สมเด็จพระเพทราชา

(เปลี่ยนทางจาก พระเพทราชา)

สมเด็จพระเพทราชา หรือ สมเด็จพระมหาบุรุษ มีชื่อเดิมว่า ทองคำ เป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรอยุธยาในประเทศไทย แย่งชิงราชบัลลังก์จาก สมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์พระองค์ก่อน ราชวงศ์ของพระองค์คือ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง เป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองอาณาจักรอยุธยา[3]:252

สมเด็จพระเพทราชา
สมเด็จพระมหาบุรุษ
Phetracha Drawing by HRH Prince of Nakorn Sawan.jpg
พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระเพทราชาตามจินตนาการตามแบบภาพจิตรกรรมใน วัดยม อยุธยา ภาพฝีพระหัตถ์โดย กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ม. วรพินิต)
พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา
ครองราชย์11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231- 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2246 (14 ปี 210 วัน)
ก่อนหน้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ถัดไปสมเด็จพระเจ้าสุริเยนทราธิบดี
พระมเหสีกรมพระเทพามาตย์ (กัน)
กรมหลวงโยธาเทพ
กรมหลวงโยธาทิพ
นางกุสาวดี[1]
พระราชบุตรแม่อยู่หัวนางพระยา ​(นิ่ม)​
สมเด็จพระเจ้าสุริเยนทราธิบดี
ตรัสน้อย
เจ้าพระขวัญ
พระองค์เจ้าหญิงฉิม
พระองค์เจ้าหญิงจีน
พระองค์เจ้าชายดำ
พระองค์เจ้าชายแก้ว
พระองค์เจ้าชายบุนนาค[2]
ราชวงศ์ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
พระราชบิดาไม่ปรากฏ
พระราชมารดาท้าวศรีสัจจา (พระนมเปรม)
ประสูติพ.ศ. 2175
บ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี อาณาจักรอยุธยา
สวรรคต6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2246 (71 พรรษา)
กรุงศรีอยุธยา อาณาจักรอยุธยา

พระราชประวัติแก้ไข

สมเด็จพระเพทราชา แต่เดิมสามัญชน ชื่อว่า ทองคำ เป็นชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี (ปัจจุบันคือบ้านพลูหลวง ตั้งอยู่ใน ต.สนามชัย อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี) เป็นบุตรของพระนมเปรม และมีพระขนิษฐาคือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม)[4][5] พระสนมเอกในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาได้รับราชการจนมีบรรดาศักดิ์เป็นพระเพทราชา ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมพระคชบาล มีกำลังพลในสังกัดหลายพัน[6]

ในปี พ.ศ. 2231 เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชประทับ ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ทรงพระประชวรใกล้สวรรคต ทรงเห็นว่าพระเพทราชาเป็นผู้ใหญ่ จึงมอบหมายให้ว่าราชการแทน[7] ระหว่างนั้นพระเพทราชาลวงพระอนุชาทั้งสองพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์ คือเจ้าฟ้าน้อยและเจ้าฟ้าอภัยทศว่ามีรับสั่งให้เข้าเฝ้า เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จถึงเมืองลพบุรีก็ถูกหลวงสรศักดิ์จับไปสำเร็จโทษที่วัดทราก ส่วนพระปีย์พระราชโอรสบุญธรรมถูกผลักตกจากชาลาพระที่นั่งสุทธาสวรรค์แล้วกุมตัวไปสำเร็จโทษ เมื่อสมเด็จพระนารายณ์สวรรคตแล้ว ได้สั่งให้พระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) เข้ามาพบ เมื่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์มาถึงศาลาลูกขุนก็ถูกกุมตัวไปประหารชีวิต เมื่อจัดการบ้านเมืองสงบแล้วจึงเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนารายณ์มาประดิษฐานที่พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ แล้วรับราชาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท[8]

เมื่อปราบดาภิเษกนั้นสมเด็จพระเพทราชามีพระชนมพรรษาได้ 51 พรรษา ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระมหาบุรุษ วิสุทธิเดชอุดม บรมจักรพรรดิศร บรมนาถบพิตร สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว" แล้วทรงตั้งคุณหญิงกันเป็นพระอัครมเหสีฝ่ายขวา (พระมเหสีเดิมในพระเพทราชา เป็นผู้อภิบาลพระเจ้าเสือตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ภายหลังได้ขึ้นเป็นที่ กรมพระเทพามาตย์ ในสมัยของพระเจ้าเสือ) ตั้งกรมหลวงโยธาเทพ (เจ้าฟ้าทอง) พระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์เป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย ตั้งนางนิ่มเป็นพระสนมเอก ตั้งหลวงสรศักดิ์เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตั้งหม่อมแก้วบุตรท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) พระขนิษฐาของพระองค์เป็นกรมขุนเสนาบริรักษ์ เป็นต้น[9]

เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ได้ขับไล่กำลังทหารฝรั่งเศสออกไปจากกรุงศรีอยุธยา แต่ยังทรงอนุญาตให้บาทหลวง และพ่อค้าชาวฝรั่งเศสอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาต่อไปได้ ได้มีการทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศส เรื่องการขนย้ายทหาร และทรัพย์สินของฝรั่งเศสออกจากป้อมที่บางกอก โดยฝ่ายอาณาจักรอยุธยาเป็นผู้จัดเรือ กับต้องส่งคืนทรัพย์สิน ที่เป็นของกรุงศรีอยุธยาคืนทั้งหมด สำหรับข้าราชการและราษฎรไทย ที่ยังอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ทางฝรั่งเศสจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา ผลการปฏิบัติดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับฝรั่งเศส สิ้นสุดลงตั้งแต่นั้นมา

สมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2246[10] พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ฉบับตัวเขียน ระบุว่าสวรรคต ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ขณะครองราชย์ได้ 15 ปี สิริพระชนมพรรษาได้ 71 พรรษา[11]

พระราชกรณียกิจแก้ไข

การปฏิรูปการปกครองแก้ไข

ในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองใหม่ โดยกำหนดให้หัวเมืองฝ่ายเหนืออยู่ในความดูแลของสมุหนายก และหัวเมืองฝ่ายใต้อยู่ในความดูแลของสมุหพระกลาโหม โดยแบ่งให้แต่ละฝ่ายรับผิดชอบดูแลกิจการทั้งด้านทหารและพลเรือนในภูมิภาคนั้น ๆ

นอกจากนี้พระองค์ยังได้เพิ่มจำนวนกำลังทหารให้แก่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า เพื่อเป็นกำลังป้องกันวังหลวงอีกทางหนึ่งด้วย

งานต่างประเทศแก้ไข

พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ระบุว่าในรัชกาลนี้ประเทศใกล้เคียงเข้ามาอ่อนน้อมเจริญสัมพันธไมตรี กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2234 นักเสด็จเถ้าพระเจ้ากรุงกัมพูชาโปรดให้พระยาเขมร 3 คนนำช้างเผือกพังช้างหนึ่งมาถวาย สมเด็จพระเพทราชาพระราชทานชื่อว่าพระบรมรัตนากาศ ชาติคเชนทร์ วเรนทรมหันต์ อนันตคุณ วิบุลธรเลิดฟ้า และพระราชทานผ้าแพรจำนวนมากให้พระยาเขมรนำไปพระราชทานนักเสด็จเถ้า[12]

ต่อมาในปี พ.ศ. 2238 พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ได้ส่งราชทูตนำพระราชสาส์นมาทูลว่าจะถวายพระราชธิดา และขอกรุงศรีอยุธยาส่งกองทัพไปช่วยป้องกันกรุงศรีสัตนาคนหุตจากกองทัพหลวงพระบาง จึงโปรดให้พระยานครราชสีมานำพล 10,000 ไปกรุงเวียงจันทน์ หลวงพระบางทราบข่าวจึงยอมประนีประนอมกับเวียงจันทน์ เมื่อเรือพระที่นั่งของพระราชธิดาพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตมาถึงหน้าวัดกระโจม กรมพระราชวังบวรสถานมงคลก็มีพระบัณฑูรให้รับพระราชธิดานั้นไว้ที่วังหน้า แล้วเสด็จไปกราบทูลสมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระเพทราชาก็พระราชทานตามที่ขอ[13]

พระมเหสีแก้ไข

สมเด็จพระเพทราชามีพระมเหสีสำคัญ ๆ อยู่ 4 พระองค์ ได้แก่

  1. กรมพระเทพามาตย์ (กัน)[14] พระมเหสีเดิมในพระเพทราชาเป็นผู้อภิบาลพระเจ้าเสือตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ภายหลังได้ขึ้นเป็นที่กรมพระเทพามาตย์
  2. กรมหลวงโยธาเทพ หรือ มเหสีฝ่ายซ้าย - พระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีพระราชโอรสคือตรัสน้อย ทรงสนใจทางด้านการศึกษาในหลายๆแขนงวิชา ช่วงหลังย้ายตามพระราชมารดาไปอยู่ ณ พระตำหนักใกล้วัดพุทไธศวรรย์
  3. กรมหลวงโยธาทิพ หรือ มเหสีฝ่ายขวา - พระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีพระราชโอรสคือเจ้าพระขวัญ (กรมพระราชวังบวรสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์)
  4. นางกุสาวดี มเหสีพระราชทานจากพระนารายณ์มหาราช พระธิดาพญาแสนหลวง เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่

ในวัฒนธรรมสมัยนิยมแก้ไข

มีการนำพระราชประวัติของสมเด็จพระเพทราชามาสร้างเป็นสื่อเพื่อความบันเทิงหลายครั้ง ได้แก่ ละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง บุพเพสันนิวาส ออกฉายครั้งแรกทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 มีตัวละครหนึ่งชื่อ "พ่อทองคำ" หรือ "คุณพระเพทราชา" ที่ภายหลังปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระเพทราชา รับบทโดยศรุต วิจิตรานนท์ และภาพยนตร์เรื่องพันท้ายนรสิงห์ ออกฉายเมื่อ พ.ศ. 2558 รับบทโดยสมภพ เบญจาธิกุล

ดูเพิ่มแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

เชิงอรรถ
  1. ภาสกร วงศ์ตาวัน. ประเทศราช ชาติศัตรู และพ่อค้านานาชาติ. กรุงเทพฯ:ยิปซี, 2553. หน้า 182
  2. ราชอาณาจักรสยาม[ลิงก์เสีย]
  3. Reid, Anthony (Editor), Dhiravat na Prombeja, Southeast Asia in the Early Modern Era, Cornell University Press, 1993, ISBN 0-8014-8093-0
  4. ภูธร ภูมะธน. โกษาปาน ราชทูตกู้แผ่นดิน. (กรุงเทพฯ:สถาบันการเรียนรู้และสร้างสรรค์ (พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้), 2550), หน้า 33
  5. พลับพลึง มูลศิลป์. ความสัมพันธ์อาณาจักรอยุธยา-ฝรั่งเศส สมัยอยุทธยา. (กรุงเทพ:บรรณกิจ), 2523, หน้า 110, 238
  6. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย, หน้า 158
  7. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 317
  8. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 330-331
  9. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 318
  10. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย, หน้า 160
  11. พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ฉบับตัวเขียน, หน้า 276
  12. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 335-336
  13. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), หน้า 339-341
  14. "เรื่องเก่าเอามาเล่าอีก (1)". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-03-05. สืบค้นเมื่อ 2012-03-21.
บรรณานุกรม
  • พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง, 2558. 558 หน้า. ISBN 978-616-92351-0-1 [จัดพิมพ์โดยเสด็จพระราชกุศลในการพระราชทานเพลิงศพพระธรรมปัญญาบดี (ถาวร ติสฺสานุกโร ป.ธ.๔)]
  • มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2554. 264 หน้า. ISBN 978-616-7308-25-8
  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2553. 800 หน้า. ISBN 978-616-7146-08-9


ก่อนหน้า สมเด็จพระเพทราชา ถัดไป
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
(ราชวงศ์ปราสาททอง)

(พ.ศ. 2199 - 2231)
   
พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา
(ราชวงศ์บ้านพลูหลวง)

(พ.ศ. 2231 - 2246)
  สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8
(ราชวงศ์บ้านพลูหลวง)

(พ.ศ. 2246 - 2251)