ฟุตบอลทีมชาติเช็กเกีย

ฟุตบอลทีมชาติเช็กเกีย (เช็ก: Česká fotbalová reprezentace) เป็นทีมฟุตบอลประจำ ประเทศเช็กเกีย โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของสมาคมฟุตบอลสาธารณรัฐเช็ก โดยผลงานที่ดีที่สุดในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปของเช็กคือ การเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศใน ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004 แต่ก็แพ้ กรีซไป 1-0 หลังต่อเวลาพิเศษ ทั้งที่ทำผลงานทั้งในรอบแบ่งกลุ่มและรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ดีแล้ว และส่วนฟุตบอลโลกเช็กในปี 1996 เช็กเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับ "อินทรีเหล็ก" เยอรมนีไป 2-1 หลังต่อเวลาพิเศษ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุมทีมของ ยาโรสลาฟ ชิลฮาวี

เช็กเกีย
Shirt badge/Association crest
ฉายาNároďák
เช็ก (ฉายาในภาษาไทย)
สมาคมสมาคมฟุตบอลสาธารณรัฐเช็ก (FAČR)
สมาพันธ์ยูฟ่า (ยุโรป)
หัวหน้าผู้ฝึกสอนยาโรสลาฟ ชิลฮาวี
กัปตันโตมาช โซว์แช็ก
ติดทีมชาติสูงสุดแปเตอร์ แช็ค (124)
ทำประตูสูงสุดยาน โคลเลอร์ (55)
สนามเหย้าหลายแห่ง
รหัสฟีฟ่าCZE
อันดับฟีฟ่า
อันดับปัจจุบัน 32 เพิ่มขึ้น 1 (23 มิถุนายน 2022)[1]
อันดับสูงสุด2 (กันยายน ค.ศ. 1999; มกราคม – พฤษภาคม ค.ศ. 2000; เมษายน – พฤษภาคม ค.ศ. 2005; มกราคม – พฤษภาคม ค.ศ. 2006)
อันดับต่ำสุด67 (มีนาคม ค.ศ. 1994)
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
ธงชาติฮังการี ฮังการี 2–1 โบฮีเมีย ธงชาติโบฮีเมีย
(บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี; 5 เมษายน ค.ศ. 1903)
ในฐานะ เช็กเกีย:
ธงชาติเช็กเกีย เช็กเกีย 4–1 ตุรกี ธงชาติตุรกี
(อิสตันบูล ประเทศตุรกี; 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994)
ชนะสูงสุด
ธงชาติเชโกสโลวาเกีย เชโกสโลวาเกีย 7–0 ยูโกสลาเวีย ธงชาติราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย
(แอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม; 28 สิงหาคม ค.ศ. 1920)
ในฐานะ เช็กเกีย:
ธงชาติเช็กเกีย เช็กเกีย 8–1 อันดอร์รา ธงชาติอันดอร์รา
(ลีเบเรช ประเทศเช็กเกีย; 4 มิถุนายน ค.ศ. 2005)
ธงชาติเช็กเกีย เช็กเกีย 7–0 ซานมารีโน ธงชาติซานมารีโน
(ลีเบเรช, ประเทศเช็กเกีย; 7 ตุลาคม ค.ศ. 2006)
ธงชาติเช็กเกีย เช็กเกีย 7–0 ซานมารีโน ธงชาติซานมารีโน
(Uherské Hradiště ประเทศเช็กเกีย; 9 กันยายน ค.ศ. 2009)
ธงชาติเช็กเกีย เช็กเกีย 7–0 คูเวต ธงชาติคูเวต
(ออลอโมตซ์ ประเทศเช็กเกีย; 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 2021)
แพ้สูงสุด
ธงชาติฮังการี ฮังการี 8–3 เชโกสโลวาเกีย ธงชาติเชโกสโลวาเกีย
(บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี; 19 กันยายน ค.ศ. 1937)
ในฐานะ เช็กเกีย:
ธงชาติอังกฤษ อังกฤษ 5–0 เช็กเกีย ธงชาติเช็กเกีย
(ลอนดอน ประเทศอังกฤษ; 22 มีนาคม ค.ศ. 2019)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม9 (ครั้งแรกใน 1934)
ผลงานดีที่สุดรองชนะเลิศ (1934, 1962 ในฐานะเชโกสโลวาเกีย), รอบกลุ่ม (2006, ในฐานะเช็กเกีย)
ยูฟ่ายูโรปาลีก
เข้าร่วม10 (ครั้งแรกใน 1960)
ผลงานดีที่สุดชนะเลิศ (1976 ในฐานะเชโกสโลวาเกีย), รองชนะเลิศ (1996 ในฐานะ เช็กเกีย)
คอนเฟเดอเรชันส์คัพ
เข้าร่วม1 (ครั้งแรกใน 1997)
ผลงานดีที่สุดอันดับที่ 3 (1997)

ทีมชาติก่อตั้งขึ้นในปี 1901 ในสมัยราชอาณาจักรโบฮีเมียที่ถูกปกครองโดยจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ต่อมาได้ก่อตั้งเชโกสโลวาเกีย ก่อนจะแยกประเทศกับสโลวาเกียในปี 1992 การแข่งขันระหว่างประเทศของพวกเขาเป็นครั้งแรกที่สาธารณรัฐเช็กคือยูโร 1996 ที่พวกเขาเสร็จสิ้นการวิ่งขึ้นเสร็จที่ดีที่สุดของพวกเขาในการแข่งขันระหว่างประเทศใด ๆ แม้จะมีความสำเร็จแรกของพวกเขาที่พวกเขาได้ให้ความสำคัญเฉพาะในฟุตบอลโลก 2006 ทัวร์นาเมนต์ที่พวกเขาถูกกำจัดในรอบแรกของการแข่งขัน พวกเขาเผชิญชะตากรรมเดียวกันที่ ยูโร 2008 ลักษณะที่ปรากฏล่าสุดของพวกเขาในขั้นตอนสุดท้ายของการแข่งขันที่สำคัญ

ล่าสุดผลงานในศึก ยูโร 2012 ที่โปแลนด์และยูเครนเป็นเจ้าภาพร่วมกัน เช็กสามารถผ่านรอบคัดเลือกและทะลุมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ได้ โดยในกลุ่ม เช็กอยู่สายเดียวกับ รัสเซีย,กรีซ และ เจ้าภาพ โปแลนด์ โดยเช็กเป็นแชมป์กลุ่ม ซึ่ง ชนะ 2 เสมอ 0 แพ้ 1 และผ่านเข้าไปสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเจอกับ รองแชมป์กลุ่ม B คือ โปรตุเกส ซึ่งเช็กเน้นในเกมส์รับมาตลอดและจะรุกเป็นบางครั้ง แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับ โปรตุเกส ไป 1-0 แต่ มิชาล บิเล็ค ผู้จัดการทีมของเช็ก ยอมรับว่าทีมของตนสู้เต็มที่แล้วและทำผลงานได้ดีกว่าความคาดหมาย

ประวัติแก้ไข

ปัจจุบันทีมชาติสาธารณรัฐเช็กอยู่ภายใต้การคุมทีมของ มิชาล บิเล็ค โดยก่อนหน้าที่จะมีการแยกตัวเมื่อปี ค.ศ. 1992 พวกเขาเข้าร่วมการแข่งขันในรายการของสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (ฟีฟ่า) และสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ในชื่อของ โบฮีเมีย, ออสเตรีย-ฮังการี และ เช็กโกสโลวาเกีย ในช่วงทศวรรษที่ 90 เช็กโกสโลวาเกีย ได้แตกประเทศ และกลายเป็นสาธารณรัฐเช็กกับสโลวาเกียแทน

ภายหลังการแยกตัวในปี ค.ศ. 1992 สาธารณรัฐเช็กลงเล่นทัวร์นาเมนต์สำคัญแรกคือ ยูโร 1996 และพวกเขาก็สร้างประวัติศาสตร์เป็นรองแชมป์ในรายการนั้น ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดของทีมนับตั้งแต่ร่วมแข่งขันมา แต่ถึงแม้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้น พวกเขากลับได้เล่นฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในปี ค.ศ. 2006 ซึ่งตกรอบแรก เช่นเดียวกับการเก็บกระเป๋ากลับบ้านก่อนกำหนดในยูโร 2008 โดยสาธารณรัฐเช็กลงเล่นเกมอุ่นเครื่องนัดแรกในแมตช์เยือนตุรกี และชนะไป 4-1 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994 และเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์แรกคือยูโร 1996 ซึ่งในรอบคัดเลือกพวกเขาทำสถิติชนะ 6 เสมอ 3 และแพ้ 1 จบในอันดับ 1 ของกลุ่ม 5 ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศอังกฤษ ในยูโร 1996 รอบสุดท้าย สาธารณรัฐเช็กแพ้เยอรมนี 0-2 ในเกมแรก แต่พวกเขาก็ยังสามารถผ่านเข้าสู่รอบแพ้คัดออกได้สำเร็จ และยังคงเดินหน้าโชว์ฟอร์มเก่งอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การนำทัพของยอดดาวเตะอย่าง พาเวล เนดเวด, แพทริก แบร์เกอร์ และ คาเรล โพดอลสกี้ จนทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับเยอรมนี แต่ก็ต้องแพ้ไป 2-1 จากโกลเด้นโกลของ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์ ในช่วงต่อเวลาพิเศษที่สนามกีฬาเวมบลีย์

จากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในยูโร 1996 ทำให้สาธารณรัฐเช็กได้รับการคาดหมายว่าจะสามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม พวกเขาจบเพียงอันดับ 3 ในรอบคัดเลือก ตามหลังสเปนและยูโกสลาเวีย ทำให้ต้องพลาดเข้าไปเล่นในทัวร์นาเมนต์นั้น

ในช่วงยุค 2000 สาธารณรัฐเช็กสามารถเข้าไปเล่นยูโร 2000 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศเบลเยี่ยมได้สำเร็จ โดยในรอบคัดเลือก พวกเขามีเกมรับเหนียวแน่น เสียไปเพียง 5 ประตูเท่านั้นจาก 10 นัด แต่ในรอบสุดท้ายพวกเขาต้องโชคร้ายเมื่อต้องเจอกับเนเธอร์แลนด์เจ้าภาพ เมื่อยิงชนเสาชนคานถึง 3 ครั้ง ก่อนจะแพ้ 0-1 จากจุดโทษในนาทีสุดท้าย และแพ้ฝรั่งเศส 1-2 แม้จะปิดท้ายด้วยการชนะ เดนมาร์ก 2-0 แต่พวกเขาก็ต้องตกรอบแรก รวมทั้งสาธารณรัฐเช็กก็พลาดในการเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีใต้ เมื่อพวกเขาจบอันดับ 2 ของกลุ่มในรอบคัดเลือก ตามหลังเดนมาร์ก และแพ้เบลเยียมในเกมเพลย์ออฟ

จากความล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้พวกเขาต้องปรับโครงสร้างของทีมใหม่ทั้งหมด และนักเตะที่เป็นแกนหลักของทีมได้แก่ พาเวล เนดเวด, ยาน โคลเลอร์, มิลาน บารอส, มาเร็ค ยานคูลอฟสกี้ และ โทมัส กาลาเซ็ค รวมทั้งผู้รักษาประตูดาวรุ่งอย่าง เปเตอร์ เช็ค สาธารณรัฐเช็กยุคใหม่ทำสถิติสุดยอดระหว่างปี ค.ศ. 2002 - 2003 จากการถล่มคู่แข่งถึง 53 ประตูจาก 19 นัด และไม่พ่ายแพ้ต่อทีมใดเลย รวมทั้งผ่านเข้าไปเล่นยูโร 2004 ได้อย่างง่ายดาย และได้รับการยกย่องว่ามีโอกาสที่จะสอดแทรกขึ้นมาคว้าแชมป์ที่ประเทศโปรตุเกสมาครองได้ ทว่าสถิติไร้ถ่าย 20 นัดของพวกเขาต้องสิ้นสุดลงจากการแพ้ไอร์แลนด์ในเกมอุ่นเครื่องเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2004 สาธารณรัฐเช็กชนะรวดทั้ง 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งรวมถึงชนะเนเธอร์แลนด์ 2-0 และชนะเยอรมนี 3-2 ก่อนจะชนะเดนมาร์กในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และเข้าไปเจอกับกรีซ ม้ามืดประจำทัวร์นาเมนต์ แต่พวกเขาก็ต้องหยุดเส้นทางเอาไว้เพียงรอบนี้เมื่อมาโดนยิงซิลเวอร์โกลในช่วงต่อเวลาพิเศษ หลังจากที่มีโอกาสจะเป็นผู้ชนะในแมตช์นั้นอยู่หลายครั้ง ก่อนที่กรีซจะผ่านเข้าไปคว้าแชมป์ยูโร 2004 ได้อย่างสุดเหลือเชื่อ

สาธารณรัฐเช็กทำสถิติของตัวเองขึ้นใหม่ใน ฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก เมื่อพวกเขาถล่ม อันดอร์ร่า 8-1 และในแมตช์เดียวกันนั้น ยาน โคลเลอร์ ก็กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติ ด้วยจำนวน 35 ประตู และพวกเขาก็จบลงด้วยการเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม ก่อนชนะนอร์เวย์ในรอบเพลย์ออฟ ทำให้ทีมได้ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรก สาธารณรัฐเช็กได้รับข่าวดีเมื่อ พาเวล เนดเวด ตัดสินใจกลับมาเล่นให้ทีมชาติอีกครั้ง หลังเคยประกาศเลิกเล่นเมื่อจบการแข่งขันยูโร 2004 และสมาชิกชุดฟุตบอลโลก 2006 ก็มาจากชุดยูโร 2004 ถึง 18 คนเลยทีเดียว ทว่าพวกเขาก็ต้องตกรอบแรกที่ประเทศเยอรมนีอย่างสุดเหลือเชื่อ ทั้งที่ชนะสหรัฐอเมริกา 3-0 ในเกมแรก แต่ก็แพ้กาน่าและอิตาลีในอีก 2 นัดต่อจากนั้น และหลังจบทัวร์นาเมนต์ พาเวล เนดเวด, คาเรล โพดอลสกี้ และวราติสลาฟ ล็อกเวนซ์ ต่างก็ประกาศแขวนสตั๊ดหลังความผิดหวังในฟุตบอลโลก 2006 นั้น โดยสาธารณรัฐเช็กกลับมาทำได้ดีอีกครั้งในการแข่งขันยูโร 2008 รอบคัดเลือก จากการคว้าแชมป์กลุ่ม จบในอันดับที่เหนือกว่าเยอรมนี และในการแข่งขันรอบสุดท้ายที่ประเทศออสเตรียและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็กเอาชนะเจ้าภาพร่วมไปได้ 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่มนัดแรก ก่อนจะแพ้โปรตุเกส 1-3 และแพ้ตุรกี 3-2 ส่งผลให้ต้องตกรอบแรกไปอย่างเหลือเชื่อ และเป็นแมตช์สุดท้ายที่ คาเรล บรูคเนอร์ คุมทีม

 
ทีมชาติสาธารณรัฐเช็กในปี ค.ศ. 2009

ในฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก สาธารณรัฐเช็กภายใต้การคุมทีมของ ปีเตอร์ ราด้า ทำผลงานได้ย่ำแย่อย่างมาก ทำให้เขาต้องถูกปลดจากตำแหน่ง และนักเตะอีก 6 คนของโทษถูกแบนจากทีมชาติ และถึงแม้มีการแต่งตั้ง อิวาน ฮาเซ็ค เข้ามาคุมทีมแทน แต่ก็ไม่สามารถนำทีมไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศแอฟริกาใต้ได้ โดยจบรอบคัดเลือกเพียงอันดับ 3 ของกลุ่ม ทำให้ อิวาน ฮาเซ็ค ประกาศลาออก

สาธารณรัฐเช็กเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทีมอีกครั้ง โดยอยู่ภายใต้การคุมทีมของ มิชาล บิเล็ค โดยในยูโร 2012 รอบคัดเลือก ทีมเริ่มต้นด้วยการแพ้ลิทัวเนีย แต่พวกเขาก็คว้าชัยชนะนัดสำคัญได้ในการเจอสกอตแลนด์ ตามด้วยชนะลิกเตนสไตน์ และถึงแม้จะแพ้ต่อสเปน แชมป์ฟุตบอลโลก 2010 พวกเขาก็ยังคว้าสิทธิ์ไปเล่นเพลย์ออฟได้สำเร็จ และได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายที่ประเทศโปแลนด์และประเทศยูเครนโดยชนะมอนเตเนโกรด้วยประตูรวม 2 นัด 3-0 โดยในรอบสุดท้าย แม้นัดแรกในรอบแบ่งกลุ่มจะแพ้รัสเซียไป 4-1 แต่ 2 นัดที่เหลือสามารถชนะได้ทั้งหมด เริ่มจากชนะกรีซไป 2-1 และชนะโปแลนด์ไป 1-0 ผ่านเข้ารอบเป็นแชมป์กลุ่ม แต่ก็ต้องตกรอบไปด้วยการแพ้โปรตุเกสไป 0-1

ส่วนฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก สาธารณรัฐเช็กจบรอบคัดเลือกเพียงอันดับ 3 ของกลุ่ม B ทำให้ไม่ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศบราซิล ส่วนยูโร 2016 สาธารณรัฐเช็กคว้าแชมป์กลุ่ม A ทำให้ได้สิทธิ์ไปเล่นรอบสุดท้ายที่ประเทศฝรั่งเศสทันที

ลำดับเหตุการณ์แก้ไข

  • 1934 เชโกสโลวาเกีย ได้รองแชมป์ฟุตบอลโลก
  • 1962 เชโกสโลวาเกีย ได้รองแชมป์ฟุตบอลโลก
  • 1976 เชโกสโลวาเกีย ได้แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
  • 1992 เชโกสโลวาเกียได้มีการแบ่งแยกประเทศ โดยสโลวาเกียได้แยกตัวออกมา ทำให้เกิดทีมชาติเช็กเกีย
  • 1996 เช็กเกีย ได้รองแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
  • 2006 เช็กเกีย ตกรอบแบ่งกลุ่ม ฟุตบอลโลก โดยเป็นการเข้าแข่งฟุตบอลโลกครั้งแรกในชื่อเช็กเกีย

เกียรติประวัติแก้ไข

ฟุตบอลโลกแก้ไข

ฟุตบอลโลก FIFA World Cup Qualification record ผู้จัดการทีม(s)
Year Round Position Pld W D * L GF GA Pld W D L GF GA
  1998 ไม่ผ่านเข้ารอบ 10 5 1 4 16 6 ดูซาน ยูฮาริน
    2002 12 6 2 4 20 10 โจเซฟ โชวาเน็ก
  2006 รอบแรก 20th 3 1 0 2 3 4 14 11 0 3 37 12 คาเรล บรูซเนอร์
  2010 ไม่ผ่านเข้ารอบ 10 4 4 2 17 6 Rada, อีวาน ฮาเซ็ก Note 1
  2014
  2018
  2022
Total 0 Titles 1/4 3 1 0 2 3 4 46 26 7 13 90 34

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปแก้ไข

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
ปี รอบ อันดับ GP W D* L GS GA
  1996 รองชนะเลิศ 2nd 6 2 2 2 7 8
    2000 รอบแบ่งกลุ่ม 10th 3 1 0 2 3 3
  2004 รอบรองชนะเลิศ 3rd 5 4 0 1 10 5
    2008 รอบแบ่งกลุ่ม 11th 3 1 0 2 4 6
    2012 รอบ 8 ทีมสุดท้าย 6th 4 2 0 2 4 6
  2016 รอบแบ่งกลุ่ม
  2020 รอบก่อนรองชนะเลิศ
รวม 7/16 29 13 5 11 40 38

ผู้เล่นปัจจุบันแก้ไข

รายชื่อผู้เล่นรอบสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ประกาศเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2021[2][3]

0#0 ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
1 1GK โตมาช วาตสลีก 29 มีนาคม ค.ศ. 1989 (อายุ 32 ปี) 36 0   เซบิยา
2 2DF ปาแว็ล กาแดร์ฌาแบ็ก 25 เมษายน ค.ศ. 1992 (อายุ 29 ปี) 47 3   1899 ฮ็อฟเฟินไฮม์
3 2DF โอนด์แฌย์ แชลูสต์กา 18 มิถุนายน ค.ศ. 1989 (อายุ 31 ปี) 24 2   สปาร์ตาปราฮา
4 2DF ยากุป บราแบ็ตส์ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1992 (อายุ 28 ปี) 20 1   วิกตอเรียเปิลเซน
5 2DF วลาจิมีร์ โซว์ฟัล 22 สิงหาคม ค.ศ. 1992 (อายุ 28 ปี) 14 1   เวสต์แฮมยูไนเต็ด
6 2DF โตมาช กาลัส 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1993 (อายุ 28 ปี) 22 2   บริสตอลซิตี
7 3MF อันโตญีน บาราก 3 ธันวาคม ค.ศ. 1994 (อายุ 26 ปี) 18 6   เฮลแลสเวโรนา
8 3MF วลาจิมีร์ ดาริดา (กัปตัน) 8 สิงหาคม ค.ศ. 1990 (อายุ 30 ปี) 70 8   แฮร์ทา เบเอ็สเซ
9 2DF โตมาช โฮแล็ช 31 มีนาคม ค.ศ. 1993 (อายุ 28 ปี) 7 1   สลาเวียปราฮา
10 4FW ปาตริก ชิก 24 มกราคม ค.ศ. 1996 (อายุ 25 ปี) 24 10   ไบเออร์เลเวอร์คูเซิน
11 4FW มิคาแอ็ล เกอร์แม็นชีก 15 มีนาคม ค.ศ. 1993 (อายุ 28 ปี) 28 9   ปาโอก
12 3MF ลูกาช มาโซปุสต์ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 (อายุ 28 ปี) 20 1   สลาเวียปราฮา
13 3MF แปเตอร์ แช็ฟชีก 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1994 (อายุ 27 ปี) 6 0   สลาเวียปราฮา
14 3MF ยากุป ยังก์โต 19 มกราคม ค.ศ. 1996 (อายุ 25 ปี) 33 4   ซัมป์โดเรีย
15 3MF โตมาช โซว์แช็ก 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 (อายุ 26 ปี) 33 7   เวสต์แฮมยูไนเต็ด
16 1GK อาแล็ช มันโดอุส 21 เมษายน ค.ศ. 1992 (อายุ 29 ปี) 1 0   ซิกมาโอโลโมอุตส์
17 2DF ดาวิต ซิมา 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 (อายุ 20 ปี) 1 0   สลาเวียปราฮา
18 2DF ยัน โบร์ฌิล 11 มกราคม ค.ศ. 1991 (อายุ 30 ปี) 21 0   สลาเวียปราฮา
19 4FW อาดัม ฮโลแฌ็ก 25 กรกฎาคม ค.ศ. 2002 (อายุ 18 ปี) 2 0   สปาร์ตาปราฮา
20 4FW มาแจย์ วิดรา 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1992 (อายุ 29 ปี) 35 6   เบิร์นลีย์
21 3MF อาแล็กส์ กราล 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1998 (อายุ 23 ปี) 16 2   สปาร์ตัคมอสโก
22 2DF อาแล็ช มาแจยู 3 มิถุนายน ค.ศ. 1996 (อายุ 25 ปี) 4 0   เบรชชา
23 1GK โตมาช โกว์แบ็ก 26 สิงหาคม ค.ศ. 1992 (อายุ 28 ปี) 11 0   เอาคส์บวร์ค
24 4FW โตมาช แป็กฮาร์ต 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1989 (อายุ 32 ปี) 21 2   แลเกียวาร์ชาวา
25 3MF ยากุป แปแช็ก 24 มิถุนายน ค.ศ. 1993 (อายุ 27 ปี) 1 1   สโลวันลิแบแร็ตส์
26 3MF มิคัล ซาจีแล็ก 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1999 (อายุ 22 ปี) 0 0   สโลวันลิแบแร็ตส์

อดีตผู้เล่นคนสำคัญแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. "The FIFA/Coca-Cola World Ranking". FIFA. 23 มิถุนายน 2022. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2022.
  2. "Česká reprezentace oznámila nominaci na UEFA EURO 2020" [The Czech national team announced the squad for UEFA Euro 2020]. Football Association of the Czech Republic (ภาษาเช็ก). 25 May 2021. สืบค้นเมื่อ 25 May 2021.
  3. "Reprezentace je kompletní: nominaci na EURO 2020 doplnil Sadílek" [The team is complete: Sadílek added to the squad for Euro 2020]. Football Association of the Czech Republic (ภาษาเช็ก). 27 May 2021. สืบค้นเมื่อ 27 May 2021.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข