วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระอารามประจำพระบรมมหาราชวัง

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวังเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา และมีพระราชประสงค์ให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต พระคู่บ้านคู่เมืองของแผ่นดินสยามที่พบ ณ วัดป่าเยี้ยะ (ป่าไผ่) จังหวัดเชียงราย และเป็นสถานที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ เพราะมีแต่ส่วนพุทธาวาสไม่มีส่วนสังฆาวาส

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
Wat Phra Kaew - 1.jpg
กลุ่มพระอุโบสถ เมื่อมองจากบริเวณทางเข้า
ชื่อสามัญวัดพระแก้ว
ที่ตั้งถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร 10200
Seal of Bangkok Metro Authority.png กรุงเทพมหานคร
ไทย ประเทศไทย
ประเภทพระอารามหลวงชั้นพิเศษ
พระประธานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)
พระพุทธรูปสำคัญพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระสัมพุทธพรรณี พระชัยหลังช้าง พระคันธารราษฎร์ พระนาก
พระจำพรรษาไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา
ความพิเศษพระอารามประจำพระบรมมหาราชวัง
จุดสนใจสักการะพระแก้วมรกต ชมจิตรกรรมฝาผนัง ที่พระระเบียง
กิจกรรมเทศนาธรรม วันอาทิตย์และวันพระ
การถ่ายภาพไม่ควรใช้แฟลชในถ่ายภาพจิตรกรรมฝาผนัง และไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในพระอุโบสถ
หมายเหตุเข้าชมเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องทำหนังสือขออนุญาต ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารเงินตรา ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์
พระพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งของสารานุกรมพระพุทธศาสนา

ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามมีอาคารสำคัญและอาคารประกอบเป็นจำนวนมาก จึงแบ่งกลุ่มอาคารออกเป็น 3 กลุ่ม ตามตำแหน่งและความสำคัญ ดังนี้ กลุ่มพระอุโบสถ เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญสูงสุด มีพระอุโบสถเป็นอาคารประธานซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ล้อมรอบด้วยศาลาราย พระโพธิ์ธาตุพิมาน หอราชพงศานุสรณ์ หอราชกรมานุสรณ์ หอระฆัง และ หอพระคันธารราษฎร์

ประวัติแก้ไข

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นพร้อมกับการสร้างพระบรมมหาราชวังและการสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. 2325 โดยสร้างตามประเพณีการสร้างพระอารามหลวงในเขตพระราชวังที่มีมาตั้งแต่อดีต เช่น วัดมหาธาตุในพระราชวังกรุงสุโขทัย และวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระราชวังกรุงศรีอยุธยา ลักษณะสำคัญของพระอารามหลวงในพระราชวังคือ มีแต่เขตพุทธาวาส ไม่มีเขตสังฆาวาส

มูลเหตุแห่งการสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นนั้นเพื่อประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต ซึ่งอัญเชิญมาจากกรุงศรีสัตนาคนหุตหรือประเทศลาว แล้วนำมาประดิษฐานไว้ที่โรงด้านหน้าพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นเป็นพระปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีแล้วโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เข้ามาประดิษฐานในพระอุโบสถพระอารามใหม่ ในวันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2327 แล้วพระราชทานนามพระอารามว่า "วัดพระศรีรัตนศาสดาราม"[1]

แผนผังวัดพระศรีรัตนศาสดารามแก้ไข

แผนผังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
 
  1. พระอุโบสถ
  2. หอราชกรมานุสรณ์
  3. พระโพธิ์ธาตุพิมาน
  4. หอราชพงศานุสรณ์
  5. ศาลารายรอบพระอุโบสถ
  6. เจ้าแม่กวนอิม
  7. พระฤๅษีชีวกโกมารภัจจ์
  8. ฐานไพที
  9. ปราสาทพระเทพบิดร
  10. พระมณฑป
  11. พระศรีรัตนเจดีย์
  12. พระสุวรรณเจดีย์
  13. บนพระบุษบกองค์ตะวันตกเฉียงเหนือ
  14. บนพระบุษบกองค์ตะวันตกเฉียงใต้
  15. บนพระบุษบกองค์ตะวันออกเฉียงใต้
  16. บนพระบุษบกองค์ตะวันออกเฉียงเหนือ
  17. พระเจดีย์ทรงเครื่อง
  18. นครวัดจำลอง
  19. รูปปั้นสัตว์หิมพานต์
  20. ประตูทิศใต้
  21. ประตูทิศตะวันตก
  22. พระเศวตกุฏาคารวิหารยอด
  23. หอพระคันธารราษฎร์
  24. พระมณฑปยอดปรางค์
  1. หอระฆัง
  2. หอพระนาก
  3. หอมณเฑียรธรรม
  4. พระอัษฎามหาเจดีย์
  5. พระระเบียง
  6. ประตูเกยเส็ดจ (หน้า)
  7. ประตูหน้าวัว
  8. ประตูศรีรัตนศาสดาราม
  9. ประตูพระฤๅษี
  10. ประตูเกยเส็ดจ (หลัง)
  11. ประตูสนามไชย
  12. ประตูวหิรยอด
ยักษ์ทวารบาล
  1. สุริยาภพ
  2. อินทรชิต
  3. มังกรกัณฐ์
  4. วิรุฬหก
  5. ทศคีรีธร
  6. ทศคีรีวัน
  7. จักรวรรดิ
  8. อัศกรรณมาลาสูร
  9. ทศกัณฐ์
  10. สหัสเดชะ
  11. ไมยราพ
  12. วิรุณจำบัง

พระอุโบสถแก้ไข

 
พระอุโบสถ

พระอุโบสถ ตั้งอยู่ส่วนใต้ของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีซุ้มประดิษฐานเสมารวม 8 ซุ้ม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2327

พระอุโบสถมีขนาด 15 ห้อง มีทางขึ้นพระอุโบสถ 6 ทาง ราวบันไดก่ออิฐฉาบปูนตอนปลายทำเป็นเสาเม็ดทรงมัณฑ์ และระดับพื้นพระอุโบสถมีบันไดทางขึ้นมุขทิศตะวันออกและตะวันตกด้านละ 3 ทาง บันไดกลางตรงกับพระทวารใหญ่เป็นทางเสด็จพระราชดำเนินโดยเฉพาะ ส่วนบันไดอีก 2 ข้าง สำหรับประชาชนทั่วไป บริเวณพื้นเฉลียงสองข้างบันไดตั้งสิงห์สำริด ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ศิลปะแบบเขมร มีทั้งสิ้น 6 คู่ ตัวพระอุโบสถมีระเบียงเดินได้โดยรอบ มีหลังคาเป็นพาไลคลุม รับด้วยเสานางรายปิดทองประดับกระจกทั้งต้น พนักระเบียงรับเสานางราย ทำเป็นลูกฟักประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีอย่างจีน ตัวพระอุโบสถมีฐานปัทม์รับอีกชั้นหนึ่ง ประดับครุฑยุดนาคหล่อด้วยโลหะปิดทอง มีเสารายเทียนหล่อด้วยทองแดงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน

หลังคาลด 4 ระดับ 3 ซ้อน มีช่อฟ้า 3 ชั้น ปิดทองประดับกระจก มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบสี ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง หน้าบันเป็นไม้จำหลักลายรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ โดยมีลายกระหนกเครือเถาปิดทองเป็นลายก้านขด ปลายลายเป็นรูปเทพนมประดับอยู่โดยรอบ

ผนังพระอุโบสถ ในรัชกาลที่ 1 เขียนลายรดน้ำบนพื้นชาดแดง ต่อมารัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ปั้นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ปิดทองประดับกระจก เพื่อให้เข้ากับผนังมณฑป ปิดทองประดับกระจก ฝาผนัง รอบนอกเป็นลายรดน้ำปิดทองรูปกระหนกเครือแย่งทรงข้าวบิณฑ์ดอกในบนพื้นสีชาด ฝาผนังด้านในเหนือประตูด้านสกัดเป็นภาพเรื่องมารวิชัยและเรื่องไตรภูมิ ส่วนฝาผนังด้านยาวเขียนภาพเทพชุมนุมตามแบบที่สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยา ฝาผนังระหว่างหน้าต่างเขียนภาพเรื่องปฐมสมโพธิ พระทวารกลาง เป็นพระทวารใหญ่สูง 8 ศอกคืบ กว้าง 4 ศอกคืบ ตัวบานเป็นบานประดับมุกลายช่องกลม ส่วนพระทวารข้างเป็นทวารรองสูง 7 ศอก กว้าง 3 ศอก 1 คืบ 10 นิ้ว ตัวบานเป็นบานประดับมุกกลายเต็ม ซึ่งบานพระทวารทั้ง 2 แห่งนี้ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ประทานความเห็นว่า "เป็นฝีมือที่น่าชมยิ่ง ตั้งใจทำแข่งกับบานที่ทำครั้งแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งอยู่ที่วิหารยอด"

ผนังด้านในโดยรอบเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วยสีฝุ่นผสมกาว เหนือกรอบประตูหน้าต่างรอบพระอุโบสถ เขียนภาพปฐมสมโพธิ แสดงภาพพระพุทธประวัติของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ผนังหุ้มกลองด้านหน้า ปรากฏภาพมารผจญ ภาพพระแม่ธรณีบีบมวยผม และทรงชนะพญามาร ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผนังทางด้านทิศเหนือตั้งต้นจากด้านหน้า เป็นเรื่องต่อเนื่อง จากตอนตรัสรู้ เรื่อยมาจนถึงเสด็จปรินิพพาน และการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ผนังหุ้มกลองด้านหลัง เป็นภาพไตรภูมิ โดยเขียนเฉพาะเรื่องกามภพหรือกามาวจรภูมิ ผนังระหว่างช่องหน้าต่าง เขียนภาพทศชาติชาดก ขอบล่างหน้าต่างตอนล่างด้านทิศเหนือเป็นภาพกระบวนพยุหยาตราสถลมารค ด้านทิศใต้เป็นภาพกระบวนพยุหยาตราชลมารค เหนือกรอบประตูหน้าต่างประดับภาพจิตรกรรมพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เขียนบนแผ่นกระจกใส่กรอบไม้ฉลุลายปิดทอง ประดับไว้กลุ่มละ 3 ภาพ รวมทั้งสิ้น 72 ภาพ[2]

พระพุทธรูปสำคัญภายในพระอุโบสถแก้ไข

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนตอนต้น ทำจากหินหยกสีเขียวเข้มทึบแสง ปางสมาธิ ขนาดหน้าตัก 43 ซม. สูง 55 ซม.

ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 (ช่วงเดือนมีนาคม) เดือน 8 (วันเข้าพรรษา) และเดือน 12 (หลังวันลอยกระทง 1 วัน) จะมีการเปลี่ยนเครื่องทรงขององค์พระแก้วมรกตอยู่เสมอ โดยมี 3 เครื่องทรง คือ เครื่องทรงฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว

พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างอุทิศให้กับรัชกาลที่ 1 และ 2 ศิลปะรัตนโกสินทร์ ปางห้ามสมุทร สูง 3 เมตร ทรงเครื่องต้นพระจักรพรรดิราช เป็นพระพุทธรูปสำริดหุ้มทองคำลงยาราชาวดี เครื่องต้นประดับเนาวรัตน์ ใช้ทองคำเท่ากับทองที่หุ้มพระศรีสรรเพชญ ในสมัยอยุธยา

พระสัมพุทธพรรณี รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างใน พ.ศ. 2373 ตามอย่างพุทธลักษณะที่พระองค์ทรงสอบสวนได้ สร้างจากกะไหล่ทองคำ ปางสมาธิหน้าตักกว้าง 49 ซม. สูงถึงพระรัศมี 67.5 ซม. มีการเปลี่ยนพระรัศมีเป็นสีต่าง ๆ ตามฤดูกาล พร้อมกับการเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต

ปูชนียวัตถุที่สำคัญภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
 
  1. พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
  2. พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
  3. พระพุทธเลิศหล้านภาลัย
  4. พระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
  5. พระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
  6. พระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
  7. พระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์
  8. พระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์สมเด็จพระศรีสุลาลัย
  9. พระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ
  10. พระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี (อยู่ด้านหลัง)
  11. พระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (อยู่ด้านหลัง)
  12. พระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ (อยู่ด้านหลัง)
  13. พระพุทธปฏิมากรฉลองพระองค์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ (อยู่ด้านหลัง)
  14. พระแก้ววังหน้า
  15. พระสัมพุทธพรรณี
  16. ธรรมาสน์ศิลา

ศาลารายแก้ไข

สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นศาลาโถงไม่มีฝา ตั้งอยู่รายรอบพระอุโบสถ ศาลารายทั้ง 12 หลังนี้มีลักษณะเหมือนกันทั้งรูปร่าง ขนาดและความสูง ลักษณะเป็นศาลาโถงขนาด 2 ห้อง หลังคาทรงไทยมุงด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบสี หน้าบันเป็นรูปเทพนมปิดทองบนพื้นกระจกสีขาว ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์และนาคสะดุ้ง พื้นทำเป็น 2 ระดับ ปูด้วยหินอ่อน ใช้สำหรับนักเรียนสวดโอ้เอ้ในเทศกาลเข้าพรรษา ซึ่งยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน[2]

หอราชกรมานุสรณ์และหอพงศานุสรณ์แก้ไข

 
หอราชกรมานุสรณ์และหอพงศานุสรณ์ ตรงกลางคือหอโพธิธาตุพิมาน

หอราชกรมานุสรณ์และหอพงศานุสรณ์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่บนกำแพงแก้ว ด้านหลังพระอุโบสถทางทิศเหนือ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประจำรัชกาลต่าง ๆ ในสมัยอยุธยาหอหนึ่ง และในสมัยรัตนโกสินทร์อีกหอหนึ่ง ภายในเขียนภาพพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นฝีมือของขรัวอินโข่ง จิตรกรไทยที่มีฝีมือดีที่สุดในสมัยนั้น

พระโพธิธาตุพิมานแก้ไข

พระโพธิธาตุพิมานเป็นที่ประดิษฐานพระปรางค์ของโบราณ ซึ่งทรงอัญเชิญมาจากเมืองเหนือขณะผนวช ภายในพระปรางค์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและบรรจุพระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยา

กลุ่มฐานไพทีแก้ไข

กลุ่มอาคารบริเวณฐานไพที คือ พื้นลานด้านเหนือของพระอุโบสถก่อฐานไพที เป็นฐานยกพื้นขนาดใหญ่ รองรับปูชนียสถานและปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ พระมณฑป พระศรีรัตนเจดีย์ ปราสาทพระเทพบิดร พระสุวรรณเจดีย์ 2 องค์ และพระบรมราชานุสาวรีย์

พระศรีรัตนเจดีย์แก้ไข

 
พระมณฑปและพระศรีรัตนเจดีย์

พระศรีรัตนเจดีย์ตั้งอยู่บนฐานไพทีด้านทิศตะวันตก เป็นเจดีย์ทรงลังกา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2398 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตามแบบพระมหาเจดีย์ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระราชวังหลวงแห่งกรุงศรีอยุธยาเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ทรงได้มาจากลังกา ต่อมาในคราวฉลองพระนครครบ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เสริมพอกแก้รูปทรงพระศรีรัตนเจดีย์ และประดับกระเบื้องทองภายนอกทั้งองค์[3] ภายในองค์พระเจดีย์เป็นห้องโถงกลม ผนังโบกปูนทาสีขาวสอบไปตามความสูงของพระเจดีย์ ตรงกลางห้อยฉัตรสีขาวตรงกับพระเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ตรงกลางห้องประดิษฐานพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตั้งอยู่บนฐานก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ฐานล่างเป็นรูปแปดเหลี่ยมมีมุขสี่มุข ฐานบนเป็นฐานบัวหงาย องค์เจดีย์มีลักษณะเหมือนกับพระศรีรัตนเจดีย์ทุกประการ ยกเว้นแต่เป็นเจดีย์ลงรักสีดำทั้งองค์

พระมณฑปแก้ไข

พระมณฑปสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2332 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตรงตำแหน่งที่ตั้งของหอพระมณเฑียรธรรมองค์เดิมที่ถูกเพลิงไหม้เพื่อประดิษฐาน สร้างขึ้นตามคติเขาพระสุเมรุ ส่วนยอดมณฑป 7 ชั้นซ้อน

บันไดทั้ง 4 ด้าน ตกแต่งด้วยพลสิงห์รูปนาคจำแลง คือ นาคที่มีหน้าเป็นมนุษย์สวมมงกุฎ ตัวนาคปั้นปูนปิดทองประดับกระจก หัวนาคทั้ง 5 หัวและหางนาคเป็นโลหะหล่อลงรักปิดทอง ปลายพลสิงห์ บันไดก่อเป็นฐานบัวประดับหินอ่อนตั้งประติมากรรมรูปยักษ์ถือกระบอง หน้ากระดานฐานปัทม์ตอนล่างประดับด้วยหิน ต่อจากนั้นเป็นกระจังและกระหนกเท้าสิงห์ประดับด้วยกระจกสี หลังกระจังเป็นครุฑพนมและอสูรทรงเครื่องนั่งพนมมือสลับกัน เหนือขึ้นไปมีเทพนมทรงเครื่องหล่อด้วยทองแดงปิดทอง ซึ่งสร้างตามคติความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุเช่นเดียวกัน

ซุ้มพระทวารเป็นซุ้มยอดทรงมณฑปปิดทองประดับกระจก บานแผละเขียนลายกำมะลอมีพื้นสีม่วงลายทองเป็นรูปเซี่ยวกางถือหอกและตรียืนเหยียบหลังสิงโต บานพระทวารด้านนอกเป็นบานประดับ มุก มีแม่ลายเป็นกระหนกก้านขดนกคาบ ตรงกลางเป็นราชสีห์ บานพระทวารนี้มีภาพจับเป็นลายประดับมุกที่สำคัญอยู่ในกรอบวงกลม 8 ดวง ด้วยกันทั้ง 2 บาน ผนังด้านในเป็นลายรดน้ำปิดทองทรงข้าวบิณฑ์ บนพื้นสีชาด พื้นพระมณฑปปูด้วยเสื่อเงินสานเต็มทั้งห้องถึงฐานตู้ที่ประดิษฐานพระไตรปิฎก ตรงกลางห้องประดิษฐานตู้พระไตรปิฎกประดับมุกทรงมณฑปใหญ่ บรรจุพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์

บริเวณฐานพระมณฑปทั้ง 4 มุม ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลามุมละ 1 องค์ พระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิพระหัตถ์ทำมุทราต่าง ๆ กัน มีพุทธลักษณะตามคติมหายาน มีประภามณฑลรูปเสมาขอบ สลักลายบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย พระพุทธรูปศิลาเหล่านี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้มาจากชวา เมื่อครั้งเสด็จประพาสประเทศอินโดนีเซีย ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2439[3]

ปราสาทพระเทพบิดรแก้ไข

 
ปราสาทพระเทพบิดร (กลาง) พระสุวรรณเจดีย์ (เจดีย์ซ้าย-ขวา)

ปราสาทพระเทพบิดรตั้งอยู่บนฐานไพทีด้านทิศตะวันออก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2398 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า พระพุทธปรางค์ปราสาท เพื่อประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน สร้างสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2425 พร้อมกับงานฉลองพระนครครบ 100 ปี แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วทรงเห็นว่ามีขนาดไม่เพียงพอกับพระราชพิธีต่าง ๆ จึงมิได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาประดิษฐาน แต่โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระเจดีย์กาไหล่ทองที่เคยตั้งเป็นประธานในพระพุทธมณเฑียรมาประดิษฐานแทน ต่อมาเกิดเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2446 ทำให้ครื่องบนหลังคารวมทั้งพระเจดีย์กาไหล่ทองถูกเพลิงไหม้และหลอมไปด้วย ขณะเพลิงไหม้ได้ถอดบานพระทวารและพระบัญชรประดับมุกออกทั้งหมด ต่อมาได้มีการซ่อมแซมหลังคาและส่วนที่เสียหาย ส่วนบานพระทวารและพระบัญชรประดับมุก โปรดเกล้าฯ ให้นำไปประดับที่พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร[4] ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์จนสำเร็จบริบูรณ์แล้วได้ตกแต่งภายใน และแก้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าในพระบรมราชจักรีวงศ์ทั้ง 5 พระองค์ และให้แปลงนามเรียกว่า "ปราสาทพระเทพบิดร"

ปราสาทพระเทพบิดรเป็นอาคารจัตุรมุขทรงไทย ยกยอดปราสาทเป็นทรงปรางค์ ประดับนพศูลรูปพระมหามงกุฎอยู่บนยอดปรางค์ หน้าบันมุขด้านทิศตะวันออกและมุขลด ประดิษฐานพระมหามงกุฎ ซึ่งเป็นพระราชลัญจกรของรัชกาลที่ 4 หน้าบันมุขด้านทิศเหนือเป็นรูปอุณาโลม พระราชสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 1 มุขด้านทิศใต้เป็นรูปครุฑยุดนาค พระราชสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 2 มุขด้านทิศตะวันตกเป็นรูปพระวิมาน พระราชสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 3

ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นซุ้มยอดทรงมงกุฎปิดทองประดับกระจก บานแผละทั้ง 2 ข้างปั้นปูนปิดทองเป็นลายพระราชสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 1–5 เพดานของซุ้มเป็นลายดวงดาราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 5 ดวงมี ดารานพรัตน์เป็นศูนย์กลาง ล้อมรอบด้วยดาราจักรี ดาราจุลจอมเกล้า ดาราช้างเผือก และดารามงกุฎไทยบนพื้นกระจกสีขาว ภายในปราสาทพระเทพบิดรเป็นห้องโถง ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าแห่งพระราชวงศ์จักรี เพดานเหนือพระบรมรูปแขวนพระมหาเศวตฉัตร 9 ชั้น

บริเวณลานบนฐานไพทีตั้งประดับด้วยรูปปั้นสัตว์หิมพานต์ หล่อด้วยสำริดปิดทองประดับกระจก ได้แก่สิงหพานร อสุรวายุภักดิ์ อสุรปักษี เทพนรสิงห์ เทพกินนร เทพปักษี และอัปสรสีห์

พระสุวรรณเจดีย์แก้ไข

พระสุวรรณเจดีย์มี 2 องค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นอุทิศถวายสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก และพระราชมารดา มีขนาดและความสูงเท่ากัน เป็นพระเจดีย์ทรงเครื่องย่อมุมไม้ยี่สิบหุ้มด้วยแผ่นทองแดงหรือที่เรียกว่าทองจังโก แล้วลงรักปิดทองทับอีกชั้นหนึ่ง ฐานของพระเจดีย์เป็นรูปแปดเหลี่ยมบุด้วยหินอ่อน เหนือฐานแปดเหลี่ยม ตั้งประติมากรรมรูปยักษ์แบกและลิงแบกด้านละ 3 ตน และทุกย่อมุมอีกมุมละ 2 ตน รวมทั้งหมด 20 ตน เฉพาะตัวกลางทั้ง 4 ด้านที่ไม่สวมรองเท้าเป็นลิง นอกจากนั้นเป็นยักษ์หมด แต่ละตนมีใบหน้า เครื่องแต่งตัวและสีของกายเป็นไปตามลักษณะในเรื่องรามเกียรติ์

พนมหมากแก้ไข

พนมหมากสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายเป็นพระพุทธบูชา พนมหมากเป็นเครื่องตกแต่งฐานไพทีตรงส่วนย่อมุมด้านทิศตะวันออกและตะวันตก รวมทั้งสิ้น 18 พุ่ม ตั้งบนฐานสี่เหลี่ยมประดับด้วยหินอ่อน พนมหมากสร้างด้วยการก่ออิฐฉาบปูน ประดับกระเบื้องถ้วย ลักษณะคล้ายกรวยใบตอง ตั้งบนพานแว่นฟ้าย่อมุมไม้สิบสอง 2 ชั้น[2]

พระเจดีย์ทรงเครื่องแก้ไข

พระเจดีย์ทรงเครื่อง 4 องค์ ์ มีลักษณะเป็นพระเจดีย์ก่ออิฐฉาบปูนทรงเครื่องย่อมุมไม้สิบสอง ตั้งอยู่บนฐานสิงห์ 3 ชั้น ฉาบปูนทาสีขาว มีฐานบัวหงายรอบรับองค์พระเจดีย์ซึ่งปิดทองประดับกระจก ตอนบนเป็นบัวกลุ่ม 7 ชั้น เหนือบัวกลุ่มเป็นปลีมีลูกแก้วคั่นถึงเม็ดน้ำค้างประดับกระจก

นครวัดจำลองแก้ไข

นครวัดจำลองตั้งอยู่บนฐานไพทีทางด้านเหนือตรงข้ามกับพระมณฑป เพื่อจะให้คนทั้งหลายเห็นว่าเป็นของมหัศจรรย์ ทำด้วยศิลาทั้งสิ้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระสามภพพ่ายออกไปถ่ายแบบปราสาทที่นครวัดและจำลองขึ้นไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่ไม่เสร็จสิ้นในรัชกาล สร้างแล้วเสร็จในคราวฉลองสมโภชพระนคร ครบ 100 ปี

อนุสาวรีย์ประจำรัชกาลแก้ไข

ตั้งอยู่รอบพระมณฑป เป็นบุษบกสร้างด้วยโลหะลงรักปิดทองประดับกระจก รอบบุษบกประดับด้วยฉัตร 7 ชั้น และ 5 ชั้น และรูปช้างยืนแท่นหล่อด้วยโลหะรมดำ ภายในบุษบกประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์ โดยด้านตะวันตกเฉียงเหนือเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ในรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ด้านตะวันตกเฉียงใต้เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ในรัชกาลที่ 4 ด้านตะวันออกเฉียงใต้เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ในรัชกาลที่ 5 และในการปฏิสังขรณ์ใหญ่เนื่องในการสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ได้สร้างบุษบกพระบรมราชานุสาวรีย์ในรัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 9 เพิ่มขึ้น โดยประดิษฐานไว้ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ

กลุ่มอาคารประกอบแก้ไข

 
แผนผังอย่างคร่าว ๆ ของวัดพระแก้ว

เป็นกลุ่มอาคารและสิ่งประดับอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากกลุ่มอาคารทั้งสองกลุ่ม ประกอบด้วย หอพระนาก พระเศวตกุฏาคารวิหารยอด หอมณเฑียรธรรม พระอัษฎามหาเจดีย์ ยักษ์ทวารบาล และจิตรกรรมฝาผนังที่ พระระเบียง ซึ่งมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังจำนวน 178 ห้อง เรียงต่อกันยาวตลอดฝาผนังทั้ง 4 ทิศ มีเนื้อหาจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์

พระอัษฎามหาเจดีย์แก้ไข

 
พระอัษฎามหาเจดีย์

พระอัษฎามหาเจดีย์ หรือ พระปรางค์ 8 องค์ ตั้งเรียงกันอยู่หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภายนอกพระระเบียง พระมหาเจดีย์ทั้ง 8 องค์นี้ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่แน่นอน ภายนอกพระระเบียง 6 องค์ ภายในพระระเบียง 2 องค์ พระอัษฎามหาเจดีย์เป็นชื่อที่คณะกรรมการอำนวยการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อฉลองพระนครครบ 200 ปี มีมติให้เรียกชื่อรวมเป็นทางการตามชื่อที่ปรากฏในการบูรณปฏิสังขรณ์สมัย รัชกาลที่ 3 ของพระศรีภูริปรีชาวัตถุประสงค์ในการสร้างพระมหาเจดีย์เหล่านี้ก็เพื่ออุทิศ เป็นพระพุทธเจดีย์องค์หนึ่ง พระธรรมเจดีย์องค์หนึ่ง พระปัจเจกเจดีย์องค์หนึ่ง พระสาวกเจดีย์องค์หนึ่ง พระภิกขุนีสาวกเจดีย์องค์หนึ่ง พระชาฎกโพธิสัตว์องค์หนึ่ง พระสงฆเจดีย์องค์หนึ่ง และพระยาจักรเจดีย์องค์หนึ่ง

ต่อมาในรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ประดับกระเบื้องเคลือบสีที่พระมหาเจดีย์ทั้ง 8 องค์ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 เป็นการซ่อมส่วนที่ชำรุดเสียหายแต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปร่างแต่ประการใด

หอพระนากแก้ไข

หอพระนากเป็นอาคารทรงไทย สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีขนาด 7 ห้อง ทางเข้าอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทำเป็นชาลากว้าง ประตูทางเข้ามีประตูเดียว เป็นซุ้มทรงมณฑปที่เน้นความสำคัญของทางเข้า แต่เดิมสร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระนาก ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อและแผลงด้วยนาก อัญเชิญมาจากพระนครศรีอยุธยา และใช้เป็นที่เก็บอัฐิเจ้านายฝ่ายในตามแบบอย่างกรุงศรีอยุธยา และถือพระนากเป็นพระประธาน ในการพิธีเปรตพลีหรือการอุทิศกุศลแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการบูรณะซ่อมแซม แล้วประดิษฐานพระพุทธรูปต่าง ๆ หลายองค์ ส่วนพระอัฐิเจ้านายนั้นเก็บอยู่ในตู้ผนังข้างหลังพระวิหาร ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ทำพระโกศทรงพระอัฐิในหอพระนากทั้งหมด ส่วนพระพุทธรูปทั้งหมดที่ประดิษฐานอยู่ในหอพระนากโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่พระวิหารยอด แต่ยังคงเรียกว่าหอนี้ว่า หอพระนากตามเดิม[2]

พระวิหารยอดแก้ไข

พระวิหารยอด แต่เดิมเป็นที่ตั้งของหอพระเชษฐบิดร หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า วิหารขาว สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพื่อประดิษฐานพระเทพบิดร ซึ่งแต่เดิมเป็นเทวรูปสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1[5] ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้รื้อลง เนื่องจากทรุดโทรมมาก แล้วโปรดฯ ให้สร้างใหม่เป็นวิหารมีหลังคายอดทรงมงกุฎ ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ เรียกว่า พระเศวตรเวชยันตะพิมานวิหารยอด บ้าง พระบวรมหาเศวตกุฎาคารวิหารยอด บ้าง และยังได้ย้ายพระนากจากหอพระนาก มาประดิษฐานภายในพระวิหารแห่งนี้

เมื่อคราวบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในโอกาสฉลองสมโภชพระนครครบ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารยอด โดยซ่อมแซมหลังคาและยอดมงกุฎประดับกระเบื้องถ้วยขึ้นใหม่ ซ่อมซุ้มประตูและบานหน้าต่างภายนอกและภายในพร้อมทั้งประดับพระปรมาภิไธยย่อ "จปร." ภายใต้พระเกี้ยวยอดบนยอดโค้งแหลมของซุ้มโค้งรอบพระวิหาร มีประตูทางเข้าทางเดียวคือทางทิศเหนือ เป็นซุ้มยอดทรงมงกุฎ ประดับกระเบื้องถ้วยเช่นเดียวกับซุ้มหน้าต่าง บานประตูประดับมุกลายช่องกลม ฝีมือช่างสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้นำมาจากวิหารพระนอนวัดป่าโมก จังหวัดอ่างทอง บานประตูด้านในเขียนลายรดน้ำเป็นรูปเซี่ยวกาง ซึ่งแต่งตัวแบบไทย[2]

หอพระมณเฑียรธรรมแก้ไข

หอพระมณเฑียรธรรมตั้งอยู่หอพระมณเฑียรธรรม สร้างขึ้นหลังจากที่หอพระมณเฑียรธรรมเดิมซึ่งอยู่กลางสระน้ำถูกเพลิงไหม้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอพระมณเฑียรธรรมขึ้นใหม่ เมื่อสร้างเสร็จโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฎกฉบับทองใหญ่ที่เหลือจากพระมณฑป พระไตรปิฎกฉบับครูเดิม และฉบับอื่น ๆ

หอพระมณเฑียรธรรมเป็นอาคารทรงไทย ก่ออิฐถือปูนชั้นเดียวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเฉลียงรอบ หลังคาซ้อน 2 ชั้น มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาคสะดุ้ง หน้าบันประดับกระจกสีขาวหน้าบันเป็นไม้ จำหลักลาย ตอนบนเป็นรูปพระพรหมทรงหงส์ ตอนล่างเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ล้อมรอบด้วยกระหนกก้านขดปลายลายเป็นเทพนม ส่วนที่แผงแรคอสองมีเทพนม ๕ องค์ ผนังด้านทิศตะวันตกมีซุ้มประตู 3 ซุ้ม โดยมีซุ้มใหญ่ทรงมณฑปอยู่กลาง บานประตูประดับมุกเป็นลายพระพรหมทรงหงส์ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระนารายณ์ทรงครุฑ ประกอบลายกระหนกก้านขด ปลายลายเป็นสัตว์หิมพานต์ ซุ้มประตูเล็กสองข้างเป็นซุ้มทรงบันแถลงทางด้านทิศเหนือและทิศใต้เป็นหน้าต่างในซุ้มทรงบันแถลงเช่นเดียวกัน

ภายในมีตู้ประดับมุกเรียงรายอยู่ 2 แถว รวมทั้งหมด 9 ตู้ มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ตอนบนเหนือหน้าต่างเป็นรูปเทพชุมนุมบนพื้นสีดำสลับกับสีแดง ส่วนที่ชิดฝ้าเพดานเป็นรูปฤาษีถือดอกบัว ถัดลงมาเป็นรูปเทวดาและนางฟ้าสลับกันเป็นคู่ ๆ คั่นด้วยตาลปัตร ระหว่างหน้าต่างตอนบนเป็นรูปเทพบุตรและเทพธิดาประนมมือ ตอนล่างเป็นรูปพระเวสสันดรชาดกกัณฑ์ต่าง ๆ เพดานประดับด้วยดาวเพดานปิดทองประดับกระจกมีดวงใหญ่อยู่กลาง มีดวงเล็ก 8 ดวงเป็นบริวาร[2]

พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามแก้ไข

 
พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามในเขตพระราชฐานชั้นนอกของพระบรมมหาราชวัง เดิมเป็นโรงกษาปณ์ใช้ผลิตเงินตราเพื่อใช้ในประเทศ สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอาคารรูปแบบตะวันตก ในปี พ.ศ. 2525 ในวาระการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นแม่กองบูรณะจึงขอพระราชทานอาคารโรงกษาปณ์มาเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีสิ่งน่าสนใจหลายอย่าง เช่น ปืนใหญ่ที่ตั้งแสดงไว้ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ตุ๊กตาจีนที่ตั้งไว้หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์

สมุดภาพแก้ไข

ทัศนียภาพวัดพระศรีรัตนศาสดารามจากท้องสนามหลวง

อ้างอิงแก้ไข

  1. โชติ กัลยาณมิตร, ทฤษฎีการกำหนดองค์ประกอบในงานศิลปะและสถาปัตยกรรมไทย (กรุงเทพมหานคร : ม.ป.ท., ม.ป.ป.), 59.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 ธีระวัฒน์ ชะอุ่ม. "การจัดการความรู้ทรัพยากรวัฒนธรรม : วัดพระศรีรัตนศาสดาราม". มหาวิทยาลัยศิลปากร.
  3. 3.0 3.1 กรมศิลปากร, จดหมายเหตุการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรม-มหาราชวัง ในการฉลองพระนครครบ 200 ปี พุทธศักราช 2525 (กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงพิมพ์ยูไนเต็ดโปรดักชั่น จำกัด, 2525), 192.
  4. สำนักราชเลขาธิการ, สถาปัตยกรรมพระบรมมหาราชวัง (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรุงเทพ (1984), 2531), 276.
  5. สำนักราชเลขาธิการ, สถาปัตยกรรมพระบรมมหาราชวัง (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรุงเทพ (1984), 2531), 268

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

 ประเทศไทย
 พระพุทธศาสนา

พิกัดแผนที่แก้ไข

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°45′05″N 100°29′33″E / 13.751391°N 100.492519°E / 13.751391; 100.492519