สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา

สโมสรฟุตบอล
(เปลี่ยนทางจาก FC Barcelona)

สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา (กาตาลา: Futbol Club Barcelona) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า บาร์เซโลนา หรือคุ้นเคยในอีกชื่อว่า บาร์ซา (กาตาลา: Barça) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพสเปน ตั้งอยู่ที่เมืองบาร์เซโลนา แคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน เล่นอยู่ในลาลิกา

สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา
FC Barcelona logo.png
ชื่อเต็มฟุตบอลกลุบบาร์เซโลนา
(กาตาลา: Futbol Club Barcelona)
ฉายาL'equip blaugrana (ทีม)
Culers หรือ Culos (ผู้สนับสนุน)
Blaugranes หรือ Azulgranas (ผู้สนับสนุน)
ก่อตั้ง29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2442 (121 ปี)
สนามกัมนอว์
Ground ความจุ99,354[1]
ประธานฌูอัน ลาปอร์ตา
ผู้จัดการโรนัลด์ กุมัน
ลีกลาลิกา
2020–2021อันดับที่ 3 จาก 20
เว็บไซต์เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
ฤดูกาลปัจจุบัน

บาร์เซโลนาเป็นเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงในการแข่งขันฟุตบอลลีกของสเปนในแง่ของจำนวนถ้วยรางวัลภายในประเทศ โดยชนะเลิศการแข่งลาลิกา 26 สมัย, โกปาเดลเรย์ 31 สมัย, ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา 13 สมัย, โกปาเอบาดัวร์เต 3 สมัย และได้รางวัลโกปาเดลาลิกา 2 สมัย นอกจากนี้ยังเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงในการแข่งขันระดับทวีปของยุโรป โดยชนะเลิศรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 สมัย, ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 4 สมัย, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 5 สมัย และฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพอีก 3 สมัย พวกเขายังมีสถิติชนะเลิศรายการอินเตอร์-ซิตีส์แฟส์คัพ 3 สมัย ซึ่งถือถ้วยต้นแบบของการแข่งขันยูฟ่าคัพ

นอกจากนั้นบาร์เซโลนายังเป็นสโมสรเดียวของลีกยุโรปที่ลงแข่งขันในฟุตบอลระหว่างทวีปครบทุกฤดูกาลนับตั้งแต่ ค.ศ. 1955 และเป็น 1 ใน 3 สโมสรที่ไม่เคยตกชั้นจากลีกสูงสุดของสเปน (ลาลิกา) ร่วมกับสโมสรอัตเลติกเดบิลบาโอและเรอัลมาดริด ในปี 2009 บาร์เซโลนาเป็นสโมสรแรกจากสเปนที่ได้ครองแชมป์ 3 รางวัลใหญ่ ได้แก่ ลาลิกา, โกปาเดลเรย์ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และในปีเดียวกันนั้นยังทำสถิติเป็นสสโมสรแรกที่ชนะเลิศการแข่งขันมากถึง 6 รายการภายในปีเดียวกัน โดยคว้าตำแหน่งชนะเลิศเพิ่มได้อีก 3 รายการได้แก่: ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ

ก่อตั้งในชื่อ ฟุตบอลคลับบาร์เซโลนา ใน ค.ศ. 1899 โดยกลุ่มของนักฟุตบอลชาวสวิส, อังกฤษ และสเปน นำโดยฌูอัน กัมเป สโมสรถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมกาตาลาและนิยมกาตาลา โดยมีคำขวัญทางการว่า Més que un club (แปลว่า "[เป็น] มากกว่าสโมสร") มีเพลงประจำสโมสรคือเพลง "กันดัลบาร์ซา" เขียนโดยเฌามา ปิกัส และฌูแซ็ป มาริอา อัสปินัส และสิ่งที่แตกต่างจากสโมสรอื่นคือ ผู้สนับสนุนหรือแฟนคลับของทีมมีสิทธิ์เป็นเจ้าของและบริหารทีม บาร์เซโลนาถือเป็นสโมสรฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 ในด้านของรายได้ โดยมีรายได้ประจำปี 398 ล้านยูโร[2] สโมสรยังเป็นคู่ปรับอันยาวนานกับเรอัลมาดริดและนัดการแข่งขันระหว่างสองทีมนี้เรียกว่า "เอลกลาซิโก"

บาร์เซโลนาเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ได้รับการสนับสนุนและการติดตามจากแฟนฟุตบอลมากที่สุดในโลก[3] และสโมสรมีสื่อสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกในบรรดาทีมกีฬาทุกประเภท[4] ผู้เล่นของทีมบาร์เซโลนาได้รับรางวัลซึ่งเป็นเกียรติประวัติระดับโลกมากมายเช่น รางวัลบาลงดอร์ (12 ครั้ง), รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำปีของยูฟ่า (7 ครั้ง) โดยผู้ชนะเลิศรางวัลได้แก่ โรนัลโด, โรมารีอู, รอนัลดีนโย และรีวัลดู ในปี 2010 ผู้เล่นสามตัวหลักที่เติบโตมาจากศูนย์ฝึกเยาวชนของสโมสร ลิโอเนล เมสซิ, อันเดรส อินิเอสตา และชาบิเอ อาร์นันดัส ได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกสามอันดับแรกในการประกาศรางวัลบาลงดอร์ ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับผู้เล่นหลายคนที่ฝึกฝนมาจากสถาบันแห่งเดียวกัน นอกจากนี้ สโมสรบาร์เซโลนายังมีสถิติผู้เล่นที่ได้รับรางวัลรองเท้าทองคำของยุโรปมากที่สุดในประวัติศาสตร์ (8 ครั้ง)

ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 2008-2012 ภายใต้การฝึกสอนของเปป กวาร์ดิโอลา บาร์เซโลน่าชนะเลิศการแข่งขันมากถึง 14 รายการภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี และทีมชุดนั้นได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกฟุตบอล[5][6] บาร์เซโลนายังถือเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก และในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2018 บาร์เซโลนาเป็นทีมกีฬาทีมแรกของโลกที่มีค่าเหนื่อยเฉลี่ยของผู้เล่นในทีมชุดใหญ่เกินกว่า 10 ล้านปอนด์ (13.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี[7][8]

ประวัติ

จุดกำเนิดของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา (1899–1922)

 
"วอลเตอร์ ไวลด์" ประธานสโมสรคนแรกของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1899 ฌูอัน กัมเป ได้ลงประกาศโฆษณาใน โลสเดปอร์เตส ว่ามีความต้องการที่จะก่อตั้งสโมสรฟุตบอล โดยได้รับการตอบรับอย่างดีในการนัดพบกันที่ฆิมนาซิโอโซเล เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน โดยมีผู้เล่น 11 คนมาร่วมประชุมได้แก่: วอลเตอร์ ไวลด์ (ผู้บริหารคนแรกของสโมสร), ลุยส์ ดีออสโซ, บาร์โตเมว เตร์ราดัส, ออตโต กุนเซิล, ออตโต แมเยอร์, เอนริก ดูกัล, เปเร กาบอต, กาเลส ปูคอล, ชูเซป โยเบต, จอห์น พาร์สันส์ และวิลเลียม พาร์สัน ทำให้ ฟุตบอลคลับบาร์เซโลนา ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ[9]

สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาประสบความสำเร็จในช่วงแรกกับการแข่งขันระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ได้ลงแข่งในกัมเปียวนัตเดกาตาลุนยาและถ้วยโกปาเดลเรย์ ในปี ค.ศ. 1902 สโมสรชนะถ้วยรางวัลแรกในการแข่งขันโกปามากายา และร่วมลงแข่งในโกปาเดลเรย์ครั้งแรก แต่แพ้ 1–2 ให้กับบิซกายาในนัดชิงชนะเลิศ[10] กัมเปได้เป็นประธานสโมสรในปี ค.ศ. 1908 แต่สโมสรมีปัญหาด้านการเงินเนื่องจากไม่สามารถชนะการแข่งขันได้ตั้งแต่กัมเปียนัตเดกาตาลัน ในปี ค.ศ. 1905 เขาเป็นประธานสโมสรใน 5 วาระในระหว่างปี ค.ศ. 1908 ถึง 1925 รวม 25 ปี ที่เขาดำรงตำแหน่งประธานสโมสร หนึ่งในความสำเร็จคือการทำให้สโมสรมีสนามกีฬาของตัวเอง ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง[11]

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1909 สโมสรได้ย้ายไปสนามกัมเดลาอินดุสเตรีย ที่มีที่นั่งจุ 8,000 คน จากปี ค.ศ. 1910 ถึง 1914 บาร์เซโลนาได้ร่วมลงแข่งในถ้วยพิรินีที่ประกอบด้วยทีมที่ดีที่สุดของล็องก์ด็อก, มีดี, อากีแตน (ฝรั่งเศสใต้), ประเทศบาสก์ และกาตาลุญญา ในเวลานั้นถือเป็นการแข่งขันที่ดีที่สุดที่เปิดให้เข้าแข่งขัน[12][13] ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น สโมสรได้เปลี่ยนภาษาอย่างเป็นทางการของสโมสรจากภาษาสเปนกัสติยา (Castilian Spanish) เป็นภาษากาตาลา และค่อย ๆ เพิ่มความสำคัญให้กับสัญลักษณ์ที่สำคัญของอัตลักษณ์กาตาลา เพื่อให้แฟนที่สนับสนุนสโมสรแต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรระหว่างการแข่งขันและเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์กลุ่มของสโมสร[14]

กัมเปได้รณรงค์หาสมาชิกสโมสรเพิ่ม และในปี ค.ศ. 1922 สโมสรมีสมาชิกมากกว่า 20,000 คนและมีฐานะการเงินเพียงพอที่จะสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ สโมสรได้ย้ายไปเลสกอตส์ โดยเปิดสนามใหม่ในปีเดียวกันนี้[15] เดิมทีเลสกอตส์จุผู้ชมได้ 22,000 คน และต่อมาขยายเพิ่มเป็น 60,000 คน[16] แจ็ก กรีนเวลล์ เป็นผู้จัดการเต็มเวลาคนแรกของสโมสรและสโมสรได้เริ่มต้นพัฒนา ในช่วงระหว่างยุคของกัมเป สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาชนะถ้วยกัมเปียนัตเดกาตาลัน 11 ครั้ง ถ้วยโกปาเดลเรย์ 6 ครั้ง และถ้วยพิเรนีส 4 ครั้ง ถือเป็นยุคทองยุคแรกของสโมสร[10][11]

ริเบรา, สาธารณรัฐ และสงครามกลางเมือง (1923–1957)

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1925 ฝูงชนที่สนามกีฬาร้องเพลงชาติในการประท้วงต่อระบอบเผด็จการของมิเกล เด ริเบรา สนามถูกปิดไป 6 เดือนจากการโต้ตอบด้วยกำลังทหาร และกัมเปถูกบีบให้ถอนตัวจากการเป็นประธานสโมสร[17] จากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับสโมสรสู่ความเป็นมืออาชีพ โดยในปี ค.ศ. 1926 ผู้บริหารบาร์เซโลนาออกมาประกาศต่อสาธารณะว่าบาร์เซโลนาก้าวสู่การบริหารอย่างมืออาชีพเป็นครั้งแรก[15] สโมสรชนะการแข่งขันถ้วยสเปน และมีการแต่งบทกวีเพื่อเฉลิมฉลองในชื่อ "โอดาอาปลัตโก" เขียนขึ้นโดยสมาชิกกลุ่มรุ่น 27 ที่ชื่อ ราฟาเอล อัลเบร์ตี ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก "วีรกรรม" ของผู้รักษาประตูบาร์เซโลนา[18] เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1930 กัมเปฆ่าตัวตายหลังจากความเครียดที่มาจากปัญหาส่วนตัวและปัญหาด้านการเงิน[11]

 
ผู้เล่นชุดใหญ่ของสโมสรบาร์เซโลนาใน ค.ศ. 1926

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะยังมีผู้เล่นในการดำรงตำแหน่งของชูเซบ เอสโกลา แต่สโมสรก็ถึงยุคแห่งการเสื่อมถอย เนื่องจากความขัดแย้งในเรื่องการเมืองที่ลดความสำคัญด้านกีฬาลง[19] ถึงแม้ว่าสโมสรจะได้ถ้วยกัมเปียนัตเดกาตาลันใน ค.ศ. 1930, 1931, 1932, 1934, 1936 และ 1938[10] ที่ประสบความสำเร็จในระดับประเทศ (ยกเว้นข้อพิพาทเรื่องการชนะในปี ค.ศ. 1937) จากนั้น 1 เดือนหลังสงครามกลางเมืองสเปนเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1936 นักฟุตบอลหลายคนจากบาร์เซโลนาและอัตเลติกเดบิลบาโอก็เข้าเป็นทหารเพื่อต่อสู้กับการปฏิวัติ[20] เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ชูเซบ ซุนยอล ประธานสโมสรและตัวแทนพรรคสนับสนุนการเมืองเสรี ถูกฆาตกรรมโดยทหารกลุ่มฟาลังเฆใกล้กับเมืองกัวดาร์รามา[21] ขนานนามความทุกข์ทรมานในช่วงนี้ของประวัติศาสตร์สโมสรบาร์เซโลนาว่า บาร์ซาลูนิซมา (barcelonisme)[22] ฤดูร้อนปี ค.ศ. 1937 ผู้เล่นได้เดินทางไปแข่งขันที่เม็กซิโกและสหรัฐอเมริกาในนามสาธารณรัฐสเปนครั้งที่ 2 การออกแข่งขันนี้ทำให้การเงินของสโมสรมั่นคงขึ้น แต่ก็เป็นผลให้ครึ่งหนึ่งของทีมหาทางลี้ภัยในเม็กซิโกและฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1938 เมืองบาร์เซโลนาถูกโจมตีทางอากาศ มีผู้เสียชีวิต 3,000 คน ระเบิดหนึ่งลูกโจมตีสำนักงานของสโมสร[23] กาตาลุญญาเข้าดูแลอีกหลายเดือนต่อมา และในฐานะสัญลักษณ์ของกาตาลานิยมที่ไม่มีการดูแล ทำให้สโมสรมีสมาชิกลดลงเหลือ 3,486 คน[24] หลังจากสงครามการเมือง มีการสั่งห้ามธงชาติกาตาลาและสโมสรฟุตบอลที่ไม่ได้ใช้ชื่อสเปน เป็นผลบังคับให้สโมสรต้องเปลี่ยนชื่อเป็น กลุบเดฟุตบอลบาร์เซโลนา (สเปน: Club de Fútbol Barcelona) และเอาธงกาตาลาออกจากตราสโมสร[16]

ในปี ค.ศ. 1943 บาร์เซโลนาเผชิญหน้ากับคู่แข่ง เรอัลมาดริด ในรอบรองชนะเลิศของรายการโกปาเดลเฆเนราลิซิโม นัดแรกแข่งที่เลสกอตส์โดย บาร์เซโลนาเอาชนะไปได้ 3–0 ก่อนการแข่งในนัดที่ 2 จอมพลฟรันซิสโก ฟรังโก เข้าเยี่ยมห้องเปลี่ยนชุดของทีมบาร์เซโลนา ฟรังโกเข้าเตือนพวกเขาว่าที่เขาเล่นได้นั้นเนื่องจาก "เป็นความกรุณาต่อระบอบการปกครอง" ในนัดถัดมาเรอัลมาดริดชนะการแข่งขันไปอย่างขาดลอย 11–1[25] ถึงแม้ว่ามีความลำบากในสถานการณ์การเมือง แต่บาร์เซโลนาก็ยังประสบความสำเร็จในคริสต์ทศวรรษ 1940 และ 1950 โดยในปี ค.ศ. 1946 ชูเซบ ซามีเตียร์ ผู้จัดการทีมและผู้เล่นอย่าง เซซาร์, รามัลเลตส์ และเบลัสโก นำบาร์เซโลนาชนะในการแข่งขันลาลิกาครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1929 และยังชนะอีกครั้งในปี ค.ศ. 1948 และอีกครั้งใน ค.ศ. 1949 พวกเขายังได้รับรับถ้วยละตินคัปครั้งแรกในปีนั้น ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1950 ได้เซ็นลาดิสเลา คูบาลา ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลให้การก่อร่างสร้างตัวของสโมสร

ในวันอาทิตย์ที่มีฝนตกใน ค.ศ. 1951 กลุ่มคนออกจากสนามกีฬาเลสกอตส์ด้วยเท้าเปล่า หลังจากสโมสรชนะราซินเดซันตันเดร์ โดยปฏิเสธการขึ้นรถรางและสร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าหน้าที่ของจอมพลฟรันซิสโก ฟรังโก การประท้วงรถรางเกิดขึ้นในบาร์เซโลนาซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากแฟนทีมบาร์เซโลนา เหตุการณ์ที่เกิดเช่นนี้ทำให้แสดงให้เห็นความเป็นอะไรที่มากกว่ากาตาลุญญา ชาวสเปนหัวก้าวหน้ามองว่าสโมสรเป็นผู้พิทักษ์ซึ่งซื่อสัตย์ต่อสิทธิและเสรีภาพ[26][27]

ผู้จัดการเฟอร์ดินานด์ เดาชีก (สโลวัก: Ferdinand Daučík) และลัสโซล คูบาลา นำทีมให้ได้รับถ้วย 5 รางวัล รวมถึงในลาลิกา, โกปาเดลเฆเนราลิซิโม (ต่อมาใช้ชื่อว่า โกปาเดลเรย์), ละตินคัป, โกปาเอบาดัวร์เต และโกปามาร์ตีนีรอสซี ในปี ค.ศ. 1952 ต่อมาในปี ค.ศ. 1953 สโมสรชนะในลาลิกาและโกปาเดลเฆเนราลิซิโม อีกครั้ง[16]

กลุบเดฟุตบอลบาร์เซโลนา (1957–1978)

 
สนามกีฬากัมนอว์ สนามการแข่งขันของสโมสรที่เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1957 ด้วยทุนจากผู้สนับสนุนสโมสร[28]

ด้วยการนำทีมของผู้จัดการเอเลเนียว เอร์เรรา กับนักฟุตบอลยอดเยี่ยมยุโรปแห่งปี ค.ศ. 1960 ลุยส์ ซัวเรซ และนักฟุตบอลชาวฮังการี 2 คนที่ได้รับคำแนะนำจากคูบาลา คือ ซันดอร์ คอชซิส (ฮังการี: Sándor Kocsis) และซอลตัน ซีบอร์ (ฮังการี: Zoltán Czibor) ที่ทำให้ทีมได้ชนะการแข่งขันระดับชาติ 2 รางวัลในปี ค.ศ. 1959 และในลาลิกาและอินเตอร์-ซิตีส์แฟส์คัป ในปี ค.ศ. 1960 และในปี ค.ศ. 1961 พวกเขาเป็นทีมแรกที่ชนะเรอัลมาดริดได้ในการแข่งขันยูโรเปียนคัป แต่ก็แพ้ให้กับไบฟีกาในรอบชิงชนะเลิศ[29][30][31]

ในคริสต์ทศวรรษ 1960 สโมสรประสบความสำเร็จน้อยลง และเรอัลมาดริดได้ผูกขาดตำแหน่งแชมป์แต่เพียงผู้เดียว สนามกีฬาของสโมสร "กัมนอว์" ได้สร้างเสร็จใน ค.ศ. 1957 ซึ่งหมายถึงสโมสรมีเงินไม่มากที่จะซื้อตัวผู้เล่นใหม่[31] แต่ก็ยังมีเรื่องที่ดีอยู่บ้าง เมื่อในช่วงเวลาดังกล่าว ถือเป็นทศวรรษแห่งการแจ้งเกิดของชูเซบ มาเรีย ฟุสเต และกาเลส เรชัก สโมสรชนะเลิศในถ้วยโกปาเดลเฆเนราลิซิโมในปี ค.ศ. 1963 และถ้วยแฟส์คัปใน ค.ศ. 1966 สโมสรกลับมาเล่นได้ดีอีกครั้งโดยเอาขนะเรอัลมาดริด 1–0 ในถ้วยโกปาเดลเฆเนราลิซิโมปี ค.ศ. 1968 ในนัดชิงชนะเลิศที่สนามเบร์นาเบวต่อหน้าจอมพลฟรังโก โดยการนำทีมของซัลบาดอร์ อาร์ตีกัส อดีตนักบินสาธารณรัฐในฐานะผู้จัดการทีม เมื่อจบยุคระบอบเผด็จการของจอมพลฟรังโก ในปี ค.ศ. 1974 สโมสรก็ได้เปลี่ยนชื่อทางการเป็น ฟุตบอลกลุบบาร์เซโลนา และเปลี่ยนตราสัญลักษณ์สโมสรมาเป็นแบบเดิม กับตัวอักษรดั้งเดิม[32]

ในฤดูกาล 1973–74 สโมสรซื้อตัวโยฮัน ไกรฟฟ์ จากอายักซ์ มาด้วยค่าตัว 920,000 ปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติโลกในสมัยนั้น[33] โดยเขาถือเป็นนักฟุตบอลที่เป็นที่ยอมรับอย่างสูงในฮอลแลนด์ ไกรฟฟ์ได้สร้างความประทับใจอย่างรวดเร็วให้กับแฟน ๆ เมื่อเขาบอกกับสื่อยุโรปว่าที่เขาเลือกบาร์เซโลนา มากกว่าที่จะเลือกเรอัลมาดริดเพราะว่า เขาไม่สามารถเล่นกับสโมสรที่เกี่ยวข้องกับจอมพลฟรังโกได้ เขายังเป็นที่โปรดปรานเมื่อเขาตั้งชื่อลูกชายในภาษากาตาลาว่า ฌอร์ดี (Jordi) ตามชื่อนักบุญท้องถิ่น[34] อีกทั้งยังมีนักฟุตบอลคุณภาพอย่างควน มานวยล์ อาเซนซี, การ์เลส เรซัก และอูโก โซติล เข้ามาร่วมทีมในช่วงเวลานั้น ทำให้ให้ทีมชนะการแข่งขันลาลิกาในฤดูกาล 1973–74 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960[10] โดยชนะเรอัลมาดริด 5–0 ที่สนามเบร์นาเบว ขณะแข่งขัน[35] ไกรฟฟ์ยังได้รับเลือกเป็นนักฟุตบอลยุโรปยอดเยี่ยมแห่งปี ค.ศ. 1973 สำหรับฤดูกาลแรกของเขากับบาร์เซโลนา (เป็นการได้รับบาลงดอร์ครั้งที่ 2 ของเขา ครั้งแรกได้รับขณะเล่นให้กับอายักซ์ในปี ค.ศ. 1971) ไกรฟฟ์ยังได้รับรางวัลนี้อีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 (เป็นคนแรกที่ทำได้) ในปี ค.ศ. 1974 ขณะที่เขาเล่นให้กับบาร์เซโลนา[36]

นูเญซและปีแห่งความมั่นคง (1978–2000)

ในปี ค.ศ. 1978 ชูเซบ ยุยส์ นูเญซ เป็นประธานสโมสรที่ได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกสโมสร การเลือกตั้งเช่นนี้ใกล้เคียงกับการเปลี่ยนแปลงของสเปนที่เปลี่ยนมาเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี ค.ศ. 1974 หลังจบสิ้นระบบเผด็จการของจอมพลฟรังโก เป้าหมายหลักของนูเญซคือการพัฒนาบาร์ซาสู่สโมสรระดับโลกโดยให้ความมั่นคงกับสโมสรทั้งในและนอกสนาม จากคำแนะนำของไกรฟฟ์ นูเญซได้เลือกลามาซีอาเป็นสถาบันเยาวชนของบาร์เซโลนาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1979[37] เขาดำรงตำแหน่งประธานเป็นเวลานาน 22 ปี และมีผลต่อภาพลักษณ์ของบาร์เซโลนาอย่างมาก นูเญซได้ถือนโยบายอย่างเคร่งครัดที่เกี่ยวข้องกับค่าจ้างทำงานและวินัย โดยให้ค่าตัวนักฟุตบอลอย่างเดียโก มาราโดนา, โรมารีอู, โรนัลโด เท่ากับจำนวนเงินที่พวกเขาต้องการ[38][39]

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1979 สโมสรชนะในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพครั้งแรก โดยชนะทีมฟอร์ทูนาดึสเซลดอร์ฟ 4–3 ในนัดชิงชนะเลิศที่แข่งที่เมืองบาเซิล ที่มีผู้ชมแฟนสโมสรเดินทางมาชมมากกว่า 30,000 คน ต่อมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1982 มาราโดนาเซ็นสัญญาด้วยค่าตัวสถิติโลกสมัยนั้น กับจำนวนเงิน 5 ล้านปอนด์ กับสโมสรฟุตบอลโบคาจูเนียส์[40] ในฤดูกาลถัดมา ภายใต้การดูและของผู้จัดการทีม เมนอตตี บาร์เซโลนาชนะการแข่งขันโกปาเดลเรย์โดยชนะเรอัลมาดริด ในยุคของมาราโดนากับบาร์ซาค่อนข้างสั้น ต่อมาไม่นานเขาก็ย้ายไปอยู่กับนาโปลี ในการเริ่มฤดูกาล 1984–85 สโมสรได้จ้าง เทอร์รี เวเนเบิลส์ เป็นผู้จัดการทีม และเขาสามารถนำทีมชนะในลาลิกาได้ พร้อมกับลูกทีมจากการนำโดยกองกลางชาวเยอรมัน แบร์นด์ ชุสเทอร์ ในฤดูกาลถัดมาสโมสรเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในถ้วยยุโรปอีกครั้ง แต่ก็แพ้ไปในการยิงจุดโทษกับสโมสรฟุตบอลสแตอาวาบูคูเรชตี (โรมาเนีย: Steaua Bucureşti) ที่เมืองเซบิยา[38]

หลังฟุตบอลโลก 1986 ผู้ทำประตูสูงสุด แกรี ไลน์เคอร์ ได้เซ็นสัญญากับสโมสร พร้อมกับผู้รักษาประตู อันโดนี ซูบีซาร์เรตา แต่สโมสรก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับเมื่อมีชุสเทอร์ ต่อมาเวเนเบิลส์ถูกไล่ออกเมื่อเริ่มฤดูกาล 1987–88 และได้ลุยส์ อาราโกเนส มาแทน นักฟุตบอลต่อต้านต่อประธานสโมสรนูเญซ ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า เอสเปเรีย (สเปน: Hesperia) และจบฤดูกาลด้วยชัยชนะ 1–0 ในการแข่งโกปาเดลเรย์ ชิงชนะเลิศกับเรอัลโซเซียดัด[38]

 
โยฮัน ไกรฟฟ์ นำทีมชนะในลาลิกา 4 สมัยติดต่อกัน ในฐานะผู้จัดการทีมของบาร์เซโลนา

ในปี ค.ศ. 1988 โยฮัน ไกรฟฟ์ ได้กลับมายังสโมสรในฐานะผู้จัดการทีมและเขาได้รวบรวมทีมที่รู้จักในชื่อ "ทีมในฝัน" เขาได้รวมนักฟุตบอลสเปนอย่างชูเซบ กวาร์ดีโอลา, โคเซ มารี บาเกโร และตซีกี เบกีริสไตน์ และยังเซ็นสัญญากับดาราจากต่างประเทศอย่างโรนัลด์ กุมัน, ไมเคิล เลาดรูป, โรมารีอู และฮริสโต ชตอยชคอฟ[41] ภายใต้คำแนะนำของไกรฟฟ์ บาร์เซโลนาชนะในการแข่งขันลาลิกา 4 สมัยติดต่อกัน ตั้งแต่ ค.ศ. 1991 ถึง 1994 ชนะซามพ์โดเรียในนัดชิงชนะเลิศทั้งในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1989 และถ้วยยุโรป 1992 ที่สนามกีฬาเวมบลีย์ สโมสรยังชนะในโกปาเดลเรย์ใน ค.ศ. 1990, ยูฟ่าซูเปอร์คัพใน ค.ศ. 1992 และชนะในซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา 3 ครั้ง กับจำนวนถ้วยรางวัล 11 ถ้วย ทำให้ไกรฟฟ์เป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งของสโมสรจนถึงวันนี้ เขายังเป็นผู้จัดการทีมที่รับตำแหน่งนานที่สุดเป็นระยะเวลา 8 ปี[42] แต่ชะตาของไกรฟฟ์ก็ได้เปลี่ยนไปใน 2 ฤดูกาลสุดท้ายของเขา เมื่อเขาพลาดการคว้าตำแหน่งชนะเลิศในหลายถ้วย ทำให้เขาต้องออกจากสโมสรไป[38]

บ็อบบี ร็อบสัน เข้ามาแทนที่ไกรฟฟ์ในระยะเวลาสั้น ๆ ในฤดูกาล 1996–97 ฤดูกาลเดียว เขาซื้อตัวโรนัลโดมาจากสโมสรพีเอสวีไอนด์โฮเวิน และยังชนะเลิศใน 3 ถ้วยรางวัลคือ โกปาเดลเรย์, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา ถึงแม้ว่าการเข้ามาของร็อบสันจะเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ทางสโมสรก็ยังรอตัวลูอี ฟัน คาล[43] เช่นเดียวกับมาราโดนา โรนัลโดก็ออกจากสโมสรไปไม่นานจากนั้นไปอยู่กับอินเตอร์มิลาน แต่ก็ได้วีรบุรุษคนใหม่อย่างลูอิช ฟีกู, เปตริก ไคลเฟิร์ท, ลุยส์ เอนรีเก และรีวัลดู เข้ามากอบกู้ทีมและทำให้ทีมชนะในรายการโกปาเดลเรย์และลาลิกาใน ค.ศ. 1998 แล ะใน ค.ศ. 1999 สโมสรฉลองครบรอบวาระ 100 ปี เมื่อชนะในการแข่งขันปริเมราดิบิซิออน (ลาลิกา) และรีวัลดูเป็นนักฟุตบอลคนที่ 4 ของสโมสรที่ได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป แต่ถึงแม้ว่าจะประสบความสำเร็จในการแข่งขันในประเทศ แต่พวกเขาก็พ่ายให้กับเรอัลมาดริดในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ส่งผลให้ฟัน คาล และนูเญซ ประกาศลาออกในปี 2000[43]

นูเญซออก ลาปอร์ตาเข้ามา (2000–2008)

 
ฝ่ายการตลาดของสโมสรได้วางกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ โดยนำดาราดังอย่างรอนัลดีนโยมาทำการตลาด[44]

การจากไปของนูเญซและฟัน คาล ไม่สามารถเปรียบได้กับการจากไปของลูอิช ฟีกู ซึ่งในตอนนั้นอยู่ในฐานะรองกัปตันทีม ได้กลายเป็นที่ชื่นชอบและชาวกาตาลาถือว่าเป็นพวกเดียวกับเขา แต่แล้วแฟนบาร์ซาก็ต้องคลุ้มคลั่งเมื่อฟีกูตัดสินใจย้ายไปอยู่กับทีมคู่แข่งตลอดกาลอย่างเรอัลมาดริด เมื่อเขามาเยือนสนามกัมนอว์ เขาก็ต้องพบกับการตอบรับอย่างศัตรูอย่างสุดโต่ง ในการกลับมาเยือนครั้งแรกของเขา ผู้สนับสนุนสโมสรต่างก่อกวนอย่างเสียสติ มีการโยนขวดวิสกีลงมาในสนาม[45] ส่วนประธานสโมสร ชูอัง กัสปาร์ต เข้ามาทำหน้าที่แทนนูเญซ ในปี ค.ศ. 2000 เขาดำรงตำแหน่ง 3 ปี สโมสรเริ่มตกต่ำลงและผู้จัดการทีมเปลี่ยนเข้าเปลี่ยนออกหลายครั้ง ฟัน คาล มารับหน้าที่ผู้จัดการทีมเป็นครั้งที่ 2 กัสปาร์ตไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ได้ และในปี ค.ศ. 2003 เขาและฟัน คาล ลาออกจากสโมสร[46]

หลังจากในยุคแห่งความผิดหวังของกัสปาร์ต สโมสรก็ฟื้นกลับมาอีกครั้ง จากประธานหนุ่มคนใหม่ ฌูอัน ลาปอร์ตา และผู้จัดการทีมหนุ่มคนใหม่ ฟรังก์ ไรการ์ด อดีตนักฟุตบอลชาวดัตช์ ในส่วนของนักฟุตบอล มีนักฟุตบอลต่างชาติไหลบ่าเข้ามารวมกับนักฟุตบอลสเปน ทำให้สโมสรกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง บาร์ซาชนะในลาลิกาและซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา ในฤดูกาล 2004–05 และรอนัลดีนโย กองกลางของทีม ได้รับรางวัลนักฟุตบอลแห่งปีของฟีฟ่า[47]

ในฤดูกาล 2005–06 บาร์เซโลนาก็ยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ในลีกและถ้วยซูเปอร์คัพได้อีก[48] ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก บาร์ซาชนะอาร์เซนอล สโมสรยักษ์ใหญ่จากพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ในรอบชิงชนะเลิศไปได้ 2–1 โดยตามหลังไปก่อน 0-1 ซึ่งอาร์เซนอลมีผู้เล่นจำนวน 10 คนในสนาม และในช่วง 15 นาที ก่อนจะหมดเวลาการแข่งขัน พวกเขาก็กลับมาชนะได้ 2–1 นับเป็นชัยชนะถ้วยยุโรปครั้งแรกในรอบ 14 ปีของสโมสร[49] พวกเขายังได้ลงแข่งฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ 2006 แต่ก็พ่ายให้กับ อินเตร์นาเซียวนัล สโมสรของบราซิลในนัดชิงชนะเลิศไปในช่วงท้ายเกม[50] ถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นได้อย่างดีในฤดูกาล 2006–07 แต่พวกเขาก็จบฤดูกาลด้วยการไม่ได้ถ้วยรางวัลใด ๆ มาครอง และต่อมาในการออกทัวร์ก่อนเปิดฤดูกาลในสหรัฐอเมริกา ก็เกิดความขัดแย้งระหว่างซามูแอล เอโต กองหน้าประจำทีม กับไรการ์ด ผู้จัดการทีม ที่ตำหนิกันเรื่องผลงานอันย่ำแย่ของสโมสรในช่วงเวลาดังกล่าว[51][52] ในส่วนของการแข่งขันลาลิกานั้น บาร์ซาครองตำแหน่งอันดับ 1 ได้เกือบทั้งฤดูกาล แต่ด้วยความไม่ลงรอยกันระหว่างผู้เล่นและผู้จัดการทีมตั้งแต่ช่วงเริ่มปีใหม่ ทำให้เรอัลมาดริดแซงกลับขึ้นมาเป็นแชมป์ของลีกได้ ส่วนในฤดูกาล 2007–08 บาร์เซโลนาก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จเช่นเดิม ทำให้ผู้จัดการทีมบาร์เซโลนาชุดบี ชูเซบ กวาร์ดีโอลา ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมแทนไรการ์ดจนจบฤดูกาล[53]

บาร์ซาเอาชนะอัตเลติกเดบิลบาโอในรอบชิงชนะเลิศโกปาเดลเรย์ 2009 ไปได้ 4–1 ทำลายสถิติเป็นทีมที่ชนะเลิศรายการดังกล่าวมากที่สุดถึง 25 สมัย อีก 3 วันถัดมา พวกเขาเอาชนะเรอัลมาดริดได้ในการแข่งขันลาลิกา ทำให้บาร์เซโลนาเป็นผู้ชนะเลิศลาลิกาประจำฤดูกาล 2008–09 และจบฤดูกาลด้วยการชนะแชมป์เก่าในฤดูกาลที่แล้วในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกคือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2–0 ที่สนามสตาดีโอโอลิมปีโกกรุงโรม ถือเป็นชัยชนะครั้งที่ 3 ในรายการแชมเปียนส์ลีกของทีม และเป็นทีมจากสเปนทีมแรกที่ได้ 3 ถ้วยรางวัลใหญ่มาครองในฤดูกาลเดียวกัน[54][55][56] สโมสรยังชนะการแข่งขันซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา 2009 ในนัดที่พบกับอัตเลติกเดบิลบาโอ[57] และในรายการยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2009 ซึ่งพบชาคห์ตาร์โดเนตสค์ สโมสรดังจากประเทศยูเครน[58] บาร์เซโลนาก็ได้ชัยชนะอีกครั้ง และถือเป็นสโมสรยุโรปสโมสรแรกที่ชนะเลิศได้ทั้งในถ้วยในบ้านและถ้วยซูเปอร์คัพ ต่อมาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2009 บาร์เซโลนาชนะเลิศรายการฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ[59] ทำให้เป็นสโมสรแรกที่สามารถคว้าถ้วยรางวัลได้ถึง 6 รางวัลในปีเดียวกัน[60] บาร์เซโลนายังสร้างสถิติใหม่ 2 สถิติให้กับวงการฟุตบอลสเปนในปี 2010 โดยการคว้าตำแหน่งชนะเลิศในการแข่งชันลาลิกาด้วยคะแนนที่สูงถึง 99 คะแนน และยังชนะเลิศในรายการซูเปอร์คัพของสเปนมากที่สุด เป็นสมัยที่ 9[61]

ยุคของกวาร์ดีโอลา (2008–2012)

 
ลิโอเนล เมสซิ ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสร

หลังจากที่ลาปอร์ตาออกจากสโมสรในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2010 ซันดรู รูเซลย์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานคนใหม่ โดยมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน เขาได้คะแนน 61.35% (คะแนน 57,088 เสียง) ซึ่งถือเป็นสถิติการลงคะแนนที่มากที่สุดตั้งแต่มีการเลือกตั้งประธานสโมสร[62] รูเซลย์ได้เซ็นสัญญานำนักฟุตบอลชั้นนำเข้ามาสู่ทีม เช่น ดาบิด บียา จากบาเลนเซีย ด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโร[63] และคาเบียร์ มาเชราโน จากลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 19 ล้านยูโร[64] ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2010 บาร์เซโลนาคว้าชนะในการแข่งขันกับคู่ปรับสำคัญเรอัลมาดริดในศึกเอลกลาซิโกได้ถึง 5–0 ในฤดูกาล 2010–11 บาร์เซโลนายังสามารถครองแชมป์ลาลิกาได้เป็นฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกัน ด้วยคะแนน 96 คะแนน[65] ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2011 สโมสรผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศรายการโกปาเดลเรย์ แต่ก็แพ้ให้กับเรอัลมาดริด 1–0 ที่สนามเมสตายา ในบาเลนเซีย[66] ในเดือนพฤษภาคม บาร์เซโลนาเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2011 รอบชิงชนะเลิศไปได้ 3–1 ที่สนามกีฬาเวมบลีย์ กรุงลอนดอน โดยเป็นการย้ำแค้นจากที่ทั้งสองทีมพบกันในรอบชิงชนะเลิศเมื่อปี 2009 ทำให้สโมสรชนะเลิศรายการนี้ได้เป็นสมัยที่ 4[67] ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 บาร์เซโลนาเซ็นสัญญาคว้าตัวเซสก์ ฟาเบรกัส ผู้เล่นชื่อดังชาวสเปนมาจากอาร์เซนอล และได้ทำให้บาร์เซโลนาป้องกันแชมป์ซูเปอร์คัพของสเปนได้อีกครั้งโดยชนะเรอัลมาดริดไปได้ และถือเป็นถ้วยอย่างเป็นทางการใบที่ 73 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร[68] ต่อมา ในเดือนเดียวกัน บาร์เซโลนาเอาชนะสโมสรโปร์ตูจากโปรตุเกสในรายการยูฟ่าซูเปอร์คัพ ทำให้กวาร์ดีโอลานำทีมชนะถ้วยรางวัลได้มากถึง 12 ใบจาก 15 รายการแข่งขันโดยใช้เวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสถิติการคว้าถ้วยรางวัลที่มากที่สุดของผู้จัดการทีมบาร์เซโลนา[69] ในเดือนธันวาคมของปีเดียวกันนั้น บาร์เซโลนาชนะเลิศรายการฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพไปได้[70] ส่งผลให้ถ้วยรางวัลรวมจากการคุมทีมของกวาร์ดีโอลาเพิ่มเป็น 13 ถ้วย จาก 16 การแข่งขันในช่วงเวลา 3 ปีครึ่ง[71]

การบริหารของโจเซป บาร์โตเมว (2014-2020)

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 เคราร์โด "ทาทา" มาร์ติโนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมบาร์เซโลนาในฤดูกาล 2013–14 บาร์เซโลน่าคว้าแชมป์ซูเปอร์โคปาเดเอสปาญา 2013 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2014 ต่อมา ซันดรู รูเซลย์ ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสรเนื่องจากได้รับการร้องเรียนในข้อหายักยอกเงินสโมสรในการซื้อตัวเนย์มาร์ และในช่วงปลายฤดูกาล เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2014 ในเกมที่พวกเขาต้องการเอาชนะอัตเลติโกเดมาดริด (ซึ่งเอาชนะพวกเขาในรายการแชมเปียนส์ลีกในรอบก่อนรองชนะเลิศเมื่อต้นปี) เพื่อครองตำแหน่งแชมป์ลาลิกาเป็นครั้งที่ 23 พวกเขาทำได้เพียงเสมอ 1-1 ทำให้อัตเลติโกเดมาดริดคว้าแชมป์ลาลิกาไปครองได้[72]

ต่อมาในฤดูกาล 2014-2015 ถือเป็นฤดูกาลแห่งประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกครั้ง[73] โดยสโมสรสามารถคว้าแชมป์ลาลิกา, แชมป์โกปาเดลเรย์ และแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้อีกครั้ง โดยได้กลายเป็นทีมในยุโรปทีมแรกที่ทำสถิติดังกล่าวได้ถึงสองครั้ง ต่อมา เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2015 สโมสรคว้าแชมป์ลาลิกาสมัยที่ 23 ได้ หลังจากเอาชนะอัตเลติโกเดมาดริด ถือแชมป์ลาลิกาสมัยที่ 7 ของบาร์เซโลนาในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และวันที่ 30 พฤษภาคม สโมสรเอาชนะอัตเลติกเดบิลบาโอในศึกโกปาเดลเรย์รอบชิงชนะเลิศที่สนามกัมนอว์ และเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนบาร์เซโลนาชนะในรอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกด้วยการชนะยูเวนตุส 3–1 ซึ่งเป็นแชมป์สมัยที่สองในรอบหกปีของสโมสร ตลอดฤดูกาลดังกล่าว เมสซิ, ซัวเรซ และเนย์มาร์ สามประสานของบาร์เซโลนาซึ่งได้รับการขนานนามว่า "MSN" สามารถยิงได้ 122 ประตูในทุกรายการแข่งขันซึ่งมากที่สุดต่อหนึ่งฤดูกาลในประวัติศาสตร์สำหรับผู้เล่นสามประสานในแนวรุกของลีกฟุตบอลในสเปน

 
ลุยส์ ซัวเรส หนึ่งในสามประสานหลักในแนวรุกของทีมในช่วงปี 2014-2017

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2015 บาร์เซโลนาเริ่มต้นฤดูกาล 2015–16 ด้วยการคว้าแชมป์ยูโรเปียนซูเปอร์คัพได้เป็นสมัยที่ 5 ด้วยการเอาชนะเซบีย่า 5–4 ในยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2015 พวกเขาจบการแข่งขันช่วงปลายปีด้วยการชนะริเบร์เปลตจากอาร์เจนตินา ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมโดยคว้าถ้วยรางวัลนี้เป็นสมัยที่สาม โดยมีซัวเรซ, เมสซิ และอินิเอสตาเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมสามอันดับแรกของการแข่งขัน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2016 ภายหลังผ่านเข้าสู่โกปาเดลเรย์รอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งที่ 6 ในรอบ 8 ฤดูกาล บาร์เซโลนาของลุยส์ เอนริเก ทำลายสถิติของสโมสรที่ไม่แพ้ใครติดต่อกันถึง 28 เกมในทุกรายการที่ทีมของกวาร์ดิโอลาทำไว้ในฤดูกาล 2010–11 และด้วยชัยชนะเหนือราโยบาเยกาโน 5-1 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ซึ่งเป็นการแข่งขันนัดที่ 35 ของบาร์เซโลนาในลาลิกา พวกเขาได้ทำลายสถิติในสเปนของเรอัลมาดริดที่ไม่แพ้ใครในการแข่งขันทั้งหมด 34 เกมในฤดูกาลลงได้สำเร็จ หลังจากนั้นสถิติไม่แพ้ใครมากถึง 39 นัดในการแข่งขันรวมทุกรายการของพวกเขาได้สิ้นสุดลงในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559 ด้วยการพ่ายแพ้ต่อเรอัลมาดริด 1-2 ที่สนามกัมนอว์ ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2016 บาร์เซโลนาคว้าแชมป์ลาลิกาเป็นสมัยที่หกในรอบแปดฤดูกาล และสามประสาน เมสซิ ซัวเรซ และเนย์มาร์ จบฤดูกาลด้วยการยิง 131 ประตู วันที่ 8 มีนาคม 2017 บาร์เซโลนาทำสถิติกลับมาคว้าชัยชนะได้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายโดยเอาชนะปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ไปได้ 6–1 (ประตูรวม 6–5) แม้จะแพ้นัดแรกในฝรั่งเศสด้วยสกอร์สูงถึง 4–0 และเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2017 เอร์เนสโต บัลเบร์เด อดีตผู้เล่นเก่าของสโมสร ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้จัดการทีมคนต่อไปแทนที่ลุยส์ เอนริเก ที่ประกาศยุติสัญญาหลังจบฤดูกาล

วันที่ 20 กันยายน 2017 บาร์เซโลนาได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนต่อการลงประชามติของชาวกาตาลาในการพยายามแยกตัวออกเป็นอิสระจากประเทศสเปน[74] โดยกล่าวว่า "สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาให้ความเคารพสูงสุดต่อสมาชิกที่ของตนและจะยังคงสนับสนุนเจตจำนงของชาวกาตาลาส่วนใหญ่และร่วมดำเนินการทางกฎหมายอย่างสันติวิธี" ในฤดูกาล 2017-2018 บาร์เซโลนาคว้าแชมป์ไปได้สองรายการทั้งในลาลิกา โดยทำไปถึง 93 คะแนน ทิ้งห่างอัตเลติโกเดมาดริด ทีมอันดับ 2 ถึง 14 คะแนน รวมทั้งคว้าแชมป์โกปาเดลเรย์ได้ด้วยการเอาชนะเซบิยาในรอบชิงชนะเลิศ 5-0 แต่ทีมกลับมีฤดูกาลที่น่าผิดหวังในรายการแชมเปียนส์ลีก เนื่องจากพ่ายให้แก่โรมาจากอิตาลี ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยประตูรวมเท่ากัน 4-4 โดยโรมาผ่านเข้ารอบต่อไปด้วยกฎการยิงประตูทีมเยือน บาร์เซโลนาสามารถเอาชนะมาก่อนในนัดแรกในบ้านตัวเองถึง 4-1 แต่กลับพ่ายแพ้ 0-3 ในการแข่งขันนัดที่สอง ณ กรุงโรม อิตาลี[75]

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2020 กิเก เซติเอน อดีตผู้ฝึกสอนของทีมเรอัลเบติสได้เข้ามาแทนที่บัลเบร์เดในตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ทีม[76] โดยหลังจากพ่ายต่ออัตเลติโกเดมาดริดในศึกซูเปอร์คัพของสเปน บาร์เซโลนายังคงเป็นผู้นำในลาลีกาเมื่อมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาเกิดขึ้นส่งผลให้ฟุตบอลทั่วโลกหยุดการแข่งขัน แต่ผลงานของพวกเขากลับตกต่ำลงเมื่อกลับมาทำการแข่งขันต่อในช่วงปลายฤดูกาล และท้ายที่สุดพวกเขาก็เสียตำแหน่งแชมป์ลีกให้กับเรอัลมาดริดในวันที่ 16 กรกฎาคม 2020 แต่กระนั้นในการแข่งแชมเปียนส์ลีกพวกเขาสามารถเอาชนะนาโปลีจากอิตาลีในเลกที่สองของรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ ก่อนจะผ่านเข้าไปพบกับไบเอิร์นมิวนิกซึ่งเอาชนะเชลซีได้ในรอบเดียวกัน อย่างไรก็ตามในการแข่งขันรอบดังกล่าว บาร์เซโลนาต้องพบกับความพ่ายแพ้ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็น "ความอัปยศอดสูอย่างแท้จริง" โดยพ่ายแพ้ไปถึง 2–8 ประตู เป็นการพ่ายแพ้ที่ย่อยยับที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสโมสร ต่อมาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ปีเดียวกัน สโมสรออกแถลงยืนยันว่าเซติเอนได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการโดยมีผลทันที โดยเอริก อาบิดัล ผู้อำนวยการฟุตบอล ก็ถูกไล่ออกจากตำแหน่งด้วยเช่นกัน สองวันต่อมาโรนัลด์ กุมัน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของบาร์เซโลนา และเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม บาร์โตเมวได้ประกาศยุติบทบทการทำหน้าที่ประธานสโมสร[77]

การกลับมาของฌูอัน ลาปอร์ตา (2021-ปัจจุบัน)

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 2021 ฌูอัน ลาปอร์ตา ได้กลับมาดำรงตำแหน่งประธานสโมสรเป็นสมัยที่ 2 จากคะแนนเสียง 54.28%[78] โดยบาร์เซโลนาชนะเลิศถ้วยโกปาเดลเรย์เป็นสมัยที่ 31 ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลรายการแรกภายใต้การคุมทีมของโรนัลด์ กุมัน ภายหลังจากที่เอาชนะอัตเลติกเดบิลบาโอในรอบชิงชนะเลิศ 4-0[79]

ผู้สนับสนุน

ฉายาของผู้สนับสนุนบาร์เซโลนา คือ culer มาจากภาษากาตาลาคำว่า cul (อังกฤษ: arse; ก้น) โดยในสนามกีฬาแห่งแรก กัมเดลาอินดุสเตรีย มีเขียนคำว่า culs ไปทั่วที่นั่ง ด้านความนิยมในประเทศสเปน ความนิยมในทีมบาร์เซโลนาอยู่ที่ 25% เป็นรองเรอัลมาดริดซึ่งมี 32% ส่วนอันดับ 3 คือบาเลนเซีย[80] และในยุโรปถือเป็นสโมสรที่เป็นที่ได้รับความนิยมสูงเป็นอันดับ 2[81] จำนวนสมาชิกของสโมสรได้เพิ่มขึ้นจาก 100,000 ราย ในฤดูกาล 2003–04 เป็น 170,000 ราย ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2009[82] ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นมาจากนักฟุตบอลผู้มีชื่อเสียง เช่น รอนัลดีนโย และยุทธวิธีด้านสื่อของประธานสโมสร ฌูอัน ลาปอร์ตา ที่มุ่งไปด้านสื่อออนไลน์สเปนและอังกฤษ[83][84]

นอกจากนั้น จากข้อมูลเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2010 สโมสรมีสมาชิกลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ 1,335 คน จากทั่วโลก โดยเรียกว่า เปนเยส แฟนของสโมสรที่ช่วยประชาสัมพันธ์สโมสรในท้องถิ่นของตนเองจะได้รับสิทธิในการเยี่ยมชมเมื่อมายังบาร์เซโลนา[85] ส่วนผู้สนับสนุนที่มีชื่อเสียง เช่น สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ที่เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์รวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีของสเปน โฆเซ ซาปาเตโร[86][87]

ศึกแห่งศักดิ์ศรี

เอลกลาซิโก

 
เอลกลาซิโก ในแชมเปียนส์ลีก 2011
ดูบทความหลักที่: เอลกลาซิโก

ทุกครั้งที่บาร์เซโลนาและเรอัลมาดริดพบกัน มักจะเกิดความดุเดือดในเกมการแข่งขันระหว่างสองทีมนี้ โดยเฉพาะในลาลิกา โดยเกมการแข่งขันระหว่างบาร์ซาและเรอัลมาดริด เรียกว่า เอลกลาซิโก (สเปน: El Clásico) ตั้งแต่เริ่มมีการแข่งขันระดับประเทศ ทั้ง 2 สโมสรเหมือนเป็นตัวแทนของคู่แข่งกันทั้ง 2 ภูมิภาคของสเปน คือ กาตาลุญญาและกัสติยา รวมถึงการแข่งขันระหว่าง 2 เมืองด้วย การแข่งขันยังสะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองและความตึงเครียดของทั้ง 2 วัฒนธรรม สามารถเห็นได้จากการออกกฎหมายในช่วงสงครามกลางเมืองสเปน[88]

ในช่วงการปกครองแบบเผด็จการของ ปรีโม เด รีเบรา โดยเฉพาะจอมพลฟรันซิสโก ฟรังโก (ค.ศ. 1939–1975) วัฒนธรรมย่อยทั้งหมดถูกปราบปราม ภาษาที่ใช้ในดินแดนสเปนทั้งหมดต้องใช้ภาษาสเปน (ภาษาสเปนกัสติยา) ภาษาอื่นถูกห้ามใช้อย่างเป็นทางการ[89][90] บาร์เซโลนาเป็นเหมือนเครื่องหมายแห่งความต้องการอิสรภาพของชาวกาตาลา และบาร์ซากลายเป็นอะไรที่ "มากกว่าสโมสร" (สเปน: Més que un club) นักเขียนชาวสเปน มานวยล์ บัซเกซ มอนตัลบัน กล่าวไว้ว่า หนทางที่ดีที่สุดที่ชาวกาตาลาจะพิสูจน์ให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของตัวเอง คือการมาร่วมกับทีมบาร์ซา เป็นการเสี่ยงน้อยกว่าที่จะร่วมกับกลุ่มต่อต้านจอมพลฟรังโกและพอจะอนุญาตให้พวกเขาแสดงการเคลื่อนไหว[91]

ในทางกลับกัน เรอัลมาดริด แสดงให้เห็นถึงการเป็นศูนย์กลางอำนาจสูงสุดและระบอบการปกครองฟาสซิสต์[92][93] แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างสงครามกลางเมืองสเปน สมาชิกของทั้ง 2 สโมสร อย่างเช่นชูเซบ ซุนยอล และราฟาเอล ซานเชซ เกร์รา ก็ต่างเจ็บปวดจากผู้สนับสนุนจอมพลฟรังโก

ในระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1950 บาร์เซโลนายิ่งแย่ลงไปเมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องการโยกย้ายทีมของอัลเฟรโด ดิ เอสเตฟาโน ที่สุดท้ายลงเอยกับทีมเรอัลมาดริด และต่อมาก็เป็นกุญแจสำคัญในชัยชนะของทีม[94] ในคริสต์ทศวรรษ 1960 เรอัลมาดริดเข้าสู่รอบแพ้คัดออกในถ้วยยุโรป ทั้ง 2 ทีมเจอกัน 2 ครั้ง[95] ส่วนการเจอกันในถ้วยยุโรปครั้งล่าสุดคือในปี ค.ศ. 2002 ที่สื่อสเปนขนานนามว่า "นัดฟุตบอลแห่งศตวรรษ" มีผู้ชมมากกว่า 500 ล้านคน[96]

เอลเดร์บีบาร์เซลูนี

คู่แข่งของทีมบาร์ซาในท้องถิ่นเดียวกันคือ แอร์ราเซเด อัสปัญญ็อล เป็นสมาคมในพระบรมราชูปถัมถ์ ก่อตั้งโดยแฟนฟุตบอลสเปน ซึ่งแตกต่างจากผู้บริหารหลักของบาร์ซาที่มีหลายสัญชาติ โดยมีเจตนารมณ์ในการก่อตั้งสโมสรอย่างชัดเจนคือ ต่อต้านสโมสรบาร์เซโลนา ที่พวกเขาไม่เห็นด้วยกับบาร์เซโลนา และเห็นว่าเป็นทีมของชาวต่างชาติ[97] อัสปัญญ็อลยิ่งดูมีพลังขึ้นเมื่อชาวกาตาลามองว่า "เป็นตัวยั่วโมโหแก่มาดริด"[98] สนามกีฬาเหย้าของอัสปัญญ็อลอยู่ในย่านคนรวยที่เรียกว่า ซาร์รีอา[99][100]

ธรรมเนียมทั่วไปโดยเฉพาะในช่วงการปกครองของจอมพลฟรังโก ชาวบาร์เซโลนาส่วนใหญ่มองว่าอัสปัญญ็อลเป็นสโมสรที่อ่อนข้อให้กับการปกครองจากส่วนกลาง ในทางตรงกันข้ามบาร์ซาเป็นเหมือนจิตวิญญาณของนักปฏิวัติ[101] ในปี ค.ศ. 1918 อัสปัญญ็อลเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งตอนนั้นเป็นประเด็นปัญหาอยู่[97] ต่อมากลุ่มผู้สนับสนุนอัสปัญญ็อลเข้าร่วมกับพวกฟาลังจิสต์ในสงครามกลางเมืองสเปน ฝั่งฟาสซิสต์ ถึงอย่างไรก็ตามความแตกต่างในอุดมการณ์นี้ ในการแข่งขันระหว่างทั้ง 2 ทีม ก็มีความสำคัญกับผู้สนับสนุนอัสปัญญ็อลมากกว่าบาร์เซโลนา เนื่องจากอุดมการณ์ที่แตกต่างกันนี้ ในยุคปัจจุบันการแข่งขันเริ่มลดการเมืองลงไป และอัสปัญญ็อลเปลี่ยนชื่อและเพลงสโมสรอย่างเป็นทางการจากภาษาสเปนเป็นภาษากาตาลา[97]

ถึงแม้ว่าจะเป็นนัดแข่งขันท้องถิ่นที่มีการแข่งขันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ลาลิกา แต่ก็เกิดความไม่เท่าเทียมกันมากที่สุดเพราะบาร์เซโลนามีความโดดเด่นอย่างมาก ในตารางคะแนนในลีก อัสปัญญ็อลสามารถทำคะแนนได้เหนือกว่าบาร์เซโลนา 3 ครั้งในรอบเกือบ 70 ปี และในโกปาเดลเรย์ มีการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจากชาวกาตาลาในปี ค.ศ. 1957 ซึ่งบาร์ซาเป็นผู้ชนะ อัสปัญญ็อลมีชัยชนะต่อบาร์ซามากที่สุด 6–0 ในปี ค.ศ. 1951 และอัสปัญญ็อลมีชัยชนะเหนือบาร์ซา 2–1 ในฤดูกาล 2008–09 ทำให้เป็นทีมแรกที่ชนะบาร์เซโลนาได้ในสนามกัมนอว์ ในฤดูกาลที่ชนะ 3 ถ้วย[102]

การเงินและเจ้าของ

ในปี ค.ศ. 2010 นิตยสาร ฟอบส์ สรุปมูลค่าของสโมสรบาร์เซโลนาอยู่ที่ราว 752 ล้านยูโร (1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ติดอยู่อันดับ 4 ตามหลังสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เรอัลมาดริด และอาร์เซนอล โดยดูจากตัวเลขในฤดูกาล 2008–09[103][104] และจากข้อมูลของดาลอยต์ บาร์เซโลนามีรายได้ 366 ล้านยูโรในฤดูกาลเดียวกันนี้ ติดอันดับ 2 เป็นรองเรอัลมาดริดที่มีรายได้ 401 ล้านยูโร[105]

เหมือนกับสโมสรอื่นอย่าง เรอัลมาดริด, อัตเลติกเดบิลบาโอ และโอซาซูนา ที่บาร์เซโลนาเป็นบริษัทจดทะเบียน ซึ่งแตกต่างจากบริษัทจำกัดที่ไม่สามารถซื้อขายหุ้นของสโมสร มีแต่เพียงสมาชิก[106] สมาชิกของบาร์เซโลนาเรียกว่า socis ซึ่งมีตัวแทนของกลุ่ม และเป็นตำแหน่งบริหารสูงสุดของสโมสร[107] จากข้อมูลปี ค.ศ. 2010 สโมสรมี socis 170,000 คน[82]

จากการตรวจสอบบัญชีของดาลอยต์ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010 แสดงให้เห็นว่าบาร์เซโลนามีหนี้สุทธิ 442 ล้านยูโร เป็น 58% ของทรัพย์สินสุทธิที่ตีค่าโดยนิตยสาร ฟอบส์ ผู้บริหารทีมใหม่ของบาร์เซโลนา ซึ่งได้ให้ตรวจสอบบัญชีนี้ กล่าวไว้ว่า "ปัญหาเกิดจากโครงสร้าง" ซึ่งเป็นสาเหตุของหนี้[108]

อีเอสพีเอ็นรายงานข้อมูลในปี ค.ศ. 2011 ว่า หนี้รวมของบาร์เซโลนามีราว 483 ล้านเหรียญยูโร และหนี้สุทธิอยู่ที่ 364 ล้านเหรียญยูโร[109] อีเอสพีเอ็นยังพบว่า บาร์เซโลนาเป็นสโมสรที่นักฟุตบอลมีเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุด มากกว่ากีฬาอาชีพใดในโลก และสูงกว่าคู่แข่งเรอัลมาดริด[110]

สถิติ

ชาบี ครองสถิติล่าสุดในการเป็นนักฟุตบอลของสโมสรที่ลงแข่งมากที่สุด (767 นัด) และลงแข่งในลาลิกา (505 นัด)[111]

ผู้ที่ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของบาร์เซโลนาในทุกการแข่งขัน (รวมถึงในนัดกระชับมิตร) คือ ลิโอเนล เมสซิ (2004 - ปัจจุบัน) จำนวนประตูนับถึงฤดูกาล 2015-2016 คือ 482 ประตู [112] โดยเมสซิทำลายสถิติที่ยืนมากว่า 80 ปี ของ เปาลีโน อัลกันตารา (1912-1927) จำนวน 369 ประตู ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2014 ในนัดแข่งขันเกมลาลิกากับโอซาซูนา โดยการแข่งขันนัดดังกล่าวเมสซิทำโปกเกอร์ คือ ยิงประตู 4 ประตูในนัดเดียว[113]

และผู้ทำประตูสูงสุดในลีก (ลาลิกา) ของบาร์เซโลนา ก็คือ ลิโอเนล เมสซิ (2004 - ปัจจุบัน) จำนวนประตูในลีกนับถึงฤดูกาล 2015-2016 คือ 312 ประตู เมสซิทำลายสถิติเดิมของ เซซาร์ โรดรีเกซ จำนวน 195 ประตูในลาลิการระหว่างปี ค.ศ. 1942 ถึง 1955[114] โดยการทำ 2 ประตู ในนัดพบกับ เรอัลเบติส วันที่ 9 ธันวาคม 2012 มีนักฟุตบอลเพียง 4 คนที่ทำประตูได้มากกว่า 100 ประตูในลีกให้กับบาร์เซโลนา คือ ลิโอเนล เมสซิ (312), เซซาร์ โรดรีเกซ (195), ลัสโซล คูบาลา (131) และซามูแอล เอโต (108)

นอกจากนี้ ลิโอเนล เมสซิ (312 ประตูในลีก updated season 2015-2016) ยังถือครองสถิติ ผู้ทำประตูสูงสุดในลาลิกาสเปนปัจจุบันอีกด้วย โดยการทำลายสถิติเดิมตั้งแต่ปี 1995 ของ เตลโม ซาร์ร่า นักฟุตบอลจากทีม อัตเลติกเดบิลบาโอ จำนวน 251 ประตู ในนัดที่ทำแฮตทริก เกมบาร์เซโลนาพบกับเซบิยา วันที่ 22 พฤศจิกายน 2014[115]

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 จำนวนการยิงประตูของบาร์เซโลนา ถึง 5,000 ประตู โดยเมสซิยิงในนัดแข่งกับราซินเดซันตันเดร์ ที่บาร์ซาชนะ 2–1[116]

ในวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 2009 บาร์เซโลนาชนะเอสตูเดียนเตส 2–1 ทำให้ครองแชมป์ที่ 6 ในปีเดียวกัน และเป็นสโมสรฟุตบอลแรกที่สามารถถือครองถ้วย 6 ถ้วยในฤดูกาลเดียวกัน[117]

บาร์เซโลนาถือสถิติผู้ครองแชมป์มากที่สุดใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรป คือ 90 แชมป์

บาร์เซโลนายังถือสถิติผู้ครองแชมป์มากที่สุดในการแข่งขัน ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก (3), ยูฟ่าซูเปอร์คัพ (5), โกปาเดลเรย์ (28) และซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา (12)

นักฟุตบอลที่สามารถคว้าแชมป์กับทีมบาร์เซโลนาได้มากที่สุดคือ ลิโอเนล เมสซิ 34 แชมป์

ในวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1986 ในการชิงถ้วยฟุตบอลยุโรปที่แข่งกับยูเวนตุสรอบก่อนชิงชนะเลิศ มีผู้ชมมากที่สุดในการแข่งขันที่บาร์เซโลนาเป็นเจ้าบ้านถึง 120,000 คน[118] สนามกัมนอว์ยุคใหม่ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 ที่เปลี่ยนเป็นระบบที่นั่งทุกที่นั่ง ทำให้สถิติผู้ชมสูงสุดไม่สามารถทำลายไปได้ และจำนวนที่นั่งทั้งหมดของสนามคือ 98,772 ที่[119]

ตราสโมสรและชุดกีฬา

 
ตราสโมสรแบบดั้งเดิม

ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสโมสร ก็มีตราประจำสโมสร โดยตราสโมสรดั้งเดิมเป็นรูปหนึ่งในสี่ของสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด โดยมี มงกุฎแห่งอารากอน (Crown of Aragon) และค้างคาวกษัตริย์เจมส์ (bat of King James) อยู่ด้านบนสุด โดยมีกิ่งไม้ 2 กิ่งอยู่ด้านข้าง โดยใบหนึ่งเป็นต้นลอเรลและอีกใบหนึ่งเป็นใบปาล์ม[120] ในปี ค.ศ. 1910 สโมสรได้จัดการประกวดการออกแบบตราสโมสรใหม่ โดยผู้ชนะได้แก่ การ์เลส โกมามาลา ซึ่งเป็นนักฟุตบอลของสโมสรช่วงนั้น ซึ่งตราสโมสรที่ออกแบบโดยโกมามาลากลายเป็นตราสโมสรมาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจากต้นฉบับเล็กน้อย ตราสโมสรประกอบด้วยรูป กางเขนของเซนต์จอร์จอยู่ในตำแหน่งซ้ายบน และธงชาติกาตาลาอยู่ในตำแหน่งขวาบน และสีประจำสโมสรอยู่ตำแหน่งด้านล่าง[120]

สีน้ำเงินและแดงบนเสื้อนั้น มีใช้ครั้งแรกในนัดแข่งกับฮิสปาเนียในปี ค.ศ. 1900[121] มีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับที่มาของการใช้สีน้ำเงินและแดงของเสื้อบาร์เซโลนา ลูกชายของประธานคนแรก อาร์เทอร์ วิตตี อ้างว่าเป็นแนวคิดของพ่อเขา ที่ใช้สีเช่นเดียวกับทีมโรงเรียนเมอร์แชนต์เทย์เลอร์สกูล ส่วนอีกคำอธิบายหนึ่ง นักเขียนที่ชื่อ โทนี สตรูเบลล์ กล่าวว่า สีทั้งสองนั้นมาจากสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 ของรอแบ็สปีแยร์ ส่วนในกาตาลุญญา เป็นที่เข้าใจว่า สีทั้งสองนั้นเลือกโดยฌูอัน กัมเป ซึ่งเป็นสีเดียวกับทีมบ้านเกิด คือ สโมสรฟุตบอลบาเซิล[122]

ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา บาร์เซโลนาไม่เคยมีโฆษณาบนเสื้อ จนเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 สโมสรมีข้อตกลงร่วมกับยูนิเซฟในสัญญา 5 ปี ว่าจะมีตราสัญลักษณ์ของยูนิเซฟบนเสื้อทีมของบาร์เซโลนา โดยตกลงกันว่าสโมสรบริจาคเงิน 1.5 ล้านยูโร ต่อปีให้กับยูนิเซฟ (0.7 เปอร์เซนต์ของรายได้สโมสร) โดยผ่านทางมูลนิธิสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา[123] โดยมูลนิธิสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาเป็นองค์กรอิสระที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1994 จากคำแนะนำของประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจของบริษัทในขณะนั้น ไคย์เม คิล-อาลูคา จากแนวความคิดที่ว่าหากก่อตั้งมูลนิธิจะสามารถดึงดูดผู้สนับสนุนด้านการเงินทึ่ต้องการสนับสนุนองค์กรกีฬาที่ไม่แสวงหากำไร[124] ในปี ค.ศ. 2004 สมาชิกสโมสรสามารถเป็นหนึ่งใน 25 ของสมาชิกกิตติมศักดิ์ โดยบริจาคเงินระหว่าง 40,000–60,000 ยูโร (คำนวณจากอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันเท่ากับ 45,800–68,700 ยูโร) ต่อปี และมีสมาชิกสมทบอีก 48 คน ที่บริจาค 14,000 ยูโร (คำนวณจากอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันเท่ากับ 16,000 ยูโร) และผู้อุปถัมป์ไม่จำกัดจำนวน บริจาคที่ 4,000 ยูโรต่อปี (คำนวณจากอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันเท่ากับ 4,600 ยูโร) แต่ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสมาชิกกิตติมศักดิ์จะสามารถเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายสโมสรหรือไม่ แต่จากข้อมูลของนักเขียน แอนโทนี คิง ระบุไว้ว่า "ไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าสมาชิกกิตติมศักดิ์จะไม่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยก็มีอิทธิพลอย่างไม่เป็นทางการกับสโมสร"[125]

จนในฤดูกาล 2011–2012 บาร์เซโลนาก็หยุดการไม่มีการโฆษณาบนเสื้อ โดยได้เซ็นสัญญาเป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 150 ล้านยูโร กับ มูลนิธิกาตาร์[126]

ช่วงเวลา ผู้ผลิตชุดกีฬา ผู้สนับสนุน
1982–1992 เมย์บา
1992–1998 แกปปา
1998–2006 ไนกี้
2006–2011 ยูนิเซฟ
2011–2013 มูลนิธิกาตาร์ / ยูนิเซฟ
2013–2014 กาตาร์แอร์เวย์ / อินเทล / ยูนิเซฟ
2014–2016 กาตาร์แอร์เวย์ / อินเทล / ยูนิเซฟ / เบโก
2016–2017 กาตาร์แอร์เวย์ / อินเทล / ยูนิเซฟ / เบโก / เกเตอเรด
2017–0000 ระกุเต็ง / อินเทล / ยูนิเซฟ / เบโก / เกเตอเรด

สนามกีฬา

 
มุมมองสนามกัมนอว์ภายในสนาม

เริ่มแรกบาร์เซโลนาเล่นที่สนามกัมเดลาอินดุสเตรีย มีความจุราว 10,000 คนและสโมสรเห็นว่าสิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่ดีพอกับสมาชิกที่เพิ่มขึ้น[127]

ในปี ค.ศ. 1922 ผู้สนับสนุนสโมสรมีเพิ่มขึ้นมากกว่า 20,000 คน และสนับสนุนเงินให้กับสโมสร ทำให้บาร์ซาสามารถที่จะสร้างสนามที่ใหญ่กว่า โดยสร้างสนามกัมเดเลสกอตส์ ที่มีความจุ 20,000 คน หลังจากสงครามกลางเมืองสเปน สโมสรเริ่มมีสมาชิกมากขึ้นและมีผู้เข้าชมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการขยับขยายสนาม โดยขยายอัฒจันทร์ใหญ่ในปี ค.ศ. 1946 ขยายอัฒจันทร์ฝั่งทิศใต้ในปี ค.ศ. 1946 และสุดท้ายขยายอัฒจันทร์ฝั่งทิศเหนือในปี ค.ศ. 1950 หลังการขยับขยายครั้งสุดท้าย สนามเลสกอตส์สามารถจุคนได้ 60,000 คน[128]

หลังจากต่อเติมเสร็จ สนามเลสกอตส์ก็ไม่สามารถขยับขยายห้องได้เพิ่มขึ้นอีก และจากความสำเร็จในการเป็นผู้ชนะเลิศในลาลิกาติดต่อกันในปี ค.ศ. 1948 และ 1949 รวมถึงได้เซ็นสัญญากับนักฟุตบอล ลัสโซล คูบาลา ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1950 ที่ต่อมาเขายิงประตูให้กับสโมสร 196 ประตูใน 256 นัด ก็ยิ่งทำให้มีฝูงชนเข้ามาดูการแข่งขันมากขึ้น[128][129][130] สโมสรจึงเริ่มวางแผนการสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่[128] สนามกัมนอว์เริ่มก่อสร้างวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1954 วางศิลาฤกษ์ก้อนแรกโดยผู้ว่า เฟลีเป อาเซโด โกลังกา ที่ทำพิธีโดยอาร์ชบิชอปแห่งบาร์เซโลนา เกรโกเรียว โมเดรโก โดยใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1957 ด้วยค่าก่อสร้างทั้งหมด 288 ล้านเปเซตา เกินงบประมาณ 336%[128]

 
ส่วนหนึ่งของอัฒจันทร์ที่แสดงคำขวัญของบาร์เซโลนา "Més que un club" ที่หมายถึง 'มากกว่าสโมสร'

ในปี ค.ศ. 1980 มีการออกแบบสนามกีฬาใหม่ให้เข้ากับเกณฑ์พิจารณาของยูฟ่า สโมสรได้หาเงินจากผู้สนับสนุน โดยจะสลักชื่อบนหินด้วยจำนวนเงินเล็กน้อย แนวคิดนี้ได้รับการตอบรับจากผู้สนับสนุน โดยมีคนหลายพันคนร่วมสนับสนุน แต่ต่อมากลายเป็นข้อพิพาทเมื่อสื่อในมาดริด ยกประเด็นนี้เมื่อมีหินก้อนหนึ่งที่สลักชื่อ ประธานของเรอัลมาดริด และผู้สนับสนุนจอมพลฟรังโก ชื่อ ซานเตียโก เบร์นาเบว เยสเต[131][132][133] ต่อมาในการเตรียมงานสำหรับกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1992 ได้มีการติดที่นั่ง 2 แถว เหนือแนวหลังคาเดิม[134] ปัจจุบันสนามจุคนได้ 99,354 คน เป็นสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป[135]

นอกจากนั้นยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น เช่น[136]

  • ซิวตัตเอสปอร์ตีบาฌูอันกัมเป (สนามฝึกซ้อมของสโมสร)
  • มาเซีย-เซนเตรเดฟอร์มาซีโอโอเรียลตอร์ต (ที่พักอาศัยของนักฟุตบอลเยาวชน)
  • มีนีเอสตาดี (ที่พักอาศัยของทีมสำรอง)
  • ปาเลาเบลากรานา (สนามฝึกซ้อมกีฬาในร่ม)
  • ปาเลาเบลากรานา 2 (สนามฝึกซ้อมในร่มแห่งที่ 2 ของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา)
  • ปิสตาเดเคล (ลานเล่นสเกตน้ำแข็งของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา)

เกียรติประวัติ

ระดับ รายการ ชนะเลิศ ฤดูกาล
 

ระดับประเทศ

ลาลิกา 26 1928–1929, 1944–45, 1947–48, 1948–49, 1951–52, 1952–53, 1958–59, 1959–60, 1973–74, 1984–85, 1990–91, 1991–92, 1992–93, 1993–94, 1997–98, 1998–99, 2004–05, 2005–06, 2008–09, 2009–10, 2010–11, 2012–13, 2014–15, 2015–16, 2017–18, 2018–19
โกปาเดลเรย์ 31 1909–10, 1911–12, 1912–13, 1919–20, 1921–22, 1924–25, 1925–26, 1927–28, 1941–42, 1950–51, 1951–52, 1952–53, 1956–57, 1958–59, 1962–63, 1967–68, 1970–71, 1977–78, 1980–81, 1982–83, 1987–88, 1989–90, 1996–97, 1997–98, 2008–09, 2011–12, 2014–15, 2015–16, 2016–17, 2017–18, 2020–21
ซูเปร์โกปาเดเอสปัญญา 13 1983, 1991, 1992, 1994, 1996, 2005, 2006, 2009, 2010, 2011, 2013, 2016, 2018
โกปาเอบาดัวร์เต 3 1948, 1952, 1953
โกปาเดลาลิกา 2 1983, 1986
  ระดับทวีปยุโรป ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 1991–92, 2005–06, 2008–09, 2010–11, 2014–15
ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 4 1978–79, 1981–82, 1988–89, 1996–97
ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 5 1992, 1997, 2009, 2011, 2015
อินเตอร์-ซิตีส์แฟส์คัพ 3 1955–58, 1958–60, 1965–66
  ระดับโลก ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ 3 2009, 2011, 2015
  •   เป็นแชมป์ของรายการดังกล่าวสูงที่สุด

ผู้เล่น

สโมสรในสเปนจำกัดให้มีผู้เล่นที่ไม่ได้มีสัญชาติยุโรปได้ไม่เกิน 3 คน ไม่รวมประเทศในกลุ่มประเทศในกลุ่มแอฟริกา แคริบเบียน และแปซิฟิก ที่ลงนามในสัญญาความตกลงกอตอนู เนื่องจากขัดต่อกฎคอลพัก (Kolpak ruling) รายชื่อผู้เล่นที่แสดงเป็นสัญชาติดั้งเดิมของแต่ละคน แต่นักฟุตบอลที่ไม่ได้มีสัญชาติยุโรปมักจะถือ 2 สัญชาติในประเทศเครือสหภาพยุโรป

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน

ณ วันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 2021[137]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
1 GK   มาร์ค-อันเดร แทร์ สเตเกิน
2 DF   แซร์จินโย แด็สต์
3 DF   ฌาราร์ต ปิเก (กัปตันที่ 3)
4 DF   โรนัลด์ อาราอูโฆ
5 MF   เซร์คีโอ บุสเกตส์ (รองกัปตัน)
6 MF   การ์เลส อาเลญญา
7 FW   อ็องตวน กรีแยซมาน
8 MF   มิราเล็ม ปิยานิช
9 FW   มาร์ติน เบรทเวต
11 FW   อุสมาน แดมเบเล
12 MF   ริกี ปุตช์
13 GK   แนตู
14 MF   ฟีลีปี โกชิญญู
เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
15 DF   เกลม็อง ล็องแกล
16 MF   เปดริ
18 DF   ฌอร์ดี อัลบา
20 MF   แซร์ฌี รูแบร์ตู (กัปตันที่ 4)
21 MF   แฟร็งกี เดอ โยง
22 FW   อันซู ฟาตี
23 DF   ซามุแอล อูมตีตี
24 DF   ยูนิออร์ ฟีร์โป
DF   แอแมร์ซง
DF   เอริก การ์ซิอา
FW   แม็มฟิส เดอไป
FW   เซร์ฆิโอ อาเกวโร

บาร์เซโลนา เบ และศูนย์ฝึกฟุตบอลเยาวชน

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
26 GK   อินากิ เปญญา
27 MF   อิลัช มูริบา
28 DF   โอสการ์ มิงเกซา
29 FW   คอนราด เด ลา ฟูเอนเต
เลข ตำแหน่ง สัญชาติ ผู้เล่น
30 MF   อเล็ก กอร์ยาโด
32 DF   ซานเตียโก รามอส มิงโก
36 GK   อาเนา เตนัส

บุคลากร

ทีมงานฝ่ายเทคนิคในปัจจุบัน

ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่
ผู้จัดการทีมชุดใหญ่ โรนัลด์ กุมัน
ผู้ช่วยผู้จัดการทีม อัลเฟรด ชเรอเดอร์
ผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่ 2 เฮนริค ลาร์สสัน
ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน ชูอัง บาบารา
ผู้ฝึกสอนด้านฟิตเนส ราฟา โพล
เอดู พอนส์
ฟรานเชสก์ คอส
ปาโก เซรูโย
ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู โชเซ รามอน เด ลา ฟวนเต
แมวมอง อีซีเดร รามอน
เชซุส กาซัส
ฌอร์ดี เมเลโร่
ชาวเม ตอราส
นักกายภาพบำบัด ชาวเม มินุย
ชวนโย บาว
ชาบี โลเปซ
ชาบี ลินเด
นักจิตวิทยา ชวากิน บัลเดส
แพทย์ รามอน กานัล
รีกา พรูนา
ดาเนียล เมดีนา
ผู้ประสานงาน การ์เลส นาวาล
ผู้จัดการด้านฟุตบอล เอเรียโด บราอีดา
ผู้ช่วยผู้จัดการด้านฟุตบอล การ์เลส เรแซช
ผู้จัดการสถาบัน ฌอร์ดี โรอูล่า
ผู้จัดการทีมเยาวชน ฌอร์ดี วินยาลส์

ข้อมูลล่าสุด: 29 August 2021
อ้างอิง: FC Barcelona

ฝ่ายจัดการ

ตำแหน่ง ชื่อ
ประธาน ชูเซป มารีอา บาร์ตูเมว
รองประธานฝ่ายการเงินและพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ คาเบียร์ ฟาว
รองประธานฝ่ายสังคม ฌอร์ดี การ์โดเนร์
รองประธานฝ่ายกีฬา ฌอร์ดี เมสเตร
ผู้บริหารฝ่ายสนับสนุนทั่วไป มาเนล อาร์โรโย
เลขานุการ อันโตนี เฟรย์ซา
เหรัญญิก ซูซานา มอนเค
ผู้บริหารฝ่ายสังคม รามอน ปอนต์

ข้อมูลล่าสุด: 23 มกราคม ค.ศ. 2014
อ้างอิง: FC Barcelona

อ้างอิง

  1. Camp Nou – FC Barcelona Official Page
  2. "Top 20 clubs". Deloitte. สืบค้นเมื่อ 28 August 2011.
  3. MARCA.com (2014-11-13). [https://www.marca.com/en/2014/11/13/en/football/barcelona/1415913827.html "Bar�a, the most loved club in the world"]. MARCA (ภาษาอังกฤษ). replacement character in |title= at position 4 (help)
  4. "Social Star Awards 2013: List of winners". web.archive.org. 2013-11-03.
  5. "The great European Cup teams: Barcelona 2009-2011 | Sid Lowe". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2013-05-24.
  6. web.archive.org https://web.archive.org/web/20160304211416/http://mag.newsweek.com/2011/06/03/is-barcelona-the-greatest-soccer-team-ever.html. Missing or empty |title= (help)
  7. "Barcelona tops the 2018 list of the highest-paid sports teams in the world with $13.8 million average annual salary". Business Insider.
  8. "Barcelona become first sports team to average £10m a year in wages". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2018-11-25.
  9. Ball, Phil p. 89.
  10. 10.0 10.1 10.2 10.3 Carnicero, José Vicente Tejedor (21 May 2010). "Spain – List of Cup Finals". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation (RSSSF). สืบค้นเมื่อ 9 March 2010.
  11. 11.0 11.1 11.2 "History part I". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 11 March 2010.
  12. Murray, Bill; Murray, William J. p. 30.
  13. Ferrer , Carles Lozano (19 June 2001). "Coupe des Pyrenées – Copa de los Pirineos". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation (RSSSF). สืบค้นเมื่อ 12 June 2010.
  14. Spaaij, Ramón. p. 279.
  15. 15.0 15.1 Arnaud, Pierre; Riordan, James. p. 103.
  16. 16.0 16.1 16.2 "History part II". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 11 March 2010.
  17. Shubert, Adrian. p. 200.
  18. Roy, Joaquín (2001). "Football, European Integration, National Identity: The Case of FC Barcelona". European Community Studies Association (paper). p. 4. Missing or empty |url= (help)
  19. Burns, Jimmy. pp. 111–112.
  20. Arnaud, Pierre; Riordan, James. p. 104.
  21. Spaaij, Ramón. p. 280.
  22. Ball, Phil. pp. 116–117.
  23. Raguer, Hilari. pp. 223–225.
  24. Raguer, Hilari. pp. 232–233.
  25. Aguilar, Paco (10 December 1998). "Barça—Much more than just a Club". FIFA. สืบค้นเมื่อ 1 May 2011.
  26. Ferrand, Alain; McCarthy, Scott. p. 90.
  27. Witzig, Richard. p. 408.
  28. Ball, Phil. p. 111.
  29. Stokkermans, Karel (2 June 2010). "European Champions' Cup". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation (RSSSF). สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
  30. Ross, James M. (27 June 2007). "European Competitions 1960–61". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation (RSSSF). สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
  31. 31.0 31.1 "History part III". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 15 March 2010.
  32. "The Crest". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 11 April 2010.
  33. MacWilliam, Rab; MacDonald, Tom. p. 180.
  34. Ball, Phil. pp. 83–85.
  35. "La Liga season 1973–74". Liga de Fútbol Profesional (LFP). สืบค้นเมื่อ 28 June 2010.
  36. Moore, Rob; Stokkermans, Karel (11 December 2009). "European Footballer of the Year ("Ballon d'Or")". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation (RSSSF). สืบค้นเมื่อ 11 April 2010.CS1 maint: multiple names: authors list (link)
  37. Perarnau, Martí (18 August 2010). "La Masia, como un laboratorio" (ภาษาสเปน). SPORT.es. สืบค้นเมื่อ 19 August 2010.
  38. 38.0 38.1 38.2 38.3 "History part IV". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 15 March 2010.
  39. Ball, Phil p. 85.
  40. Dobson, Stephen; Goddard, John A. p. 180.
  41. Ball, Phil. pp. 106–107.
  42. "Honours". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 12 March 2010.
  43. 43.0 43.1 "History part V". FC Barcelona. 15 June 2003. สืบค้นเมื่อ 12 March 2010.
  44. Ferrand, Alain; McCarthy, Scott. p. 110.
  45. Ball, Phil. p. 19.
  46. Ball, Phil. pp. 109–110.
  47. "Ronaldinho wins world award again". BBC News. 19 December 2005. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
  48. McCurdy, Patrick (21 November 2005). "Real Madrid 0 Barcelona 3: Bernabeu forced to pay homage as Ronaldinho soars above the galacticos". The Independent. London. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
  49. "Barcelona 2–1 Arsenal". BBC News. 17 May 2006. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
  50. "Internacional make it big in Japan". FIFA. 17 December 2006. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
  51. "Barcelona will not punish Eto'o". BBC News. 14 February 2007. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
  52. "Barcelona defends Asian tour". AFP. soccerway.com. สืบค้นเมื่อ 11 March 2010.
  53. "Rijkaard until 30 June; Guardiola to take over". FC Barcelona. 8 May 2008. สืบค้นเมื่อ 8 May 2009.
  54. Alvarez, Eduardo (14 May 2009). "One title closer to the treble". ESPN. สืบค้นเมื่อ 30 May 2009.
  55. "Barcelona 2–0 Man Utd". BBC Sport. 27 May 2009. สืบค้นเมื่อ 30 May 2009.
  56. "Pep Guardiola's love affair with Barça continues". Thesportreview.com. 19 May 2009. สืบค้นเมื่อ 31 May 2009.
  57. "Messi leads Barcelona to Spanish Supercup win". CNN Sports Illustrated. Associated Press. 23 August 2009. สืบค้นเมื่อ 25 December 2009.
  58. "Barcelona vs Shakhtar Donetsk". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 13 March 2010.
  59. Barcelona beat Estudiantes to win the Club World Cup. BBC Sport. 19 December 2009. สืบค้นเมื่อ 14 April 2010.
  60. "The year in pictures". FIFA.com. 13 December 2009. สืบค้นเมื่อ 13 March 2010.
  61. "Messi, Barcelona set records in Spanish league title repeat". USA Today. 16 May 2010. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
  62. "Sandro Rosell i Feliu (2010-)". FC Barcelona. FCBarcelona.cat. สืบค้นเมื่อ 5 June 2011.
  63. "Barca agree Villa move with Valencia". FCBarcelona.cat. FC Barcelona. 19 May 2010. สืบค้นเมื่อ 4 June 2011.
  64. "Deal with Liverpool to sign Mascherano". FCBarcelona.cat. FC Barcelona. 27 August 2010. สืบค้นเมื่อ 4 June 2011.
  65. Barcelona secure La Liga Spanish title hat-trick BBC Sport. Retrieved 30 May 2011
  66. Madrid clinch Copa del Rey Sky Sports. Retrieved 30 May 2011
  67. Phil McNulty (28 May 2011). "Barcelona 3-1 Man Utd". BBC. สืบค้นเมื่อ 30 May 2011.
  68. "El Barça iguala en títulos al Real Madrid". MARCA.com. สืบค้นเมื่อ 18 August 2011.
  69. "Pep Guardiola superó la marca de Johan Cruyff". Sport.es. 26 August 2011. สืบค้นเมื่อ 26 August 2011.
  70. "SANTOS-FCB: Legendary Barça (0-4)". fcbarcelona.com. 18 December 2011. สืบค้นเมื่อ 18 December 2011.
  71. "Guardiola: "Winning 13 out of 16 titles is only possible when you have a competitive mentality"". fcbarcelona.com. 18 December 2011. สืบค้นเมื่อ 18 December 2011.
  72. https://www.bbc.com/sport/football/27422328
  73. https://www.transfermarkt.com/fc-barcelona/startseite/verein/131/saison_id/2014
  74. https://www.goal.com/story/behind-the-barcelona-chaos-catalan-club-matters-beyond-football/
  75. https://www.bbc.co.uk/sport/football/43632211
  76. https://www.bbc.com/sport/football/51099632
  77. https://www.bbc.com/sport/football/54713209
  78. Reuters (2021-03-07). "Joan Laporta is elected as Barcelona president for a second time". the Guardian (ภาษาอังกฤษ).
  79. "Messi stars as Barcelona thrash Athletic Bilbao to lift Copa del Rey". the Guardian (ภาษาอังกฤษ). 2021-04-17.
  80. "Ficha Técnica" (PDF) (ภาษาสเปน). Centro de Investigaciones Sociológicas. May 2007. สืบค้นเมื่อ 8 August 2010.
  81. Chadwick, Simon; Arthur, Dave. pp. 4–5.
  82. 82.0 82.1 Aznar, Víctor (19 September 2009). "El FC Barcelona ya tiene 170.000 socios" (ภาษาสเปน). SPORT.es. สืบค้นเมื่อ 8 August 2010.
  83. Fisk, Peter. pp. 201–202.
  84. Brott, Steffen. p. 77.
  85. "Penyes". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 8 August 2010.
  86. Goff, Steven (29 July 2003). "Barça Isn't Lounging Around; Storied Catalonian Club Plots Its Return to the Top". The Washington Post.
  87. "Spain's football team welcomed by royals". The New Nation. Associated Press. สืบค้นเมื่อ 10 August 2010.
  88. Ghemawat, Pankaj. p. 2.
  89. Kleiner-Liebau, Désirée. p. 70.
  90. Phil Ball (21 April 2002). "The ancient rivalry of Barcelona and Real Madrid". The Guardian. London: Guardian News and Media. สืบค้นเมื่อ 13 March 2010.
  91. Spaaij, Ramón. p. 251.
  92. Abend, Lisa (20 December 2007). "Barcelona vs. Real Madrid: More Than a Game". Time. สืบค้นเมื่อ 1 July 2009.
  93. Lowe, Sid (26 March 2001). "Morbo: The Story of Spanish Football by Phil Ball (London: WSC Books, 2001)". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 1 July 2009.
  94. Burns, Jimmy. pp. 31–34.
  95. García, Javier (31 January 2000). "FC Barcelona vs Real Madrid CF since 1902". Rec.Sport.Soccer Statistics Foundation. สืบค้นเมื่อ 21 August 2010.
  96. "Real win Champions League showdown". BBC News. 11 December 2008. สืบค้นเมื่อ 21 August 2010.
  97. 97.0 97.1 97.2 Ball, Phil. pp. 86–87.
  98. Shubert, Arthur. p. 199.
  99. "Edición del martes, 09 abril 1901, página 2 – Hemeroteca – Lavanguardia.es" (ภาษาสเปน). Hemeroteca Lavanguardia. สืบค้นเมื่อ 13 March 2010.
  100. "History of Espanyol". RCD Espanyol. สืบค้นเมื่อ 13 March 2010.
  101. Missiroli, Antonio (March 2002). "European football cultures and their integration: the 'short' Twentieth Century". Iss.Europa.eu. สืบค้นเมื่อ 1 July 2009.
  102. "Matchday 24". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 13 March 2010.
  103. "The Business Of Soccer". Forbes. 21 April 2010. สืบค้นเมื่อ 7 August 2010.
  104. "Soccer Team Valuations". Forbes. 30 June 2009. สืบค้นเมื่อ 7 August 2010.
  105. "Real Madrid becomes the first sports team in the world to generate €400m in revenues as it tops Deloitte Football Money League". Deloitte. สืบค้นเมื่อ 7 August 2010.
  106. Peterson, Marc p. 25.
  107. Andreff, Wladimir; Szymański, Stefan (2006). Handbook on the economics of sport. Edward Elgar Publishing. p. 299. ISBN 1-84376-608-6.
  108. "Barcelona audit uncovers big 2009/10 loss". Reuters. 27 July 2010. สืบค้นเมื่อ 9 August 2010.
  109. Barca announce €45m budget
  110. "ESPN The Magazine – The Money Issue – 200 Best-Paying Teams in the World – ESPN". Sports.espn.go.com. 2011-04-20. สืบค้นเมื่อ 2011-05-28.
  111. "FC Barcelona Records (Team & Individual Records)". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 15 March 2010.
  112. http://www.fcbarcelona.com/club/the-honours/detail/card/fc-barcelona-individual-records
  113. http://www.fcbarcelona.com/football/first-team/detail/article/leo-messi-surpasses-paulino-alcantara-and-becomes-fc-barcelona-all-time-top-scorer
  114. "LFP – Barcelona Seasons". Liga de Fútbol Profesional Tables for other seasons may be obtained using the "Other searches" button. สืบค้นเมื่อ 8 August 2010.
  115. "ถ่อมตน! เมสซีเผยพังสถิติซัลโวลาลีก้าได้เพราะทุกคน".
  116. "Messi propels 5,000-goal Barcelona". FIFA. 2009-02-01. สืบค้นเมื่อ 13 March 2010.
  117. "Kings, queens and a young prince". FIFA. 23 December 2009. สืบค้นเมื่อ 23 March 2010.
  118. "Records". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 15 March 2010.
  119. "A Five Star Stadium". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 24 December 2010.
  120. 120.0 120.1 "The crest". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 30 July 2010.
  121. Ball, Phil p. 90.
  122. Ball, Phil pp. 90–91.
  123. "Open letter from Joan Laporta". FC Barcelona. 2010. สืบค้นเมื่อ 21 February 2010.
  124. Desbordes, Michel p. 195.
  125. King, Anthony pp. 123–24.
  126. "Barcelona agree €150m shirt sponsor deal with Qatar Foundation". The Guardian. 10 December 2010. Retrieved on 22 December 2010.
  127. Santacana, Carles (14 March 2009). "Cent anys del camp de la Indústria" (ภาษาคาตาลัน). FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 11 September 2010.
  128. 128.0 128.1 128.2 128.3 "Brief history of Camp Nou". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 30 July 2010.
  129. Farred, Grant. p. 124.
  130. Eaude, Michael. p. 104.
  131. Ball, Phil pp. 20–21.
  132. Ball, Phil pp. 121–22.
  133. Murray, Bill; Murray, William J.. p. 102.
  134. Snyder, John. pp. 81–2.
  135. Stone, Peter. p. 201.
  136. "El proyecto Barça Parc, adelante" (ภาษาสเปน). FC Barcelona. 2009. สืบค้นเมื่อ 28 July 2009.
  137. "Players". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 6 October 2020.

ดูเพิ่ม

  • Arnaud, Pierre; Riordan, James (1998). Sport and international politics. Taylor & Francis. ISBN 978-0-419-21440-3.CS1 maint: multiple names: authors list (link)
  • Ball, Phill (2003). Morbo: The Story of Spanish Football. WSC Books Limited. ISBN 0-9540134-6-8.
  • Burns, Jimmy (1998). Barça: A People's Passion. Bloomsbury. ISBN 0-7475-4554-5.
  • Chadwick, Simon; Arthur, Dave (2007). International cases in the business of sport. Butterworth-Heinemann. ISBN 0-7506-8543-3.
  • Desbordes, Michael (2007). Marketing and football: an international perspective. Butterworth-Heinemann. ISBN 0-7506-8204-3.
  • Dobson, Stephen; Goddard, John A. (2001). The economics of football. Cambridge University Press. ISBN 0-521-66158-7.
  • Eaude, Michael (2008). Catalonia: a cultural history. Oxford University Press. ISBN 0-19-532797-7.
  • Ferrand, Alain; McCarthy, Scott (2008). Marketing the Sports Organisation: Building Networks and Relationships. Taylor & Francis. ISBN 0-415-45329-1.
  • Fisk, Peter (2008). Business Genius: A More Inspired Approach to Business Growth. John Wiley and Sons. ISBN 1-84112-790-6.
  • Ghemawat, Pankaj (2007). Redefining global strategy: crossing borders in a world where differences still matter. Harvard Business Press. p. 2. ISBN 1-59139-866-5.
  • Farred, Grant (2008). Long distance love: a passion for football. Temple University Press. ISBN 1-59213-374-6.
  • Ferrand, Alain; McCarthy, Scott (2008). Marketing the Sports Organisation: Building Networks and Relationships. Taylor & Francis. ISBN 0-415-45329-1.
  • King, Anthony (2003). The European ritual: football in the new Europe. Ashgate Publishing, Ltd. ISBN 0-7546-3652-6.
  • Kleiner-Liebau, Désirée (2009). Migration and the Construction of National Identity in Spain. 15. Iberoamericana Editorial. ISBN 84-8489-476-2.
  • Murray, Bill; Murray, William J. (1998). The world's game: a history of soccer. University of Illinois Press. ISBN 0-252-06718-5.CS1 maint: multiple names: authors list (link)
  • Peterson, Marc (2009). The Integrity of the Game and Shareholdings in European Football Clubs. GRIN Verlag. ISBN 3-640-43109-X.
  • Raguer, Hilari (2007). The Catholic Church and the Spanish Civil War. 11. Routledge. ISBN 0-415-31889-0.
  • Shubert, Adrian (1990). A social history of modern Spain. Routledge. ISBN 0-415-09083-0.
  • Snyder, John (2001). Soccer's most wanted: the top 10 book of clumsy keepers, clever crosses, and outlandish oddities. Brassey's. ISBN 1-57488-365-8.
  • Spaaij, Ramón (2006). Understanding football hooliganism: a comparison of six Western European football clubs. Amsterdam University Press. ISBN 90-5629-445-8.
  • Witzig, Richard (2006). The Global Art of Soccer. CusiBoy Publishing. ISBN 0-9776688-0-0.

ผลงานภาพยนตร์

  • Jordi Feliú, Barça, 75 años de historia del Fútbol Club Barcelona, 1974.

แหล่งข้อมูลอื่น