ราชรัฐโมนาโก (ฝรั่งเศส: Principauté de Monaco) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โมนาโก (ฝรั่งเศส: Monaco [mɔnako] มอนาโก) เป็นนครรัฐในยุโรปตะวันตก ตั้งอยู่บริเวณเฟรนช์ริวีเอราทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นประเทศเอกราชที่เล็กที่สุดเป็นอันดับสองของโลก[1] มีขนาดเพียง 2.02 ตารางกิโลเมตรแต่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก[2]ราว 19,009 คนต่อตารางกิโลเมตรในปี ค.ศ. 2018[3]

ราชรัฐโมนาโก
Principauté de Monaco (ฝรั่งเศส)
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญDeo Juvante
(ละติน: "ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า")
เพลงชาติHymne Monégasque

ที่ตั้งของ ประเทศโมนาโก  (เขียว) ในทวีปยุโรป  (เทาเข้ม)  —  [คำอธิบายสัญลักษณ์]
ที่ตั้งของ ประเทศโมนาโก  (เขียว)

ในทวีปยุโรป  (เทาเข้ม)  —  [คำอธิบายสัญลักษณ์]

เมืองหลวงโมนาโก1
43°44′N 7°24′E / 43.733°N 7.400°E / 43.733; 7.400
เมืองใหญ่สุด เขตมงเต-การ์โล
ภาษาราชการ ภาษาฝรั่งเศส
การปกครอง ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
•  เจ้าชาย เจ้าชายอาลแบร์ที่ 2
•  มนตรีแห่งรัฐ มีแชล รอเฌ
เอกราช
•  เริ่มต้นการปกครองภายใต้ราชวงศ์กรีมัลดี พ.ศ. 1840 
พื้นที่
•  รวม 1.95 ตร.กม. (195)
0.75 ตร.ไมล์ 
•  แหล่งน้ำ (%) น้อยมาก
ประชากร
•  2556 (ประเมิน) 37,831 (210)
•  2000 (สำมะโน) 32,020 
•  ความหนาแน่น 18,285 คน/ตร.กม. (1)
47,358 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2543 (ประมาณ)
•  รวม 870 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ (177)
•  ต่อหัว 18,600 ดอลลาร์สหรัฐ (13)
HDI (2558) ไม่มีข้อมูล 
สกุลเงิน ยูโร (EUR)
เขตเวลา CET (UTC+1)
 •  ฤดูร้อน (DST) CEST (UTC+2)
โดเมนบนสุด .mc
รหัสโทรศัพท์ 377
1โมนาโกเป็นนครรัฐแห่งหนึ่ง
2สำเนียงมอเนกัสก์ (Monégasque) และภาษาอิตาลีก็ใช้กันเป็นวงกว้าง

แขวงที่มีประชากรมากที่สุดคือมงเต-การ์โล โมนาโกเป็นหนึ่งในประเทศที่ค่าครองชีพแพงและประชากรร่ำรวยที่สุดในโลก ประชากรราว 30 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเป็นมหาเศรษฐีหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐจากการสำรวจเมื่อ ค.ศ. 2014

โมนาโกปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยเจ้าชายอาลแบร์ที่ 2 แห่งราชวงศ์กรีมัลดีทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศสและเป็นภาษาราชการ นอกจากนี้ ยังมีคนพูดสำเนียงมอเนกัสก์ ภาษาอิตาลี และภาษาอังกฤษกันทั่วไป

โมนาโกได้รับการรับรองเอกราชอย่างเป็นทางการในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-มอเนกัสก์ ค.ศ. 1861 เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1993 แม้โมนาโกจะเป็นประเทศเอกราช แต่การป้องกันประเทศอยู่ในความรับผิดชอบของฝรั่งเศสโดยโมนาโกมีกองกำลังป้องกันตัวเองเพียง 2 กองทัพเท่านั้น

เศรษฐกิจของโมนาโกรุ่งเรืองอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงหลังคริสต์ศตวรษที่ 19 หลังจากการเปิดบ่อนคาสิโนแห่งแรกในมงเต-การ์โล และมีการสร้างทางรถไฟเชื่อมกับกรุงปารีส[4] อากาศที่อบอุ่น ทิวทัศน์ที่สวยงาม และแหล่งบันเทิงสำหรับนักพนันได้ถึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากนักท่องเที่ยว สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ

ปัจจุบัน โมนาโกกลายเป็นศูนย์กลางด้านธนาคารและหันมาเน้นการดำเนินเศรษฐกิจภาคบริการและอุตสาหกกรมขนาดเล็ก ไม่สร้างมลภาวะ และมีมูลค่าเพิ่มสูง โมนาโกมีชื่อเสียงจากการเป็นดินแดนภาษีต่ำ ไม่เก็บภาษีรายได้ มีภาษีธุรกิจที่ต่ำ และยังเป็นสถานที่จัดแข่งขันรถสูตรหนึ่งแห่งแรก เป็นบ้านเกิดของทีมสกูเดเรียแฟร์รารี นอกจากนี้ สโมสรฟุตบอลอาแอ็ส มอนาโกที่แข่งขันอยู่ในลีกเอิงฝรั่งเศสก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก ครองแชมป์ลีกสูงสุดได้หลายครั้ง

โมนาโกไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ แต่ปรับใช้นโยบายของสหภาพยุโรปบางประการเช่นเรื่องศุลกากรและด่านตรวจคนเข้าเมือง โมนาโกใช้เงินสกุลยูโร เข้าร่วมสภายุโรปเมื่อปี ค.ศ. 2004 และเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส

ประวัติศาสตร์แก้ไข

ชื่อของโมนาโกปรากฏขึ้นตั้งแต่ 600 ปีก่อนคริสตกาลในชื่อ โมโนอิกอส (Monoikos) มาจากการประสบคำว่า โมนอส (monos) ที่หมายถึง โดดเดี่ยว[5] และ โออิกอส (oikos) ซึ่งหมายถึงบ้าน[6] รวมแล้ว มีความหมายถึง บ้านโดดเดี่ยว น่าจะสื่อถึงวิธีการอยู่อาศัยของชาวพื้นเมืองในสมัยนั้นที่อาศัยอยู่เป็นบ้านโดดเดี่ยวแยกกันกับเพื่อนบ้าน

ยุคกลางแก้ไข

โมนาโก เป็นอาณานิคมหนึ่งของสาธารณรัฐเจนัวเมื่อ ค.ศ. 1215 ต่อมาในปี ค.ศ. 1297 ฟร็องซัว กรีมัลดี เจ้าที่ดินในจากเจนัวยุคศักดินาบุกเข้ายึดป้อมปราการโมนาโกบริเวณชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยการปลอมตัวเป็นบาทหลวง แล้วนำกองกำลังขนาดย่อมเข้าไปในดินแดนแห่งนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการครอบครองอาณาจักรโมนาโกของตระกูลกรีมัลดีตั้งแต่นั้นมา

ตระกูลกรีมัลดีครองโมนาโกอยู่ได้เพียงสี่ปี ก็ถูกขับกองทัพเจนัวออกจากดินแดนนั้นไป ชาร์ลส์ กรีมัลดี หวนกลับมาครอบครองดินแดนโมนาโกได้อีกในปี ค.ศ. 1331 แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นลอร์ดแห่งโมนาโกและขยายดินแดนออกไปยังเมืองม็องตงและโรเกอบรูน และสร้างโมนาโกจนยิ่งใหญ่ กลายเป็นเมืองท่าสำคัญ สำหรับการค้าและฐานทัพเรือสำคัญของยุโรป

หลังจากนั้นได้มีการสืบทอดตำแหน่งลอร์ดแห่งโมนาโกเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ.1489 พระเจ้าชาร์ลที่ 4 แห่งฝรั่งเศส และดุ๊กแห่งซาวอยจึงได้ทรงรับรองความเป็นเอกราชของโมนาโก ต่อมาในปี ค.ศ.1512 พระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศสก็ทรงรับรองการเป็นพันธมิตรถาวรระหว่างโมนาโกกับฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงยุคการปกครองของลอร์ดออกุสติน โมนาโกกลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากขุนนางในราชสำนักฝรั่งเศส ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง จนกระทั่งจักรพรรดิคาร์ลที่ 5 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์มีพระบัญชาให้โมนาโกอยู่ภายใต้อารักขาของสเปนการปกครองโดยลอร์ดแห่งโมนาโกดำเนินเรื่อยมา จนถึงช่วงศตวรรษที่ 15 เมื่อจอห์น กรีมัลดี ลอร์ดแห่งโมนาโกได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการสืบสันตติวงศ์ขึ้น นับเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งในการสืบราชสมบัติของโมนาโก

เจ้าผู้ครองนครยุคแรกนั้น ยังใช้ฐานันดรศักดิ์ว่า ลอร์ด มาจนถึงกระทั่งปี ค.ศ. 1612 ลอร์ดโอโนเร่ที่ 2 แห่งกรีมัลดี ลอร์ดแห่งโมนาโกจึงได้เปลี่ยนชื่อฐานันดรศักดิ์เป็น เจ้าชาย แห่งโมนาโก[7] เพื่อให้มีวินัยถึงการเป็นรัฐและอิสรภาพ ซึ่งได้รับการยอมรับจากฝรั่งเศสและสเปน เนื่องจากขณะนั้นโมนาโกยังอยู่ในอารักขาของสเปน

เจ้าชายโอโนเร่ที่ 2 กรีมัลดี ยังดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับประเทศฝรั่งเศส จนพระเจ้าหลุยส์ที่ 8 หลุยส์ อิบโปลิบเตแห่งฝรั่งเศส ยอมลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการช่วยเหลือและป้องกันการรุกรานจากฝรั่งเศส ถือเป็นการยืนยันและยอมรับความเป็นเอกราชของโมนาโก ไม่ขึ้นตรงต่อฝรั่งเศสอีกต่อไป แต่สเปนยังไม่ยินยอม เป็นเหตุให้เจ้าชายพระองค์นี้ ทรงประกาศสงครามกับสเปนและได้รับชัยชนะเป็นอิสระจากสเปน ในปี ค.ศ. 1641

อย่างไรก็ตามการสืบสันตติวงศ์นี้ ขาดช่วงลงเมื่อเจ้าชายอังตวนสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1731 โดยไม่มีพระโอรส มีแต่พระธิดาเท่านั้น แต่พระธิดาองค์โต หลุยส์ อิบโปลิบเต ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับ ยากส์ ฟร็องซัวร์ เลโอเนอร์ เดอ มาติยง ทายาทตระกูลขุนนางแห่งแคว้นนอร์ม็องดี ในปี ค.ศ.1715 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าชายแห่งโมนาโก ทรงพระนามว่า เจ้าชาย ยากส์ที่ 1

คริสต์ศตวรรษที่ 19แก้ไข

กองทัพปฏิวัติของฝรั่งเศสเข้ายึดโมนาโกเมื่อปี ค.ศ. 1793 ตกเป็นรัฐอารักขาของฝรั่งเศสจนถึงปี ค.ศ. 1814 เมื่อจักรพรรดินโปเลียนแพ้สงคราม ราชวงศ์กรีมัลดีกลับคืนสู่ราชบัลลังก์[8][9] มติจากการประชุมใหญ่แห่งเวียนนากำหนดให้โมนาโกอยู่ภายใต้การอารักขาของราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย[10] ในช่วงนี้ ชาวเมืองม็องตงและโรเกอบรูน-กัป-มาร์แต็งที่อยู่ภายใต้ตระกูลกรีมัลดีมานาน 500 ปีไม่พอใจที่ถูกเก็บภาษีอย่างหนัก จึงได้ประกาศอิสรภาพจากโมนาโก หวังจะรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของซาร์ดิเนีย แต่ฝรั่งเศสไม่เห็นด้วย

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1860 ซาร์ดิเนียถูกบีบให้คืนโมนาโก เคาน์ตีนิสที่อยู่รอบโมนาโก (และดัชชีซาวอย) ให้กับฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาตูริน[11] โมนาโกจึงอยู่ภายใต้การอารักขาของฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง ฝรั่งเศสเข้ายึดครองม็องตงและโรเกอบรูน-กัป-มาร์แต็งแลกกับการไม่ต้องจ่ายค่าปรับนับสี่ล้านฟรังก์[12] เหตุการณ์นี้นำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-มอเนกัสก์ เมื่อปี ค.ศ. 1861 รับรองเอกราชของโมนาโกอย่างเป็นทางการ ดินแดนที่เสียไปนี้คิดเป็นร้อยละ 95 ของอาณาเขตเดิม ทำให้โมนาโกสูญเสียรายได้อย่างมหาศาล เจ้าชายชาร์ลที่ 3 แห่งโมนาโกและพระมารดาจึงได้ตั้งบ่อนคาสิโนขึ้น[13] โดยใช้ชื่อว่า มงเต-การ์โล (Monte Carlo) มีความหมายว่า ภูเขาชาร์ลส์ ซึ่งมาจากพระนามของเจ้าชายนั่นเอง[14] ธุรกิจคาสิโนประสบความสำเร็จอย่างมาก กลายเป็นแหล่งดึงดูดเม็ดเงินจากมหาเศรษฐีที่หวังจะมาใช้เงินและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่[15] ความสำเร็จนี้ทำให้โมนาโกยกเลิกการเก็บภาษีจากประชาชนนปี ค.ศ. 1869[16]

คริสต์ศตวรรษที่ 20แก้ไข

 
การสมรสระหว่างเจ้าชายเรนิเยที่ 3กับเกรซ เคลลี กลายเป็นข่าวที่ทำให้ราชรัฐโมนาโกได้รับความสนใจทั่วโลก

ราชวงศ์กรีมัลดีปกครองโมนาโกในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาจนถึง ค.ศ. 1910 จึงเกิดการปฏิวัติมอเนกัสก์ขึ้น มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ในปีต่อมาและได้จำกัดอำนาจการบริหารของราชวงศ์ลง ต่อมาในปี ค.ศ. 1918 มีการลงนามในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-มอเนกัสก์ขึ้นอีกครั้งระบุให้ฝรั่งเศสให้ความคุ้มครองทางทหารแก่โมนาโก ท่าทีระหว่างประเทศของโมนาโกขึ้นกับผลประโยชน์ทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจของฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม โมนาโกถูกกองทัพอิตาลีเข้ายึดครองในสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อด้วยการยึดครองของพรรคนาซีเยอรมนี และได้รับอิสรภาพในเวลาต่อมา

ปี ค.ศ. 1949 เจ้าชายเรนิเยที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากเจ้าชายหลุยส์ที่ 2 ทรงเป็นประมุขแห่งโมนาโกที่ทำให้ราชวงศ์โมนาโกกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก เพราะการเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับดาราภาพยนตร์สาวชาวอเมริกัน เกรซ เคลลี เมื่อ ปี ค.ศ. 1956[17]

ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1962 โมนาโกยกเลิกโทษประหารชีวิต ให้สิทธิสตรีในการเลือกตั้ง และก่อตั้งศาลสูสุดแห่งโมนาโกเพื่อรับรองเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน โมนาโกเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1993 โดยมีสิทธิออกเสียงเต็ม[18][19]

คริสต์ศตวรรษที่ 21แก้ไข

 
โมนาโก ในปี ค.ศ. 2016

สนธิสัญญาฉบับใหม่ระหว่างฝรั่งเศสกับโมนาโกที่ลงนามเมื่อ ค.ศ. 2002 ระบุว่า หากราชวงศ์กรีมัลดีไม่มีทายาทเมื่อสืบราชสันตติวงศ์ ราชรัฐจะยังคงเป็นอิสระแทนที่จะรวมกับฝรั่งเศส แต่การป้องกันประเทศยังเป็นหน้าที่รับผิดชอบของฝรั่งเศสอยู่[20][21]

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2005 เจ้าชายเรนิเยที่ 3 ทรงมีพระชนมายุมากเกินกว่าจะบริหารราชการแผ่นดินได้ จึงทรงสละราชสมบัติให้กับพระราชโอรสพระองค์เดียว[22] หกวันต่อมาเจ้าชายอาลแบร์ที่ 2 เสด็จสวรรคตหลังครองราชบังลังก์นานถึง 56 ปี ทรงเป็นประมุขที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดของโมนาโก เจ้าชายอาลแบร์ที่ 2 ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าชายแห่งราชรัฐโมนาโก โดยมีการสวมมงกุฎอย่างเป็นทางการวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 2005 หลังพ้นช่วงไว้ทุกข์[23]

ในปี ค.ศ. 2015 โมนาโกมีมติเป็นเอกฉันท์ให้มีการขยายดินแดนด้วยการระบายน้ำทะเลออก เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบ้านและพื้นที่สีเขียวในบางพื้นที่ วางงบประมาณไว้ 1 พันล้านยูโรและตั้งเป้าจะสร้างอพาร์ทเมนต์ สวนสาธารณะ ร้านค้า และสำนักงานในพื้นที่ 6 เฮกเตอร์ใกล้กับแขวงลาร์วอโต[24]

การปกครองแก้ไข

การเมืองการปกครองแก้ไข

โมนาโกปกครองในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญมาตั้งแต่พ.ศ. 2454 มีเจ้าชายเป็นประมุขแห่งรัฐ พระองค์ปัจจุบันคือเจ้าชายอาลแบร์ที่ 2 หัวหน้ารัฐบาลของโมนาโกคือมีนีสตร์เดตา (Ministre d'Etat) แต่งตั้งโดยพระประมุข เป็นผู้นำของคณะที่ปรึกษารัฐบาล

คณะที่ปรึกษารัฐบาล ประกอบด้วย ที่ปรึกษารัฐบาล 5 คน ดูแล 5 กรม (Département) ได้แก่

  • กรมมหาดไทย (Département de l'Intérieur)
  • กรมการคลังและเศรษฐกิจ (Département des Finances et de l'Economie)
  • กรมการสังคมและสาธารณสุข (Département des Affaires Sociales et de la Santé)
  • กรมการพัสดุ สิ่งแวดล้อม และผังเมือง (Département de l'Equipement, de l'Environnement et de l'Urbanisme)
  • กรมการต่างประเทศ (Département des Relations Extérieures)

อำนาจนิติบัญญัติของราชรัฐ อยู่ที่พระประมุขและคณะมนตรีแห่งชาติ (Conseil National) กรมการตุลาการ (Direction des Services Judiciaires) มีลักษณะใกล้เคียงกับกระทรวงยุติธรรม ดูแลกิจการศาล โดยเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร โดยตัดสินคดีในพระนามของประมุข[25]

เขตการปกครองแก้ไข

ความมั่นคงแก้ไข

การป้องกันประเทศเป็นหน้าที่ของฝรั่งเศส โมนาโกไม่มีกองทัพเรือหรือกองทัพอากาศ แต่มีจำนวนตำรวจต่อประชากรหรือต่อพื้นที่มากที่สุดในโลก (ตำรวจ 515 นายต่อประชากรทั้งหมดประมาณ 36,000 คน)[26] กองตำรวจยังมีหน่วยพิเศษไว้ลาดตระเวนทางน้ำอีกด้วย[27]

กองทัพบกของโมนาโกมีขนาดเล็ก มีทั้งหมดสองกอง กองหนึ่งมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยต่อเจ้าชายและพระราชวังโมนาโก-วิลล์ เรียกว่า บรรษัทกองไรเฟิลในพระองค์ (Compagnie des Carabiniers du Prince)[28] นอกจากนี้ยังมีกองทหารติดอาวุธขนาดเล็ก (Sapeurs-Pompiers) รักษาความมั่นคงสำหรับพลเรือน

ภูมิศาสตร์แก้ไข

 
ภาพถ่ายทางดาวเทียมของโมนาโก แสดงพรมแดนกับฝรั่งเศส

โมนาโกเป็นรัฐเอกราช ประกอบไปด้วย 5 กาติเยร์ (quartiers) และ 10 แขวง (ward)[29] ตั้งอยู่ในบริเวณเฟรนช์ริวีเอราทางยุโรปตะวันตก มีชายแดนติดกับฝรั่งเศสทั้งสามด้วย และอีกด้านหนึ่งติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จุดกึ่งกลางประเทศอยู่ห่างจากชายแดนอิตาลี 16 กิโลเมตร และห่างจากเมืองนิสของฝรั่งเศส 13 กิโลเมตร

โมนาโกมีพื้นที่ 2.02 ตารางกิโลเมตร มีประชากรอยู่อาศัย 38,400 คน[19]ทำให้เป็นประเทศที่เล็กเป็นอันดับสองของโลกและมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดในโลก พรมแดนประเทศทางบกยาวเพียง 5.47 กิโลเมตร[30]และพรมแดนทางชายฝั่งยาว 3.83 กิโลเมตร มีน่านน้ำกว้างออกไปในทะเลอีก 22 กิโลเมตร

จุดที่สูงสุดของประเทศคือ เชอแมงเดอเรวัวร์ส  ในแขวงเลอเรวัวร์ส สูงจากระดับน้ำทะเล 164.4 เมตร ส่วนจุดที่ต่ำที่สุดของประเทศคือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน[31]

 
ภาพถ่ายพาโนรามา ของลากงดามีนและมงเต-การ์โล

สถาปัตยกรรมแก้ไข

ในบรรดาสถาปัตยกรรมหลากหลายรูปแบบของโมนาโก สถาปัตยกรรมที่เด่นชัดคือแบบเบลล์เอป็อกที่ได้รับความนิยมช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะในแขวงมงเต-การ์โล กาสิโนและโรงโอเปราแห่งมงเต-การ์โลเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของศิลปะประเภทนี้ สร้างขึ้นโดยชาร์ล กานิเยร์ และฌูลส์ ดูตรู มีการตกแต่งหอคอย ระเบียง ยอดแหลมของอาคาร เซรามิกหลากสี และรูปปั้นประดับเสา สิ่งประดับต่างๆผสมเข้ากันอย่างลงตัว สร้างความประทับใจ ความรู้สึกหรูหรา โอ่งโถ่ง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของโมนาโก[32] ศิลปะแบบฝรั่งเศส อิตาลี และสเปนเข้ามามีอิทธิพลกับการสร้างคฤหาสน์และอพาร์ทเมนต์ ในรัชสมัยของเจ้าชายเรนิเยที่ 3 มีกฎหมายห้ามสร้างอาคารสูงภายในราชรัฐ แต่ในรัชสมัยต่อมาของเจ้าชายอาลแบร์ที่ 2 มีการยกเลิกกฎนี้[33] ผลที่เกิดขึ้นคือมีการรื้อถอนมรดกทางสถาปัตยกรรมมากมายเพื่อสร้างตึกสูง[34] ในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้

เศรษฐกิจแก้ไข

 
ฟงวีแยย์ กับท่าเรือแห่งใหม่

โมนาโกมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว  153,177 ดอลลาร์สหรัฐสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก[35] อัตราการว่างงานมีเพียง 2 เปอร์เซ็นต์[36] แรงงาน 48,000 ชีวิตเดินทางข้ามมาจากฝรั่งเศสและอิตาลีทุกๆวัน[37] โมนาโกเป็นประเทศที่มีอัตราความยากจนต่ำที่สุดในโลก[38] มีจำนวนมหาเศรษฐีเงินล้านและระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อหัวประชากรสูงที่สุดในโลก[39] มีตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่แพงที่สุดในโลกในปี ค.ศ. 2012 ที่ดินมีราคาถึง 58,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตารางเมตร[40][41][42]

แหล่งรายได้สำคัญของโมนาโกคือการท่องเที่ยว ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเดิมพันในกาสิโนและพักผ่อนในสภาพอากาศที่อุ่นสบายเป็นจำนวนมาก[43][44] นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางธนาคารที่ใหญ่ มีเงินหมุนเวียนถึง 100 พันล้านยูโร[45] ธนาคารในโมนาโกเน้นการให้บริการลูกค้ารายใหญ่และบริการจัดการทรัพย์สินและความมั่งคั่ง[46] ราชรัฐยังหวังจะขยายภาคเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมขนาดเล็ก ไม่สร้างมลพิษ และมีมูลค่าสูง เช่นอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง[47]

รัฐบาลยังคงผูกขาดการค้าในหลายภาคส่วน เช่น บุหรี่และไปรษณีย์ เครือข่ายโทรคมนาคมเคยเป็นของรัฐแต่ปัจจุบันรัฐถือครองหุ้นส่วนเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นของบริษัท Cable & Wireless Communications 49 เปอร์เซ็นต์ และธนาคาร Compagnie Monégasque de Banque อีก 6 เปอร์เซ็นต์ ยังคงเป็นเครือข่ายเดียวที่ให้บริการในประเทศ

มาตรฐานการครองชีพของโมนาโกนับว่าสูงเทียบเท่ากับเมืองใหญ่ของฝรั่งเศส[48] ปัจจุบัน โมนาโกไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป แต่มีระบบศุลกากรร่วมกับฝรั่งเศส ใช้เงินสกุลยูโรเช่นเดียวกับฝรั่งเศส

อุตสาหกรรมการพนันแก้ไข

ภาษีแก้ไข

การสะสมเหรียญแก้ไข

ประชากรแก้ไข

สถิติประชากรแก้ไข

ภาษาแก้ไข

ศาสนาแก้ไข

กีฬาแก้ไข

วัฒนธรรมแก้ไข

อ้างอิงแก้ไข

  1. The World Factbook - Rank Order - Area (อังกฤษ)
  2. The World Factbook - Rank Order - Population (อังกฤษ) ทำไปคำนวณกับพื้นที่
  3. "Population, total". World Bank. สืบค้นเมื่อ 2019-09-18.
  4. "Monte Carlo: The Birth of a Legend". SBM Group. สืบค้นเมื่อ 23 August 2013.
  5. "μόνος". Archived from the original on 29 June 2011. สืบค้นเมื่อ 29 June 2011. Unknown parameter |url-status= ignored (help), Henry George Liddell, Robert Scott, A Greek-English Lexicon, on Perseus Digital Library
  6. "οἶκος". Archived from the original on 29 June 2011. สืบค้นเมื่อ 29 June 2011. Unknown parameter |url-status= ignored (help), Henry George Liddell, Robert Scott, A Greek-English Lexicon, on Perseus Digital Library
  7. "Monaco – The Principality of Monaco". Monaco.me. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  8. "The History Of Monaco". Monacoangebote.de. Archived from the original on 16 January 2013. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  9. "Important dates – Monaco Monte-Carlo". Monte-carlo.mc. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  10. "Important dates – Monaco Monte-Carlo". Monte-carlo.mc. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  11. "24 X 7". Infoplease.com. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  12. "History of Monaco". Monacodc.org. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  13. Englund, Steven (May 1, 1984). Grace of Monaco: An Interpretive Biography (Hardcover ed.). Doubleday. ISBN 978-0385188128.
  14. Bonarrigo, Sabrina. "Entretenir la flamme 'Monte-Carlo'". Monaco Hebdo. Archived from the original on 16 June 2016. สืบค้นเมื่อ 2 December 2017. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  15. "MONACO". Tlfq.ulaval.ca. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  16. "Histoire de la Principauté – Monaco – Mairie de Monaco – Ma ville au quotidien – Site officiel de la Mairie de Monaco". Monaco-mairie.mc. Archived from the original on 3 June 2012. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  17. "Monaco – Principality of Monaco – Principauté de Monaco – French Riviera Travel and Tourism". Nationsonline.org. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  18. "24 X 7". Infoplease.com. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  19. 19.0 19.1 "CIA – The World Factbook". Cia.gov. สืบค้นเมื่อ 22 March 2012.
  20. "History of Monaco. Monaco chronology". Europe-cities.com. Archived from the original on 16 January 2013. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  21. "Monaco Military 2012, CIA World Factbook". Theodora.com. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  22. "Monaco Royal Family". Yourmonaco.com. Archived from the original on 14 June 2012. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  23. "History of Monaco, Grimaldi family". Monte-Carlo SBM. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  24. "Monaco land reclamation project gets green light". rivieratimes.com. Archived from the original on 4 September 2015. สืบค้นเมื่อ 8 August 2015. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  25. Les Institutions Service Informatique du Ministère d'Etat (ฝรั่งเศส)
  26. "Security in Monaco". Monte-carlo.mc. 13 May 2012. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  27. "Division de Police Maritime et Aéroportuaire". Gouv.mc (in ฝรั่งเศส). 16 August 1960. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  28. "The Palace Guards – Prince's Palace of Monaco". Palais.mc. 27 January 2011. Archived from the original on 23 April 2012. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  29. "Monaco Districts". Monaco.me. สืบค้นเมื่อ 22 March 2012.
  30. Monaco, Government of. ""monaco statistics pocket" / Publications / IMSEE - Monaco IMSEE". Monacostatistics.mc.
  31. Highest point at ground level (Access to Patio Palace on D6007) "Monaco Statistics pocket – Edition 2014" (PDF). Monaco Statistics – Principality of Monaco.
  32. Novella, René; Sassi, Luca Monaco : eight centuries of art and architecture, Epi Communication, 2015
  33. Fair, Vanity. "La tour Odéon, l'histoire d'un chantier dont les malheurs ont atteint des sommets". Archived from the original on 13 August 2017. สืบค้นเมื่อ 7 August 2016. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  34. Lyall, Sarah; Baume, Maïa de la Development Blitz Provokes a Murmur of Dissent in Monaco, New York Times, 11 December 2013; https://www.nytimes.com/2013/12/12/world/europe/development-blitz-provokes-a-murmur-of-dissent-in-monaco.html
  35. "The World Bank Group". The World Bank Group. สืบค้นเมื่อ 18 September 2019.
  36. "Central Intelligence Agency". Cia.gov. สืบค้นเมื่อ 22 March 2012.
  37. "Plan General De La Principaute De Monaco" (PDF). Archived from the original (PDF) on 28 May 2012. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  38. "Monaco Economy 2012, CIA World Factbook". Theodora.com. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  39. Alleyne, Richard (4 October 2007). "Prince Albert: We want more for Monaco". The Daily Telegraph. London. สืบค้นเมื่อ 22 March 2012.
  40. Katya Wachtel (28 March 2012). "The Wealth Report 2012" (PDF). Citi Private Bank. สืบค้นเมื่อ 6 March 2013.
  41. Robert Frank (28 March 2012). "The Most Expensive Real-Estate in the World". The Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ 6 March 2013.
  42. Julie Zeveloff (7 March 2013). "Here Are The World's Most Expensive Real Estate Markets". Business Insider. สืบค้นเมื่อ 7 March 2013.
  43. "Monaco's Areas / Monaco Official Site". Visitmonaco.com. Archived from the original on 16 January 2013. สืบค้นเมื่อ 12 March 2013. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  44. "Monaco: Economy >> globalEDGE: Your source for Global Business Knowledge". Globaledge.msu.edu. สืบค้นเมื่อ 22 March 2012.
  45. Robert BOUHNIK (19 December 2011). "Home > Files and Reports > Economy(Gb)". Cloud.gouv.mc. Archived from the original on 11 July 2012. สืบค้นเมื่อ 22 March 2012. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  46. "Banks in Monaco".
  47. "Monaco Economy 2012, CIA World Factbook". Theodora.com. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.
  48. "CIA – The World Factbook". Cia.gov. สืบค้นเมื่อ 28 May 2012.


แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข

คุณสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับ ประเทศโมนาโก ได้โดยค้นหาจาก
โครงการพี่น้องของวิกิพีเดีย :
  หาความหมาย จากวิกิพจนานุกรม
  หนังสือ จากวิกิตำรา
  คำคม จากวิกิคำคม
  ข้อมูลต้นฉบับ จากวิกิซอร์ซ
  ภาพและสื่อ จากคอมมอนส์
  เนื้อหาข่าว จากวิกิข่าว
  แหล่งเรียนรู้ จากวิกิวิทยาลัย