ไทยเชื้อสายโปรตุเกส

ชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกส บ้างเรียก ฝรั่งโลสงโปรตุเกศ (มาจาก Luso), บรเทศ หรือ แขกเมืองฝรั่งปัศตุกัน[3][4] เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลูกผสมเชื้อสายโปรตุเกสที่อาศัยอยู่ประเทศไทย มีบรรพบุรุษเป็นชาวโปรตุเกสที่อาศัยเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา แล้วอพยพลงมากรุงเทพมหานครหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง มีแหล่งตั้งถิ่นฐานสองแห่งคือชุมชนบ้านเขมร มีศูนย์กลางที่วัดคอนเซ็ปชัญ และอีกชุมชนหนึ่งคือชุมชนกุฎีจีน มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดซางตาครู้ส ถือเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาในอาณาจักรอยุธยาตั้งแต่ ค.ศ. 1511 โดยมีเป้าประสงค์ด้านการค้าทางทะล แต่ภายหลังชาวโปรตุเกสในสยามเริ่มเข้ามามีบทบาทในการเป็นทหารอาสาในราชสำนักอยุธยา และการติดต่อค้าชายทางทะเลนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรอยุธยากลายเป็นรัฐเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองขึ้น[5]

ชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกส
Portrait of Lady Angelina Sap.jpg
ภาพของทรัพย์ (ศาสนนาม แองเจลินา; ค.ศ. 1805–1884) หญิงเชื้อสายโปรตุเกสบ้านกุฎีจีน เธอเป็นลื่อของพระยาวิไชเยนทร์ กับท้าวทองกีบม้า และเป็นภรรยาของหลวงอาวุธวิเศษ[1]
ประชากรทั้งหมด
1,400–2,000 คน (ค.ศ. 1830)[2]
ภูมิภาคที่มีประชากรอย่างมีนัยสำคัญ
เขตธนบุรี, บางกอกใหญ่ และดุสิต กรุงเทพมหานคร
ไทย ประเทศไทย
ภาษา
ไทย
อดีต: เขมร · โปรตุเกส
ศาสนา
ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
กลุ่มชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง
โปรตุเกสพลัดถิ่น · ไทยสยาม · ไทยเชื้อสายจีน · เขมร · มอญ · ญวน

ปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสเลิกใช้ภาษาโปรตุเกสในการสื่อสารไปแล้ว ทั้งยังมีรูปพรรณไม่ต่างไปจากคนไทยทั่วไป คงเหลือแต่วัฒนธรรมด้านอาหารและประเพณีทางศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่ยังตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ประวัติแก้ไข

ยุคอยุธยาแก้ไข

 
เส้นทางและชุมชนการค้าของชาวโปรตุเกสย่านอ่าวไทย

มีหลักฐานว่าชาวโปรตุเกสปรากฏตัวในอาณาจักรอยุธยามาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16[6] เมื่อโปรตุเกสยึดครองเมืองมะละกาได้ใน ค.ศ. 1511 จึงมีการส่งทูตชื่อดูวาร์ตึ ฟือร์นังดึช (Duarte Fernandes) เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นและเครื่องบรรณาการแก่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งทรงต้อนรับอย่างดีและมีพระราชประสงค์จะเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้ากรุงโปรตุเกสด้วย[7] โปรตุเกสจึงส่งทูตชื่ออังตอนียู ดึ มีรันดา ดึ อาเซเวดู (António de Miranda de Azevedo) เพื่อติดต่อด้านการค้าและสนับสนุนด้านการทหารให้แก่อยุธยาด้วย ซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงตอบรับข้อเสนอ และเริ่มทำการค้าข้าวสารกับเมืองมะละกาใน ค.ศ. 1513[8] หลังจากนั้นเป็นต้นมา จึงเริ่มมีพ่อค้าและทหารรับจ้างเชื้อสายโปรตุเกสเดินทางเข้าไปพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยา พวกเขาเป็นทหารชั้นล่างของโปรตุเกส (Lançados) ที่ผันตัวเป็นพ่อค้าและตั้งชุมชนการค้าเองไม่ขึ้นกับรัฐบาลโปรตุเกส[9] ในกรุงศรีอยุธยา พวกเขาถูกดึงดูดด้วยสิทธิพิเศษด้านการค้าและการยกเว้นภาษี[10] ดังจะพบว่าชาวโปรตุเกสที่อาศัยในกรุงศรีอยุธยาประกอบอาชีพอย่างหลากหลาย เช่น ช่างอัญมณี นักเดินเรือ แพทย์แผนตะวันตก ช่างหล่อปืน สถาปนิก วิศวกร พ่อค้า เสมียน นักดนตรี หรือแม้กระทั่งพราหมณ์[11] ปลายรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พบว่ามีพ่อค้าโปรตุเกสอาศัยอยู่ในอยุธยาราว 300 คน[12] เอกสารของฟือร์เนา เม็งดึช ปิงตู (Fernão Mendes Pinto) ระบุว่ามีทหารชาวโปรตุเกสจำนวน 160 นาย ร่วมทัพอยุธยาไปตีเมืองเชียงใหม่ใน ค.ศ. 1545[13] และมีทหารโปรตุเกสอีก 120 นายร่วมทัพอยุธยาไปตีเชียงใหม่อีกครั้งในสองปีต่อมา[14] และเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่งใน ค.ศ. 1569 มีชาวโปรตุเกสถูกสังหารประมาณ 27 คน และอีกจำนวนหนึ่งถูกกวาดต้อนไปเมืองพะโค[15]

ในห้วงเวลาเดียวกันนั้น เจ้าเมืองมะละกาภายใต้การปกครองของโปรตุเกสได้ส่งมานูแอล ฟัลเกา (Manuel Falcão) ไปเจรจาด้านการค้ากับสุลต่านอิสมาอิล ชะฮ์ หรือรายาอินทิรา กษัตริย์อาณาจักรปัตตานี เมื่อ ค.ศ. 1516 หลังจากนั้นก็ทรงอนุญาตให้โปรตุเกสตั้งชุมชนโปรตุเกสและเปิดโรงเก็บสินค้าในปัตตานีอย่างเป็นทางการ ครั้น ค.ศ. 1533 เปาลู ดา กามา (Paulo da Gama) เจ้าเมืองมะละกาคนถัดมา ประสบความสำเร็จจากการติดต่อด้านการค้ากับพระมเหสีของสุลต่านมูซัฟฟาร์ ชะฮ์ เป็นผลทำให้ประชาคมโปรตุเกสในปัตตานีขยายตัวขึ้น โดยใน ค.ศ. 1538 มีชาวโปรตุเกสอาศัยอยู่ในปัตตานีมากถึง 300 คน[16] แต่หลังโปรตุเกสเสียเมืองมะละกาแก่ฮอลันดาใน ค.ศ. 1641 ชาวโปรตุเกสจึงเลิกสถานีการค้าย่านคาบสมุทรมลายูทั้งหมด รวมถึงเมืองปัตตานีด้วย ชาวโปรตุเกสจึงย้ายออกไปจนหมด[17] นอกจากปัตตานีแล้ว ยังมีชุมชนโปรตุเกสอีกแห่งที่ภูเก็ต มีการตั้งสถานีการค้าและเผยแผ่ศาสนาที่นั่น ครั้นเมื่อผู้ชายโปรตุเกสหมดภารกิจบนเกาะแล้ว ก็ไม่ได้รับผิดชอบลูกที่เกิดกับหญิงพื้นเมือง อย่างไรก็ตามทางโปรตุเกสได้ส่งคนสอนศาสนาเข้าไปเผยแผ่[18] บุคคลเชื้อสายโปรตุเกสยังอาศัยที่ภูเก็ตจนถึงยุครัตนโกสินทร์ อีกส่วนหนึ่งอพยพออกจากภูเก็ตไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในย่านปูเลาตีกุซบนเกาะปีนัง[19] หนึ่งในนั้นคือมาร์ตินา โรแซลส์ (Martina Rozells) ชื่อไทยว่า ทองดี เป็นภรรยาของฟรานซิส ไลต์ ที่ลี้ภัยทางศาสนาออกจากภูเก็ตในยุคธนบุรี[20]

ทหารรับจ้างโปรตุเกสได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจโดยราชสำนักอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีทหารรับจ้างโปรตุเกสอย่างน้อยสองคนที่อยู่กับพระองค์เมื่อทำศึกกับพระมหาอุปราชา สมเด็จพระเอกาทศรถมีทหารรับจ้างคู่พระทัยชื่อ ตริสตาว โกลายู (Tristao Golaio) และสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมมีทหารรับจ้างคู่พระทัยชื่อ กริสตูวาว รีเบลู (Cristovao Rebelo)[21] อาชีพที่โดดเด่นอีกอาชีพคือพ่อค้า ชาวโปรตุเกสทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางค้าขายกับยุโรปและเอเชีย นำสินค้าสำคัญเข้าสู่อยุธยาเช่น ดินปืน เสื้อเกราะ และยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ[22] นอกจากทหารรับจ้างและพ่อค้าแล้ว คณะเดินทางชาวโปรตุเกสมักจะมีบาทหลวงร่วมอยู่ด้วยเสมอ เพราะเป็นศูนย์รวมจิตใจของนักเดินเรือ โดยเฉพาะการนำสวด หรือสวดส่งวิญญาณเมื่อมีคนตายบนเรือ ด้วยเหตุนี้ชุมชนชาวโปรตุเกสจึงมีโบสถ์คริสต์เป็นจุดศูนย์กลางของชุมชนเสมอ และทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาแก่ผู้คนในประเทศที่ตนอาศัย[23] พวกเขาสมรสข้ามชาติพันธุ์กับชนพื้นเมืองไทย มอญ และจีน สืบสายเลือดลงมาเป็นประชากรลูกครึ่งจำนวนมาก จนเกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง[24][25] และกลุ่มลูกครึ่งเหล่านี้มักจะหมั้นหมายแต่งงานกันในกลุ่มของตัวเอง หรือสมรสกับชนต่างด้าวกลุ่มอื่น ๆ ที่เข้ามาทำงานในอยุธยา[26]

 
วัดคอนเซ็ปชัญหลังเก่า เป็นหนึ่งในโบสถ์คาทอลิกที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย[27]

ในอยุธยา กลุ่มชาติพันธุ์โปรตุเกสมีแหล่งอาศัยอยู่ที่ค่ายโปรตุเกสหรือเกาะโปรตุเกส[25] (พงศาวดารเรียก "บ้านดิน") มีเนื้อที่ราว 500 ไร่ อยู่ทางทิศใต้ของเกาะเมือง ตั้งอยู่ท่ามกลางประชาคมต่างด้าวอื่น ๆ[28] ปรากฏการตั้งชุมชนมาตั้งแต่ ค.ศ. 1515 เป็นต้นมา[9] นับเป็นฝรั่งชาติแรกที่ได้รับพระราชทานที่ดินอย่างเป็นทางการ[22] แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มดอมินิกัน ตั้งอยู่ตรงข้ามบ้านญี่ปุ่น มีศูนย์กลางที่วัดนักบุญดอมินิก และกลุ่มเยสุอิต ตั้งอยู่ทางใต้เกือบถึงคลองตะเคียน มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดนักบุญเปาโล ต่อมาในยุคหลังมีการสร้างโบสถ์นักบุญออกัสตินทางตอนเหนือของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง[29] ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีประชากรโปรตุเกสอาศัยอยู่ในอยุธยาราว 700-800 ครอบครัว[24] ต่อมามีการก่อสร้างโบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งในบ้านชาวโปรตุเกสในเมืองบางกอกชื่อวัดคอนเซ็ปชัญใน ค.ศ. 1674 และยังดำรงชุมชนอยู่จนถึงปัจจุบัน[30]

ในช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ชาวโปรตุเกสบางส่วนถูกสังหาร บางส่วนก็ถูกเกณฑ์เป็นเชลยในพม่า ค่ายโปรตุเกสและโบสถ์ต่าง ๆ ในกรุงศรีอยุธยา ก็ถูกพม่าเผาทำลายลงไป[25][31] ชาวโปรตุเกสบางส่วนก็ลี้ภัยไปพิษณุโลก จันทบุรี บ้างก็หนีไปถึงเมืองเขมร[32] บ้างก็อพยพไปเมืองมะละกาและเมืองกัว[33] อีกส่วนก็อพยพไปสมทบกับชาวโปรตุเกสวัดคอนเซ็ปชัญในบางกอก[34][35]

ยุคธนบุรีและรัตนโกสินทร์แก้ไข

 
วัดซางตาครู้ส หรือวัดกุฎีจีน หลังปัจจุบัน ถือเป็นชุมชนโปรตุเกสที่มีความสำคัญชุมชนหนึ่ง
 
โบสถ์กาลหว่าร์ หรือวัดแม่พระลูกประคำ เดิมเป็นชุมชนคริสตังโปรตุเกสที่แยกจากกุฎีจีน ต่อมาถูกแทนที่โดยคริสตังจีน

หลังสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี มีชุมชนชาวโปรตุเกสตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนั้นมาแต่เดิมคือชุมชนวัดคอนเซ็ปชัญ และได้พระราชทานที่ดินให้ชาวโปรตุเกสอีกกลุ่มตั้งถิ่นฐานที่ชุมชนกุฎีจีน เป็นความชอบที่ชาวโปรตุเกสช่วยพระองค์ในการรบกับพม่าที่เมืองจันทบุรีและติดตามพระองค์มาที่กรุงธนบุรี[36][37] บาทหลวงฝรั่งเศสจึงก่อสร้างวัดซางตาครู้ส (Santa Cruz) มีลักษณะเหมือนวัดจีน ทั้งยังตั้งอยู่บนที่ดินที่เคยมีคนจีนอาศัยอยู่ก่อน จึงเรียกว่า "วัดกุฎีจีน" ส่วนชาวโปรตุเกสในนั้นก็ถูกเรียกว่า "ฝรั่งกุฎีจีน"[38][39] ขณะนั้นมีคนเชื้อสายโปรตุเกสอาศัยอยู่ราว 413 คน ต่อมามีชาวโปรตุเกสจากเขมรอพยพมาสมทบอีก 379 คน[34] ต่อมาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระโกรธคนโปรตุเกสที่ไม่เข้าร่วมพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาด้วยข้อจำกัดทางศาสนา ทำให้ทหารโปรตุเกสสามนายถูกเฆี่ยนต่อหน้าบาทหลวงฝรั่ง สุดท้ายทหารทั้งสามก็ยอมร่วมพิธีดื่มน้ำในวัดพุทธ อย่างไรก็ตามพระองค์ยังโปรดปรานคนเชื้อสายโปรตุเกส ด้วยมีราชองครักษ์เป็นคนโปรตุเกสจำนวน 79 นาย[34]

ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้คนโปรตุเกสที่ลี้ภัยไปเมืองเขมรพร้อมชาวเขมรเข้ารีตจำนวน 400-500 คน กลับเข้ามาตั้งบ้านเรือนที่วัดคอนเซ็ปชัญ จึงเรียกชื่อชุมชนว่า "บ้านเขมร" และเรียกโบสถ์ว่า "วัดเขมร" มาแต่นั้น[40][41] ต่อมาชาวโปรตุเกสบางส่วนของชุมชนกฎีจีนแยกตัวออกไปตั้งชุมชนใหม่เรียกว่า "ค่ายแม่พระลูกประคำ"[34] เพราะไม่ยอมรับบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ปกครองวัดซางตาครู้ส จึงแยกตัวออกมาและตั้งชื่อชุมชนตามรูปแม่พระลูกประคำที่นำมาจากอยุธยา ครั้น ค.ศ. 1786 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงพระราชทานที่ดินให้ชาวโปรตุเกสอย่างเป็นทางการเพราะความชอบที่ช่วยรบเมื่อคราวทำสงครามกับพม่า จึงสร้างโบสถ์กาลหว่าร์ (Calvario) เป็นศูนย์กลางของชุมชน แต่ต่อมาชาวโปรตุเกสลดจำนวนลง และถูกแทนที่ด้วยคริสตังจีน[42] ในยุครัตนโกสินทร์นี้ คนโปรตุเกสวัดคอนเซ็ปชัญสืบเชื้อสายจากฝรั่งแม่นปืน แต่คนวัดซางตาครู้สนั้นโดยมากเป็นล่าม จึงมีการเปรียบเปรยเอาไว้ว่า "ผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสบ้านกุฎีจีน เป็นฝ่ายบุ๋น (คือถนัดทางเจรจา) ฝ่ายผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสบ้านคอนเซ็ปชัญ เป็นฝ่ายบู๊ (คือถนัดทางการรบ)"[43] ใน ค.ศ. 1782 ฟรังซิสกู ดัส ชากัส (Francisco das Chagas) ถูกส่งมาจากเมืองกัวเพื่อดูแลชาวโปรตุเกสในกรุงเทพมหานคร ซึ่งในช่วง ค.ศ. 1785-1788 ชุมชนโปรตุเกสประกอบไปด้วย คริสตังโปรตุเกส 513 คน ชาวโปรตุเกสจากเขมร 379 คน ญวนในอาณัติโปรตุเกส 580 คน และลูกครึ่งโปรตุเกส-เขมรที่เป็นแพทย์หลวงและทหารในราชสำนักอีกจำนวนหนึ่ง[44]

หลังสยามทำสนธิสัญญาเบาว์ริงเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อังกฤษกลายสภาพเป็นคู่ค้าหลักของสยาม ระบบการค้าแบบเก่าของโปรตุเกสก็ซบเซาลง ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทายาทของคนเชื้อสายโปรตุเกสเปลี่ยนสถานะเป็นคนสยามโดยสมบูรณ์และลดบทบาทด้านการค้าลง พวกเขาเข้ารับราชการเป็นทหารอยู่บ้าง บ้างก็รับราชทานสังกัดกรมท่าและกรมพระคลังสินค้า[45] แต่ด้วยความสามารถด้านภาษาและการค้ากับต่างประเทศ พวกเขาจึงผันตัวไปเป็นล่าม เสมียน และพ่อค้า พวกเขาใกล้ชิดกับราชสำนัก ทำให้ย่านกุฎีจีนเจริญมากขึ้น เป็นที่ตั้งของห้างฝรั่งและร้านถ่ายรูปแห่งแรกของสยาม[4][46] พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายในพระราชสาส์นไปต่างประเทศ ความว่า[47]

"...คนโปรตุเคศที่อยู่ในเมืองสยามไม่มีที่พึ่งที่อ้างในเมืองเดิมแล้ว ก็กลับกลายเป็นคนเป็นข้าแผ่นดินสยามไป ครั้นนานมาได้ภรรยาสยามแลเขมร มอญ ญวนต่าง ในกรุงสยามนี้ก็มีบุตรชายหญิงเกิดต่อ ๆ ลงมามีรูปคล้ายกับคนในประเทศนี้ไป ถึงกระนั้นก็ยังถือศาสนาโรมันคาทอลิคมั่นคงอยู่ แลถือธรรมดากิริยาว่าเป็นพวกโปรตุเคศที่เรียกว่าฝรั่งนั้นอยู่ บางคนก็ยังรู้ภาษาโปรตุเคศอยู่บ้าง ครั้นเมื่อกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาเก่า มีการศึกใหญ่แล้วเป็นเมืองร้างไป คนยุโรปชาติอื่นก็หลีกเลี่ยงไปเสียหมด ยังมีอยู่แต่คนซึ่งเป็นตระกูลบุตรหลานโปรตุเคศยังคงมีอยู่ในกรุงสยามเป็นอันมาก ทำราชการเป็นทหารบ้าง เป็นล่ามบ้าง เป็นหมอบ้าง เป็นต้นหนเดินเรือบ้าง พระเจ้าแผ่นดินจึงโปรดให้ตั้งบ้านเรือนมีวัดโรมันคาทอลิคอยู่หลายตำบลด้วยสืบมา..."

เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จประพาสเมืองถลาง (ปัจจุบันคือจังหวัดภูเก็ต) พระองค์พระราชนิพนธ์ถึงคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่าฝรั่ง ทรงเข้าพระทัยว่าน่าจะเป็นเชื้อสายโปรตุเกสครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่บนเกาะภูเก็ตในช่วงนั้นไว้ ความว่า[48]

"...เมืองถลางมีคนข้างจะแปลกคนหนึ่ง คือ ชาวถลางเรียกกันว่าฝรั่ง ได้เรียกตัวมาสนทนาซักไซ้ดูคนหนึ่ง รูปร่างหน้าตาก็เป็นไทย ๆ ชื่อปอด บอกว่าตนถือศาสนาฝรั่ง คือ ถือวันอาทิตย์เป็นวันพระ... พ่อให้รับศีลแล้วชื่อว่า ดอมินิโค ภรรยาเป็นคนไทยยังไม่ได้รับศีล มีบุตรได้รับศีลแล้ว 2 คน คนหนึ่งเป็นหญิงพ่อให้ชื่อว่า นาตาเลีย คนหนึ่งเป็นชายพ่อให้ชื่อว่า เปา (คือเปาโล หรือปอล) ถามว่าถือฝรั่งมานานหรือยัง ตอบว่าถือต่อ ๆ กันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว...ถามว่า รู้หรือไม่ว่าชั้นเดิมทำไมพวกฝรั่งจึงได้มาอยู่เมืองถลาง ตอบว่าไม่รู้...ตามความจริงพวกนี้บางทีจะเป็นลูกหลานของโปรตุเกสที่ได้มาอยู่ในเมืองถลางแต่ครั้งโบราณ หรือมิฉะนั้นก็เป็นแต่ลูกหลานไทย ๆ ที่เข้ารีตตั้งแต่โปรตุเกสมาสอนไว้..."

ปัจจุบันคนเชื้อสายโปรตุเกสแต่งงานข้ามชาติพันธุ์กับไทย มอญ จีน ญวน และเขมร ทำให้มีรูปพรรณที่ต่างออกไปจากชาวยุโรปที่เป็นบรรพบุรุษ[49] ที่ชุมชนบ้านเขมรก็ไม่มีใครยอมรับว่าเป็นเขมรเลย ต่างระบุตัวตนว่าเป็นคนโปรตุเกสทั้งหมด แต่ชุมชนโดยรอบก็ยังคงเรียกชื่อ "บ้านเขมร" และ "วัดเขมร"[41] พวกเขายังคงธำรงเอกลักษณ์สำคัญของชุมชน เช่น พิธีกรรมทางศาสนา คือ พิธีแห่พระธาตุ พิธีแห่แม่พระ พิธีแห่พระคริสตกายา และพิธีถอดพระ[42][50] และอาหารพื้นบ้าน เช่น เนื้อแซนโม ต้มมะฝาด ขนมฝรั่งกุฎีจีน สัพแหยก และขนมจีนแกงไก่คั่ว เป็นต้น[51][52]

วัฒนธรรมแก้ไข

ภาษาแก้ไข

 
รูปหญิงชายต่างชาติ เข้าใจว่าเป็นชาวโปรตุเกส ที่วัดบางขุนเทียนนอก[53]

ในยุคกรุงศรีอยุธยา ชาวโปรตุเกสที่เข้ามารุ่นแรกจะเป็นกลุ่มที่สามารถพูดได้มากกว่าสองภาษาขึ้นไป ภาษาโปรตุเกสกลายเป็นภาษาทางการของอยุธยาโดยปริยาย เพราะในสนธิสัญญาที่กรุงศรีอยุธยากระทำกับยุโรปชาติอื่น มักมีภาษาโปรตุเกสควบคู่ไปกับภาษาไทยและจีน พวกลูกครึ่งโปรตุเกสจึงถูกว่าจ้างไปเป็นเสมียนหรือล่ามของบริษัทยุโรปในกรุงศรีอยุธยาเสียมาก[54] พวกเขาต้องทำเอกสารรายงานเกี่ยวกับความเป็นไปในกรุงศรีอยุธยา การค้า หรือแม้แต่การเผยแผ่ศาสนาไปยังรัฐบาลโปรตุเกส เอกสารเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเรื่องการปกครองของอยุธยา แม้จะมีข้อมูลผิดเพี้ยนไปบ้างก็ตาม[55] ครั้นต้นกรุงรัตนโกสินทร์ยังพบว่าชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสมีการตั้งชื่อและนามสกุลเป็นภาษาโปรตุเกส แม้กระทั่งหลุมศพยังจารึกชื่อและนามสกุลเป็นภาษาโปรตุเกส[56]

ชาวโปรตุเกสในชุมชนบ้านเขมรเป็นชุมชนแรกที่เลิกพูดภาษาโปรตุเกส พวกเขาหันไปพูดภาษาเขมรตามอย่างเขมรเข้ารีตตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นต้นมา ต่อมาเปลี่ยนไปใช้ภาษาไทยที่เขียนด้วยอักษรโรมัน เรียกว่า "ภาษาเขมร"[57] คงเหลือแต่ชาวโปรตุเกสที่บ้านกุฎีจีนที่ยังใช้ภาษาโปรตุเกสอยู่ เมื่อคราวที่จอห์น ครอว์เฟิร์ด ทูตอังกฤษติดต่อการค้ากับกรุงสยามตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็ใช้ให้ชาวโปรตุเกสบ้านกุฎีจีนเป็นล่ามแปลภาษาให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายไว้ ความว่า "...ครอเฟิดทูตอังกฤษเข้ามาถึงปากน้ำเจ้าพระยา ได้รับอนุญาตให้เรือกำปั่นมาถึงกรุงเทพฯ มาจอดที่หน้าบ้านพระยาสุริยวงศ์มนตรี ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกใต้วัดประยูรวงศ์ฯ และพระยาสุริยมนตรีจัดตึกซึ่งสร้างไว้หน้าบ้านเป็นที่ไว้สินค้า ให้เป็นที่พักของครอเฟิดและพวกที่มา...ทั้งสองฝ่ายพูดไม่เข้าใจภาษากัน ในเวลานั้นไม่มีไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้ อังกฤษก็ไม่มีที่พูดภาษาไทยได้ ทั้งหนังสือและคำพูดต้องใช้แปลเป็นภาษาโปรตุเกสบ้าง ภาษามะลายูบ้าง แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษอีกชั้น ๑...ฝ่ายล่ามไทยเล่า ล่ามที่ใช้สำหรับแปลภาษาโปรตุเกสก็ใช้พวกกะฎีจีน..."[58] ภาษาโปรตุเกสถูกใช้เป็นภาษากลางทางการทูต ในการทำสนธิสัญญาการค้าและพาณิชย์ในสยามที่ทำกับชาวต่างชาติช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จะเขียนควบคู่กันสามภาษาคือ ไทย จีน และโปรตุเกส[4] ภาษาโปรตุเกสอยู่รอดมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอธิบายในพระราชสาสน์เรื่องชาวโปรตุเกสในไทยว่า "...บางคนยังรู้ภาษาโปรตุเคศอยู่บ้าง..."[47] และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัส ณ สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสเมื่อ ค.ศ. 1859 ตรัสถึงชาวโปรตุเกสในไทย ว่าพวกเขาแต่งงานข้ามเชื้อชาติกับคนจีน เขมร มอญ ญวน และตรัสอีกว่า "บางคนยังเจรจาด้วยภาษาโปรตุเกสกันอยู่"[59]

ในปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสเลิกใช้ภาษาโปรตุเกสในการสื่อสารไปแล้ว ส่วนผู้มีเชื้อสายโปรตุเกสบ้านเขมรที่เคยใช้ภาษาเขมรแทบไม่เหลือคนพูดได้อีก[56] บ้างว่าสูญไปแล้ว[41] นามสกุลโปรตุเกสเปลี่ยนเป็นนามสกุลไทยทั้งหมด[60] บางส่วนยังคงใช้คำศัพท์โปรตุเกสในการเรียกเครือญาติอยู่[56][61] โดยใช้ในลักษณะพูดเป็นคำ ๆ ไม่เป็นประโยค[62]

ภาษาโปรตุเกสในไทย ความหมาย หมายเหตุ
ป๋าย[56][61] พ่อ ตรงกับโปรตุเกส pai
ติว[56][61] อาผู้ชาย
เต[56][61] อาผู้หญิง
จง ปู่, ตา
อาโว, โว[49][62] ย่า, ยาย เทียบกับโปรตุเกส velha
นาตัล,[62] น่าตัน[49] วันคริสตสมภพ ตรงกับโปรตุเกส natal

พจนานุกรมโดยราชบัณฑิตยสถาน ระบุคำไทยที่ยืมมาจากภาษาโปรตุเกสและออกเสียงต่างออกไปจากภาษาเดิมทั้งสิ้น ได้แก่ กะละแม (มาจาก caramelo), กัมประโด (มาจาก comprador), ขนมปัง (มาจาก pão), เลหลัง (มาจาก leilão) และสบู่ (มาจาก sabão)[63] และมีคำที่เชื่อว่าพัฒนามาจากคำโปรตุเกส คือ บาทหลวง (มาจาก padre) และ กระดาษ (มาจาก cartas) เป็นต้น[64]

ศาสนาแก้ไข

ชาวโปรตุเกสนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นส่วนมาก เมื่อแรกชาวโปรตุเกสเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา พวกเขามุ่งเน้นการติดต่อค้าขายกับคนพื้นเมืองมากกว่าการประกาศศาสนา[65] โดยปรกติแล้วในคณะเรือสำรวจของชาวโปรตุเกสจะมีนักบวชในศาสนาคริสต์ราว 2-3 รูปร่วมเดินทางไปด้วยเพื่อเผยแผ่ศาสนาแก่ดินแดนอนารยชน และมีบทบาทสำคัญของการเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโปรตุเกสโพ้นทะเลระหว่างเดินทางหรือทำพิธีกรรมบนเรือ เช่น มิสซา หรือสวดส่งวิญญาณ เพราะฉะนั้นในชุมชนโปรตุเกสมักจะมีโบสถ์คริสต์เป็นจุดศูนย์กลางของชุมชน[23] มีการสร้างโบสถ์สองแห่ง คือ โบสถ์นักบุญเปาโล และโบสถ์นักบุญดอมินิกในบ้านโปรตุเกส สำหรับการแพร่ธรรม ทั้งนี้สันนิษฐานคำว่า "บาทหลวง" มาจากคำว่า padre แปลว่า "คำนำหน้านักบวช" และคำว่า "คริสตัง" cristão แปลว่า "คริสต์ศาสนิกชน" เป็นคำยืมมาจากภาษาโปรตุเกส[66]

ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา มีบาทหลวงจากคณะดอมินิกันจากเมืองกัวเข้ามาในอยุธยาสองรูป คือ บาทหลวงเจรูนิมู ดา กรุซ (Jéronimo da Cruz) และบาทหลวงเซบัสเตียว ดึ กังตู (Sébastião de Canto) เมื่อ ค.ศ. 1567[65] ในช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่งใน ค.ศ. 1569 ทหารพม่าทำการประหารบาทหลวงสามรูปด้วยการตัดศีรษะขณะท่านกำลังสวดภาวนาอยู่ในโบสถ์[67] เมื่อรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงตีเมืองละแวกได้จึงกวาดต้อนเชลยซึ่งมีส่วนหนึ่งเป็นชาวโปรตุเกสและนักบวชแพร่ธรรมอยู่ในเมืองเขมร ต่อมาพระองค์ปลดปล่อยให้เชลยเหล่านี้เป็นอิสระ[68] แต่รัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ไม่โปรดคนโปรตุเกสนัก คริสต์ศาสนิกชนโปรตุเกสถูกชาวฮอลันดาและคนต่างศาสนาเบียดเบียน แต่ภายหลังสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงฟื้นฟูสัมพันธไมตรีกับโปรตุเกสและไม่วางพระทัยชาวฮอลันดาแทน จึงพระราชทานที่ดินโบสถ์คริสต์ร้างแห่งหนึ่งแก่คริสตัง[69] แม้จะประสบปัญหาหลายอย่าง แต่การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ของชาวโปรตุเกสได้เผยแผ่ออกไปกว้างขวางในหมู่ชาวไทยสยาม และยุโรปชาติอื่น ๆ ที่ไม่มีโบสถ์ของตนเอง นอกจากนี้โบสถ์ของบาทหลวงโปรตุเกสยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มผู้ลี้ภัยศาสนาชาวญี่ปุ่นและญวนในกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย[70] ในบันทึกของบาทหลวงกีย์ ตาชาร์ บรรยายบรรยากาศของงานรื่นเริงที่จัดขึ้นในค่ายโปรตุเกส ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไว้ อันแสดงให้เห็นถึงมโนทัศน์ของชาวโปรตุเกสในสยามถึงจิตสำนึกความเป็นโปรตุเกส ความว่า[71]

"...หลังจากที่เรามาถึงกรุงศรีอยุธยาได้ไม่กี่วัน โบสถ์ฝรั่งของเราซึ่งอยู่ในค่ายหรือหมู่บ้านโปรตุเกสนั้นก็ประกอบพิธีทางศาสนาอย่างมโหฬารถึงสองครั้ง ครั้งแรกจัดอุทิศถวายแก่สมเด็จพระราชินีกรุงปอร์ตุเกสผู้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ครั้งหลังจัดอุทิศถวายแด่กษัตริย์ดอม อัลฟองซ์ผู้สิ้นพระชนม์ไปแล้วดุจกัน หลวงพ่อซูอาเรซกับหลวงพ่อคณะแซงต์โดมินิกเป็นผู้เทศนาแสดงความอาลัย ครั้นแล้วก็ถึงงานฉลองราชาภิเษกของดอม เปรโด พระเจ้ากรุงปอร์ตุเกสรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งกระทำกันในโบสถ์ของพระบาทหลวงคณะโดมินิกัน พระบาทหลวงของเขารูปหนึ่งเป็นผู้เทศนา ม.ก็องสตังซ์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในงานถวายความอาลัยและงานฉลองนั้น และเขาคงจะได้ให้ประกอบพิธีอุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้ากรุงอังกฤษซึ่งเสด็จสวรรคตแล้วอีกด้วยเป็นแน่...ตอนเริ่มต้นรับประทานอาหาร ท่านราชทูตชวนดื่มถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้ากรุงปอร์ตุเกสกับสมเด็จพระเจ้ากรุงสยาม การดื่มแต่ละครั้งมีปืนใหญ่ยิงสลุตกึกก้องกัมปนาท งานรื่นเริงนี้มีการละเล่นหลายอย่าง แรกทีเดียวเป็นสุขนาฏกรรมของจีน...จบการแสดงนี้แล้วเป็นมโหรีของชาวชาติต่าง ๆ พวกสยาม มลายู มอญ และลาว ต่างผลัดกันแสดงมโหรีฝ่ายละรอบ..."

ในยุครัตนโกสินทร์ ชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสมีศาสนสถานของตนเองสามแห่งคือ วัดคอนเซ็ปชัญ วัดซางตาครู้ส และโบสถ์กาลหว่าร์ ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร มีประเพณีโบราณที่สืบทอดมาจากโปรตุเกสที่เด่นชัดที่สุดอย่างหนึ่ง คือ "พิธีถอดพระ" จัดขึ้นในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อระลึกถึงวันที่พระเยซูถูกทรมานและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เดิมมีศาสนสถานทั้งสามแห่งจัดพิธีรำลึกนี้ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงสองแห่งคือ วัดคอนเซ็ปชัญ และวัดซางตาครู้ส โดยพิธีถอดพระจะมีการเดินมรรคาศักดิ์สิทธิ์รอบวัดจากสถานที่ 1 ถึงสถานที่ 11 แล้วจัดการแสดงการตรึงกางเขน การสิ้นพระชนม์ของพระเยซู และการปลดพระศพลงจากไม้กางเขนหรือการถอดพระ จากนั้นจึงนำรูปพระศพพระเยซูหรือที่เรียกว่าพระตายแห่แหนรอบวัด และแสดงความเคารพพระศพ เป็นอันจบพิธี ขณะที่โบสถ์กาลหว่าร์เหลือเพียงพิธีแห่รูปพระตายรอบวัดเพื่อให้สัตบุรุษแสดงความเคารพรูปพระตาย[72][73] ในอดีตสตรีเชื้อสายโปรตุเกสจะนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อเข้ารูป คล้องผ้าคลุมไหล่ซึ่งเป็นผ้าแพรปังลิ้นมาอัดกลีบคล้ายสไบ และจะดึงผ้าคลุมไหล่ดังกล่าวมาคลุมศีรษะเมื่อมีการรับศีล แต่ปัจจุบันไม่มีใครแต่งกายเช่นนี้แล้ว[49][62] ทุกวันนี้พวกเขายังคงนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นหลักตามอย่างบรรพบุรุษ แต่ก็มีบางส่วนที่สมรสและเปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธหรืออิสลามตามคู่สมรส[74]

นอกจากเรื่องศาสนาแล้ว ยังมีคติชนที่เป็นกุศโลบายของคนยุคเก่าในชุมชนกุฎีจีน คือ ผีหัวพริก หรือ ผีหนูเลี้ยบ เป็นผีเด็กนุ่งผ้าแดงที่คอยจับเด็กเล็กไปลักซ่อนในยามวิกาล เรื่องนี้มีไว้เพื่อกำชับให้ลูกหลานที่ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน จะต้องกลับมาให้ถึงบ้านทันทีที่ได้ยินเสียงระฆังโบสถ์ตอนหกโมงเย็น มิเช่นนั้นจะถูกผีตนนี้ลักซ่อนไปเล่นด้วย[75]

อาหารแก้ไข

 
ขนมฝรั่งกุฎีจีน หรือขนมฝรั่ง

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชาวโปรตุเกสและผู้สืบเชื้อสายยังคงรับประทานอาหารอย่างยุโรปอยู่ แม้จะอาศัยอยู่ในเอเชียก็ตาม[76] ชาวต่างชาติในกรุงศรีอยุธยาสามารถซื้อหาอาหารและเครื่องดื่มได้หลากหลาย ทั้งพื้นถิ่นและต่างถิ่น เช่น ขนมปัง เนย นม เนื้อแพะ เนื้อแกะ ไก่งวง เบียร์ เหล้าองุ่น กาแฟ โกโก้ วิสกี และบรั่นดี แม้จะไม่บริบูรณ์เท่าแต่ก็มีให้เลือกสรร[26] ดังจะพบร่องรอยการรับอาหารคาวหวานอย่างโปรตุเกสตกทอดอยู่ในตำรับอาหารไทยจนถึงปัจจุบัน ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีคณะทูตจากฝรั่งเศสเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในอยุธยา การนี้พระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ผู้สมรสกับท้าวทองกีบม้า (มารี กีมาร์) หญิงสยามลูกครึ่งญี่ปุ่นโปรตุเกส ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตด้วยสำรับอาหารญี่ปุ่นและโปรตุเกส ส่วนสุราเมรัยนำเข้าจากสเปน เปอร์เซีย และฝรั่งเศส[76]

 
ขนมจีนแกงไก่คั่ว พร้อมอาหารว่างอื่น ๆ น้ำยาขนมจีนนี้มีวิธีทำอย่างแกงไก่พริกแดง จะทำในวันสำคัญทางศาสนาหรือโอกาสสำคัญ

ของหวานอย่างโปรตุเกสกลายเป็นขนมไทยที่ใช้เลี้ยงในงานมงคลต่าง ๆ เช่น ทองหยิบ (มาจาก Trouxas das Caldas), ทองหยอด (มาจาก Ovos Moles de Aveiro), ฝอยทอง (มาจาก Fios de ovos), ขนมบ้าบิ่น (มาจาก Queijadas de Coimbra) และลูกชุบ (มาจาก Massapães) เป็นต้น ซึ่งของหวานเหล่านี้ถูกคิดค้นโดยบาทหลวงและแม่ชีชาวโปรตุเกส[76] แต่ในประวัติศาสตร์กระแสหลักในไทยจะยกประโยชน์แก่ท้าวทองกีบม้า (มารี กีมาร์) หญิงเชื้อสายโปรตุเกส ที่เคยทำงานอยู่ราชสำนักเป็นผู้เผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันทั่ว[77][78]

ปัจจุบันชุมชนชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสทั้งสองแห่งคือ ชุมชนบ้านเขมร และชุมชนกุฎีจีน ยังคงทำอาหารโปรตุเกสพื้นถิ่นอยู่ อาหารนี้มีการดัดแปลงวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารตามถิ่นที่อยู่ โดยมากมักประกอบอาหารในช่วงวันคริสตสมภพหรือโอกาสสำคัญ จำเพาะในชุมชนของตนเองเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน เช่น ต้มมะฝาด (มาจาก cozido à portuguesa), เนื้อแซนโม (หรือ ซัลโม, มาจาก Lombo de Porco à Alentejana), แกงเหงาหงอด (มาจาก Bouillabaisse), ต้มเค็มโปรตุเกส, ขนมจีนแกงไก่คั่ว, สัพแหยก[51][52][79][80][81] กุ้งฟิต และหมูหันบ้านเขมร[82] ส่วนของหวานได้แก่ ขนมกุสรัง (เดิมเรียก ขนมตรุษฝรั่ง, มาจาก filhos), ขนมปะแตน (หรือ ปัสแตล, มาจาก pastel), ขนมหน้านวล, ขนมก๋วยตั๊ด (หรือ กวยตัส) และขนมฝรั่งกุฎีจีน (มาจาก queque)[78][83][84]

ชื่อบุคคลแก้ไข

ชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสมีธรรมเนียมการตั้งชื่อตัวด้วยภาษาโปรตุเกสหรือชื่อทางศาสนา ใช้นามสกุลโปรตุเกสตามอย่างบรรพบุรุษ และมีชื่อไทยอีกต่างหาก เช่น ปัสกัล ริเบย์รู ดึ อัลแวร์กาเรียส (Pascal Ribeiro de Alvergarias) มีชื่อไทยว่า แก้ว[85] และโรซา ริเบย์รู ดึ อัลแวร์กาเรียส (Rosa Ribeiro de Alvergarias) มีชื่อไทยว่า น้อย[1] ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้นามสกุลในประเทศไทย พวกเขาจึงเปลี่ยนนามสกุลให้เป็นไทย และใช้ชื่อเยี่ยงชาวไทยทั่ว ๆ ไป ปัจจุบันยังมีนามสกุลของคนเชื้อสายโปรตุเกสอยู่ เช่น เจริญสุข (มาจาก Felipe), ประสาทพร และมณีประสิทธิ์ (มาจาก Bento), สิงหทัต (มาจาก Olim), นพประไพ (มาจาก Fontsecca), วงศ์ภักดี (มาจาก Ribeiro), วิเศษรัตน์ และสมานไมตรีรักษ์ (มาจาก Dias), อนงค์จรรยา (มาจาก Rodiquez), วัฒนธีรกุล และบูรณพันธ์ (มาจาก Da Cruz) เป็นต้น[86]

ดนตรีแก้ไข

ชาวโปรตุเกสมักมีการจัดเลี้ยง การแสดงประกอบดนตรี และการเต้นรำในงานรื่นเริงต่าง ๆ ตามธรรมเนียมของตน โดยเฉพาะพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การฉลองวันคริสตสมภพ วันอีสเตอร์ วันอัสสัมชัญ และวันฉลองนักบุญต่าง ๆ รวมทั้งการเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาและวันฉัตรมงคลของพระราชวงศ์โปรตุเกส นิยมจัดอย่างเอิกเกริก พวกเขาใช้บทเพลงเป็นสื่อในการสอนศาสนาของตน มีรายงานว่าชาวกรุงศรีอยุธยามักไปฟังเสียงออร์แกนที่โบสถ์คริสต์เสมอ[87] ด้วยความสามารถนี้ ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ คริสตังโปรตุเกสจึงถูกเกณฑ์ให้ไปร้องรำทำเพลงในงานประเพณีของชาวไทยพุทธด้วย ดังปรากฏในจดหมายของ ม. เดอ โลลีแยร์ ความว่า "...ในเวลามีงานวันนักขัตฤกษ์ไหว้พระของไทย พวกเข้ารีตก็มาดูงานเป็นอันมาก และเวลามาดูงานของไทยนั้น พวกเข้ารีตก็ได้มาช่วยร้องรำทำเพลง ดีดสีตีเป่าเหมือนกัน..."[87] แต่เพราะดนตรีไม่มีศาสนามาขวางกั้น จึงมีการจัดมโหรีฝรั่งในแผ่นดินสยาม ซึ่งใช้เครื่องดนตรีอย่างฝรั่ง โดยในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงจัดมโหรีฝรั่งร่วมกับมหรสพอื่น ๆ สำหรับสมโภชพระแก้วมรกต เมื่อราว ค.ศ. 1779 และยังมีเล่นเรื่อยมาเป็นครั้งคราวในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น[88]

ทำนองดนตรีของโปรตุเกสตกทอดและผสมผสานเป็นเพลงไทยเดิมที่มีมาแต่กรุงศรีอยุธยา เช่น เพลงฝรั่งถอนสมอ ฝรั่งรำเท้า ฝรั่งโยสลัม โดยเฉพาะเพลงแขกบรเทศ และต้นวรเชษฐ์ (หรือต้นบรเทศ) ที่คาดว่าเป็นเพลงสำเนียงโปรตุเกส ซึ่งใกล้เคียงกับเพลงวิลันดาโอด ที่เป็นของชาวดัตช์หรือฮอลันดา[87] โดยเพลงโยสลัม ถือเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมเหนือเพลงพื้นบ้านอยุธยา และเป็นทำนองของเพลงไทยลูกทุ่งและลูกกรุงหลายเพลง[89] นอกจากนี้ในบริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีการรับเครื่องดนตรียุโรปไว้ในวัฒนธรรมเพลงของมลายูท้องถิ่นปัตตานี เช่น ไวโอลิน ซิตเทิร์น กีตาร์โบราณของโปรตุเกส หีบเพลงชัก ฮาร์มอนิกา แมนโดลิน และกัมบุส เดินทำนองเพลง[90] และยังมีนาฏศิลป์ท้องถิ่นเรียกว่า รองเง็ง เป็นการเต้นที่วิวัฒนาการมาจากการเต้นรำพื้นเมืองของชาวสเปนหรือโปรตุเกสที่เข้ามาติดต่อค้าขายในคาบสมุทรมลายูและผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมพื้นบ้าน นิยมเต้นรองเง็งในวังของเจ้าเมืองที่เน้นความสนุกสนาน จนแพร่หลายสู่ชาวบ้าน[87]

อ้างอิงแก้ไข

เชิงอรรถแก้ไข

  1. 1.0 1.1 "ทายาทของคอนสแตนติน ฟอลคอน". โพสต์ทูเดย์. 29 มีนาคม 2561. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  2. domingo, 19 de Julho de 2009. Protuguese descendants in Thailand 500 ปีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโปรตุเกสและประเทศไทย
  3. พิทยะ ศรีวัฒนสาร (13 ธันวาคม 2553). "การเดินทาง 500 ปีของชื่อชนชาติโปรตุเกสในบริบทของสังคมไทย". สยาม-โปรตุเกสศึกษา. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  4. 4.0 4.1 4.2 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 160
  5. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 74
  6. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 32
  7. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 34
  8. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 35
  9. 9.0 9.1 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 100
  10. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 36
  11. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 62, 186
  12. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 101
  13. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 106
  14. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 38
  15. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 39
  16. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 92-93
  17. การค้าต่างประเทศของปัตตานี (PDF). p. 219.
  18. จารุณี คงกุล. ชาติตะวันตก : การเข้ามาและภาพสะท้อนในจังหวัดภูเก็ต. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (9:1). p. 233.
  19. "The History of Penang Eurasians". Penang Tourism (ภาษาอังกฤษ). 2013-12-02. สืบค้นเมื่อ 2017-05-20.
  20. De Souza, Poppy (4 April 2016). "I was a Siamese Princess: Reconstructing colonial (her)stories". Poppy de Souza. สืบค้นเมื่อ 28 October 2019.
  21. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 107
  22. 22.0 22.1 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 125
  23. 23.0 23.1 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 108
  24. 24.0 24.1 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 126
  25. 25.0 25.1 25.2 หลากชาติ หลายพันธุ์ ใต้ร่มเงาสยาม, หน้า 49
  26. 26.0 26.1 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 96
  27. พัฒนาการสถาปัตยกรรมวัดคอนเซ็ปชัญ, tci-thaijo.org/ .สืบค้นเมื่อ 29/05/2559
  28. พิทยะ ศรีวัฒนสาร (7 มิถุนายน 2553). "กำเนิดชุมชนโปรตุเกสและวิถีชีวิตท่ามกลางชุมชนนานาชาติ". สยาม-โปรตุเกสศึกษา. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  29. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 178-179
  30. คริสตศิลป์กระจกสี โบสถ์คริสต์ในไทย, หน้า 58
  31. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 150
  32. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 191
  33. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 224
  34. 34.0 34.1 34.2 34.3 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 155
  35. หลากชาติ หลายพันธุ์ ใต้ร่มเงาสยาม, หน้า 50
  36. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 194
  37. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 158
  38. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 217
  39. หลากชาติ หลายพันธุ์ ใต้ร่มเงาสยาม, หน้า 51
  40. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 214
  41. 41.0 41.1 41.2 วลัยลักษณ์ ทรงศิริ และจารุวรรณ ด้วงคำจันทร์ (27 กันยายน 2559). ""มิตรคาม" ย่านวัดเขมรและวัดญวนสามเสนชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ต้องถูกไล่รื้อ". มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2021-07-15. สืบค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  42. 42.0 42.1 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 223
  43. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 215-216
  44. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 165-166
  45. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 197
  46. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 200
  47. 47.0 47.1 กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 184
  48. จารุณี คงกุล. ชาติตะวันตก : การเข้ามาและภาพสะท้อนในจังหวัดภูเก็ต. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (9:1). p. 234-235.
  49. 49.0 49.1 49.2 49.3 "Spirit of Asia : มะละกา และกุฏีจีน สายเลือดลูกผสมโปรตุเกส". ไทยพีบีเอส. 15 เมษายน 2561. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  50. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 205
  51. 51.0 51.1 ย่านเก่าในกรุงเทพฯ [เล่ม 1], หน้า 213
  52. 52.0 52.1 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 222, 239
  53. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 33
  54. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 132
  55. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 60
  56. 56.0 56.1 56.2 56.3 56.4 56.5 ย่านเก่าในกรุงเทพฯ [เล่ม 1], หน้า 218
  57. วิชญ์พล บัญชาวชิระชัย (2556). การนำเสนอชุมชนผ่านเรื่องเล่า : กรณีศึกษาชุมชนคอนเซ็ปชัญ (PDF). คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. p. 3. Check date values in: |year= (help)
  58. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 197-198
  59. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 188
  60. วิชญ์พล บัญชาวชิระชัย (2556). การนำเสนอชุมชนผ่านเรื่องเล่า : กรณีศึกษาชุมชนคอนเซ็ปชัญ (PDF). คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. p. 21. Check date values in: |year= (help)
  61. 61.0 61.1 61.2 61.3 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 239
  62. 62.0 62.1 62.2 62.3 "มรดกแห่งความหลัง ณ ชุมชนกุฎีจีน". ไทยพีบีเอส. 1 กุมภาพันธ์ 2564. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  63. นิตยา กาญจนะวรรณ (19 ตุลาคม 2560). "มองไทยใหม่ : คำโปรตุเกสในภาษาไทย". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  64. พิทยะ ศรีวัฒนสาร (5 มิถุนายน 2553). "คำเรียก "ชา กาแฟ" ใครลอกใคร ไทย หรือ โปรตุเกส". สยาม-โปรตุเกสศึกษา. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  65. 65.0 65.1 กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 181
  66. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 109
  67. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 114
  68. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 111
  69. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 113
  70. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 120
  71. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 185
  72. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 223-224
  73. อภิชาติ กิตติเมธาวีนันท์ (5 กุมภาพันธ์ 2554). "ช่างฝรั่งเศสผู้ไขความลับ 'รูปพระตาย' วัดกาลหว่าร์ ที่ชาวชุมชนไม่เคยรู้มากว่า 232 ปี". The Cloud. สืบค้นเมื่อ 9 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  74. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 218
  75. นิธิตา เอกปฐมศักดิ์ (9 สิงหาคม 2562). "แกะรอยเส้นทางประวัติศาสตร์โปรตุเกสในบางกอก". The Cloud. สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  76. 76.0 76.1 76.2 พิทยะ ศรีวัฒนสาร (5 กุมภาพันธ์ 2554). "บทบาทในการเผยแพร่วัฒนธรรมการกินอยู่ของชุมชนชาวโปรตุเกสในประวัติศาสตร์ไทย". สยาม-โปรตุเกสศึกษา. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  77. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 234
  78. 78.0 78.1 "ฝรั่งรังสรรค์ขนมไทยให้คนไทยอวดฝรั่ง". มิวเซียมสยาม. 5 เมษายน 2562. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  79. "เปิดสำรับโปรตุเกส-ไทย บ้านสกุลทอง". กรุงเทพธุรกิจ. 27 มกราคม 2560. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  80. "รู้จัก อาหารสยาม – โปรตุเกส เมนูหาทานยากจาก ร้านบ้านสกุลทอง – กุฎีจีน". @KITCHEN. 8 พฤศจิกายน 2560. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  81. "สำรับสำราญอาหารสยาม-โปรตุเกส ชุมชนกุฎีจีน". Museum Thailand. 1 กรกฎาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  82. วิชญ์พล บัญชาวชิระชัย (2556). การนำเสนอชุมชนผ่านเรื่องเล่า : กรณีศึกษาชุมชนคอนเซ็ปชัญ (PDF). คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. p. 57-58. Check date values in: |year= (help)
  83. "เอาใจแฟนละครบุฟเฟ่สันนิวาส เอ้ย! บุพเพสันนิวาสต่างหาก ถอดรหัส 'ขนมไทย' ที่ 'ไทย' ไม่ได้คิด". มิวเซียมสยาม. 10 มีนาคม 2561. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  84. "ข้อมูลภูมิปัญญาชุมชนแขวงวัดกัลยาณ์". คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate= (help)
  85. Journal of an Embassy from the Governor-general of India to the Courts of Siam and Cochin China: Exhibiting a View of the Actual State of Those Kingdoms, เล่มที่ 1, p. 267
  86. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 222, 240
  87. 87.0 87.1 87.2 87.3 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 134-136
  88. แรกมีในสยาม ภาค 1, หน้า 480-481
  89. สุกรี เจริญสุข (18 สิงหาคม 2562). "อาศรมมิวสิก : อภินิหารโยสลัม". มติชนออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  90. สุกรี เจริญสุข (14 กันยายน 2563). "อาศรมมิวสิก : เพลงที่ปัตตานี". สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)

บรรณานุกรมแก้ไข

  • ไกรฤกษ์ นานา. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดินไทย-โปรตุเกส. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553. 280 หน้า. ISBN 978-974-02-0689-7
  • ปติสร เพ็ญสุต. คริสตศิลป์กระจกสี โบสถ์คริสต์ในไทย. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, 2562. 288 หน้า. ISBN 978-616-7674-17-9
  • ปราณี กล่ำส้ม. ย่านเก่าในกรุงเทพฯ [เล่ม 1]. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2549. 288 หน้า. ISBN 974-7385-07-4
  • ปรีดี พิศภูมิวิถี. กระดานทองสองแผ่นดิน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553. 240 หน้า. ISBN 978-974-02-0626-2
  • อาณัติ อนันตภาค. หลากชาติ หลายพันธุ์ ใต้ร่มเงาสยาม. กรุงเทพฯ : สยามบันทึก, 2549. 196 หน้า. ISBN 974-9983-85-8
  • เอนก นาวิกมูล. แรกมีในสยาม ภาค 1. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2559. 624 หน้า. ISBN 978-616-388-071-0
  • John Crawfurd. Journal of an Embassy from the Governor-general of India to the Courts of Siam and Cochin China: Exhibiting a View of the Actual State of Those Kingdoms, เล่มที่ 1. [ม.ป.ท.] : H. Colburn and R. Bentley, 1830.