เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร)

มหาอำมาตย์เอก นายพันเอก เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ นามเดิม หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร เป็นพระโอรสในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์ กับหม่อมสุด กุญชร ณ อยุธยา[1]เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือนอ้าย ขึ้น ๗ ค่ำ ปีชวด ตรงกับวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2395 มีพี่น้องต่างมารดาคือ หม่อมราชวงศ์กระจ่าง เป็นพี่สาว และ หม่อมราชวงศ์กระจัด เป็นน้องสาว เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ เคยรับราชการในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งเช่นผู้บัญชาการกรมม้าและกรมมหรสพ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ถึงแก่อสัญกรรมลงเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2465 สิริอายุ 69 ปี 1 เดือน 15 วันพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานเพลิงศพที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2465

มหาอำมาตย์เอก
เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์
(หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร)

ป.จ., ป.ช., ป.ม.
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2395
เสียชีวิต 1 มกราคม พ.ศ. 2465 (69 ปี)
บิดา พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์
มารดา หม่อมสุด กุญชร ณ อยุธยา

การรับราชการแก้ไข

เป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๔แก้ไข

เมื่ออายุได้ 13 ปี พระองค์เจ้าสิงหนาทฯ จัดงานโกนจุกขึ้นที่วังบ้านหม้อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานน้ำสังข์และทรงตัดจุก พระราชทานทองเหรียญเป็นของขวัญ แล้วถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัด 10 ตำลึง พออายุได้ 14 ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรพชาเป็นสามเณรนาคหลวงในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้พระราชทานบริขารเท่าหม่อมเจ้า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เมื่อครั้งยังเป็นกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์เป็นพระอุปัชฌาย์ หม่อมเจ้าพระธรรมุณหิศธาดา (สีขเรศ วุฑฺฒิสฺสโร) ให้ศีล แล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ในสำนักสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน)[2]

รับราชการในสมัยรัชกาลที่ ๕แก้ไข

ถึงปีมะเส็ง เอกศก จุลศักราช 1231 (พ.ศ. 2412) เป็นมหาดเล็กสารถีขับรถพระที่นั่ง ครั้นเมื่อปีมะเมีย โทศก จุลศักราช 1232 (พ.ศ. 2413) เป็นนายกวดหุ้มแพรมหาดเล็กเวรฤทธิ์ ปีมะแม ตรีศก จุลศักราช 1233 (พ.ศ. 2414) เป็นจ่ายงเวรศักดิ์ รับพระราชทานเบี้ยหวัด ๒ ชั่ง ครั้นถึงปีวอกได้รับพระราชทานเบี้ยหวัด 2 ชั่ง 10 ตำลึง ปีระกา เบญจศก จุลศักราช 1235 (พ.ศ. 2416) ได้รับ ๓ ชั่ง เงินเดือน ๆ ละ ๑๐ ตำลึง แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนาคหลวงอุปสมบทในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้รับพระราชทานบริขารเท่าหม่อมเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เมื่อยังทรงดำรงพระยศเป็นกรมพระเป็นพระอุปัชฌาย์ หม่อมเจ้าพระธรรมุณหิศธาดา (สีขเรศ วุฑฺฒิสฺสโร) กับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) เมื่อครั้งเป็นพระสาสนโสภณที่พระธรรมวโรดม เป็นคู่สวด แล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม (เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์, ๒๔๖๖: ข - ข)[2]

ต่อมาปีขาล สมฤทธิศก จุลศักราช 1240 (พ.ศ. 2421) เป็นหลวงเดชนายเวรมหาดเล็กเวรเดช รับพระราชทานเบี้ยหวัด 3 ชั่ง 10 ตำลึง ถึงวันอังคาร เดือนเจ็ด ขึ้นเจ็ดค่ำ ปีเถาะเอกศก จุลศักราช 1241 (พ.ศ. 2422) เป็นเจ้าหมื่นสรรพเพธภักดี หัวหมื่นมหาดเล็กเวรศักดิ์ ถือศักดินา ๑๐๐๐[3]ได้หีบทอง ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัด ๔ ชั่ง ถึงวันพฤหัสบดี เดือนสี่ ขึ้นสิบเอ็ดค่ำ ปีมะโรงโทศก จุลศักราช ๑๒๔๒ (พ.ศ. ๒๔๒๓) พระองค์เจ้าสิงหนาทฯ สิ้นพระชนม์ ได้รับพระราชทานตราจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย ได้ว่าการกรมมหรสพ กรมหุ่น กรมรถ กรมรถม้า แต่ราชการกรมรถม้านั้น ตระกูลนี้ได้ว่ามาแต่รัชกาลที่ 2 ติดเนื่องกัน 4 ชั่วคน ไม่มีตระกูลอื่นแทรกเลย แล้วได้ตรามงกุฏชั้น 4 ต่อมา 2 หรือ 3 ปี ได้ตรามงกุฏชั้น ๓ และได้โต๊ะทอง กาทอง เป็นองคมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มิถุนายน ร.ศ. ๑๐๘ (พ.ศ. ๒๔๓๒) เป็นจางวางมหาดเล็ก ได้พานทองกลม ตราทุติยจุลจอมเกล้าและตราช้างเผือกชั้น ๓ ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัด ๘ ชั่ง ต่อมาได้ ๑๐ ชั่ง เงินเดือน ๆ ละ ๑๐ ตำลึง (เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์, ๒๔๖๖: ค)[2] ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2432 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์" จางวางมหาดเล็ก ถือศักดินา ๓๐๐๐[4]

ร.ศ. 111 (พ.ศ. 2435) ได้รับตราจุลจอมเกล้าวิเศษแลพานทองเป็นครั้งที่ 2 แลตรามงกุฎชั้นที่ 3 เป็นพระอภิบาลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามบรมราชกุมาร ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ได้เป็นข้าหลวงไปปักปันเขตแดนเมืองสงขลากับเมืองพัทลุง ต่อมาเป็นพระยายืนชิงช้า แล้วได้ว่าราชการกรมโขนหุ่น กรมรำโคม กรมพิณพาทย์ (เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์, ๒๔๖๖: ค)

เป็นสภานายกรัฐมนตรีแก้ไข

ร.ศ. 111 (พ.ศ. 2435) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกระทรวงมุรธาธรขึ้นเป็นกระทรวง 1 ใน 12 กระทรวง สำหรับกระทรวงมุรธาธรนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมตำแหน่งสภานายกรัฐมนตรีเข้าอยู่ในกระทรวงมุรธาธรด้วย แต่เนื่องจากต่อมากระทรวงมุรธาธรมีราชการน้อย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบกระทรวงมุรธาธรเสียเมื่อ พ.ศ. 2439 ให้คงมีแต่สภานายกรัฐมนตรีบังคับบัญชาราชการอยู่ทั่วไปตามหน้าที่เสนาบดี กระทรวงมุรธาธรได้เคยบังคับบัญชามาก่อน และให้สภานายกรัฐมนตรีขึ้นอยู่ในกรมราชเลขานุการและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ซึ่งเวลานั้นยังเป็นพระยาอยู่ ดำรงตำแหน่งสภานายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 กันยายน ร.ศ. 115 (พ.ศ. 2439)[5]

เป็นอธิบดีกรมสุขาภิบาลแก้ไข

เมื่อ ร.ศ.116 (พ.ศ. 2440) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ เป็นอธิบดีกรมสุขาภิบาล เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) ได้เงินเดือน ๆ ละ 1,000 บาท ต่อมาพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) เพราะเนื่องด้วยสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่สามารถทำราชการได้ดีอย่างแต่ก่อน[5]

เป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการแก้ไข

กระทรวงโยธาธิการ เมื่อแรกตั้งเป็นกระทรวงเสนาบดี เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการเป็นพระองค์แรก เพราะพระองค์ทรงเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการอยู่แต่เดิม ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อยังทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นได้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการเป็นพระองค์ที่สอง ต่อมากรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เสด็จไปเป็นข้าหลวงต่างพระองค์ประจำ ณ เมืองอุบลราชธานี เวลานั้นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา ได้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการต่อมาเป็นพระองค์ที่สาม ต่อมาเมื่อย้ายกรมขุนทิพยลาภพฤฒิธาดาไปเป็นเสนาบดีกระทรวงวัง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ มาดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการเมื่อวันที่ 12 กันยายน ร.ศ. 117 (พ.ศ. 2441) ต่อมาพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมสุขาภิบาลเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ร.ศ. 126 (พ.ศ. 2450) เพื่อไปดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ[5]

เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการแก้ไข

ก่อนตั้งกระทรวงเสนาบดีในรัชกาลที่ 5 นั้น หน้าที่กระทรวงเกษตราธิการอยู่ในจตุสดมภ์กรมนา เมื่อตั้งเป็นกระทรวงเสนาบดีในรัชกาลที่ 5 นั้น เรียกว่า กระทรวงเกษตร์พาณิชยการ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เวลานั้นเป็นพระยาได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตร์พาณิชยการเป็นคนแรก ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายท่านไปเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) มาเป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตร์พาณิชยการ เป็นคนที่สอง ต่อมาในปี พ.ศ.2439 ท่านได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแน่งเสนาบดีกระทรงเกษตร์พาณิชยการ แล้วยกราชการในกระทรวงพาณิชยการไปรวมกับกระทรวงพระคลังมหาสมบัติคราวหนึ่ง ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกตั้งเป็นกระทรวงขึ้นใหม่ เรียกว่ากระทรวงเกษตราธิการ มีเสนาบดีบังคับบัญชาการคือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาเทเวศรวงศืวิวัฒน์เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการเป็นคนแรก เมื่อวันที่ 2 กันยายน ร.ศ. 118 (พ.ศ. 2442) และพ้นตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2452) เพราะเนื่องด้วยสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่สามารถทำราชการได้ดีอย่างแต่ก่อน[5]

เป็นเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์แก้ไข

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2443 ขณะเมื่อดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการอยู่นั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระยาเทเวศร์ฯ ขึ้นเป็นเจ้าพระยา ดังประกาศพระบรมราชโองการที่ว่า

“ทรงพระราชดำริว่า พระยาเทเวศรวงศวิวัฒน์ ได้รับราชการในกรมมหาดเล็ก ได้รับตำแหน่งโดยลำดับจนถึง เป็นจางวาง และเป็นผู้บัญชาการกรมม้าและกรมมหรสพ ราชการในระหว่างนั้นได้มีหน้าที่ต่าง ๆ อันเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยสนิทเป็นอันมาก ได้เป็นกรรมการฎีกาและกรรมการเรื่องที่นา และได้รับราชการไปเจริญทางพระราชไมตรีกรุงรัสเซีย พร้อมด้วยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ ที่เมืองลิวาเดีย และได้เป็นข้าหลวงไปปักปันเขตแดนเมืองพัทลุง เมืองสงขลา แล้วได้รับตำแหน่งพระอภิบาลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ภายหลังได้เป็นอุปนายกรัฐมนตรีแล้วเลื่อนขึ้นเป็นสภานายก ครั้นเมื่อเริ่มจัดการกรมสุขาภิบาลก็ได้รับตำแหน่งเป็นอธิบดีในกรมนั้น แล้วเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ภายหลังจึงย้ายมาเป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ พระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ เป็นผู้ได้สนิทชิดชอบพระราชอัธยาศัยตั้งแต่เยาว์มา ประกอบด้วยสติปัญญาสามารถมีปฏิภาณปรีชาว่องไวในราชกิจทั้งปวง เมื่อได้รับราชการในหน้าที่ใดก็ได้ตั้งใจฉลองพระเดชพระคุณ โดยความเอื้อเฟื้อมิได้ย่อหย่อน ได้ดำรงราชการในหน้าที่เสนาบดีมาจนบัดนี้ สมควรที่จะเลื่อนยศบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นเจ้าพระยาผู้หนึ่งได้

จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่ง ให้สถาปนาพระยาเทเวศรวงศวิวัฒน์ ขึ้นเป็นเจ้าพระยา มีสมญาจารึกในสุพรรณบัฏว่า เจ้าพระยาเทเวศรวงศวิวัฒน์ บรมขัติยราชสวามิภักดิ์ สมบูรณศักดิสุขุมชาติ มธุรวาทวิจิตร สรรพราชกิจพิจารณ์ มโหฬารคุญสมบัติ กัลยาณวัตรมหามาตยาธิบดี พุทธาทิศรีรัตนธาดา เมตตาชวาธยาศรัย อภัยพิริยบรากรมพาหุ นาคนาม ดำรงศักดินา ๑๐๐๐๐ จงเจริญทฤฆชนมายุพรรณ สุขสิริสวัสดิพัฒนมงคล ธนสารสมบัติ บริวารสมบูรณ์ทุกประการ[5]

ว่าราชการกรมมหรสพ กรมโขน กรมพิณพาทย์ กรมรำโคม และกรมหุ่นแก้ไข

นอกจากการรับราชการในตำแหน่งทั่วไปแล้ว เจ้าพระยาเทเวศรฯ ยังมีหน้าที่ในการควบคุมกรมที่เกี่ยวกับการแสดงต่าง ๆ ถึง ๕ ได้แก่ กรมมหรสพ กรมโขน กรมพิณพาทย์ กรมรำโคม และกรมหุ่น และด้วยในสมัยนั้นมีต่างชาติเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศไทยอยู่เป็นประจำ จึงมีหน้าที่ในการจัดการแสดงสำหรับต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ในการนี้ท่านจึงได้ทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ร่วมเป็นที่ปรึกษาสำหรับจัดการแสดงต้อนรับพระราชอาคันตุกะ โดยพยายามคิดการแสดงใหม่ขึ้น มีการบรรเลงคอนเสิร์ต การแสดงละครดึกดำบรรพ์ โดยเฉพาะละครดึกดำบรรพ์นอกจากจะเล่นสำหรับต้อนรับพระราชอาคันตุกะแล้ว ท่านยังได้ลงทุนทำเป็นกิจการ เปิดการแสดงภายในวังบ้านหม้อของท่านเอง กิจการของท่านดำเนินไปด้วยดีเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี ในภายหลังท่านเกิดอาการป่วยจนต้องออกจากราชการ กิจการละครดึกดำบรรพ์และการแสดงอื่น ๆ ที่ท่านดูแลจึงยกเลิกไปหมด

ด้วยราชสกุลของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ท่านสืบเชื้อสายมาจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ทวด) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ (ปู่) และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์ (พ่อ) ทุกพระองค์ล้วนมีความสนใจในการแสดงละครฟ้อนรำเป็นอย่างมาก มีการจัดตั้งคณะละครขึ้นเล่นและเป็นมรดกตกทอดสืบมาถึงเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ตลอดจนเจ้าจอมมารดาและหม่อม (ภรรยา) ในราชสกุลต่างก็มีความสามารถในการละครฟ้อนรำและดนตรีขับร้อง จึงทำให้ราชสกุลกุญชรเป็นราชสกุลที่มีความสามารถในการละครฟ้อนรำและดนตรีขับร้องเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ มีคณะละครที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ และได้รับราชการในการควบคุมกรมมหรสพหลวง จึงทำให้คณะละครและกรมมหรสพซึ่งท่านเป็นผู้ควบคุมอยู่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีนักดนตรีนักร้องและนักแสดงที่มีชื่อเสียงหลายคน นักดนตรี เช่น พระประดิษฐไพเราะ (ตาด) หลวงเสนาะดุริยางค์ (ทองดี) หลวงบำรุงจิตรเจริญ (ธูป สาตนะวิลัย) พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ฯลฯ นักร้อง เช่น หม่อมเจริญ หม่อมมาลัย หม่อมจันทร์ แม่แป้น วัชโรบล แม่แจ๋ว แม่ชม แม่ชื่น ฯลฯ นักแสดง เช่น หม่อมเข็ม กุญชร ณ อยุธยา คุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทศ สุวรรณภารต) หม่อมต่วน (ศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก) ฯลฯ[6]

ลาออกจากราชการและถึงอสัญกรรมแก้ไข

ในบั้นปลายชีวิตของท่าน เริ่มป่วยทุลพลภาพ จึงไปรักษาตัวในตำบลต่าง ๆ พักอยู่ที่เมืองชลบุรี สำนักวัดป่า แล้วมาอยู่ที่บ้านคลองเตย จังหวัดนครเขื่อนขันธ์ ครั้น ร.ศ. 128 (พ.ศ. 2452) อาการป่วยไม่ทุเลาลง เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ จึงกราบบังคมขอลาออกจากราชการ รับพระราชทานเบี้ยบำนาญเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2465 เวลา 09.25 น. เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ได้ถึงอสัญกรรมลงด้วยโรคหัวใจพิการ ที่บ้านคลองเตย สิริอายุรวมได้ 69 ปีเศษ 1 เดือน 1 วัน ถึงเวลา 21.00 น. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จแทนพระองค์มาพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ สวมลอมพอกโหมดพระราชทาน แล้วเจ้าพนักงานยกลองในตั้งบนแท่น ๒ ชั้น ประกอบโกศมณฑป มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ๑๕ วัน[7]

ภรรยาและบุตรธิดาแก้ไข

เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์มีภรรยาและบุตรธิดาหลายคนดังนี้

  • คุณนายช่วง ในหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงสำลี อิศรพงศ์พิพัฒน์ กล่าวถึงคุณนายช่วงไว้ตอนหนึ่งว่า “เจ้าพระยาเทเวศรฯ ได้แต่งงานกับหญิงสาวชื่อช่วง มีเชื้อสายจีน ในบ้านมักจะเล่ากันว่า “เป็นลูกสาวเจ้าสัวโรงกะทะ” คนในบ้านเรียกกันอย่างยกย่องว่า คุณนายช่วง ภรรยาที่แต่งงานนี้ มีบิดามารดาเป็นคนมั่งคั่ง หม่อมสุดมารดาซึ่งมีเชื้อสายจีน เป็นผู้ไปสู่ขอมาให้ลูกชายคนเดียวของท่าน โดยที่เจ้าพระยาเทเวศรฯ มิได้มีความรักแลปรารถนา เมื่อแต่งงานแล้วก็ไม่ค่อยไปเยี่ยมเยือน ต้องให้หม่อมสุดเป็นผู้เตือนอยู่บ่อยๆ คุณนายช่วงเป็นหญิงที่ไม่ค่อยจะมีโชคดีนัก มีลูกหญิงกับเจ้าพระยาเทเวศรฯ คนหนึ่ง แล้วตัวท่านกับลูกท่านก็เสียชีวิตไปในเวลาใกล้เคียงกัน”[5]
  • หม่อมเผื่อน กุญชร ณ อยุธยา เชื้อสายราชินิกุล ณ บางช้าง มีบุตรธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- หม่อมหลวงจรูญ กุญชร (ชาย)

- หม่อมหลวงเจริญ กุญชร

- หม่อมหลวงอึ่งอ่าง กุญชร

- พระยาเทวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมหลวงวราห์ กุญชร) (ชาย) (19 ธันวาคม พ.ศ. 2421 – 14 มีนาคม พ.ศ. 2500)[8] มีภรรยาและบุตรธิดาดังนี้

           - คุณหญิงประยงค์ เทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ธิดานายจำเริญ ไกรฤกษ์) มีธิดากับพระยาเทเวศร์ฯ คือ ฉันทนา ศรีศักดิธำรง และนฤมล อัศวฤทธิ์

           - หม่อมราชวงศ์สุภาธร มีบุตรธิดากับพระยาเทเวศร์ฯ คือ ศิววงศ์ กุญชร ณ อยุธยา, พงษ์สุลี กุญชร ณ อยุธยา และหม่อมอนุวงศ์ จิรประวัติ ณ อยุธยา (หม่อมของหม่อมเจ้าชายนิทัศนาธร จิรประวัติ)[9]

           - นิน่า หรือ น้อยหน่า (ถึงแก่กรรม) แต่ไม่มีบุตรธิดา

           - นวล มีธิดากับพระยาเทเวศร์ฯ คือ กุญชรี กุญชร ณ อยุธยา

           - สำเนียง มีธิดากับพระยาเทเวศร์ฯ คือ อัมพวัน สุริยกุล ณ อุยธยา[8]

- คุณหญิงเพชรดา ณ ป้อมเพชร์ (หม่อมหลวงจิตรกุล กุญชร) (หญิง) ได้สมรสกับมหาอำมาตย์โท พระยาเพชรดา (สะอาด ณ ป้อมเพชร์)[8]

  • หม่อมนวล กุญชร ณ อยุธยา (ไม่ทราบปีที่เกิด - พ.ศ. 2458) ปีที่ถึงแก่กรรมคำนวนจากปีที่ หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ กำพร้ามารดา คือตั้งแต่อายุ ๔ ปี หรือปี พ.ศ.๒๔๕๘[10] หม่อมนวลเป็นนักแสดงตัวนางของวังบ้านหม้อ และเป็นครูของหลวงไพจิตรนันทการ (ทองแล่ง สุวรรณภารต) มีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ (หญิง) (๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ - ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๔) ได้สมรสกับ นายแพทย์ชม เทพยสุวรรณ แต่ไม่มีบุตรและธิดา[11]

  • หม่อมจันทร์ กุญชร ณ อยุธยา (พ.ศ. ๒๔๒๔ - ไม่ทราบปีที่ถึงแก่กรรม) น้องสาวหม่อมเนย ซึ่งเป็นหม่อมของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ เช่นกัน หม่อมจันทร์ได้ฝึกหัดการรำกับหม่อมวันและหม่อมเข็มตั้งแต่ยังเล็ก โดยฝึกหัดเป็นตัวพระ รวมทั้งต่อเพลงร้องสำหรับการแสดงละครในและละครดึกดำบรรพ์ จนได้เป็นนักร้องและนักแสดงคนสำคัญของวังบ้านหม้อ มีฝีมือทางด้านการแสดงตัวคาวีเป็นที่ดีเยี่ยม และมีผลงานการบันทึกเสียงมากมาย ภายหลังได้ออกจากวังบ้านหม้อไปอยู่ในราชสำนักของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้วย้ายมาเป็นนักร้องในกรมมหรสพ ต่อมาได้ใช้ชีวิตร่วมกับขุนนิมิตราชฐาน[12] หม่อมจันทร์มีบุตรกับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- พลโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร (ชาย) (๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ - ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๙)[13] มีภรรยาและบุตรธิดาดังนี้

                   - นางสาวเทียบ ฤทธาคนี [ธิดานายพันโท พระยาทัพพสาธก์เสนา (นวม ฤทธาคนี) กับคุณหญิงเนย] มีบุตรธิดากับพลโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร คือ ทวีวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา, พันตำรวจเอก (พิเศษ) วรวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา, อุรัชช์ ลอเรนส์, พลโท วิวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา, กนิษฐา วิลสัน และเทียมแข จรูญโรจน์ ณ อยุธยา

                   - สินีนาฏ โพธิเวช มีธิดากับพลโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร คือ เตือนใจ ดีเทศน์, เพ็ญแข กุญชร ณ อยุธยา และพิมพ์แข กุญชร ณ อยุธยา

  • หม่อมมาลัย กุญชร ณ อยุธยา (พ.ศ.๒๔๓๐ - ๒๔๖๕) เป็นนักแสดงและนักร้องเสียงดีของวังบ้านหม้อ มีผลงานการบันทึกเสียงมากมาย เมื่อแสดงละครดึกดำบรรพ์มักได้รับเลือกแสดงเป็นตัวเอกเสมอ ได้ฝึกหัดการรำกับหม่อมเข็ม หัดร้องเพลงกับหม่อมเปรม หม่อมในพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ ต่อเพลงร้องละครกับนายสิน สินธุนาคร รวมทั้งได้ต่อเพลงร้องกับหม่อมเนยและหม่อมเจริญด้วย ต่อมาหนีออกจากวังบ้านหม้อ แล้วไปชอบพอกับนายห้างฝรั่งชื่อ “ริกันตี” จึงกลับไปวังบ้านหม้อเพื่อขอหนังสือหย่า แต่เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ไม่ยินยอม จากนั้นได้เลือกใช้ชีวิตคู่ร่วมกับนายทหารเรือผู้หนึ่งจนมีธิดา ๑ คน แต่ญาติฝ่ายชายรังเกียจจึงจัดให้แยกทางกัน ภายหลังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย จัดให้มีคณะละครที่วังเพชรบูรณ์ ทรงทราบว่าหม่อมมาลัยเป็นผู้มีความรู้ความสามารถทั้งกระบวนการร้องและรำจึงให้เข้ามาเป็นครูสอน ในบั้นปลายชีวิตได้ชีวิตร่วมกับนายเจริญ ศัพท์โสภณ นักระนาดฝีมือดี หัวหน้านักดนตรีของวังเพชรบูรณ์ แต่ไม่มีบุตรร่วมกัน และป่วยตายด้วยโรควัณโรคที่วังเพชรบูรณ์[12] หม่อมมาลัยมีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์ (หญิง) (๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๘ - ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๖) เจ้าของนามปากกาดอกไม้สด ได้สมรสกับศาสตราจารย์สุกิจ นิมมานเหมินท์ แต่ไม่มีบุตรและธิดา[14]

  • หม่อมเคลือบ กุญชร ณ อยุธยา เป็นนักร้องของวังบ้านหม้อ ต่อเพลงจากหม่อมศิลาในพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ ลีลาการขับร้องติดตลกคล้ายแหล่เทศน์ของผู้ชาย หม่อมเคลือบมีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- หม่อมหลวงแถม จักรพันธ์ุ (หญิง) ได้สมรสกับหม่อมเจ้าแววจักร จักรพันธุ์ มีธิดาบุญธรรมคือ แพทย์หญิงระทวย วีระแกล้ว

  • หม่อมเพื่อน กุญชร ณ อยุธยา เป็นธิดาของจมื่นราชนาคา (แย้ม) กับนางป้อม บุตรีพระยามหาอรรคนิกร (เม่น)[15] มีบุตรกับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- หม่อมหลวงประยูร กุญชร (ชาย) ถึงแก่กรรม ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อคราวตามเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ.๒๔๔๐[8]

  • หม่อมวัน กุญชร ณ อยุธยา ในหนังสืองานศพ หม่อมหลวงวงษ์ กมลาสน์ เขียนไว้ว่า “วรรณ” เป็นตัวละครรุ่นใหญ่ของเจ้าพระยาเทวศร์วงศ์วิวัฒน์ ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์ กล่าวถึงหม่อมวันไว้ตอนหนึ่งว่า “ส่วนครูนางนั้น ก็คือหม่อมเลื่อน และหม่อมวัน มีชื่อเสียงว่าเป็นตัวบุษบาที่สวยมากทั้งในขบวนรำและในรูปโฉมทั้งสองคน ”[16] หม่อมวันมีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงคือ ขุนวาดพิศวง (แถม ศิลปชีวิน) มีบุตรธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- พระยาวิชิตชลธาร (หม่อมหลวงเวศร์ กุญชร) (ชาย) (๒๗ ธันวาคม ๒๔๓๑ - ๒๐ ธันวาคม ๒๔๗๕) ได้สมรสกับคุณหญิงผิว วิชิตชลธาร มีบุตรธิดาร่วมกัน คือ นายกันต์ กุญชร ณ อยุธยา นายจินต์ กุญชร ณ อยุธยา นางสาวเกศินี กุญชร ณ อยุธยา นางสาวมันทนา กุญชร ณ อยุธยา และนายสุมน กุญชร ณ อยุธยา[17]

- หม่อมหลวงวงษ์ กมลาสน์ (หญิง) (๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๗ - ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๓) เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ยกให้เป็นบุตรของหม่อมเลื่อน หม่อมท่านหนึ่งของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ เท่ากับมีมารดา ๒ คนคือ หม่อมวันกับหม่อมเลื่อน และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเมตตาประดุจพระธิดามาแต่เล็ก โปรดให้เรียกพระองค์ท่านว่า “เสด็จพ่อ” ต่อมาเมื่ออายุได้ ๒๖ ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขอ หม่อมหลวงวงษ์ ให้แก่ หม่อมเจ้าศุขปรารภ กมลาสน์ และพระราชทานน้ำสังข์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๓ มีบุตรชายเพียงคนเดียวคือ หม่อมราชวงศ์ยงสุข กมลาสน์[18]

  • หม่อมคร้าม กุญชร ณ อยุธยา เดิมเป็นหม่อมในพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ ต่อมาเมื่อสิ้นนพระชนม์ได้เป็นหม่อมของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์ กล่าวถึงหม่อมคร้ามไว้ตอนหนึ่งว่า “ผู้ที่มีชื่อเสียงในคณะละครขงพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ ก็มี หม่อมเอม เป็นต้นบท และมีหม่อมชั้นเล็กสองคนที่มีชื่อเสียงปรากฏต่อมาเป็นระยะยาวนานคือ หม่อมเข็ม หม่อมคร้าม คุณหญิงเทศได้เข้าเป็นลูกศิษย์ของหม่อมคร้าม ซึ่งเป็นครูที่สอนการรำได้ทุกทาง แต่ที่มีชื่อเสียงนั้นก็คือ เป็นครูยักษ์ ..... หม่อมคร้ามและหม่อมเข็มต่อมาได้เป็นตัวละครสำคัญในคณะละครของเจ้าพระยาเทเวศรฯ รุ่นใหญ่”[16] นอกจากนี้ยังมีความสามารถทางขับร้องด้วย ได้ต่อเพลงจากหม่อมศิลาใน พระองค์เจ้าสิงหนาทฯ หม่อมคร้ามมีบุตรกับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- หม่อมหลวงคอย กุญชร (ชาย)

  • หม่อมเจริญ กุญชร ณ อยุธยา (วันจันทร์ เดือน ๘ ปีขวด พ.ศ.๒๔๑๙ - ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๘) นักร้องเสียงดีของวังบ้านหม้อ มีผลงานการบันทึกเสียงไว้มากมาย ภายหลังได้ออกจากวังบ้านหม้อไปใช้ชีวิตร่วมกับจางวางทั่ว พาทยโกศล มีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- หม่อมหลวงเล็ก กุญชร (หญิง) (๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๙ - ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๕) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขอ หม่อมหลวงเล็ก จากพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมหลวงวราห์ กุญชร) ผู้เป็นพี่ชาย ให้สมรสกับพระยาราชมนู (ถั่ว อัศวเสนา) ข้าราชการในราชสำนัก มีบุตรธิดาร่วมกันคือ ยศ อัศวเสนา ดนุชา ประชาสัยศรเดช และรุจิมา อัศวเสนา ภายหลังเมื่อพระยาราชมนูถึงแก่กรรม ได้สมรสกับนายเพี้ยน โล่ห์สุวรรณ มีธิดาร่วมกันคือ พึงใจ โล่ห์สุวรรณ[19]

- ท่านผู้หญิงแฉล้ม กุญชร (หม่อมหลวงแฉล้ม กุญชร) (หญิง) (๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๖ - ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๘)[20]

  • หม่อมแจ่ม กุญชร ณ อยุธยา (พ.ศ.๒๔๑๑ - ๒๔๘๒)[21] ในหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงสำลี อิศรพงศ์พิพัฒน์ กล่าวถึงหม่อมแจ่มไว้ตอนหนึ่งว่า “เป็นญาติกับเจ้าจอมมารดาศิลา ในรัชกาลที่ ๒ นับว่าเป็นเชื้อสาย ราชินีกูลบางช้าง” (ไม่ทราบนามผู้แต่ง, ๒๕๑๖: ๑)[5] และ “หม่อมแจ่ม มารดา ม.ล.สำลี เป็นนักร้องคนหนึ่ง เป็นคนมีความจำแม่นยำ และชอบในทางเพลงที่เรียกว่า เพลงภาษาคือเพลงที่ดัดแปลงมาจากทำนองแปลก ๆ ที่เป็นเพลง “ลาว” “เขมร” “ญวน” “จีน” ซึ่งพระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) กับ พระเสนาะดุริยางค์ (ทองดี) ช่วยกันปรับปรุง ในความควบคุมของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ หม่อมแจ่มจึงมักรับบทที่ต้องร้องเพลงที่แสดงความรู้สึก และรำพร้อมไปกันได้อย่างว่องไว เช่นเป็นท้าวสามล ท้าวเสนากุฏ ล้วนแต่เป็นตัวที่ต้องแสดงบททำให้ขบขัน”[5] หม่อมแจ่มมีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- หม่อมหลวงสำลี อิศรพงศ์พิพัฒน์ (หญิง) (๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๔๕ – ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖) ได้สมรสกับพระยาอิศรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมหลวงศิริ อิศรเสนา) มีบุตรคือ

- นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา สมรสกับบุนนาค หงส์เหิน มีบุตรคือ ด.ช.พิพัฒน์พงศ์

- นายนุรักษ อิศรเสนา ณ อยุธยา

- นายนัดดา อิศรเสนา ณ อยุธยา สมรสกับเสาวนีย์ ทองเจือ มีบุตรคือ ด.ช.วรศิษฏ์ ด.ช.วรงค์ และด.ญ.พัทรี[5]

  • หม่อมบัว กุญชร ณ อยุธยา มีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- หลวงวัยวุฒิปรีชา (หม่อมหลวงไวยวัฒน์ กุญชร) (ชาย) (๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๙ - ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๙) (พระยาอนุมานราชธน, ๒๕๐๐: ก)[22] มีภรรยาและบุตรธิดาดังนี้

                    - นางสาวเชื้อ โรจนประดิษฐ์ ธิดาพระยาวรุณฤทธีศรีสมุทปราการ (แช่ม โรจนประดิษฐ์) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานน้ำสังข์ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๘ มีบุตรธิดากับหลวงวัยวุฒิปรีชาคือ นายศุกรวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา และนางสาวศิริวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา

                   - นางสาวชิน โรจนประดิษฐ์ มีบุตรกับหลวงวัยวุฒิปรีชาคือ นายปิยวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา

- หม่อมหลวงพัทรจิตร สุทัศน์ มีบุตรกับหลวงวัยวุฒิปรีชาคือ นายจิราวุธ กุญชร ณ อยุธยา และนายวิทยาวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา[22]

  • หม่อมเนย กุญชร ณ อยุธยา พี่สาวหม่อมจันทร์ กุญชร ณ อยุธยา (หม่อมของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ เช่นกัน) หม่อมเนยมีความรู้ความสามารถทั้งกระบวนการร้องและกระบวนการรำ ทั้งที่อ่านหนังสือไม่ออก แต่มีความจำดี สามารถจำบทร้องได้อย่างแม่นยำ เมื่อมีบุตรธิดาแล้วจึงเลิกแสดงละครและขับร้อง หม่อมเนยเป็นผู้มีอุปนิสัยดีเป็นที่เคารพนับถือของบรรดาลูกของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ทุกคน[12] หม่อมเนยมีบุตรธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- หม่อมหลวงปาด กุญชร (หญิง)

- หม่อมหลวงแขก กุญชร (ชาย) (พ.ศ.๒๔๓๓ - ๒๔๗๗)[23]

- หม่อมหลวงไข่ กุญชร (หญิง)

หม่อมแช่ม กุญชร ณ อยุธยา มีธิดากับเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ คือ

- หม่อมหลวงสารี กุญชร (ศิริวงศ์) (หญิง) ได้สมรสกับหม่อมหลวงพันธ์ ศิริวงศ์ (พ.ศ.๒๔๗๙ - ๒๔๘๑)

  • หม่อมเข็ม กุญชร ณ อยุธยา เดิมเป็นหม่อมในพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ ต่อมาเมื่อสิ้นพระชนม์ได้เป็นหม่อมของเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์ ได้กล่าวถึงหม่อมเข็มไว้ตอนหนึ่งว่า “ผู้ที่มีชื่อเสียงในคณะละครของพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ ก็มี หม่อมเอม เป็นต้นบท และมีหม่อมชั้นเล็กสองคนที่มีชื่อเสียงปรากฏต่อมาเป็นระยะยาวนานคือ หม่อมเข็ม หม่อมคร้าม ..... ส่วนหม่อมเข็มนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงในทางเป็นครูพระ หม่อมคร้ามและหม่อมเข็มต่อมาได้เป็นตัวละครสำคัญในคณะละครของเจ้าพระยาเทเวศรฯ รุ่นใหญ่”[16] และยังเป็นผู้คิดค้นกระบวนการรำและฝึกหัดละครดึกดำบรรพ์ของวังบ้านหม้อ “หม่อมเข็ม กุญชร มีหน้าที่คิดการรำและหัด”[24] ไม่ทราบวันเดือนปีเกิดและถึงแก่กรรมชัดเจน แต่ท่านเป็นคนอายุยืน ดังที่ หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ และสมภพ จันทรประภา กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “แต่มีหม่อมเข็มคนเดียวที่มีชีวิตอยู่มาจนกระทั่งเจ้าพระยาเทเวศรฯ เลิกการละครในตอนปลายรัชกาลที่ ๕”[16] และทราบแน่ชัดว่าในปี พ.ศ.๒๔๘๐ ยังมีชีวิตอยู่ เพราะปรากฏหลักฐานในจดหมายในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ทรงประทานแด่พระยาอนุมานราชธนได้กล่าวถึงหม่อมเข็มไว้ตอนหนึ่งว่า “คนทั้ง ๕ ซึ่งช่วยกันทำในเวลานั้น ต่างก็ตายไปแล้วสามคนเหลือแต่ฉันกับหม่อมเข็มสองคน”[24] ซึ่งจดหมายดังกล่าวลงวันที่ไว้เป็นวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๘ แต่ท่านจะมีอายุต่อมาอีกกี่ปีก็ยังไม่ทราบเป็นที่แน่ชัด
  • หม่อมพร้อม เป็นละครรุ่นใหญ่ของเจ้าพระยาเทวศร์วงศ์วิวัฒน์ ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์ กล่าวถึงหม่อมพร้อมไว้ตอนหนึ่งว่า “ก็มีหม่อมพร้อม ผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นอิเหนา ที่กล่าวกันว่าเวลา “เข้าเครื่อง” แล้ว งามไม่มีผู้ใดเปรียบ เป็นที่โปรดปรานของพระบรมวงศานุวงศ์และเป็นที่นิยมของคนดูทั่วไป”[16]
  • หม่อมละมัย ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์ กล่าวถึงหม่อมละมัยไว้ตอนหนึ่งว่า “คุณหญิงเทศตั้งแต่เริ่มฝึกหัดละคร ก็มีท่วงทีว่าจะเป็นตัวเอก เป็นลูกศิษย์คนสำคัญของหม่อมคร้าม ได้ฝึกหัดเป็นยักษ์จนชำนิชำนาญ เมื่อเป็นสาวรุ่นอยู่มักจะแสดงเป็นตัวรามสูรร่วมกันกับหม่อมละมัย กุญชร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นหม่อมที่ยังมีชีวิตอยู่คนหนึ่งของเจ้าพระยาเทเวศรฯ ในขณะนี้ และหม่อมต่วน ผู้ซึ่งได้มาร่วมงานกับคุณหญิงเทศ ในปั้นปลายของชีวิตในกรมศิลปากร หม่อมละมัยเป็นตัวอรชุน และหม่อมต่วนเป็นนางเมฆขลา คุณหญิงเทศเป็นตัวละครที่มีวัยสูงกว่าหม่อมละมัยและหม่อมต่วนเล็กน้อย”[16] หม่อมละมัยผู้นี้เป็นผู้มีอายุยืน เพราะข้อความข้างต้นตอนหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อเป็นสาวรุ่นอยู่มักจะแสดงเป็นตัวรามสูรร่วมกันกับหม่อมละมัย กุญชร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นหม่อมที่ยังมีชีวิตอยู่คนหนึ่งของเจ้าพระยาเทเวศรฯ ในขณะนี้” ซึ่งหนังสือนี้พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทศ สุวรรณภารต) ณ ฌาปนสถานวัดธาตุทอง วันอาทิตย์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ ถ้ามีชีวิตไม่ถึง พ.ศ.๒๕๑๑ ก็น่าจะมีชีวิตถึง พ.ศ.๒๕๑๐ เพราะไม่ทราบแน่ชัดว่าระหว่างที่ติพิมพ์หนังสือนี้อยู่ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรืออาจมีชีวิตเลย พ.ศ.๒๕๑๑ ก็เป็นได้
  • หม่อมเลื่อน เป็นละครรุ่นใหญ่ของเจ้าพระยาเทวศร์ฯ ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์ กล่าวถึงหม่อมเลื่อนไว้ตอนหนึ่งว่า “ส่วนครูนางนั้น ก็คือหม่อมเลื่อน และหม่อมวัน มีชื่อเสียงว่าเป็นตัวบุษบาที่สวยมากทั้งในขบวนรำและในรูปโฉมทั้งสองคน หม่อมเลื่อนนั้นสวยโดยธรรมชาติด้วย”[16]
  • หม่อมต่วน หรือ ศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก (๕ กรกฏาคม พ.ศ.๒๔๒๖ - ๑๙  พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๙) เป็นนักแสดงตัวนางของวังบ้านหม้อ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ คุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทส สุวรรณภารต) ได้ชวนมาเป็นครูสอนละครในวังหลวง เมื่อครั้งมีการรื้อฟื้นละครดึกดำบรรพ์ในราชสำนัก ต่อภายหลังได้เป็นครูสอนที่วิทยาลัยนาฏศิลป

นอกจากนี้เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ยังมีหม่อมท่านอื่น ๆ อีกที่ไม่ทราบประวัติแน่ชัด ได้แก่

  • หม่อมทับทิม น้องสาวหม่อมบัวเผื่อน[10]
  • หม่อมตลับ ลูกของป้าหม่อมเจริญ เป็นคนพาหม่อมเจริญมาอยู่วังบ้านหม้อ[12]
  • หม่อมแดง เป็นนักร้อง
  • หม่อมทิม
  • หม่อมพริ้ง
  • หม่อมจันทร์
  • หม่อมคร้าม
  • หม่อมเปรม

 และยังมีบุตรธิดาอีกหลายคนที่ไม่ทราบว่าเกิดจากหม่อมท่านใด ได้แก่

พระยาอาทรธุรศิลป์ (หม่อมหลวงช่วง กุญชร) (ชาย) (๒ มีนาคม ๒๔๑๗ - ๒๙ กันยายน ๒๔๗๓) เป็นบุตรชายคนแรกของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ได้สมรสกับนางสาวชม ธิดานายฮวด หุตะสิงห์ มีบุตรธิดาร่วมกัน คือ คุณหญิงกฤตราชทรงสวัสดิ์ (เชย) นายวิชิต กุญชร ณ อยุธยา และนายวิเชียร กุญชร ณ อยุธยา[25]

หม่อมหลวงแม้น กุญชร (หญิง)

หม่อมหลวงจรัส กุญชร (หญิง)

หม่อมหลวงเครือวัลย์ กุญชร (ชาย)

หม่อมหลวงลำใย กุญชร (ชาย) (ไม่ทราบวันเดือนปีเกิด - ๑๗ กันยายน ๒๔๖๑) รับราชการเป็นมหาดเล็กวิเศษ กรมมหาดเล็ก

พระยาศรีกฤดากร (หม่อมหลวงตุ่ม กุญชร) (ชาย)

หม่อมหลวงปุย กุญชร (หญิง) ได้สมรสกับพระยาประดิพัทธภูบาล (คอ ยู่เหล ณ ระนอง) มีธิดาร่วมกันคือ นางวิบูลแพทยาคม (ดวงแข เลาหะคามิน) (พ.ศ.๒๔๕๑ - ๒๕๓๒) [เป็นภรรยาของ พันเอก ขุนวิบูลแพทยาคม (เลื่อน เลาหะคามิน) (พ.ศ.๒๔๔๖ - ๒๕๓๒)]

หม่อมหลวงพริ้ม กุญชร (หญิง)

ขุนชิตรักต์ประกอบ (หม่อมหลวงปุ๊ กุญชร) (ชาย) (๒๔ เมษายน ๒๔๓๓ - ๒๙ มกราคม ๒๔๗๓)

หม่อมหลวงแต๋ว กุญชร (หญิง)

ร้อยโท หม่อมหลวงพร้อม กุญชร (ชาย)

หม่อมหลวงเภา กุญชร (หญิง)

หม่อมหลวงอาภา อภัยวงศ์วรเศรษฐ (หญิง) ได้สมรสกับพระอภัยวงศ์วรเศรษฐ (ช่วง อภัยวงศ์)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. ข่าวตาย
  2. 2.0 2.1 2.2 เทเวศรวงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) เจ้าพระยา. ฉลองเทศนาอายุเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ 15 กัณฑ์. [ม.ป.ท.]: พิศาลบรรณนิติ์, ๒๔๖๖.
  3. ตั้งตำแหน่งหัวเมือง (หน้า ๕๓)
  4. พระราชทานสัญญาบัตร
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 5.5 5.6 5.7 5.8 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ :0
  6. วีรศิลป์ ห่วงประเสริฐ. การบรรจุในละครดึกดำบรรพ์ เรื่องอิเหนา พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์. งานวิจัยหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต, ภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557.
  7. "ข่าวอสัญกรรม" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 39 (0 ง): 2780. 7 มกราคม พ.ศ. 2465. สืบค้นเมื่อ 23 กรกฎาคม 2560. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 เทเวศวงศวิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร), เจ้าพระยา.  ข้อราชการในกรมมหาดเล็ก.  พระนคร: โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหารบก, ๒๕๐๐. [พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ล.วราห์ กุญชร)]
  9. หม่อมเจ้านิทัศนาธร จิรประวัติ
  10. 10.0 10.1 กันต์ อัศวเสนา. ดุริยวรรณกรรมเพลงตับเรื่องอิเหนาจากต้นฉบับแผ่นเสียงเก่าของวังบ้านหม้อ. ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ดนตรี), วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๕๙.
  11. หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 พูนพิศ อมาตยกุล และคณะ.  นามานุกรมศิลปินเพลงไทยในรอบ ๒๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์.  กรุงเทพมหานคร: เรือนแก้ว, ๒๕๓๒.
  13. หม่อมหลวงขาบ กุญชร
  14. สุกิจ นิมมานเหมินท์
  15. http://www.sammajivasil.net/sripen/history005.htm
  16. 16.0 16.1 16.2 16.3 16.4 16.5 16.6 บุญเหลือ เทพยสุวรรณ, ม.ล., และสมภพ จันทรประภา. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์. กรุงเทพมหานคร: สถานสงเคราะห์หญิงปากเกร็ด, ๒๕๑๑.
  17. ไม่ทราบนามผู้แต่ง. เอกสารสาธารณสุขเรื่องปฐมพยาบาลและวิธีใช้ยาตำราหลวง กับการสุขาภิบาลใน  บริเวณบ้าน.  พระคร: เปงเฮง (กิมหลีหงวน), ๒๔๗๖.  [พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพมหา       เสวกตรี พระยาวิชิตชลธาร (ม.ล.เวศร์ กุญชร)]
  18. นริศรานุวัติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา.  บทละครดึกดำบรรพ์ ฉบับเพิ่มเติม.  กรุงเทพมหานคร: (ม.ป.พ.), ๒๔๙๖. (พิมพ์เป็นมิตรพลีในงานศพหม่อมหลวงวงษ์ กมลาสน์)
  19. นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า. บทร้องรำ. กรุงเทพมหานคร: ร.ส.พ., ๒๕๐๕. (พิมพ์เป็นมิตรพลีในงานศพ หม่อมหลวงเล็ก กุญชร ณ วัดโสมนัสวรวิหาร พ.ศ.๒๕๐๕)
  20. ไม่ทราบนามผู้แต่ง. อนุสรณ์การพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงแฉล้ม กุญชร. (ม.ป.พ), ๒๕๓๘. [ที่ระลึกในการพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงแฉล้ม กุญชร ท.จ.ว. (ม.ล. แฉล้ม กุญชร) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอาทิตย์ที่ ๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘]
  21. สำลี อิศรพงศ์พิพัฒน์, ม.ล. จินดาภาษิต. พระนคร: ยิ้มศรี, ๒๔๘๒. (ม.ล.สำลี อิศรพงศ์พิพัฒน์ พิมพ์แจกในงานฌาปนกิจ หม่อมแจ่ม กุญชร ณ อยุธยา)
  22. 22.0 22.1 อนุมานราชธน, พระยา.  ร้อง รำ ทำเพลง.  กรุงเทพมหานคร: มิตรไชย, ๒๕๐๐. [พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงวัยวุฒิปรีชา (ม.ล.ไวยวัฒน์ กุญชร)]
  23. ไม่ทราบนามผู้แต่ง.  เครื่องช่วยตัว.  พระนคร: ไทยเขษม, ๒๔๘๑. (พิมพ์ในงานฌาปนกิจหม่อมหลวงแขก กุญชร)
  24. 24.0 24.1 พูนพิศ อมาตยกุล, บรรณาธิการ.  เพลง ดนตรี : จากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ถึง พระยาอนุมานราชธน.  กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๕๒.
  25. ไม่ทราบนามผู้แต่ง. ประชุมพงศาวดารภาคที่ 37 เรื่องจดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินพระเจ้าเสือและพระเจ้าท้ายสระ. พิมพ์ครั้งที่ ๒.  พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๓. [พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพมหาเสวกตรี พระยาอาทรธุรศิลป์ (ช่วง กุญชร)]
  26. พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้า และ ฝ่ายใน
  27. พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
  28. พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
  29. พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
  30. การพระราชพิธีฉัตรมงคลและพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า (หน้า ๒๘๖)
  31. พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (หน้า ๔๐๐)
  32. พระราชทานเครื่องราชอิสริยยศ