มุฮัมมัด

ผู้นำทางการเมืองอาหรับและผู้ก่อตั้งศาสนาอิสลาม
บทความนี้กล่าวถึงศาสดาในศาสนาอิสลาม สำหรับบุคคลอื่นที่มีชื่อเดียวกัน ดูที่ มุฮัมมัด (ชื่อ) สำหรับการใช้แบบอื่น ดูที่ มุฮัมมัด (แก้ความกำกวม)

มุฮัมมัด[1][n 1] หรือ มุหัมมัด หรือ พระมะหะหมัด เกี่ยวกับเสียงนี้ ฟัง (อาหรับ: محمد‎ แปลว่า ผู้ได้รับการสรรเสริญ; เดือนรอบีอุลเอาวัล คริสต์ทศวรรษ 570 - 8 มิถุนายน ค.ศ.632)[2] เป็นผู้นำทางศาสนา สังคม และการเมืองชาวอาหรับ และเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาอิสลาม[3] รายงานจากหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ท่านเป็นศาสดาที่ถูกส่งมาเพื่อสั่งสอนและยืนยันความเป็นเอกภาพที่ถูกสอนมาตั้งแต่อาดัม, อิบรอฮีม, มูซา, อีซา และศาสดาท่านอื่น[3][4][5][6] มุฮัมมัดเป็นนบีคนสุดท้ายของอัลลอฮ์ในอิสลาม และทำให้ประชาชนในคาบสมุทรอาหรับรวมตัวกันเป็นหนึ่ง ท่านมีชื่อเรียกอีกหลายนาม ได้แก่ ศาสนทูตของอัลลอฮ์, ศาสดามุฮัมมัด, ศาสดาคนสุดท้ายของศาสนาอิสลาม เป็นต้น และมีการสะกดชื่อท่านในแบบต่าง ๆ เช่น โมฮาเหม็ด, มะฮะหมัด, มูฮาหมัด เป็นต้น

มูฮัมมัด
مُحَمَّد
Dark vignette Al-Masjid AL-Nabawi Door800x600x300.jpg
"มุฮัมมัด ศาสนทูตของอัลลอฮ์"
ภาพถ่ายที่ประตูมัสยิด อัน-นาบาวีในเมืองมะดีนะฮ์
เกิดมุฮัมมัด อิบน์ อับดุลลอฮ์
(อาหรับ: مُحَمَّد بِن عَبد الله‎)

เดือนรอบีอุลเอาวัล คริสต์ศักราช 570
เสียชีวิต8 มิถุนายน ค.ศ.632 , 12 รอบีอุลเอาวัล ฮ.ศ.11 (ประมาณ 62 ปี)
มะดีนะฮ์, คาบสมุทรอาหรับ
(ปัจจุบันคือประเทศซาอุดีอาระเบีย)
สุสาน
โดมเขียวที่มัสยิด อัน-นาบาวี, มะดีนะฮ์
(ปัจจุบันคือประเทศซาอุดีอาระเบีย)
ชื่ออื่น
ปีปฏิบัติงาน
ค.ศ.583–609  เป็นพ่อค้า
ค.ศ.609–632  เป็นผู้นำทางศาสนา
ผลงานเด่นรัฐธรรมนูญประจำเมืองมะดีนะฮ์
ผู้สืบตำแหน่งสิ่งที่สืบทอดจากมุฮัมมัด
คู่สมรส
ภรรยาของมุฮัมมัด แต่งงาน
เคาะดีญะฮ์ บินต์ คุวัยลิด 595–619
เซาดะฮ์ บินติ ซัมอะฮ์ 619–632
อาอิชะฮ์ บินต์ อะบีบักร์ 619–632
ฮัฟเซาะฮ์ บินต์ อุมัร 624–632
ซัยนับ บินต์ คุไซมะฮ์ 625–627
ฮินด์ บินต์ อบีอุมัยยะฮ์625–632
ซัยนับ บินต์ ญะหฺช์ 627–632
ญุวัยริยยา บินต์ อัล-ฮาริษ 628–632
รอมละฮ์ บินต์ อะบี ซุฟยาน 628–632
รอยฮานา บินต์ ซัยด์ 629–631
ซอฟียะห์ บินต์ ฮูยัย 629–632
มัยมูนะฮ์ บินต์ อัล-ฮาริษ 630–632
มาเรีย อัล-กิบตียะฮ์ 630–632
บุตรลูกของมุฮัมมัด
บิดามารดาอับดุลลอฮ์ อิบน์ อับดุลมุฏฏอลิบ (บิดา)
อามินะฮ์ บินต์ วะฮับ (มารดา)
ญาติพงศาวลีของมุฮัมมัด, อะฮ์ลุลบัยต์
ลายมือชื่อ
Muhammad Seal.svg
ตราของมุฮัมมัด

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ศาสนาอิสลาม
อักษรอารบิกเขียนว่า อัลลอฮ์
ประวัติศาสนาอิสลาม
พระเป็นเจ้า
อัลลอฮ์
ศาสดา
มุฮัมมัด
การปฏิบัติ
ปฎิญานตน · ละหมาด· ศีลอด · ซะกาต · ฮัจญ์
บุคคลสำคัญ
มุฮัมมัด · อีซา · มูซา · อิบรอฮีม · นูฮ์
คัมภีร์
อัลกุรอาน · เตารอต · อินญีล · ซะบูร
ธรรมนูญและกฎหมาย
อัลกุรอาน · ซุนนะฮ์ · ชะรีอะฮ์ · ฟิกฮ์
จุดแยกอะกีดะฮ์
ซุนนี · ชีอะฮ์
สังคมศาสนาอิสลาม
เมือง · ปฏิทิน ·มัสยิด· สถาปัตยกรรม · ศิลปะ · บุคคล
ดูเพิ่มเติม
ญิฮาด · ศัพท์ · หมวดหมู่ศาสนาอิสลาม

ประวัติแก้ไข

นบีมุฮัมมัดเกิดที่นครมักกะฮ์ ในวันจันทร์ คริสต์ศักราช 570 ปีช้าง เนื่องจากว่าเป็นปีที่ท่านเกิดนั้นเป็นปีที่อับรอฮะห์ อิบนุ ซะบะอฺ อุปราชแห่งอาณาจักรอักซุม กรีฑาทัพช้างเข้าโจมตีมหานครมักกะฮ์ เพื่อทำลายกะอ์บะฮ์อันศักดิ์สิทธิ์ แต่อัลลอฮ์ได้ทรงพิทักษ์มักกะฮ์ ด้วยการส่งกองทัพนกที่คาบกรวดหินลงมาทิ้งลงบนกองทัพนี้ จนไพร่พลต้องล้มตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุเหมือนใบไม้ถูกหนอนกัดกิน อุปราชอับรอฮะห์จึงต้องถอยทัพกลับไป และเสียชีวิตในที่สุด

ในปีเดียวกัน มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเปอร์เซีย เป็นเหตุให้พระราชวังอะนูชิรวานของจักรพรรดิเปอร์เซียสั่นสะเทือนจนถึงรากเหง้าและพังทลายลง ยังผลให้ไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหารบูชาไฟของพวกโซโรอัสเตอร์ที่ลุกอยู่เป็นนั้นต้องดับลงไปด้วย[ต้องการอ้างอิง]

บิดาของมุฮัมมัดคืออับดุลลอฮ์ เป็นบุตรสุดท้องของอับดุลมุฏฏอลิบ ชาวเผ่ากุเรช ผู้ได้รับเกียรติให้คุ้มครองบ่อน้ำซัมซัม ริมกะอ์บะฮ์ อับดุลลอฮ์ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มุฮัมมัด (ศ) ยังอยู่ในครรภ์ของอะมีนะหฺ สตรีแห่งเผ่าซุหฺเราะหฺ ผู้เป็นมารดา อับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นปู่ได้ขนานนามว่า มุฮัมมัด เป็นนามที่ยังไม่มีผู้ใดใช้มาก่อน

เมื่อเกิดได้เพียงไม่นาน ท่านต้องไปอาศัยกับแม่นมรับจ้างชื่อฮะลีมะฮ์ ชาวเผ่าซะอัด ซึ่งมีสามีชื่อว่า อะบูกับชะหฺ ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกมหานคร ทั้งนี้เพราะประเพณีดั้งเดิมของชาวอาหรับ เมื่อต้องการให้บุตรของตนเติบโตขึ้นในชนบท เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมของชาวอาหรับพื้นเมืองที่แท้จริง

มุฮัมมัดสูญเสียมารดาเมื่ออายุ 6 ขวบ จึงอยู่ในความอุปการะของปู่ ต่อมาอีกสองปี ปู่สิ้นชีวิต มุฮัมมัดจึงอยู่ในความดูแลของ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นผู้มีเกียรติคนหนึ่งในเผ่ากุเรชเช่นกัน

มุฮัมมัดไม่รู้หนังสือเหมือนกับชาวอาหรับทั่วไป ท่านอ่านและเขียนหนังสือไม่เป็นตลอดชีวิต นักประวัติศาสตร์รายงานว่าในสมัยนั้นมีคนที่อ่านออกเขียนได้ในมักกะฮ์ไม่กี่คนเท่านั้น ชาวอาหรับในสมัยนั้นถูกขนานนามว่า อุมมียูน คือชนผู้อ่านเขียนไม่เป็น

ในวัยหนุ่ม มุฮัมมัดได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ไว้วางใจได้ มีใจเมตตาการุณและจริงใจ จนผู้คนในสมัยนั้นให้สมญานามท่านว่า "อัลซอดิ้ก" หรือผู้ซื่อสัตย์ แม้ผู้คนในสมัยนั้นเคารพบูชาเจว็ดและเทวรูปต่าง ๆ แต่มุฮัมมัดไม่เคยเข้าร่วมพิธีการบูชารูปปั้นทั้งหลายเลย เพราะครอบครัวของมุฮัมมัดนับถือศาสนาแห่งศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮัม) อันเป็นบรรพบุรุษของท่าน

เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได้ 20 ปี กิตติศัพท์แห่งคุณธรรม และความสามารถในการค้าขายก็เข้าถึงหูของเคาะดีญะฮ์ บินติคุวัยลิด เศรษฐีนีหม้ายผู้มีเกียรติจากตระกูลอะซัดแห่งเผ่ากุเรช นางจึงเชิญให้ท่านเป็นผู้จัดการในการค้าของนาง โดยให้ท่านนำสินค้าไปขายยังประเทศซีเรียในฐานะหัวหน้ากองคาราวาน ปรากฏผลว่าการค้าดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และได้กำไรเกินความคาดหมาย จึงทำให้นางพอใจในความสามารถ และความซื่อสัตย์ของท่านเป็นอย่างมาก

เมื่ออายุ 25 ปี ท่านแต่งงานกับนางเคาะดีญะฮ์ บินติคุวัยลิด ซึ่งแก่กว่าถึง 15 ปี สิ่งแรกที่ท่านนบีมุฮัมมัด ได้กระทำภายหลังสมรสได้ไม่กี่วันก็คือการปลดปล่อยทาสในบ้านให้เป็นอิสระ ซึ่งน้อยนักจะมีผู้ทำเช่นนั้น (ภายหลังการปลดทาสได้กลายเป็นบทบัญญัติอิสลาม) ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันเป็นเวลา 25 ปีมีบุตรีด้วยกัน 4 คน และบุตรชาย 2 คน ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก หนึ่งในจำนวนนั้นคือท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ท่านหญิงเคาะดีญะฮ์เสียชีวิตปี ค.ศ. 619 ก่อนมุฮัมมัดจะลี้ภัยไปยังเมืองมะดีนะฮฺ 3 ปี

เมื่ออายุ 30 ปี ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์ฮิ้ลฟุลฟุดุล อันเป็นองค์การพิทักษ์สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน กิจการประจำวันของท่าน ก็คือ ประกอบแต่กุศลกรรม ปลดทุกข์ขจัดความเดือดร้อน ช่วยเหลือผู้ตกยาก บำรุงสาธารณกุศล

เมื่ออายุ 35 ปี ได้เกิดมีกรณีขัดแย้งในการบูรณะกะอฺบะหฺ ในเรื่องที่ว่าผู้ใดกันที่จะเป็นนำเอา ฮาญารอลอัสวัด (หินดำ) ไปประดิษฐานไว้สถานที่เดิมคือที่มุมของกะอฺบะหฺ อันเป็นเหตุให้คนทั้งเมืองเกือบจะรบราฆ่าฟันกันเองเพราะแย่งหน้าที่อันมีเกียรติ หลังจากการถกเถียงในที่ประชุมเป็นเวลานาน บรรดาหัวหน้าตระกูลต่าง ๆ ก็มีมติว่า ผู้ใดก็ตามที่เป็นคนแรกที่เข้ามาใน มัสยิดฮะรอมทางประตูบะนีชัยบะหฺในวันนั้นจะให้ผู้นั้นเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะทำอย่างไร ปรากฏว่า มุฮัมมัด เป็นคนเดินเข้าไปเป็นคนแรก ท่านจึงมีอำนาจในการชี้ขาด โดยท่านเอาผ้าผืนหนึ่งปูลง แล้วท่านก็วางหินดำลงบนผืนผ้านั้น จากนั้นก็ให้หัวหน้าตระกูลต่าง ๆ จับชายผ้ากันทุกคน แล้วยกขึ้นพร้อม ๆ กัน เอาไปใกล้ ๆ สถานที่ตั้งของหินดำนั้น แล้วท่านก็เป็นผู้นำเอาหินดำไปประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม

ชาวอาหรับในอาราเบียสมัยนั้นเชื่อว่า อัลลอหฺเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาลตามคำสอนดั้งเดิมของบรรพบุรุษอาหรับคือ อิสมาอีล และ อิบรอฮีม ผู้ก่อตั้งกะอ์บะฮ์ แต่ในขณะเดียวกลับบูชาเทวรูปและผีอีกด้วย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกเรียกว่าชาวมุชริก นอกจากนี้ยังมีอาหรับส่วนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์ และในยัษริบก็มีชาวยิวหลายตระกูลอาศัยอยู่อีกด้วย

มุฮัมมัดได้เป็นเราะซูลแก้ไข

เมื่ออายุ 40 ปี ท่านได้รับวิวรณ์จากอัลลอฮ์ในถ้ำฮิรออ์ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะฮ์ โดยทูตสวรรค์ญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอหฺ ตามที่ศาสดามูซา (โมเสส) และอีซา (เยซู) เคยทำมา นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา 23 ปี พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน

ในตอนแรกท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศาคณาญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายในก่อน ท่านค็อดีญะหฺเองได้สละทรัพย์สินเงินทองของท่านไปมากมาย และท่านอะบูฏอลิบก็ได้ปกป้องหลานชายของตนด้วยชีวิต ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าให้ประกาศเผยแพร่ศาสนาโดยเปิดเผย ทำให้ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่น ๆ ที่เคยนับถือท่าน พากันโกรธแค้น ตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอย่างรุนแรง ถึงกับวางแผนสังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ

ชนมุสลิมถูกคว่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ใด จนต้องอดอยากเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร อะบูสุฟยาน แห่งตระกูลอุมัยยะฮ์และอะบูญะฮัล คือสองในจำนวนหัวหน้าชาวมุชริกที่ได้พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม

ในปีที่ 5 หลังสาส์นอิสลาม สาวกกลุ่มหนึ่งต้องหนีออกจากมักกะหฺเข้าลี้ภัยในอบิสสิเนีย กษัตริย์นัญญาชี (เนเกช) แห่งอบิสสิเนียที่นับถือคริสต์ศาสนาก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ภายหลังท่านเองก็เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ถือว่าเป็นปีแห่งความโศกเศร้า เนื่องจาก นางคอดีญะหฺ ผู้เป็นภรรยาและ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุงที่ได้ให้การอุปการะ ได้สิ้นชีวิต แล้วศาสนทูตท่านศาสดาเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่เมืองฎออิฟ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมักกะหฺ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ

ในวันจันทร์ที่ 27 เดือนรอญับ ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ศาสดามุฮัมมัดเดินทางในเวลากลางคืน โดยขี่บุรอกจากมัสญิด อัลฮะรอมในมักกะหฺ สู่ มัสญิดอัลอักศอ ในปาเลสไตน์ (อิสรออ์) ขึ้นสู่ฟากฟ้า (มิอฺรอจญ์) ในคืนนั้นอัลลอหฺทรงกำหนดการละหมาดฟัรดู 5 เวลาแก่ประชาชาติอิสลาม

ปีที่ 11 ชาวมะดีนะหฺ 6 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อขอรับอิสลาม ต่อมาในปีที่ 12 ชาวมะดีนะหฺ 12 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญาอัลอะกอบะหฺครั้งที่ 1 โดยให้สัตยาบันว่าจะเคารพภักดีอัลลอหฺเพียงองค์เดียว และในปีที่ 13 มีชาวมะดีนะหฺ 75 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญา อัลอะกอบะหฺ ครั้งที่ 2 โดยให้สัตยาบันว่าพวกเขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือท่าน ศาสดาพร้อมทั้งบรรดาศอฮาบะหฺที่อพยพไปอยู่ที่มะดีนะหฺ

อพยพ(ฮิจเราะฮฺ)จากมักกะฮ์สู่มะดีนะฮ์แก้ไข

ท่านศาสดาอพยพจากมักกะหฺโดยมีอะบูบักรฺร่วมเดินทางไกลด้วย ระหว่างทางท่านได้สร้างมัสยิดกุบาอ์ ซึ่งเป็นมัสญิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น ท่านศาสดาเข้าเมืองมะดีนะฮ์ในวันศุกร์

ท่านได้ทำการละหมาดวันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นการละหมาดวันศุกร์ครั้งแรกของอิสลาม เมื่อถึงเมืองมะดีนะฮ์ ท่านศาสดาได้สร้างความรัก ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาระหว่างชาวมุฮาญิรีน ผู้อพยพ กับชาวอันศอร ผู้ช่วยเหลือการอพยพของท่านศาสดามีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสลาม

มุสลิมจึงถือเอาการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นจุดเริ่มของศักราชอิสลาม ซึ่งเรียกว่าปฏิทินฮิจเราะห์ (ฮ.ศ.) ปีแห่งการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัด

ทัศนะของศาสนาอื่นแก้ไข

ศาสนาบาไฮแก้ไข

พระบะฮาอุลลอฮ์ ศาสดาของศาสนาบาไฮ กล่าวถึงนบีมุฮัมมัดว่าเป็นผู้เผยพระวจนะที่พระเป็นเจ้าทรงส่งมาเพื่อทำหน้าที่นำพาและให้ความรู้แก่มนุษย์ในยุคสมัยหนึ่ง เช่นเดียวกับผู้เผยพระวจนะท่านอื่น ๆ คือ พระกฤษณะ โมเสส ซาราธุสตรา พระพุทธเจ้า พระเยซู พระบาบ[7] โดยบาฮาอุลลออ์อ้างว่าตนเองคือผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าส่งมาในยุคปัจจุบัน เป็นนบีอีซาผู้กลับมาบนโลกอีกครั้งตามที่นบีมุฮัมมัดทำนายไว้ในคัมภีร์หะดีษ นอกจากนี้ยังอ้างว่าตนเองคือฮุซัยน์ อิบน์ อะลี ผู้กลับมาตามที่ชาวชีอะฮ์รอคอย[8]

ลัทธิอนุตตรธรรมแก้ไข

ลัทธิอนุตตรธรรมถือว่าอนุตตรธรรมเป็นรากเหง้าของทุกศาสนารวมทั้งศาสนาอิสลาม โดยนบีมุฮัมมัดเป็นศาสดาองค์หนึ่งที่พระแม่องค์ธรรมทรงส่งมาเพื่อโปรดเวไนยในช่วงธรรมกาลยุคแดง เช่นเดียวกับพระโคตมพุทธเจ้าและพระเยซู และยุคแดงได้สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2455 (ค.ศ. 1912) ปัจจุบันจึงเป็นธรรมกาลยุคขาวซึ่งมีลู่ จงอี เป็นผู้ปกครอง[9]

พระโอวาทพระอนุตตรธรรมมารดาสิบบัญญัติ (อักษรจีน: 皇母訓子十誡‏) ซึ่งเป็นคัมภีร์เล่มหนึ่งของลัทธิอนุตตรธรรม อ้างว่านบีมุฮัมมัดได้มาประทับทรงในกระบะทราย แล้วประกาศว่าการไปละหมาดที่มัสยิดนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า เพราะไม่ได้ช่วยให้เข้าถึงสัจธรรม การปฏิบัติตามอัลกุรอานก็ไม่อาจช่วยให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ แต่ต้องเข้ารับธรรมะจากวิสุทธิอาจารย์ (อักษรจีน: 明師) เท่านั้นจึงจะพบหนทางกลับสวรรค์[10][11]

อ้างอิงแก้ไข

  1. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, ราชบัณฑิตยสถาน, 2548, หน้า 267
  2. Elizabeth Goldman (1995), p. 63, gives 8 June 632 CE, the dominant Islamic tradition. Many earlier (primarily non-Islamic) traditions refer to him as still alive at the time of the invasion of Palestine. See Stephen J. Shoemaker,The Death of a Prophet: The End of Muhammad's Life and the Beginnings of Islam, page 248, University of Pennsylvania Press, 2011.
  3. 3.0 3.1 Alford T. Welch; Ahmad S. Moussalli; Gordon D. Newby (2009). "Muḥammad". In John L. Esposito. The Oxford Encyclopedia of the Islamic World. Oxford: Oxford University Press. Archived from the original on 11 February 2017. The Prophet of Islam was a religious, political, and social reformer who gave rise to one of the great civilizations of the world. From a modern, historical perspective, Muḥammad was the founder of Islam. From the perspective of the Islamic faith, he was God's Messenger (rasūl Allāh), called to be a "warner," first to the Arabs and then to all humankind. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  4. Esposito (2002b), pp. 4–5.
  5. Peters, F.E. (2003). Islam: A Guide for Jews and Christians. Princeton University Press. p. 9. ISBN 978-0-691-11553-5.
  6. Esposito, John (1998). Islam: The Straight Path (3rd ed.). Oxford University Press. pp. 9, 12. ISBN 978-0-19-511234-4.
  7. Smith, Peter (2000). "Manifestations of God". A concise encyclopedia of the Bahá'í Faith. Oxford: Oneworld Publications. p. 231. ISBN 1-85168-184-1.
  8. Buck, Christopher (2004). "The eschatology of Globalization: The multiple-messiahship of Bahā'u'llāh revisited". In Sharon, Moshe. Studies in Modern Religions, Religious Movements and the Bābī-Bahā'ī Faiths. Boston: Brill. pp. 143–178. ISBN 90-04-13904-4.
  9. ปฐมธรรมาจารย์แห่งธรรมกาลยุคขาว, ศุภนิมิต แปลและเรียบเรียง, กรุงเทพฯ : ส่งเสริมคุณภาพชีวิต, ม.ป.ป.
  10. "皇母訓子十誡中英合編". Tao Library. สืบค้นเมื่อ 18 March 2014.
  11. "พระโอวาท"พระอนุตตรธรรมมารดาสิบบัญญัติ"". สังคมธรรมะออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 18 March 2014.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข


อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "n" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="n"/> ที่สอดคล้องกัน หรือไม่มีการปิด </ref>