัวกั๊วเฟิงเป็นรองนายกฯ อันดับหนึ่งแทน

กันยายน 1976 เหมาถึงแก่อสัญกรรม แก๊งสี่คนเห็นหัวกั๊วเฟิงไม่ยอมเชื่อฟังพวกเขาจึงเตรียมที่จะล้มอำนาจการปกครองโดยขบวนการนิสิตนักศึกษาการปฏิวัติวัฒนธรรม แต่แล้วในวันที่ 6 ตุลาคม หัวกั๊วเฟิง ภายใต้การสนับสนุนของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน  ก็ชิงลงมือก่อน โดยส่งตำรวจเข้าจับกุมสมาชิกแก๊งสี่คนทั้งหมด การปฏิวัติวัฒนธรรมจึงปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์

การสิ้นสุดของการปฏิวัติทางวัฒนธรรมแก้ไข

การเสียชีวิตของ เหมาเจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น มีผลต่อการล่มสลายของการปฏิวัติทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ผู้สืบอำนาจต่อมา คือ เติ้งเสี่ยวผิง นั้นได้ผ่อนคลายกฎลง ทำให้สภาวการณ์คลี่คลาย โดยเฉพาะเมื่อมีการจับกุมกลุ่มผู้นำการปฏิวัติ ทำให้การปฏิวัติทางวัฒนธรรมสิ้นสุดลง

อ้างอิงแก้ไข

เชิงอรรถแก้ไข

  1. ไม่เกี่ยวข้องกับเผิง เต๋อหวย
  1. Pye, Lucian W. (1986). "Reassessing the Cultural Revolution". The China Quarterly. 108 (108): 597–612. doi:10.1017/S0305741000037085. ISSN 0305-7410. JSTOR 653530.
  2. "Remembering the dark days of China's Cultural Revolution". South China Morning Post. 2012-08-18. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ June 9, 2018. สืบค้นเมื่อ 2019-11-29.
  3. Strauss, Valerie; Southerl, Daniel (1994-07-17). "HOW MANY DIED? NEW EVIDENCE SUGGESTS FAR HIGHER NUMBERS FOR THE VICTIMS OF MAO ZEDONG'S ERA". The Washington Post. ISSN 0190-8286. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 2019-05-09. สืบค้นเมื่อ 2019-05-09.
  4. Foundation, World Peace. "China: the Cultural Revolution | Mass Atrocity Endings". เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ November 28, 2019. สืบค้นเมื่อ 2019-11-29.
  5. "A Brief Overview of China's Cultural Revolution". Encyclopedia Britannica. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ July 6, 2019. สืบค้นเมื่อ 12 June 2019.
  6. "Source List and Detailed Death Tolls for the Primary Megadeaths of the Twentieth Century". Necrometrics. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ August 4, 2012. สืบค้นเมื่อ November 9, 2014.
  7. Kristof, Nicholas D. (1993-01-06). "A Tale of Red Guards and Cannibals". The New York Times. ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2020-01-22.
  8. Yan, Lebin. "我参与处理广西文革遗留问题". Yanhuang Chunqiu (ภาษาจีน). คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2020-11-24. สืบค้นเมื่อ 2020-01-22.
  9. "关于建国以来党的若干历史问题的决议". The Central People's Government of the People's Republic of China (ภาษาจีน). สืบค้นเมื่อ 2020-04-23.
  10. "Resolution on Certain Questions in the History of Our Party since the Founding of the People's Republic of China" (PDF). Wilson Center. 1981-06-27.
  11. Sixth Plenary Session of the Eleventh Central Committee of the Communist Party of China. June 27, 1981. "Resolution on Certain Questions in the History of Our Party Since the Founding of the People's Republic of China." Resolution on CPC History (1949–81). Beijing: Foreign Languages Press. p. 32.
  12. 12.0 12.1 12.2 Tang, Tsou. [1986] 1986. The Cultural Revolution and Post-Mao Reforms: A Historical Perspective. Chicago: University of Chicago Press. ISBN 0-226-81514-5.
  13. 13.0 13.1 13.2 Worden, Robert (1987). "A Country Study:China". Library of Congress. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ July 16, 2012.
  14. 14.0 14.1 14.2 14.3 14.4 14.5 14.6 14.7 14.8 14.9 Jin, Qiu (1999). The Culture of Power: Lin Biao and the Cultural Revolution. Stanford University Press. ISBN 978-0804735292.
  15. "Historical Atlas of the 20th century". เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ March 1, 2011. สืบค้นเมื่อ October 23, 2004.
  16. Spence
  17. 17.00 17.01 17.02 17.03 17.04 17.05 17.06 17.07 17.08 17.09 17.10 17.11 17.12 17.13 17.14 17.15 17.16 17.17 17.18 17.19 17.20 17.21 17.22 17.23 17.24 17.25 17.26 17.27 17.28 17.29 17.30 17.31 17.32 17.33 17.34 17.35 17.36 17.37 17.38 17.39 17.40 17.41 17.42 17.43 17.44 17.45 17.46 17.47 17.48 17.49 17.50 17.51 17.52 17.53 17.54 17.55 17.56 17.57 17.58 17.59 17.60 17.61 17.62 17.63 17.64 17.65 17.66 17.67 17.68 17.69 17.70 17.71 17.72 17.73 17.74 17.75 17.76 17.77 17.78 MacFarquhar, Roderick; Schoenhals, Michael (2006). Mao's Last Revolution. Harvard University Press. ISBN 978-0-674-02332-1.
  18. 18.0 18.1 Baum, Richard (1969). "Revolution and Reaction in the Chinese Countryside: The Socialist Education Movement in Cultural Revolutionary Perspective". The China Quarterly. 38 (38): 92–119. doi:10.1017/S0305741000049158. ISSN 0305-7410. JSTOR 652308.
  19. 19.0 19.1 19.2 19.3 19.4 19.5 Wang, Nianyi (1989). 大动乱的年代:1949–1989 年的中国 [Great age of turmoil, a history of China 1949–89]. Henan Renmin Chubanshe.
  20. 20.0 20.1 Lu, Xing (2004). Rhetoric of the Chinese Cultural Revolution: The Impact on Chinese Thought, Culture, and Communication. University of South Carolina Press. ISBN 978-1570035432.
  21. Decision Concerning the Great Proletarian Cultural Revolution Archived May 20, 2011, at the Wayback Machine., adopted on August 8, 1966, by the CC of the CCP (official English version)
  22. "1966.8.9 中共中央关于无产阶级文化大革命的决定(附图)". Sina (ภาษาจีน). สืบค้นเมื่อ 2020-06-10.
  23. "毛泽东八次接见红卫兵始末(上) ". 新闻午报 (ภาษาจีน). 2006-04-19. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ March 6, 2019. สืบค้นเมื่อ March 2, 2019.
  24. Wang, Youqin (2001). "Student Attacks Against Teachers: The Revolution of 1966" (PDF). University of Chicago.
  25. Jian, Guo; Song, Yongyi; Zhou, Yuan (2006). Historical Dictionary of the Chinese Cultural Revolution (ภาษาอังกฤษ). Scarecrow Press. ISBN 978-0-8108-6491-7.
  26. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ :24
  27. Melvin, Shelia (September 7, 2011). ""China's reluctant Emperor", [[The New York Times]], Shelia Melvin, Sept. 7, 2011". The New York Times. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ October 6, 2016. สืบค้นเมื่อ February 15, 2017.
  28. 28.0 28.1 Asiaweek, Volume 10. 1984. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ April 27, 2016. สืบค้นเมื่อ June 27, 2015.
  29. Jeni Hung (April 5, 2003). "Children of Confucius". The Spectator. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ March 21, 2006. สืบค้นเมื่อ 2007-03-04.
  30. Shi, Gang (2004). "红卫兵"破四旧"的文化与政治". Chinese University of Hong Kong (ภาษาจีน). สืบค้นเมื่อ 2020-06-10.
  31. "murdoch edu". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ December 25, 2005.
  32. 32.0 32.1 Yu, Dan Smyer. "Delayed contention with the Chinese Marxist scapegoat complex: re-membering Tibetan Buddhism in the PRC." The Tibet Journal, 32.1 (2007)
  33. 33.0 33.1 Song, Yongyi (2011). "Chronology of Mass Killings during the Chinese Cultural Revolution (1966–1976)". Online Encyclopedia of Mass Violence. ISSN 1961-9898. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ April 25, 2019. สืบค้นเมื่อ April 25, 2019.
  34. Jiaqi, Yan; Gao, Gao (1996). Turbulent Decade: A History of the Cultural Revolution. University of Hawai'i Press. ISBN 978-0824816957.
  35. Bridgham, Philip (1968). "Mao's Cultural Revolution in 1967: The Struggle to Seize Power". The China Quarterly. 34 (34): 6–37. doi:10.1017/S0305741000014417. ISSN 0305-7410. JSTOR 651368.
  36. "Liu Shaoqi rehabilitated". www.marxists.org. สืบค้นเมื่อ June 10, 2020.
  37. Donald N. Sull; Yong Wang (2005). Made In China: What Western Managers Can Learn from Trailblazing Chinese Entrepreneurs. Harvard Business School Press. pp. 17–18. ISBN 978-1591397151.
  38. Alfreda Murck (2013). Mao's Golden Mangoes and the Cultural Revolution. University of Chicago Press. ISBN 978-3-85881-732-7. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ February 28, 2019. สืบค้นเมื่อ September 29, 2019.
  39. 39.0 39.1 39.2 39.3 Andrew G. Walder (2015). China Under Mao. Harvard University Press. pp. 280–81. ISBN 978-0-674-05815-6. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ February 28, 2019. สืบค้นเมื่อ September 29, 2019.
  40. Mao's Golden Mangoes and the Cultural Revolution (Press Release). University of Chicago Press, Books. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ September 29, 2019. สืบค้นเมื่อ August 17, 2018.
  41. 41.0 41.1 41.2 Melissa Schrift (2001), Biography of a Chairman Mao Badge: The Creation and Mass Consumption of a Personality Cult, Rutgers University Press, pp. 96–98, ISBN 978-0-8135-2937-0, เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ February 28, 2019, สืบค้นเมื่อ September 29, 2019
  42. 42.0 42.1 42.2 Moore, Malcolm (March 7, 2013). "How China came to worship the mango during the Cultural Revolution". The Daily Telegraph. Beijing. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ November 20, 2015. สืบค้นเมื่อ January 28, 2016.
  43. 43.0 43.1 Daniel Leese (2011), Mao Cult: Rhetoric and Ritual in China's Cultural Revolution, Cambridge University Press, pp. 221–22, ISBN 978-1-139-49811-1, เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ February 28, 2019, สืบค้นเมื่อ September 29, 2019
  44. Marks, Ben. "The Mao Mango Cult of 1968 and the Rise of China's Working Class". Collectors Weekly (ภาษาอังกฤษ). เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ November 5, 2019. สืบค้นเมื่อ February 28, 2019.
  45. As quoted in MacFarquhar and Michael Schoenhals, p. 291.[โปรดขยายความ]
  46. ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งประมุขแห่งรัฐทางนิตินัยของจีน ต่อมามีการเรียกว่า "ประธานาธิบดี" ตั้งแต่ค.ศ. 198.
  47. Hannam and Lawrence 3–4

แหล่งอ้างอิงแก้ไข

ดูเพิ่มแก้ไข

หนังสือหลักแก้ไข

  • Michael Schoenhals, ed., China's Cultural Revolution, 1966–1969: Not a Dinner Party (Armonk, N.Y.: M.E. Sharpe, 1996. An East Gate Reader). xix, 400 p. ISBN 1-56324-736-4.
  • Richard Curt Kraus. The Cultural Revolution: A Very Short Introduction. New York: Oxford University Press, Very Short Introductions Series, 2012. xiv, 138 p. ISBN 9780199740550.
  • MacFarquhar, Roderick and Schoenhals, Michael. Mao's Last Revolution. Harvard University Press, 2006. ISBN 0-674-02332-3
  • Jiaqi Yan; Gao Gao (1996). Turbulent Decade: A History of the Cultural Revolution (1st ed.). University of Hawai'i Press. ISBN 978-0824816957.
  • Morning Sun, "Bibliography," Morningsun.org Books and articles of General Readings and Selected Personal Narratives on the Cultural Revolution.
  • Born Red: A Chronicle of the Cultural Revolution, an autobiography that includes experiences during the Cultural Revolution
  • Red Scarf Girl, a memoir of experiences during the Cultural Revolution
  • A Year In Upper Felicity, book chronicling a year in a rural Chinese village during the Cultural Revolution

หัวข้อเฉพาะแก้ไข

  • Andreas, Joel (2009). Rise of the Red Engineers: The Cultural Revolution and the Origins of China's New Class. Stanford: Stanford University Press.
  • Chan, Anita. 1985. Children of Mao: Personality Development and Political Activism in the Red Guard Generation. Seattle: University of Washington Press.
  • Chen, Lingchei Letty (2020). "The Great Leap Backward: Forgetting and Representing the Mao Years". New York: Cambria Press. Scholarly studies on memory writings and documentaries of the Mao years, victimhood narratives, perpetrator studies, ethics of bearing witness to atrocities.
  • Leese, Daniel (2011). Mao Cult: Rhetoric and Ritual in the Cultural Revolution. Cambridge: Cambridge University Press.
  • Li, Jie and Enhua Zhang, eds. Red Legacies in China: Cultural Afterlives of the Communist Revolution (Harvard University Asia Center, 2016) 409 p.; Scholarly studies on cultural legacies and continuities from the Maoist era in art, architecture, literature, performance, film, etc.
  • Fox Butterfield, China: Alive in the Bitter Sea, (1982, revised 2000), ISBN 0-553-34219-3, an oral history of some Chinese people's experience during the Cultural Revolution.
  • Chang, Jung; Halliday, Jon (2005). Mao: The Unknown Story. New York: Knopf. ISBN 0679422714.
  • Xing Lu (2004). Rhetoric of the Chinese Cultural Revolution: The Impact on Chinese Thought, Culture, and Communication. University of South Carolina Press. ISBN 978-1570035432.
  • Ross Terrill, The White-Boned Demon: A Biography of Madame Mao Zedong Stanford University Press, 1984 ISBN 0-8047-2922-0; rpr. New York: Simon & Schuster, 1992 ISBN 0-671-74484-4.
  • Wu, Yiching (2014). The Cultural Revolution at the Margins: Chinese Socialism in Crisis. Cambridge, MA: Harvard University Press.

ข้อคิดเห็นแก้ไข

นวนิยายอ้างอิงแก้ไข

บันทึกความทรงจำของชาวจีนมีส่วนเกี่ยวข้องแก้ไข

ภาพยนตร์ที่อ้างอิงช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรมแก้ไข