สมเด็จพระเพทราชา

สมเด็จพระเพทราชา หรือ สมเด็จพระมหาบุรุษ หรือ พระทรงธรรม์[3][หมายเหตุ 1] มีชื่อเดิมว่า ทองคำ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 28[6][7] แห่งอาณาจักรอยุธยาและทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง แย่งชิงราชบัลลังก์จาก สมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์พระองค์ก่อน และเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองอาณาจักรอยุธยา[8]:252

สมเด็จพระเพทราชา
สมเด็จพระมหาบุรุษ
Phetracha Drawing by HRH Prince of Nakorn Sawan.jpg
พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระเพทราชาตามจินตนาการตามแบบภาพจิตรกรรมใน วัดยม อยุธยา ภาพฝีพระหัตถ์โดย กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ม. วรพินิต)
พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา
ครองราชย์11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231- 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2246 (14 ปี 210 วัน)
ก่อนหน้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ถัดไปสมเด็จพระเจ้าสุริเยนทราธิบดี
พระมเหสีกรมพระเทพามาตย์ (กัน)
กรมหลวงโยธาเทพ
กรมหลวงโยธาทิพ
นางกุสาวดี[1]
พระราชบุตรแม่อยู่หัวนางพระยา ​(นิ่ม)​
สมเด็จพระเจ้าสุริเยนทราธิบดี
ตรัสน้อย
เจ้าพระขวัญ
พระองค์เจ้าหญิงฉิม
พระองค์เจ้าหญิงจีน
พระองค์เจ้าชายดำ
พระองค์เจ้าชายแก้ว
พระองค์เจ้าชายบุนนาค[2]
ราชวงศ์ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
พระราชบิดาไม่ปรากฏ
พระราชมารดาท้าวศรีสัจจา (พระนมเปรม)
ประสูติพ.ศ. 2175
บ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี อาณาจักรอยุธยา
สวรรคต6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2246 (71 พรรษา)
กรุงศรีอยุธยา อาณาจักรอยุธยา

พระราชประวัติแก้ไข

พระราชสมภพแก้ไข

สมเด็จพระเพทราชา แต่เดิมสามัญชน ชื่อว่า ทองคำ เป็นชาวบ้านพลูหลวง (หรือบ้านโพธิ์หลวง)[9][10] แขวงเมืองสุพรรณบุรี (ปัจจุบันคือบ้านพลูหลวง ตั้งอยู่ใน ต.สนามชัย อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี) เป็นบุตรของพระนมเปรม และมีพระขนิษฐาคือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม)[11][12] พระสนมเอกในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาได้รับราชการจนมีบรรดาศักดิ์เป็นพระเพทราชา ดำรงตำแหน่งจางวาง[13] กรมพระคชบาล (ขวา) มีราชทินนามว่า พระเพทราชาธิบดี ศรีสุริยาภิชาติสุริยวงศ์ องค์สมุหพระคชบาล ศักดินา 5,000[14][15] มีกำลังพลในสังกัดหลายพัน[16] เช่น คราวเหตุการณ์ขับไล่กองทหารฝรั่งเศสออกจากสยาม สมเด็จพระเพทราชาสามารถเกณฑ์กองทัพปิดล้อมฝรั่งเศสได้มากถึง 60,000 คน[17] และยังมีตำแหน่งรักษาการเสนาบดีสมุหพระกลาโหม[18][19] สืบต่อจาก เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เมื่อปี พ.ศ. 2226[20] ปรากฏในพระสมุดตำราช้าง ความว่า "...สมเด็จพระรายณ์เป็นเจ้าสั่งพระเพทราชา ผู้ว่าที่กลาโหม ให้จัดแจงผู้จะนุ่งผ้าเกี้ยวผ้าผู้ขี่ช้าง ตามบันดาศักดิ์ ให้ศึกษาร่ำเรียนให้ถูกในกฏหมายนี้"[21]

 
พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม (PITERA TJAY Rex Siam) ฝีมือชาวตะวันตกโดย Gaspar Bouttats ช่างพิมพ์และช่างแกะสลักชาวเฟลมิชยุคบาโรก เมื่อ ค.ศ. 1690[22]

มีบุคคลร่วมสมัยในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กล่าวถึงชาติกำเนิดของสมเด็จพระเพทราชา หลักฐานร่วมสมัยที่สำคัญ เช่น จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชทูตชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อ พ.ศ. 2230 กล่าวถึง สมเด็จพระเพทราชา ซึ่งเรียกเพี้ยนมาจาก ออกพระพิพิธราชา (Oc-Prá Pipitcharatcha)[23] กล่าวว่า "ตระกูลของท่านได้รับราชการสืบกันมาช้านานในตำแหน่งอันสูงส่ง และมีความสัมพันธ์กับราชบัลลังก์อยู่เนือง ๆ และมีผู้คนได้โจษขานกันอย่างเปิดเผยว่า ตัวท่านเองหรือออกหลวงสุรศักดิ์ (Oc-Loüang Sourasac) บุตรของท่านอาจอ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ได้อยู่ หากว่าคนใดคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่ เมื่อพระมหากษัตริย์ซึ่งผ่านพิภพ อยู่ในปัจจุบันนี้เสด็จสวรรคตแล้ว มารดาของออกพระพิพิธราชานั้นเป็นพระนมของพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน"[24][25] นายพล เดส์ฟาร์จ[26] กล่าวถึง สมเด็จพระเพทราชา ว่า "ในบรรดาผู้ที่มีอำนาจคนอื่นๆ ในราชสำนักนั้น มีอีกบุคคลหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษที่สังเกตได้ง่าย และที่ข้าพเจ้าเองได้พบนับแต่เมื่อแรกที่ข้าพเจ้าเดินทางมาถึงว่า มีความน่าเกรงขามสง่างามต่างจากผู้อื่น ชื่อของท่านคือ ออกพระเพทราชา ตระกูลของท่านผู้นี้สามารถสืบได้กลับไปไกลมากและมีชื่อเสียง พระเพทราชาเป็นพระเชษฐาร่วมกับแม่นมกับพระเจ้าแผ่นดินและมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน บางคนถึงกับบอกว่าท่านมีเชื้อสายความเป็นเจ้า โดยที่พ่อของท่านเคยครองแผ่นดินราชบัลลังก์มาแล้วนั่นทีเดียว..."[27] และ ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา ฉบับตุรแปง แต่งโดย ฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง ซึ่งมาจากการบันทึกของบาทหลวงปีแยร์ บรีโก ที่เคยพำนักในสยามช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงสมเด็จพระเพทราชา ความว่า "...ใครบางคนกล่าวว่า พระเพทราชามีชาติกำเนิดมาจากตระกูลทาสที่เป็นฝีพายในเรือมากกว่าจากตระกูลที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ แต่จากข้อมูลที่เชื่อถือได้ ข้าพเจ้าสามารถยืนยันได้ว่า พระองค์ทรงมีเชื้อสายกษัตริย์และเป็นพระภาดาของพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงครองราชย์อยู่ในขณะนี้..."[28]นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่า "สมเด็จพระเพทราชานั้นมีฐานะในราชการที่ค่อนข้างประหลาด กล่าวคือในแง่ของระบบราชการ สมเด็จพระเพทราชาเป็นขุนนางในฝ่ายปกครองในตำแหน่งสมุหพระคชบาล จางวางขวา กรมพระคชบาลขวา ซึ่งถือเป็นตำแหน่งอันสูงสุด และมีอำนาจค่อนข้างมาก สำหรับบุคคลซึ่งมีตำแหน่งเพียงแค่ "ออกพระ" ทำให้เข้าใจว่าสมเด็จพระเพทราชาน่าจะเป็นข้าหลวงเดิมในราชสำนักและที่สำคัญสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงไว้วางพระทัยในตัวสมเด็จพระเพทราชาอย่างมากด้วย เพราะหลักฐานจากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวไว้ว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงรับพระราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นพระสนม เมื่อนางตั้งครรภ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงทรงพระราชทานให้กับสมเด็จพระเพทราชา"[29]

การขึ้นครองราชย์แก้ไข

ในปี พ.ศ. 2231 เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชประทับ ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ทรงพระประชวรใกล้สวรรคต ทรงเห็นว่าพระเพทราชาเป็นผู้ใหญ่ จึงมอบหมายให้ว่าราชการแทน[30] ระหว่างนั้นพระเพทราชาลวงพระอนุชาทั้งสองพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์ คือเจ้าฟ้าน้อยและเจ้าฟ้าอภัยทศว่ามีรับสั่งให้เข้าเฝ้า เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จถึงเมืองลพบุรีก็ถูกหลวงสรศักดิ์จับไปสำเร็จโทษที่วัดทราก ส่วนพระปีย์พระราชโอรสบุญธรรมถูกขุนพิพิธรักษา[31] ผลักตกจากชาลาพระที่นั่งสุทธาสวรรค์แล้วกุมตัวไปสำเร็จโทษ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงได้ยินเสียงพระปีย์ แล้วเสด็จนั่งขึ้นได้จึงตรัสว่า "ใครทำไมแก่อ้ายเตี้ยเล่า"[32] แล้วเสด็จสวรรคตในวันนั้น ปรากฏในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่า[33][34][35]

ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังเรื่องพระปีย์ร้องขึ้นมาดังนั้นก็ตกพระทัย ความอาลัยในพระปีย์ดำรัสว่าใครอะไรกับอ้ายเตี้ยเล่า และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็สวรรคตในเพลาวันนั้น เป็นวันพฤหัส เดือน ๕ แรม ๓ ค่ำ ศักราช ๑๐๔๔ ปีจอ จัตวาศก[หมายเหตุ 2]

 
ตึกพระเจ้าเหา เขตพระราชฐานชั้นนอก ภายในพระราชวังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ สถานที่ที่พระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ใช้เป็นที่ประชุมขุนนาง ออกว่าราชการ และวางแผนกระทําการรัฐประหารยึดอํานาจสมเด็จพระนารายณ์[37]

ข้าทูลละอองธุลีพระบาทก็เข้ามาอยู่ศาลาลูกขุนในพระราชวังกันทั้งปวง แต่มีบางส่วนที่ไม่ได้อยู่ ณ อยู่ศาลาลูกขุน เช่น พระยาหุเสนขานหนีไปเที่ยวอยู่ป่า ส่วนพระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) อยู่ที่ตึกบ้าน[38] พระเพทราชาจึงมอบหมายให้เจ้าพระยาสุรสงครามออกไปตามหาพระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) โดยหมายจะตั้งขึ้นเป็นวังหน้า[39] (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) เจ้าพระยาสุรสงครามจึงใช้ทนายออกไปตามหาพระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) เมื่อทนายไปพบพระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) จึงกล่าวความแก่ทนายว่า "ท่านเขียนด้วยมือแล้วจะมาลบด้วยเท้าเล่าครั้นมิเข้าไปก็จะโกรธ"[32] เมื่อพระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) มาถึงศาลาลูกขุนจึงถูกจับกุมตัวไปประหารชีวิต[40][41] เมื่อจัดการบ้านเมืองสงบแล้วจึงเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนารายณ์มาประดิษฐานที่พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ แล้วรับราชาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท[42]

เมื่อปราบดาภิเษกนั้นสมเด็จพระเพทราชามีพระชนมพรรษาได้ 51 พรรษา ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระมหาบุรุษ วิสุทธิเดชอุดม บรมจักรพรรดิศร บรมนาถบพิตร สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว" แล้วทรงตั้งคุณหญิงกันเป็นพระอัครมเหสีฝ่ายขวา (พระมเหสีเดิมในพระเพทราชา เป็นผู้อภิบาลพระเจ้าเสือตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ภายหลังได้ขึ้นเป็นที่ กรมพระเทพามาตย์ ในสมัยของพระเจ้าเสือ) ตั้งกรมหลวงโยธาเทพ (เจ้าฟ้าทอง) พระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์เป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย ตั้งนางนิ่มเป็นพระสนมเอก ตั้งหลวงสรศักดิ์เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตั้งหม่อมแก้วบุตรท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) พระขนิษฐาของพระองค์เป็นกรมขุนเสนาบริรักษ์ และตั้งเจ้าราชนิกูล[43] เช่น นายกรินท์คชประสิทธิ ทรงบาศซ้ายกรมพระคชบาล ซึ่งเป็นพระราชนัดดาขึ้นเป็น เจ้าพระพิไชยสุรินทร์ (ภายหลังสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าต่างกรมเป็น กรมหมื่นอินทรภักดี[44][45]) และขุนทิพพลภักดิ์ เชื้อพระวงศ์ ขึ้นเป็น เจ้าพระอินทรอภัย พร้อมพระราชทานเครื่องยศตามตำแหน่งถานาศักดิ์ เป็นต้น[46]

เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ได้ขับไล่กำลังทหารฝรั่งเศสออกไปจากกรุงศรีอยุธยา แต่ยังทรงอนุญาตให้บาทหลวง และพ่อค้าชาวฝรั่งเศสอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาต่อไปได้ ได้มีการทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศส เรื่องการขนย้ายทหาร และทรัพย์สินของฝรั่งเศสออกจากป้อมที่บางกอก โดยฝ่ายอาณาจักรอยุธยาเป็นผู้จัดเรือ กับต้องส่งคืนทรัพย์สิน ที่เป็นของกรุงศรีอยุธยาคืนทั้งหมด สำหรับข้าราชการและราษฎรไทย ที่ยังอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ทางฝรั่งเศสจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา ผลการปฏิบัติดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับฝรั่งเศส สิ้นสุดลงตั้งแต่นั้นมา

พระอุปนิสัยแก้ไข

เดอ ลา ลูแบร์ ผู้แทนพิเศษของคณะราชทูตฝรั่งเศสมายังอาณาจักรอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2230 ปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้เขียนบันทึกลักษณะออกพระเพทราชาไว้ว่า[47]

"...Oc-Pra Pipitcharatcha : who though he has only the Title of Oc-Pra, is yet a very great Lord. The people love him becauſe he appears modetate ; and think him invulnerable, becauſe he expreſſed a great deal of Courage in ſome Fight againſt the Pegains : his Courage has likewiſe procur'd him the Favour of the King his Maſter. His Family has continued a long time in the higheſt Offices: is ſtequently allied to the Crown; and is it publickly repotted that he or his Son Oc-Louang Souracac may pretend to it, if either of them ſurvive the King that now Reigns."

— Simon de La Loubère, 1642-1729., Du Royaume de Siam, (1687)

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงพระนิพนธ์แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ความว่า[48]

"ออกพระพิพิธราชา ผู้มาตรว่าทรงยศเป็นแต่เพียงออกพระ ก็ยังมีศักดิ์มีอำนาจยิ่งใหญ่ ราษฎรก็รักใคร่นิยมนับถือมาก เพราะท่านเป็นคนใจดีสงบเสงี่ยม และพากันคิดว่าท่านเป็นคนมีวิชาความรู้ และเฉลียวฉลาดหลักแหลมน่านับถือ เพราะท่านเข้าใจผูกน้ำใจไพร่พลและกล้าหาญ เห็นฝีมือคราวออกศึกรามัญ[หมายเหตุ 3] ความแกล้วกล้าสามารถในการศึกนี้ ทำให้พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตากรุณาไว้วางพระราชหฤทัยมาก วงศ์ตระกูลของออกพระเพทราชาได้รับราชการแผ่นดินในตําแหน่งสูงสืบต่อกันมาช้านานหลายชั่วมีทางเกี่ยวข้องในราชสมบัติหลายแง่จนคนโจษกันแซ่แทบไม่เป็นการปิดบังว่า ตัวท่านหรือบุตรของท่านออกหลวงสรศักดิ์นั้น อาจจะคิดเอาราชสมบัติได้ ถ้าคนใดคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่"

— กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (ทรงพระนิพนธ์แปล)., จดหมายเหตุลาลูแบร์ เล่มที่ 2, (2505)

ในประชุมพงศาวดาร ตอน โกษาปานไปฝรั่งเศส กล่าวสอดคล้องตามจดหมายเหตุ ลา ลู แบร์ ว่า[49]

"ออกพระเพทราชาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ราษฎรชอบพอมาก เพราะใจคอเยือกเย็น และลือกันว่าเป็นคนคงกะพันชาตรียิงไม่ออก ฟันไม่เข้าถึงพระรายณ์เองก็ทรงโปรดมาก เพราะเคยไปสงครามมีชัยชนะแก่พระเจ้าตองอูมา......ตามเสียงตลาดที่โจษกันทุกวันนี้มักนิยมถือกันว่า ถ้าพระนารายณ์สิ้นพระชนม์ลงเมื่อใด ออกพระเพทราชากับลูกชายชื่อออกหลวงสรศักดิ์มีหวังที่จะสืบราชสมบัติยิ่งกว่าใครๆ......มารดาของออกพระเพทราชานั้นเคยเป็นนางนมของในหลวงเดี๋ยวนี้เหมือนกับมารดาของเจ้าคุณอัครราชทูตซึ่งเคยถวายนมแก่พระองค์เหมือนกัน"

— ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ 33 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๙ - ๖๑), (2512)

เหตุการณ์ในรัชสมัยแก้ไข

ขับไล่ฝรั่งเศสออกจากสยาม (พ.ศ. 2231)แก้ไข

เหตุการณ์ขับไล่ฝรั่งเศสจากสยามเป็นเหตุการณ์สืบต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังจากที่สมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

เมื่อ ปี พ.ศ. 2230 เมื่อคราวคณะราชทูตไทยซึ่งออกไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสเดินทางกลับสยาม ราชสำนักฝรั่งเศสก็ได้ส่งคณะราชทูต โดยมีลา ลูแบร์ เป็นผู้แทนพิเศษ และเซเบอแร ดูว์ บูแล เป็นอุปทูต มายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาทางการค้าฉบับก่อน[50] และชักจูงให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเข้ารีตในศาสนาคริสต์ พร้อมกับกำลังทหารพร้อมอาวุธทันสมัยมีอนุภาพเหนือกว่าอยุธยามากเข้ามาประจำการที่บางกอกและเมืองมะริด (ทวาย) โดยมีนายพลเดส์ฟาร์จเป็นผู้ควบคุมกำลังทหารนั้น

 
กองทหารสยามปิดล้อมป้อมวิชเยนทร์ซึ่งทหารฝรั่งเศสยึดไว้เป็นที่มั่น ระหว่างการปฏิวัติภายใต้การนำของพระเพทราชาในปี พ.ศ. 2231

ออกพระเพทราราชา จางวางกรมพระคชบาลควบตำแหน่งรักษาการสมุหกลาโหม ไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างประเทศของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช[51] และเคยติงเรื่องนี้ในที่ประชุมขุนนางต่อหน้าพระพักตร์มาก่อน แม้ทรงพระพิโรธการดิงของออกพระเพทราชาแต่ทรงระงับไว้ไม่ได้ลงพระราชอาญา ตั้งแต่นั้นมา ออกพระเพทราราชาจึงจับตาดูการเคลื่อนไหวจับตาดูการเคลื่อนไหวของออกญาวิไชยเยนทร์เป็นพิเศษและทราบว่า[52]

"เมอซิเออร์คอนซตันซ์ก็มีใจคิดร้ายอยู่ด้วย พวกข้าราชการที่รู้เท่าเมอซิเออร์คอนซตันซ์ก็ไม่กล้าพูด แต่ก็ได้พยายามช่วยกันป้องกันไม่ให้เมอซิเออร์คอนซตันซ์ได้ทำการร้ายขึ้นได้"

เมื่อปี พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระประชวรด้วยโรคไอหืดมีพระอาการแย่ลงอย่างมาก เปิดโอกาสให้ออกพระเพทราชาซึ่งมีตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชิงกระทำการรัฐประหาร ออกพระเพทราชาจึงเข้ายึดพระราชวังละโว้ทันทีในวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2231 โดยมีออกหลวงสรศักดิ์เป็นกำลังสำคัญและยังมีแนวร่วม 3 กลุ่ม คือ กลุ่มชาวเมืองกรุงศรีอยุธยา กลุ่มขุนนางในราชสำนักที่แตกเป็นฝักเป็นฝ่าย และกลุ่มพระสงฆ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมเด็จพระสังฆราช วัดราชา เมืองลพบุรี เป็นฐานกำลังสำคัญและอาจใช้เป็นกำลังรบหากจำเป็น ต่อมาออกพระเพทราชาได้ให้เจ้าพระยาสุรสงครามซึ่งเป็นบุคคลที่พระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) นับถือ ให้ไปบอกความว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า พระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) จึงถูกจับกุมตัวไปประหารชีวิตในคราวนั้น

"เมื่อวันที่เกิดเหตุการณ์ปฏิวัตินั้น ฟอลคอนได้รับคำสั่งให้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมกับนายทหารฝรั่งเศสอีก ๔ นาย มีอาวุธครบมือ เมื่อเข้ามาในบริเวณพระราชวัง พระเพทราชาและขุนนางกลุ่มหนึ่งคอยดักพบและจับกุมตัวไปสำเร็จโทษโดยที่ไม่มีโอกาสเข้าเฝ้า จากนั้นบ้านหลวงรับราชทูตก็ถูกตรวจค้น มาดามฟอลคอนภรรยาและลูกถูกจองจำ และปลดจากบรรดาศักดิ์ทุกระดับชั้น"

พันตรีโบชอง ผู้คุ้มกันฟอลคอนในขณะนั้น ได้เขียนบรรยายเหตุการณ์ไว้ว่า[53]

"เมอซิเออร์ก็องสต๊องส์เริ่มวิตกว่าจะไม่ได้พบพระเจ้าแผ่นดินและสังเกตเห็นว่าทหารต่างๆ ที่จุกช่องล้อมวงพระราชวังได้พยายามเข้ามาหาข่าวจากทหารที่ข้าพเจ้านำขึ้นไปจากบางกอกซึ่งประจำกองอยู่ใกล้ๆ กับพวกเขา เขาลงความเห็นว่าคงจะเกิดอะไรที่เลวร้ายสักอย่างหนึ่งเป็นแน่ จึงสั่งให้ข้าพเจ้าไปแจ้งกับทหารฝรั่งเศสว่าห้ามพูดคุยกับผู้อื่น"

วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2231 กองทหารฝรั่งเศสซึ่งประจำการอยู่ ณ บางกอก และเมืองมะริด (ทวาย) เปิดฉากรบปะทะต่อสู้กับฝ่ายสยามอันเป็นผลมาจาก นายพลเดส์ฟาร์จ (Chevalier Desfarges) แข็งข้อและไม่ยอมปฏิบัติตามความต้องการของออกพระเพทราชา[54] ต่อมาฝ่ายอยุธยาส่งทหารไปยังเมืองมะริด (ทวาย) เพื่อขับไล่กองทหารฝรั่งเศสอีกทาง จนถึงวันที่ 24 มิถุนายน กองทหารฝรั่งเศสที่เมืองมะริด (ทวาย) จึงเดินทางออกจากสยามไป ส่วนการรบพุ่งกับกองทหารฝรั่งเศสที่บางกอกยังคงยืดเยื้อต่อไปจนถึงปลายปี พ.ศ. 2231

 
การโจมตีของกองทัพชาวสยามกับกองทัพฝรั่งเศสที่ทวาย

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคต ออกพระเพทราชาจึงได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินและสถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวง คำให้การขุนหลวงหาวัด กล่าวว่า[55][56][57]

"ครั้นพระนารายณ์สวรรคตแล้ว เสนาอำมาตย์ทั้งปวงจึงปรึกษากันทั้งสิ้นแล้วก็พร้อมกันด้วยใจจงรักภักดีที่จักเอาเจ้าพระยาศรีสุรศักดิ์[หมายเหตุ 4]ให้ครอบครองกรุง ฝ่ายเจ้าพระยาศรีสุรศักดิ์นั้นมิได้สมัคยอมใจที่จะครองกรุง จึงปรึกษากันกับเสนาทั้งปวงว่าใหญ่กว่าเรานี้ยังมีอยู่ แล้วเราได้เรียกว่าเปนบิดาคือเจ้าพระยาสุรศรี[หมายเหตุ 5] เปนยอดใหญ่อยู่ในกรุงศรีอยุธยา แล้วก็ดีที่ในการบุราณทั้งชื่อสัตย์ มีอัชฌาอาศรัยทั้งใจตรงแล้วมีสติปัญญาทั้งศรัทธาวิรียก็บริบูรณ์อันเสนาทั้งปวงก็มิได้ยอมใจ ด้วยมิใช่เปนเชื้อเนื้อหน่อองค์พระนารายน์ ก็จำเปนจำต้องยอมใจด้วยบทพระธรรมนูญและอย่างธรรมเนียม ก็มีมาสิได้เรียกว่าเปนบิดาแล้วก็ควรที่จักทำการราชาภิเศก จึงยินยอมพร้อมใจกันทั้งสิ้นให้เจ้าพระยาสุรศรีครอบครองกรุง"

วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2231 หลังจากฝ่ายอยุธยากับฝรั่งเศสต่อสู้กันยืดเยื้อนานถึง 4 เดือน นายพลเดส์ฟาร์จ (Chevalier Desfarges) กับนายโวลอง เดส์ แวร์แกง (Volland Des Vergens)[58] รวมทั้งกองทหารฝรั่งเศสที่รักษาการอยู่ที่ป้อมบางกอกจำนวน 250 คน ยอมยกธงขาว นายพลเดส์ฟาร์จ จึงได้ลงนามทำสัญญาสงบศึกต่อสมเด็จพระเพทราชา[59]

สัญญาสงบศึกของสมเด็จพระเพทราชา ปรากฏในเอกสารของนายโวลอง เดส์ แวร์แกง ประกอบด้วย 9 ข้อ ดังนี้[60]

๑. พระเจ้าแผ่นดินสยามจะให้ชาวฝรั่งเศสยืมเรือ ๒ ลำ พร้อมอุปกรณ์ครบเพื่อที่จะบรรทุกทหารฝรั่งเศสทั้งหมด เดินทางออกไปจากสยาม โดยฝ่ายไทยจะนำเรือมาจอดไว้ให้ฝรั่งเศสตรวจสภาพก่อนออกเดินทาง

๒. ให้ท่านสังฆราช เดอ เมเตลโลโปลิส และคณะบาทหลวง พร้อมด้วยนายเวเรต์เป็นตัวประกันจนกว่าที่เรือทั้ง ๒ ลำ จะถูกส่งกลับคืนมาและจนกว่าจะมีการส่งมอบเงินรายได้จากการค้ากับบริษัทฝรั่งเศสซึ่งฟอลคอนอ้างว่าเป็นของตน

๓. ให้กองทหารฝรั่งเศสที่รักษาป้อมออกจากป้อมได้โดยมีพิธีการตามที่ปฏิบัติกันในยุโรป และให้นำสิ่งของที่เป็นของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสกลับไปด้วย เช่น ปืนใหญ่ ดินปืน ระเบิดมือ ฯลฯ และให้ชาวสยามจัดหาเสบียงอาหารและของจำเป็นอื่นๆ ให้เพียงพอระยะเวลา ๑ ปี โดยชาวฝรั่งเศสจะเป็นผู้จ่ายเงิน

๔. ให้บาทหลวงทำงานเผยแผ่ศาสนาต่อไปได้อย่างเสรี

๕. ให้บาทหลวงเจซูอิตเป็นผู้เลือกเองว่าจะดำเนินงานต่อไป หรือจะออกไปจากอาณาจักร โดยได้รับสิทธิพิเศษตลอดจนเกียรติยศตามเดิม

๖. ให้บริษัทการค้าฝรั่งเศสดำเนินกิจการต่อไปได้โดยได้รับสิทธิพิเศษตามเดิม

๗. เพื่อให้เกิดความมั่นใจในสัญญาและมิให้ผิดสัญญากันทั้งสองฝ่าย ให้มีตัวประกันทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายไทยเป็นขุนนางระดับสูง ส่วนทางฝรั่งเศสได้แก่นายพลจากป้อมบางกอก เมอซิเยอร์ เชอวาลิเย่ร์ เดส์ฟาร์จ และนายเวเรต์

๘. ให้ตัวประกันฝ่ายสยามลงเรือลำเดียวกับนายพลเดส์ฟาร์จ ส่วนตัวประกันฝ่ายฝรั่งเศสจะลงเรืออีกลำหนึ่งตามไปในระยะไม่เกินวิถีกระสุน และการแลกเปลี่ยนตัวประกันจะกระทำเมื่อถึงด่านขนอนสุดท้ายที่ปากน้ำ

๙. ในทุกกรณี ให้นายพลเดส์ฟาร์จคืนป้อมบางกอกให้แก่พระเจ้ากรุงสยาม ตามสภาพที่เป็นอยู่ขณะนั้นพร้อมด้วยทุกอย่างที่เคยเป็นของพระเจ้ากรุงสยาม

นายพลเดส์ฟาร์จจึงคุมทหารฝรั่งเศสออกไปอย่างสันติโดยเรือ 2 ลำชื่อสยามกับละโว้ นอกจากนี้สมเด็จพระเพทราชายังทรงให้ยืมเงิน 45,000 แฟรงค์ เพื่อเป็นค่าเดินทางพร้อมปล่อยตัวบุตรชายของนายพลเดส์ฟาร์จ 2 คน และยังมีชาวฮอลันดาช่วยหาเรือและจัดเสบียงอาหารแก่พ่อค้าและบาทหลวงชาวฝรั่งเศส กองกำลังทหารฝรั่งเศสจึงได้เดินทางนอกกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2231[61]

แม้มีข้อสัญญาสงบศึก ปรากฏว่ามีบรรดาบาทหลวงบางส่วน และชาวคริสเตียนถูกจับขังจำนวนมาก โบสถ์คริสต์ถูกปิดและถูกปล้นทำลาย การเผยแพร่คริสตศาสนาที่เคยรุ่งเรืองในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็อยู่ในสภาพตกต่ำจนต้องล้มเลิกไปตลอดรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา มีคณะบาทหลวงฝรั่งเศสที่ยังพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ได้เขียนบันทึกความโหดเหี้ยมทารุณกรรมนักโทษชาวคริสเตียน และยังออกไปให้ทำงานหนักหลายอย่างตั้งแต่เช้าจรดเย็น เช่น ขนดิน ขนอิฐ ขนขยะ ล้างท่อ ล้างที่ทิ้งอุจจาระ ลากเสา ลางซุง เป็นต้น

ปรากฏในจดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ความว่า[62]

"ในครั้งนั้นบรรดาชาวต่างประเทศมีความประหลาดใจมากที่ได้เห็นชาวยุโรปในเมืองไทย ทั้งนักเรียนอายุ ๑๓ ขวบ ๑๔ ขวบ ตลอดจนมิชชันนารีซึ่งหน้าตาแสดงความบริสุทธิ์ของตัว ต้องถูกลากไปตามถนน และถูกบีบคั้นไม่ผิดกันกับพวกผู้ร้ายอย่างสำคัญและผู้ร้ายที่ฆ่าคนตาย ถ้าพวกคริสเตียนล้มลงด้วยอ่อนเพลียเพราะความไม่สบาย หรือแดดเผาจนร้อน หรือเหน็ดเหนื่อยเต็มที ประเดี๋ยวก็ต้องลุกขึ้นได้ด้วยไม้ตี ในตอนเช้าเวลาเดินไปทำงานและตอนเย็นเวลากลับ พวกนี้ต้องขอทานตามประตูบ้านและตามร้านทุก ๆ แห่ง พวกชาวบ้านก็ให้ข้าวบ้าง ปลาเค็มบ้าง เบี้ยซึ่งใช้กันต่างเงินบ้าง และให้เหมือนกับนักโทษไทยและมอญที่ต้องร้อยโซ่ติดเป็นพวงเดียวกันไป"

กบฏธรรมเถียร (พ.ศ. 2233)แก้ไข

กบฏธรรมเถียร หรือกบฎพระมอญ[63] เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2233[64] ราวเดือนเมษายน ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ผู้ก่อกบฏชื่อ ธรรมเถียร เป็นพระสึกใหม่เคยต้องโทษอาญาที่ตะนาวศรี และเป็นบัณฑิต[65] อาศัยอยู่แขวงเมืองนครนายก[66] เคยเป็นข้าหลวงเดิมของเจ้าฟ้าอภัยทศ หลังสมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เจ้าฟ้าอภัยทศจึงถูกสำเร็จโทษ ธรรมเถียรจึงหนีไปบวชระยะหนึ่ง หลังจากสึกจึงคิดก่อกบฏหมายจะชิงราชสมบัติจากสมเด็จพระเพทราชา โดยใช้อุบายหลอกลวงชาวบ้านด้วยการปลอมตัว และประกาศตนเองแอบอ้างว่าเป็นเจ้าฟ้าอภัยทศ และยังทำกิริยาและน้ำเสียงพูดจาเหมือนพระขวัญ[67] ชาวบ้านต่างพากันหลงเชื่อเป็นอันมากเนื่องจากธรรมเถียรติดไฝดำไฝแดงที่ใบหน้า[68] จึงคล้ายกับพระพักตร์ของเจ้าฟ้าอภัยทศ และชาวบ้านต่างเลื่องลือว่าพระขวัญนี้มีบุญญาธิการ

ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์วัดพระเชตุพน ความว่า[69]

"ลุศักราช ๑๐๔๒ ปีชวด ฉศก ขณะนั้นเกิดกบฏ ไอ้ธรรมเถียรข้าหลวงเดิมเจ้าฟ้าอภัยทศ เป็นจราจลในจังหวัดแขวงหัวเมืองนครนายก และอ้ายธรรมเถียรกระทำการโกหกติดไฝที่หน้าให้เหมือนเจ้าฟ้าอภัยทศ สำแดงแก่ชาวชนบทประเทศทั้งปวงว่าตัวเป็นเจ้าฟ้าอภัยทศ"

ธรรมเถียรจึงได้ขี่ช้างพลายกาง พร้อมทาสควาญช้างคนสนิทชื่อ คุลา หรือกุลา[70] ยกพรรคพวกซ่องสุมผู้คนเรื่อยมาตั้งแต่เมืองสระบุรีและขุนละครมีผู้คนทั้งชาวบ้านชาวนาต่างหอบดาบ คันหลาว คานหอบข้าว และเคียวเข้าร่วมกบฏเป็นจำนวนมาก[71]

เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2233 ธรรมเถียรยกกองกบฏมาตั้งที่พระตำหนัก พระราชวังหลวง ตั้งอยู่ทางเหนือใกล้กับกรุงศรีอยุธยา ยังมีขุนนางเข้าร่วมกบฏธรรมเถียรด้วย เช่น หลวงเทพราชา ผู้รักษาวัง เข้าร่วมกบฏพร้อมนำเครื่องสูงมาให้ ขุนศรีคชกรรม์เข้าร่วมกบฏพร้อมนำช้างพลายมงคลรัตนาศน์มาให้[72] ธรรมเถียรจึงตั้งให้เป็นอํามาตย์ให้ขึ้นขี่ช้างกั้นเศวตฉัตรคุมพรรคพวกประมาณ 2,000 คน[73] แล้วจึงให้พรรคพวกคนสนิทลอบไปนิมนต์พระพรหม เจ้าอาวาสวัดปากคลองช้าง ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและเจ้าฟ้าอภัยทศ บอกความแก่เจ้าอาวาสว่าเจ้าฟ้าอภัยทศ เสด็จมาอยู่ที่ตำหนักพระราชวังหลวงได้ 3 วันแล้ว พระพรหมเจ้าอาวาสได้ฟังนั้นจึงกล่าวความแก่คนสนิทธรรมเถียร พวกคนสนิทได้ฟังนั้นจึงกลับไปบอกความกันแล้วต่างพากันแตกหนีออกมา ความว่า[74]

"ถ้าแลลูกกูอยู่จริง ไหนเลยจะอยู่แต่ที่พระนครหลวงเล่า สูเจ้าอย่าเชื่อถือ ถ้าแลผู้ใดเชื่อถือมัน ผู้นั้นก็จะพลอยตายเสียเปล่าเป็นมั่นคง"

เมื่อปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2233 รุ่งเช้าวันถัดมาธรรมเถียรขึ้นขี่ช้างจัดแจงเครื่องสูงอย่างเจ้าเสด็จ แล้วรี้พลพร้อมศัสตราวุธต่างๆ มาทางคลองบ่อโพง (ตำบลบ่อโพง) เข้ามายังเพนียดคล้องช้างอย่างไร้ระเบียบ ในขณะนั้นกรมพระราชวังบวรพระมหาอุปราชสรศักดิ์ กำลังเสด็จทรงช้างพระที่นั่งอยู่ มีผู้มากราบทูลกรมพระราชวังบวรจำนวนมากจึงทรงตกพระทัยแล้วมีพระราชบัณฑูรให้ตำรวจไปสืบดู และทราบว่าเจ้าฟ้าอภัยทศยกทัพมา กรมพระราชวังบวรทรงตรัสแก่ พันชัยธุช ซึ่งขี่ควายถือธงนำทัพกบฏธรรมเถียรเข้ามายังเพนียด ว่า "ยกมาก็สู้กัน เราจะกลัวอะไร"[75]

ต่อมากรมพระราชวังบวรพระมหาอุปราชสรศักดิ์ มีพระบัณฑูรตรัสให้ ขุนอินทราธิบาล นำมูลเหตุไปกราบทูลสมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระเพทราชาจึงทรงช้างต้นพลายมงคลจักรพาฬเสด็จไปวังหน้าและมีรับสั่งให้มหาดเล็กอัญเชิญ พระแสงขอพลพ่าย[หมายเหตุ 6] ซึ่งเป็นพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อคราวชนช้างกับพระมหาอุปราชาแล้วทรงฟัดคอขาดด้วยพระแสงนี้ เพื่อใช้เป็นศราสตราวุธรบทัพจับศึกกบฏธรรมเถียรในคราวนั้น ส่วนกรมพระราชวังบวรเสด็จกลับรอรับศึกที่พระนครแทนตามคำกราบทูลของ เจ้าพระยาธรรมา เสนาบดีจตุสดมภ์กรมวัง จึงไม่ได้ทรงเสด็จรับศึก ณ ที่ เพนียด

เมื่อกรมพระราชวังบวรพระมหาอุปราชสรศักดิ์ เสด็จไปถึงบนป้อมมหาไชย ธรรมเถียรจึงขี่ช้างเข้ามาทางวัดมหาโลก กรมพระราชวังบวรจึงมีพระบัณฑูรตรัสให้ตำรวจไปดูให้แน่แล้วทรงทราบว่าไม่ใช่เจ้าฟ้าอภัยทศ จึงมีพระบัณฑูรให้ยิงปืนใหญ่ 8 กระบอก กระสุนไปถูกช้างพลายธรรมเถียรจนล้มตาย พลฝ่ายหน้ากบฏธรรมเถียรแตกหนีกระจาย ธรรมเถียรได้รับบาดเจ็บเมื่อได้โอกาสจึงหนีไปซุกซ่อนตัวที่สวนดอกไม้ ณ วัดสีฟัน และถูกจับตัวในวันรุ่งขึ้น ใช้เวลา 3 วัน จึงปราบกบฏธรรมเถียรได้สำเร็จ เค็มพ์เฟอร์ ได้เขียนบันทึกไว้ว่า ธรรมเถียรถูกแห่ประจานทั่วพระนคร 3 วันแล้วจึงถูกประหารชีวิตโดยถูกเพชฌฆาตจับแหวกท้องทั้งเป็นแล้วทิ้งไส้ให้หมากิน[77] ส่วน คุลา ทาสควาญช้างคนสนิทถูกจับได้ที่ตำบลวัดขนานป่าข้าวสารแล้วถูกประหารชีวิต ช้างพลายที่ยังรอดบางส่วนถูกจับได้นำถวาย ช้างบางส่วนหนีเข้าป่าไปจำนวนมากจนส่งผลให้แขวงเมืองสระบุรี เมืองลพบุรี และแขวงขุนละครร้างหลายตําบล[78][79] บรรดาไพร่พลที่หลงเชื่อเข้าร่วมกับกบฏธรรมเถียรนั้นได้รับการปล่อยตัวไปไม่ได้ถูกลงพระราชอาญา

สมเด็จพระเพทราชาทรงพระราชทานอภัยโทษ ทรงตรัสว่า[80]

"มันเป็นคนโมหะ หาปัญญามิได้ ปล่อยมันเสียเถิด อย่าเอาโทษเลย"

กบฏหัวเมืองนครราชสีมา และเมืองนครศรีธรรมราช (พ.ศ. 2234)แก้ไข

กบฏหัวเมืองนครราชสีมาและเมืองนครศรีธรรมราชเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2234 ในรัชกาลพระองค์[81] คือ กบฏพระยารามเดโช (ชู) ขุนศึกมุสลิมชาวเมืองไทรบุรี และกบฏพระยายมราช (สังข์) ซึ่งเคยเป็นขุนศึกคู่พระทัยและเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ทำให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ขึ้นครองราชย์ ทรงโปรดเกล้าฯ ตั้ง พระยารามเดโช (ชู) เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ดูแลหัวเมืองใต้อันห่างไกลต่างพระเนตรพระกรรณ และพระยายมราช (สังข์) เป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ครั้นสมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สร้างความไม่พอใจให้พระยารามเดโช (ชู) และพระยายมราช (สังข์) จึงก่อการกบฏแข็งเมืองไม่ยอมถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่กรุงศรีอยุธยา เป็นเหตุให้สมเด็จพระเพทราชาทรงพระพิโรธ ปรากฏความว่า[82][83]

"ในศักราช ๑๐๔๘ ปีขาลอัถสกนั้น กรมการเมืองไชยาบอกข้อราชการเข้ามาถึงกรมพระกลาโหม ในลักษณะนั้นว่า เจ้าพระยานครครีธรรมราชเป็นกบฎแข็งเมือง แลซ่องสุมผู้คนเครื่องสาตราอาวุธเป็นอันมากจะยกเข้ามาตีหัวเมืองฝ่ายตะวันตกทั้งปวงได้หัวเมืองทั้งปวงแล้ว จะยกเข้าไปทําลายกรุง อนึ่งนายสังข์ ยมราช เจ้าเมืองนครราชสีมา ซึ่งหนี ไปได้นั้นพาสมัครพรรคพวกออกไปตั้งอยู่ ณ พรมแดนเมืองนครศรีธรรมราช แลแขวงไชยาต่อกัน แลคิดการกบฏเข้าด้วยพระยานครศรีธรรมราชอีก"

จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสีหราชเดโช ยกทัพไปตีหัวเมืองนครราชสีมา ซึ่งพระยายมราช (สังข์) เป็นเจ้าเมืองอยู่ แต่พระยายมราช (สังข์) รักษาเมืองไว้ได้มั่นคง พระยาสีหราชเดโชจึงตีเมืองไม่สำเร็จ สมเด็จพระเพทราชาจึงมีรับสั่งให้กุมตัวแม่ทัพนายกอง แล้วลงพระราชอาญาให้โบย แล้วริบทรัพย์จากนั้นจึงประหารชีวิต ปรากฏใน จดหมายของบาทหลวงโบรลต์ เขียนไปส่งยังกรุงปารีสเมื่อ ค.ศ. 1700 (ปี พ.ศ. 2243) ความว่า[84]

"หาไม่คงถูกประหารชีวิตเหมือนขุนนางผู้ใหญ่ ๔๘ คน ที่ไปตีนครราชสีมาไม่สำเร็จ ถูกสังสัยว่าเข้ากับกบฏเลยรับสั่งให้จับมาตระเวนกลางเมืองแล้วสับฟันศีรษะเป็นแฉก ๆ ตัดแขนตัดขาผ่าอกชกต่อยทรมานอย่างน่าทุเรศ แล้วก็ฟันเอาศีรษะขาดไปเสียบไว้ที่บนกำแพงพระนคร"

ต่อมาสมเด็จพระเพทราชาทรงแต่งทัพอีกครั้ง มีพระราชบัญชาโปรดให้อัครมหาเสบาดียกทัพไปตีเมืองนครราชสีมาอีกครั้งจำนวน 4 ทัพ ทหารกองทัพกรุงศรีอยุธยาได้ใช้กลอุบายเผาเมืองด้วยว่าวจุฬาผูกหม้อดิน[85] แล้วให้ทหารล่ามสายชนวนไปติดหม้อดินนั้น เมื่อว่าวลู่ลมลอยอยู่เหนือเมืองนครราชสีมาแล้วจึงจุดชนวนขึ้นทำให้หม้อดินระเบิดลุกเป็นไฟแล้วตกลงไปลุกไหม้บ้านเรือนของชาวเมืองนครราชสีมาเกิดความโกลาหลเป็นอันมาก แม้สมัยอยุธยามีกฎมณเฑียรบาลห้ามชักว่าวข้ามพระราชวังหากละเมิดมีโทษถึงตัดมือ[86][87] แต่ในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาได้นำว่าวมาใช้เพื่อปราบกบฏเจ้าเมืองนครราชสีมาจนสำเร็จ[88] รวมแล้วใช้เวลา 2 ปีเศษ จึงสามารถปราบกบฏพระยายมราช (สังข์) ได้ แต่พระยายมราช (สังข์) และพรรคพวกหลบหนีไปยังเมืองนครศรีธรรมราชได้ สร้างความไม่พอพระราชหฤทัยแก่สมเด็จพระเพทราชาอย่างยิ่ง จึงแต่งทัพโดยมี พระยาสุรสงคราม (ขุนองค์) เป็นแม่ทัพหลวง พระยาเพชรบุรีเป็นเกียกกาย พระยาสุรเสนาเป็นยุกกระบัตร พระยาราชบุรีเป็นทัพหลัง และพระยาราชบังสัน (ฮัสสัน หรือ หะซัน)[89] เป็นผู้คุมทัพเรือรวมเป็นกองทัพกรุงศรีอยุธยาโดยมีกำลังพล[90] 10,000 นาย กองช้าง 300 เชือก เรือรบ 100 ลำ และทหารสบทบอีก 500 นาย แล้วจึงโปรดให้ยกทัพทั้งหมดลงไปสมทบกันที่เมืองไชยา

ครั้นกองทัพกรุงศรีอยุธยายกทัพทางบกและเรือเข้ามาประชิดถึงบ้านท่าข้าม บริเวณค่ายหัวควนท่าข้ามซึ่งเป็นตั้งของชุมนุมพระยายมราช (สังข์) จึงเข้าปะทะกันเป็นเพลาหลายวันจนกระทั่งชุมนุมพระยายมราช (สังข์) แตก พระยายมราช (สังข์) และพรรรคพวกถึงแก่กรรม ต่อมาพระยาสุรสงคราม (ขุนองค์) จึงยกทัพหลวงเข้าโจมตีเมืองนครศรีธรรมราชโดยมีพระยารามเดโช (ชู) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช พร้อมบุตรชาย 2 คน ชื่อ ตวนกูนาด และตวนกูกลาย เป็นขุนศึกร่วมรบ ทั้งสองฝ่ายรบปะทะกันอย่างดุเดือดเป็นสามารถ สงครามยืดเยื้อยาวนานถึง 3 ปี ทัพของพระยาสุรสงคราม (ขุนองค์) จึงเข้าล้อมเมืองนครศรีธรรมราชทำให้ทัพพระยารามเดโช (ชู) ไม่อาจสู้รบต่อได้จึงพากันหลบหนีฝ่ากองทัพกรุงศรีอยุธยา พระยารามเดโช (ชู) กับพวกหนีไปทางตะวันออกได้ชิงเอาเรือของทัพพระยาราชบังสัน (ฮัสสัน) แล้วหนีไปเมืองไทรบุรีได้สำเร็จ ต่อมาพระยาราชบังสัน (ฮัสสัน) ผู้คุมทัพเรือถูกพระยาสุรสงคราม (ขุนองค์) ประหารชีวิตเนื่องจากถูกจับได้ว่าแอบช่วยศัตรูให้หลบหนีไปได้

ไข้ทรพิษระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในสมัยอยุธยา (พ.ศ. 2239)แก้ไข

เมื่อปี พ.ศ. 2239 ในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาเกิดไข้ทรพิษ หรือฝีดาษ (Smallpox) ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่เดือนมกราคม เด็กและผู้ใหญ่ต่างป่วยไข้ทรพิษล้มตายจำนวนมากเกือบ 80,000 คน[91] วัดต่างๆ ไม่มีที่ฝังศพ และมีศพคนตายนอนเกลื่อนกลาดตามทุ่งนาเป็นอันมาก ในขณะเกิดโรคระบาดนี้ สมเด็จพระเพทราชามีรับสั่งให้แพทย์ออกไปรักษาราษฎรที่ป่วยไข้ พร้อมพระราชทานยาและเงินแก่ราษฎรกันทั่วหน้า[92] และยังทรงแสดงความเป็นพุทธศาสนิกชนด้วยการจัดพิธีสวดมนต์เลี้ยงพระทั้งในและนอกพระนครหลายครั้ง นับว่าเหตุการณ์ไข้ทรพิษระบาดครั้งนี้เป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยา[93]

นอกจากโรคระบาดแล้ว ยังเกิดฝนแล้งและข้าวยากหมากแพงจนหาซื้อไม่ได้ ทำให้ราษฎรวิตกเป็นอันมาก แต่แล้วเมื่อเดือนกันยายนเกิดฝนตกมากผิดปกติถึงเดือนพฤศจิกายนจนน้ำเข้าท่วมทุ่งนาถึง 2 เดือน สมเด็จพระเพทราชาได้ทรงจัดการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎรให้เบาบางลง ซึ่งมีบันทึกในหลักฐานชั้นต้นเป็นจดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส 2 ฉบับ เรื่อง ที่กรุงศรีอยุธยาเกิดไข้ทรพิษ[94] คือ จดหมายมองซิเออร์ ปินโต (Antoino Pinto) ถึงมองซิเออร์ บาเซต์ วันที่ ๑๐ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๖๙๖ (พ.ศ. ๒๒๓๙) ฉบับหนึ่ง และจดหมายมองซิเออร์ โปเก (Pocquet) ถึง ผู้อำนวยการคณะการต่างประเทศ วันที่ ๒๗ เดือนธันวาคม ค.ศ. ๑๖๙๖ (พ.ศ. ๒๒๓๙) อีกฉบับหนึ่ง ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ได้กล่าวเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน ความว่า[95]

"ครั้นอยู่มาศักราช ๑๐๖๐ ปีเถาะเอกศก (พ.ศ. ๒๒๔๑)..." "...ขณะนั้นให้เกิดพยาธิโรคป่วยไข้ชนก็ตายเป็นอันมาก ในปีนั้นน้ำมากเหลือขนาดท่วมไร่นาเรือกสวน"

แม้ความในพระราชพงศาวดารคลาดเคลื่อนจากจดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศสทั้ง 2 ฉบับถึง 2 ปี แต่ในประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่มที่ 11 ระบุว่า "...พ.ศ. ๒๒๔๑ ตรงในแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา"[96] (ตรงกับปีที่พระเจ้าอังวะศิริปวรมหาธรรมราชา หรือ พระเจ้ามังกะยอดิน สิ้นพระชนม์เมื่อปีขาล) ส่วน สุวิทย์ ธีรศาศวัต ระบุว่า ความในพระราชพงศาวดารที่กล่าวมาเป็นปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ (พ.ศ. 2246-51)[97]

กบฏบุญกว้าง (พ.ศ. 2241-2243)แก้ไข

กบฏบุญกว้างเป็นกบฎลาว เกิดกบฏขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2241[98] รัชกาลของสมเด็จพระเพทราชา[99] นายบุญกว้าง เป็นชาวลาวอยู่แขวงเมืองลาวตะวันออก[100] ได้แสดงตัวว่าเป็นผู้วิเศษมีความรู้วิชาคาถาอาคมไสยศาสตร์ นายบุญกว้างนำพรรคพวก 28 คนเข้ายึดเมืองนครราชสีมา โดยทำคุณไสยปราบเจ้าเมืองและเหล่าขุนนาง[101] ปรากฏความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล ความว่า[102]

"ลุศักราช ๑๐๕๔ ปีวอก จัตวาศก ขณะนั้นเกิดกบฎลาวคนหนึ่งชื่อบุญกว้าง อยู่ ณ แขวงหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก มีความรู้วิชาการดี แลมีสมัครพรรคพวก ๒๘ คน คิดอ่านทําการกบฏตั้งตัวว่าเป็นผู้มีบุญ..."

พระยานครราชสีมาไม่สามารถปราบได้ จึงปรึกษากับกรมการเมืองแล้วทำกลอุบายล่อลวงให้นายบุญกว้างยกทัพไปตั้งที่เมืองลพบุรี และหมายจะให้ยกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา นายบุญกว้างเห็นชอบด้วยแต่หารู้ไม่ว่าเป็นกลอุบาย จึงให้พระยานครราชสีมาจัดทัพประกอบด้วยกำลังพลกว่า 4,000 นาย ช้าง 84 เชือก ม้า 100 ตัว พร้อมศาสตราวุธเป็นดาบ หอก ทวน และปืนครบถ้วน[103] ครั้นพระยานครราชสีมาจัดทัพให้นายบุญกว้างเสร็จ นายบุญกว้างจึงได้ยกทัพออกจากเมืองนครราชสีมาผ่านมายังเมืองบัวชุม เมืองชัยบาดาลแล้วมาตั้งทัพที่เมืองลพบุรี ซ่องสุมผู้คนได้เป็นจำนวนมาก

ต่อมา พระยานครราชสีมาจึงแต่งหนังสือลับถึง เจ้าพระยาจักรี เสนาบดีสมุหนายก ให้นำขึ้นกราบทูลพระกรุณาแก่สมเด็จพระเพทราชาทราบมูลเหตุทั้งปวง และฝ่ายกรมการเมืองสระบุรี เมืองบัวชุม เมืองชัยบาดาล จึงแต่งหนังสือถึงเจ้าพระยาจักรีด้วยเช่นกันว่าเมืองนครราชสีมาเป็นกบฏ เจ้าพระยาจักรีสมุหนายก จึงนำหนังสือทั้ง 2 ฉบับขึ้นกราบทูลสมเด็จพระเพทราชา เมื่อทราบมูลเหตุแล้วจึงทรงพระพิโรธมีดำรัสสั่งอัครมหาเสนาบดีให้เตรียมกำลังพล โดยจัดให้พระยาสุรเสนาเป็นแม่ทัพหลวง และท้าวพระยาอาสาหกเหล่าทั้งปวงเป็นยุกระบัตร เกียกกาย กองหน้า และกองหลังยกทัพไปตีทัพนายบุญกว้างที่เมืองลพบุรี

ครั้นพระยาสุรเสนาเคลื่อนทัพหลวงจากกรุงศรีอยุธยาใกล้ถึงเมืองลพบุรี จึงทำหนังสือลับแก่พระยานครราชสีมานัดกองทัพเข้าล้อมทัพนายบุญกว้างพร้อมกัน เมื่อทัพหลวงของพระยาสุรเสนากับทัพพระยานครราชสีมาเข้าล้อมเมืองลพบุรีแล้วจึงจับกุมนายบุญกว้างและพรรคพวกรวม 28 คน แล้วส่งไปลงพระราชอาญาที่กรุงศรีอยุธยา นายบุญกว้างและพรรคพวกจึงถูกประหารชีวิตทั้งหมด

ผลจากการเกิดกบฏหลายครั้ง สมเด็จพระเพทราชาทรงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครอง[104] ดังนี้ โดยกำหนดให้ เจ้าพระยาจักรี อัครมหาเสนาบดีสมุหนายกฝ่ายพลเรือน ดูแลกำกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ และกำหนดให้ เจ้าพระยามหาเสนาบดี เสนาบดีสมุหพระกลาโหมฝ่ายทหาร ดูแลกำกับหัวเมืองฝ่ายใต้ เพื่อลดทอนอำนาจเจ้าเมืองหัวเมืองต่างๆ ลง และยังเพิ่มกำลังทหารแก่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลอีกด้วย

ลงพระราชอาญาโกษาปาน ราชทูตฝรั่งเศสรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์แก้ไข

ฟ. ฮีแลร์ ได้รวบรวมจดหมายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1923 (ตรงกับปี พ.ศ. 2466) เรื่อง ราชทูตถึงอสัญกรรม มีความในจดหมายของบาทหลวงโบรลต์ (พ.ศ. 2243) กล่าวถึง "ออกพระวิสุทรสุนทร อัครราชทูตเก่าพึ่งตายในเร็ว ๆ ไม่กี่เดือนนี้เอง"[105] ออกพระวิสุทรสุนทรผู้นี้คือ เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) (หรือเจ้าคุณอัครราชทูต) ว่าการพระคลัง เคยเป็นราชทูตออกไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่ในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชานั้นกลับไม่ทรงโปรด เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เหมือนเช่นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงระแวงไม่ไว้พระทัย และลงพระราชอาญาเฆี่ยนตี และใช้พระแสงดาบฟันจมูกเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) จนแหว่ง บรรดาภรรยาและบุตรธิดาก็ถูกจับ ถูกเฆี่ยน ถูกขัง และยังถูกริบทรัพย์สมบัติเสียหมดสิ้น เมื่อเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2243 บ้างก็ลือกันว่าแทงตัวเองตาย ถูกโบยด้วยเชือกจนตาย หรือถูกหมอจีนวางยาเบื่อให้ตาย ส่วนศพเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ก็ถูกนำไปฝังไว้ที่วัดใกล้เคียงบ้านในเวลากลางคืนอย่างเงียบๆ โดยไม่มีพิธีรีตองใดผิดกับงานศพเสนาบดีผู้ใหญ่ที่มักจัดให้สมเกียรติ ปรากฏใน จดหมายของบาทหลวงโบรลต์ เขียนไปส่งยังกรุงปารีสเมื่อ ค.ศ. 1700 (ปี พ.ศ. 2243) ความว่า[106]

"ครั้งหนึ่ง เมื่อ ๔ ปีล่วงมานี้แล้ว (ภายหลังกลับจากฝรั่งเศส ๘ ปี) กำลังเฝ้าอยู่หน้าพระที่นั่ง จะทรงกริ้วอย่างไรไม่ปรากฏ ทรงคว้าพระแสงดาบฟันเอาราชทูตจมูกแหว่ง ดูน่าอุจาดและสงสารที่สุด นับแต่วันนั้นมาก็มีแต่ถูกระแวงสงสัยทุกอย่าง ไม่เป็นอันกินอันนอนเป็นปกติดังเดิม ค่าที่ถูกแกล้งจากราชวงศ์ไม่มีที่สิ้นสุด ลงปลายธิดาใหญ่ของท่านคน ๑ บุตรชายของท่าน ๓ คน ภรรยาหลวงและอนุภรรยาของท่านก็ถูกจับ ถูกเฆี่ยน ถูกขัง ทั้งนั้น ซ้ำก่อนเมื่อวันที่ท่านจะตายสัก ๒-๓ วันก็ได้ถูกริบทรัพย์สมบัติเสียหมด บางคนถึงกับลือกันว่า ที่ท่านตายนี้มิใช่อื่นไกลเลย ท่านแทงตัวเองตาย เพราะทนไม่ไหวเสียแล้ว..."

การสวรรคตแก้ไข

เมื่อปี พ.ศ. 2246 เดือนสาม[107] สมเด็จพระเพทราชาทรงประชวรหนักอยู่ ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์มหาปราสาทจวนใกล้เสด็จสวรรคตนั้น[108]

"ครั้นถึงเดือนสาม สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระประชวรลงได้ประมาณ ๑๕ วัน และพระโรคนั้นกําเริบหนักลงจะเสวยพระกระยาหารก็ไม่ได้ เกือบใกล้สวรรคตอยู่แล้วแลพระราชวงศานุวงศ์ และท้าวข้าทูลละอองธุรีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งหลายก็เข้าไปนอนอยู่ในพระราชวังพร้อมกันสิ้น..."

เกิดเหตุการณ์กรมพระราชวังบวรพระมหาอุปราชสรศักดิ์ จับเจ้าพระขวัญไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์[109] ในตำหนักแล้วให้ข้าหลวงนำพระศพไปฝัง ณ วัดโคกพระยา ด้วยทรงตรัสเห็นเจ้าพระขวัญกับกรมหลวงโยธาทิพนั้นเป็นที่รักใคร่ของประชาราษฎร์ทั้งปวง มีขุนนางให้ความนิยมนับถือกันมาก กรมหลวงโยธาทิพ จึงเสด็จเข้าเฝ้าสมเด็จพระเพทราชากราบทูลมูลคดีทั้งปวง สมเด็จพระเพทราชาได้ทรงฟังก็ตกพระทัยอาลัย ทรงพระพิโรธกรมพระราชวังบวรฯ และทรงไม่ให้ราชสมบัติทรงดำรัสว่า "กูไม่ให้ราชสมบัติแก่ไอ้สามคนพ่อลูกนี้แล้ว ๆ"[107] สมเด็จพระเพทราชาทรงตรัสเรียกหาเจ้าพระพิไชยสุรินทร์ราชนัดดาให้เข้าเฝ้าและพระกรุณามอบเวนราชสมบัติให้แก่ เจ้าพระพิไชยสุรินทร์ แทน (ในกาลภายหลังเจ้าพระพิไชยสุรินทร์ได้ถวายราชสมบัติแด่กรมพระราชวังบวรพระมหาอุปราชสรศักดิ์)

ในเพลาราตรีในคืนนั้น สมเด็จพระเพทราชาก็เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ในเดือน ๔ ปีฉลูนพศก ลุศักราชได้ ๑๐๕๙ นั้นตรงกับปี พ.ศ. 2246[110] สิริพระชนมายุได้ ๗๑ พรรษา[107] เช่นเดียวกับ พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ฉบับตัวเขียน ระบุว่าสวรรคต ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ขณะครองราชย์ได้ 15 ปี สิริพระชนมพรรษาได้ 71 พรรษา[111]

เมื่อปี พ.ศ. 2247[112] สมเด็จพระเจ้าสุริเยนทราธิบดี (พระเจ้าเสือ) โปรดให้สร้างพระเมรุถวายสมเด็จพระเพทราช เป็นพระเมรุเอกขนาดใหญ่[113] ขื่อ 7 วา 2 ศอก พระเมรุเป็นทรงปราสาทยอดพระปรางค์ 5 ยอด ล้อมรอบด้วยระเบียงคด (หรือสามสร้าง) บริเวณกึ่งกลางและมุมระเบียงคดมีอาคารทรงปราสาทยอดปรางค์ ซึ่งเป็นเมรุทิศ เมรุราย หรือเมรุทิศเมรุแทรก รอบพระเมรุพระบรมศพ และเมรุที่กึ่งกลางยังเป็นซุ้มประตู ตามที่ปรากฏในจิตรกรรมภาพกระบวนเชิญพระบรมศพสมเด็จพระเพทราชา มีมหรสพจุดดอกไม้เพลิงระทาใหญ่ 16 ระทาบูชาพระศพ ใช้เวลาสร้าง 11 เดือนจึงแล้วเสร็จ ปรากฏในพระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน ความว่า[114]

"...แล้วทรงพระกรุณาให้ช่างพนักงาน จับการทำพระเมรุมาศขนาดใหญ่ ขื่อเจ็ดวาสองศอก กอบด้วยเมรุทิษ เมรุแซรก แลสามสร้างพร้อม แลการพระเมรุมาศนั้น กำหนด ๑๑ เดือนจึ่งสำเรจ์ ลุะศักราช ๑๐๖๐ ปีขาน สำเรธ์ธิศก[หมายเหตุ 7] เดือน ๔ ได้สุภวารดิถีพิไชยฤกษ จึ่งให้อัญเชีญพระบรมโกษฐขึ้นประดิษถานเหนือพระมหาพิไชยราชถ แห่แหนเป็นกระบวนไป เข้าพระเมรุมาศตามหย่างแต่ก่อน แลให้ทิ้งทานต้นกามพฤกษ แลมีการมโหรศภต่างๆ ทุกประการ ครั้นค่ำให้จุดดอกไม้เพลีงต่างๆ สักาใหญ่ ๑๖ สักา บูชาพระบรมศภเปนมโหราธิการยิ่งนัก แลทรงสดับพระกอน พระสงฆ ๑๐๐๐๐ คำรบ ๗ วัน แล้วถวายพระเพลีง ครั้นดับพระเพลีงแล้ว แจงพระรูปทรงสดับพระกร พระสงฆอีก ๔๐๐ รูป แล้วเกบพระอัษฐิใส่พระโกษฐน้อย อันเชีญขึ้นพระราชยาน แห่เป็นขบวนเข้ามายังพระราชวัง จึ่งให้อันเชีญพระบรมโกษฐพระอัฐิบันจุไว้ ณะ ท้ายจระนำพระมหาวิหาร วัดพระศรีสรรเพชญดาราม"

แล้วเสด็จพระราชดำเนินถวายพระเพลิงพระโกศพระบรมศพสมเด็จพระเพทราชาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2247

พระราชกรณียกิจแก้ไข

การปฏิรูปการปกครองแก้ไข

สืบเนื่องจากการเกิดกบฏหลายครั้งในรัชสมัยของพระองค์ จึงทรงไม่ใว้วางพระทัยขุนนาง ทรงมีพระดำริจะลดบทบาททางการเมืองของขุนนางฝ่ายต่างๆ โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองใหม่จากเดิมที่ยึดรูปแบบการปกครองของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยกำหนดให้หัวเมืองฝ่ายเหนืออยู่ในความดูแลของสมุหนายก ดูแลรับผิดชอบทั้งกิจการทหาร พลเรือน และดูแลรับผิดชอบจตุสดมภ์ทั้ง 4 ฝ่ายในส่วนกลาง และหัวเมืองฝ่ายใต้อยู่ในความดูแลของสมุหพระกลาโหม ดูแลรับผิดชอบทั้งกิจการทหาร พลเรือน และกรมต่างๆ ที่ขึ้นกับฝ่ายทหารในส่วนกลาง ส่วนด้านการค้าขาย การคลัง การติดต่อชาวต่างชาติ รวมถึงการบังคับบัญชาหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก ทั้งกิจการทหารและพลเรือน ให้อยู่ในความดูแลของโกษาธิบดี ส่งผลให้เสนาบดีฝ่ายโกษาธิบดีมีอำนาจมากขึ้น[115]

ด้านการปกครองหัวเมืองส่วนภูมิภาค สำหรับหัวเมืองชั้นในซึ่งเป็นเขตราชธานีให้อยู่ภายใต้การดูแลของเมืองหลวงโดยตรง ทรงแต่งตั้งขุนนางจากส่วนกลางไปปกครองเรียกว่า ผู้รั้งเมือง มีกรมการเมืองและยกกระบัตร เป็นผู้ช่วย ส่วนหัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ หัวเมืองชั้นเอก ชั้นโท และชั้นตรี ทรงแต่งตั้งขุนนางจากส่วนกลางที่เป็นเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้สำเร็จราชการเมือง มีอำนาจสิทธิ์เด็ดขาดในการปกครองเมืองภายใต้การควบคุมดูแลของสมุหนายกและสมุหพระกลาโหม

ด้านการปกครองในราชธานี ทรงตั้งกรมใหม่ขึ้น เช่น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) พระราชทานให้ออกหลวงสรศักดิ์ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช ดูแลข้าราชการสังกัดวังหน้า นอกจากนี้พระองค์ยังทรงตั้งทำเนียบขุนนางวังหน้าโดยเพิ่มจำนวนกำลังทหารให้แก่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเพื่อเป็นกำลังป้องกันวังหลวงอีกทางหนึ่งด้วย และทรงตั้ง กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) พระราชทานให้นายจบคชประสิทธิ์ ทรงบาศขวา กรมพระคชบาล ซึ่งเป็นคู่คิดกระทำรัฐประหารยึดอำนาจสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดูแลข้าราชการสังกัดวังหลัง

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงตรากฏหมายเพิ่มเติม 3 ฉบับ[116] เช่น

  • กฎหมายลักษณะมูลคดีวิวาทว่าด้วยตัดสินปันหมู่เมื่อปีชวดจุลศักราช ๑๐๕๒ และกฎหมาย 36 ข้อ บท ๑ ว่าด้วยจารีตนครบาลเมื่อปีวอกจุลศักราช ๑๐๕๔
  • กฎหมายลักษณะตุลาการ ตั้งเมื่อปีชวดจุลศักราช ๑๐๕๘ กำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้ตัดสินคดีความทั้งปวง
  • พระราชกฤษฎีกาให้จัดคนสังกัดวัดในจังหวัดพัทลุง เป็นต้น

งานต่างประเทศแก้ไข

พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ระบุว่าในรัชกาลนี้ประเทศใกล้เคียงเข้ามาอ่อนน้อมเจริญสัมพันธไมตรี กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2234 นักเสด็จเถ้าพระเจ้ากรุงกัมพูชาโปรดให้พระยาเขมร 3 คนนำช้างเผือกพังช้างหนึ่งมาถวาย สมเด็จพระเพทราชาพระราชทานชื่อว่าพระบรมรัตนากาศ ชาติคเชนทร์ วเรนทรมหันต์ อนันตคุณ วิบุลธรเลิดฟ้า และพระราชทานผ้าแพรจำนวนมากให้พระยาเขมรนำไปพระราชทานนักเสด็จเถ้า[117]

ต่อมาในปี พ.ศ. 2238 พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ได้ส่งราชทูตนำพระราชสาส์นมาทูลว่าจะถวายพระราชธิดา และขอกรุงศรีอยุธยาส่งกองทัพไปช่วยป้องกันกรุงศรีสัตนาคนหุตจากกองทัพหลวงพระบาง จึงโปรดให้พระยานครราชสีมานำพล 10,000 ไปกรุงเวียงจันทน์ หลวงพระบางทราบข่าวจึงยอมประนีประนอมกับเวียงจันทน์ เมื่อเรือพระที่นั่งของพระราชธิดาพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตมาถึงหน้าวัดกระโจม กรมพระราชวังบวรสถานมงคลก็มีพระบัณฑูรให้รับพระราชธิดานั้นไว้ที่วังหน้า แล้วเสด็จไปกราบทูลสมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระเพทราชาก็พระราชทานตามที่ขอ[118]

ด้านเศรษฐกิจและการค้าแก้ไข

การค้าภายในราชอาณาจักรแก้ไข

ในรัชกาลพระองค์ทรงส่งเสริมการเกษตรกรรมซึ่งเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะข้าวเป็นผลผลิตหลักทางการเกษตรที่ยังเป็นแหล่งรายได้เข้าพระคลังของราชสำนัก นอกจากการค้าขายภายในราชอาณาจักรแล้วยังส่งสินค้าออกไปค้าขายกับต่างประเทศด้วย ส่วนภาคการผลิตตามหัวเมืองต่างๆ ทั้งในและนอกเขตราชธานีเกิดการขยายตัว มีชาวเมืองนำสินค้าบรรทุกเกวียนออกขายโดยเฉพาะพ่อค้าชาวมอญ และเขมร ส่วนพ่อค้าชาวจีน ชวา และมลายูได้สร้างตึกอาคารขึ้นมากมายเพื่อใช้เป็นคลังสินค้า และสถานที่จำหน่าย

ย่านการค้าภายในราชอาณาจักรที่สำคัญ เช่น ย่านป่ามะพร้าว ย่านป่าผ้า ย่านป่าตะกั่ว ย่านป่าผ้าเหลือง ย่านป่าขนม ตลาดบก และตลาดน้ำ เป็นต้น ส่วนสินค้าที่มีการขยายตัว มีการอุปโภคบริโภคอย่างมากในรัชกาลพระองค์ เช่น เครื่องเงินเครื่องทอง เครื่องประดับ ผ้าต่างๆ กระดาษข่อย สมุดดำ สมุดขาว สินค้าประเภทอาหาร กระเบื้องมุงหลังคา กระบุง ตะกร้า เป็นต้น[119]

การค้ากับต่างประเทศแก้ไข

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ขับไล่ฝรั่งเศสออกจากสยาม เมื่อ พ.ศ. 2231 สมเด็จพระเพทราชาทรงไม่โปรดคบค้าสมาคมกับชาวตะวันตกนัก และไม่สนับสนุนการค้าขายกับพ่อค้าชาวตะวันตก การค้าขายในรัชกาลพระองค์จึงมีแต่ค้าขายกับประเทศในทวีปเอเชียด้วยกัน โดยเฉพาะประเทศจีนและญี่ปุ่น สภาพการค้าเติบโตอย่างมากในรัชกาลพระองค์ และการกระทำรัฐประหารของพระองค์ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการค้ากับจีนและญี่ปุ่น แต่ยังได้พึ่งพาอาศัยการค้ากับจีนมากขึ้น ทั้งการจ้างวานเรือของชาวจีนขนสินค้าไปยังเมืองนางาซากิซึ่งเป็นเมืองท่าของญี่ปุ่น[120] และจัดการธุระต่างๆ นับว่าการค้ากับจีนมีบทบาทเด่นชัดมากจนถึงขั้นตั้งชาวจีนเป็นหัวหน้า ตั้งพนักงาน และตั้งขุนนางชาวจีนในกรมท่าซ้าย แม้กระทั่งชาวจีนที่ทำความสะอาดเรือสำเภาก็ยังได้รับศักดินา สร้างความไม่พอใจแก่พ่อค้าชาวกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งพ่อค้าชาวมอญ แขก และมลายู

ปรากฏใน พงศาวดาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ ความว่า[121]

เจ้าพระคลังก็ตั้งให้พวกจีนเป็นหัวหน้า เพราะฉะนั้นในเวลานี้การณ์ภายในเมืองไทยจึงตกอยู่ในมือพวกจีนทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าพวกไทย มอญ แขก มลายู แขกมัวร์ไม่พอใจอย่างยิ่งในการที่ไทยลำเอียงเข้าข้างจีนเช่นนี้ แต่ก็ไม่กล้าพูดคัดค้านอย่างใดเพราะทราบอยู่ว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงฟังเสียงพวกจีน

ในระหว่าง พ.ศ. 2230-2246 ในรัชกาลพระองค์ ยังคงแต่งเรือสำเภาส่งสินค้าไปขายกับญี่ปุ่นที่เมืองนางาซากิ ซึ่งญี่ปุ่นมีการบันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. 2236 ว่ามีเรือสำเภาไทยได้ไปค้าขายกับญี่ปุ่น[122] นอกจากนี้ในสินธิสัญญาฮอลันดาในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา มีข้อกำหนดซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังคงมีการค้าขายกับต่างชาติอยู่ตลอดรัชกาลพระองค์

สนธิสัญญาฮอลันดา กล่าวว่า[123]

เมื่อใดที่พระเจ้ากรุงสยามมีพระราชประสงก์จะจัดส่งสำเภาไปญี่ปุ่น มีชาวสยามเป็นลูกเรือ บริษัทจะรับเป็นผู้ออกเงินให้สำหรับการซื้อหาหนังกวางจำนวน ๗,๐๐๐ หรือ ๑๐,๐๐๐ แผ่นหนัง แล้วแต่กรณี โดยมีเงื่อนไขว่ากรุงสยามจะไม่ว่าจ้างบุคคลอื่นใดทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อปฏิบัติการ ในการจัดหารวบรวมแผ่นหนังสำหรับส่งไปจำหน่าย

ส่วนการค้าขายกับพ่อค้าชาวตะวันตก มีเพียงพ่อค้าชาวฮอลันดาที่ยังค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากช่วงเหตุการณ์ขับไล่ฝรั่งเศสออกจากสยาม มีชาวฮอลันดาช่วยจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังพลแก่ฝ่ายสยามเป็นอันมาก[124] ภายหลังจากปราบดาภิเษกแล้ว สมเด็จพระเพทราชาจึงได้พระราชทานเครื่องราชบรรณาการแก่ผู้สำเร็จราชการเมืองปัตตาเวีย และได้ทำสนธิสัญญาการค้ากับฮอลันดาใหม่อีกครั้งเมื่อปลายปี พ.ศ. 2231 โดยมีข้อตกลงเหมือนกับสนธิสัญญาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยอมผูกขาดสินค้าประเภทหนังกระบือ หนังกวาง และดีบุกแต่เพียงผู้เดียว[125] ส่วนการค้ากับอังกฤษยังมีการทำการค้าตลอดรัชกาลพระองค์แต่จำกัดปริมาณสินค้าเพียง 200 ตันต่อปีเท่านั้น

รายการสินค้าสำคัญที่กรุงศรีอยุธยาส่งขายให้กับพ่อค้าชาวต่างชาติปรากฏในบันทึกของเซอร์ นิโคลาส เวท (Sr. Nicholas Waite) พ.ศ. 2242 ถึงการค้าขายของอินเดียในรอบ 12 ปี เช่น[126] ส่งดีบุกกับงาช้างไปขายที่รัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย ส่งดีบุก งาช้าง และไม้กฤษณาไปขายที่เมืองสุรัต ส่งหมาก ไม้ฝาง และไม้กฤษณาไปขายที่จีน และยังมีสินค้าอื่นๆ เช่น หนังกวาง วัว ครั่ง และน้ำมัน เป็นต้น ส่วนอังกฤษบันทึกรายการสินค้าที่กรุงศรีอยุธยาส่งไปขาย เช่น ส่งแร่ดีบุก งาช้าง และไม้หอมไปขายที่ยุโรป บังกะหล่า และเมืองสุรัต เฉพาะดีบุกส่งไปขายราว 200 ตันต่อปี และยังมีสินค้าส่งไปขายที่จีนและญี่ปุ่น เช่น หนังสัตว์ หมาก ไม้ฝาง และไม้หอม เป็นต้น ส่วนญวนบันทึกไว้ว่า ประเทศญวนซื้อดินประสิว ครั่ง ไม้ฝาง งาช้าง ดีบุก ข้าว ตะกั่ว จากไทย[122] แม้ว่าในรัชกาลพระองค์มีการค้าขายกับประเทศในแถบเอเชียเป็นส่วนใหญ่ ทว่าการค้าขายกับพ่อค้าชาวตะวันตกกลับแย่ลงและสภาพการเงินยังฝืดเคืองอย่างมาก จนส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจการค้ายาวนานถึงรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ

เมอซิเออร์ เดอบูร์ ซึ่งเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2256 ในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระได้เขียนบันทึกไว้ว่า[127]

ข้าพเจ้ามีความประหลาดใจมากที่ได้เห็นบ้านเมืองร่วงโรยไปมากทั่วพระราชอาณาจักร เมืองไทยเวลานี้ไม่เหมือนกับเมืองไทยเมื่อ 50 ปีล่วงมาแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่พวกเราได้มาเห็นครั้งแรก ในเวลานี้ไม่ได้เห็นเรือต่างประเทศจำนวนมากมาย หรือเห็นเรือไทยไปมาค้าขายดังแต่ก่อนแล้ว

ด้านศิลปวัฒนธรรมแก้ไข

สมเด็จพระเพทราชาเมื่อได้ขึ้นครองราชสมบัติพระมหากษัตริย์ต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวงนั้น ทรงเจริญพระราชกรณียกิจตามโบราณราชเพณีดั้งเดิม ทรงทำนุบำรุงพระศาสนา สร้างบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม พระอุโบสถ พระวิหาร พระมหาเจดีย์หลายแห่ง รวมทั้งสร้างปราสาทในรัชกาลพระองค์ เช่น

  • วัดบรมพุทธาราม เป็นพระอารามหลวงประจำราชวงศ์บ้านพลูหลวง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างในปีแรกที่ได้ขึ้นครองราชย์ ณ บริเวณบ้านหลวงป่าตองซึ่งเคยเป็นนิวาสสถานเดิมของพระองค์
  • วัดพระยาแมน[128] หรือวัดพญาแมน[129] โปรดเกล้าฯ ให้สร้างปฏิสังขรณ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2233[130] ในพงศาวดารมีบันทึกไว้ว่า[131]

"ในปีมะเส็งก่อนนั้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชดำริถึงคุณพระอาจารย์เจ้าอธิการวัดพระยาแมน ซึ่งได้ถวายพยากรณ์ไว้ว่า จะได้เสวยราชสมบัติ แต่ยังทรงผนวชเป็นภิกษุภาวะอยู่ในวัดพระยาแมนนั้น และพระผู้เป็นเจ้าทำนายแม่นนัก"

  • วัดบ้านป่าตอง
  • วัดโพธาราม (ชื่อเดิมในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา) หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารในปัจจุบัน สร้างระหว่างปี พ.ศ. 2231-2246[132][133] รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา
  • วิหารพระมงคลบพิตร สมเด็จพระเพทราชาโปรดให้มีการปฏิสังขรณ์ทำนุบำรุงเพิ่มเติมในรัชกาลพระองค์
  • พระวิหารพระพุทธไสยาสน์[134]
  • วัดโพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2244 (สมเด็จพระเจ้าสุริเยนทราธิบดีโปรดให้เริ่มสร้างเมื่อปลายรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา)
  • วัดใหญ่สุวรรณาราม จ. เพชรบุรี สร้างปฏิสังขรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2245[135]
  • พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ (พระที่นั่งท้ายสระ) สมเด็จพระเพทราชาโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2231[136][137][หมายเหตุ 8] ในปีที่เสวยราชสมบัติ ตั้งอยู่บนเกาะกลางสระน้ำทางข้างหลังเป็นปราสาทจตุรมุข ทรงใช้เป็นที่ประทับฝ่ายใน และยังใช้เป็นที่สำราญพระราชอิริยาบถ
  • พระที่นั่งทรงปืน[145] โปรดให้สร้างพร้อมศาลาลูกขุน[146] ในพระราชวังหลวงไว้เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกว่าราชการ
  • ตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นตำหนักสองชั้นเขียนภาพลายจิตรกรรม[147] เช่น จิตรกรรมพระสุวรรณสามถูกศร จิตรกรรมไตรภูมิ จิตรกรรมทศชาติชาดก จิตรกรรมมารผจญ จิตรกรรมรามเกียรติ์ จิตรกรรมขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค เป็นต้น สมเด็จพระเพทราชาโปรดให้สร้างเพื่ออุทิศถวายสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์[148][149] พระอาจารย์ของพระองค์ เป็นพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายอรัญญวาสีซึ่งเคยถวายวิสัชนาอัฏฐธรรมปัญหา 8 ข้อ ในปี พ.ศ. 2233[150]
  • ประเพณีรำพระแสงของ้าวบนกระพองช้าง มีขึ้นครั้งแรกในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชาซึ่งพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในการช้างมาก[151] เมื่อคราวเสด็จประพาสนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ทรงยืนขึ้นรําพระแสงขอเหนือกระพองข้างต้นเพื่อบวงสรวงพระพุทธบาท จึงกลายเป็นราชประเพณีที่กษัตริย์ทุกพระองค์เมื่อเสด็จประพาสนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ทรงร่ายรำพระแสงของ้าวบนกระพองช้างถวายทุกพระองค์ ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ ตอนแผ่นดินสมเด็จพระมหาบุรุษ (พระเพทราชา) ว่า[152]

"แถวเถื่อนพันลึกอธิกด้วยนานาพรรณพฤกษาชาติ บ้างเผล็ดดอกออกผลกล่นกลาดดูตระการตา ก็เสด็จยาตราพลากรทวยหาญไปโดยลำดับสถลมารควิถีสิ้นทาง ๕๕๐ เส้น ก็บรรลุเชิงเขาสุวรรณบรรพต จึงให้หยุดกระบวนแห่แหนทั้งปวงแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระแสงของ้าวเหนือตระพองช้างต้นสิ้นวารสามนัด บูชาพระพุทธบาทโดยพระราชประเพณีเสร็จแล้วก็บ่ายพระคชาธารโดยมารควิถี กําหนดทาง ๕๐ เส้น ถึงพระราชนิเวศน์ธารเกษม เสด็จลงสู่เกยแล้ว ๆ เสด็จเข้าประทับแรม ณ พระตําหนักนั้น"

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงปฏิสังขรณ์วัดที่สร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระราเมศวร[153] เช่น วัดบุรบาริม วัดชังคะยี วัดรัตนาปราสาท เป็นต้น

วรรณกรรมในรัชกาลแก้ไข

งานวรรณกรรมในรัชสมัยของพระองค์นั้นไม่ปรากฏวรรณกรรมที่นับว่าเป็นงานชิ้นเอกใดๆ มีเพียงแต่วรรณกรรมชิ้นย่อม และกฏหมายบางลักษณะเท่านั้น เช่น

  • พระตำราบรมราชูทิศเพื่อกัลปนา สมัยสมเด็จพระเพทราชา[154]
  • กุสลวินิจฺฉยกถา[155] เป็นคัมภีร์ใบลานอักษรขอมและภาษาบาลีสมัยอยุธยาตอนปลายคล้อยมาทางสมัยรัตนโกสินทร์ แต่งขึ้นโดยสมเด็จพระสังฆราชสมัยอยุธยาเพื่อเทศน์หน้าพระที่นั่งเมื่อปี พ.ศ. 2232 รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา เนื้อหาคำภีร์อธิบายถึงเรื่อง กุศลดีชั่ว ถูกผิด ควรไม่ควร ซึ่งกรมศิลปากรได้สำรวจค้นพบคัมภีร์ใบลานฉบับดังกล่าวที่วัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565 ลงทะเบียนเป็นคัมภีร์ใบลาน เลขที่ วกต.๔๗/๑[156]
  • อัฏฐธรรมปัณหาของสมเด็จพระเพทราชา วรรณกรรมประเภทความเรียงร้อยแก้วแต่งเมื่อราว พ.ศ. 2233 เป็นวรรณกรรมที่สมเด็จพระเพทราชาดำรัสถามสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เมื่อ ณ วันอังคาร เดือนแปด ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีมะเมีย โทศก จุลศักราช ๑๐๕๒ ให้เฉลยปัญหาปริศนาธรรม 8 ข้อดังต่อไปนี้ "๑ ทางใหญ่อย่าเที่ยวจร ๒ ลูกอ่อนอย่าอุ้มรัด ๓ หลวงเจ้าวัดอย่าให้อาหาร ๔ ไม้โกงอย่าทำกงวาน ๕ ช้างสารอย่าผูกกลางเมือง ๖ ถ้าจะให้เปนลูกให้เอาไฟสุมต้น ๗ ถ้าจะให้ล่มบันทุกแต่เบา ๘ ถ้าจะให้เรียนโหราให้ฆ่าอาจารย์ทั้ง ๔ เสีย" และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้เฉลยคำวิสัชนานั้น นับได้ว่าเป็นงานพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเพทราชา[157]
  • พระกฐินวนิจฉัยกถา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ถวายวิสัชนา
  • กฎหมายลักษณะมูลคดีวิวาท ว่าด้วยตัดสินปันหมู่ ตั้งเมื่อปีชวด จุลศักราช ๑๐๕๒[158] (แต่กฏหมายตราสามดวงใช้ชื่อว่า "ไวยการบานแผนก")[159]
  • กฏ ๒๖ ข้อ ว่าด้วยจารีตนครบาล
  • กฎหมาย ๓๖ ข้อ บท ๑ ปีวอก จุลศักราช ๑๐๕๔
  • กฎหมายลักษณะตระลาการ (ตุลาการ) เพิ่มเติม ปีชวด จุลศักราช ๑๐๕๘[160][161]
  • พระราชกฤษฎีกาให้จัดคนสังกัดวัดในจังหวัดพัทลุง[162]

พระมเหสีแก้ไข

สมเด็จพระเพทราชามีพระมเหสีสำคัญ ๆ อยู่ 4 พระองค์ ได้แก่

  1. กรมพระเทพามาตย์ (กัน)[163] พระมเหสีเดิมในพระเพทราชาเป็นผู้อภิบาลพระเจ้าเสือตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ภายหลังได้ขึ้นเป็นที่กรมพระเทพามาตย์
  2. กรมหลวงโยธาเทพ หรือ มเหสีฝ่ายซ้าย - พระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีพระราชโอรสคือตรัสน้อย ทรงสนใจทางด้านการศึกษาในหลายๆแขนงวิชา ช่วงหลังย้ายตามพระราชมารดาไปอยู่ ณ พระตำหนักใกล้วัดพุทไธศวรรย์
  3. กรมหลวงโยธาทิพ หรือ มเหสีฝ่ายขวา - พระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีพระราชโอรสคือเจ้าพระขวัญ (กรมพระราชวังบวรสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์)
  4. นางกุสาวดี มเหสีพระราชทานจากพระนารายณ์มหาราช พระธิดาพญาแสนหลวง เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่

พระบรมราชานุสรณ์แก้ไข

สถานที่อันเนื่องด้วยพระนามแก้ไข

ในวัฒนธรรมสมัยนิยมแก้ไข

มีการนำพระราชประวัติของสมเด็จพระเพทราชามาสร้างเป็นสื่อเพื่อความบันเทิงหลายครั้ง รวมทั้งงานวรรณกรรม นวนิยายทั้งไทย และต่างประเทศ ได้แก่

วรรณกรรมและนวนิยายอิงประวัติศาสตร์แก้ไข

วรรณกรรมไทยแก้ไข

  • ข้ามสมุทร[165] นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ แต่งโดยวิษณุ เครืองาม กล่าวถึงพระเพทราชาทำรัฐประหารล้มอำนาจสมเด็จพระนารายณ์และสถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวง
  • เพชรพระนารายณ์ (ตอนอวสานพระนารายณ์)[166] นวนิยายอิงประวัติศาสตร์แต่งโดย หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง) มีเหตุการณ์พระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติล้มราชบัลลังก์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

วรรณกรรมต่างประเทศแก้ไข

  • Louis XIV et le Siam[167] (พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับกรุงสยาม) งานเขียนเชิงประวัติศาสตร์แต่งโดย Dirk Van der Cruysse นักประวัติศาสตร์ชาวเบลเยี่ยม กล่าวถึงพระเพทราชาสร้างความขัดแย้งในขบวนราชทูตและกองทหารของฝรั่งเศส
  • Pour la plus grande gloire de Dieu[168] (รุกสยาม ในพระนามของพระเจ้า) นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ตีพิมพ์ในประเทศฝรั่งเศสแต่งโดย มอร์กาน สปอร์แตช นักเขียนร่วมสมัยชาวฝรั่งเศส มีตัวละครสมเด็จพระเพทราชาผู้ก่อกบฏผู้กอบกู้แผ่นดินสยาม
  • ฟอลคอน Phaulkon[169] นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ แต่งโดย วิลเลียม ดัลตัน มีตัวละครชื่อ พระเพทราชา กล่าวถึงเหตุการณ์การก่อกบฏยึดพระราชอำนาจและประหารชีวิตพระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน)
  • Le Ministre des moussons[170] (ฟอลคอนแห่งอยุธยา) นวนิยายชีวิตเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ กล่าวถึงพระเพทราชาได้เจรจาเพื่อให้กองทหารฝรั่งเศสยอมแพ้

ฉันทลักษณ์แก้ไข

  • นิตยสารพลอยแกมเพชร ปรากฏคำกลอนกล่าวถึงพระเพทราชา ดังบทกลอนว่า
๏ คิดพลางทางพระองค์ทรงโปรดเกศ เรียกพระเพทราชามาต่อสอง
ตรัสตรึกปรึกษาบัญชารอง รับสนองบรมนาถราชทาน ฯ
พลอยแกมเพชร, 11-12: 204.

ละครแก้ไข

  • บุพเพสันนิวาส[171] ละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์ออกฉายครั้งแรกทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 มีตัวละครหนึ่งชื่อ "พ่อทองคำ" หรือ "คุณพระเพทราชา" ที่ภายหลังปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระเพทราชา รับบทโดยศรุต วิจิตรานนท์

ภาพยนตร์แก้ไข

ตำนาน เรื่องเล่าแก้ไข

  • ตำนานชายนอนหลับ ประวัติวัดกุฎีทอง[172] เป็นตำนานที่ชาวกุฎีทองเล่าประวัติของวัดกุฎีทองต่อกันมาหลายชั่วอายุคน กล่าวถึง ชายชื่อ สิงห์ มีความสามารถในการเลี้ยงช้างได้เดินทางผ่านมาแล้วนอนหลับที่วัดแห่งนี้จะเดินทางต่อไปยังกรุงศรีอยุธยาเพื่อสมัครเป็นทหารในกองช้าง เจ้าอาวาสวัดเซิงหวาย (ชื่อเดิมของวัดกุฎีทอง) กล่าวกับนายสิงห์ว่า ต่อไปจะได้เป็นใหญ่เป็นโตในแผ่นดิน ซึ่งกาลต่อมาคือ สมเด็จพระเพทราชา
  • เสลี่ยงพระเพทราชา[172] วัดกุฎีทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ชาวบ้านกุฎีทองเชื่อกันว่าเป็นเสลี่ยงที่สมเด็จพระเพทราชาทรงใช้เป็นพระราชยานเมื่อคราวเสด็จสมโภชเฉลิมฉลองสร้างกุฏิวัดเซิงหวายแล้วทรงเปลี่ยนชื่อวัดเซิงหวายเป็นชื่อวัดกุฎีทอง

ดูเพิ่มแก้ไข

หมายเหตุแก้ไข

  1. พระนาม "พระทรงธรรม์" (Phra Trong Than) ปรากฏในจดหมายของ Aernout Cleur เจ้าหน้าที่บริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ (VOC) ความว่า "Relaas van ’t voorgevallene by de ziekte en overlyden van den Siamse koning Phra Trong Than genaamt"[4] และความว่า "...Sickness and Death of the Siamese King Named Phra Trong Than [Phetracha] is based on a story told by an unnamed courtier."[5]
  2. ปีสมเด็จพระนารายณ์สวรรคต ตามที่จดไว้ในหนังสือพงศาวดารนี้ผิด ที่จริงอีก ๖ ปี จึงสวรรคตเมื่อ ณ วันอาทิตย์ เดือน ๘ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช ๑๐๕๐ ตรงกับวันที่ ๑๑ กรกฎาคม คริสตศักราช ๑๖๘๘ (ค.ร.)[36]
  3. ในพระราชพงศาวดาร บอกว่า พระเพทราชาเคยออกศึกแต่งานพระราชสงครามเชียงใหม่เท่านั้น ส่วนศึกรามัญกล่าวว่าบางทีจะได้ไปรบพม่ารามัญกับเจ้าพระยาโกษา (ขุนเหล็ก) และคราวพม่าตามเข้ามาจึงมอบสวามิภักดิ์
  4. หมายถึง ออกหลวงสรศักดิ์
  5. หมายถึง ออกพระเพทราชา
  6. แม้สมเด็จพระเพทราชาทรงไม่ได้ใช้พระแสงขอพลพ่ายออกรบกับกบฏธรรมเถียรแต่ใช้อาวุธหนักแทน อาจจะมีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ คือ เป็นทั้งตัวแทนบรรพบุรุษผู้พร้อมให้ ตัวแทนคุ้มครองราชวงศ์ และเป็นขวัญกำลังใจของผู้ถือครอง[76]
  7. ปีในพระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน หมายเหตุว่าเป็น พ.ศ. 2241 ที่จริงอีก 6 ปี จึงโปรดให้สร้างพระเมรุ
  8. พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหลายฉบับ กล่าวตรงกันว่า สร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา เมื่อจุลศักราช ๑๐๔๙ ความว่า[138][139][140][141][142]

    "ลุศักราช ๑๐๔๙ ปีเถาะนพศก สมเด็จบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสให้ช่างพนักงานจัดการสร้างพระมหาปราสาทองค์หนึ่ง ในพระราชวังข้างใน ครั้นเสร็จแล้วพระราชทานนามบัญญัติพระมหาปราสาทชื่อ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ เป็นสี่ปราสาทด้วยกันทั้งเก่าสาม คือ พระที่นั่งวิหารสมเดจ์องค์หนึ่ง พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทองค์หนึ่ง พระที่นั่งสุริยามรินทร์องค์หนึ่ง แล้วให้ขุดสระเป็นคู่อยู่ซ้ายขวา พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์แล้ว ให้ก่ออ่างแก้วแลภูเขามีท่ออุทกธาราไหลลงในอ่างแก้วนั้นที่ริมสระคู่พระมหาปราสาทนั้นแล ให้ทําระหัดน้ำ ณ อ่างแก้วริมน้ำฝั่งท่อให้น้ำเดินเข้าไปผุดขึ้น ณ อ่างแลให้ท่าพระที่นั่งทรงปัน ณ ท้ายสระเป็นที่เสด็จออกกลับ"

    แต่ความในพระราชพงศาวดารข้างต้นขัดแย้งกับจดหมายเหตุของชาวต่างชาติอย่างน้อย 3 ฉบับ[143] ที่ต่างกล่าวว่าพระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์มีอยู่แล้วในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และขัดแย้งกับคราวสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทอดพระเนตรจันทรุปราคาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2228 ณ พระที่นั่งเย็น ทะเลชุบศร เมืองละโว้ (ลพบุรี) พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในด้านดาราศาตร์อย่างยิ่งทรงโปรดให้สร้างพระที่นั่งทรงดาวขึ้นในพระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ที่พระราชวังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลพระองค์[144]

อ้างอิงแก้ไข

เชิงอรรถ
  1. ภาสกร วงศ์ตาวัน. ประเทศราช ชาติศัตรู และพ่อค้านานาชาติ. กรุงเทพฯ:ยิปซี, 2553. หน้า 182
  2. ราชอาณาจักรสยาม[ลิงก์เสีย]
  3. ห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์. (2560, 9 กุมภาพันธ์). “สิงห์เทียมราชรถในงานพระบรมศพสมเด็จพระเพทราชา ‘แฟนซี’ หรือ ‘มีจริง’ ”. ศิลปวัฒนธรรม.
  4. VOC 1691, Relaas van ’t voorgevallene by de ziekte en overlyden van den Siamse koning Phra Trong Than genaamt [Relation of What Occurred upon the Sickness and Death of the Siamese King Named Phra Trong Than], (1703 or 1704), fos. 61-74.
  5. ภาวรรณ เรืองศิลป์. Dutch East India Company Merchants at the Court of Ayutthaya: Dutch Perceptions of the Thai Kingdom, c. 1604-1765. TANAP Monographs on the History of Asian-European Interaction, Vol.8, Brill Press, University of Leiden. p. 175.
  6. นิจ จันทร และคณะ. ย้อนประวัติศาสตร์ ๔๑๗ ปี อยุธยา ๓๓ ราชัน ผู้ครองนคร. กรุงเทพฯ : เพชรพินิจ, 2565. 288 หน้า. หน้า 206. ISBN 978-616-5784-79-5
  7. แสง พิชัยดิษ. เล่าเกร็ด แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช. กรุงเทพฯ : บางกอกบุ๊ค, 128 หน้า. หน้า 115. ISBN 978-616-1506-57-5
  8. Reid, Anthony (Editor), Dhiravat na Prombeja, Southeast Asia in the Early Modern Era, Cornell University Press, 1993, ISBN 0-8014-8093-0
  9. พรรคประชาธิปัตย์. (2513). วารสารประชาธิปัตย์, 2(1-26): 37.
  10. วารุณี โอสถารมย์. เมืองสุพรรณ : บนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ พุทธศตวรรษที่ 8 - ต้นพุทธศตวรรษที่ 25. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547. 324 หน้า. หน้า 196. ISBN 974-571-883-1
  11. ภูธร ภูมะธน. โกษาปาน ราชทูตกู้แผ่นดิน. (กรุงเทพฯ:สถาบันการเรียนรู้และสร้างสรรค์ (พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้), 2550), หน้า 33
  12. พลับพลึง มูลศิลป์. ความสัมพันธ์อาณาจักรอยุธยา-ฝรั่งเศส สมัยอยุทธยา. (กรุงเทพ:บรรณกิจ), 2523, หน้า 110, 238
  13. แสง พิชัยดิษ. (2555). เล่าเกร็ด แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช. กรุงเทพฯ : บางกอกบุ๊ค. 128 หน้า. หน้า 114. ISBN 978-616-15-0657-5
  14. ธรรมคามน์ โภวาที (เรียบเรียง), ถวิล สุนทรศาลทูล (บรรณาธิการ), สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (เผยแพร่). (2511). ประวัติมหาดไทย (ส่วนกลาง) ภาคที่ ๒ ตอนที่ ๒. กรุงเทพฯ : คณะกรรมการประวัติและพิพิธภัณฑ์มหาดไทย. 423 หน้า. หน้า 167-168.
  15. สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. วารสารสมาคมประวัติศาสตร์, 2548(27): 50.
  16. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย, หน้า 158
  17. เกริกฤทธิ์ เชื้อมงคล. (2562). ก่อนแผ่นดินเปลี่ยนราชบัลลังก์. กรุงเทพฯ : ไพลินบุ๊คเน็ต. 240 หน้า. หน้า 187. ISBN 978-616-4415-19-5
  18. อุดม ประมวลวิทยา. ในราชสำนักพระนารายณ์มหาราช. พระนคร : โอเดียนสโตร์, 2505. 539 หน้า. หน้า 268.
  19. ส.สีมา. (กรกฎาคม, 2556). "เล่าเรื่องพระเพทราชาตกกระไดพลอยโจน", ศิลปวัฒนธรรม, 34(9): 25.
  20. แสง พิชัยดิษ. เล่าเกร็ด แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช. กรุงเทพฯ : บางกอกบุ๊ค, 128 หน้า. หน้า 115. ISBN 978-616-1506-57-5
  21. นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระยา, และดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ ฯ กรมพระยา. "ลักษณะนุ่งผ้าขี่ม้า คัดจากพระสมุดตำราช้าง ฉบับซื้อจาก ม.ล. แดง สุประดิษฐ์ สมุดไทยดำเส้นรงค์", สาส์นสมเด็จ. เล่มที่ 11. พระนคร : โรงพิมพ์คุรุสภา. 2505. 353 หน้า. หน้า 156.
  22. Gaspar Bouttats, (sr.), Hendrik Franciscus Verbruggen. (1690). "VANDE REVOLVTIE VAN SIAM", TRACTAET OFT CORT BEGRYP VAN DE REVOLUTIEN OFT STAEDTSVERANDERINGEN VOOR-GHEVALLEN in meest alle de Rijcken des VVereldts, sedert den Iaere 1600. tot den Iaere 1690. N.P. : d'hoirs van Maximiliaen Graet. p 60.
  23. Simon de La Loubère. (1691). Du royaume de Siam. Paris : Chez la Veuve de Jean Baptiste Coignard et Jean Baptiste Coignard. 446 pp. p 271.
  24. ลาลูแบร์, สันต์ ท.โกมลบุตร (แปล). (2510). จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม ฉบับสมบูรณ์ . แปลโดย สันต์ ท.โกมลบุตร. กรุงเทพฯ : ก้าวหน้า. หน้า 397-398.
  25. มานพ ถาวรวัฒน์สกุล. (2502). ขุนนางอยุธยา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. 298 หน้า. หน้า 258.
  26. คริส เบเกอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร. (2563). ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่. (ฉบับพิมพ์ซ้ำ). กรุงเทพฯ : มติชน. 470 หน้า. หน้า 239. ISBN 978-974-0217-21-3
  27. นายพลเดส์ฟาร์จ, ปรีดี พิศภูมิวิถี (แปล). (2552). ชิงบัลลังก์พระนารายณ์. แปลโดย ปรีดี พิศภูมิวิถี. กรุงเทพฯ : มติชน. 120 หน้า. หน้า 8-9. ISBN 978-974-0203-24-7
  28. ฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง, กรมศิลปากร (เผยแพร่). (2559). ประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยามและประวัตศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาฉปับตุรแปง. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.
  29. นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : มติชน, 2537. 89 หน้า. หน้า 72-73. ISBN 974-704-963-5
  30. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 317
  31. เพลิง ภูผา. วิกฤตการณ์วังหน้า เหตุทุรยศบนแผ่นดินสยาม. กรุงเทพฯ : ไพลินบุ๊คเน็ต, 2544. 320 หน้า. หน้า 149. ISBN 978-616-4413-24-5
  32. 32.0 32.1 ปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์), พระยา., กําธรเทพ กระต่ายทอง. พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ ; และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). กรุงเทพฯ : กรุงสยามการพิมพ์, 2514. 298 หน้า. หน้า 261. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายนาถ กระต่ายทอง ณ ฌาปนสถานคุรุสภา วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๔.
  33. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา. (พิมพ์ครั้งที่ 6). พระนคร : กรมศิลปากร, 2511. หน้า 496.
  34. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 82 เรื่อง พระราชพงศาวดารกรุงสยาม จากต้นฉบับของบริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2537. 423 หน้า. หน้า 259. ISBN 978-974-4190-25-3
  35. คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก (เล่ม 2). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2542. 434 หน้า. หน้า 236.
  36. สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2548). วารสารศิลปวัฒนธรรม, 26(4-6): 78.
  37. พลับพลึง มูลศิลป์. ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสสมัยอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ถึงรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ.2199-2246). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2519. 356 หน้า. หน้า 151.
  38. จิตรสิงห์ ปิยะชาติ. กบฎ กรุงศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2551. 251 หน้า. หน้า 208. ISBN 978-974-3577-30-7
  39. คณะกรรมการอํานวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่มที่ 3. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2542. หน้า 420.
  40. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2507. 990 หน้า. หน้า 427.
  41. รวี สิริอิสสระนันท์ (บก.). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐ คำให้การกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2559. 800 หน้า. ISBN 978-616-7146-87-4
  42. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 330-331
  43. "ตั้งเจ้าราชนิกูล แผ่นดินสมเด็จพระมหาบุรุษ (พระเพทราชา) จุลศักราช ๑๐๔๔-๑๐๕๙", ใน พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ภาค ๒ (๒๔๕๕). กรุงเทพฯ : ม.ป.ท., ม.ป.พ. หน้า 126.
  44. นริศรานุวัตติวงศ์, สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยา และดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. สาส์นสมเด็จ เล่มที่ 2. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์, 2534. หน้า 216. ISBN 978-974-0056-57-7
  45. ประยูร พิศนาคะ. สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดกลาง 09, 2515. 472 หน้า. หน้า 83.
  46. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 318
  47. La Loubère, Simon de. A new historical relation of the kingdom of Siam. London : F.L. for Tho. Horne, Francis Saunders, and Tho. Bennet, 1693. p89.
  48. จดหมายเหตุลาลูแบร์ เล่มที่ 2 พระนิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2505. 397 หน้า. หน้า 73
  49. "โกษาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๔", ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ 33 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๙ - ๖๑). กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2512. 312 หน้า. หน้า 186.
  50. ศิลปวัฒนธรรม, 22(1-3): 28.
  51. กีรติ เกียรติยากร. จดหมายเหตุอยุธยาล่มสลาย: ออกพระเทพราชา หรือฟอลคอน ใครวางแผนชิงบัลลังก์ สมเด็จพระนารายณ์. กรุงเทพฯ : จดหมายเหตุ, 2546. 639 หน้า. หน้า 330-375. ISBN 978-974-9164-04-4
  52. กรมศิลปากร, หอสมุดแห่งชาติ. ประชุมพงศาวดาร ฉบับหอสสมุดแห่งชาติ เล่มที่ 8. หน้า 603.
  53. โบชอง (แต่ง), ปรีดี พิศภูมิวิถี (แปล). หอกข้างแคร่: บันทึกการปฏิวัติในสยามและความหายนะของฟอลคอน แปลโดย ปรีดี พิศภูมิวิถี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556. 79 หน้า. หน้า 9.
  54. วีรวัลย์ งามสันติกุล. ศุภวัฒย์-ศุภวาร จุลพิจารณ์: ข้อเขียนเพื่อแสดงมุตาจิตในโอกาสที่ พลตรี หม่อมราชวงศ์ ศุภวัฒย์ เกษมศรี มีอายุครบ ๖ รอบ ในพุทธศักราช ๒๕๔๗. กรุงเทพฯ : เฟื่องฟ้า, 2547. 175 หน้า. ISBN 978-974-9633-29-8
  55. คำให้การขุนหลวงหาวัด. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2547. 244 หน้า. ISBN 974-645-767-5
  56. ประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยา รวม 3 เรื่อง: คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม คำให้การขุนหลวงหาวัด. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2553. 536 หน้า. ISBN 978-616-5080-73-6
  57. สมาคมประวัติศาสตร์. (2538). วารสารรวมบทความประวัติศาสตร์, 17: 161.
  58. อาทร จันทวิมล. ประวัติของแผ่นดินไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : อักษรไทย, 2546. 445 หน้า. หน้า 216.
  59. กรมศิลปากร. สมเด็จพระนารายณ์ และ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔: บทวิเคราะห์ทางวิชาการเกี่ยวกับสัมพันธภาพไทย-ฝรั่งเศส รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2530. 133 หน้า. หน้า 11. ISBN 978-974-8356-67-9
  60. นายพลเดส์ฟาร์จ (แต่ง), ปรีดี พิศภูมิวิถี (แปล). ชิงบัลลังก์พระนารายณ์: Relation des Révolutions arrivées à Siam dans l’année 1688 แปลโดย ปรีดี พิศภูมิวิถี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2552. หน้า 22-24. ISBN 978-974-0203-24-7
  61. วินัย พงศ์ศรีเพียร, ปรีดี พิศภูมิวิถี และวีรวัลย์ งานสันติกุล. ศรีชไมยาจารย์: พิพิธนิพนธ์เชิดชูเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ศาสตราจารย์วิสุทธ์ บุษยกุล เนื่องในโอกาสมีอายุครบ ๘๔ ปีใน พ.ศ. ๒๕๔๕. กรุงเทพฯ : คณะอนุกรรมการชำระกฎหมายตราสามดวง คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยฯ กระทรวงวัฒนธรรม, 2546. 431 หน้า. หน้า 310. ISBN 978-974-8430-93-5
  62. "พวกคริสเตียนต้องขังคุก", ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๒๑ (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๕ และ ๓๖). กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2511. หน้า 12-13.
  63. เล็กสุมิตร โดดชื่น. อภิธานประวัติศาสตร์ไทย ภาคสอง นับแต่ต้นกรุงศรีอยุธยาถึงสมัยกรุงธนบุรี. พระนคร : นิติสาส์น, 2504. 860 หน้า. หน้า 439.
  64. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (แก้ไขเพิ่มเติม) เล่มที่ 1. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2549. 428 หน้า. หน้า. 28. ISBN 974-958-863-0
  65. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2522). วารสารธรรมศาสตร์, 9: 66.
  66. สุวิทย์ ธีรศาศวัต. เอกสารประกอบการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ไทย 1 สมัยธนบุรี. ขอนแก่น : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2525. 376 หน้า. หน้า 9.
  67. คำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับหลวง. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2459. 135 หน้า. นายพลตรี พระยาเทพาธิบดี พิมพ์แจกในงานปลงศพนายพันตรี หลวงพิทักษ์นฤเบศร์ (จร บุนนาค) ผู้บิดา ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๕๙.
  68. ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา และบางสาระที่น่ารู้ในวังหลวง-วังหน้ากรุงรัตนโกสินทร์. เชียงใหม่ : The Knowledge Center, 2546. 506 หน้า. หน้า 251. ISBN 978-974-9517-04-8
  69. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน. พระนคร : คลังวิทยา, 2505. หน้า 499.
  70. วรรณศิริ เดชะคุปต์ และปรีดี พิศภูมิวิถี. กรุงเก่า เล่าเรื่อง. กรุงเทพฯ : มติชน, 2554. 304 หน้า. หน้า 79. ISBN 978-974-0207-45-0
  71. มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. (2543). วารสารเมืองโบราณ, 26: 143.
  72. กรมศิลปากร. คำให้การชาวกรุงเก่า. คำให้การขุนหลวงหาวัด. และ. พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ. พระนคร : คลังวิทยา, 2510. 472 หน้า. หน้า 363.
  73. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา, หน้า 503.
  74. สมเด็จพระพนรัตน์ (แก้ว). พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาและจุลยุทธการวงศ์. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, 2535. 336 หน้า. หน้า 232. ISBN 978-974-4172-53-2
  75. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา, หน้า 503.
  76. สุเนตร ชุตินธรานนท์. "เอกสารอ้างอิง", การเมืองในประวัติศาสตร์ราชสำนัก หงสาวดี-ศรีอยุธยา พระสุพรรณกัลยา จากตำนานสู่หน้าประวัติศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ : มติชน, 2550. 200 หน้า. หน้า 60. ISBN 974-322-819-5
  77. คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร. ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : มติชน, 2563. 470 หน้า. หน้า 340. ISBN 978-974-0217-21-3
  78. สุภรณ์ โอเจริญ. มอญในเมืองไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), 2541. 382 หน้า. หน้า 218. ISBN 978-974-8630-46-5
  79. ศิลปวัฒนธรรม, 25(1-3): 69.
  80. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 64 พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 265. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายแม ชวลิตและนายชาย ชวลิต ณ วัดมกุฎกษัตริยาราม วันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๓.
  81. ภูมิ จิระเดชวงศ์ (แต่ง), วัดศรีทวี (วัดท่ามอญ) จังหวัดนครศรีธรรมราช (เผยแพร่). (5 กรกฎาคม 2564). พระยารามเดโช เจ้าเมืองนครศรีธรรมรายที่นับถือศาสนาอิสลาม. สืบค้นเมื่อ 3 กันยายน 2565.
  82. กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘๒ เรื่อง พระราชพงศาวดารกรุงสยาม: จากต้นฉบับของ บริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2537. 423 หน้า. หน้า ISBN 978-974-4190-25-3
  83. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหมอบรัดเล.
  84. กรมศิลปากร, หอสมุดแห่งชาติ. ประชุมพงศาวดาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่มที่ 13. พระนคร : ก้าวหน้า, 2506. หน้า 638.
  85. กรมศิลปากร. (2503). วารสารศิลปากร, 3(6): 33.
  86. แสงจันทร์ ไตรเกษม. ว่าวไทย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2529. 52 หน้า. หน้า 11.
  87. สุริยา สมุทคุปติ์ และพัฒนา กิติอาษา. ผ้าขาวม้า ย่าม ว่าว: ความเรียงว่าด้วยร่างกาย อัตลักษณ์ และพื้นที่ในวัฒนธรรมไทย. นครราชสีมา : สำนักวิชาเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, 2543. 172 หน้า. หน้า 113. ISBN 974-735-971-5
  88. อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย. ซ่อนไว้ในสิม: ก-อ ในชีวิตอีสาน. กรุงเทพฯ : ฟูลสต๊อป, 2551 316 หน้า. หน้า 249. ISBN 978-974-0648-46-8
  89. อำพัน ณ พัทลุง และคณะ. ประวัติศาสตร์ตระกูล สุลต่าน สุลัยมาน. กรุงเทพฯ : สายสกุล สุลต่าน สุลัยมาน, 2530. 278 หน้า. หน้า 186. ISBN 978-974-8357-11-9
  90. เพลิง ภูผา. รัฐประหารยึดบัลลังก์กษัตริย์บนแผ่นดินอยุธยา. กรุงเทพฯ : เจ้าพระยา, 2557. 192 หน้า. หน้า 145. ISBN 978-616-1521-60-8
  91. ประทีป ชุมพล. ประวัติศาสตร์การแพทย์แผนไทย : การศึกษาจากเอกสารตำรายา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2541. 157 หน้า. หน้า 49. ISBN 978-974-6009-36-2
  92. ศิลปวัฒนธรรม, 6(7-12): 117.
  93. ดาวิษา สุวรรณศรัย (เรียบเรียง), กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร (เผยแพร่). โรคระบาดในสมัยอยุธยา. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน พ.ศ. 2565.
  94. ประชุมพงษาวดาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่มที่ 8. พระนคร : ก้าวหน้า, 2506. หน้า 618.
  95. กรมศิลปากร, คณะกรรมการอํานวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่มที่ 3. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2542. หน้า 419.
  96. กรมศิลปากร, คณะกรรมการอํานวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่มที่ 11. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2542. หน้า 193. ISBN 978-974-4178-87-9
  97. สุวิทย์ ธีรศาศวัต. (2564, กุมภาพันธ์). "ความสัมพันธ์ระหว่างโรคระบาดกับจำนวนประชากรไทยในอดีต", ศิลปวัฒนธรรม, 42(4): 125.
  98. บุญชัย ใจเย็น. สมเด็จยอดนักรบ: แม้กายเป็นหญิง...แต่รักแผ่นดินด้วยหัวใจ ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของแม่อยู่หัวสุริโยทัย. กรุงเทพฯ : ไพลินบุ๊คเน็ต, 2557. 208 หน้า. หน้า 87. ISBN 978-616-3445-89-6
  99. "ทำไม “กบฏบุญกว้าง” ที่เล่าลือว่ามีคุณไสย ยึดนครราชสีมาได้โดยใช้พรรคพวกแค่ 28 คน", ศิลปวัฒนธรรม, 4(11).
  100. สารานุกรมไทย เล่มที่ 21. พระนคร : กรมราชบัณฑิต, 2443. ไม่ปรากฏเลขหน้า.
  101. เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน. (ฉบับพิมพ์ซ้ำ). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2542. 668 หน้า. หน้า 19. ISBN 978-974-5716-89-6
  102. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา: ฉบับหมอบรัดเล. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โฆษิต, 2549. 432 หน้า. ISBN 974-94899-9-3
  103. อภิศักดิ์ โสมอินทร์. โลกทัศน์อีสาน. กาฬสินธุ์ : โรงพิมพ์ประสานการพิมพ์, 2534. 203 หน้า. หน้า 152.
  104. ดนัย ไชยโยธา. พัฒนาการของมนุษย์กับอารยธรรมในราชอาณาจักรไทย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2543. 432 หน้า. หน้า 311. ISBN 974-277-780-2
  105. พลับพลึง มูลศิลป์. ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส สมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ, 2523. 342 หน้า. หน้า 109.
  106. "ราชทูตถึงอสัญกรรม", ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๓๓ (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๙ - ๖๑): โกศาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๓-๔ พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2512. 312 หน้า. หน้า 190-195.
  107. 107.0 107.1 107.2 พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา, หน้า 523.
  108. เกริกฤทธี ไทคูนธนภพ. "สมเด็จพระเพทราชามอบเวนราชสมบัติให้แก่เจ้าพระพิชัยสุรินทร์", แผ่นดินต้องคำสาป จากสมเด็จพระเจ้าเสือ ถึงแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ. กรุงเทพฯ : สยามความรู้, 2555. 285 หน้า. หน้า 21-25. ISBN 978-616-7405-32-2
  109. ประยูร พิศนาคะ. สมเด็จพระเพทราชา. กรุงเทพฯ : สำนักงานหอสมุดกลาง 09, 2513. 479 หน้า. หน้า 478.
  110. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย, หน้า 160
  111. พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ฉบับตัวเขียน, หน้า 276
  112. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมิวเซียมสยาม. (กันยายน, 2560). เสด็จสู่แดนสรวง: ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ. กรุงเทพฯ : ศูนย์สื่อและสิ่งพิมพ์แก้วเจ้าจอม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. 400 หน้า. หน้า 239-251. ISBN 978-616-395-872-3
  113. ปรัชญา เลิศกิจจานุวัฒน์. การวิเคราะห์ภาพกระบวนแห่พระศพและพระเมรุฉบับ Dresden State Art Collections, การค้นคว้าอิสระปริญญามหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์ศิลปะ), บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2560. หน้า 41.
  114. ศานติ ภักดีคำ (ชำระ, บรรณาธิการ), คลังสารสนเทศของสถาบันนิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (เผยแพร่). พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2558. 558 หน้า. หน้า 278. ISBN 978-616-91351-0-1 มูลนิธิ "ทุนพระพุทธยอดฟ้า" ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิมพ์โดยเสรด็จพระราชกุศลในการพระราชทานเพลิงศพ พระธรรมปัญญาบดี (ถาวร ติสฺสานุกโร ป.ธ.๔) ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘.
  115. ประชุมพงศาวดาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่ม ๕ (ภาคที่ ๑๒-๑๙). พระนคร : ก้าวหน้าหน้า, 2507. หน้า 129.
  116. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ ฯ กรมพระยา. ตำนานกฎหมายเมืองไทย และประมวลคำอธิบายทางนิติศาสตร์. พระนคร : ไทยเขษม, 2493. หน้า 11. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงอินทอาญา (พงษ์ ณ นคร) วันพฤหัสบดี ที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๓.
  117. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 335-336
  118. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 339-341
  119. ห้องสมุดวชิรญาณ (เผยแพร่). คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2554.
  120. คมขำ ดีวงษา. บทบาทของตลาดในเมืองพระนครศรีอยุธยาต่อการค้าภายในและภายนอก พ.ศ. 2173 - 2310. (วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2531.
  121. ประชุมพงศาวดาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่ม 9. กรุงเทพฯ : ก้าวหน้า, 2508. 538 หน้า. หน้า 195-196
  122. 122.0 122.1 วิจิตรมาตรา, ขุน (สง่า กาญจนาคพันธ์). ประวัติการค้าไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ : รวมสาส์น, 2526. 404 หน้า. หน้า 289-296.
  123. กรมศิลปากร. บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีระหว่างไทนกับนานาประเทศในศตวรรษที่ 17 เล่ม 5. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว, 2520. 181 หน้า. หน้า 74.
  124. "จดหมายเหตุ คณะบาทหลวงฝรั่งเศส", ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๒๐ (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๓๓ และ ๓๔). กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2520. หน้า 279.
  125. กรมศิลปากร. บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีระหว่างไทนกับนานาประเทศในศตวรรษที่ 17 เล่ม 5. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว, 2520. 181 หน้า. หน้า 66-68.
  126. กรมศิลปากร. บันทึกเรื่องสัมพันธไมตรีระหว่างไทนกับนานาประเทศในศตวรรษที่ 17 เล่ม 5. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว, 2520. 181 หน้า. หน้า 80-101.
  127. ภารดี มหาขันธ์. พื้นฐานอารยธรรมไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2544. 273 หน้า. หน้า 60. ISBN 974-277-938-4
  128. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล. พระศรีสรรเพชญ์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2560. 184 หน้า. หน้า 166. ISBN 978-974-0215-43-1
  129. น.ณ ปากน้ำ (ประยูร อุลุชาฏะ). ศิลปกรรมโบราณในสยามประเทศ. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ, 2524. 316 หน้า. หน้า 171. ISBN 978-974-2203-07-8
  130. สันติ เล็กสุขุม. เจดีย์เพิ่มมุม เจดีย์ย่อมุม สมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ : คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2529. 182 หน้า. หน้า 78. ISBN 978-974-7955-26-2
  131. น.ณ ปากน้ำ (ประยูร อุลุชาฏะ). ห้าเดือนกลางซากอิฐปูนที่อยุธยา. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2540. 335 หน้า. หน้า 301. ISBN 974-736-793-9
  132. ชาตรี ประกิตนนทการ. การเมืองในสถาปัตยกรรม สมัยรัชกาลที่ ๑. กรุงเทพฯ : มติชน, 2558. 176 หน้า. หน้า 41. ISBN 978-974-0213-77-2
  133. จำรัส จึงธีรพานิช (บก.). (2547). นิตยสาร Advanced Thailand Geographic, 10(77-78): 281.
  134. ศรีศักร วัลลิโภดม. กรุงศรีอยุธยาของเรา. กรุงเทพฯ : มังกรการพิมพ์และโฆษณา, 2527. 127 หน้า. หน้า 118. ISBN 978-974-0204-66-4
  135. สันติ เล็กสุขุม. ลวดลายปูนปั้นแบบอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ. 2172-2310). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ, 2532. 222 หน้า. หน้า 19-20. ISBN 978-974-8357-77-5
  136. ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (เผยแพร่). พระราชวังหลวง หรือพระราชวังโบราณ. สืบค้นเมื่อ 2 กันยายน 2565.
  137. สงวน อั้นคง. พระที่นั่ง ประตูและป้อมฯ ใน พระราชอาณาจักรไทย. พระนคร : เกษมบรรณกิจ, 2515. 350 หน้า. หน้า 181.
  138. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา, หน้า 150
  139. คําให้การขุนหลวงหาวัด: (ฉบับหลวง) และประชุมพงศาวดาร ภาค ๘๑ : จดหมายเหตุเรื่องการจลาจลเมื่อปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช. 2544 287 หน้า. หน้า 151. ISBN 978-974-2052-24-9
  140. ราชบัณฑิตยสถาน. สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน: มอ-แม่แรง. เล่ม 23. กรุงเทพฯ : ไทยมิตรการพิมพ์, 2535. 661 หน้า. ISBN 978-974-8120-39-3
  141. กรมศิลปากร, คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก (เล่ม 2). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2542. 434 หน้า. หน้า 255.
  142. สุภัทรดิศ ดิศกุล, หม่อมเจ้า, และคณะ. โบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เล่มที่ 1. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2551. หน้า 233. ISBN 978-974-4178-91-6
  143. กรมศิลปากร, คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก (เล่ม 5). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2542. 433 หน้า. หน้า 99.
  144. ธีรพงศ์ เรื่องขำ. (2564, 11 กันยายน). "รำลึก ๓๓๕ ปี การสำรวจดาวหางยักษ์ C/1868 R1 ที่เกาะเสม็ด", ศิลปวัฒนธรรม, 42(11): 131.
  145. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2559, มกราคม-มีนาคม). วารสารราชบัณฑิตยสภา, 41(1): 94.
  146. กรมศิลปากร. ประทีปวิทรรศน์ : รวมเรื่องโบราณคดีอยุธยา. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2564. 259 หน้า. หน้า 50. ISBN 978-616-283-589-6
  147. มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. (2546). วารสารเมืองโบราณ, 29(1-4): 35.
  148. กรมศิลปากร, คณะกรรมการจัดนิทรรศการเรื่องศิลปกรรมสมัยอยุธยา. ศิลปกรรมสมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2514. 66 หน้า. หน้า 25.
  149. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). ฐานข้อมูลนามานุกรมวรรณคดีไทย: พระพุทธโฆษาจารย์. สืบค้นเมื่อ 5 กันยายน 2565.
  150. จุมพล เพิ่มแสงสุวรรณ. (2545). "พระอุโบสถและพระวิหารที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกสมัยอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๓๑๐)", วารสารหน้าจั่ว ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย. หน้า 89-90. ISBN 974-653-530-7
  151. กรมศิลปากร. ช้างต้น: สัตว์มงคลแห่งพระจักรพรรดิ. กรุงเทพฯ : คาร์ลสเบอร์ก บริวเวอรี่ (ประเทศไทย), 2539. 778 หน้า. หน้า 332. ISBN 974-836-427-5
  152. "แผ่นดินสมเด็จพระมหาบุรุษ (พระเพทราชา)", พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์. พระนคร : อักษรนิติ, 2465. หน้า 581.
  153. สมพงษ์ เกรียงไกรเพช. ห้องสมุด. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : ผ่านฟ้าวิทยา, 2508. 804 หน้า. หน้า 220.
  154. สำนักนายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและโบราณคดี. ประชุมพระตำราบรมราชูทิศเพื่อกัลปนาสมัยอยุธยา ภาค ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2510. 84 หน้า.
  155. พงษ์พรรณ บุญเลิศ. ‘เอกสารโบราณ’ บันทึกสรรพวิชา อนุรักษ์สืบทอด ‘คัมภีร์ใบลาน’. เดลินิวส์ ออนไลน์. (31 สิงหาคม 2565). สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2565.
  156. กรมศิลปากร, กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์. ข่าวประชาสัมพันธ์ โครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดไก่เตี้ย กรุงเทพมหานคร. (25 สิงหาคม 2565). สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2565.
  157. หอพระสมุดวชิรญาณ. อัฏฐธรรมปัณหาของสมเด็จพระเพทราชา. พระนคร : ม.ป.พ., 2455. 36 หน้า. พิมพ์แจกในงานพระเมรุ พระวรวงษ์เธอ พระองค์เจ้าจันทรสุเทพ ร.ศ. ๑๓๑.
  158. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา, หน้า 409.
  159. บุญยงค์ เกศเทศ. ประวัติศาสตร์วรรณกรรม. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2525. 455 หน้า. หน้า 77.
  160. โกวิท สุรัสวดี, และคณะ. การเมืองการปกครองไทย: ตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ วี.เจ. พริ้นติ้ง, 2544. 519 หน้า. หน้า 32. ISBN 978-974-3462-56-6
  161. ดนัย ไชยโยธา. 53 พระมหากษัตริย์ไทย : ธ ทรงครองใจไทยทั้งชาติ. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2543. 562 หน้า. หน้า 181. ISBN 978-974-2777-51-7
  162. สมชาย พุ่มสอาด, สมพงษ์ เกรียงไกรเพชร และกมล วิชิตสรศาสตร์. 400 ปีสมเด็จพระนเรศวร. กรุงเทพฯ : ร่วมสถาปนา, 2527. 775 หน้า. หน้า 164.
  163. "เรื่องเก่าเอามาเล่าอีก (1)". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-03-05. สืบค้นเมื่อ 2012-03-21.
  164. บุญเยี่ยม แย้มเมือง. เที่ยววังเวียงละโว้. กรุงเทพฯ : เม็ดทราย, 2531. 63 หน้า. หน้า 18. ISBN 978-974-7668-91-9
  165. วิษณุ เครืองาม. ข้ามสมุทร. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ : มติชน, 2561. 928 หน้า. ISBN 978-974-0216-13-1
  166. วิจิตรวาทการ (กิมเหลียง), พลตรี หลวง. เพ็ชรพระนารายณ์. กรุงเทพฯ : เสริมวิทย์บรรณาคาร, 2513. 536 หน้า. หน้า 470-474.
  167. Dirk van der Cruysse. Louis XIV et le Siam: Le grand livre du mois. Paris : Fayard, 1991. 586 pp. ISBN 978-221-3027-19-7
  168. มอร์กาน สปอร์แตช (แต่ง), กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). รุกสยาม ในนามของพระเจ้า. กรุงเทพฯ : มติชน, 2561. ISBN 978-974-0216-11-7
  169. วิลเลียม ดัลตัน (แต่ง), เสฐียรโกเศศ (แปล). ฟอลคอน Phaulkon. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ : ศยาม, 2561. 408 หน้า. ISBN 978-974-3159-07-7
  170. แคลร์ คีฟ-ฟอกซ์ (แต่ง), กล้วยไม้ แก้วสนธิ (แปล). ฟอลคอนแห่งอยุธยา นวนิยายชีวิตเจ้าพระยาวิไชเยนทร์. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์, 2558. 559 หน้า. ISBN 978-616-0429-48-6
  171. มนชิดา หนูแก้ว. กลวิธีในการนำเสนอเนื้อหาและการใช้ภาษาในนวนิยายของ รอมแพง. (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย). สงขลา : มหาวิทยาลัยทักษิณ, 2562.
  172. 172.0 172.1 เสมียนอัคนี. (2565, 22 พฤษภาคม). พระเพทราชา กับตำนาน “ชายนอนหลับ” ชื่อ “สิงห์” และ “เสลี่ยง” วัดกุฎีทอง สุพรรณบุรี. ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 5 พันยายน 2565.
บรรณานุกรม
  • พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง, 2558. 558 หน้า. ISBN 978-616-92351-0-1 [จัดพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในการพระราชทานเพลิงศพพระธรรมปัญญาบดี (ถาวร ติสฺสานุกโร ป.ธ.๔)]
  • มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2554. 264 หน้า. ISBN 978-616-7308-25-8
  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2553. 800 หน้า. ISBN 978-616-7146-08-9

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

ก่อนหน้า สมเด็จพระเพทราชา ถัดไป
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
(ราชวงศ์ปราสาททอง)

(พ.ศ. 2199 - 2231)
   
พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา
(ราชวงศ์บ้านพลูหลวง)

(พ.ศ. 2231 - 2246)
  สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8
(ราชวงศ์บ้านพลูหลวง)

(พ.ศ. 2246 - 2251)