ประเทศกาตาร์

(เปลี่ยนทางจาก กาตาร์)
สำหรับอาวุธ ดูที่ กาตาร์ (อาวุธ)

พิกัดภูมิศาสตร์: 25°30′N 51°15′E / 25.500°N 51.250°E / 25.500; 51.250

กาตาร์ (อาหรับ: قطر‎‎, [ˈqɑtˁɑr]) หรือชื่อทางการคือ รัฐกาตาร์ (อาหรับ: دولة قطر‎) เป็นประเทศที่ปกครองโดยเจ้าผู้ครองรัฐในตะวันออกกลาง ตั้งอยู่บนคาบสมุทรขนาดเล็กที่แตกมาจากคาบสมุทรอาหรับ มีพรมแดนทางใต้ติดกับประเทศซาอุดีอาระเบีย และมีชายฝั่งริมอ่าวเปอร์เซีย

รัฐกาตาร์

دولة قطر (อาหรับ)
เพลงชาติAs Salam al Amiri
"บทเพลงแห่งสันติ"

สถานที่ตั้งและขอบเขตของประเทศกาตาร์ (สีเขียวเข้ม) ในคาบสมุทรอาหรับ
สถานที่ตั้งและขอบเขตของประเทศกาตาร์ (สีเขียวเข้ม) ในคาบสมุทรอาหรับ
เมืองหลวง
และ ใหญ่สุด
โดฮา
25°18′N 51°31′E / 25.300°N 51.517°E / 25.300; 51.517
ภาษาราชการภาษาอาหรับ
การปกครองรัฐเดี่ยว สมบูรณาญาสิทธิราชย์
• เจ้าผู้ครองรัฐ
เชคตะมีม บิน ฮะมัด บิน เคาะลีฟะฮ์ อัษษานี
• นายกรัฐมนตรี
เชคคอลิด บิน เคาะลีฟะฮ์ บิน อับดุล อาซิซ อัษษานี
ได้รับเอกราช
3 กันยายน พ.ศ. 2514
พื้นที่
• รวม
11,581 ตารางกิโลเมตร (4,471 ตารางไมล์) (อันดับที่ 158)
0.8
ประชากร
• พ.ศ. 2563 ประมาณ
2,795,484[1] (อันดับที่ 139)
• สำมะโนประชากร พ.ศ. 2553
1,699,435[2]
176 ต่อตารางกิโลเมตร (455.8 ต่อตารางไมล์) (อันดับที่ 76)
จีดีพี (อำนาจซื้อ)พ.ศ. 2563 (ประมาณ)
• รวม
$357.338 พันล้าน[3] (อันดับที่ 51)
$138,910[3] (อันดับที่ 4)
จีดีพี (ราคาตลาด)พ.ศ. 2561 (ประมาณ)
• รวม
$183.807 พันล้าน[3] (อันดับที่ 56)
$66,202[3] (อันดับที่ 6)
จีนี (พ.ศ. 2550)41.1[4]
ปานกลาง
HDI (พ.ศ. 2562)Steady 0.848[5]
สูงมาก · อันดับที่ 45
สกุลเงินริยาลกาตาร์ (QAR)
เขตเวลาUTC+3
• ฤดูร้อน (DST)
UTC+3
รหัสโทรศัพท์974
โดเมนบนสุด.qa

ใน ค.ศ. 2017 ประชากรทั้งหมดของกาตาร์อยู่ที่ประมาณ 2.6 ล้านคน โดยเป็นพลเมืองกาตาร์เพียง 313,000 คน และเป็นชาวต่างชาติ มากถึง 2.3 ล้านคน[6] ศาสนาประจำชาติของกาตาร์คือศาสนาอิสลาม กาตาร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก[7][8] โดยในแง่ของรายได้ กาตาร์มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวสูงที่สุดเป็นอันดับสามของโลก[9] และมีรายได้ประชาชาติ (GNI) ต่อหัวสูงที่สุดเป็นอันดับหก[10] องค์การสหประชาชาติจัดอันดับให้กาตาร์เป็นประเทศที่มีอัตราการพัฒนาคุณภาพประชากรในระดับสูง[11] โดยมี ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) สูงเป็นอันดับสามในบรรดากลุ่มประเทศตะวันออกกลาง รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย กาตาร์เป็นประเทศเศรษฐกิจที่มีรายได้สูงและเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก โดยมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติและปริมาณน้ำมันสำรองที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก และยังเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดชาติหนึ่งในโลก[12]

กาตาร์ถูกปกครองโดยราชวงศธานีนับตั้งแต่ โมฮัมเหม็ด บินธานี ลงนามในสนธิสัญญากับอังกฤษใน ค.ศ. 1868 ภายหลังการปกครองของตุรกีโดยจักรวรรดิออตโตมัน กาตาร์อยู่ภายใต้ความคุ้มครองอังกฤษในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จนกระทั่งได้รับเอกราชใน ค.ศ. 1971 ประมุขของกาตาร์เป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากการปกครองระบอบเผด็จการ (ปัจจุบันคือ ตะมีม บิน ฮะมัด อัษษานี) และมีอำนาจบริหารและนิติบัญญัติทั้งหมด รวมทั้งควบคุมระบบตุลาการ เขายังทำการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีด้วยตนเอง การเลือกตั้งและสิทธิทางการเมืองรวมถึงเสรีภาพของสื่อภายในประเทศยังถูกจำกัดสิทธิ์[13][14][15]

นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 กาตาร์กลายเป็นชาติมหาอำนาจที่สำคัญในโลกอาหรับในด้านทรัพยากรและความมั่งคั่ง เช่นเดียวกับการมีอิทธิพลทางสื่อที่ขยายตัวไปทั่วโลก โดยเครือข่ายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีคือ อัลญะซีเราะฮ์ (อาหรับ: قناة الجزيرة‎) หรือ แอลจะเซียรา (อังกฤษ: Al Jazeera) ซึ่งมีรายงานว่าให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มกบฏหลายกลุ่ม กาตาร์ถูกมองว่าเป็นชาติมหาอำนาจระดับกลาง กาตาร์จะได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับโลกสองรายการในอนาคตได้แก่ ฟุตบอลโลก 2022 โดยพวกเขาจะถือเป็นประเทศมุสลิมและประเทศตะวันออกกลางชาติแรกที่ได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก[16] และการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2030 จะจัดขึ้นที่กาตาร์เช่นกัน[17]

ประวัติศาสตร์แก้ไข

 
ซุบาราฟอร์ต

กาตาร์เคยอยู่ภายใต้การปกครองของตุรกีจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อมาอังกฤษได้เข้ามามีอิทธิพลโดยได้ทำสนธิสัญญาปี พ.ศ. 2459 (ค.ศ. 1916) กับกาตาร์มีผลทำให้กาตาร์อยู่ภายใต้การคุ้มครองของอังกฤษ โดยอังกฤษดูแลกิจการระหว่างประเทศของกาตาร์และต้องป้องกันกาตาร์จากการถูกรุกรานจากภายนอก และต่อมาสนธิสัญญาปี พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934) ได้ขยายการคุ้มครองของอังกฤษออกไปทุก ๆ ด้าน

ในปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) รัฐบาลอังกฤษประกาศจะถอนตัวออกจากภูมิภาค อ่าวเปอร์เซียภายในปี พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) กาตาร์จึงพยายามรวมตัวเป็นสหพันธรัฐกับบาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กาตาร์เป็นเอกราชเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) โดยอังกฤษได้ยกเลิกสนธิสัญญาปี พ.ศ. 2459 (ค.ศ. 1916) และได้มีการลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพระหว่างกันแทน

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) Shaikh Khalifa Bin Hamad Al – Thani ได้ทำรัฐประหารสำเร็จโดยปราศจากการนองเลือด และต่อมา เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995) Shaikh Hamad Bin Khalifa Al – Thani พระโอรส ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นมกุฎราชกุมารของกาตาร์ ก็ได้ยึดอำนาจการปกครองและตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองรัฐองค์ใหม่

การเมืองแก้ไข

ระบบการเมืองของกาตาร์เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่มีประมุขของกาตาร์เป็นประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ภายใต้การลงประชามติรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 2003 กลายเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ และในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2011 Emir Hamad bin Khalifa Al Thani ประกาศให้มีการเลือกตั้งสภาที่ปรึกษาแห่งกาตาร์เป็นครั้งแรก โดยมีแผนจะเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2013 แต่ภายหลังเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด[18]

การแบ่งเขตการปกครองแก้ไข

ประเทศกาตาร์แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 เทศบาล (municipalities - baladiyah) ได้แก่

  1. อัดเดาฮะห์ (Ad Dawhah)
  2. อัลกุวะรียะห์ (Al Ghuwariyah)
  3. อัลจุมะลียะห์ (Al Jumaliyah)
  4. อัลเคาร์ (Al Khawr)
  5. อัลวะกระห์ (Al Wakrah)
  6. อาร์รอยยัน (Ar Rayyan)
  7. จะริยะนัลบัตนะห์ (Jariyan al Batnah)
  8. อัชชะมาล (Ash Shamal)
  9. อุมม์ซาลาล (Umm Salal)
  10. มุไซอิด (Mesaieed)

ภูมิศาสตร์แก้ไข

 
ทะเลทรายกาตาร์

กาตาร์ภูมิประเทศแบบแหลมที่ยื่นออกไปในอ่าวเปอร์เซีย เรียกกันว่า ไข่มุกแห่งเปอร์เซีย ด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือ และทิศตะวันตก ล้อมรอบด้วยทะเล ด้านทิศใต้ ติดประเทศซาอุดิอาระเบีย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย อยู่ระหว่างเส้นรุ้ง 24 °และ 27 ° N, และลองจิจูด 50 °และ 52 °E จุดที่สูงที่สุดในกาตาร์เป็น Qurayn Abu al Bawl สูง 103 เมตร (338 ฟุต)[19] ใน Jebel Dukhan ทางทิศตะวันตก

ภูมิอากาศแก้ไข

ข้อมูลภูมิอากาศของประเทศกาตาร์
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 22
(72)
23
(73)
27
(81)
32
(90)
38
(100)
41
(106)
41
(106)
41
(106)
38
(100)
35
(95)
29
(84)
24
(75)
32.6
(90.7)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 13
(55)
13
(55)
17
(63)
21
(70)
25
(77)
27
(81)
29
(84)
29
(84)
26
(79)
23
(73)
19
(66)
15
(59)
21.4
(70.6)
หยาดน้ำฟ้า มม (นิ้ว) 12.7
(0.5)
17.8
(0.701)
15.2
(0.598)
7.6
(0.299)
2.5
(0.098)
0
(0)
0
(0)
0
(0)
0
(0)
0
(0)
2.5
(0.098)
12.7
(0.5)
71
(2.795)
แหล่งที่มา: weather.com[20]

เศรษฐกิจแก้ไข

 
โดฮา เมืองหลวงของกาตาร์
  • อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 3.64 ริยัล หรือประมาณ 9 บาท
  • GDP ประมาณ 20.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2004)
  • รายได้ต่อหัว 30,410 ดอลลาร์สหรัฐ (2003) สูงสุดในกลุ่มประเทศอาหรับ
  • ผลิตน้ำมันได้วันละ 928,055 บาร์เรลต่อวัน (2003)
  • ปริมาณน้ำมันดิบสำรอง 15.2 พันล้านบาร์เรล (2003)
  • ปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรอง 509 ล้านล้านลูกบาศ์กฟุต (2003)
  • ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรประมง
  • สินค้าออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน ปุ๋ย เหล็ก ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
  • สินค้าเข้าที่สำคัญ เชื้อเพลิง เครื่องจักร เครื่องยนต์ เคมีภัณฑ์ อาหารและเสื้อผ้า
  • ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา อิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส เกาหลีใต้

การคมนาคมแก้ไข

 
เรือเฟอร์รี่ในกาตาร์

การคมนาคมหลักในกาตาร์คือถนน เนื่องจากราคาที่ถูกมากจากปิโตรเลียม ประเทศที่มีระบบถนนที่ทันสมัย​​ด้วยการอัพเกรดมากมายเป็นผลในการตอบสนองต่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประเทศ กับทางหลวงหลายกระบวนการอัพเกรดและทางด่วนใหม่ที่กำลังทำการก่อสร้าง เครือข่ายรถบัสขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อโดฮากับเมืองอื่น ๆ ในประเทศ และยังเป็นการคมนาคมหลักในกาตาร์อีกด้วย

ขณะนี้ยังไม่มีเครือข่ายทางรถไฟที่มีอยู่ในประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ลงสัญญารับจ้างสร้างทางรถไฟกับประเทศเยอรมนีแล้ว

ท่าอากศยานหลักของกาตาร์คือ ท่าอากาศยานนานาชาติโดฮา มีผู้โดยสารเกือบ 15,000,000 คน ใน ค.ศ. 2007

สิ่งก่อสร้างแก้ไข

มีสิ่งก่อสร้างมากมายในกรุงโดฮา สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในในโดฮา คือ แอสไพร์ทาวเวอร์ สูง 300 เมตร

วัฒนธรรมแก้ไข

วัฒนธรรมกาตาร์ คล้ายกับวัฒนธรรมอาหรับประเทศอื่น ชนเผ่าอาหรับจากซาอุดีอาระเบียอพยพไปกาตาร์และสถานที่อื่น ๆ ในอ่าว ดังนั้นวัฒนธรรมในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละประเทศ กาตาร์ใช้กฎหมายอิสลามเป็นพื้นฐานของรัฐบาลอย่างชัดเจน และส่วนใหญ่ของพลเมืองเป็นผู้ติดตาม Hanbali Madhab

Hanbali (อาหรับ: حنبلى) เป็นหนึ่งในสี่โรงเรียนมุสลิมสุหนี่ (Madhhabs) ของกฎหมายเฟคห์หรือศาสนาภายในมุสลิมสุหนี่ ชาวมุสลิมสุหนี่เชื่อว่าทั้งสี่โรงเรียนมี "คำแนะนำที่ถูกต้อง" และความแตกต่างระหว่างพวกเขาไม่ได้อยู่ในพื้นฐานของความเชื่อ แต่ในการใช้ดุลยพินิจปลีกย่อยและนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุผลที่เป็นอิสระของอิหม่ามและนักวิชาการผู้ที่ตามพวกเขา เพราะวิธีการของตนจากการตีความและการสกัดจากแหล่งปฐมภูมิ (usul) แตกต่างกัน พวกเขามาถึงการตัดสินที่แตกต่างกันในเรื่องที่เฉพาะเจาะจง

ประชากรแก้ไข

ปี ประชากร
1908 22,000[21]
1939 28,000[21]
1960 70,000[22]
1986 369,079
1997 522,023[23]
2000 744,483
2001 769,152
2002 793,341
2003 817,052
2004 840,290
2005 863,051
2006 885,359
2007 1,207,229
2008 1,524,789[24]
2009 1,309,000[25]
2010 1,696,563
2011 1,692,262
2013 1,903,447
2014 2,267,916[26]

ปัจจุบัน กาตาร์มีประชากรประมาณ 1.7 ล้านคน เชื้อชาติต่าง ๆ ในประเทศกาตาร์มีดังนี้: กาตาร์ 20%, อาหรับ 20%, อินเดีย 20%, ฟิลิปปินส์ 10%, เนปาล 13%, ปากีสถาน 7%, ศรีลังกา 5% และอื่น ๆ 5%[27]

ศาสนาแก้ไข

ศาสนาในกาตาร์[28]
ศาสนา %
อิสลาม
  
77.5%
คริสต์
  
8.5%
อื่น ๆ
  
14%
ไม่ระบุ
  
10%

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาหลักของกาตาร์และมีสถานะเป็นทางการ แม้ว่าจะไม่ใช่ศาสนาเดียวที่มีผู้ปฏิบัติในประเทศ[29] พลเมืองกาตาร์ส่วนใหญ่ร่วมในขบวนการมุสลิมซาลาฟีของลัทธิวะฮาบีย์[30][31][32] และระหว่าง 5–15% ของชาวมุสลิมในกาตาร์นับถือนิกายชีอะห์ สำหรับมุสลิมนิกายอื่น ๆ มีจำนวนน้อยมาก[33] ในปี 2553 ประชากรของกาตาร์เป็นมุสลิม 67.7%, คริสเตียน 13.8%, ฮินดู 13.8% และพุทธ 3.1% ที่เหลือเป็นผู้นับถือศาสนาอื่น ๆ และคนที่ไม่ระบุศาสนา คิดเป็น 1.6%[34] กฎหมายชารีอะห์เป็นแหล่งที่มาหลักของการออกกฎหมายกาตาร์ตามรัฐธรรมนูญของกาตาร์[35][36]

วิสัยทัศน์ของกระทรวงศาสนสมบัติและกิจการศาสนาอิสลาม (กาตาร์) คือ "การสร้างสังคมอิสลามร่วมสมัยควบคู่ไปกับการส่งเสริมชารีอะห์ และมรดกทางวัฒนธรรม"[37]

อ้างอิงแก้ไข

  1. "Population structure". Ministry of Development Planning and Statistics. 31 January 2020.
  2. "Populations". Qsa.gov.qa. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 9 July 2010. สืบค้นเมื่อ 2 October 2010.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 "World Economic Outlook Database, April 2018 – Report for Selected Countries and Subjects". International Monetary Fund (IMF). April 2018. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 4 May 2018.
  4. "GINI index". World Bank. สืบค้นเมื่อ 22 January 2013.
  5. Human Development Report 2020 The Next Frontier: Human Development and the Anthropocene (PDF). United Nations Development Programme. 15 December 2020. pp. 343–346. ISBN 978-92-1-126442-5. สืบค้นเมื่อ 16 December 2020.
  6. "Population of Qatar by nationality in 2019". Priya DSouza Communications (ภาษาอังกฤษ). 2019-08-15.
  7. "Has wealth made Qatar happy?". BBC News (ภาษาอังกฤษ). 2014-04-28. สืบค้นเมื่อ 2021-08-19.
  8. Suneson, Grant. "These are the 25 richest countries in the world". USA TODAY (ภาษาอังกฤษ).
  9. "GDP per capita, PPP (current international $) | Data". data.worldbank.org.
  10. "GNI per capita, Atlas method (current US$) | Data". data.worldbank.org.
  11. "2019 Human Development Index Ranking | Human Development Reports". web.archive.org. 2020-04-30.
  12. "Where in the world do people emit the most CO2?". Our World in Data.
  13. "Qatar: 5-Year Prison Sentence Set for 'Fake News'". Human Rights Watch (ภาษาอังกฤษ). 2020-01-22.
  14. "Qatar: Freedom in the World 2020 Country Report". Freedom House (ภาษาอังกฤษ).
  15. "Everything you need to know about human rights in Qatar 2020". Amnesty International (ภาษาอังกฤษ).
  16. "Amir: 2022 World Cup Qatar a tournament for all Arabs". Gulf-Times (ภาษาอาหรับ). 2018-07-15.
  17. "Doha to host 2030 Asian Games as Riyadh gets 2034 edition - SportsPro Media". www.sportspromedia.com.
  18. Legislative elections in Qatar postponed until at least 2019 Archived 2017-08-22 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Doha News, 17 June 2016
  19. https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/qa.html
  20. "Monthly Averages for Doha, Qatar". weather.com. The Weather Channel. สืบค้นเมื่อ 26 October 2009.
  21. 21.0 21.1 John Lockerbie (6 June 1998). "The population of Qatar". Catnaps.org. สืบค้นเมื่อ 28 March 2010.
  22. "Qatar – Country overview, Location and size, Population, Industry, Mining, Manufacturing, Services, Tourism". Nationsencyclopedia.com. สืบค้นเมื่อ 28 March 2010.
  23. "CGIS Home Page – Main Section". Gisqatar.org.qa. 31 December 1998. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2009-07-23. สืบค้นเมื่อ 28 March 2010.
  24. https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/qa.html
  25. (PDF) World Population Prospects, Table A.1 (รายงาน). 2008 revision. United Nations. 2009. http://www.un.org/esa/population/publications/wpp2008/wpp2008_text_tables.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ 12 March 2009. 
  26. http://www.worldometers.info/world-population/population-by-country/
  27. http://www.state.gov/r/pa/ei/bgn/5437.htm
  28. http://pewforum.org/Muslim/Mapping-the-Global-Muslim-Population%286%29.aspx
  29. "Report on International Religious Freedom – Qatar". US Department of State. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 21 August 2014. The official state religion follows the conservative Wahhabi tradition of the Hanbali school of Islam
  30. "Tiny Qatar's growing global clout". BBC. 30 April 2011. สืบค้นเมื่อ 12 March 2015.
  31. "Qatar's modern future rubs up against conservative traditions". Reuters. 27 September 2012. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2015-09-24. สืบค้นเมื่อ 2021-02-08.
  32. "Rising power Qatar stirs unease among some Mideast neighbors". Reuters. 12 February 2013. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2015-10-02. สืบค้นเมื่อ 13 June 2013.
  33. "2011 Report on International Religious Freedom – Qatar". US Department of State.
  34. "Religious Composition by Country" (PDF). Global Religious Landscape. Pew Forum. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 9 มีนาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 9 กรกฎาคม 2013.
  35. "The Permanent Constitution of the State of Qatar". Government of Qatar. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 6 October 2014.
  36. "Constitution of Qatar". According to Article 1: Qatar is an independent Arab country. Islam is its religion and Sharia law is the main source of its legislation.
  37. "The Ministry of Awqaf and Islamic Affairs". Afreno. สืบค้นเมื่อ 4 April 2020.

แหล่งข้อมูลอื่นแก้ไข