เปิดเมนูหลัก

การเลือกตั้งของประเทศไทย เป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ในการปกครองประเทศไทย อาทิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย วุฒิสภาไทย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา และผู้บริหารท้องถิ่นอื่น ๆ ด้วยการให้ประชาชนออกเสียงเลือกบุคคลที่เห็นสมควร

ประเทศไทยมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปมาแล้ว 28 ครั้ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 เป็นต้นมา โดยครั้งล่าสุดคือ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแก้ไข

การเลือกตั้งจัดขึ้นภายใต้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไป (universal suffrage) ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 อย่างไรก็ตาม มีข้อกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่บางประการ

  • มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด หรือแปลงสัญชาติเป็นไทยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี
  • มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
  • มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง

ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม คือ ต้องไม่เป็นพระสงฆ์ สามเณร นักพรตหรือนักบวช, ต้องไม่อยู่ในระหว่างเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง, ต้องไม่ถูกคุมขังด้วยหมายของศาลหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย, ต้องไม่เป็นคนสติฟั่นเฟือน[1]

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแก้ไข

 
จำนวนเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด (สำหรับการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2557) มีจำนวนเขตเลือกตั้งดังต่อไปนี้ (ข้อมูล ณ สิ้นปี พ.ศ. 2556) [2] [3]

ระบบบัญชีรายชื่อแก้ไข

ในระบบบัญชีรายชื่อ จะมีการคัดเลือกด้วยขั้นตอนดังนี้[4]

  1. ให้แต่ละพรรค ส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครจำนวนไม่เกิน 125 คน
    1. บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องประกอบด้วยรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม และต้องคำนึงถึงโอกาส สัดส่วนที่เหมาะสมและความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงและชาย
    2. รายชื่อในบัญชีต้องไม่ซ้ำกับบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองอื่นจัดทำขึ้น และไม่ซ้ำกับรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
    3. จัดทำรายชื่อเรียงตามลำดับหมายเลข (จาก 1 ลงไป)
  2. หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ให้นับคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อของทุกพรรคการเมืองรวมกันทั้งประเทศ แล้วหารด้วย 125 จะได้คะแนนเฉลี่ยต่อผู้แทน 1 คน
  3. นำคะแนนของแต่ละพรรคการเมือง หารด้วยคะแนนเฉลี่ยที่คำนวณไว้ จะได้จำนวนผู้แทนระบบบัญชีรายชื่อของพรรคนั้น
    1. เศษทศนิยม ให้ปัดทิ้งทั้งหมด แต่ให้เก็บข้อมูลเศษทศนิยมของแต่ละพรรคไว้ (เช่น พรรค ก ได้ 52.7 คน ปัดทิ้งเหลือ 52)
    2. รวมจำนวนผู้แทนของทุกพรรค หากยังได้ไม่ครบ 125 ให้กลับไปดูที่เศษทศนิยมของแต่ละพรรค พรรคใดที่มีเศษเหลือมากที่สุด ให้เพิ่มจำนวนผู้แทนจากพรรคนั้น 1 คน หากยังไม่ครบ ให้เพิ่มผู้แทนจากพรรคที่มีเศษเหลือมากเป็นอันดับสองขึ้นอีก 1 คน ทำเช่นนี้ตามลำดับจนกว่าจะได้ครบ 125 คน (เช่น พรรค ก ได้ 52.7 คน ตอนแรกได้ 52 เศษ 0.7 แต่ถ้าจำนวนผู้แทนยังไม่ครบ และไม่มีพรรคใดมีเศษมากกว่า 0.7 พรรค ก จะได้เพิ่มเป็น 53 คน)
  4. เมื่อได้จำนวนผู้แทนในระบบนี้ที่ลงตัวแล้ว ผู้สมัครของพรรคนั้น จากอันดับหนึ่ง ไปจนถึงอันดับเดียวกับจำนวนผู้แทนของพรรคนั้น จะได้เป็นผู้แทนราษฎร (เช่น พรรค ก ได้ 53 คน ผู้ที่มีรายชื่อตั้งแต่อันดับ 1 ถึง 53 จะได้เป็นผู้แทน)

ระบบแบ่งเขตแก้ไข

เกณฑ์การแบ่งเขตเลือกตั้ง 375 เขตนั้น ตามรัฐธรรมนูญ ได้ประกาศให้มีหลักเกณฑ์ในการแบ่ง ดังต่อไปนี้[5]

  1. นำจำนวนราษฎรทั้งประเทศ จากทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีก่อนการเลือกตั้ง หารด้วยจำนวนผู้แทนในระบบเขต (คือ 375) จะได้อัตราส่วนของราษฎรต่อผู้แทน 1 คน
  2. นำจำนวนราษฎรในแต่ละจังหวัด หารด้วยอัตราส่วนที่คำนวณไว้ จะได้จำนวนเขตเลือกตั้งที่มีในจังหวัด
    1. จังหวัดที่ผลหารต่ำกว่า 1 เขต (เช่น 0.86 เขต) ให้ปัดขึ้นเป็น 1 เขต (ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีจังหวัดใดเข้าข่ายกรณีนี้)
    2. จังหวัดที่ผลหารมากกว่า 1 และมีเศษทศนิยม ให้ปัดเศษทิ้งทั้งหมด แต่ให้เก็บข้อมูลของเศษทศนิยมไว้ (เช่น 4.93 ปัดทิ้งเหลือ 4)
    3. รวมจำนวนผู้แทนของทั้ง 77 จังหวัด หากยังไม่ครบ 375 เขต ให้เพิ่มจำนวนเขตในจังหวัดที่มีเศษทศนิยมเหลือมากที่สุดขึ้นไป 1 เขต หากยังไม่ครบอีก ให้เพิ่มจำนวนเขตในจังหวัดที่มีเศษทศนิยมเหลือเป็นอันดับสองขึ้นไปอีก 1 เขต ทำเช่นนี้ไปตามลำดับ จนกว่าจะได้จำนวนครบ 375
  3. จังหวัดใดมีจำนวนเขตมากกว่า 1 เขต จะต้องแบ่งเขตโดยให้พื้นที่ของแต่ละเขตติดต่อกัน และแต่ละเขตต้องมีจำนวนราษฎรที่ใกล้เคียงกันด้วย (หลังจากการเลือกตั้ง ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงที่สุดในแต่ละเขต จะได้เป็นผู้แทน)

การเลือกตั้งแก้ไข

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแก้ไข

ครั้งที่ [6] วันที่ วิธีการเลือกตั้ง จำนวน
ผู้สมัคร
จำนวน
ส.ส.
ผู้มีสิทธิ
เลือกตั้ง
ผู้มาใช้สิทธิ
เลือกตั้ง
ร้อยละ จังหวัดที่มีผู้ใช้
สิทธิมากที่สุด
ร้อยละ จังหวัดที่มีผู้ใช้
สิทธิน้อยที่สุด
ร้อยละ หมายเหตุ
1 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ทางอ้อม - 78 4,278,231 1,773,532 41.45 เพชรบุรี 78.82
2 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 แบ่งเขต - 91 6,123,239 2,462,535 40.22 นครนายก 80.50 แม่ฮ่องสอน 22.24
3 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 แบ่งเขต - 91 6,310,172 2,210,332 35.05 นครนายก 67.36 ตรัง 16.28
4 6 มกราคม พ.ศ. 2489 แบ่งเขต - 96 6,431,827 2,091,827 32.52 บุรีรัมย์ 54.65 สุพรรณบุรี 13.40
5 5 สิงหาคม พ.ศ. 2489 แบ่งเขต - 5,819,662 2,026,823 34.92 สกลนคร 57.49 นราธิวาส 16.62 เลือกตั้งเพิ่มเติมตามจำนวนพลเมือง (รธน. 2489)
6 29 มกราคม พ.ศ. 2491 รวมเขต - 99 7,176,891 2,177,464 29.50 ระนอง 58.69 สมุทรปราการ 15.68
7 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492 รวมเขต - 21 3,518,276 870,208 24.27 สกลนคร 45.12 อุดรธานี 12.02 เลือกตั้งเพิ่มเติมตามจำนวนพลเมือง (รธน. 2492)
8 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 รวมเขต - 123 7,602,591 2,961,191 38.95 สระบุรี 77.78 พระนคร 23.03
9 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 รวมเขต 699 160 9,859,039 5,668,666 57.50 สระบุรี 93.30
10 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 รวมเขต 813 160 9,917,417 4,370,789 44.07 ระนอง 73.30 อุดรธานี 29.92
11 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 รวมเขต 1,253 219 14,820,400 7,289,837 49.16 ระนอง 73.95 พระนคร 36.66
12 26 มกราคม พ.ศ. 2518 แบ่งเขต
รวมเขต
2,199 269 20,243,791 9,549,924 47.17 ภูเก็ต 67.87 เพชรบูรณ์ 32.31
13 4 เมษายน พ.ศ. 2519 แบ่งเขต
รวมเขต
2,369 279 20,623,430 9,072,629 43.69 นครพนม 63.53 เพชรบูรณ์ 26.64
14 22 เมษายน พ.ศ. 2522 แบ่งเขต
รวมเขต
1,523 301 21,283,790 9,344,045 43.90 ยโสธร 77.11
15 18 เมษายน พ.ศ. 2526 แบ่งเขต
รวมเขต
1,880 324 24,224,470 12,295,339 50.76 ยโสธร 79.62
16 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 แบ่งเขต
รวมเขต
3,613 347 26,224,470 16,670,957 61.43 ชัยภูมิ 85.15
17 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 แบ่งเขต
รวมเขต
3,612 357 26,658,638 16,944,931 63.56 ยโสธร 90.42
18 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 แบ่งเขต
รวมเขต
2,851 360 31,660,156 19,622,322 61.59 มุกดาหาร 87.11
19 13 กันยายน พ.ศ. 2535 แบ่งเขต
รวมเขต
2,417 360 31,660,156 19,622,322 61.59 มุกดาหาร 90.43
20 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 แบ่งเขต
รวมเขต
2,372 391 37,817,983 23,462,748 62.04 มุกดาหาร 83.80
21 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 แบ่งเขต
รวมเขต
2,310 395 38,564,836 24,040,836 62.42 สระแก้ว 87.71
22 6 มกราคม พ.ศ. 2544 แบ่งเขต
บัญชีรายชื่อ
2,276
940
400
100
42,759,001 29,904,940
29,909,271
69.94
69.95
ลำพูน 83.78
23 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 แบ่งเขต
บัญชีรายชื่อ
1,707
582
400
100
44,572,101 32,337,611
32,341,330
72.55
72.56
ลำพูน 86.56 หนองคาย 62.55
24 2 เมษายน พ.ศ. 2549 แบ่งเขต
บัญชีรายชื่อ
การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
หมายเหตุ เนื่องจากพรรคไทยรักไทยได้ว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กในลงรับสมัครรับเลือกตั้งโดยที่คะแนนเสียงเลือกไม่ถึง 20% ตามคำพิพากษาในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549
และ พรรคไทยรักไทยโดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้งหมด 111 คน คนละ 5 ปี
25 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 แบ่งเขต
สัดส่วน
3,894
1,260
400
80
44,002,593 32,775,868
32,792,246
74.49
74.52
26 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 แบ่งเขต
บัญชีรายชื่อ
2,422
1,410
375
125
46,939,549 35,220,377
35,220,208
75.03 ลำพูน 88.61 หนองคาย 68.59
27 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 แบ่งเขต
บัญชีรายชื่อ
การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
หมายเหตุ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ กำหนดให้เลือกตั้งครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สามารถเลือกตั้งให้แล้วเสร็จทั่วประเทศได้ภายในวันเดียวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง และเมื่อพระราชกฤษฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งนี้จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปด้วย[7]
คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ (หรือเสมือนไม่เคยเกิดขึ้น) แต่ถือว่าการเลือกตั้งได้เกิดขึ้นแล้ว 1 ครั้ง [8]
28 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 แบ่งเขต
บัญชีรายชื่อ
350
150
51,239,638 38,268,375 74.69

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไปโดยสรุปแก้ไข

# ปี ผู้ชนะ ลำดับที่สอง ลำดับที่สาม หมายเหตุ
ราชอาณาจักรไทย
1 พ.ศ. 2476  

พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
คณะราษฎร

- - การเลือกตั้งครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังที่เหตุการณ์กบฏบวรเดชยุติลง มีผู้มีสิทธิออกเสียงอยู่ทั้งหมด 4,278,231 คน มีผู้ออกไปใช้สิทธิทั้งหมด 1,773,532 คน คิดเป็นร้อยละ 41.45 หลังการเลือกตั้ง ได้มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลขึ้นมาใหม่ โดยเสียงส่วนใหญ่เลือกเอา พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง (เป็นสมัยที่ 2)
2 พ.ศ. 2480  

พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
คณะราษฎร

- - การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่เป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งครั้งแรก ที่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม การเลือกตั้งมีขึ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 โดยมีจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 91 คน มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 6,123,239 คน และมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 2,462,535 คน คิดเป็นร้อยละ 40.22 ก่อนหน้านั้นไม่นาน พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการมีกระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎรถึงเรื่องการซื้อขายที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หลังการเลือกตั้งแล้ว ในวันที่ 21 ธันวาคม ปีเดียวกัน พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
3 พ.ศ. 2481  

พันเอกหลวงพิบูลสงคราม
คณะราษฎร

- - พันเอก พระยาพหลพลหยุหเสนา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรขึ้นเมื่อวันที่ 13 กันยายน ปีเดียวกัน เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถที่จะควบคุมความวุ่นวายในสภาผู้แทนราษฎรได้ อันเนื่องจากรัฐบาลได้เสนออนุมัติต่อสภาฯ เรื่องขอรวมพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายและมหานิกายเข้าด้วยกัน และเสนอพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 (ส.ส.ประเภทที่ 1) หรือ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนหลายคน ผลการเลือกตั้ง มีการเลือก ส.ส. มาทั้งหมด 91 คน คิดเป็นร้อยละ 49.35 ของสภาฯ โดยมีผู้ออกมาใช้สิทธิร้อยละ 35.05 ได้มีการแต่งตั้ง พ.อ.หลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลชุดที่แล้ว เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยการลงนามของคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
4 มกราคม พ.ศ. 2489  

พันตรี ควง อภัยวงศ์
อิสระ

 

พันตรี วิลาศ โอสถานนท์
เสรีไทย

 

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
พรรคก้าวหน้า (พ.ศ. 2488)

สืบเนื่องจาก หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีได้ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรขึ้น เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2488 เนื่องด้วยสภาฯชุดนี้มีอายุยาวนานมากพอสมควรแล้ว เนื่องจากไม่มีการเลือกตั้งเพราะอยู่ในสภาวะสงคราม จึงกำหนดให้มีการเลือกตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2489 ผลการเลือกตั้งพบว่า จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 6,431,827 คน มีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจำนวน 2,091,788 คน คิดเป็นร้อยละ 32.52 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายควง ชนะเลือกตั้งไปด้วยคะแนนถล่มทลาย หลังจากนี้ ได้มีการโหวตกันในรัฐสภา ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่เลือก นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี นับเป็นสมัยที่ 2 ของนายควง ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
5 สิงหาคม พ.ศ. 2489  

พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
พรรคแนวรัฐธรรมนูญ

 

พันตรี ควง อภัยวงศ์
พรรคประชาธิปัตย์

 

ปรีดี พนมยงค์
พรรคสหชีพ

จากจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งหมด 5,819,662 คน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 2,026,823 คน คิดเป็นร้อยละ 34.92 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในสภาวะการเมืองเกิดความผันแปรอย่างรุนแรง เนื่องด้วยกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ซึ่งทำให้ นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ท่ามกลางกระแสโจมตีและข่าวลือต่าง ๆ นานา หลังการเลือกตั้งพลเรือตรี ถวัลย์ ได้รับการเลือกตั้งและเป็นนายกรัฐมนตรี เขาเป็นตัวแทนของนายปรีดี พนมยงค์ในการเลือกตั้งครั้งนี้
6 พ.ศ. 2491  

พันตรี ควง อภัยวงศ์
พรรคประชาธิปัตย์
53 ที่นั่ง

- - การเลือกตั้งกำหนดมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491 ผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคะแนนมากที่สุดเป็นลำดับที่หนึ่ง โดยได้ทั้งสิ้น 53 ที่นั่ง ได้แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดย นายควง ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน นับเป็นการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 4 แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ นับว่ามีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยที่สุดด้วย โดยคิดเป็นร้อยละ 26 เท่านั้น ต่อมา ในวันที่ 6 เมษายน ปีเดียวกัน คณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ก็ได้ทำการบีบบังคับให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่ง
7 พ.ศ. 2492  

จอมพลแปลก พิบูลสงคราม
กองทัพไทย

- - เป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 7 ของประเทศไทย มีขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492 เป็นการเลือกตั้งทางตรง โดยวิธีรวมเขตเรียงเบอร์ ผลการเลือกตั้งพบว่า จากจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งหมด 3,518,276 คน มีผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 870,208 คน คิดเป็นร้อยละ 24.27
8 พ.ศ. 2495  

จอมพลแปลก พิบูลสงคราม
กองทัพไทย

- - มีขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 สืบเนื่องจากการที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี รัฐประหารตัวเองในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 ผลการเลือกตั้งทำให้ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 123 คน โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 7,602,591 คน มีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจำนวน 2,961,291 คน คิดเป็นร้อยละ 38.36 พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีมติคว่ำบาตรการเลือกตั้งครั้งนี้และไม่ร่วมสังฆกรรมกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ กับรัฐบาลมาตั้งแต่รัฐประหาร
9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500  

จอมพลแปลก พิบูลสงคราม
พรรคเสรีมนังคศิลา
53.1%

 

พันตรี ควง อภัยวงศ์
พรรคประชาธิปัตย์
19.4%

- เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งที่ 9 มีขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้ประกาศจะจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ให้บริสุทธิ์ ถวายเป็น "พุทธบูชา" เนื่องในโอกาสครบรอบวาระกึ่งพุทธกาล การเลือกตั้งในครั้งกำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ทั้งหมด 160 คน เป็นการเลือกตั้งแบบรวมเขตจังหวัด มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 9,859,039 คน ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 5,668,566 คน คิดเป็นร้อยละ 57.50 หลังผลการเลือกตั้งออก สื่อมวลชนได้ประนามว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรก แต่จอมพล ป.พิบูลสงครามได้แถลงต่อหนังสือพิมพ์ว่า อย่าเรียกว่าการเลือกตั้งสกปรกเลย[9] [10] ควรจะเรียกว่าเป็น “การเลือกตั้งไม่เรียบร้อย” แต่ต่อมาเหตุการณ์ได้ขยายตัวและบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มทหารและตำรวจที่สนับสนุน จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก จนกลายเป็นการรัฐประหารในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 ในที่สุด
10 ธันวาคม พ.ศ. 2500  

สุกิจ นิมมานเหมินท์
พรรคสหภูมิ
27.7%

 

พันตรี ควง อภัยวงศ์
พรรคประชาธิปัตย์
24.5%

- เป็น การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 10 ของประเทศไทย สืบเนื่องมาจากการที่ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน ปีเดียวกันนั้น และได้แต่งตั้งให้ นายพจน์ สารสิน ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่า พรรคสหภูมิ เป็นพรรคที่ได้รับคะแนนมากที่สุด โดยได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 44 ที่นั่ง จากจำนวนเสียงทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร 160 ที่นั่ง การจัดตั้งรัฐบาล จอมพล สฤษดิ์ ได้แนะนำให้ พลโท ถนอม กิตติขจร รองหัวหน้าพรรคพรรคชาติสังคม ร่วมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา โดย พลโท ถนอม กิตติขจร ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งแรก ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 ในปีเดียวกัน จอมพล สฤษดิ์ ก็ได้ทำการรัฐประหารอีกครั้ง โดยประกาศให้ยกเลิกพรรคการเมืองทั้งหมด ยกเลิกรัฐธรรมนูญ และยกเลิกรัฐสภา พร้อมกับขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน
11 พ.ศ. 2512  

จอมพลถนอม กิตติขจร
พรรคสหประชาไทย
33.8%

 

หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช
พรรคประชาธิปัตย์
26%

- เป็น การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 11 ของประเทศไทย การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีผู้คนตื่นตัวเป็นอย่างมาก เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยว่างเว้นการเลือกตั้งมาอย่างยาวนานถึง 11 ปีเต็มด้วยกัน มีผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งหมด 14,820,180 คน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 7,285,832 คน คิดเป็นร้อยละ 49.10 ผลการเลือกตั้ง พรรคสหประชาไทย ที่มีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรค และพลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์ เป็นเลขาธิการพรรค ได้รับเลือกมาเป็นที่หนึ่ง โดยได้ ส.ส.ทั้งหมด 74 คน ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ที่มี หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค ได้ ส.ส.ทั้งหมด 55 คน ในวันที่ 7 มีนาคม ปีเดียวกัน ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ จอมพลถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

สมาชิกวุฒิสภาแก้ไข

ในรัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2560 ความส่วนหนึ่งคือจะมีคณะสรรหาคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา 250 คนและจะต้องผ่านการลงมติเห็นชอบจากทางสภาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาจะมีเสียงในสภาโดยมีวาระ 5 ปี

ครั้งที่ วันที่ วิธีการเลือกตั้ง จำนวน
ผู้สมัคร
จำนวน
ส.ว.
ผู้มีสิทธิ
เลือกตั้ง
ผู้มาใช้สิทธิ
เลือกตั้ง
ร้อยละ จังหวัดที่มีผู้ใช้
สิทธิมากที่สุด
ร้อยละ จังหวัดที่มีผู้ใช้
สิทธิน้อยที่สุด
ร้อยละ หมายเหตุ
1 4 มีนาคม พ.ศ. 2543 แบ่งเขต - 200
2 19 เมษายน พ.ศ. 2549 แบ่งเขต 1,477 200
3 2 มีนาคม พ.ศ. 2551 รวมเขต - 76
4 30 มีนาคม พ.ศ. 2557 รวมเขต 468 77 43,840,305 18,634,864 42.51

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร. คณะกรรมการการเลือกตั้ง. สืบค้น 6-7-2554.
  2. เดลินิวส์. "กกต.ประกาศแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละจังหวัดแล้ว" [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: [1] 2556. 21 ธันวาคม 2556.
  3. ทำความรู้จัก375เขต. เดลินิวส์. (13 พฤษภาคม 2554). สืบค้น 16-5-2554.
  4. ราชกิจจานุเบกษา, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๔, เล่ม ๑๒๘, ตอน ๑๓ก, ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔, หน้า ๑
  5. ราชกิจจานุเบกษา, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๔, เล่ม ๑๒๘, ตอน ๑๓ก, ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔, หน้า ๑
  6. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
  7. เปิด คำวินิจฉัยกลาง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง 2 ก.พ. โมฆะ. มติชน. สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2557.
  8. เลือกตั้ง2กพ.ไม่โมฆะ! กกต.เผยทีมกม.ชี้คำวินิจฉัยศาลรธน.ระบุแค่ขัดรธน.. มติชน. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2557.
  9. "ปัญหาความ "ศักดิ์สิทธิ์" ของการเลือกตั้ง จากปี 2500 เลือกตั้ง "สกปรก" ถึงปี 2549 เลือกตั้ง "ตลก-โจ๊ก"". รัฐสภา.
  10. สารเสรี, 3 มีนาคม 2500 อ้างจาก สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, แผนชิงชาติไทย: ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพลป. พิบูลสงครามครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2491-2500), กรุงเทพฯ: พี. เพรส, 2550, หน้า 369.